มันใกล้เข้ามาแล้ว โควิดสายพันธุ์อังกฤษมาถึงสิงคโปร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641105

วันที่ 24 ธ.ค. 2563 เวลา 11:30 น.มันใกล้เข้ามาแล้ว โควิดสายพันธุ์อังกฤษมาถึงสิงคโปร์กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์พบผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อังกฤษรายแรกในประเทศ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม สำนักข่าวท้องถิ่นสิงคโปร์รายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ยืนยันพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นรายแรกในประเทศ ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่แพร่ระบาดในสหราชอาณาจักร

กระทรวงสาธารณสุขเผยว่า ผู้ป่วยคนดังกล่าวเป็นเพศหญิง อายุ 17 ปี ซึ่งไปเรียนที่สหราชอาณาจักรตั้งแต่เดือนสิงหาคม และกลับมายังสิงคโปร์ในวันที่ 6 ธันวาคม โดยเริ่มมีไข้ในวันต่อมาก่อนที่จะมีผลตรวจเป็นบวก และผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดทั้งหมดได้ทำการกักตัวและมีผลตรวจเป็นลบ โดยขณะนี้ยังไม่พบว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีการแพร่ระบาดในชุมชน

ทั้งนี้ สิงคโปร์มีผู้ป่วยที่เดินทางกลับจากยุโรประหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน ถึง 17 ธันวาคม และได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเดือนนี้รวม 31 ราย

โดยนอกเหนือจากนักเรียนวัย 17 ปีข้างต้นที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่แล้ว ยังมีอีก 11 รายที่มีผลตรวจหาเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่เบื้องต้นเป็นบวก

นอกนั้น 12 รายพบว่าไม่ได้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ อีก 5 รายยังไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากมีปริมาณไวรัสต่ำ และอีก 2 รายยังไม่ได้เข้ารับการตรวจ

ทั้งนี้ สิงคโปร์ได้ระงับชาวต่างชาติที่มีประวัติเดินทางไปยังสหราชอาณาจักรในช่วงเร็วๆ นี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่

Photo by Handout / RAFFLES MEDICAL GROUP / AFP

การนิรโทษกรรมจะป้องกันไม่ให้ต่างด้าวหลบหนี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641076

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 20:25 น.การนิรโทษกรรมจะป้องกันไม่ให้ต่างด้าวหลบหนีมีเขื่อนไขมากกมายที่ทำให้การป้องปราบแรงงานต่างด้าวไม่ได้ผล แต่มีวิธีเฉพาะหน้าอย่างหนึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันให้ทุกฝ่ายได้

และแล้วสิ่งที่หลายคนกังวลก็กลายเป็นจริง เมื่อมีข่าวเรื่องนายจ้างที่ จ. สมุทรสาครลอยแพลูกจ้างเมียนมาซึ่งไม่มีหลักฐานอนุญาตทำงาน จากการสอบสวนยังทราบว่านายจ้างพาหลบหนีออกมาเพราะกลัวตำรวจเข้ามาตรวจ และกำลังจะนำแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ไปส่งต่อที่ จ.ระยอง แต่ทั้งหมดปฏิเสธจึงต้องนำตัวไปส่งญาติที่บางพลี แต่ญาติไม่ยอมรับเพราะรู้ว่ามาจาก จ.สมุทรสาคร จึงลอยแพทิ้งไว้เสียอย่างนั้น

กรณีแบบนี้คงไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งเดียว ตราบใดที่ยังมีแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง คนเหล่านี้ก็จะใช้วิธีหลบหนีต่อไป ไม่ยอมออกมามอบตัว และนายจ้างจะใช้วิธีพาไปส่งที่ไกลๆ เพื่อทำงานตามท้องไร่ท้องนาไกลหูไกลตาเจ้าหน้าที่บ้านเมือง หรือลอยแพ้ทิ้งไว้กลางทางเสียเลย

แรงงานเหล่านี้กระทำความผิด แต่ความผิดของพวกเขาเกิดจากความกระเสือกกระสนหางานทำช่วงที่โควิด-19 ทำให้พวกเขามีสภาพที่ยากแค้นในบ้านเกิดเมืองนอน แน่นอนว่าแม้จะมีเรื่องน่าเห็นใจแต่มันยังเป็นความผิดอยู่ดี และยังทำให้คนไทยเห็นใจได้ยากเพราะทำให้คนไทยพลอยเสี่ยงติดโรคไปด้วย

หากแรงงานต่างด้าวผิดจนเห็นใจได้ยากแล้ว คนที่นำพวกเขาเข้ามาและว่าจ้างแรงงานเหล่านี้ยิ่งผิดมากกว่า ได้กระทำทั้งเรื่องผิดกฎหมายอย่างการจ้างแรงงานเถื่อน ช่วยเหลือผู้ลักลอบเข้าเมือง และขาดจิตสำนึกเพราะทำให้เพื่อนร่วมชาติเสี่ยงกับโรคระบาดเพียงเพื่อจะทำธุรกิจ นายจ้างเหล่านี้จึงมี “โทษมหันต์”

แต่การเอาโทษคนเหล่านี้รังแต่จะเป็นภัยต่อประเทศไทย เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าในเมืองแรงงานเข้ามาแบบเถื่อนๆ ถูกจ้างแบบเถื่อนๆ คนเหล่านี้ไม่มีทางกล้ามาแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ มีแต่จะถูกส่งไปที่ไกลๆ หรือทิ้งไว้เป็นภาระคนไทยเสียอีก

หนึ่งในวิธีการเฉพาะหน้าคือรัฐบาลอาจจะต้อง “ประกาศนิรโทษกรรมแรงงานผิดกฎหมายและนายจ้างแรงงานผิดกฎหมาย”

โดยเริ่มทดลองการนิรโทษกรรมในพื้นที่ Ground zero หรือจุดที่เกิดการระบาดแรกเริ่มก่อนคือ จ. สมุทรสาคร หากได้ผลจึงค่อยขยายให้ครอบคลุมในที่อื่นๆ

การนิรโทษกรรมควรประกาศให้ชัดว่า แรงงานผิดกฎหมายจะไม่ถูกลงโทษ นายจ้างจะไม่ถูกเอาความ และผู้นำเข้ามาจะไม่ถูกดำเนินคดีเป็นชั่วคราว

เมื่อแรงงานมามอบตัวแล้วจัดการตรวจโรคและสอบถามความสมัครใจว่าจะกลับประเทศต้นทางหรือจะขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานถูกกฎหมาย (วิธีการนี้มาเลเซียใช้ในเดือนธันวาคมนี่เอง)

รัฐบาลต้องกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจนว่าจะครอบคลุมช่วงเวลาใดและสิ้นสุดระยะใด เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนฉวยโอกาสที่มีการละเว้นโทษแล้วนำแรงงานเข้ามาสวมรอย และในเวลาเดียวกันเจ้าหน้าที่ชายแดนและหน่วยสกัดตามจุดต่างๆ ต้องทำงานเข้มข้นขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีแรงงานฉวยโอกาสที่มีการนิรโทษกรรมเพื่อที่จะลักลอบข้าประเทศ

การประกาศนิรโทษกรรมแรงงานต่างด้าวถูกนำมาใช้ในบางประเทศ เช่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ หรือแม้แต่สหรัฐ โจ ไบเดนก็เสนอจะนิรโทษกรรมแรงงานต่างด้าว

ในกรณีของเกาหลีใต้มีการนิรโทษกรรมตั้งแต่ก่อนการระบาดของโควิด-19 คือเมื่อปี 2019 โดยเป้าหมายของการนิรโทษกรรมคือการลดภาระให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองซึ่งต้องทำงานหนักเพราะจำนวนผู้อพยพผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น และการอพยพแรงงานผิดกฎหมายออกจากเกาหลีโดยความสมัครใจทำต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้

เกาหลีใต้จึงไม่ใช้การนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 เหมือนกับประเทศไทย แต่มีประเด็นหนึ่งน่าสนใจก็คือความไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่าจะทำอย่างที่พูดหรือไม่ (คือไม่เอาผิดแรงงานผิดกฎหมาย) ในเรื่องนี้หัวหน้าคณะกรรมาธิการกิจการตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ (KIS) เคยให้สัมภาษณ์กับ The Korea Times ว่ารัฐบาลจะออกหนังสือยืนยันให้ ตราบใดที่มารายงานตัวตามกำหนด พวกเขาจะได้รับวีซ่าเข้าออกหลายครั้งในคราวต่อไป

สิ่งสำคัญก็คือหัวหน้า KIS บอกว่า จะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันทีละน้อยๆ

หัวใจของการนิรโทษกรรมก็คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หากรัฐบาลไทยจะใช้วิธีนี้จะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้เห็นว่าแรงงานที่ผิดกฎหมายที่มารายงานตัวไม่ถูกลงโทษจริง และได้รับบริการตรวจเชื่อจริง และจะมีการจัดระเบียบจริงๆ เพื่อที่พวกเขาจะไม่ต้องถูกขึ้นบัญชีดำในอนาคต

ในกรณีของมาเลเซียไม่ได้นิรโทษกรรมแบบฟรีๆ เพราะมีการปรับนายจ้างด้วยและต้องจ่ายภาษี ซึ่งไม่ใช่เงินจำนวนมากนัก แต่ยังดีกว่าโทษทางอาญาที่รุนแรงกกว่านี้และยังช่วยลดแรงกดดันให้กับทุกฝ่ายด้วย

สถานะอย่างประเทศไทยที่มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายหลายแสนคนหรืออาจจะหลายล้านคน ทางเลือกที่จะกวาดคนเหล่านี้มาควบคุมให้อยู่กับที่ “เป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรง”

แต่หากปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างจริงใจ และยืนยันว่าจะไม่มีการเอาผิดหากมอบตัวในเวลาที่กำหนด เชื่อว่านายจ้างและแรงงานต่างด้าวจะมาแสดงตัวอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

สิ่งที่ไทยต่างจากเกาหลีใต้และมาเลเซียก็คือ พรมแดนทั้งสี่ทิศของไทยประชิดเพื่อนบ้านทั้งสี่ทิศ โดยที่มีพรมแดนติดกับเมียนมายาวที่สุดและควบคุมยากที่สุดด้วย

เกาหลีใต้นั้นติดแค่เกาหลีเหนือซึ่งมีพรมแดนที่เข้มงวดที่สุดในโลก แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่เป็นพวก “หนีวี” คือเข้ามาทางเครื่องบินด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวแล้วโดดทัวร์ไปทำงาน

มาเลเซียมีพรมแดนติดกับไทยแค่ทางเหนือเท่านั้น โดยแรงงานส่วนใหญ่เข้ามาทางประเทศไทยนั่นเองและจำนวนไม่น้อยก็เป็นคนไทย คนเมียนมา คนกัมพูชา และโรฮิงยา/บังกลาเทศ เมื่อไทยปิดพรมแดนมาเลเซียจึงกังวลน้อยลง เหลือแค่นิรโทษกรรมคนเดิมที่อยู่ตกค้างในประเทศเท่านั้น

ดังนั้นระยะเวลานิรโทษกรรมของมาเลเซียจึงลากยาวไปถึง 30 มิถุนายน 2021 สาเหตุก็เพราะมาเลเซียไม่ต้องกังวลมากนักว่าจะมีแรงงานทะลักเข้ามาอีก และในช่วงเดือนมิถุนายนก็น่าจะเป็นเวลาที่หลายประเทศได้รับวัคซีนที่สั่งไปแล้ว

ความท้าทายของไทยคือ ถึงแม้จะนิรโทษกรรมไปแล้ว ยังมีโอกาสที่แรงงานผิดกฎหมายจะทะลักเข้าอีก คราวนี้ไม้ควรจะใช้ไม้อ่อนอีก ถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องใช้ไม้แข็งแบบไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์ หน้าพรหม หรือเกรงใจเพื่อนพ้อง เครือข่ายผลประโยชน์หน้าไหนอีก

อย่าลืมว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไม่ใช่ไม่มีกฎหมาย แต่มีกฎหมายแล้วไม่บังคับใช้จริงจัง เช่นเดียวกันเมื่อจะใช้วิธีนิรโทษกรรมก็ต้องใช้อย่างจริงใจเช่นกัน ไม่ใช่ว่าปากบอกว่าไม่เอาผิดแล้วฉวยโอกาสข่มขู่รีดไถ

ไม่เช่นนั้นต่อให้ใช้กี่ครั้งก็ไม่มีวันสำเร็จ

Photo by Jack TAYLOR / AFP

เสียวหมี่มาแรง มูลค่าตลาดทะลุแสนล้านเหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641059

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 18:20 น.เสียวหมี่มาแรง มูลค่าตลาดทะลุแสนล้านเหรียญเสียวหมี่เติบโตต่อเนื่องทั้งตลาดในบ้านและต่างประเทศ โดยในจีนสามารถแซงหน้าคู่แข่งอย่างหัวเว่ย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า มูลค่าการตลาดของบริษัทเสียวหมี่ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติจีนทะลุ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในวันนี้ (23 ธ.ค.) หุ้นของเสียวหมี่ในตลาดหุ้นฮั่งเส็งของฮ่องกงทะยานทุบสถิติถึง 9.1%

ผลจากหุ้นที่เพิ่มขึ้นทำให้หุ้นของเสียวหมี่เป็นหุ้นตัวที่ 13 ที่มีมูลค่าการตลาดแตะ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แหล่งข่าววงในเผยว่า เมื่อครั้งเปิดขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เสียวหมี่ตั้งเป้าระดมทุน 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าขณะนั้นทำได้เพียงครึ่งหนึ่งของที่ตั้งเป้าไว้เท่านั้น และในช่วง 2 ปีแรกที่จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนมูลค่าหุ้นของบริษัทต่ำกว่า 17 เหรียญฮ่องกง หรือ 66.15 บาท

ทว่านับตั้งแต่เสียวหมี่ประกาศว่าจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นฮั่งเส็งของฮ่องกงเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นของเสียวหมี่ก็เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า อีกทั้งยอดขายสินค้าในช่วงเทศกาลช็อปปิ้ง 12.12 ที่จีนยังดันให้หุ้นของเสียวหมี่เพิ่มขึ้น 20%

เมื่อเดือนที่แล้ว เสียวหมี่ทำรายได้ทะลุเป้าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และยังทำยอดขายรายไตรมาสเติบโตเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี

นอกจากนี้ เสียวหมี่ยังเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีของจีนเพียงไม่กี่แห่งที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดต่างประเทศและยังได้อานิสงส์จากการใช้เทคโนโลยี 5G รวมทั้งแย่งส่วนแบ่งการตลาดของคู่แข่งอย่างหัวเว่ยได้สำเร็จ

สหรัฐเย้ยจีนส่งเรือรบเข้าหมู่เกาะสแปรตลีย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641041

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 16:19 น.สหรัฐเย้ยจีนส่งเรือรบเข้าหมู่เกาะสแปรตลีย์กองทัพเรือสหรัฐท้าทายข้อจำกัดจีน ส่งเรือรบเข้าใกล้หมู่เกาะสแปรตลีย์

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. กองทัพเรือสหรัฐส่งเรือรบเข้าใกล้หมู่เกาะสแปรตลีย์ หมู่เกาะพิาทในทะเลจีนใต้ เพื่อท้าทายข้อจำกัดการผ่านโดยสุจริต (innocent passage) ที่กำหนดโดยจีน, เวียดนาม และไต้หวัน

โดยเทียน จุนหลี่ โฆษกกองบัญชาการภาคใต้ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) เผยว่าเรือรบ ยูเอสเอส จอห์นเอส. แมคเคน ของสหรัฐแล่นเข้าใกล้หมู่เกาะสแปรตลีย์ หรือที่จีนเรียกว่าหมู่เกาะหนานซา ก่อนที่จะเคลื่อนออกไปหลังได้รับคำเตือนจาก PLA

เทียนกล่าวว่า “จีนไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมที่บ่อนทำลายอธิปไตยและความมั่นคงของจีน ซึ่งเป็นการทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้อย่างร้ายแรงเช่นกัน”

ด้านผู้บัญชาการกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐแถลงว่า เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. เรือรบ ยูเอสเอส จอห์นเอส. แมคเคน ได้ยืนยันสิทธิและเสรีภาพในการเดินเรือในหมู่เกาะสแปรตลีย์ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยกล่าวว่าการอ้างสิทธิ์ทางทะเลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจีนเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเสรีภาพในทะเล รวมถึงเสรีภาพในการเดินเรือ เสรีภาพทางการค้า และการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศอื่นๆ ในทะเลจีนใต้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพสหรัฐส่งคำเตือนในเอกสารเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะรุกจีนหนักมากขึ้น

โดยระยะหลังมานี้สหรัฐได้ส่งเรือไปยังทะเลจีนใต้บ่อยขึ้นซึ่งอ้างว่าเป็น “เสรีภาพในการเดินเรือ” โดยครั้งล่าสุดถือเป็นครั้งที่ 9 ในปีนี้ที่เรือของสหรัฐแล่นไปในเขตที่จีนอ้างสิทธิ์

ทั้งนี้ จีนอ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะเกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้ แต่ถูกโต้แย้งจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาครวมถึงไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน

AFP PHOTO / US NAVY / HO

โควิดทำพิษ! กัมพูชาระงับส่งแรงงานเข้าไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641035

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 14:40 น.โควิดทำพิษ! กัมพูชาระงับส่งแรงงานเข้าไทยกัมพูชาระงับส่งแรงงานมาไทยหลังพบโควิด-19 ระบาดหนักในสมุทรสาคร

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. กัมพูชาประกาศระงับการส่งออกแรงงานมายังประเทศไทยชั่วคราว หลังจากไทยตรวจพบผู้ป่วยโควิด-19 ในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชาราว 300 กิโลเมตร

โดยประเทศไทยเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของแรงงานกัมพูชา โดยมีแรงงานกัมพูชาทำงานอยู่ในไทยราว 1.1 ล้านคน

อึต ซอม เฮง รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานของกัมพูชาส่งแถลงการณ์ถึงหน่วยงานจัดหางานเอกชนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องระบุว่า “การส่งแรงงานไปยังไทยตามบันทึกความเข้าใจ (MoU) และตามฤดูกาลถูกระงับชั่วคราวตั้งแต่บัดนี้จนกว่าจะมีประกาศให้ทราบอีกครั้ง” พร้อมเรียกร้องให้บริษัทจัดหางานทำงานร่วมกับนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างชาวไทย ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่แรงงานอพยพชาวกัมพูชาในไทย

ซอม เฮง แนะนำให้เหล่าแรงงานตั้งสติและปฏิบัติตามแนวทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันการระบาดใหญ่ รวมถึงสวมหน้ากากอนามัยอย่างเหมาะสม ล้างมือสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด

ด้านกระทรวงสาธารณสุขของกัมพูชาแนะนำให้ทางการท้องถิ่นใช้มาตรการสาธารณสุขตามแนวชายแดนที่ติดกับไทยอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น

โดยแมม บุญเฮง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องให้หน่วยงานชายแดนตรวจสอบข้อมูลสุขภาพของผู้เดินทางขาเข้าทุกคน ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย และให้พวกเขากรอกข้อมูลด้านสุขภาพ

“ผู้เดินทางทุกคนที่เดินทางเข้ากัมพูชาจำเป็นต้องกักกันตัวตามคำสั่ง 14 วัน ขณะที่ตัวอย่างสิ่งส่งตรวจของพวกเขาจะถูกส่งไปตรวจที่สถาบันปาสเตอร์แห่งกัมพูชา สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติ หรือโรงพยาบาลจังหวัดเสียมราฐในวันที่เดินทางเข้าประเทศ” แมมกล่าวพร้อมเสริมว่าหากใครมีอาการต้องสงสัยของโรคโควิด-19 สามารถโทรศัพท์ไปที่สายด่วน 115 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ กัมพูชาตรวจพบผู้ติดเชื้อในประเทศ 363 ราย หายแล้ว 345 ราย และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

อยู่ไหนก็ไม่รอด! แอนตาร์กติกาพบนักวิจัยติดโควิดกลุ่มแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641029

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 13:27 น.อยู่ไหนก็ไม่รอด! แอนตาร์กติกาพบนักวิจัยติดโควิดกลุ่มแรกแอนตาร์กติกาไม่ใช่ทวีปสุดท้ายที่ปลอด Covid-19 อีกต่อไป หลังนักวิจัยติดเชื้อ 36 คน

กองทัพชิลีเผยว่า พบเจ้าหน้าที่ทหาร 26 นายและพลเรือนซึ่งพนักงานซ่อมบำรุงอีก 10 รายที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานีวิจัยแบร์นาร์โด โอฮิกกินส์ ริเกลเม บนคาบสมุทรแอนตาร์กติกทางตอนเหนือของทวีปแอนตาร์กติกา ติดเชื้อโคโรนาไวรัส หลังจากมีรายงานเจ้าหน้าที่ทหาร 2 นายมีอาการป่วยเมื่อกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังพบลูกเรือบนเรือรบของชิลีที่เดินทางไปทวีปแอนตาร์กติกาติดเชื้ออีก 3 นายจากลูกเรือทั้งหมด 208 นาย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่และพลเรือนของสถานีวิจัยถูกเคลื่อนย้ายไปกักตัวและเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดที่ภูมิภาคปาตาโกเนียในฝั่งของชิลี โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่พบโรคแทรกซ้อน

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสถานีวิจัยในทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดในโลก พยายามอย่างหนักเพื่อป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัส ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกการท่องเที่ยว ลดการทำกิจกรรมและเจ้าหน้าที่ในฐาน รวมทั้งล็อกดาวน์สถานีวิจัย

นักวิจัยของคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกาของอังกฤษคาดว่ามีเจ้าหน้าที่ราว 1,000 รายประจำอยู่ในสถานีวิจัย 38 สถานีทั่วทวีป

ทั้งนี้ ทวีปแอนตาร์กติกาทำสถิติเป็นทวีปที่ปลอดเชื้อโคโรนาไวรัสติดต่อกันเป็นเวลา 9 เดือนในขณะที่ทวีปอื่นๆ ล้วนเผชิญกับ Covid-19

EU แนะประเทศสมาชิกผ่อนปรนมาตรการปิดกั้นอังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641027

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 12:30 น.EU แนะประเทศสมาชิกผ่อนปรนมาตรการปิดกั้นอังกฤษการประชุมฉุกเฉินที่ผ่านมาสหภาพยุโรปแนะนำให้ประเทศสมาชิกยกเลิกมาตรการระงับการเดินทางจากสหราชอาณาจักร

หลังจากที่สหภาพยุโรป (EU) จัดการประชุมเพื่อหาแนวทางร่วมกันของประเทศสมาชิก 27 ประเทศในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในสหราชอาณาจักร โดยก่อนหน้านี้เกือบทั้งหมด 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปออกมาตรการระงับการเดินทางรวมถึงการขนส่งสินค้าที่มาจากสหราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. บีบีซีรายงานว่าคณะกรรมมาธิการของสหภาพยุโรปได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกยกเลิกมาตรการปิดกั้นสหราชอาณาจักร

ในแถลงการณ์คณะกรรมาธิการแนะนำให้ประเทศสมาชิกอนุญาตให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรเดินทางกลับประเทศของตน โดยผ่านการตรวจคัดกรองหรือกักตัว แต่ยังไม่อนุญาตสำหรับการเดินทางอื่นๆ ที่ไม่มีความจำเป็น

นอกจากนี้ยังกล่าวว่าพนักงานขนส่งในสหภาพยุโรป เช่น คนขับรถบรรทุก ควรได้รับการยกเว้นจากข้อจำกัดในการเดินทาง

ทั้งนี้ มีสัญญาณว่าคำแนะนำดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ โดยสายการบินเบลเยียมวางแผนจะเปิดให้บริการสำหรับประชาชนที่อยู่ในสหราชอาณาจักรเดินทางกลับประเทศ

และฝรั่งเศสที่ปิดกั้นพรมแดนกับสหราชอาณาก่อนหน้านี้จนทำให้มีสินค้าจำนวนมากและรถขนส่งสินค้าหลายพันคันติดค้างอยู่ที่ท่าเรือโดเวอร์ทางตอนใต้ของอังกฤษ ก็ได้ผ่อนปรนมาตรการและจะกลับมาเปิดการเดินทางข้ามพรมแดนอีกครั้งในวันนี้ (23 ธ.ค.)

อย่างไรก็ตามประเทศในสหภาพยุโรปมีอิสระที่จะกำหนดมาตรการของตนเองในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคซึ่งพวกเขาอาจดำเนินตามมาตรการเดิมต่อไป ซึ่งเยอรมนียังคงขยายคำสั่งห้าม

Photo by Tolga Akmen / POOL / AFP

ไขข้อข้องใจไวรัสกลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641020

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 11:15 น.ไขข้อข้องใจไวรัสกลายพันธุ์นักวิทยาศาสตร์ตอบคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักรและขอบเขตของความรุนแรง โดยรวบรวมปัญหาคาใจของใครหลายๆ คนไว้ดังนี้

ไวรัสกลายพันธุ์บ่อยแค่ไหน?

ไวรัสมีการกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา ซึ่งแล้วแต่ว่าไวรัสตัวใดจะกลายพันธุ์น้อยหรือมาก ยกตัวอย่างเช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด 2 โดสก็สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต ขณะที่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องปรับปรุงทุกปีเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดใหญ่

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) ระบุว่าไวรัสสามารถกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สามารถคาดเดาได้

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดสหราชอาณาจักรมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

เวนดี้ บาร์เคย์ หัวหน้าแผนกโรคติดเชื้อแห่งราชวิทยาลัยลอนดอน และสมาชิกกลุ่มที่ปรึกษาภัยคุกคามจากไวรัสทางเดินหายใจและโรคอุบัติใหม่ (NERVTAG) กล่าวว่าไวรัสกลายพันธุ์ในสหราชอาณาจักรที่เรียกว่า “501Y” (VUI-202012/01) มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อสู่ร่างกายมนุษย์ โดยจะช่วยให้เซลล์สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้นส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นเมื่อเทียบกับไวรัสสายพันธุ์เดิม

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นที่ไหน?

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าไวรัสเริ่มเกิดขึ้นที่ใด แต่มีการยืนยันเคสแรกในสหราชอาณาจักร หลายคนจึงสันนิษฐานว่าสหราชอาณาจักรเป็นศูนย์กลางของการระบาด โดยมีการพบครั้งแรกโดยการสุ่มตัวอย่างเมื่อวันที่ 20 กันยายน

มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะเริ่มจากสหราชอาณาจักรแต่อาจเป็นประเทศอื่นเช่นกัน

ทั้งนี้ มีการพบไวรัสสายพันธุ์เดียวกันที่เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และอิตาลีด้วยเช่นกัน

เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อมากขึ้นแค่ไหน?

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันของอังกฤษกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ “อาจแพร่เชื้อได้มากกว่าเดิมถึง 70 เปอร์เซ็นต์”

ปีเตอร์ ฮอร์บี ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และประธาน NERVTAG เชื่อมั่นอย่างสูงว่าไวรัสสายพันธุ์นี้จะสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีอยู่ในสหราชอาณาจักร โดยการคำนวณล่าสุด 501Y มีการติดเชื้อมากกว่าสายพันธุ์เดิม 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

เช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่าการวิเคราะห์เบื้องต้นบ่งชี้ว่าไวรัสอาจแพร่กระจายระหว่างผู้คนได้ง่ายขึ้น แต่กล่าวว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลกระทบต่อการรักษาและวัคซีน

ไวรัสรุนแรงกว่าเดิมไหม?

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งยุโรป (ECDC) กล่าวว่ายังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะมีอาการรุนแรง

วัคซีนที่ผลิตมาแล้วจะยังใช้ได้ไหม?

นักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรและที่อื่นๆ กำลังทดสอบสายพันธุ์ใหม่กับวัคซีนหลายตัว ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อใช้กับ ไวรัสสายพันธุ์ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่สหราชอาณาจักรมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

เวนดี้ บาร์เคย์ เสริมว่า มีความเป็นไปได้ว่าต้องอัพเดตวัคซีนอยู่เรื่อยๆ แต่อาจไม่ใช่ทุกปี อย่างไรก็ตามจะต้องเฝ้าระวังไวรัสนี้ต่อไป

เฟอร์กูสัน สมาชิก NERVTAG กล่าวว่าต้องระมัดระวังในการหาข้อสรุปเนื่องจากยังคงเป็นช่วงแรกๆ และยังมีความไม่แน่นอนในหลายๆ แง่มุมของไวรัสสายพันธุ์ใหม่

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP

ต่างชาติมองไทยเตรียมตอกฝาโลงท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640969

วันที่ 23 ธ.ค. 2563 เวลา 09:00 น.ต่างชาติมองไทยเตรียมตอกฝาโลงท่องเที่ยวบลูมเบิร์กรายงานการระบาดระลอกใหม่ในไทยอาจเป็นการตอกฝาโลงการท่องเที่ยวไทยที่กำลังจะฟื้นตัว

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. บลูมเบิร์กรายงานว่าขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องซบเซาลงในปีนี้เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์เริ่มดีขึ้นในระยะหลังมานี้ ชาวไทยเริ่มท่องเที่ยวในประเทศได้เกือบปกติ แต่ธุรกิจต่างๆ ก็ถูกกระหน่ำซ้ำเติมอีกครั้งในช่วงสิ้นปีเนื่องจากการระบาดระลอกใหม่

โดยมีการตรวจพบกลุ่มผู้ติดเชื้อในจังหวัดสมุทรสาครเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และแจ้งให้ปิดกั้นเขตอุตสาหกรรมเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาว่าต้องขยายขอบเขตไปยังพื้นที่อื่นหรือไม่

แอนโทนี ลาร์ค ประธานสมาคมโรงแรมภูเก็ตกล่าวว่า หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และมีมาตรการล็อกดาวน์หรือจำกัดการเดินทางในประเทศอาจเป็นการ “ตอกตะปูโลงศพ” สำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวหลายแห่ง

โดยลาร์คเผยว่า ก่อนที่จะเกิดโรคระบาด นักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นชาวต่างชาติถึง 2 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และทำรายได้ให้กับภูเก็ตประมาณ 90%

โดยนับตั้งแต่ปิดประเทศเมื่อปลายเดือนมีนาคม นักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นนักท่องเที่ยวที่มาจากกรุงเทพฯ ถึง 99% ซึ่งช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก ดังนั้น หากมีมาตรการปิดกั้นการเดินทางจะเป็นการตอกฝาโลงธุรกิจจำนวนมากที่มีความหวังจากนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ว่าต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการประเมินว่าจะมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้นหรือไม่

บลูมเบิร์กรายงานว่า ระยะหลังมานี้ประเทศไทยกำลังเดิมพันด้วยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวให้พ้นจากภาวะซบเซา แม้ว่าธนาคารกลางจะคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลา 2 ปีกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับสู่ระดับเดิมก่อนการระบาดใหญ่ โดยรายได้การท่องเที่ยวไทยในปีที่แล้วมาจากชาวต่างชาติมากกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน

การระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่รัฐบาลประกาศแผนผ่อนปรนข้อจำกัดบางประการสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 56 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

รับได้ไหมถ้าเราต้องฉีดวัคซีนให้ต่างด้าวก่อน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/640973

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 23:00 น.รับได้ไหมถ้าเราต้องฉีดวัคซีนให้ต่างด้าวก่อน?เนื่องจากประเทศไทยมีชาวต่างด้าวนับล้าน จะเป็นปัญหาหรือไม่หากเราต้องแจกวัคซีนเพื่อไม่ให้พวกเขาเป็นกลุ่มเสี่ยงในบ้านเรา?

ประเทศไทยได้ตกลงซื้อวัคซีนโควิด-19 กับบริษัทแอสตราเซเนก้าเอาไว้จำนวน 26 ล้านโดส ฉีดคนละ 2 โดสครอบคลุม 13 ล้านคน โดยจะมาถึงเมืองไทยในกลางปีหน้า

ประชากรไทยมีเกือบ 70 ล้านคน จำนวนโดสที่ได้มาจึงไม่ครอบอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงต้องเลือกฉีดให้กับกลุ่มที่ได้ผลสูงสุด คือกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีโอกาสแพร่เชื้อสูง และฉีดให้กับบุคคลากรด้านสาธารณสุข

การที่จะระบุว่ากลุ่มไหนจะได้ฉีดก่อนนั้น อนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติเป็นผู้พิจารณา ตามกำหนดแล้วจะมีผลออกมาในเดือนธันวาคม

แต่พอถึงช่วงกลางเดือนธันวาคมสถานการณ์ในไทยก็เปลี่ยนไป เมื่อพบการระบาดในวงกว้างที่เริ่มต้นจากตลาดกลางกุ้งสมุทรสาครและผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว

แรงงานต่างด้าวได้กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงไปแล้วและคงไม่จบแค่ในช่วงเวลานี้ ความหวาดระแวงแรงงานต่างด้าวคงจะลากยาวไปจนกว่าไทยจะได้วัคซีนมา

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อวัคซีนมาถึงไทยแล้ว “เป็นไปได้ไหมที่แรงงานต่างด้าวจะถูกพิจารณาได้รับวัคซีนก่อนคนไทย?

ก่อนที่จะมาดูความเป็นไปได้ในไทย เราลองมาดูสถานการณ์ใกล้เคียงกับไทยที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเสียก่อน

สหรัฐมีแรงงานผิดกฎหมาย 11 ล้านคนคิดเป็น 3% ของประชากรทั้งหมด ตอนนี้มีประเด็นว่าทางการสหรัฐจะฉีดวัคซีนให้แรงงานผิดกฎหมายหรือไม่ และถ้าแรงงานผิดกฎหมายไปรายงานตัวเพื่อรับวัคซีน พวกเขาจะถูกส่งตัวกลับประเทศหรือไม่เพราะนโยบายของรัฐบาลสหรัฐต่อแรงงานต่าวด้าวนั้นเข้มงวดอย่างมาก

มีผู้ชี้ว่าถ้ามีการกีดกันแรงงงานต่างด้าวก็อาจทำให้การฉีดวัคซีนคนอเมริกันต้องสูญเปล่าไปด้วย

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐเริ่มตระหนักในปมปัญหานี้ เช่น แอนดรูว คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ส่งจดหมายไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ว่า การกระทำของรัฐบาลอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้คนเหล่านี้ไม่กล้ามารับวัคซีนเพราะการรับวัคซีนต้องแสดงบัตรประจำตัวที่ถูกต้องตามกฎหมาย

หลังจากที่คูโอโมมีจดหมายไปถึง หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐก็ตอบรับด้วยการบอกว่าผู้มารับวัคซีนไม่ต้องแสดงข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่าเป็นใครก็รับวัคซีนได้

แล้วโจ ไบเดน คิดเห็นว่าอย่างไรในเรื่องนี้? ไบเดนบอกไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมหรือก่อนชนะเลือกตั้งว่าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายควรเข้าถึงวัคซีนและการตรวจโควิดฟรี เขาบอกว่า “ทุกๆ คนในประเทศนี้ ไม่ว่าจะมีเอกสารหรือไม่มีก็ตาม ควรเข้าถึงวัคซีนได้”

ส่วนที่รัฐแคลิฟอร์เนียตั้งกองทุน 125 ล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่เดือนเมษายนเพื่อช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ไม่มีงานทำ เพราะในแคลิฟอร์เนียรัฐเดียวมีต่างด้าวผิดกฎหมายถึง 2 ล้านคน

เรื่องนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่ายินดีมาก อย่างที่เรารู้กันว่ารัฐบาลทรัมป์มีท่าทีไม่ปรานีต่อแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย แต่พวกเขาคงคำนวณแล้วว่าถ้ามัวแต่ไล่จับหรือหวงวัคซีน “คนที่จะซวย” ก็คือเจ้าของประเทศเอง เพราะเท่ากับปล่อยให้คนหลายล้านเข้าไม่ถึงวัคซีนเพียงเพราะพวกเขาไม่ใช่คนอเมริกัน

แน่นอนว่าในสังคมที่แตกแยกอย่างมากอย่างสังคมอเมริกัน ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นดีเห็นงามกับการช่วยเหลือต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีกระแสเกลียดชิงต่างด้าวและการเหยียดผิว/เชื้อชาติรุนแรงขึ้นมาก

ก่อนที่จะมีโควิด-19 ระบาด สหรัฐมีปัญหาเรื่องไข้หวัดใหญ่ระบาดตามฤดูกาลซึ่งคร่าชีวิตผู้คนในแต่ละปีนับหมื่นคน (เช่นระหว่าวปี 2018 – 2019 มีผู้ใหญ่ตายเพราะไข้หวัดใหญ่ถึง 61,200 คนเด็ก 143 คน) รัฐบาลจึงเร่งรัดให้ประชาชนที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไปรับวัคซีน

แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนสหรัฐไม่ยอมแจกวัคซีนฟรีให้กับแรงงานผิดกฎหมาย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของแพทย์บางกลุ่มที่ชี้ว่าหน่วยกักกันแรงงานต่างด้าวแออัดเกินไป อาจทำให้เสี่ยงที่จะติดโรคได้ในเวลาไม่กี่วันที่แรงงานเหล่านี้ถูกกักกันตัว

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการฉีดวัคซีนให้แรงงานต่างด้าว จะช่วยลดโอกาสในการล้มป่วยจนต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลหรือส่งหน่วยดูแลผู้ป่วยหนัก ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น

จากประสบการณ์เรื่องไข้หวัดในสหรัฐจะเห็นว่าการให้ประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเชื้อชาติไหน มีเอกสารยืนยันตัวหรือไม่ก็ตามเข้าถึงวัคซีน จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าการปล่อยให้คนเหล่านี้ติดค้างในประเทศแล้วกลายเป็นพาหะต่อไป หรือติดเชื้อจนต้องส่งไปรักษาตัวในศูนย์พยาบาลซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า

แต่เราต้องย้ำอีกครั้งว่าการเข้าถึงวัคซีนไม่ได้หมายความว่าแรงงานต่างด้าวจะได้รับวัคซีนฟรี ในกรณีของสหรัฐเช่นกันคำกล่าวของไบเดนแค่บอกว่า “ควรเข้าถึงวัคซีนได้” ไม่ได้หมายความว่า “เข้าถึงฟรี” ส่วนคนอเมริกันเองนั้นได้รับวัคซีนฟรี แต่ “ค่าฉีดไม่ฟรี”

เหมือกับสิงคโปร์ที่กระทรวงแรงงานบอกว่าแรงงานต่างด้าวทุกคนที่ถูกกักตัวในหอพักและที่กำลังทำงานภาคสนาม จะได้รับ “ส่วนลด ” ในการฉีดวัคซีน โดยค่าฉีดวัคซีนแต่ละครั้งมีค่าใช้ 25 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่ลดลงแล้วจากราคาเดิมที่ระหว่าง 35 – 80 ดอลลาร์ ส่วนชาวสิงคโปร์และชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักระยะยาวในสิงคโปร์จะได้รับการฉีดฟรี

จากแนวทางของสิงคโปร์ ประเทศไทยสามารถฉีดวัคซีนให้แรงงานต่างด้าวได้โดยมีส่วนลดให้ ส่วนลดนี้อาจรับผิดชอบเองโดยแรงงานหรือนายจ้างของแรงงาน

ปัญหาก็คือแรงงานต่างด้าวที่ “อาจจะมีหลายแสนคน” (เคยมีถึง 3 ล้านคนช่วงก่อนโควิด-19) จะทำอย่างไร? จะใช้วิธีฉีดวัคซีนที่มีส่วนลดแรงงานเหล่านี้ก็อาจมีเงินไม่พอ หรืออาจจะไม่กล้าออกมาแสดงตัวเพื่อขอรับการฉีดด้วยซ้ำ

การฉีดวัคซีนฟรีให้แงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอาจทำให้เกิดการโต้เถียงในประเทศอย่างรุนแรง ระหว่างคนที่กังวลกับการระบาดจนยอมให้แรนงงานเหล่านี้ฉีดฟรี กับคนไทยที่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบเรื่องภาษีที่จ่ายไปเป็นสวัสดิการให้แรงงานผิดกฎหมาย

ยังไม่นับประเด็นที่ยุ่งยากจากการที่คนเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงมาก และเข้าข่ายกลุ่มที่อาจจะต้องรับวัคซีนก่อนคนไทยที่เป็นเจ้าบ้านด้วยซ้ำ

หันมาดูที่สิงคโปร์ กลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนเอาไว้แล้วว่าคือ (1) บุคคลากรการแพทย์ และ (2) กลุ่มเสี่ยงที่ระบุชัดว่า เป็น คนชราและกลุ่มที่เสี่ยงจะมีโรคแทรกซ้อนร้ายแรงหากติดโควิด-19

และถึงสิงคโปร์จะมีปัญหาการติดเชื้อในกลุ่มแรงงานต่างด้าว แต่ด้วยขนาดของประเทศที่จำกัดทำให้ควบคุมการเคลื่อนไหวของแรงงานได้ง่ายกว่าไทย ซึ่งมีทั้งข่าวจริงข่าวลือเรื่องแรงงานหนีกการกักกันโรค

จะว่าไปแล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ว่าต้องเกิดตราบใดที่ไทยยังใช้แรงงานต่าวด้าวจำนวนมหาศาล และในจำนวนนี้ต้องมีแรงงานหลบหนีเข้าเมืองแน่นอนและเข้ามาพร้อมกับโรคระบาด

เพียงแต่ระเบิดเวลาในไทยระเบิดช้าไปสักหน่อย เมื่อเทียบกับมาเลซียเจอการระบาดหนักในรัฐซาบาห์ซึ่งติดกับฟิลิปปินส์เมื่อเดือนตุลาคม นายกรัฐมนตรีมูฮ์ยิดดิน ยัสซินชี้ว่าตัวการคือต่างด้าวหนีเข้าเมืองจากฟิลิปปินส์นั่นเอง และเมื่อจับต่างด้าวเหล่านี้เข้าคุก ก็ไปติดเชื้อในคุก ติดผู้คุม ผู้คุมนำไปติดคนในครอบครัวอีก จนติดในชุมชน

ดังนั้นการจับแรงงานผิดกฎหมายไม่ใช่ทางออก และการจับตรวจแล้วผลักดันออกไปก็ไม่ใช่ทางออก เพราะแรงงานเหล่านี้จะกลับเข้ามาอีก เนื่องจากเมียนมาไม่มีงานและการรักษาพยาบาลไม่ดีเอาเลย

วิธีการที่ดีกว่าคือไม่จับ แต่นิรโทษกรรมชั่วคราวให้แรงงานผิดกฎหมายและนายจ้างกล้าส่งคนเหล่านี้มารับการตรวจและรับวัคซีน

ประเทศในตอนนี้สถานการณ์คล้ายๆ กับสหรัฐมากกว่าซึ่งมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในอัตราสูงมาก เราจึงน่าจะใช้วิธีเดียวกับสหรัฐคือให้พวกเขาเข้าถึงวัคซีน ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นอาจจะให้แรงงานเหล่านี้จ่ายเองหรือไทยอาจขอความร่วมมือกับองค์กรนานาชาติในด้านการเงิน เพราะที่ผ่านมาไทยก็ใช้วิธีนี้ทำงานเชิงรุกตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงอื่นๆ จากเพื่อนบ้านอยู่แล้ว

จะไม่ให้ฉีดเลยนั้นเป็นไปไม่ได้และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาทั้งหลายทั้งมวล ก็อาจจะให้คนต่างด้าวฉีดพร้อมๆ กับคนไทยไปเลย

Photo by Sai Aung Main / AFP