แนะปรับ’ระเบียบ’สสส.ดีกว่าแก้พรบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151110/216629.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2558
แนะปรับ'ระเบียบ'สสส.ดีกว่าแก้พรบ.

นักวิชาการชี้ แก้ พรบ.สสส. ไม่ตอบโจทย์ แนะปรับ ‘ระเบียบ’ให้รัดกุมแก้ปมงบฯ-บริหาร ชี้ต้องเพิ่มการสื่อสาร ‘ระบบการทำงาน’ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคม

               เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ห้องประชุม 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ จัดเสวนาวิชาการ “สสส.ในฐานะองค์กรจัดการภาครัฐแนวใหม่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร” โดย ดร.บัณฑูร  เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.) กล่าวว่า แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่บนำผลลัพธ์ ความสำเร็จเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย หน่วยงานราชการหลายแห่งกำลังปรับไปสู่ทิศทางนี้ ซึ่งมีความต่างกับรูปแบบเดิมโดยเฉพาะในเรื่องการจัดระบบงบประมาณ การเสนอให้มีการปรับแก้ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 นั้น คิดว่า น่าจะเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ตรงกันในความหมายของคำว่า สุขภาวะ มากกว่า

ความจริงแล้วกรณี สสส.สามารถแก้ไขได้ใน 2 ระยะ คือ ระยะสั้น การปรับกฎระเบียบขององค์กรเพื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยที่ไม่ต้องแก้กฎหมาย รวมทั้งการสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคม ซึ่ง สสส.มีจุดแข็งในเรื่องการสื่อสารรณรงค์ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงมาก แต่ในสาระของระบบการทำงาน สังคมยังเข้าใจระดับที่ไม่มากพอ นำไปสู่การตั้งคำถามทั้งในเรื่องความโปร่งใส และระบบการตรวจสอบที่มีอยู่แล้วในหลายระดับแต่ไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง และความหมายของคำว่า สุขภาวะ ที่กว้างกว่าสุขภาพทางกาย เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ดังนั้นควรทำในขั้นนี้ก่อนหากยังไม่เป็นที่พอใจร่วมกัน ก็อาจจะขยับไปสู่การแก้ไข พ.ร.บ. ซึ่งควรทำเมื่ออยู๋ในสภาวะรัฐบาลปกติ มีการพิจารณาจากทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ช่วยตรวจสอบถ่วงดุลอย่างรอบคอบ จะทำให้ไม่มีปัญหาสุ่มเสี่ยงในการแก้ไข

ด้าน ดร.ทพญ.ศิริวรรณ  พิทยรังสฤษฏ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การแก้ปัญหาปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสุรา ยาสูบ และปัจจัยคุกคามอื่นๆ  การทำงานจะต้องอาศัยการสะสมประสบการณ์และทักษะ เมื่อภาคีส่วนหนึ่งมีประสบการณ์มากพอก็จะทำหน้าที่เป็น “จุดจัดการ” ในการทำงานของภาคีด้วยกันได้ สสส.จึงใช้แนวทางการเพิ่มจำนวนจุดจัดการที่มีประสบการณ์ให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้กระจายไปสู่หน่วยทำงานอื่นได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อรับทุนไปแล้ว หน่วยงานที่เป็นจุดจัดการไม่ได้เอาเงินไปใช้เอง แต่นำเงินไปสนับสนุนภาคีย่อยอีกทีหนึ่ง เช่น ศจย. เป็นจุดจัดการด้านงานศึกษาและโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ ซึ่งเมื่อไม่เข้าใจกระบวนการทั้งหมด อาจเข้าใจว่า สสส.ให้ทุนกับหน่วยงานหน้าเดิม หรือขาประจำ ซึ่งในขั้นตอนการทำงาน สสส. ไม่ใช่หน่วยงานเดียวที่เป็นเจ้าของงบฯ เพราะการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ ต้องอาศัยหน่วยงานมากกว่า 1 แห่ง สสส.ไปเป็นส่วนเสริมให้องค์กรที่ 1 ที่ 2 หรือที่ 3 ที่ทำงานด้านนี้มาเจอกัน ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในการขับเคลื่อน นำองค์ความรู้ไปเสริม หรือไปทำให้คนที่ทำงานด้วยกันได้รู้จักกัน หรือทำให้การทำงานที่ไม่สะดวกได้ทำงานสะดวกมากขึ้น

“กรณีผลประโยชน์ทับซ้อนที่พบว่าบางโครงการมีรายชื่อคณะกรรมการกองทุนฯ ได้รับทุนนั้น เนื่องจากภาคีที่สั่งสมประสบการณ์มานานทำงานอย่างใกล้ชิด อาจถูกเชิญไปเป็นคณะกรรมการฯ คณะอนุกรรมการแผนงานต่างๆ ในขณะที่เขาเหล่านั้นก็มีภารกิจในมูลนิธิ หน่วยงานที่ขับเคลื่อนของเขาบางส่วนแล้ว แต่ สสส. มีกระบวนที่เรียกว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ ในการตรวจพิจารณา ตรวจทานโครงการต่างๆ   ที่เข้ามาขอรับทุน จะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้รับทุน มีการแสดงใบยืนยันการไม่มีผลประโยชน์  ทับซ้อนอยู่แล้ว เป็นกระบวนการที่ใช้กลั่นกรองโครงการก่อน ถึงจะเข้าไปสู่กระบวนการของการอนุมัติทุน กระบวนการเป็นการป้องกันและมีการตรวจสอบด้วยตัวเอง” ดร.ทพญ.ศิริวรรณ กล่าว

นายวิเชียร พงศธร ประธานคณะอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี สสส. กล่าวว่า พ.ร.บ.กองทุนฯ ได้ถูกออกแบบไว้อย่างรอบคอบเพื่อให้ สสส.ทำงานสร้างเสริมสุขภาพในเชิงรุกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหากเทียบกับภาคธุรกิจแล้วถือว่ามีการกำกับติดตามในอยู่เกณฑ์ที่เข้มข้นกว่ามาก ดังนั้นการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพสามารถทำได้ด้วยการบริหาร และกำกับดูแลของคณะกรรมการกองทุนฯ ซึ่งมีอำนาจสูงสุด เนื่องจากปัญหาสังคมและปัญหาสุขภาวะซึ่งรวมถึงทางกาย ทางใจ และทางสังคม เป็นปัญหาที่มีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นจึงควรเพิ่มขีดความสามารถของ สสส.ให้ทำงานเพิ่มขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ด้อยโอกาส

ปั้นเด็กเป็นพลเมืองอาเซียนโรงเรียน’ห้วยหว้าวิทยาคม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151110/216619.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2558
ปั้นเด็กเป็นพลเมืองอาเซียนโรงเรียน'ห้วยหว้าวิทยาคม'

ปั้นเด็กเป็นพลเมืองอาเซียนโรงเรียน’ห้วยหว้าวิทยาคม’ : เยี่ยมสถานศึกษา

              “ภายในปี 2560 โรงเรียนห้วยหว้าวิทยาคม นักเรียนเป็นคนดี เก่ง มีความสุข ก้าวทันเทคโนโลยี ครูเป็นครูมืออาชีพ ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา” เป็นวิสัยทัศน์ของโรงเรียนห้วยหว้าวิทยาคม ภายใต้การบริหารของ สมจิต มีลุน ผู้อำนวยการสถานศึกษาที่เล็งเห็นความสำคัญในการเตรียมเด็กสู่การเป็นพลเมืองอาเซียน

สมศักดิ์ หาปู่ทน ครูผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ โรงเรียนห้วยหว้าวิทยาคม เป็นตัวแทนบอกเล่าให้ฟังว่า ทางโรงเรียน โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษามีการส่งเสริม และสนับสนุนเด็กในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิชาการ กีฬา ดนตรี คุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนสื่อการเรียนการสอนต่างๆ เพื่อให้เด็กมีความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

“เรามีการเตรียมพร้อมทั้งความรู้เกี่ยวกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับประเทศอาเซียน วิถีชีวิต และวัฒนธรรม เพื่อให้เด็กเข้าใจความแตกต่าง เคารพและยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม นำไปสู่การเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งจะฉายให้เด็กเห็นภาพจากกิจกรรม หรือไม่ก็เชื่อมโยงผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต พาเด็กคลิกเข้าไปดูข้อมูล ภาพ และวิดีโอเพื่อเข้าใจในความเป็นอาเซียน” ครูสมศักดิ์เล่าถึงการเรียนการสอนในชั้นเรียน

นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์ การทำงานกลุ่มเพื่อฝึกทักษะในการทำงาน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นภายใต้อัตลักษณ์ “ยิ้ม ไหว้ ทักทาย” รวมไปถึงทักษะการสื่อสาร โดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่เด็กจะต้องสื่อสารในชีวิตประจำวันให้ได้

“แม้เราจะไม่มีครูฝรั่งมาช่วยสอน แต่ครูหมวดภาษาอังกฤษก็ให้ความสำคัญ และพยายามหาสื่อการสอนเข้ามาช่วยเสริมสร้างทักษะทางด้านภาษาให้แก่เด็กๆ ปัจจุบันโรงเรียนเรามีห้องคอมพิวเตอร์ให้เด็กได้สืบค้นข้อมูล เด็กแต่ละชั้นจะได้ใช้ห้องคอมพิวเตอร์สัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมง” ครูสมศักดิ์บอก

โดยจัดกิจกรรมนอกชั้นเรียนที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น สัปดาห์อาเซียน ค่ายภาษาอังกฤษ และเร็วๆ นี้กำลังจะมีโครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อให้เด็กหารายได้ระหว่างเรียนด้วย

ทั้งนี้ ในฐานะครูผู้สอนคนหนึ่ง เขามองว่า เด็กไทยจะก้าวไปสู่พลเมืองอาเซียนที่มีคุณภาพได้หรือไม่นั้น นอกจากครูแล้ว ยังขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ผู้ปกครองด้วย

“ทุกวันนี้ประชาชนในกลุ่มประเทศอาเซียนเข้ามาในบ้านเราเยอะขึ้น ส่วนใหญ่เข้ามาประกอบอาชีพค้าขาย รับจ้าง แต่พอมาดูเด็กเรา เท่าที่ผมสังเกตคือเด็กจำนวนไม่น้อยยังขี้เกียจ วันๆ ติดอยู่กับมือถือ หรือจักรยานยนต์ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ดังนั้นอยากฝากให้ผู้ปกครองเตรียมลูกในเรื่องของความอดทน ขยัน รู้จักทำมาหากิน ไม่ใช่อะไรๆ ก็ให้ลูกอย่างเดียว ถ้าตามใจกันมากๆ เด็กไทยจะอึดสู้เด็กในกลุ่มอาเซียนไม่ได้เลย” ครูสมศักดิ์ให้ทัศนะ

หันมาคุยกับเด็กนักเรียนอย่าง ตอง ด.ญ.จิราวรรณ ก้านแก้ว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยหว้าวิทยาคม จ.ขอนแก่น กับประชาคมอาเซียนถือเป็นเรื่องชวนตื่นเต้นสำหรับตอง แต่ในขณะเดียวกันก็ชวนให้กังวลทั้งในเรื่องของภาษา และความพร้อมในด้านอื่นๆ ทำให้ทุกวันนี้ นอกจากความรู้เรื่องอาเซียนจากครูที่โรงเรียนแล้ว ส่วนตัวยังพยายามหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการฝึกทักษะฟัง และพูดภาษาอังกฤษ

เช่นเดียวกับ เหมี่ยว ด.ญ.ศิริวิภา ศิลาอำ เพื่อนร่วมชั้น นอกจากจะตื่นตัวกับการมาถึงของอาเซียนด้วยการฝึกฝนทักษะการพูด และฟังภาษาอังกฤษทั้งในห้องเรียน และที่บ้านแล้ว เรื่องวิถีชีวิต วัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียนก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน หากมีความรู้ในเรื่องดังกล่าวก็จะช่วยให้เข้าใจ และเกิดการยอมรับในความแตกต่างได้มากขึ้น

ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้ ทำการสอนในระดับปฐมวัย-มัธยมศึกษาตอนต้น แม้จะเป็นโรงเรียนเล็กๆ ใน ต.โนนฆ้อง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น แต่ก็มุ่งมั่นพัฒนาเด็กอย่างเต็มความสามารถ สนใจเยี่ยมชมสอบถามได้ที่โทร.043-451-279 หรืออีเมล attamm1@gmail.com

คนไทยมีเซ็กส์เร็วเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151109/216607.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2558
คนไทยมีเซ็กส์เร็วเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก

แพทย์ชี้คนไทยมีเซ็กส์เร็วเสี่ยงป่วยมะเร็งปากมดลูกอายุน้อย ห่วงคนเมือง เหตุ ไร้ อสม. เคาะประตูกระตุ้นตรวจคัดกรอง

           9พ.ค.2558 นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาสูติ-นรีเวชวิทยา ด้านมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งปากมดลูกยังเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทย ซึ่งพบมากเป็นอันดับ2รองจากมะเร็งเต้านม โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ปีละ8,000-10,000คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต ร้อยละ 50 หรือประมาณ 4-5 พันคนต่อปี ในขณะที่ประเทศเจริญแล้ว เช่น ยุโรปไม่พบผู้ป่วยโรคดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โรคในประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับบางประเทศในเอเชีย โดยอัตราส่วน30ต่อ1แสนประชากร แต่ปัจจุบันพบเพียง16ต่อ1แสนประชากร ซึ่งคาดว่าในอนาคตสถานการณ์การพบผู้ป่วยจะน้อยลง ทั้งนี้การตรวจคัดกรองส่วนใหญ่จะใช้วิธีการตรวจแบบแปปสเมีย ซึ่งมีความไวในการตรวจร้อยละ50ดังนั้นอนาคตจึงมีโอกาสในการใช้วิธีการหาเชื้อไวรัสโดยตรงด้วยวิธีการตรวจเซลล์ปากมดลูกแบบแผ่นบาง ซึ่งมีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ95แต่หากใช้2วิธีนี้ร่วมกันจะให้ผลแม่ยำถึงร้อยละ 99 และโอกาสผิดพลาดอยู่ที่1ใน1,000ประชากร อย่างไรก็ตามการตรวจแบบใหม่ยังไม่เป็นที่นิยมเพราะราคาค่อนข้างสูง

นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ในประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกอายุน้อยลง โดยแบ่งเป็น2ช่วงอายุคือ ในช่วงอายุที่น้อยระหว่างอายุ 30-40 ปี และช่วงที่ 2 คืออายุระหว่าง 50-60 ปี จากอดีตจะพบผู้ป่วยโรคดังกล่าวที่กลุ่มอายุ40-50ปีขึ้นไป ทสาเหตุที่พบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในผู้ที่มีอายุน้อยนั้น มีสาเหตุมาจากการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น สำหรับเหตุผลที่ทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เลือกทำโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกใน อ.ท่าวังผ่า อ.ปัว และอ.บ่อเกลือ ใน จ.น่าน เนื่องจากเดิมมีเครือข่ายของรพ.จุฬาภรณ์มาตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับอยู่ที่พื้นที่บ้านหลวง จึงได้มีการประสานร่วมกัน และมาดำเนินการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยใช้วิธีการตรวจแบบใหม่คือการตรวจเซลล์ปากมดลูกแบบแผ่นบาง ซึ่งเบื้องต้นมีผู้ลงทะเบียนเข้ารับการตรวจกับโครงการจำนวน800คน

“เรื่องพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถบอกได้ว่าพื้นที่นั้นจะมีปัญหามะเร็งปากมดลูกมากกว่าในชุมชนเมืองหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา เคยทำโครงการร่วมกับวชิระพยาบาลในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้กับผู้หญิงในกทม.และปริมณฑล ก็พบว่ามีสถานการณ์ที่ค่อนข้างหน้าเป็นห่วง พบความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ7และพบไวรัสสายพันธ์รุนแรงคือ16และ52ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรง ดังนั้นจะต้องมีการศึกษาเปรียบเทียบกับพื้นที่ชนบทด้วย ซึ่งจริงๆแล้วพื้นที่เมืองอาจน่าเป็นห่วงมากกว่าในชนบท เนื่องจากในเมืองไม่มี อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ อสม.คอยเคาะตามบ้านเพื่อกระตุ้นให้ไปตรวจคัดกรอง”นพ.ณัฐวุฒิ กล่าว

ชู6โครงการเด่นกพร.เพิ่มทักษะแรงงานรับเอซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151109/216560.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2558
ชู6โครงการเด่นกพร.เพิ่มทักษะแรงงานรับเอซี

ชู6โครงการเด่นกพร.เพิ่มทักษะแรงงานรับเอซี : กมลทิพย์ ใบเงินเรื่อง ปชส.กพร.ภาพ

               “แรงงาน” นับเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทยเข้าสู่การแข่งขันในเวทีอาเซียน หรือเวทีโลก การพัฒนาแรงงานนับเป็นภารกิจที่ท้าทายความสามารถของ “นายกรีฑา  สพโชค” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน (รง.) เป็นอย่างยิ่ง

“ปี 2559 ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน หรือเอซี อย่างเป็นทางการ สิ่งหนึ่งที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วนก็คือ การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทย ให้มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เมื่อภูมิภาคอาเซียนเปิดการค้าเสรี แรงงานฝีมือในกลุ่มอาเซียนจะโยกย้ายได้อย่างเสรี การลงทุนข้ามประเทศง่ายขึ้น การแข่งขันระหว่างองค์กรจะสูงขึ้น เมื่อแข่งขันสูงขึ้น ศักยภาพของคนในองค์กรจำเป็นต้องมีมากขึ้นเช่นกัน” อธิบดี กพร. ระบุ

เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาฝีมือแรงงานให้ทันต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กพร.พร้อมขับเคลื่อน 6 โครงการเร่งด่วนเริ่มจาก 1.กพร.เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ บูรณาการเชื่อมโยงภาคการศึกษากับการจ้างงาน ส่งเสริมสนับสนุนการฝึกงาน การศึกษาทวิภาคีและสหกิจศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง สนับสนุนให้แรงงานในสถานประกอบกิจการสามารถศึกษาต่อเพิ่มเติม โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นๆ ตลอดจนสร้างระบบประเมินและรับรอง ที่เชื่อมโยงระบบมาตรฐานฝีมือแรงงาน เข้ากับระบบคุณวุฒิแห่งชาติ ระบบการศึกษา ระบบค่าจ้างให้เป็นระบบเดียวกัน

2.การพัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3.การพัฒนาแรงงานรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานตามกรอบข้อตกลงเสรีอาเซียน พัฒนาและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ให้ได้มาตรฐานสากล ให้ครอบคลุมสาขาอาชีพและอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะสาขาอาชีพ ที่มีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี รวมทั้งยกระดับทักษะฝีมือแรงงานด้านภาษา คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี รวมทั้งความรอบรู้ด้านภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ

4.ส่งเสริมให้แรงงานได้รับการรับรองความรู้ความสามารถในสาขาวิชาชีพควบคุม เร่งรัดให้ผู้ประกอบอาชีพในสาขาอาชีพที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ จะต้องใช้ผู้ที่มีใบรับรองความรู้ความสามารถ ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมพัฒนาฝีมือแรงงาน ฉบับที่ 2 พ.ศ.2557 5.การเพิ่มผลิตภาพแรงงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสถานประกอบการเอสเอ็มอี

“อย่างโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย ที่เรามีเป้าหมายในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวน 260 แห่ง ใน 20 กลุ่มอุตสาหกรรม ภายใต้งบประมาณ 67.5 ล้านบาท ซึ่งจะกระจายไปแต่ละศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานทั้ง 66 ศูนย์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคทั่วประเทศทั้ง 12 สถาบัน เพื่อไปกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายในแต่พื้นที่”

และ 6.การเตรียมกำลังคนรองรับเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เพิ่มขีดความสามารถของกำลังแรงงานและผู้จบการศึกษาในทุกระดับ ให้มีมาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของสาขาเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ โดยการดำเนินการร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเพื่อเพิ่มผลิตภาพทุนมนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“กพร.ได้เร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทยรับเอซีมาต่อเนื่อง และในปี 2558 สามารถยกระดับฝีมือแรงงานได้ถึง 122,329 คน และในปี 2559 มีเป้าหมายอีก 190,560 คน แยกเป็นด้านภาษา จำนวน 99,780 คน ฝึกอบรมผู้ประกอบอาหารไทยรองรับครัวไทยสู่ครัวโลก จำนวน 25,780 คน รวมทั้งฝึกอบรมฝีมือแรงงานด้านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน จำนวน 1.2 หมื่นคน ฝึกอบรมฝีมือแรงงานด้านบริการและท่องเที่ยว จำนวน 2.8 หมื่นคน พัฒนาบุคลากรด้านวิชาชีพการท่องเที่ยวอาเซียน 5,000 คน และฝึกอบรมแรงงานภาคอุตสาหกรรม 2 หมื่นคน”

ว่ากันว่า กพร.ยุคอธิบดี “กรีฑา สพโชค” วาดหวังเอาไว้ว่า “แรงงานไทยต้องมีสมรรถนะหลัก (Core Competency) จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านภาษาต่างประเทศ, ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ, ด้านโลจิสติกส์, ด้านการบริหาร และด้านการบริการสุขภาพ”

ไม่เพียงเท่านั้น กพร.มี พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 ที่ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545  มีสาระสำคัญคือ รับรองความรู้ความสามารถให้แก่ผู้ประกอบอาชีพ ในสาขาอาชีพ ตำแหน่งงาน หรือลักษณะงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ จะต้องผ่านการประเมินเพื่อรับรองความรู้ความสามารถ โดยต้องยื่นคำขอต่อกพร.หรือศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถ เพื่อทำการทดสอบ และเมื่อผ่านการประเมินจะได้หนังสือรับรองฯ

“สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นสาขาอาชีพที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ ต้องได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ได้ลงนามในประกาศกระทรวงแรงงาน และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2558 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังจากพ้น 356 วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หากผู้ประกอบกิจการฝ่าฝืนจ้างผู้ที่ไม่มีหนังสือรับรองฯ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท ด้านผู้ปฏิบัติงานที่ไม่มีหนังสือรับรองฯ ระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท”

เหนืออื่นใด ในเดือนธันวาคม เนิื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558 รัฐบาลร่วมกับประชาชนชาวไทยได้พร้อมใจกันสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อีกครั้ง กับกิจกรรมจักรยานเฉลิมพระเกียรติ “ปั่นเพื่อพ่อ BIKE FOR DAD” ในวันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2558 เวลา 15.00 น. ณ กรุงเทพมหานคร และภูมิภาค

“เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติฯ กพร.จัดบริการประชาชนเช็กตรวจสภาพและซ่อมบำรุงรถจักรยาน ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม “ปั่นเพื่อพ่อ BIKE FOR DAD” ภายใต้โครงการ “เตรียมจักรยานให้พร้อม ก่อนปั่นเพื่อพ่อ” รับบริการได้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค (สพภ.) และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด (ศพจ.) ทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้-10 ธันวาคม 2558 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สนใจสอบถามได้ที่ โทร.0-2245-3560” อธิบดี กพร.ป้ายแดง ฝากทิ้งท้าย

รมว.สธ.เปิดงานวิ่งสู่ชีวิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151108/216558.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2558
รมว.สธ.เปิดงานวิ่งสู่ชีวิตใหม่

รมว.สธ. เปิดงาน ‘งาน Thai Health Day 10K Run 2015’ วิ่งสู่ชีวิตใหม่ สสส. เผยปี 58 คนไทยมีกิจกรรมทางกายเพียงพอเพิ่ม 71.6%วัยเด็ก-วัยรุ่น-วัยทำงานขยันขยับมากขึ้น

​           เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2558 ที่บริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) คนที่1 เป็นประธานเปิดงาน “งาน Thai Health Day 10K Run 2015” ภายใต้โครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่ ปีที่ 4 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมเดินวิ่งระยะทาง 3กิโลเมตร จัดโดย สสส. สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย และภาคีเครือข่ายสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีดารา นักแสดง ร่วมวิ่งสู่ชีวิตใหม่สร้างสีสันให้กับงานด้วย

​           ​ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าวว่า โครงการ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” (Run for new life) เริ่มขึ้นตั้งแต่ ปี 2555 ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างมากเพราะสามารถปลุกกระแสการเดินวิ่งเพื่อสุขภาพจนเป็นที่นิยมในวงกว้าง ซึ่งจากผลการสำรวจข้อมูลกิจกรรมทางกายคนไทย ปี 2558 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล โครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังติดตามพฤตกิรรมด้านกิจกรรมทางกายของประชากรไทย จำนวน 7,713 ราย พบว่า คนไทยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 66.3 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 71.6 ในปี 2558 หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7 เมื่อจำแนกตามกลุ่มประชากร พบว่า เกือบทุกกลุ่มอายุมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6 จาก 70.4 เป็น 76 ขณะที่กลุ่มวัยเด็กและวัยรุ่นมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 ยกเว้นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทางกายลดลงประมาณร้อยละ 1 จาก 67.7 เป็น 66.7 ดังนั้นการที่สสส.รณรงค์การมีกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ลดการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) โรคอ้วนลงพุง

​           “ Thai Health Day 10K Run 2015 ในปีนี้เป็นครั้งที่ 4 เพื่อต่อยอดความสำเร็จของโครงการในการส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีด้วยการวิ่ง โดยมุ่งพัฒนาผู้นาการวิ่งเพื่อสุขภาพ และส่งเสริมให้เกิดนักวิ่งหน้าใหม่ รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การสร้างปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์นับระยะทางรวมของนักวิ่งทุกคนให้ได้ 99,999 กิโลเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “วิ่งเปลี่ยนชีวิต” หรือ “Running can change your life” ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง และผู้คนรอบข้างให้มีสุขภาพกายใจที่ดี” ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าว

​​           นอกจากนี้ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย โดยสสส.ยังร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้และส่งเสริมการพัฒนาสติจากการเดินและวิ่ง นิทรรศการวิ่งสู่ชีวิตใหม่ นิทรรศการบนทางวิ่ง เพื่อให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในเรื่องการวิ่งและนิทรรศการสุขภาพของภาคี สสส. เพื่อให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในเรื่องการวิ่งเพื่อสุขภาพ

แค่แบ่งพื้นที่ให้เด็ก ก็จะได้ ‘พลเมืองเกรดเอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151108/216486.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2558
แค่แบ่งพื้นที่ให้เด็ก ก็จะได้ 'พลเมืองเกรดเอ'

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : แค่แบ่งพื้นที่ให้เด็ก ก็จะได้ ‘พลเมืองเกรดเอ’ : โดย…มูลนิธิสยามกัมมาจล

                      อาจเป็นเพราะ “พลเมือง” ไม่รู้ “หน้าที่” วิชา “หน้าที่พลเมือง” จึงกลับมาอีกครั้ง แต่การกลับมาครั้งหลังสุด เป็นการกลับมาในสภาวะที่บริบททางสังคมไม่เหมือนเดิม เพราะเด็กเรียนรู้โลกใหม่ของพวกเขาได้จากหลายช่องทาง
                      ขณะที่การเรียนรู้แบบ “ท่องจำ” ถูกปฏิเสธจากพลเมืองรุ่นใหม่…พวกเขาโหยหาแนวทางอื่นๆ โดยเฉพาะโหยหา “พื้นที่” ที่พวกเขาจะได้แสดงความสามารถและศักยภาพของตนเอง
                      ดังนั้น ภายใต้บริบทใหม่…“การสร้างพลเมือง” รูปแบบจึงต้องไม่เหมือนเดิม
แค่แบ่งพื้นที่ให้เด็ก
                      บนพื้นที่เล็กๆ ณ ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์ โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 19-20 กันยายน ที่ผ่านมา ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จ.สมุทรสงคราม ภายใต้โครงการ “พลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก” ที่สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีการรวมตัวกันของเด็กๆ กว่า 100 ชีวิต จากพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสงคราม กาญจนบุรี และเพชรบุรี…พวกเขามารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังความสามารถของคนรุ่นใหม่หลังผ่านการเรียนรู้และมีส่วนร่วมทำงานกับชุมชนบ้านเกิด ซึ่งก่อนหน้าที่พวกเขาจะมารวมตัวกัน…พวกเขาถูกฝึก ถูกเติมเต็ม หรือแม้กระทั่งถูกปลุกจากอาการหลับใหล บางคนดำเนินชีวิตอย่างไร้ทิศทาง บางคนท่องอยู่ในโลกโซเชียลจนไม่สามารถสบตาผู้คนได้ในโลกของความเป็นจริง
                      แต่ในวันนั้น…เด็กๆ บางคนกล้าที่จะไปยืนพูดบนเวที…ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น “แค่จับไมค์ก็เหงื่อแตก” บางกลุ่มเคยเป็นเด็กเกเร เมื่อได้รับโอกาส พวกเขาก็หมั่นฝึกฝนทักษะด้านดนตรีจนสามารถเล่นเพลงได้หลายแนว และสามารถเรียกเสียงปรบมือจากคนทั้งห้องประชุม
                      วิกรม นันทวิโรจน์สิริ เยาวชนจากมหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี และจากโครงการการจัดการน้ำทิ้งในมหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ตัวเองถูกพัฒนาให้มองอะไรรอบด้านมากขึ้น…รู้จักแก้ปัญหา และรู้ว่าสำนึกพลเมืองไม่ได้เริ่มจากใครนอกจากที่ตัวเอง
                      สำหรับ “โบ๊ท” รณชัย พรมบุตร นักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี จากโครงการพัฒนาคุณภาพอาหารและโรงเรือนแพะโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะใน ต.หนองหญ้า จ.กาญจนบุรี บอกว่า การเข้าร่วมในโครงการนี้ ทำให้มั่นใจว่าจะเอาตัวรอดในอาชีพเกษตรซึ่งเป็นฐานอาชีพของพ่อแม่ได้
                      “ถึงจบไปจะไม่มีงานทำ เราก็มีความรู้กลับไปทำไร่ ทำสวน หรือเลี้ยงสัตว์ที่บ้านเกิดได้ เพราะเราเคยลำบากมาก่อน พวกเรียนสายสามัญอาจจะเป๊ะ แต่ภาคปฏิบัติผมมั่นใจว่าผมทำได้มากกว่า เพราะอึด….ถึก และ ทน” โบ๊ท กล่าวอย่างมั่นใจ
พี่เลี้ยงต้อง “หนุน” แต่อย่า “นำ”
                      ปัญญา โตกทอง พี่เลี้ยงชุมชน กล่าวว่า โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมตะวันตก เปิดการปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิดให้แก่เด็กและเยาวชน ด้วยการเรียนรู้จากสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน นอกจากจะทำให้เด็กและเยาวชนรัก หวงแหน และเห็นคุณค่าของทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิมแล้ว ยังทำให้เห็นความแตกต่างที่หลากหลายในระบบที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต
                      “พอเขาโตขึ้น รู้จักสังคม รู้จักโลกมากขึ้น เขาจะเข้าใจความแตกต่าง ต้นไม้ในแต่ละท้องถิ่นมีไม่เหมือนกัน ดูแลอย่างไร อาชีพในแต่ละชุมชนแตกต่างกันจะพัฒนาอย่างไร การพัฒนาแบบหนึ่งอาจจะใช้กับอีกที่หนึ่งไม่ได้ ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละที่ บทเรียนนี้จะสอนให้เขาเรียนรู้เรื่องการปรับตัว คิดได้ และคิดในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น”
                      ขณะที่ ครูตูน กมลเนตร เกตุแก้ว โรงเรียนเทพมงคลรังสี พี่เลี้ยงชุมชนโครงการ ท.ษ.ยุคใหม่ใส่ใจการแยกขยะ กล่าวว่า บทบาทของครูตอนแรกที่มา คิดว่าเขาจะต้องทำตามที่เราคอนโทรล แต่พอมาทำจริงๆ เข้าใจเลยว่าโครงการต้องการให้เป็นโครงการพลังเด็ก คือ เรื่องของเด็กไม่ใช่เรื่องของครู ครูเป็นที่ปรึกษาเมื่อเขามีปัญหาเท่านั้น ตอนแรกก็หงุดหงิดว่า ทำไมไม่ถามครู ไม่คุยกับครู ทำไมให้มานั่งเฉยๆ แต่จริงๆ แล้ว ณ วันนี้ต้องบอกเลยว่าสิ่งที่โครงการทำดีมากๆ เพราะเด็กได้คิด ได้ลงมือทำ ได้แก้ปัญหาเอง คุณครูมีหน้าที่เพียงที่ปรึกษา เป็นพี่เลี้ยงคอยดูอยู่ห่างๆ ถ้าเขาไม่ไหวหรือต้องการคำแนะนำเขาจะมาหาเราเองแล้วเราก็ให้เขาคิดก่อน ถ้าคิดไม่ออก เราค่อยแนะ แต่ถ้าบอกเลยคงไม่ใช่ พอมาอบรมที่นี่ต้องการให้เขาคิดเองทำเอง เป็นเรื่องของเด็กจริงๆ
                      “สิ่งที่เห็นคือความรับผิดชอบที่เขามีมากขึ้น จากเดิมบางคนมี บางคนไม่มีเลย แต่พอมาร่วมกิจกรรมสิ่งแรกที่เห็นคือ มีความรับผิดชอบมากขึ้น รับผิดชอบทั้งในด้านการเรียน จากเดิมที่งานเคยส่งบ้าง ไม่ส่งบ้าง ตอนนี้ก็ส่งครบ รับผิดชอบต่อตนเอง รับผิดชอบต่อสังคม”
                      โครงการนี้ให้บทบาทเด็กเต็มๆ คุณครูเป็นเพียงส่วนเติมเต็มเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น…สังเกตว่าทางโครงการจะไม่ถามอะไรครูมาก เหมือนให้ครูไปนั่งดู นั่งฟังอย่างเดียว เราก็รู้เลยว่าบทบาทของเรามันไม่เหมือนเดิม ก็ดูอยู่ห่างๆ บางทีก็เข้าไปดูใกล้ๆ แต่ไม่พูดอะไรเลย เราสังเกตด้วยตัวเราเองว่ามันเป็นเรื่องของเด็ก ต้องบังคับตัวเองว่า เราต้องไม่เป็นผู้นำ เพราะว่าโครงการนี้เป็นโครงการของเด็ก เด็กคิดเด็กทำเด็กแก้ปัญหา เด็กทำสิ่งต่างๆ ดังนั้น ครูต้องไม่เป็นผู้นำ แต่บทบาทของครูต้องเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำ เมื่อเขามีปัญหา ครูแค่คอยสังเกต แต่ลดบทบาทลง เพื่อให้เขามีความเป็นผู้นำมากขึ้น สำหรับครูมันเป็นความยากที่ทำอย่างไร จะพูดอย่างไรให้นักเรียนมีความสำนึกเป็นพลเมืองมากขึ้น มีความรับผิดชอบ กล้าแสดงออก หรือไอเดียความคิดต่างๆ มากขึ้น โดยที่ไม่ใช่จากปากคุณครู
ต้องเชื่อมั่นในตัวเด็ก
                      ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (สกว.) จ.สมุทรสงคราม ในฐานะผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก และเป็น “ผู้ใหญ่ใจดี” ที่มองว่า ในตัวเด็กมียักษ์ซ่อนอยู่…แต่ยักษ์เหล่านั้นกำลังหลับใหล เพียงแต่ยังไม่มีใครกล้าปลุกขึ้นมาเท่านั้น
                      “เพราะเราเชื่อว่า เด็กทุกคนพัฒนาได้ แต่กระบวนการพัฒนาที่ผ่านมายังไม่ถูกจริตของเด็กๆ เพราะเราเอาเด็กไปเรียนรู้เรื่องราวไกลตัวของพวกเขามากเกินไป การเรียนรู้จึงไม่สนุก ดังนั้นโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก จึงเป็น “เครื่องมือ” ที่ดึงให้เด็กได้มาเรียนรู้ท้องถิ่น ให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง และรู้ว่าเขาจะอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร”
                      และเมื่อเด็ก “เข้าใจ” การเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ เด็กก็จะเข้าใจและสามารถยับยั้งการเปลี่ยนแปลงได้ หรือรู้จักดึงฐานทรัพยากร ภูมิปัญญา วัฒนธรรมเดิมกลับมารับใช้ในการเปลี่ยนแปลงได้…
                      “เพราะฉะนั้นเด็กต้องรู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้ความรับผิดชอบที่ตัวเองควรจะมีต่อสังคม ไม่ใช่สังคมเป็นอย่างไรไม่รู้ ตัวเองเอาตัวรอดอย่างเดียว เพราะถ้าสังคมสิ่งแวดล้อมไปไม่รอด เขาก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน”
1 ปี เท่ากับ 12 ปี
                      ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุชัดบนเวทีเสวนาว่า “1 ปีของการทำงานของเด็กกลุ่มนี้ เท่ากับ 12 ปีของการเรียนในระบบการศึกษา”
                      “เท่าที่เดินพูดคุยกับเด็กๆ เห็นชัดว่าเด็กๆ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เราเสียเวลากับการเรียนการสอนในระบบถึง  12 ปี แต่ไม่สามารถสร้างให้เด็กได้ใช้ชีวิตอย่างมีจุดหมาย คิดเป็น และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน แบบเด็กกลุ่มนี้ได้เลย นี่คือความลงตัวที่ชุมชนขัดเกลา นี่คือโมเดลที่ทำให้เด็กเป็นแกนกลางได้จริง อันนี้เป็นก้าวสำคัญเรื่องการศึกษา ตอนนี้โมเดลของกระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายลดเวลาเรียนให้น้อยลง ให้โรงเรียนเลิกบ่ายสองโมง ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างการเรียนรู้ให้แก่เยาวชนในลักษณะนี้ได้”
                      ตลอดระยะเวลาสองวันของมหกรรมแห่งการเรียนรู้ “ปลุกพลังเยาวชนชูวิถีคนตะวันตก” ความยินดีมิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กๆ และผู้ให้การสนับสนุน…แต่พลังแห่งความยินดียังถูกส่งต่อไปยังผู้คน ที่ผ่านไปมา
                      นี่คือตัวอย่างของจังหวัด และภูมิภาคตะวันตก ที่ได้ริเริ่มสร้างพลเมืองคุณภาพของจังหวัดตนเอง โดยการร่วมกันของพลเมืองผู้ใหญ่จากภาคส่วนต่างๆ ทั้งท้องถิ่น ภาครัฐ ประชาสังคม ประชาชน โดยมีพี่เลี้ยง (Coach) เป็นกลไกสำคัญในการเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ใช้ศักยภาพของตนเองในการร่วมแก้ปัญหาจากโจทย์จริงของชุมชน เกิดทักษะ และสำนึกพลเมือง โดยมีครู ผู้ปกครอง หรือผู้นำชุมชน ร่วมกันสนับสนุน
———————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : แค่แบ่งพื้นที่ให้เด็ก ก็จะได้ ‘พลเมืองเกรดเอ’ : โดย…มูลนิธิสยามกัมมาจล)

วันรวมญาติชาวเล เพื่อศักดิ์ศรีที่ทัดเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151108/216485.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2558
วันรวมญาติชาวเล เพื่อศักดิ์ศรีที่ทัดเทียม

หลากมิติเวทีทัศน์ : วันรวมญาติชาวเล เพื่อศักดิ์ศรีที่ทัดเทียม : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น

                      บริเวณชายฝั่งและตามเกาะต่างๆ ในทะเลอันดามัน มีชนเผ่าชาวเล ทั้งอุรักลาโว้ย มอแกน มอแกลน อพยพมาจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย เข้ามาอาศัยอยู่กว่า 300 ปีมาแล้ว โดยประกอบอาชีพประมงและปลูกพืชเพื่อยังชีพ ไม่มีการแสดงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยใดๆ ทั้งสิ้น แต่ก็เป็นชนเผ่าที่มีวิถีวัฒนธรรมความเชื่อ มีพื้นที่ทางจิตวิญญาณและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
                      ปัจจุบันมีชาวเลตั้งรกรากที่มั่นคง เช่น ชาวเลแหลมตรง (เกาะพีพี) กระบี่ เกาะหลีเป๊ะและหมู่เกาะอาดัง จ.สตูล ชาวเลแหลมตุ๊กแกและราไวย์ จ.ภูเก็ต ชาวเลหมู่เกาะสุรินทร์ บ้านทุ่งหว้า และบริเวณชายฝั่ง จ.พังงา ฯลฯ รวม 5 จังหวัด จำนวน 41 ชุมชน ประมาณ 13,000 คน ซึ่งล้วนยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นอยู่ของตนเองได้อย่างเหนียวแน่น โดยเกือบทั้งหมดมีสิทธิความเป็นคนไทย มีบัตรประจำตัวประชาชนและล้วนได้รับพระราชทานนามสกุลจากสมเด็จย่า
                      ปัญหาที่สำคัญของชาวเล มีหลายประการด้วยกัน 1.ปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ทั้งๆ ที่อยู่อาศัยมายาวนาน มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 25 ชุมชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ทั้งที่ดินรัฐและที่ดินเอกชนอ้างสิทธิ์ 2.ปัญหาสุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมถูกรุกราน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่บริเวณชายหาดริมทะเล จากการสำรวจพบว่ากำลังมีปัญหาถึง 15 แห่ง 3.ปัญหาที่ทำกินในทะเล แต่เดิมชาวเล หากินตามเกาะแก่งและหน้าหาด แต่ปัจจุบันมีการห้ามชาวเลไม่ให้เข้าไปหากินในที่ทำกินดั้งเดิม
                      4.ปัญหาสุขภาพ มาจากหลายประการ เช่น ต้องดำน้ำลึกขึ้นทำให้หลายคนต้องพิการ การเข้าไม่ถึงสิทธิในการรักษาพยาบาล ความยากจน ฯลฯ 5.การศึกษาเด็กเยาวชน ชาวเลได้รับโอกาสในการศึกษาน้อยและหลักสูตรไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรม 6.สูญเสียความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรม เพราะขาดการส่งเสริมที่ดี 7.การไร้สถานะบุคคล มีชาวเลกว่า 500 คน ที่เป็นผู้ไร้สถานะ ไร้สิทธิพื้นฐาน 8.ชาวเลเผชิญกับอคติชาติพันธุ์ของคนในสังคม ทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ เป็นไปอย่างล่าช้า
                      โดยภาพรวม ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มาจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว การประกาศเขตอนุรักษ์ของรัฐ และอคติชาติพันธุ์ ส่งผลให้เบียดขับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวเล เช่น ความต้องการใช้ที่ดินและทะเลเพื่อการท่องเที่ยว ทำให้ชาวเลถูกขับออกจากพื้นที่ด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ใช้วิธีการที่รุนแรง ข่มขู่คุกคาม ฟ้องขับไล่ การประกาศเขตหวงห้ามของรัฐที่มีมาทีหลัง ทำให้ชาวเลไม่มีสิทธิเข้าไปหากินในที่ทำกินดั้งเดิมที่เคยหากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การไม่มีความรู้ทางกฎหมายและปัญหาอคติชาติพันธุ์ของสังคมทำให้ไม่มีความสนใจในการแก้ปัญหาชาวเล ส่งผลให้คุณภาพชีวิตชาวเลตกต่ำ ประกอบกับชาวเลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่รักสงบ มีวิถีหาอยู่หากินกับธรรมชาติ ไม่สะสม ขาดความรู้เรื่องกฎหมายมักถูกหลอกถูกเอาเปรียบ จึงเป็นกลุ่มเปราะบางที่สังคมควรปกป้องเพื่อรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
                      ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพประมง การช่วยเหลือด้านสาธารณสุข การแก้ปัญหาสัญชาติ การส่งเสริมด้านการศึกษา ทุน หลักสูตรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต การแก้ปัญหาอคติทางชาติพันธุ์ การส่งเสริมด้านภาษาและวัฒนธรรมของชาวเล การส่งเสริมชุมชนและเครือข่ายชาวเลให้เข้มแข็ง รวมทั้งให้มีงบประมาณส่งเสริม วันนัดพบวัฒนธรรมชาวเล
                      ตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านไป การแก้ปัญหาต่างๆ ยังไม่บรรลุผล อันเนื่องจากปัญหาเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรท้องถิ่น จังหวัด นักวิชาการ และชุมชนชาวเล ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันได้ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดิน ที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณชุมชนชาวเลขึ้นมา โดยมี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน โดยมีนักวิชาการ และตัวแทนชาวเลเป็นกรรมการ
                      ในการดำเนินงานของคณะกรรมการจะเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นปัจจัยสำคัญ จึงได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสืบหาข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นรายพื้นที่หลายคณะด้วยกัน โดยมีแนวทางการทำงานในแต่ละเรื่องที่ชัดเจนดังนี้
                      1.การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นกรณีเกาะหลีเป๊ะ ชาวเลแหลมตุ๊ก ชาวเลราไวย์ แหลมตง (เกาะพีพี) ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีความสลับซับซ้อนทางด้านข้อมูลด้วยปัญหาสะสมมาเป็นเวลานานและถูกละเลยไม่ได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่ละฝ่ายก็มีข้อมูลคนละชุดและต่างก็ยึดถือข้อมูลของตนเองเป็นหลัก ดังนั้นภารกิจของคณะกรรมการชุดนี้คือ ให้แต่ละส่วนจัดทำข้อมูลของตนเองขึ้นมา ทั้งการตั้งถิ่นฐาน ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ เอกสารทางราชการ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางจิตวิญญาณ ต้นไม้ สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ แม้แต่ชาวบ้านเองก็ต้องจัดทำข้อมูลเหล่านี้ด้วยเช่นกัน โดยมีมูลนิธิชนไทและสถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคอยสนับสนุน แล้วจัดส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นผู้ประมวลให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งข้อมูลที่ดีเอสไอประมวลจะถือเป็นเอกสารสำคัญในการตัดสินใจดำเนินงานต่อไป
                      2.การแก้ปัญหาการประกอบอาชีพของชุมชนชาวเล ซึ่งหลักๆ ก็คือทางการประกาศเขตอุทยานทับที่ชาวเล และห้ามชาวเลจับสัตว์น้ำในท้องทะเลบริเวณอุทยาน ทั้งๆ ที่พื้นที่เหล่านี้ชาวเลหากินกันมานับร้อยปี การแก้ปัญหานี้ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยมีแนวทางในการผ่อนปรนให้ชาวเลหากินในเขตอุทยานได้ แต่กำหนดเครื่องมือที่เป็นวิถีดั้งเดิมของชาวเล ตลอดจนกำหนดปริมาณและช่วงเวลาของการจับสัตว์น้ำไว้ด้วย
                      3.ประการสุดท้ายก็คือ พื้นที่ทางจิตวิญญาณหรือที่ฝังศพ ซึ่งชาวเลจะอาศัยป่าเป็นที่ขุดหลุมฝังศพผู้เสียชีวิตมาหลายชั่วอายุคน แต่ปัจจุบันที่ดินมีราคาสูง ประมาณการว่าพื้นที่ฝังศพทุกแห่งรวมกันมีมูลค่านับพันล้าน ล้วนตั้งอยู่ใกล้ทะเล มีความสวยงามตามธรรมชาติ จึงเป็นที่หมายปองของนักลงทุนทั้งหลาย ไม่ต่างอะไรจากที่อยู่อาศัย ดังนั้นพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเลเกือบทุกแห่ง จึงกลายเป็นที่หมายปองของนายทุน จนทำให้ชาวเลหลายแห่งไม่มีแม้ที่จะฝังศพ ดังนั้นคณะกรรมการจึงได้มีการสำรวจพื้นที่ทางจิตวิญญาณอย่างละเอียด เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา
                      นี่คือปัญหาหลักๆ ที่ยังแก้ไม่เสร็จสิ้น และแม้ว่าปัญหาจะรุมเร้าสักเพียงไร การรวมตัวของชาวเลก็ยังเกิดขึ้นต่อไป โดยชาวเลจะมีการนัดหมายกันทุกปี มารวมตัวกันในงาน “รวมญาติชาวเล” โดยในปีนี้จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2558 ณ อ.เกาะลันตาใหญ่ จ.กระบี่ เพื่อเชื่อมโยงพี่น้อง สร้างความมั่นใจในการต่อสู้กับปัญหาร่วมกันและสร้างความภูมิใจในเผ่าพันธุ์ของตนเอง
———————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : วันรวมญาติชาวเล เพื่อศักดิ์ศรีที่ทัดเทียม : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น)

‘หมอสมาน’ขอบคุณนายกฯหนุนก.ม.คุมน้ำเมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151107/216527.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2558
'หมอสมาน'ขอบคุณนายกฯหนุนก.ม.คุมน้ำเมา

‘หมอสมาน’ ยุติให้ข่าวรายวัน หลัง ‘บิ๊กตู่’ ท้วงติงปมลานเบียร์ ขอบคุณนายกฯ หนุนใช้ ก.ม.เอาผิดโฆษณาน้ำเมา

                      7 พ.ย. 58  หลังจากเป็นปมโต้เถียงในเรื่องลานเบียร์เข้าข่ายอาจผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 หรือไม่ โดยฝ่ายผู้ประกอบการและผู้บริหารบริษัทผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยืนยันว่า ไม่ผิดกฎหมาย และให้ระวังผลกระทบต่อหลายอาชีพที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ขณะที่ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกมาระบุว่า การจัดลานเบียร์ทำได้หากได้รับใบอนุญาตถูกต้อง แต่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในลานเบียร์ อาทิ มีนักร้องดารามาร่วมกิจกรรมในลานเบียร์ การจัดตกแต่งสถานที่ในลักษณะเชิงสัญลักษณ์ รวมทั้งสาวเชียร์เบียร์ที่เข้าข่ายกระตุ้นยอดขายผลิตภัณฑ์ ในเรื่องเหล่านี้มีความผิดตามกฎหมาย
                      อย่างไรก็ตาม ขณะที่ยังเป็นข้อโต้แย้งกันอยู่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้ออกมาติงถึงปัญหาลานเบียร์ ระหว่างเป็นประธานเปิดและแสดงวิสัยทัศน์ ในงานสัมมนา “นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน 2015” ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม คริสตัน ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เลียบทางด่วนรามอินทรา กทม. เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่า อนาคตประเทศไทยใน 20 ปีข้างหน้า เน้นการพัฒนาด้านการบริการและสปา สาธารณสุขตอนนี้อย่าไปยุ่งกับเรื่องลานเบียร์ให้มากนัก ให้มันจบไป ให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายเล่นงานกันไป ตอนนี้กลายเป็นเรื่องเป็นราว เช่น สร้างเรื่องตามหาควายเผือก ไม่เข้าใจจะทำทำไม ขอให้ทำเรื่องราวที่ดีต่อประเทศ เกิดประโยชน์ วันนี้นั่งดูทีวีเห็นโฆษณาขายยาเยอะแยะไปหมด บอกว่ากินแล้วสุขภาพจะแข็งแรงกว่าเดิม จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฟังแล้วมันอันตราย ได้ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปดูแล้ว
                      ล่าสุด วันนี้ (7 พ.ย.) นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีออกมาท้วงติงพร้อมระบุให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายดำเนินการกับลานเบียร์ และอยากให้ทุกอย่างจบ ไม่อยากให้ไปยุ่งอะไร ว่า ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างสูงที่สนับสนุนให้มีการดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาจะน้อมรับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัดด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และเกิดประโยชน์ในการคุ้มครองประชาชนชาวไทยจากผลกระทบที่สืบเนื่องจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่หนึ่ง ซึ่งทำให้คนไทยเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิต และที่ผ่านมาก็ทำอย่างยุติธรรม ยึดตัวกฎหมาย และผลกระทบต่อสังคมมาตลอด
                      “ยืนยันว่าไม่ได้มีการห้ามเปิดลานเบียร์ แต่ขอให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย คือ ห้ามมีการโฆษณาด้วยข้อความหรือการสื่อสารการตลาดด้วย การส่งเสริมการขายวิธีต่างๆ ซึ่งตรงนี้มีความหมายชัดเจนอยู่แล้ว ตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งชัดเจนไม่ต้องตีความอะไรมาก และเพื่อให้เกิดการดำเนินการได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงของดให้ข่าวรายวัน แต่หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป”

เด็กไทยกวาด48เหรียญคณิต-วิทย์โอลิมปิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151106/216478.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558
เด็กไทยกวาด48เหรียญคณิต-วิทย์โอลิมปิก

ไทยเจ้าภาพแข่งขันคณิต-วิทย์โอลิมปิก ระดับประถม ส่งชิงเหรียญ 48 คน ได้รางวัลทุกคน

                      6 พ.ย. 58  นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับประถมศึกษา ปี 2015 (Internation Mathematica and Science Olympic for Primary School 2015) หรือ MISO 2015 ระหว่างวันที่ 1 – 6 พ.ย. 2558 ซึ่งมีประเทศที่เข้าร่วมแข่งขัน 20 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน ไต้หวัน เกาหลี ไทย เนปาล ฟิลิปปินส์ มองโกเลีย มาเลเซีย ลาว เลบานอน เวียดนาม ศรีลังกา สิงคโปร์ อินเดีย อินโดนีเซีย อิหร่าน ทาจิกิสถาน คาซัคสถาน และแอฟริกาใต้ ซึ่งขณะนี้การแข่งขันได้เสร็จสิ้นลงแล้ว
                      สำหรับผลการแข่งขัน แบ่งเป็น รางวัลคะแนนรวมภาคทฤษฎี มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ วิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ รองชนะเลิศอันดับ 1 วิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ประเทศไทย รองชนะเลิศอันดับ 2 วิชาคณิตศาสตร์ ได้แก่ ประเทศไทย และวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ประเทศศรีลังกา
                      รางวัลคะแนนรวมภาคปฏิบัติ มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ วิชาคณิตศาสตร์ ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ และวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ รองชนะเลิศอันดับ 1 วิชาคณิตศาสตร์ ได้แก่ ประเทศคาซัคสถาน และรองชนะเลิศอันดับ 2 วิชาคณิตศาสตร์ ได้แก่ ประเทศไทย และวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ประเทศศรีลังกาและประเทศไทย นอกจากนี้ รางวัลคะแนนรวมสูงสุดภาคทฤษฎีและปฏิบัติ วิชาคณิตศาสตร์ ได้แก่ ประเทศไทย และวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์
                      นายการุณ กล่าวต่อว่า สำหรับรางวัลประเภทบุคคล มีผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 วิชา รวม 367 คน จะมีนักเรียนได้รับรางวัลเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง จำนวน 2 ใน 3 คน สำหรับประเทศไทยได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมแข่งทั้งสิ้น 48 คน ปรากฏว่า ได้รับรางวัลทุกคน ดังนี้ คณิตศาสตร์ เหรียญทอง 11 คน เหรียญเงิน 12 คน และเหรียญทองแดง 1 คน รวม 24 เหรียญ และวิทยาศาสตร์ เหรียญทอง 8 คน เหรียญเงิน 13 คน และเหรียญทองแดง 3 คน รวม 24 เหรียญ

เปิดพันธุ์ข้าวน้ำตาลต่ำช่วยผู้ป่วยเบาหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151106/216477.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558
เปิดพันธุ์ข้าวน้ำตาลต่ำช่วยผู้ป่วยเบาหวาน

ม.มหิดล – ม.เกษตร ร่วมวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทย มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ช่วยผู้ป่วยเบาหวาน – คนลดอ้วนกินแล้วย่อยได้น้ำตาลน้อยกว่า เล็งส่งเสริมคนไทยรับประทาน

                      6 พ.ย. 58  เมื่อเวลา 10.00 น.  ที่สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล  รศ.ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล) แถลงข่าว เรื่อง “การกินข้าวพื้นเมืองและข้าวปรับปรุงพันธุ์ช่วยควบคุมเบาหวานและควบคุมน้ำหนักได้” ว่า ปี 2014 ทั่วโลกมีประชากรที่เสี่ยงโรคเบาหวานราว 387 ล้านคน โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ที่คาดว่าในปี 2035 จะเพิ่มขึ้นถึง 71% สถาบันฯ จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำช่วยควบคุมเบาหวานและควบคุมน้ำหนักได้ เบื้องต้นคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวได้ประมาณ 20 – 30 ชนิด นำมาทดสอบดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งหมายถึงเมื่อทานข้าวแล้วย่อยออกมาได้น้ำตาลน้อยเหลือ 5 – 6 สายพันธุ์ เลือกสายพันธุ์ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำที่สุด คือ สายพันธุ์ ปิ่นเกษตร +4#20A09 ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งชื่อสายพันธุ์จึงเรียกชื่อตามรหัสการพัฒนาสายพันธุ์ดังกล่าว
                      รศ.ดร.รัชนี กล่าวอีกว่า สถาบันฯ ได้นำข้าวขัดที่เป็นสายพันธุ์ที่ปรับปรุงและมีดัชนีน้ำตาลต่ำ มาจัดทำเป็นข้าวผัดเพื่อเปรียบเทียบกับข้าวสายพันธุ์ที่มีดัชนีน้ำตาลสูง โดยมีปริมาณข้าวเท่ากันที่ 110 กรัม มีพลังงานและสารอาหารชนิดต่างๆ เท่ากันแล้วให้อาสาสมัครที่เป็นผู้ป่วยเบาหวานแต่ยังไม่ได้เข้ารับการรักษา ไม่มีการกินยาและอาหารเสริมต่างๆ จำนวน 15 คน รับประทาน พบว่า อาสาสมัครที่รับประทานข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำกว่าการรับประทานข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลสูง และมีการตอบสนองของฮอร์โมนอินซูลินดีขึ้น ในขณะที่ระดับฮอร์โมนที่กระตุ้นความอยากอาหารมีแนวโน้มต่ำกว่า
                      นอกจากนี้ ข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำยังสามารถเพิ่มระดับของฮอร์โมนที่มีผลต่อกระบวนการทำงานของเบต้าเซลล์ของตับอ่อน กระตุ้นให้มีการสร้างอินซูลินได้ดีขึ้น และมีผลต่อการควบคุมศูนย์อิ่มและศูนย์หิว ทำให้ผู้ป่วยที่รับประทานข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำรู้สึกอิ่มได้นานกว่า เนื่องจากอาหารอยู่ในลำไส้ได้นานขึ้น และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการผลิตออกมาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีการส่งเสริมให้รับประทานมากขึ้น แต่หากคนไทยไม่สนใจที่จะรับประทานเพราะข้าวแข็งจะส่งออกไปขายประเทศแถบตะวันออกกลางที่นิยมรับประทานข้าวแข็ง
                      “ข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่ง ม.มหิดล และ มก.ร่วมกันพัฒนาขึ้นนี้เหมาะแก่การส่งเสริมให้ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ป่วยที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากข้าวสายพันธุ์นี้มีดัชนีน้ำตาลต่ำและมีการตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น ทำให้เมื่อรับประทานข้าวชนิดนี้เข้าไปจะย่อยแล้วได้น้ำตาลออกมาน้อย บวกกับอินซูลินมีการทำงานดีขึ้น อินซูลินก็จะนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้ดีขึ้น นำไปสร้างเป็นพลังงานให้กับร่างกาย ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะน้อย แต่เป็นข้าวที่ย่อยแล้วได้น้ำตาลออกมามากหากอินซูลินจับไม่ได้ น้ำตาลก็จะลอยอยู่ในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงและรู้สึกหิวบ่อย”
                      รศ.ดร.รัชนี กล่าวด้วยว่า ข้าวสายพันธุ์ใหม่และข้าวพื้นเมือง เช่น ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวนิลสวรรค์ และข้าวมะลิแดง ที่มีสีม่วงเข้มเป็นข้าวที่มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น วิตามินอี แอนโทไซยานิน โพลีฟีนอล และประสิทธิภาพต้านอนุมูลอิสระกว่าพันธุ์ข้าวทั่วไป เหมาะแก่การแนะนำให้ผู้รักสุขภาพ คนที่ต้องการลดน้ำหนักและผู้ป่วยเบาหวาน แต่ควรรับประทานที่เป็นข้าวกล้องเพราะหากนำไปขัดขาวจะทำให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่างๆ หายไปจำนวนมาก เหมือนกับทิ้งยาอายุวัฒนะ แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะไตวาย ไม่เหมาะที่จะรับประทานข้าวกล้องเนื่องจากข้าวกล้องมีฟอสฟอรัสและแคลเซียมสูง แต่สามารถรับประทานข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำได้ เพราะแม้นำข้าวไปขัดขาวแล้วก็ยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ
                      “จากการศึกษางานวิจัยจากต่างประเทศ ยังพบว่า พฤติกรรมการกินข้าวด้วยการใช้ตะเกียบ การใช้ช้อนและการใช้มือ มีผลต่อการตอบสนองของระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด โดยการใช้ตะเกียบมีผลต่อการตอบสนองของระดับน้ำตาลในเลือดน้อยที่สุด เนื่องจากการกินด้วยตะเกียบในแต่ละครั้งจะได้ปริมาณข้าวน้อยกว่า และการเคี้ยว และการกลืนข้าว รวมถึง การกินข้าวอย่างรวดเร็วทำให้มีการย่อยน้ำตาลจากแป้งใช้เวลานานกว่าจึงส่งผลให้น้ำตาลกลูโคสในเลือดขึ้นได้ช้า แต่การเคี้ยวที่ใช้ระยะเวลานานจะทำให้การตอบสนองของน้ำตาลกลูโคสขึ้นสูงกว่า”