วธ.นำทูต19ประเทศทัวร์วัฒนธรรมสระแก้ว-กัมพูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151106/216471.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558
วธ.นำทูต19ประเทศทัวร์วัฒนธรรมสระแก้ว-กัมพูชา

วธ.นำทูต 19 ประเทศ ทัวร์วัฒนธรรม สระแก้ว-กัมพูชา ชมแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ปูทางสู่มรดกโลก พร้อมเชื่อมความสัมพันธ์สู่ประชาคมอาเซียน

                      6 พ.ย. 58  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวต้อนรับคณะทูตานุทูต 19 ประเทศ ที่เดินทางเพื่อร่วมกิจกรรมโครงการวัฒนธรรมสัญจรสำหรับคณะทูตานุทูต ระหว่างวันที่ 6 – 8 พ.ย.นี้ ณ จ.สระแก้ว ว่า วธ.ได้ดำเนินโครงการวัฒนธรรมสัญจรสำหรับคณะทูตานุทูต เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แหล่งมรดกวัฒนธรรมและศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงเพื่อนำชมแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมและแหล่งที่มีศักยภาพจะเสนอชื่อขึ้นบัญชีแหล่งมรดกโลกในอนาคตให้เป็นที่รับรู้ในสังคมโลก ซึ่ง วธ.ได้ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องรวม 8 ครั้ง
                      ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่แหล่งมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เมื่อปี 2551และปี 2552 ครั้งที่ 3 ที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงและอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี เมื่อปี 2553 ครั้งที่ 4 เส้นทางวัฒนธรรมปราสาทพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และแหล่งมรดกโลกเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และ จ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2554 ครั้งที่ 5 นครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2555 ครั้งที่ 6 จ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2556 ครั้งที่ 7 ที่ จ.น่าน เมื่อปี 2557 และครั้งที่ 8 ที่ จ.อุดรธานี และนครหลวงเวียงจันทร์ ต้นปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะมีคณะทูตานุทูตเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นทุกปี
                      รมว.วธ. กล่าวอีกว่า โครงการวัฒนธรรมสัญจรสำหรับคณะทูตานุทูตครั้งที่ 9 วธ.นำคณะทูตานุทูตสัญจร ที่ จ.สระแก้ว และ จ.บันเตียเมียนเจย กัมพูชา วันที่ 6 – 8 พฤศจิกายน โดยมีคณะทูตานุทูตเข้าร่วมกิจกรรม 19 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา เบลเยี่ยม กัมพูชา ชิลี เช็ก เฮลเลนิก (กรีซ) อินโดนีเซีย อิสราเอล คูเวต ลาว ลิเบีย โอมาน ปานามา เปรู สเปน ศรีลังกา สวิส ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม ทั้งนี้แหล่งโบราณคดีและแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ที่จัดกิจกรรมสัญจรของ จ.สระแก้ว มีพื้นที่ชายแดนที่ติดต่อกับ จ.บันเตียนเมียนเจย ทำให้มีแหล่งมรดกวัฒนธรรมร่วมสมัยกัน อาทิ ปราสาทบันทายฉมาร์ และปราสาทบันทายทัพ แสดงถึงความสัมพันธ์มาอย่างยาวนานระหว่างสองประเทศ อีกทั้งยังมีปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงเป็นโอกาส อันดีที่จะเผยแพร่แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแก่คณะทูตานุทูต รวมถึงการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ แสดงถึงการบูรณาการความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งจะทำให้เกิดการส่งเสริมความรู้ มรดกทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ระดับภูมิภาคร่วมกัน
                      “การนำคณะทูตานุทูตสัญจร เยี่ยมชมแหล่งมรดกวัฒนธรรมครั้งนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนด้วย และยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ เยี่ยมชมโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ โครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้การดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นศูนย์อนุรักษ์และพัฒนากระบือไทยควบคู่กับการพัฒนาด้านการเกษตรที่เหมาะสมกับประชาชน และเยี่ยมชมแหล่งหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงบ้านหันทราย อ.อรัญประเทศ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้จะทำให้คณะทูตานุทูตที่เข้าร่วมโครงการเล็งเห็นถึงคุณค่าความสำคัญของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม แหล่งศิลปหัตถกรรม วิถีชีวิตและภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การบริหารจัดการแหล่งมรดกวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนด้วย”
                      ด้านนางอัมรา ศรีสุชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและโบราณคดี กรมศิลปากร กล่าวบรรยายสรุปประวัติพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ว่า ในอดีตพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน เป็นพระที่นั่งสำคัญภายในพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งใช้เป็นท้องพระโรง ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ชาติไทย และปัจจุบันกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้บูรณะพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน เพื่อจัดแสดงนิทรรศการเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี 2558 เรื่อง “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” โดยนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ 111 ชิ้น ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย อยุธยา ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ นำมาจัดแสดงเพื่อให้เกิดความทันสมัย และอำนวยความสะดวกในการเข้าชมในผู้เข้าเยี่ยมชม

แชมป์แมคโคร โฮเรก้า ชาลเลนจ์ 2015 เดินตามฝันอยากเป็น’เชฟ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151106/216448.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558
แชมป์แมคโคร โฮเรก้า ชาลเลนจ์ 2015 เดินตามฝันอยากเป็น'เชฟ'
แชมป์แมคโคร โฮเรก้า ชาลเลนจ์ 2015 เดินตามฝันอยากเป็น'เชฟ'

แชมป์แมคโคร โฮเรก้า ชาลเลนจ์ 2015 เดินตามฝันอยากเป็น’เชฟ’ : หทัยรัตน์ ดีประเสริฐรายงาน

 

 

             “ตั้งแต่จำความได้ตองก็รู้ตัวมาตลอดว่าชอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน ชอบชิม ชอบดู สนใจเกี่ยวกับอาหาร รวมไปถึงการทำอาหาร ฝันอยากเป็นเชฟมาตั้งแต่เด็กๆ เวลาว่างจะดูรายการทำอาหารอยู่ตลอด รวมถึงครอบครัวชอบตระเวนหาของอร่อยกิน ร้านใหม่ร้านดัง เดินเล่นในตลาดต่างๆ ที่เป็นแนวพื้นบ้านราคาไม่แพง ทำให้ได้เปิดหูเปิดตาได้เห็นอาหารใหม่ๆ อยู่ตลอด แต่ไม่สะดวกเวลาที่อยากทำอาหารเอง เนื่องจากบ้านเป็นทาวน์เฮ้าส์ มีครัวเล็กๆ พ่อกับแม่ไม่ได้ทำอาหารที่บ้าน จึงแทบไม่มีโอกาสได้ทำอาหารเลย” เพ็ญศิริ ศรัทธาธรรม หรือใบตอง อายุ 24 ปี เจ้าของรางวัลชนะเลิศ แมคโคร โฮเรก้า ชาลเลนจ์ 2015 เดอะ โปรเฟสชันแนล เชฟ แบทเทิล จากผลงาน ไทยโกะยากิ และกะเพราไก่-ไข่ซูเฟล่
             ตองสมัครเข้าแข่งขันรายการ แมคโคร โฮเรก้า ชาลเลนจ์ 2015 เดอะ โปรเฟสชันแนล เชฟ แบทเทิล ในนามของตัวเอง หัวข้อที่ลงสมัครคือ พัฒนาอาหารสตรีท ฟู้ดของไทยอย่างสร้างสรรค์ โดยโจทย์กำหนดอาหารสตรีท ฟู้ดของไทยมา 10 เมนู ให้เลือกทำ 2 เมนู โดยให้คงรสชาติและส่วนประกอบดั้งเดิมของเมนูนั้นๆ ไว้ แต่ให้พัฒนาให้แปลกใหม่สร้างสรรค์ เหมาะกับอาหารสตรีท ฟู้ด
             เธอเลือก ผัดไทย กับ ผัดกะเพรา โดยเริ่มจากการตีโจทย์แล้ววางคอนเซ็ปต์ของเมนูขึ้นมา เป็นอาหารที่อร่อย เร็ว สะดวก ราคาไม่แพง และต้องคงความเป็นไทย ได้ออกมาเป็น 1.ไทยโกะยากิ พัฒนาเมนูผัดไทยสูตรดั้งเดิมให้มีความแปลกใหม่ ด้วยการใช้วิธีการขึ้นรูปด้วยเตาทาโกะยากิ ทำให้ได้เป็นผัดไทยที่มีรูปแบบใหม่พอดีคำ ข้างในสอดไส้กุ้งและผัดไทย หุ้มด้วยไข่ เพิ่มความเข้มข้นด้วยซอสผัดไทย โรยด้วยกุยช่ายซอย ถั่วลิสงบด กุ้งแห้งป่น และเต้าหู้ทอด เสิร์ฟในกระทงใบตองรองด้วยเข่งไม้เพิ่มความแข็งแรง รับประทานง่ายแค่ใช้ไม้จิ้ม มีขนาดพอคำ แต่ได้รสชาติผัดไทยเต็มๆ
             เมนูที่ 2 กะเพราไก่-ไข่ซูเฟล่ พัฒนาเมนูกะเพราธรรมดาให้น่าสนใจมากขึ้น โดยทำข้าวกะเพราไก่เป็นไส้อยู่ข้างในไข่ดาวซึ่งตีให้ฟูเป็นซูเฟล่ แล้วนำไปอบ เพื่อความแปลกใหม่ ด้านเนื้อสัมผัสของไข่ที่มีความกรอบนอก นุ่มฟูภายใน เสิร์ฟคู่กับซอสกะเพราน้ำปลาพริกเพื่อเพิ่มความเข้มข้นจัดจ้าน เสิร์ฟบนจานไข่กระทะและเขียงไม้ และทำอาหารตัวอย่างขึ้นมาเพื่อส่งเข้าประกวด จนได้เข้ารอบ 12 คนสุดท้ายเพื่อไปแข่งที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี และ 2 เมนูของเธอก็ได้รางวัลชนะเลิศ ตอง จบชั้นม.6 จากโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี และปริญญาตรีคณะอุตสาหกรรมเกษตร ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบแล้วไปทำงานด้านการตลาด 1 ปี แต่ไม่ล้มเลิกที่จะเดินตามความฝัน พอรู้ว่าไม่ใช่ทาง จึงลาออกและไปเรียนต่อหลักสูตรการประกอบอาหารไทย-ตะวันตก ระยะสั้น 4 เดือน(HAP) ที่วิทยาลัยดุสิตธานี โดยใช้เงินเก็บก้อนแรกในชีวิตของตัวเอง เรียนทฤษฎีและพื้นฐานในครัวที่วิทยาลัย 2 เดือน ฝึกงานที่โรงแรมอีก 2 เดือน
             ระหว่างนั้นได้อ่านเจอบทสัมภาษของ เชฟวิลเมนต์ เหลียง ผู้ก่อตั้ง ไทยแลนด์ คูลินารี อคาเดมี ที่ผลักดันเชฟไทย เยาวชนไทยไปแข่งขันทำอาหารในต่างประเทศ โดยใช้เงินส่วนตัวทั้งหมด จนได้รับรางวัลสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมากมาย และจากการติดตามเฟซบุ๊กของเชฟ ได้เห็นประกาศรับสมัครเยาวชนไทยไปเข้าค่ายทำอาหาร Thailand Young Chef Camp(TYCC) ของเชฟวิลเมนต์ จึงสมัครเข้าค่าย ถือเป็นจุดเริ่มต้นได้เรียนรู้ทัศนคติในการใช้ชีวิต ได้มาฝึกงานที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ที่ห้องอาหารรอสซินี เป็นร้านอาหารอิตาเลียน เชฟที่ร้านเป็นเชฟที่เก่งและมีฝีมือมากทุกๆ คน หัวหน้าเชฟลูก้า เคยชนะเชฟกระทะเหล็กประเทศไทย สอนให้ฝึกทำทุกๆ อย่าง
             และที่ค่ายนี้เอง ทำให้ตองได้มีโอกาสลงแข่งทำอาหารของ แมคโคร โฮเรก้า ชาลเลนจ์ 2015 เดอะ โปรเฟสชันแนล เชฟ แบทเทิล จากการชักชวนของพี่ที่ค่ายทีวายซีซี ซึ่ง ตองเตรียมตัวซ้อมเต็มที่ ซ้อมทุกวัน ตั้งใจหาวัตถุดิบที่ใช้ให้ดีที่สุดโดยใช้ของบ้านเกิด จ.เพชรบุรี ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลโตนดแท้จากบ้านลาด พริกกะเหรี่ยงจากห้วยท่าช้าง หนองหญ้าปล้อง กะเพราแดงริมรั้วข้างบ้าน ถั่วงอกปลูกแบบพื้นบ้านดั้งเดิมของร้านเพ็ญพริกเผ็ด เป็นต้น ได้รับการช่วยเหลือจากครอบครัว พี่ป้าน้าอา ชาวตลาด จ.เพชรบุรี มากมาย “วันแข่ง บอกตัวเองให้มีสติ มีสมาธิ คิดว่าแข่งกับตัวเอง ตั้งใจทำให้เสร็จทันในเวลา ส่งครบทุกเมนู ติด 1 ใน 3 คนสุดท้าย และได้รางวัลชนะเลิศ แต่ที่เหนือกว่ารางวัลทั้งหมดคือการยอมรับจากทุกๆ คนรอบตัว โดยเฉพาะพ่อกับแม่ ที่ยอมรับในตัวตองอย่างแท้จริง ภูมิใจที่อย่างน้อยๆ ก็ได้ทำให้ฝันของตัวเองเป็นจริงขึ้นมาได้”
             สำหรับแผนอนาคตที่วางไว้ คิดว่าจะไปเรียนต่ออีกที่ OHAP โรงเรียนวิชาการโรงแรมแห่งโรงแรมโอเรียนเต็ล ระหว่างนี้ทำงานพาร์ทไทม์ ทำฟรีแลนซ์ และก็มีไปช่วยงานเชฟตามอีเวนท์ต่างๆ บ้าง หลังจากเรียนจบเริ่มทำงานในโรงแรมก่อน จนมีความรู้และทักษะเพียงพอ ตองอยากเป็นอาจารย์เชฟ วิทยากร หรือมีรายการทำอาหารของตัวเอง เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนที่มีความฝันเหมือนกันต่อๆ ไป
             “อยากเห็นคนลุกขึ้นมาทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง ต่อให้มีอุปสรรคมากมาย แต่ถ้าเรารักมันจริงๆ ตั้งใจจริงๆ สักวันฝันก็จะกลายเป็นจริงได้ มันอยู่ที่ว่าเรากล้าที่จะเริ่มต้นแล้วหรือยัง” แชมป์แมคโคร โฮเรก้า ชาลเลนจ์ 2015 กล่าว
             ด้าน ร.ท.ชัชชัย ศรัทธาธรรม ข้าราชการบำนาญ และ ธีรารัตน์ ศรัทธาธรรม พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ยอมรับว่า ด้วยความเป็นทหาร อยากเห็นลูกสาวทำราชการและอยู่ใกล้ๆ ได้ดูแลใกล้ชิด เห็นการเจริญเติบโตแบบไทยๆ เดิมๆ เรียบง่าย แม่เองก็อยากแค่ให้ลูกประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานที่ดี ไม่ต้องลำบากไม่ต้องเดินทางไกล ห่วงความปลอดภัยและสุขภาพ และสุดท้ายก็แค่ให้ได้เจอคู่ชีวิตที่ดีๆ ดูแลลูกเราได้ดีก็พอ
             “จริงๆ พ่อแม่ทำใจไม่ได้ไม่เปิดใจให้ลูกเลือกเรียนทางนี้ เพราะไม่คุ้นเคยและบอกตามตรงคิดไปเองว่าเรียนวิทย์มาจะมาต่อเชฟแล้วไง …เราไม่เข้าใจค่ะ การเจริญก้าวหน้ามันจะไปได้แค่ไหน กิจการร้านค้าเราก็ไม่มีจะไปเป็นเชฟในก้นครัว สาวน้อยอย่างลูกจะไหวเหรอ คิดกันไป ตอนนี้พ่อแม่ยอมรับแล้วว่ามันคงเป็นทางของลูกจริงๆ จึงอยากให้ข้อคิดกับพ่อแม่รุ่นใหม่นะคะว่าเด็กเจนนี้ สมัยนี้เขามีข้อมูลมากมายให้เรียนรู้ได้มากกว่ารุ่นเราๆ มากจริงๆ ถ้าดูว่าลูกชัดเจนทางไหน ต้องผลักดันไปเขาจะทำได้อย่างดีและมีความสุข เราพ่อแม่ก็แค่เฝ้าดูและสนับสนุนให้ทำตามฝันค่ะ” ธีรารัตน์กล่าวทิ้งท้าย

 

 

เปิด ก.ม.ควบคุมน้ำเมา จัดระเบียบ ‘ลานเบียร์’ กับผลกระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151106/216435.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558
เปิด ก.ม.ควบคุมน้ำเมา จัดระเบียบ 'ลานเบียร์' กับผลกระทบ

เปิด ก.ม.ควบคุมน้ำเมา จัดระเบียบ ‘ลานเบียร์’ กับผลกระทบ

                      กลายเป็นปมร้อนเรื่องการจัด “ลานเบียร์” ขยายเพิ่มมาจากปัญหาเหล่าดาราคนดังโพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เพราะสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศเพิ่มความเข้มงวดการจัดกิจกรรมลานเบียร์ โดยเฉพาะการตีความกฎหมายที่ระบุว่าการส่งเสริมการตลาดเพื่อเพิ่มยอดการขายของลานเบียร์ก็เข้าข่ายผิดด้วย เช่นเดียวกับดาราคนดังที่โพสต์น้ำเมาลงอินสตาแกรมหรือเฟซบุ๊ก จนเป็นที่มาของวิวาทะผ่านโลกออนไลน์และทำให้เหล่าชาวเน็ตเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก มีทั้งฝ่ายสนับสนุนให้จัดระเบียบและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
                      หากพิจารณารายละเอียดมาตราสำคัญ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนี้ มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลดังต่อไปนี้ (1) บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ (2) บุคคลที่มีอาการมึนเมาจนครองสติไม่ได้ และมาตรา 30 ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยวิธีการหรือในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) ใช้เครื่องขายอัตโนมัติ (2) การเร่ขาย (3) การลดราคาเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขาย (4) ให้หรือเสนอให้สิทธิในการเข้าชมการแข่งขัน การแสดง การให้บริการการชิงโชค การชิงรางวัล หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทนแก่ผู้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแก่ผู้นำหีบห่อ หรือสลากหรือสิ่งอื่นใดเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาแลกเปลี่ยนหรือแลกซื้อ
                      (5) โดยแจก แถม ให้ หรือแลกเปลี่ยนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือกับสินค้าอื่น หรือการให้บริการอย่างอื่นแล้วแต่กรณี หรือแจกจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะเป็นตัวอย่างของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเป็นการจูงใจสาธารณชนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขการขายในลักษณะที่เป็นการบังคับซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยทางตรงหรือทางอ้อม (6) โดยวิธีหรือลักษณะอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ
                      ส่วนมาตรา 32 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ หรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
                      ขณะที่ นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชี้แจงถึงลักษณะกิจกรรมของลานเบียร์ที่มีรูปแบบส่งเสริมการตลาดว่า ลานเบียร์มีการเชิญดาราคนดังมาจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย มีสื่อแสดงภาพลักษณ์เบียร์ หรือการจัดตบแต่งสถานที่การให้โทนสีในลานเบียร์ทำให้เป็นการเชิญชวน และสาวเชียร์เบียร์ที่เป็นสื่อบุคคลด้วย มีกิจกรรมเล่นกับลูกค้ามีลดแลกแจกแถม
                      นพ.สมาน ยืนยันว่า ไม่ได้ห้ามเปิดลานเบียร์ หากปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายก็เปิดได้ตามปกติ ซึ่งเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 2 กรณี โดย 1.การขายต้องได้รับอนุญาตจากกรมสรรพสามิตในการจำหน่ายสุรา มีการเปิดจำหน่ายถูกต้องตามเวลา และ 2.ต้องไม่เข้าข่ายการโฆษณา ซึ่งการสื่อสารการตลาดถือว่าเป็นการโฆษณาตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ชัดเจน ส่วนความเห็นทางกฎหมายมองต่างกันได้ เราทำหน้าที่รวบรวมหลักฐานถ้าเห็นว่าไม่ผิดก็สามารถต่อสู้ทางคดีได้
                      ขณะที่ในโลกโซเชียล “ต๊อด” ปิติ ภิรมย์ภักดี ผู้บริหารบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นต้นตอที่ออกมาวิพากษ์ตำหนิกรณีเหล่าดาราโพสต์น้ำเมา แต่ “ต๊อด” ก็เป็นบุคคลที่ออกมาคัดค้านการเข้มงวดเอาผิดกับลานเบียร์ โดยได้โพสต์เฟซบุ๊กถามถึงผลกระทบกับนักดนตรีรวมถึงสาวเชียร์เบียร์ที่ต้องขาดรายได้จากกิจกรรมลานเบียร์ ทั้งที่ดำเนินการเปิดขายตามเวลาและไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีตามที่กฎหมายกำหนด
                      เช่นเดียวกับ “ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การเปิดลานเบียร์ต้องได้ใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย หากมองว่าผิด ในส่วนของร้านค้า ร้านอาหารก็ต้องผิดหมด ส่วนกิจกรรมในลานเบียร์ก็เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ไม่มีการลด แลก แจก แถม กรณีเด็กเชียร์เบียร์มีโลโก้เครื่องดื่มก็ไม่ถือว่าผิด เพราะไม่มีคำเชิญชวนหรืออ้างสรรพคุณ แค่แสดงสัญลักษณ์ให้ทราบว่าเป็นพนักงานของบริษัทเท่านั้น
                      เขายังตั้งคำถามถึงผลกระทบด้วยว่า ตามกฎหมายต้องการให้ไล่พนักงานเชียร์เบียร์ออกอย่างนั้นหรือ ส่วนดนตรีที่เล่นก็เหมือนกับการเล่นในผับ ไม่มีผลให้คนอยากดื่มเบียร์เพิ่มขึ้น
                      “คิดว่าเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้ใช้กฎหมายทั้งสิ้น” !
                      ดังนั้น ปมการตีความกฎหมายถือว่ายังไม่จบสิ้น ทางออกก็ควรที่หน่วยงานรัฐซึ่งกำกับกฎหมายและภาคเอกชนต้องคุยกันอย่างจริงจัง และหาแนวทางสายกลางที่เหมาะสม ซึ่งไม่ผิดทั้งกฎหมายและไม่สร้างผลกระทบต่อคนในอาชีพที่เกี่ยวข้อง

ปริญญาบัตร ม.อัลอัซฮัร58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151105/216421.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2558
ปริญญาบัตร ม.อัลอัซฮัร58
ปริญญาบัตร ม.อัลอัซฮัร58
ปริญญาบัตร ม.อัลอัซฮัร58
ปริญญาบัตร ม.อัลอัซฮัร58
ปริญญาบัตร ม.อัลอัซฮัร58
ปริญญาบัตร ม.อัลอัซฮัร58

เปิดโลกการศึกษามุสลิม : ปริญญาบัตร ม.อัลอัซฮัร58

 

         การทำงานของคณะกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์ในปีนี้ ปิดท้ายด้วยการจัดงานรับปริญญาให้แก่นักศึกษา ม.อัลอัซฮัร ซึ่งสำเร็จการศึกษาในทุกปี สำหรับปี 2558 มีพี่ใหญ่อย่างสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงที่คอยให้การสนับสนุนและดูแลเคียงคู่กับสมาคมด้วยดีตลอดทั้งปี ความใกล้ชิด ความเข้าใจ จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมอัลอัซฮัร เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2558
         การจัดงานเต็มไปด้วยความนิ่ง สงบ เงียบ ปราศจากเสียงหัวเราะ มีแต่ความปลาบปลื้มและตื้นตันใจของน้องๆ นักศึกษาที่เข้าร่วมแสดงความดีใจในงานวันนี้ ปีนี้นอกเหนือจากน้องๆ นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาและเข้าร่วมรับปริญญา 67 คนแล้ว ยังมีน้องๆ นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีอีก 22 คน ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะปีนี้มีหนึ่งคณะทันตแพทย์ที่แปลกตาไปจากนักศึกษาอื่น และยังสร้างความโดดเด่นให้เธอยิ่งนัก เมื่อเธอสามารถจบการศึกษาและยังคว้าเกียรตินิยมระดับยอดเยี่ยมในสาขาวิทยาศาสตร์อีกด้วย
         เมื่อเสร็จสิ้นการมอบประกาศนียบัตร น้องๆ นักศึกษาต่างร่วมกันถ่ายรูปกับรุ่นน้องอย่างมีความสุข สมการรอคอยและการลุ้นอยู่ตลอดเริ่มตั้งแต่เริ่มต้นของการศึกษา เพราะเราต่างรู้ดีว่า การจะมาใช้ชีวิตในประเทศอียิปต์ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งการเป็นนักศึกษาอัลอัซฮัรยิ่งยากกว่า แต่วันนี้ทุกคนสามารถพิชิตมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นประเทศที่มีนักศึกษามุสลิมจากทั่วโลกเดินทางมาศึกษายังประเทศแห่งนี้
         “พีรศักย จันทวรินทร์” เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร กล่าวว่า ขอให้บัณฑิตใหม่ประสบความสำเร็จในชีวิต และนำหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นหัวใจของคำสอนในมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ไปเผยแพร่และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นแบบอย่างของมุสลิมที่ดี ที่ตั้งอยู่บนหลักของความสันติสุขและความเคารพต่อศาสนิกชนต่างๆ
         ดร.มะห์ยุดดีน อัลอาฟีฟี เลขาธิการใหญ่สำนักงานด้านวิจัยอิสลามแห่งอียิปต์ กล่าวว่า ขอความสันติสุขจงมีแด่ลูกๆ ที่สำเร็จการศึกษาทุกคน มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรไม่เคยที่จะสนับสนุนให้หยุดการศึกษา และการสำเร็จการศึกษาในวันนี้เป็นแค่หนึ่งด่านที่จะนำไปสู่ความสำเร็จเท่านั้นเอง เรายังต้องเดินทางแห่งชีวิตเพื่อการศึกษาตลอดไป ขอให้ลูกๆ จงศึกษาต่อไปเพื่อเพิ่มพูนความรู้อยู่สม่ำเสมอ และสิ่งนี้คือหน้าที่ของมุสลิมเราทุกคน และการทำหน้าที่ของมุสลิมที่ดี
         โดยเฉพาะอัลอัซฮัรมีความตระหนักอยู่เสมอว่า ขอให้ลูกๆ ทุกคนเผยแพร่ศาสนาให้อยู่ในหลักการของอิสลามที่ถูกต้อง เที่ยงธรรมและไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงไม่ว่าด้วยประการใดทั้งปวง ขอขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงไคโร ที่ทำหน้าที่ดูแลนักศึกษาไทยและให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีในทุกด้าน โดยเฉพาะรัฐบาลไทยที่ให้ความอิสระ ให้ความรักและดูแลมุสลิมในประเทศไทยด้วยความเสมอภาคและยังสนับสนุนให้มีการศึกษาด้านศาสนา ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย
         แม้เราจะเป็นประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิมเต็มตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้าน แต่ด้วยความสามัคคีของนักศึกษามุสลิมและข้าราชการที่เข้าใจนักศึกษามุสลิม ทำให้เรากลายเป็นหนึ่งประเทศที่ยืนอยู่ในประเทศอียิปต์ได้อย่างไม่อายใคร และยังเป็นตัวเด่น เป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศที่เป็นมุสลิมแท้ๆ ในหลายโครงการของปีที่ผ่านมา วันนี้จึงเป็นวันดี วันแห่งเกียรติยศของนักศึกษามุสลิมไทยในประเทศอียิปต์

 

มหัศจรรย์แสงเปลี่ยนแปลงโลกหนังวิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151105/216391.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2558
มหัศจรรย์แสงเปลี่ยนแปลงโลกหนังวิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้

มหัศจรรย์แห่งแสงเปลี่ยนแปลงโลก ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ครั้งที่11 : ส่วนประชาสัมพันธ์สสวท.รายงาน

          ปีนี้เทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน–20 ธันวาคม 2558 ในหัวข้อ “ปีสากลแห่งแสง” (International Year of Light 2015) ณ ศูนย์จัดฉายภาพยนตร์ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ พร้อมทั้งหน่วยงานร่วมจัดต่างๆ มีภาพยนตร์เข้าฉายในเทศกาลจำนวน 23 เรื่อง จาก 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เยอรมนี เบลเยียม เดนมาร์ก นอร์เวย์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้

จากห้องมืดสู่ดิจิทัล : สารคดีเล่าเรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ฟิล์มในงานถ่ายภาพมาเป็นกล้องดิจิทัลที่มีผลต่อช่างภาพและการทำงานของพวกเขา ฮาร์วีย์ หวัง ช่างภาพที่รักการถ่ายภาพตั้งแต่วัยรุ่น กำลังอยู่ในช่วงกลางของวัยทำงาน เมื่อเครื่องมือหรือกล้องของเขาถูกทำให้กลายเป็นของล้าสมัยในยุคที่กล้องเปลี่ยนเป็นดิจิทัล หวังจึงได้สัมภาษณ์ช่างภาพกว่า 20 คน เกี่ยวกับความรู้สึก แรงบันดาลใจ เสน่ห์ และวิธีการของกล้องแบบใช้ฟิล์ม เมื่อต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงของอุปกรณ์คู่ขายของเขาในรูปแบบดิจิทัล

รายการ รู้ยัง? ตอน สายรุ้งเกิดขึ้นได้อย่างไร : ฮาวอี้ เด็ก 5 ขวบ ช่างอยากรู้อยากเห็น และลิงน้อยบาบู ไปพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พบเดวิด ฟิลลิป นักสภาพภูมิอากาศที่สถาบันสิ่งแวดล้อมแคนาดา ซึ่งแสดงวิธีการสร้างสีบนสายรุ้งด้วยปริซึม และแสดงความสัมพันธ์ของหยาดฝนกับแสงแดดจนกลายเป็นสายรุ้งกระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่นทำให้ฮาวอี้และบาบู และผู้ชมก่อนวัยเรียนได้สำรวจ ทดลองและหัวเราะกับการผจญภัยพร้อมกับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และสิ่งต่างๆ รอบตัว

สัมพัทธภาพแห่งแสง  : ที่ผ่านมา แสงได้รับการเปรียบเทียบให้เป็น “ผู้ให้ชีวิต” แต่คนช่างสงสัยคนหนึ่งพยายามที่จะดึงแสงจากสถานะศักดิ์สิทธิ์เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงในแง่มุมของธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์ ในสารคดีเรื่องนี้เราจะออกเดินทางตามแสง และบอกเล่าเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ผู้ค่อยๆ เผยความลับของแสงผ่านตัวอย่างและทฤษฎีเกี่ยวกับแสง และทำให้เราเข้าใกล้คำตอบเกี่ยวกับพื้นฐานแสงในจักรวาล

รายการ ฮอร์กอาย ตอน วิทยาศาสตร์แห่งแสง : พิธีกร คูยาคิม จะเปิดเผยความจริงอันน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับการสะท้อนและการหักเหของแสง และแสงทำให้โลกหมุนได้อย่างไร การผลิตแบตเตอรี่เพื่อสร้างหลอดไฟแอลอีดี โดยทดลองใช้รากพืชและผลไม้ อาทิ มันฝรั่งและมะนาว และยังพาไปชมเคล็ดลับการสร้างบรรยากาศงานปาร์ตี้ให้มีสไตล์ นอกเหนือจากหลอดไฟนีออน นั่นคือแสงเลเซอร์ที่ใช้ในวงการเกมและวงการแพทย์

รายการ เมาส์ ตอน สลักแก้วด้วยแสง : มหาวิหารกรุงโคโลญจน์ (Cologne Cathedral) กลายเป็นแก้วสลักได้อย่างไร โยฮันเนสประทับใจกับชิ้นงานแก้วแกะสลักมหาวิหารกรุงโคโลญจน์ที่เราสามารถซื้อเป็นของที่ระลึกได้ เขาจึงมีความคิดจะจับเจ้าเมาส์เข้าไปอยู่ในแก้วสลักแบบนี้ แต่จะทำอย่างไร โยฮันเนสพบคำตอบที่บริษัทแกะสลักแก้วและแสดงขั้นตอนการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ เพื่อนำเจ้าเมาส์ปรากฏในแก้วแกะสลัก

เปิดให้ชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา 18 แห่งทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี ขอนแก่น ตรัง นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา ยะลา ร้อยเอ็ด ลำปาง สมุทรสาคร สระแก้ว อุบลราชธานี นครพนม พิษณุโลก และนราธิวาส พร้อมทั้งศูนย์จัดฉายแห่งอื่นๆ เช่น นานมีบุ๊ค เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. จามจุรีสแควร์ อุทยานการเรียนรู้ ทีเค พาร์ค ฯลฯ

เหยื่อ!…อาหารเสริมเพิ่มสูง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151105/216379.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2558
เหยื่อ!...อาหารเสริมเพิ่มสูง?

เหยื่อ!…อาหารเสริมเพิ่มสูง? : โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                      “จะดีไหม..ถ้าสูงได้อีก 5-6 cm.”
                      “มหัศจรรย์?!?..แห่งการเพิ่มความสูง”
                      “อาหารเสริมขั้นเทพ!!.เปลี่ยนคุณคนเดิมไปตลอดกาล…”
                      “ยืดได้…เท่ได้…อย่างไม่อายใคร…ใช้ผลิตภัณฑ์….”
                      ข้อความโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณ “อาหารเสริมเพิ่มความสูง” หลากหลายยี่ห้อถูกโพสต์กระจายขายตรงทั่วอินเทอร์เน็ต อ้างว่านำเข้าจากอเมริกาหรือญี่ปุ่น บริการส่งฟรี ลดแลกแจกแถม…ซื้อ 3 กระปุก แถม 1 กระปุก…
                      อาหารเม็ดเหล่านี้เพิ่มสูงได้จริงหรือไม่?
                      คม ชัด ลึก ได้รับการร้องเรียนว่าในโลกออนไลน์มีการโฆษณาขายสินค้าอาหารเสริมเพิ่มความสูง ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน แถมราคาขายค่อนข้างสูง ตั้งแต่ 800-2,000 บาท บางรายอ้างว่าได้รับการรับรองจาก “อย.” หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วย
                      “นพ.สมศักดิ์ ลีเชวงวงศ์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและต่อมไร้ท่อให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาวงการแพทย์ยังไม่มีข้อมูลอาหารเสริมตัวใด สามารถทำให้ผู้ใหญ่ที่หยุดวัยเจริญเติบโตแล้วสูงขึ้นได้อีก โดยทั่วไปแล้วความสูงในผู้หญิงจะเริ่มชะลอเมื่ออายุประมาณ 14 ปี ส่วนผู้ชาย 16 ปี หรือบวกลบไม่เกิน 1-2 ปี ความสูงของร่างกายคนมี 2 ส่วนประกอบด้วยกันคือ ลำตัวท่อนบนจะเริ่มสร้างจนถึงอายุ 10 ปี ส่วนท่อนขาจะเริ่มยืดอย่างรวดเร็วที่อายุ 7-14 ปี เมื่อพ้นช่วงอายุดังกล่าวไปแล้วความสูงแทบจะไม่เพิ่มขึ้นซึ่งการกินอาหารเสริมในผู้ใหญ่จึงไม่มีทางเป็นไปได้
                      ด้าน “รศ.นพ.วิชาญ ยิ่งศักดิ์มงคล” รองหัวหน้าภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า ความสูงมีความสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์และอาหาร โดยเฉพาะแคลเซียมถือเป็นอาหารหลักของกระดูก แต่เมื่อเทียบกับกรรมพันธุ์จะส่งผลต่อความสูงได้มากกว่า แม้กรรมพันธุ์มีส่วนสำคัญ แต่กระดูกก็เหมือนธนาคาร การสะสมแคลเซียมจำเป็นต้องทำตั้งแต่วัยเด็ก
                      “หากสะสมมากๆ และออกกำลังกาย รวมทั้งนอนหลับอย่างเพียงพอ ช่วยเพิ่มความสูงได้ ปัจจุบันแพทย์จะรับรักษาเด็กที่มีโกรทฮอร์โมนจากสมองที่ผิดปกติเท่านั้น ด้วยการฉีดโกรทฮอร์โมนเข้าไปกระตุ้นแต่การรักษาด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและตระหนักถึงผลข้างเคียงที่ไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ เนื้องอก จึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น” แพทย์ข้างต้นกล่าวอธิบาย
                      “ชลัท อุยถาวรยิ่ง” หัวหน้างานกิจกรรมนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี เล่าว่า ในอินเทอร์เน็ตมีการโฆษณาอาหารเสริมเพิ่มสูงจำนวนมาก ซึ่งหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าแอบอ้างคุณสมบัติเกินจริง
                      “สมัยนี้มันหลอกกันง่ายก่อนจะซื้ออะไรกิน อยากให้เด็กและเยาวชนต้องคิดให้ดี ตรวจสอบก่อนว่าเชื่อถือได้แค่ไหนอย่าได้ไปสนใจเรื่องอาหารเสริม ความสวยงาม เพิ่มความสูงควรตั้งใจเรียนอย่าสร้างภาระให้พ่อแม่”
                      “รติญา ลิขิตอำนวย” นักวิชาการด้านสุขภาพโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ยอมรับว่า ประชาชนหลงเชื่อคำโฆษณาในโซเชียลมีเดีย โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบถึงความเป็นไปได้
                      “ถ้าเขียนว่า กินแล้วเห็นผลทันที ภายใน 3 วัน 7 วัน ไม่มีผลข้างเคียง 100% แบบนี้ให้ฉุกคิดก่อนเลยว่าต้องมีสารบางตัวที่ไม่ปลอดภัยแน่นอนควรตรวจสอบข้อมูลประกอบโดยเฉพาะด้วย ทั้งเลขทะเบียนเลข อย. และแหล่งข้อมูลอ้างอิงต่างๆ ประกอบจนแน่ใจว่าปลอดภัยจริงๆ จึงจะเชื่อในผลิตภัณฑ์นั้นๆ” รติญา กล่าวเตือน
                      ขณะที่ “จตุพร พิจิตรศิริ” บอกว่า หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เคยมีความคิดที่จะซื้ออาหารเสริมเพิ่มความสูงมากินตามคำโฆษณาแต่ติดตรงที่ราคาค่อนข้างแพง และไม่แน่ใจว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ จึงเลิกล้มความคิดไป เพราะไม่เชื่อมั่น ไม่รู้กินแล้วจะสูงขึ้นจริงไหม จะต้องกินต่อเนื่องกี่กระปุก กี่เดือน กี่ปีถึงจะเห็นผล
                      “สุรีย์ เหลือพิพัฒน์ศร” ประชาชนใน จ.นนทบุรี บอกว่า ไม่เชื่อตามคำโฆษณาว่ากินแล้วจะสูงขึ้น เพราะความสูงต่ำ ดำขาว ของคนเราอยู่ที่สรีระและพันธุกรรม ถ้ากินในวัยเด็กก็อาจเป็นไปได้ เพราะเด็กอยู่ในวัยเติบโต
                      “จากประสบการณ์เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ทำให้รู้ว่าเด็กหญิงจะหยุดโตหยุดสูง เมื่อมีประจำเดือน แต่เด็กผู้ชายจะสูงขึ้นและโตเต็มที่อายุ 20-22 ปี จากนั้นจะไม่สูงแล้ว เพราะเคยให้ลูกชายกินนมและกินอาหารเสริม ตอนเขาอายุ 20 ก็ไม่สูงขึ้นตามคำโฆษณา ซึ่งเจ้าตัวก็บอกเองว่า มันคงไม่สูงไปกว่านี้แล้ว” สุรีย์ กล่าว
                      ทั้งนี้ กลุ่มเครือข่ายผู้ดูแลผู้บริโภคอธิบายเพิ่มเติมถึงกฎหมายเอาผิดผู้ขายอาหารเสริมที่หลอกลวงในสื่อออนไลน์และวิธีการสังเกตตัวเลขอนุญาตจาก อย.ดังนี้
                      “พชร แก้วกล้า” เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน องค์กรผู้บริโภคและพัฒนานโยบาย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค อธิบายว่า การโฆษณาสรรพคุณอาหารไม่สามารถทำได้จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 40 “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร อันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร
                      “การโฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ต หรือสื่ออะไรก็แล้วแต่ เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณและความรอบคอบในการตรวจสอบ เลือกซื้อ อย่าได้หลงเชื่อคำกล่าวอ้างสรรพคุณใดๆ ไม่มีอาหารเสริมตัวใดที่กินแล้วสวย กินแล้วผอม กินแล้วเพิ่มความสูงได้จริง เพราะอาหารกินเพื่อประทังชีวิตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสรีระร่างกายให้เป็นอย่างอื่นไปได้” พชร กล่าวต่อว่า
                      การซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันเป็นความเสี่ยงค่อนข้างรุนแรง ผู้บริโภคต้องเข้มแข็ง ระมัดระวัง หาข้อมูลรอบด้านชัดเจนว่า ผลิตภัณฑ์นั้นๆ มีเลขอนุญาต อย.ถูกต้องหรือไม่ และได้รับอนุญาตให้โฆษณาจริงหรือไม่ เพราะคำว่า “ผ่าน อย.” หรือ “มี อย.รับรอง” นั้น หมายความว่า มีการจดทะเบียนในสารบบอาหารเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ให้โฆษณาได้ซึ่งกรณีของอาหารให้ดูอักษรขึ้นต้นด้วย ฆอ. ส่วนกรณียาจะขึ้นต้นด้วย ฆท.
                      “นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข” เลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยอมรับว่า มีการโฆษณาอาหารเสริมเพิ่มความสูงเกินจริงทางอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมข้อมูลส่งให้ทีมสืบสวนหาต้นตอว่ามาจากที่ใดบ้าง ที่ผ่านมามีการสืบสวนดำเนินคดีไปแล้วกว่า 100 ราย ขอยืนยันต่อผู้บริโภคว่า ไม่มีอาหารเสริมใดที่กินแล้วเพิ่มความสูงได้ นอกจากยาชื่อว่า “โกรทฮอร์โมน” ที่ใช้ในการควบคุมดูแลของแพทย์เท่านั้น
                      “เรื่องนี้ อย.ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการตรวจสอบรวบรวมข้อมูลส่งมอบให้คณะทำงานกระทรวงไอซีที ซึ่งมีอำนาจในการสืบสวนจับกุมดำเนินการอย่างต่อเนื่อง“ เลขาธิการ อย.กล่าวยืนยันทิ้งท้าย
                      ผู้บริโภคที่รักสวยรักงามกลายเป็นเหยื่ออย่างง่ายดาย เพราะเชื่อว่าสินค้าอะไรก็ตามที่มีตรา “อย.” ติดอยู่ แสดงว่าเป็นสินค้าที่ถูกต้อง จากวันนี้ต้องช่วยกันตรวจสอบว่าเป็น “หมายเลข อย.” ที่ถูกต้องจริงหรือไม่ รวมถึงผู้ที่พบเห็นสินค้าโฆษณาเกินจริง สามารถแจ้งได้ที่ “สายด่วน อย.1556”
———————
(เหยื่อ!…อาหารเสริมเพิ่มสูง? : โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ)

‘หมอประกิต’ ย้ำสสส.ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151104/216385.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2558
'หมอประกิต' ย้ำสสส.ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

‘หมอประกิต’ส่งจม.ฉบับ 2 ยันไม่ ‘ชงเองกินเอง’ ย้ำ สสส.ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

          เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 ศาสตราจารย์นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ชี้แจงจดหมายเปิดผนึก กล่าวถึงประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัย การบริหารงานของ สสส. ไม่โปร่งใส มีการใช้งบประมาณผิดวัตถุประสงค์

นายแพทย์ประกิต กล่าวว่า สสส.ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้งบประมาณของ สสส. รั่วไหล มีการกำหนดรูปแบบการบริหารกองทุนโดยคณะกรรมการ ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ 9 คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และผู้แทนระดับสูงจาก 9 กระทรวง และการพิจารณาโครงการให้ผู้ทรงคุณวุฒิอีกคณะหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เสนอโครงการเป็นผู้พิจารณาเพื่อป้องกันการ “ชงเองกินเอง” มีตัวอย่างที่ฝ่ายการเมืองเสนอโครงการขอให้ สสส. สนับสนุนงบประมาณจำนวนมากแต่เขียนรายละเอียดเพียง 3หน้า ฝ่ายบริหารขอให้ทำรายละเอียดมาเสนอใหม่ ผลคือไม่มีการเสนอโครงการ นอกจากนี้เกณฑ์การให้ทุนที่ไม่สนับสนุนโครงการเพื่อสิ่งก่อสร้าง หรือซื้อครุภัณฑ์ ทำให้นักการเมืองขอทำโครงการจากงบ สสส.น้อยมาก

ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบอร์ดจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายที่จะเกิดขึ้น เพราะผู้ทรงคุณวุฒิอีกกลุ่มหนึ่งย่อมต้องรักษาชื่อเสียงตนเองในการพิจารณาอนุมัติโครงการ รวมถึงฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่ของ สสส. ย่อมต้องระแวดระวัง เนื่องจากฝ่ายการเมือง ฝ่ายตรวจสอบ รวมถึงธุรกิจที่เสียประโยชน์จากงาน สสส. พร้อมจะจัดการอยู่ตลอดเวลา ส่วนข้อสงสัยที่องค์กรเอกชนหรือมูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่เข้ามารับงานจาก สสส.เพื่อหาผลกำไร แต่โครงการที่ สสส. ให้ทำไม่มีขอบเขตกำไรให้เพราะเป็นสาธารณะประโยชน์ หากคาดหวังกำไรย่อมเสี่ยงถูกตรวจสอบพบทั้งจาก สสส. สตง. ทั้งนี้มีภาคี สสส.ที่ทุจริต ถูกจับได้และถูกดำเนินคดีแล้วและส่วนตัวจะเฝ้าจับตาการบริหารงานของ สสส. เชื่อมั่นว่า สสส. เป็นองค์กรที่มีประโยชน์ และด้วยจิตสำนึกที่จะปกป้องเงินภาษีส่วนรวม

ก.ค.ศ.อนุมัติแต่งตั้งโยกย้ายผอ.เขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151104/216367.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2558
ก.ค.ศ.อนุมัติแต่งตั้งโยกย้ายผอ.เขต

ก.ค.ศ.อนุมัติแต่งตั้งโยกย้าย ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ย้ำเพื่อประโยชน์ในการบริหาร และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

                      4 พ.ย. 58  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้อนุมัติย้ายและแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศจำนวน 45 ราย แบ่งเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 8 ราย และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 37 ราย ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอ ดังนี้
                      1. นายศังกร รักชูชื่น ผอ.สพม.เขต 8 (ราชบุรี , กาญจนบุรี) เป็น ผอ.สพม.เขต 13 (ตรัง , กระบี่) 2. นายสมชาย รองเหลือ ผอ.สพม.เขต 38 (สุโขทัย , ตาก) เป็น ผอ.สพม.เขต 8 (ราชบุรี , กาญจนบุรี) 3. นายกิตติ บุญเชิด ผอ.สพม.เขต 32 (บุรีรัมย์) เป็น ผอ.สพม.เขต 25 (ขอนแก่น) 4. นายไพศาล วุทฒิลานนท์ ผอ.สพม.เขต 33 (สุรินทร์) เป็น ผอ.สพม. เขต 32 (บุรีรัมย์) 5. น.ส.รัตติมา พานิชอนุรักษ์ ผอ.สพม.เขต 7 (ปราจีนบุรี , นครนายก , สระแก้ว) เป็น ผอ.สพม.เขต 33 (สุรินทร์)
                      6. นายวีระพงศ์ เดชบุญ ผอ.สพม.เขต 4 (ปทุมธานี , สระบุรี) เป็น ผอ.สพม.เขต 3 (นนทบุรี , พระนครศรีอยุธยา) 7. นายนพพร พิพิธจันทร์ ผอ.สพม.เขต 6 (ฉะเชิงเทรา , สมุทรปราการ) เป็น ผอ.สพม. เขต 4 (ปทุมธานี , สระบุรี) และ 8. นายอดุลศักดิ์ บุญอเนก ผอ.สพม.เขต 36 (เชียงราย , พะเยา) เป็น ผอ.สพม.เขต 29 (อุบลราชธานี , อำนาจเจริญ)
                      รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ส่วน ผอ.สพป. 37 ราย ได้แก่ 1. นายประพฤทธิ์ สุขใย ผอ.สพป.สุโขทัย เขต 1 เป็น ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 1 2. นายณฤทธิ์ วิเศษศักดิ์ ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 4 เป็น ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 5 3. นายเกิดมี ศรเมือง ผอ.สพป.หนองคาย เขต 2 เป็น ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 4 4. นายทวนทอง ศรีสวัสดิ์ ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 3 เป็น ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1 5. นายณรงค์ แผ้วพลสง ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 1 เป็น ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 1 6. นายกฤตพล ชุติกุลกีรติ ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 3 เป็น ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 1 7. นายคำปุ่น บุญเชิญ ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 เป็น ผอ.สพป.สุรินทร์ เขต 3 8. นายสง่า ศรีราม ผอ.สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 2 เป็น ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 9. นายเพชรรัตน์ นิ่มพันธุ์ ผอ.สพป.อ่างทอง เป็น ผอ.สพป.นครสวรรค์ เขต 1 10. นายสุดใจ มอญรัตน์ ผอ.สพป.กาญจนบุรี เขต 3 เป็น ผอ.สพป.อ่างทอง
                      11. นายกำจัด คงหนู ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต 1 เป็น ผอ.สพป.นนทบุรี เขต 1 12. นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ผอ.สพป.สงขลา เขต 2 เป็น ผอ.สพป.นนทบุรี เขต 2 13. นายประหยัด อนุศิลป์ ผอ.สพป.สระบุรี เขต 2 เป็น ผอ.สพป.สงขลา เขต 2 14. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา ผอ.สพป.มหาสารคาม เขต 2 เป็น ผอ.สพป.มหาสารคาม เขต 1 15. นายบวร เทศารินทร์ ผอ.สพป.สระแก้ว เขต 2 เป็น ผอ.สพป.มหาสารคาม เขต 2 16. นายมารุต อุปนิสากร ผอ.สพป.นครพนม เขต 1 เป็น ผอ.สพป.มุกดาหาร 17. นายเพิ่มพูน พงษ์พวงเพชร ผอ.สพป.มุกดาหาร เป็น ผอ.สพป.นครพนม เขต 1 18. นายชาญชัย รสจันทร์ ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.ยโสธร เขต 1 19. นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผอ.สพป.เลย เขต 3 เป็น ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 20. นายรังสรรค์ อ้วนวิจิตร ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 เป็น ผอ.สพป.ราชบุรี 1
                      21. นายอธิวัฒน์ พันธ์ประชา ผอ.สพป.ราชบุรี เขต 2 เป็น ผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 22. นายสุทิน แก้วพนา ผอ.สพป.ตาก เขต 1 เป็น ผอ.สพป.ลำปาง เขต 1 23. นายสมวุฒิ ศรีอำไพ ผอ.สพป.กำแพงเพชร เขต 1 เป็น ผอ.สพป.ตาก เขต 1 24. นายรมย์ พะโยม ผอ.สพป.กำแพงเพชร เขต 2 เป็น ผอ.สพป.กำแพงเพชร เขต 1 25. นายรอง ปัญสังกา ผอ.สพป.แพร่ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.เลย เขต 1 26. นายจุฬา ชิณวงศ์ ผอ.สพป.หนองบัวลำภู เขต 2 เป็น ผอ.สพป.สกลนคร เขต 3 27. นายพรชัย โพคันโย ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 5 เป็น ผอ.สพป.หนองบัวลำภู เขต 2 28. นายไพรวัลย์ จันทะนะ ผอ.สพป.ลำปาง เขต 2 เป็น ผอ.สพป.สกลนคร เขต 2 29. นายวิบูลย์ ทานุชิต ผอ.สพป.ลำปาง เขต 3 เป็น ผอ.สพป.ลำปาง เขต 2 30. นายปรีดี ภูสีน้ำ ผอ.สพป.ตราด เป็น ผอ.สพป.สมุทรสาคร
                      31. นายไสว สารีบท ผอ.สพป.ชัยภูมิ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.สระแก้ว เขต 1 32. นายอำนาจ บุญทรง ผอ.สพป.สระบุรี เขต 1 เป็น ผอ.สพป.ชัยภูมิ เขต 2 33. นายชูศักดิ์ ชูช่วย ผอ.สพป.ตรัง เขต 2 เป็น ผอ.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 2 34. นายประจักษ์ ช่างเรือ ผอ.สพป.นครศรีธรรมราช เขต 3 เป็น ผอ.สพป.ตรัง เขต 2 35. นายสมุทร สมปอง ผอ.สพป.นครนายก เป็น ผอ.สพป.อุดรธานี เขต 3 36. นายอภินันท์ บุญรอด ผอ.สพป.พะเยา เขต 2 เป็น ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 2 และ 37. นายปราโมทย์ แสนกล้า ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 7 เป็น ผอ.สพป.สระบุรี เขต 2
                      นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้อนุมัติบรรจุและแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 20 ราย แบ่งเป็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 6 ราย ดังนี้
                      1. นายโกศล ฐานะ รอง ผอ.สพม.เขต 27 (ร้อยเอ็ด) เป็น ผอ.สพม.เขต 27 (ร้อยเอ็ด) 2. นายธีรวัฒน์ วรรณนุช รอง ผอ.สพม.เขต 11 (สุราษฎร์ธานี) เป็น ผอ.สพม.เขต 6 (ฉะเชิงเทรา , สมุทรปราการ) 3. นายอดิศักดิ์ มุ่งชู ผอ.รร.สารคามพิทยาคม สพม.เขต 26 (มหาสารคาม) เป็น ผอ.สพม.เขต 19 (เลย) 4. นายธนัญชัย สายสุด รอง ผอ.สพป.อำนาจเจริญ เป็น ผอ.สพม.เขต 7 (ปราจีนบุรี , นครนายก , สระแก้ว) 5. นายคำจันทร์ รัตนอุปการ รอง ผอ.สพม.เขต 20 (อุดรธานี) เป็น ผอ.สพม.เขต 36 (เชียงราย , พะเยา) 6. นายมรกต กลัดสอาด รอง ผอ.สพม.เขต 24 (กาฬสินธุ์) เป็น ผอ.สพม.เขต 38 (สุโขทัย , ตาก)
                      และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 14 ราย คือ 1. นายภัญญู ภูริศรี รอง ผอ.สพป.หนองบัวลำภู เขต 1 เป็น ผอ.สพป.หนองคาย เขต 2 2. นายตั้ง อสิพงษ์ รอง ผอ.สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 เป็น ผอ.สพป.ฉะเชิงเทรา เขต 2 3. นายไพจิตร ไชยฤทธิ์ รอง ผอ.สพป.ปราจีนบุรี เขต 1 เป็น ผอ.สพป.นครนายก 4. นายวัลลภ รองพล รอง ผอ.สพป.ระยอง เขต 2 เป็น ผอ.สพป.ตราด 5. นายพีรพงศ์ สุรเสน รอง ผอ.สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 เป็น ผอ.สพป.เลย เขต 3 6. นายธันวา ดีช่วย รอง ผอ.สพป.นครนายก เป็น ผอ.สพป.สระบุรี เขต 1 7. นายพัฒนะ งามสูงเนิน รอง ผอ.สพป.ชัยนาท เป็น ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต 1
                      8.นายเจริญ จำรัสกลาง รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 3 เป็น ผอ.สพป.กำแพงเพชร เขต 2 9. นายนิวัฒน์ แก้วเพชร รอง ผอ.สพป.ชัยภูมิ เขต 3 เป็น ผอ.สพป.ราชบุรี เขต 2 10. นายบุญชู จันทร์ดำ รอง ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 1 เป็น ผอ.สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 11. นายบรรพ์ ใสแจ่ม รอง ผอ.สพป.ลำปาง เขต 1 เป็น ผอ.สพป.ลำปาง เขต 3 12. นายวันชาติ บัวสิงห์ รอง ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 เป็น ผอ.สพป.แพร่ เขต 2 13. นายยงศักดิ์ เชาวน์วุฒิกุล รอง ผอ.สพป.ตรัง เขต 1 เป็น ผอ.สพป.นครศรีธรรมราช เขต 3 และ 14.อนุมัติย้าย นายสมยศ ศิริบรรณ ข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. เพื่อไปบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
                      ขณะเดียวกันยังได้อนุมัติจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ให้แก่ส่วนราชการต่างๆ รวม 19,018 อัตรา ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สถาบันวิทยาลัยชุมชน) ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 4 อัตรา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 2 อัตรา บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ข. (5) จำนวน 2 อัตรา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด 1 อัตรา ผู้อำนวยการสถานศึกษา 41 อัตรา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 อัตรา ครูผู้ช่วย 31 อัตรา ศึกษานิเทศก์ 2 อัตรา บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) 2 อัตรา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา 32 อัตรา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 77 อัตรา ครูผู้ช่วย 473 อัตรา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 26 อัตรา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 40 อัตรา ผู้อำนวยการสถานศึกษา 1,850 อัตรา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 441 อัตรา ครูผู้ช่วย 15,380 อัตรา ศึกษานิเทศก์ 267 อัตรา บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) 328 อัตรา และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 อัตรา อาจารย์ 3 อัตรา ครูผู้ช่วย 14 อัตรา
                      พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการโยกย้ายดังกล่าวได้พิจารณาตามความเหมาะสมและมีผู้เกษียณอายุราชการหลายคน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางราชการในการบริหารจัดการศึกษาและเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา

เปิดใจ’อ๋อยร๋อย’บนโลกโซเชียลที่มียอดผู้เข้าชมเรือนแสน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151104/216322.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2558
เปิดใจ'อ๋อยร๋อย'บนโลกโซเชียลที่มียอดผู้เข้าชมเรือนแสน!

เปิดใจ’อ๋อยร๋อย’บนโลกโซเชียลที่มียอดผู้เข้าชมเรือนแสน! : ทีมข่าวการศึกษารายงาน

            สวัสดีชาวโซเชียล ต้องบอกเลยว่า บนโลกโซเชียลตอนนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ “อ๋อยร๋อย” กสิพงษ์ อัยราคม ผู้ซึ่งจัดทำคลิปเรื่องราวต่างๆ รอบตัวเองทั้งไลฟ์สไตล์ การเรียน การใช้ชีวิต และเรื่องราวทั่วไป ต้องบอกว่า คลิปหรือสิ่งที่เขาบอกเล่าได้สร้างอีกปรากฏการณ์บน “โลกโซเชียล” ที่น่าสนใจ โดยมีผู้ติดตามการถ่ายทอดเรื่องราวของเขามากถึง 255,959 คนบนโซเชียล อะไรคือแรงบันดาลใจใน “การคิด” และ “ทำคลิป” เพื่อเผยแพร่ วันนี้จะพาไปรู้จักตัวตนของเขา

อ๋อยร๋อย หรือ นายกสิพงษ์ อัยราคม หรือบนโลกโซเชียลที่ใครๆ ก็เรียกกันว่า อ๋อยร๋อย ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงเเละวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยรังสิต เล่าให้ฟังว่า ชีวิตเขาก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป ที่ชอบเล่นโซเชียลแล้วอยากโพสต์รูป อัพคลิปวิดีโอให้คนอื่นทั่วไปได้ชมและสนุกไปกับเราด้วย ตอนนั้นเลยคิดว่า จริงๆ เราก็เป็นคนเฮฮา เวลาเจอเหตุการณ์อะไรที่คิดว่าต้องตีแผ่และนำเสนอ เลยลองทำเป็นคลิปสั้นๆ และโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊ก ปรากฏว่าสิ่งที่ทำสร้างความสนใจให้ใครหลายๆ คน กระทั่งปัจจุบันมีคนเข้ามาติดตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ่งที่ทำก็นำความรู้จากที่เรียนมาเป็นองค์ประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคิดเนื้อหาคลิป ขั้นตอนการถ่ายทำคลิป การตัดต่อ โดยทำมาประมาณหนึ่งปีแล้ว นอกจากนี้ได้ต่อยอดเรื่องการทำคลิปเพื่อหารายได้พิเศษอีกด้วย

“คลิปที่ทำส่วนใหญ่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องเรียน เพื่อน การทำงาน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ฯลฯ ซึ่งเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดมาจากเรื่องจริงย่อมโดนใจใครหลายคน โดยผมได้แทรกมุกตลกขบขันไปบ้าง และจะหาเรื่องราว มุมมองใหม่ๆ มาบอกเล่าให้มีความหลากหลายมากขึ้น จริงๆ แล้วการเล่นโซเชียลก็ไม่ใช่เรื่องไร้สาระซะทีเดียว ถ้าเรานำมาใช้ในทางที่ดี นอกจากได้สังคมใหม่ๆ เพื่อนใหม่ ยังสามารถสร้างรายได้พิเศษจากตรงนี้ได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ฮาจริง ไม่ใช่อ๋อยร๋อยครับ”

นายกสิพงษ์ เล่าต่ออีกว่า ตั้งแต่เริ่มทำคลิปและมีคนติดตามเยอะ ก็มีในส่วนของงานพิเศษมาให้ทำบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโฆษณาสินค้า ซึ่งตรงนี้เราเรียนด้านการผลิต ก็ทำให้เราได้พัฒนาตนเองในการคิดที่จะผลิตเนื้อหาอย่างไรให้เป็นที่สนใจ และทำให้มีรายได้พิเศษจากตรงนี้บ้าง ก็ทำให้เราภูมิใจ ที่อย่างน้อยก็ได้ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน แต่ก็ต้องไม่ลืมเรื่องเรียน เพราะนี่คือหน้าที่สำคัญที่เราจะต้องตั้งใจให้มากที่สุด เรียนและทำกิจกรรมด้วยผลการเรียนก็ถือว่าอยู่ในระดับดี 3.00

“ผมฝากถึงน้องๆ ที่ชอบการทำกิจกรรมบนโซเชียลว่า โลกออนไลน์ก็เหมือนดาบสองคม ไม่ว่าจะโพสต์หรือทำอะไรต้องคิดถึงผลที่จะตามมา ถ้าอะไรที่มีประโยชน์ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ทำ และสำหรับคนที่อยากติดตามเรื่องราวของ อ๋อยร๋อย ติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก KasipongAi-yarakom” นายกสิพงษ์ ฝากทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

38ค(2)ผู้ร่วมสร้างดุลยภาพ’คุณภาพการศึกษา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151104/216332.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2558
38ค(2)ผู้ร่วมสร้างดุลยภาพ'คุณภาพการศึกษา'

38ค(2)ผู้ร่วมสร้างดุลยภาพ’คุณภาพการศึกษา’ : บุญช่วย พันธ์งามเลขาธิการสมัชชาบุคลากรทางการศึกษา

              “คุณภาพการศึกษา” ของประเทศไทย เป็นประเด็นปัญหาที่คาใจ ของผู้นำประเทศที่เข้ามาดูแล เพื่อนำพาไปสู่ความสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง ความยั่งยืน ซึ่งการกำกับดูแลดุลยภาพทางการศึกษา จึงเป็นภารกิจและหน้าที่ของผู้ที่ได้รับมอบหมาย คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องรับผิดชอบในการการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา คือประชากรทุกคน ของประเทศ

ในการบริหารจัดการ มีระบบ ระเบียบ แนวปฏิบัติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามนโยบาย ที่จะต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดมรรคผลตามเป้าประสงค์ คือ “คุณภาพการศึกษา” ที่เป็นธงชัยอันสำคัญที่จะก้าวไปสู่จุดหมาย ซึ่งหากคุณภาพการศึกษาไม่เกิดก็ย่อมจะส่งผลถึง “คุณภาพประชากร” และพ่วงยาวไปถึง ”คุณภาพประเทศชาติ”

จะเห็นได้ว่า การทุ่มเทให้แก่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ที่หลายยุคของผู้นำทางการศึกษา หลายยุคของผู้นำประเทศ ได้ให้ความใส่ใจและสนใจในการพัฒนาประชากร ด้วยกลไกการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การทุ่มเทงบประมาณแต่ละปี แต่ละครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังไม่ถึงฝั่งฝัน จนแม้กระทั่งมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่เมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา ก็ยังไม่เห็นท้ายปลายอุโมงค์ “คุณภาพการศึกษา” แต่ประการใด ซึ่งอาจจะเป็นการปรับไม่ถูกจุด ไม่ตรงประเด็น

การบริหารจัดการด้านบุคลากร ผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษา ไม่ควรที่จะมองข้าม การให้ขวัญกำลังใจ ด้วยการเติบโตในวิชาชีพ จึงเป็นประเด็นที่น่าคิด ซึ่งในทุกวันนี้ยังมีบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นไม้เป็นมือ เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่จะเป็นพลังในการร่วมขับเคลื่อนสู่ “คุณภาพการศึกษา” แต่ด้วยอุปสรรคทางตันแห่งการเติบโตในวิชาชีพ จึงเกิดความท้อแท้และผ่อนคลายในการปฏิบัติงาน “ทำไป ก็ไม่ดีไปกว่านี้” นี่คือคำรำพึงรำพันที่ได้รับทราบ ที่นำกล่าวคือ บุคลากรทางการศึกษาตามมาตร 38ค(2) หรือ “มนุษย์พันธุ์38ค(2)” ที่ปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา (สพม.) นั่นเอง

ยื่นหนังสือให้นายตวง อันทะไชย คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

มูลเหตุแห่งสายทางที่ไม่มีความเจริญเติบโต จนเกิดความท้อแท้ในโชคชะตา เพราะถูกบังคับด้วยกฎ ระเบียบ ที่ระบุใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 38 ค(2) ที่กำหนดว่า “ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด หรือตำแหน่งของข้าราชการที่ ก.ค.ศ. นำมาใช้กำหนดให้เป็นตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ การกำหนดระดับตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม ค. (2) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ. โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญมาใช้บังคับโดยอนุโลม”

จาก พ.ร.บ.และมาตราดังกล่าว บุคลากรที่ปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แม้แต่ชื่อที่จะเรียกก็ไม่มี จะเป็น “ครู” ก็ไม่ใช่ จะเป็น “ข้าราชการพลเรือน” ก็ไม่ใช่

จากวันปฏิรูปการศึกษา และใช้ พ.ร.บ.ระเบียบฯ 2547 มาจนถึงวันนี้ ความก้าวหน้าทางวิชาชีพหาไม่เจอ ทั้งที่อยู่บนสถานที่ทำงานเดียวกันกับ ศึกษานิเทศก์ และทำหน้าที่ในการสนับสนุนสถานศึกษาให้มีความคล่องตัว เช่นเดียวกัน ใน 4 ด้าน มี ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านบริหารทั่วไป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหลายแห่งมีนโยบายในการทำงานแทนสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีเวลาเต็มที่กับการเรียนการสอน

การทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถของบุคลากรบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ของบุคลากร 38ค(2) ก็ด้วยเล็งผล “คุณภาพการศึกษา” แต่เมื่อถึงจุดที่จะเดินทางในความก้าวหน้าไม่ได้ ก็เกิดความท้อแท้ มองบุคลากรสายงานอื่น ทั้งในและนอกสังกัด หลายกรม กอง มีการแก้ไขกฎ ระเบียบ มีเงินวิทยฐานะ ค่าตอบแทน บุคลากรในสังกัดนั้นก็เต็มที่ เดินหน้าในการปฏิบัติในความรับผิดชอบ ส่วนบุคลากร 38ค(2) ก็จะเกิดปรากฏการณ์ “พักผ่อนในตัว เพียงพอแล้ว” มองตนเองเหมือน “คนชายขอบในชายคา” ที่หยั่งหาความก้าวหน้ามืดมิด

ถึงจุดนี้ สมัชชาบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มชนปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้นำเสนอการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้ทุกคนที่ปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้เติบโตในวิชาชีพ ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติต่อเจ้ากระทรวงศึกษาธิการหลายท่านแล้ว

หากเบื้องบนได้เหลือบมอง “จุดน้อย” ให้เป็นส่วนหนึ่งของ “จุดใหญ่” ให้เป็นจิ๊กซอว์ ที่ร่วมเพิ่มเติมเต็มในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เปิดเส้นทางของความก้าวหน้าให้เขาได้ไต่เส้นทางด้วยคุณภาพของงาน ตามวิทยาการเทคโนโลยี ตามลำดับเส้นทางระดับตำแหน่ง มีวิทยฐานะ ค่าตอบแทน ตามพลังความสามารถแห่งตน ไม่กีดกั้นสายวิชาการ สายทั่วไป ไล่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาออกจากวงการศึกษา ด้วยการแก้ไขกฎ ระเบียบ ที่ปิดกั้น หรือหากเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ และผู้นำประเทศใช้ มาตรา 44 ที่ทรงอานุภาพในการแก้ไขปัญหาทั้งปวง ด้วยการปลดปล่อยบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาฯ ทุกคน ทุกตำแหน่ง เป็น “ครู สนับสนุนการศึกษา” การไล่ล่า “คุณภาพการศึกษา” ก็แค่เอื้อม!!