จับตาประกันภัยแข่งเดือดหวั่นล้มระนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576732

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2559 05:05

 

นายอำนาจ วงศ์พินิจวโรดม ผู้ช่วยเลขาธิการสายพัฒนาและวิเคราะห์ระบบตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ. ยังติดตามสถานะบริษัทประกันภัยขนาดเล็กอย่างใกล้ชิด แม้ภาพรวมจะไม่น่ากังวลเหมือนปีก่อน แต่ก็มีบริษัทขนาดเล็กบางแห่งที่มีความเสี่ยงอยู่ เพราะแม้มีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงเกิน 140% หากต้องจ่ายค่าสินไหมหรือค่าคอมมิชชั่นแก่ลูกค้าจำนวนมาก และเก็บเบี้ยประกันภัยไม่ได้เป้าหมาย อาจทำให้เกิดปัญหาเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงลดลงต่ำกว่ากฎหมายได้ นอกจากนี้แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจประกันวินาศภัยปีนี้ยังรุนแรง โดยประเมินว่าจะเติบโต 2% จากปีก่อน หรือมีเบี้ยรับรวมที่ 220,000 ล้านบาท โดยเฉพาะตลาดประกันภัยรถยนต์และประกันภัยทรัพย์สินยังเติบโตจำกัด และแข่งขันลดเบี้ยประกันหลังบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ลงมาแข่งขันด้วย อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังชะลอตัว ส่งออกลดลง และตลาดรถยนต์ใหม่ทรงตัว ตลอดจนกำลังซื้อของผู้บริโภคยังน้อย

ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาบริษัท กมลประกันภัย จำกัด (มหาชน) ล่าสุดมีความเป็นไปได้ว่ากมลประกันภัยจะแก้ไขปัญหาได้ โดยกำลังเจรจาหาพันธมิตรใหม่ในไทยมาร่วมทุน 1 ราย คาดยุติเร็วๆนี้ โดยผู้ร่วมทุนใหม่จะต้องใส่เงินเพิ่มทุน 100-200 ล้านบาท เพื่อให้ฐานะเงินกองทุนครบตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากกมลประกันภัยไม่สามารถหาเงินเพิ่มทุนใหม่ได้ คปภ.จะเสนอรมว.คลัง ให้เพิกถอนใบอนุญาต.

ยักษ์ค้าปลีกเปลี่ยนมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576416

โดย วานิชหนุ่ม 13 ก.พ. 2559 05:01

 

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่กับวงการธุรกิจค้าปลีกในตลาดเมืองไทย เมื่อกลุ่มบริษัทของเจ้าสัว “เจริญ สิริวัฒนภักดี” โดยบริษัททีซีซี คอร์ปอเรชั่น ได้บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นใหญ่ของ “บิ๊กซี” จากกลุ่มบริษัทคาสิโน จากประเทศฝรั่งเศส และขั้นตอนทางตลาดหลักทรัพย์จะต้องทำให้เสร็จสิ้นกระบวนการภายในวันที่ 31 มี.ค.ที่จะถึงนี้

เบื้องต้นทางเจ้าสัวเจริญจะต้องใช้เงินกว่า 1.2 แสนล้าน เพื่อจ่ายให้กลุ่มคาสิโนกับหุ้น 58.6% ยังไม่รวมที่จะต้องจ่ายเพิ่มเติมกับการตั้งโต๊ะซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยของบิ๊กซีอีก

นับเป็นการสยายปีกทางธุรกิจศูนย์การค้า ค้าปลีก ค้าส่งแบบครบวงจรที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง หลังจากพยายามซื้อกิจการของ “คาร์ฟูร์” ได้ตัดสินใจถอนการลงทุนในประเทศไทย แต่ล้มเหลวไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา และกลุ่มคาสิโนเองเป็นผู้ชนะจากการประมูลในครั้งนั้นและได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น “บิ๊กซี” ดังที่รู้กัน

ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกของเจ้าสัวเจริญ ได้ตั้งบริษัททีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิลด์เอสเตท และปรับโมเดลธุรกิจเป็น 5 คาแรกเตอร์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ประกอบด้วย เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, ดิจิตอล เกตเวย์, เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยาม สแควร์, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า และ บ็อก สเปซ ยังไม่นับรวมถึงศูนย์การค้าตะวันนา พลาซ่า รวมทั้งบริษัททีซีซี แอสเซ็ทส์ ที่เพิ่งเปิดตัว “เดอะสตรีท รัชดา” เน้นพัฒนาโครงการ “มิกซ์ยูส” เน้นความหลากหลายของศูนย์การค้า

ขณะเดียวกันได้เปิดศูนย์ค้าส่งใน จ.หนองคาย รวมไปถึงร้านสะดวกซื้อในประเทศลาวและธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจค้าส่งในประเทศเวียดนาม

การเข้าซื้อกิจการ “บิ๊กซี” ครั้งนี้ยังจะช่วยให้การขยายธุรกิจของเจ้าสัวเจริญเป็นไปด้วยความรวดเร็วและครบวงจร และเป็นอีกหนึ่งค่ายที่ต้องน่าจับตามอง ทั้งการเป็นผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง

สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล ยักษ์ใหญ่ในวงการค้าปลีกห้างสรรพสินค้า ผู้ก่อตั้งกิจการ “บิ๊กซี” ในเมืองไทย ในยุคเริ่มต้นของธุรกิจ “ดิสเคาน์สโตร์” ด้วยการจับมือกับเครืออิมพีเรียล ผุด “บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์” ขึ้นมา ทว่าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งที่ธุรกิจคนไทยได้รับผลกระทบกันหมด กลุ่มคาสิโน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกอันดับสองของประเทศฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แทน

นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกิจการ “คาร์ฟูร์” ด้วยการจับมือกับคาร์ฟูร์ จากประเทศฝรั่งเศส และได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกันจนต้องขายหุ้นออกไป ทั้งบิ๊กซีและคาร์ฟูร์ กลุ่มเซ็นทรัลล้วนแต่ร่วมแข่งขันประมูล แต่ก็ประสบความล้มเหลวทั้งสองครั้ง

ก่อนหน้านี้อภิมหาบิ๊กดีลที่เกิดขึ้นในธุรกิจในเมืองไทยก็คือกลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ซื้อกิจการ “แม็คโคร” ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้สมาชิก มูลค่ามหาศาลถึง 1.88 แสนล้านบาท โดยให้บริษัทซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นผู้ซื้อกิจการค้าส่ง และเครือซีพีจะใช้เครือข่ายของแม็คโครเป็นหัวหอกนำสินค้าไทยในการบุกตลาดต่างประเทศทั่วเอเชีย

ทางด้าน “เทสโก้ โลตัส” เองก็ถูกจับตามองมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา หลังจากบริษัทแม่ที่ประเทศอังกฤษประสบปัญหาก็มีข่าวการเจรจาขายกิจการมาตลอด ในปีที่ผ่านมาถึงกับมีข่าวเจ้าสัว “ธนินท์ เจียรวนนท์” ได้บรรลุข้อตกลงซื้อกิจการมูลค่าถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทาง “เทสโก้” เมืองไทยออกมาปฏิเสธและข่าวก็เงียบหายไป โดยที่ผ่านมากลุ่มซีพีเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเทสโก้ โลตัส ในเมืองไทย แต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์จนต้องขายหุ้นออกไปเช่นเดียวกัน

แม้จะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมามากมายผลกระทบที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยปีแล้วปีเล่ารวมทั้งบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่กลุ่มทุนไทยเองก็สามารถฝ่าวิกฤติเอาตัวรอดและมีความแข็งแรงพอที่จะไล่ซื้อกิจการจากต่างชาติกลับคืนมาได้!!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

AEC Go On 13/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576437

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 13 ก.พ. 2559 05:01

 

มาลุยประเทศสุดท้ายในกลุ่ม CLMV กันต่อเลยนะครับ หลังจากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พาทุกท่านไปรู้จักมักจี่กับประเทศในกลุ่ม CLM มาแล้ว แน่นอนครับว่าประเทศสุดท้ายใน CLMV ที่เราจะมาพูดถึงกันคือประเทศเวียดนาม หรือ V ครับ

เวียดนามเป็นประเทศหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมากในเวทีโลกและในไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว ขนาดเศรษฐกิจและขนาดตลาดภายในประเทศที่ใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตที่สำคัญที่มีทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่มีราคาไม่แพงและมีจำนวนมาก และยังได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือ GSP จากประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ หรือสรุปง่ายๆว่าเป็นประเทศเนื้อหอมในระดับโลก และโดดเด่นมากเป็นลำดับหลังจากได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรการค้าโลกหรือ WTO ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 เป็นต้นมา

เวียดนามมีชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีประชากรมากกว่า 90 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 14 ของโลก อันดับ 9 ของเอเชีย และอันดับ 3 ของ AEC รองจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ตามลำดับ โดยมีอัตราการเจริญเติบโตของประชากรในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยประมาณ 1.1% ต่อปี จึงทำให้เวียดนามถูกมองว่าเป็นตลาดใหญ่ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่นานาชาติอยากเข้าไปลงทุน

ในด้านเศรษฐกิจเวียดนามมีขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP ประมาณ 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 6.8 ล้านล้านบาท จัดเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 55 ของโลกและอันดับที่ 6 ของ AEC รองจากอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ตามลำดับ ในระยะหลังเวียดนามได้เปิดประเทศมากขึ้นและสนับสนุนระบบทุนนิยมเข้าไปในเศรษฐกิจของเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังปี 2007 ที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกของ WTO เป็นต้นมาทำให้เวียดนามมีความโดดเด่นในเวทีเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 6 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และถูกคาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 6-6.5% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า เรียกได้ว่า “เวียดนามยังเด่นและยังแรงอยู่ในเวทีโลก”.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

ดัชนีเศรษฐกิจ 13/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576716

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2559 05:01

 

ยังไม่มีข่าวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576723

โดย อินเด็กซ์ 51 13 ก.พ. 2559 05:01

 

ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ยังไม่โสภาสถาพร แม้ช่วงเช้าจะมีแรงบวกเข้ามาให้เห็นพอชื่นใจก็ชั่วประเดี๋ยวเดียว โดย เฉพาะช่วงบ่ายอยู่ในแดนลบสลบไสล ถึงจะมีแรงซื้อเข้ามาบ้างแต่แรงขายก็ยังมีมากอยู่

ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยประจำวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ปิดที่ระดับ 1,276.49 จุด ลดลง 4.25 จุด (-0.33%) มูลค่าการซื้อขาย 37,112.07 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยขยับขึ้นแตะจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 1,286.20 จุด ส่วนดัชนีจุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ 1,270.84 จุด

หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,263.32 ล้านบาท ปิดที่ 161.00 บาท ลดลง 2.50 บาท, PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,175.26 ล้านบาท ปิดที่ 230.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท, KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,635.65 ล้านบาท ปิดที่ 17.20 บาท ลดลง 0.30 บาท, SCB มูลค่าการซื้อขาย 1,626.64 ล้านบาท ปิดที่ 130.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท และ ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,571.53 ล้านบาท ปิดที่ 166.50 บาท ลดลง 1.50 บาท

การที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะผันผวนไปทางโซนแดนลบนั้นสอดคล้องกับภาวะตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ก็เคลื่อนไหวในแดนลบ อันเป็นผลมาจากนักลงทุนมีความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกและค่าเงินที่ปรับตัวผันผวนอย่างรุนแรง รวมถึงภาวะราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยซึ่งยังไม่มีปัจจัยบวกจากภายใน ทำให้ยังไม่เห็นความสดใสของตลาดหุ้นมากนัก ที่แย่ก็คือหากเศรษฐกิจโลกทรุดหนักย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ โดยเฉพาะในภาคการส่งออก

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า บรรดาโบรกเกอร์กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หลับตาก็รู้ว่าตลาดหุ้นยังผันผวนอยู่ในกรอบทางลง เพราะคาดว่าจะมีแรงกดดันจากตลาดหุ้นจีนที่จะกลับมาเริ่มเปิดทำการหลังจากสัปดาห์นี้ปิดช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยลบในช่วงที่ผ่านมามากนัก

โดยเชื่อว่าหากปัจจัยจากต่างประเทศยังผันผวนมากและปัจจัยในประเทศยังไม่มีอะไรเด่นชัด อาจกระทบให้ดัชนีฯมีโอกาสปรับตัวลดลงถึงระดับ 1,220 จุดได้ กำหนดกรอบแนวรับที่ 1,270 จุด หากหลุดลงมาแนวรับถัดไปที่ 1,240-1,220 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,300-1,320 จุด!!!

อินเด็กซ์ 51

ทองพุ่งกระฉูด! ปิดตลาดครั้งที่ 6 ปรับรวม 550 บ. รูปพรรณขายบาทละ 21,200

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576616

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 17:33

 

ทองคำไทย ปรับขึ้นทั้งวันรวม 550 ส่งผลให้ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 20,405.36 ขายออกบาทละ 21,200 ด้าน นายกสมาคมค้าทองคำ ชี้ ทองยังผันผวน คนแห่ขายกันคึกคัก คาด ทองไทยมีโอกาสพุ่ง แตะบาทละ 22,500…

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 59 มีรายงานสถานการณ์ราคาทองคำในประเทศ พบว่า ราคายังคงพุ่งแรงต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ช่วงเช้าสมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ปรับขึ้นอย่างหนักถึง 400 บาท จากนั้นครั้งที่ 2 เวลา 10.06 น. ขยับขึ้นอีก 50 บาท ครั้งที่ 3 เวลา 12.34 น. ปรับขึ้นอีก 50 บาท ครั้งที่ 4 เมื่อเวลา 13.14 น. เพิ่มขึ้น 50 บาท และครั้งที่ 5 เมื่อเวลา 13.30 น. ปรับขึ้นต่อเนื่องอีก 50 บาท

กระทั่งความเคลื่อนไหวล่าสุด ราคาทองปิดตลาดครั้งที่ 6 เมื่อเวลา 15.12 น. ปรับลดลง 50 บาท ทำให้ราคาทองตลอดทั้งวัน ปรับขึ้นรวม 550 บาท ส่งผลให้ทองแท่ง รับซื้อบาทละ 20,700 ขายออกบาทละ 20,800 ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 20,405.36 ขายออกบาทละ 21,200

ด้าน นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยกับ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า บรรยากาศตามร้านทองในขณะนี้ ประชาชนแห่ขายทองกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากได้กำไรเยอะ ส่วนปัจจัยที่ทำให้ราคาทองปรับขึ้นสูง มาจากหุ้นลง น้ำมันลง นักลงทุนจึงหันมาลงทุนทองคำเพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยง

ส่วนแนวโน้มทองคำในประเทศยังมีความผันผวน คาดการณ์ว่า มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นแตะบาทละ 22,500 ซึ่งนักลงทุนควรระมัดระวังเรื่องข้อมูลข่าวสารให้ดี.

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 4.25 จุด ค่าซื้อขาย 37,112.07 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576638

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 17:17

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 4.25  จุด ที่ระดับ 1,276.49  จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,112.07 ล้านบาท…

วันที่ 12 ก.พ. 59 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 4.25  จุด ที่ระดับ 1,276.49 จุด หรือคิดเป็น 0.33 % ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 37,112.07 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).

‘เจ้าสัวเจริญ’ เปิดทาง เขยเล็ก หัวเรือใหญ่ BJC ดูแลดีลหุ้นสามัญบิ๊กซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576592

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 16:18

 

บอร์ดเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ไฟเขียว ซื้อหุ้นสามัญบิ๊กซี ทั้งทางตรง-อ้อม จำนวน 58.56% ราคาซื้อขายหุ้นละ 252.88 บาท มูลค่าประมาณ 1.22 แสนล้านบาท ด้าน เจ้าสัวเจริญ เปิดทางให้เขยเล็ก หัวเรือใหญ่เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ดูแลดีล…

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 59 มีรายงานว่า คณะกรรมการ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) อนุมัติให้บริษัทเข้าซื้อหุ้นสามัญทั้งทางตรงและทางอ้อมใน บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) จำนวน 58.56% ในราคาซื้อขายหุ้นละ 252.88 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.22 แสนล้านบาท ตามเงื่อนไขที่บริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (TCC) ได้ทำสัญญากับกลุ่มกาสิโน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BIGC ก่อนหน้านี้

หลังจากนั้น BJC จะเป็นผู้ทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญส่วนที่เหลือสัดส่วน 41.44% ใน BIGC ที่ราคาไม่เกิน 252.88 บาท/หุ้น โดยคาดว่าการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มี.ค. 59 พร้อมทั้งอนุมัติให้ BJC กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้น ไม่เกิน 12 เดือน ในการเข้าซื้อหุ้น BIGC ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดด้วย ในวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 2.2 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ คณะกรรมการอาจพิจารณาให้มีการเพิ่มทุนในจำนวนและสัดส่วนที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการใช้เป็นแหล่งเงินทุนเพื่อชำระคืนหนี้กู้ยืมดังกล่าว ซึ่งจะต้องมีการนำเสนอเพื่อขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัท ยังอนุมัติให้เข้าซื้อหุ้น C-Distribution Asia Pte Ltd. (C-Distribution Asia) สัดส่วน 60% จาก CdiscountInternation BV ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกันกับ Geant International BV ในกลุ่มกาสิโน ในราคาซื้อขายรวม 856 ล้านบาท ซึ่งจะชำระเป็นเงินสกุลยูโร ขณะที่ C-Distribution Asia เป็นผู้ถือหุ้นในซี-ดิสเค้าต์ (C-discount) ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับสินค้าที่ BIGC สาขาต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยทำรายการผ่านช่องทางออนไลน์

BJC ระบุว่าการเข้าซื้อหุ้น BIGC ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงการซื้อหุ้น C-Distribution Asia ตามเงื่อนไขของสัญญาจะทำการขายหุ้น BIGC ดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท เนื่องจากการยื่นข้อเสนอเข้าร่วมประมูลและเข้าทำสัญญาจะทำการขายหุ้น BIGC ในคราวนี้เป็นกรณีที่บริษัทอาศัยชื่อของ TCC ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ให้ดำเนินการยื่นประมูลและเข้าทำสัญญาไปก่อนแทนบริษัท จึงเป็นกรณีที่ TCC กระทำไปตามที่ได้รับมอบหมายในฐานะตัวแทนของบริษัท ซึ่งบริษัทในฐานะตัวการจึงมีสิทธิเข้าซื้อหุ้นและ/หรือให้บริษัทย่อยเข้าซื้อหุ้นตามสัญญาจะทำการขายหุ้น BIGC จากผู้ขายได้โดยตรงตามเงื่อนไขของกฎหมายและหลักการของสัญญาที่ทำขึ้นไว้

ทั้งนี้ ได้แต่งตั้ง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และบริษัท เจดีย์ พาร์ทเนอร์ จำกัด ให้เป็นที่ปรึกษาทางการอิสระของบริษัทเพื่อร่วมกันให้ความเห็นการเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าวแต่ผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยบริษัทกำหนดวันประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาการเรื่องการเข้าซื้อหุ้น BIGC ในวันที่ 21 มี.ค. 59

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับการจากการ ลงทุนใน BIGC นั้น คาดว่า จะทำให้บริษัทมีช่องทางในการเข้าสู่ตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ในไทย และจะมีช่องทางในการกระจายสินค้าของบริษัท อีกทั้งการเข้าซื้อ BIGC เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทในส่วนของธุรกิจค้าปลีก รวมถึงจะเป็นการขยายขนาดของบริษัทให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้มีจุดยืนที่ดีในยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตลอดจนประหยัดเงินทุน และสร้างโอกาสในการทำกำไรในอนาคตของบริษัท รวมทั้งการเริ่มต้นสร้างธุรกิจด้านอื่นๆ ของบริษัท

อย่างไรก็ดี การเข้าทำธุรกรรมดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทางอ้อม (Back Door Listing) เนื่องจากธุรกิจของ BIGC มีลักษณะที่คล้ายคลึงหรือเสริมกันกับธุรกิจของบริษัท และบริษัทไม่มีนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในธุรกิจหลักของบริษัท นอกจากนี้กลุ่มบริษัทภายหลังการได้มาซึ่งหุ้น BIGC จะยังคงมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจาก BIGC มีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่แล้ว ซึ่งการเข้าทำรายการครั้งนี้ จะไม่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในคณะกรรมการและอำนาจควบคุม ของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมบริษัทแต่อย่างใด ดังนั้น บริษัทจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องยื่นขอให้พิจารณารับหลักทรัพย์ของบริษัทเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ใหม่อีกครั้ง ตามประกาศรายการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) มีฐานะเป็นเขยเล็กของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี หรือเจ้าสัวเจริญ เจ้าของอาณาจักรทีซีซี คอร์ปอเรชั่น และไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน).

สรรพากร จ่อ ต่ออายุ 2 ปี ลดหย่อนภาษีเที่ยวไทย เพิ่มเป็นหลักแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576518

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 14:23

 

สรรพากร จ่อชง ครม.ต่ออายุมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ออกไปอีก 2 ปี เพิ่มลดหย่อนหลักแสนบาท จาก 6 หมื่น หวัง หนุนการบริโภคให้ดีขึ้น…

เมื่อวันที่ 12 ก.พ.59 นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ได้เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาขยายเวลามาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศด้วยการนำค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลดหย่อนภาษีเพิ่มอีก 2 ปี โดยจะให้เพิ่มค่าใช้จ่ายที่เอามาคำนวณการหักลดหย่อนเพิ่มเป็นหลักแสนบาท จากปกติ 6 หมื่นบาท เพื่อสนับสนุนให้เกิดการบริโภคภายในประเทศให้ดีขึ้น คาดจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในเร็วๆ นี้

ส่วนความคืบหน้า การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปี 2558 ขณะนี้ มีผู้เสียภาษียื่นขอคืนภาษีผ่านระบบออนไลน์แล้ว 84% ซึ่งได้คืนภาษีเงินได้ไปแล้ว 2,500 ล้านบาท จากผู้ที่อยู่ในระบบภาษีรวม 1.7 ล้านราย.

กพท. เล็งเก็บค่าธรรมเนียมสายการบินเข้า-ออกประเทศ 15 บาท/คน/เที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576453

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 10:45

 

กพท. เล็งเก็บค่าธรรมเนียมสายการบินเข้า-ออกประเทศ อัตรา 15 บาท/คน/เที่ยว คาดเริ่มปลายปี 59 หวังหารายได้เป็นค่าใช้จ่าย-ภาระต่างๆ ในการดำเนินงาน จ่อเปิดรับฟังความเห็นผู้ประกอบการ…

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่า กพท. มีมติเห็นชอบแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกนอกประเทศ ตามพระราชกำหนดการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มาตรา 39 (2) ให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย มีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมกำกับการบินพลเรือน ค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกนอกประเทศที่เรียกเก็บจากผู้ดำเนินการเดินอากาศ โดยคำนวณจากผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามายังหรือออกไปจากประเทศ ตามอัตราที่สำนักงานประกาศกำหนด

ทั้งนี้ จะเรียกเก็บจากผู้ประกอบการสายการบินตามปริมาณของผู้โดยสาร ซึ่งจะแสดงเป็นค่าธรรมเนียมการกำกับดูแล ในอัตรา 15 บาท/คน/เที่ยว ถือเป็นสัดส่วนที่ผู้โดยสารสายการบินระหว่างประเทศมีความสามารถจ่ายได้เมื่อเทียบกับค่าบัตรโดยสาร คาดว่า กพท. จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมฯ ดังกล่าว ประมาณปลายปี 2559

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีผู้โดยสารเข้า-ออกประเทศเฉลี่ยประมาณปีละ 70 ล้านคน จะทำให้ กพท. มีรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกประเทศ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานและค่าภาระต่างๆ โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการสายการบิน และนำเสนอคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) พิจารณาให้ความเห็นชอบในการประชุม กบร. ครั้งต่อไป.