สพฐ.ฟุ้ง!ลดเวลาเรียนวันแรกผลตอบรับดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151103/216292.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2558
สพฐ.ฟุ้ง!ลดเวลาเรียนวันแรกผลตอบรับดี

สพฐ.ฟุ้ง!ลดเวลาเรียนวันแรกภาพรวมเรียบร้อยผลตอบรับดี ผู้ปกครองพอใจช่วยให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข ตั้งคณะทำงานวางรูปแบบประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนเด็กที่ร่วมโครงการ

         3 พฤศจิกายน 2558 นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการดำเนินการโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ในโรงเรียนนำร่อง 3,831 โรง ที่ได้เริ่มคิกออฟไปเมื่อวันที่2พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)ที่รับผิดชอบดูแลโรงเรียนได้รายงานภาพรวมพบว่า ทุกโรงเรียนดำเนินการไปตามแนวทางที่ สพฐ.ได้มีการซักซ้อมไว้มีการจัดเมนูกิจกรรมให้เด็กได้เข้าร่วมอย่างหลากหลาย และเป็นไปตามนโยบายของพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่เน้นกิจกรรมที่พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะหัวใจในการสร้างทัศนคติที่ดี และทักษะการใช้มือในการลงมือปฎิบัติให้เกิดผลสำเร็จ
         ขณะที่เสียงสะท้อนจากผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปกครองเป็นเสียงเดียวกันว่าโครงการลดเวลาเรียน ทำให้เด็กได้เรียนอย่างมีความสุข มีสมาธิที่จะเรียนต่อไปอย่างมีความสุข ซึ่ง สพฐ.ก็จะมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินการและรายงานความคืบหน้าทุกเดือนจบครบภาคเรียนที่2ปีการศึกษา2558
         “แนวทางการติดตามจะให้เขตพื้นที่ฯลงไปดูทั้งเรื่องการบริหารจัดการ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยจะสอบถามจากผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และนักเรียน ทั้งความพึงพอใจ ความเข้าใจในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ได้ ตั้งคณะทำงานติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ที่มาจากสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา และสำนักติดตามการวัดและประเมินผล ของ สพฐ. ซึ่งคณะทำงานชุดนี้จะวางรูปแบบการประเมินถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กใน การร่วมกิจกรรมดังกล่าว เพื่อขยายผลโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ให้ครอบคลุมโรงเรียนอื่นๆต่อไป” นายการุณ กล่าว

ย่อส่วนปฏิรูปการศึกษาจัดการ’พื้นที่’ให้เล็กลงง่ายกว่าไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151103/216274.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2558
ย่อส่วนปฏิรูปการศึกษาจัดการ'พื้นที่'ให้เล็กลงง่ายกว่าไหม?

ย่อส่วนปฏิรูปการศึกษาจัดการ’พื้นที่’ให้เล็กลงง่ายกว่าไหม? : ทีมข่าวการศึกษารายงาน

           เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดเสวนา “การสร้างเครือข่ายเพื่อขยายผลการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับจังหวัด” เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีนายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สนช. เป็นประธาน

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางโครงการจังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้ตั้งโจทย์การปฏิรูปการศึกษาด้วยการย่อส่วนการจัดการให้เล็กลง จะเป็นไปได้ง่ายกว่าการจัดการทั้งองคพยพของประเทศ

“การปฏิรูปการศึกษาจังหวัดทำได้ง่ายกว่าระดับชาติ เพราะมีขนาดความรับผิดชอบที่เล็กกว่า จากงบประมาณการศึกษาทั้งประเทศ 6 แสนล้านบาท เป็นจังหวัดละ 7,800 ล้านบาทต่อปี จากเด็กเยาวชน 15.2 ล้านคน เหลือเพียงเฉลี่ยจังหวัดละ 2 แสนคน และจากเด็กด้อยโอกาสทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา 4 ล้านคน เหลือเพียงเฉลี่ยจังหวัดละ 6.4 แสนคน จำนวนครู 6.2 แสนคน เหลือเพียงเฉลี่ยจังหวัดละ 8,200 คน” นพ.ยงยุทธ ระบุ

โรดแมปปฏิรูปการศึกษาระดับจังหวัด

เหนืออื่นใด รูปแบบการจัดการศึกษาแบบเดิมที่ต่างคนต่างทำก็เปลี่ยนมาเป็นทุกฝ่าย ทั้งภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคเอกชน มาร่วมกันมองในทิศทางเดียวกัน โดยยึดเด็กและเยาวชนเป็นเป้าหมายพร้อมกับใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะเกิดพลังอย่างมาก

“รูปแบบการจัดการศึกษาในพื้นที่ สิ่งสำคัญคือ ต้องมีระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เพราะในแต่ละปีมีเด็กที่หลุดออกจากระบบถึง 10% ข้อมูลแต่ละจังหวัดจะช่วยให้มีการออกแบบทิศทางการทำงานร่วมกันในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ และการพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้เกิดคุณภาพในการจัดการเรียนการสอน โดยเป็นการทำงานในรูปแบบจังหวัดนำร่อง ไม่ควรประกาศทำพร้อมกันทุกจังหวัด เพราะจะได้แค่กลไกแต่ไม่เกิดการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของ จึงควรให้การรับรองสถานะจังหวัดที่มีความพร้อม ซึ่งขณะนี้มี 15 จังหวัดนำร่อง โดยมีเป้าหมายต่อไปคือ การพัฒนาให้เกิดสมัชชาการศึกษาจังหวัดและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดที่มีกฎหมายรองรับสถานภาพ เพื่อเป็นหน่วยสร้างการมีส่วนร่วม วางแผนและติดตามทิศทางการขับเคลื่อนของจังหวัด” นพ.ยงยุทธ กล่าว

ขณะที่ภาคเอกชนได้ร่วมสะท้อนถึงรูปแบบการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ หรือไม่ โดย “ศุภชัย เจียรวนนท์” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่า การจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการคือ  1.การจัดการศึกษาที่ผู้เรียนที่มีส่วนร่วม ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ความรู้ในมิติเดียวเป็นโค้ชผู้ให้คำแนะนำ ภาคเอกชนไม่ต้องการพนักงานที่รับฟังแต่คำสั่ง แต่ต้องการคนที่คิดและปรับใช้เพื่อเสนอแนะสิ่งใหม่ต่อบริษัท สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสอนแบบท่องจำได้ บทบาทของครูจึงต้องสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน มองเห็นถึงศักยภาพของเด็กและกระตุ้นศักยภาพนั้นออกมา

2.ยึดกลไกการตลาดเป็นหลัก กรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ ของมาเลเซีย ที่พยายามนำผลการสอบของทุกโรงเรียนมาเปิดเผยบนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในกลไกการศึกษา หากมีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้สู่สาธารณะกลไกตลาดจะตื่นตัว ครูใหญ่จะตื่นตัวต่อการบริหารโรงเรียน เพราะจะเกิดการแข่งขันระหว่างโรงเรียน และยังสามารถดึงการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้ปกครองเข้ามามีบทบาท รวมถึงภาคเอกชนที่พร้อมสนับสนุนกองทุนโรงเรียนหากมีการจัดการที่โปร่งใส

และ 3.การยกระดับนวัตกรรม เพราะทิศทางนวัตกรรมของโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย ไบโอเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีทางชีวภาพ, นาโนเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีขนาดจิ๋ว, ดิจิตอลเทคโนโลยี และโรบอตติก ซึ่งประเทศไทยมีฐานความรู้ที่ได้รับการยอมรับ หากมีการลงทุนแบ่งงบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จากงบการศึกษา 6 แสนล้านต่อปี เป็นเวลา 5 ปี เราจะได้แล็บพื้นฐานที่ ทำให้ไทยเป็นฮับในระดับภูมิภาคทางการศึกษา ซึ่งจะมีหลายประเทศเข้ามาศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าลงทุนเพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ขั้นกลาง

พร้อมกันนี้ภาคเอกชนยังได้ทิ้งท้ายว่า “จุดเปลี่ยนสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จคือ ผู้นำต้องให้ความสำคัญและต้องทำอย่างต่อเนื่อง”

ขณะที่ นายตวง  อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอว่า การปฏิรูปประเทศไทยให้ประสบผลสำเร็จได้ต้องปฏิรูปการศึกษา โดยมี 3 ยุทธศาสตร์ของการปฏิรูปคือ 1.ปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน โดยส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกับภาคเอกชน วันแรกที่เข้าเรียนต้องหมายถึงโอกาสของการมีงานทำ 2.ปฏิรูปการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เพราะฝ่ายการเมืองหรืออธิบดีก็ไม่อาจทำให้เกิดคุณภาพได้ ครูและผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้นที่จะทำให้เกิดคุณภาพ และ 3.การปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้บทบาทของอุดมศึกษาต้องโน้มตัวลงสู่ชุมชน ทฤษฎีที่มหาวิทยาลัยสอนต้องมี “พื้นที่” ในการใช้ความรู้เหล่านั้นให้เป็นจริง สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เป็นเครือข่ายเพื่อเสนอต่อภาคนโยบายต่อไป

เริ่มแล้ว..ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 4,100 ร.ร.ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151103/216256.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2558
เริ่มแล้ว..ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 4,100 ร.ร.ทั่วประเทศ

เริ่มแล้ว..ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 4,100 ร.ร.ทั่วประเทศ : โดย…เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ โต๊ะการศึกษา

                      เปิดฉากวันแรก…สำหรับ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หลังจากเตรียมความพร้อมมานานหลายเดือน ถือเป็นผลงานแรกของ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทันทีที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ประกาศชัดว่าให้เริ่มปฏิบัติการทันทีที่เปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 หรือซึ่งตรงกับวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558
                      ทั้งนี้ มีโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมนำร่องขับเคลื่อนนโยบายทั่วประเทศ มีจำนวนมากถึง 4,100 โรงเรียน แบ่งเป็น โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน  3,831 โรงเรียน  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีจำนวน 161 โรงเรียน และสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)มีจำนวน 108 โรงเรียน ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น(ป.1-ม.3) โดยเป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้เด็กได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมตามช่วงวัย เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกสนานกับกิจกรรม และไม่เครียดมากจนเกินไป โดยเด็กยังคงเรียนวิชาการครบถ้วนใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
                      บ่ายสองโมง เริ่มต้นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน พล.อ.ดาว์พงษ์ เล่าว่า ช่วงเวลา 14.00 น.เป็นต้นไปทุกโรงเรียน จะต้องจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยกิจกรรมจะต้องมีทั้งให้เด็กเลือกและกึ่งเลือกให้เด็ก เพราะไม่สามารถตามใจเด็กได้ 100% โดยต้องยึดการพัฒนาตามหลัก 4 เอช (H) ซึ่งเป็นหลักคิดของโครงการ คือ พัฒนาสมอง (Head) พัฒนาจิตใจ (Hert) พัฒนาทักษะการปฏิบัติ (Hand) และพัฒนาสุขภาพ (Health)
                      ซึ่งในส่วนสุดท้ายที่เน้นพัฒนาสุขภาพ (Health) เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และนำมาสู่การปรับรูปแบบกิจกรรม แบ่งเป็น 4 หมวด 16 กลุ่ม ดังนี้ 1.กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมบังคับตามหลักสูตร) ประกอบด้วย 3 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมแนะแนว, กิจกรรมนักเรียน, กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์
                      2.กิจกรรมสร้างเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กรู้จักฝึกสมองการคิดแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี หรือเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้จากในห้องเรียน อาทิ ประกอบด้วย 5 กลุ่มกิจกรรม อาทิ พัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพัฒนากรอบความคิดแบบเปิดกว้าง พัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น สนุกกับภาษาไทย หุ่นยนต์วิเศษ เป็นต้น
                      3.กิจกรรมสร้างเสริมคุณลักษณะและค่านิยม เพื่อปลูกฝังค่านิยมจิตสำนึกในการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และปลูกฝังความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ประกอบด้วย 4 กลุ่มกิจกรรม อาทิ ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คุณธรรม จริยธรรม ความรักความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และหวงแหนสมบัติของชาติ และ 4.กิจกรรมสร้างเสริมทักษะการทำงาน การดำรงชีพ และทักษะชีวิต เพื่อให้เด็กได้ฝึกอาชีพในระยะสั้น เพิ่มทักษะทางอาชีพ รวมถึงพัฒนาความสามารถด้านการใช้ชีวิต ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความสนใจ ความถนัด และความต้องการของแต่ละคน ประกอบด้วย 4 กลุ่มกิจกรรม
                      “การจัดกิจกรรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง และเชื่อว่าเด็กจะมีความสุขและสิ่งที่ผมอยากรู้ต่อจากนี้คือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กว่าจะดีขึ้นหรือไม่ หลังจากที่มีการจัดกิจกรรมตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และหากโครงการนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี ในปีการศึกษา 2559 ก็อาจจะขยายให้ครบทั้งหมด 3 หมื่นโรงเรียนทั่วประเทศไทย  แต่ผมยอมรับว่าเป้าหมายดังกล่าวอาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะอาจจะติดขัดในเรื่องของความพร้อมทั้งของครู และโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งตรงนี้ได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงไปสำรวจดูว่าจะมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ได้มากน้อยเพียงใด และไปคิดหารูปแบบที่จะเข้าไปช่วยจัดการเรียนการสอน และต้องยึดหลักการเดียวกันคือ ให้เด็กได้ออกมาเปิดสมอง โดยใช้กิจกรรมต่างๆ มาเป็นตัวพัฒนาเด็กๆ” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวย้ำ
                      ขณะที่ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการกพฐ.) เล่าว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้มีการจัดอบรมสมาร์ทเทรนเนอร์ 300 ทีม เพื่อคอยประกบและช่วยเหลือโรงเรียนที่ร่วมนำร่องตามโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 3,831 โรงเรียน และได้จัดทำคู่มือแนวทางจัดกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ให้โรงเรียนทั่วประเทศไทย
                      “ขณะเดียวกัน ในช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 สพฐ.จะส่งทีมผู้บริหาร สพฐ.แบ่งสายลงไปตรวจเยี่ยมและติดตามผลโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้  พร้อมให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหากับครูผู้สอน อย่างไรก็ตาม สำหรับการติดตามและประเมินผลนั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและส่วนกลาง โดยจะกำหนดให้ส่งทีมติดตามผลเดือนละครั้งและพัฒนาควบคู่กันไป จากนั้นจะมาวิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินงานจนครบ 4 เดือน เพื่อศึกษาข้อดี ข้อเสีย ก่อนจะขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการในปีการศึกษา 2559 ซึ่งในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.)จำนวนทั้งหมด 225 เขตทั่วประเทศ ผมได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษา ลงไปติดตามดูแลเอาใจขใส่อย่างใกล้ชิดด้วย” เลขาธิการกพฐ. กล่าว
                      ในส่วนของสถานศึกษา น.ส.สมทรง รอดแจ่ม ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลปทุมธานี อ.เมือง จ.ปทุมธานี 1 ในโรงเรียนนำร่องลดเวลาเรียนฯ ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนอนุบาลปทุมธานี ได้มีการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่หลากหลาย ซึ่งทันทีที่ ศธ.ได้ประกาศนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และให้ช่วงเวลา 14.00 น.โรงเรียนจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนั้น ทางโรงเรียนก็ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยมีการประชาสัมพันธ์ให้พ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนได้รับทราบ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากชุมชน ทั้งการสนับสนุนด้านสื่อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำมาพัฒนาเด็ก ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดเมนูกิจกรรมให้เด็กเลือก จำนวน 150 เมนู ทั้งการสอนภาษาจีน ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ การประดิษฐ์หุ่นยนต์ และยังผสมผสานกิจกรรมที่ทาง สพฐ.จัดสรรมาให้เลือกอีก 400 เมนูด้วย
                      “ถือเป็นโอกาสดีที่โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กของเราได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการติดตามและประเมินผลนั้น โรงเรียนได้วางแผนไว้ว่าจะประเมินทุกสัปดาห์ โดยจะเน้นเรื่องของความพึงพอใจ การมีส่วนร่วม จากนั้นจะรวบรวมรายงานไปยังเขตพื้นที่ฯ ให้ทราบต่อไป สำหรับความพร้อมของครูในโรงเรียนนั้น ทุกคนมีความเข้าใจและยินดีให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี” น.ส.สมทรง ระบุ
                      ด้าน น้องแบม ด.ญ.พรพรรณ แป้งหอม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนอนุบาลปทุมธานี บอกว่า ทราบว่ามีโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และโรงเรียนก็เข้าร่วมด้วย รู้สึกชอบมาก เพราะได้มีชั่วโมงที่ได้ทำกิจกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมพลศึกษา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่โรงเรียนจัดให้เรียนรู้ อาทิ ดนตรีไทย คอมพิวเตอร์ นาฏศิลป์ เป็นต้น ทั้งนี้ ในเรื่องการเรียนไม่ได้รู้สึกกังวลว่าจะเป็นปัญหา แต่ก็จะตั้งใจอ่านหนังสือมากขึ้น
                      คงต้องจับตาดูว่าจากนี้ต่อไป ภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนของบ้านเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ของพล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะสามารถสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพเด่นวิชาการ เป็นคนดี มีคุณธรรม และมีความสุขกับการเรียนสมดังที่ตั้งใจไว้หรือไม่..
——————–
(เริ่มแล้ว..ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 4,100 ร.ร.ทั่วประเทศ : โดย…เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ โต๊ะการศึกษา)

‘นศ.เอแบค’พบ‘ดาว์พงษ์’ขอความมั่นใจคนเซ็นใบปริญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151102/216220.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2558
‘นศ.เอแบค’พบ‘ดาว์พงษ์’ขอความมั่นใจคนเซ็นใบปริญญา

“นศ.เอแบค”บุกพบ“ดาว์พงษ์”ขอความมั่นใจเรื่องเซ็นรับรองปริญญา-วอน ศธ.ช่วยเคลียร์ไม่นำเรื่องนศ.เป็นเครื่องมือด้านรมว.ศธ.ย้ำพูดชัดว่า“ภราดาบัญชา”เป็นผู้ลงนามตามตกลง

          วันที่ 2 พ.ย.58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.พลอยไพลิน เหล่าพรายพรรค นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ เอแบค ผู้แทนบัณฑิตรุ่น 43 พร้อมด้วยนักศึกษา ประมาณ 20 คน ได้มายื่นหนังสือถึง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมต.ศธ.) เพื่อขอความชัดเจนเรื่องผู้ลงนามใบปริญญาบัตรให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในปี 2558 ซึ่งจะเข้ารับปริญญาในวันที่ 22 พ.ย.2558 จำนวน 3,228 คน
          น.ส.พลอยไพลิน กล่าวว่าตามที่ นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดี ม.อัสสัมชัญ ได้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับกรณีใบปริญญาบัตรที่จะมอบให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระบุว่า หากผู้ที่มีอำนาจลงนามในปริญญาบัตรคือ ภราดรบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี ม.อัสสัมชัญ ซึ่งขณะนี้ถูกพักปฎิบติหน้าที่ ไปลงนามในใบปริญญาบัตร อาจทำให้เกิดปัญหาภายหลังได้ และในทางกฎหมายจะส่งผลให้ใบปริญญาบัตรตกเป็นโมฆะ เพราะอำนาจการลงนามตามกฎหมายขณะนี้มีเพียง รักษาการอธิการบดีฯ เท่านั้นที่มีอำนาจเต็ม ตามคำสั่งของศาลแพ่ง มาตรา 42 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน 2546 ซึ่งการรับปริญญาจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่หากนักศึกษานำใบปริญญาบัตรไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือสมัครงานก็จะทำให้องค์กรเหล่านั้นพิจารณาโดยใช้ข้อกฎหมายอาจทำให้ใบปริญญาบัตรตกเป็นโมฆะ
          “ที่มาในครั้งนี้เพราะอยากให้ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความกระจ่างชัดในเรื่องนี้ว่าสิ่งที่ นายสุทธิพร ออกมากล่าวอ้างเป็นความจริงหรือไม่ เพราะเวลานี้นักศึกษามีความกังวลใจเป็นอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ที่กลุ่มนักศึกษาได้ยื่นหนังสือให้แก่ พล.อ.ดาว์พงษ์ ก็เชื่อว่าคงไม่เกิดผลกระทบกับนักศึกษาอีกต่อไปอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักศึกษาจึงขอความเมตตาจากผู้ใหญ่ใน ศธ.ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักศึกษาทุกคนด้วย และอย่าใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือต่อรองปัญหาความขัดแย้งส่วนตัว พร้อมขอความเห็นใจในการยุตินำนักศึกษาหรืออำนาจในการลงนามใบปริญญาบัตรมาสร้างประเด็นปัญหาลุกลามต่อ” น.ส.พลอยไพลิน กล่าว
          ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องจบได้แล้วและนักศึกษาจะได้รับปริญญาบัตรอย่างแน่นอน  และเท่าที่หารือร่วมกันทั้งสองฝ่ายที่ประชุมมีข้อตกลงว่าจะไม่มีการออกไปพูดข้างนอกอีก ตนจะเป็นฝ่ายพูดเพียงคนเดียว และตนได้พูดไปแล้วว่าภราดรบัญชา จะเป็นผู้ลงนามในใบประกาศนียบัตร อีกทั้ง นายสุทธิพร ยังได้พูดในที่ประชุมเองว่าจะไม่ขอเซ็นในใบปริญญาบัตร ซึ่งตนก็ได้สอบถามกลับไปว่าแล้วใครจะเป็นผู้เซ็นชื่อ โดยภราดาบัญชาจึงบอกว่าจะเป็นผู้เซ็นในใบปริญญาบัตรเอง และหากเกิดปัญหาอะไรก็จะรับผิดชอบเอง
          “อย่างไรก็ตาม เข้าใจได้ว่า นายสุทธิพร อาจเป็นห่วงเรื่องข้อกฎหมาย ขณะเดียวกัน อยากให้นักศึกษาทุกคนทำความเข้าใจด้วยว่า ศธ.มีหน้าที่แค่กำกับดูแลจะไปสั่งการอะไรไม่ได้เพราะทุกมหาวิทยาลัยมีสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่กำกับดูแลอยู่ ในส่วนของผู้ใหญ่ที่มีปัญหากันก็จะต้องหาข้อยุติให้ได้และไม่ปล่อยให้นักศึกษาได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอน” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวชี้แจง

ชู‘กศน.ตำบล’ฟันเฟืองหลักนำคนไทยสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151102/216112.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2558
ชู‘กศน.ตำบล’ฟันเฟืองหลักนำคนไทยสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

ชู‘กศน.ตำบล’ฟันเฟืองหลักนำคนไทยสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต : เปิดวิสัยทัศน์ โดยเกศกาญจน์ บุญเพ็ญเรื่อง ภาพประกอบจาก ปชส.กศน.

             “การได้กลับมาทำงานร่วมกับชาว กศน.เป็นเรื่องที่ผมภาคภูมิใจมาก  เพราะมีประสบการณ์ การทำงานจึงมุ่งมั่นและตั้งใจ ที่สำคัญผมมีความศรัทธาในงานของ กศน.และเชื่อมั่นว่าการศึกษานอกโรงเรียน หรือ การศึกษานอกระบบและการศึกษาอัธยาศัย สามารถสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ช่วยหล่อหลอมให้คนไทยยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองให้ดียิ่งขึ้น อยู่ในสังคม ชุมชนท้องถิ่น อยู่ในประเทศไทยด้วยความสุข ผมเชื่อว่า กิจกรรมที่ กศน.สร้างสรรค์ขึ้นจะเป็นยุทธวิธีที่จะนำทางให้ประชาชนอยู่อย่างเป็นสุข ถือเป็นภารกิจใหญ่ที่ผมอยากให้ชาว กศน.เชื่อมั่น ยึดเป็นอุดมการณ์ของชาว กศน.ในการทำงาน”   นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เลขาธิการ กศน.) เปิดใจต่อ “คม ชัด ลึก” หว่างประชุมผู้บริหารกศน.ในพื้นที่่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.อุดรธานี เมื่อเร็วๆ นี้ ในฐานะ “เลขาธิการ กศน.ป้ายแดง” แต่เป็น “ลูกหม้อ กศน.”

นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า อยากขอความร่วมมือชาว กศน.ทำงานในฐานความคิดเดียวกันเพื่อพัฒนาประเทศชาติ ทำงานด้วยความมุ่งมัน ทุ่มเท และซื่อสัตย์สุจริต โดยเฉพาะ กศน.มีภารกิจสำคัญในการร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่คนไทยอย่างเสมอภาค เท่าเทียม ทั่วถึงและมีคุณภาพ ซึ่งกศน.มีกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องดูแลถึงประมาณ 50 ล้านคน อายุระหว่าง 15-59 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป จำแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มทั่วไป ประมาณ 40 ล้านคน เป็นผู้ที่พลาดและขาดโอกาสทางการศึกษา และกลุ่มพิเศษ ประมาณ 10 ล้านคน มีปัญหาออกกลางคัน พิการ อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ฯลฯ

“ผมได้กำหนดกรอบคิดของการจัดการศึกษาตลอดชีวิต โดยใช้ กศน.ตำบลเป็นฐานแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ กศน.ตำบลเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเชื่อมประสานระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน ขณะเดียวกันได้จัดทำยุทธศาสตร์และจุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน.ปีงบประมาณ 2559 ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และปรัชญาคิดเป็น กำหนดผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก”

กศน.ส่งเสริมคนไทยรักการอ่าน

ยุทธศาสตร์แรก คือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพการศึกษา ที่จะต้องเร่งลดจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือ ที่เป็นปัญหาใหญ่และไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด ขณะที่ตัวเลขที่ กศน.เก็บสถิติได้พบเพียง 3 แสนคน และพบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ทำให้ขาดทักษะชีวิต ขาดความรู้ ซึ่งกศน.จะเร่งยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาและเรียนรู้ กศน.ด้วยการ “ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้” พัฒนาหลักสูตร พัฒนาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมถึงเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่ทันสมัยและเหมาะสมมาสร้าง และกระจายโอกาสทางการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการทั้งผู้เรียนในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย

ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และค่านิยมที่พึงประสงค์ โดยส่งเสริมให้ชุมชนจัดตั้งหมู่บ้านเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเป็นมาของชุมชน เพื่อสร้างสำนึกรักถิ่น จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาทักษะชีวิต เป็นต้น ยุทธศาสตร์ที่ 3 จัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัยและพัฒนาคุณภาพชีวิต จะขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนรักการอ่าน “สร้างการอ่าน เสริมการเรียนรู้” ในรูปแบบหมู่บ้าน/ชุมชน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนใต้ ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ที่หลากหลาย พัฒนาหลักสูตรการสอนภาษาและสอนอาชีพเพื่อการมีงานที่สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ และยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนา กศน.ตำบลให้เป็นกลไกการขับเคลื่อนการจัดและส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อสร้างรายได้และกระจายโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน โดยพัฒนาเครือข่าย กศน.ตำบล ประสานเชื่อมโยงระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และภาคีเครือข่ายอื่นๆ ทำงานร่วมกันในรูปแบบ “คณะกรรมการ” เพื่อการทำงานร่วมกัน มีการส่งต่อผู้เรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์

“ทั้งหมดนี้จะมี กศน.ตำบล เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน แต่เพราะ กศน.มีงบประมาณไม่มากและบุคลากรก็น้อย จึงต้องใช้วิธีการสร้างเครือข่ายการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน ชุมชน หรือกระทั่งวัด ซึ่งที่ผ่านมามีวัดหลายแห่งที่จัดพื้นที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน (ศรช.) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และจัดกิจกรรมให้ความรู้ต่างๆ ของชุมชน ซึ่งปัจจุบันเรามีกศน.ตำบลกว่า 7,000 แห่ง ถ้า กศน.ตำบล 1 แห่งสามารถสร้างเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ชุมชนได้อย่างน้อย 2-3 ศูนย์เท่ากับว่าเรามีแหล่งเรียนรู้เพิ่มกว่าหมื่นแห่ง เกิดการแตกตัวเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของสังคมไทย ทำให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ ได้มากขึ้น”

เหนืออื่นใด เลขาธิการ กศน. ยอมรับว่า ปัญหาการไม่รู้หนังสือของคนไทย ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะแก้ไข โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวเขา ซึ่งไม่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร จำเป็นต้องเข้าไปส่งเสริม รวมถึงผู้สูงอายุที่ลืมหนังสือด้วย ตรงนี้กลไกของ กศน.ตำบลจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อแก้ไข ทั้งการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ห้องสมุดของกศน. รวมถึงบ้านหนังสือชุมชน ที่ดำเนินการอยู่ในเวลานี้ให้เป็นสถานที่ที่ชุมชนอยากจะเดินเข้ามาอ่านหนังสือ เพื่อหาความรู้ โดยจะจัดหาหนังสือที่มีความหลากหลาย และน่าสนใจ ตรงกับความต้องการ ขณะเดียวกันจะให้บุคลากรของ กศน. อาสาสมัครรักการอ่าน กศน.ลงไปจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านร่วมด้วย

“ในฐานะผู้รับผิดชอบงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในเวลานี้ อยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งต้องอาศัย 2 ปัจจัยหลัก คือ ประชาชนคนไทยต้องได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น อย่างน้อยต้องจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) หรือจบการศึกษาพื้นฐาน (ม.6) ทุกคน หรือประมาณ 80% และคนไทยต้องมีนิสัยรักการอ่าน เพราะการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำคนไปสู่การแสวงหาการเรียนรู้ในทุกด้าน ซึ่ง กศน.พยายามอย่างเต็มที่ และเชื่อว่างาน กศน.มีความเข้มแข็งและมีคุณภาพมากพอที่จะช่วยยกระดับพัฒนาศักยภาพคนไทยได้” เลขาธิการ กศน.ให้คำมั่น

นักวิจัยมจธ.ค้นพบวิธีแยกอลูมิเนียมและกระดาษจากกล่องยูเอชที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151102/216200.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2558
นักวิจัยมจธ.ค้นพบวิธีแยกอลูมิเนียมและกระดาษจากกล่องยูเอชที

นักวิจัยมจธ.ค้นพบวิธีแยกอลูมิเนียมและกระดาษจากกล่องยูเอชทีสำเร็จ

            กล่องยูเอชที ที่บรรจุผลิตภัณฑ์นม, น้ำผลไม้ ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็นขยะที่พบได้มาก หากกำจัดไม่ถูกวิธีจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค โดยเฉพาะไข่แมลงวัน และที่ผ่านมาการกำจัดกล่องยูเอชทีที่ใช้แล้วเป็นเพียงการนำไปแปรรูปเป็นแผ่นกรีนบอร์ด หรือนำไปทำเป็นสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ เช่น กระดาษสมุดหรือหมวกรีไซเคิล เป็นต้น แต่วิธีเหล่านั้นยังคงไม่สามารถลดปริมาณขยะจากกล่องยูเอชทีที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นได้ ประกอบกับร้านรับซื้อของเก่าจะไม่รับซื้อกล่องยูเอชที เพราะไม่สามารถขายต่อให้โรงงานรีไซเคิลได้ เพราะส่วนประกอบของกล่องยูเอชทีนั้นมีกระดาษ พลาสติก และอะลูมิเนียมฟอยล์ รวมกันหลายชั้น ทำให้ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ แต่ล่าสุด คณะนักวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำโดย ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ หัวหน้าโครงการวิจัย “กรรมวิธีการแยกอะลูมิเนียมและกระดาษ ออกจากกล่องบรรจุอาหารเหลวประเภทยูเอชที โดยใช้วิธีการสกัดด้วยตัวทำละลาย” เป็นวิธีการช่วยลดขยะและลดมลพิษจากกล่องยูเอชทีใช้แล้วได้สำเร็จเป็นรายแรก
            ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ อาจารย์จากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) เป็นหนึ่งในคณะผู้วิจัย เปิดเผยว่า จากส่วนประกอบของกล่องยูเอชที ที่นอกจากกระดาษและพลาสติกแล้ว ยังมีแผ่นอะลูมิเนียมในบรรจุภัณฑ์ที่มีมูลค่า หากเราสามารถแยกอะลูมิเนียมออกมาได้ก็จะสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อีก ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการนำอะลูมิเนียมกลับมาทำอะไรได้ นอกจากเผาทำลายทิ้งในโรงกำจัดขยะ เป็นที่มาว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสามารถเอาอะลูมิเนียมออกจากกล่องภายใต้โจทย์ที่ว่าต้องเป็นอะลูมิเนียมบริสุทธิ์เท่านั้น
            ศ.ดร.นวดล อธิบายว่า เริ่มจากหาวิธีการที่จะแยกอะลูมิเนียมออกจากกระดาษ เราจึงต้องหาตัวทำละลายที่เหมาะสมเพื่อมาละลายกาว สำหรับตัวทำละลายที่เหมาะสมนั้น เราได้เลือกนำมาศึกษาวิจัยหลายกลุ่มเพื่อหาสภาวะที่เหมาะสม พบว่าตัวทำละลายที่เหมาะสมที่สุดคือ กลุ่มที่มีสารประกอบจำพวก “โทลูอีน” เพราะมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายกาวที่ติดอยู่ระหว่างกระดาษกับอะลูมิเนียมได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับตัวทำละลายในกลุ่มอื่นๆ จากการทดลองพบว่า เมื่อเราสามารถหาตัวทำละลายที่เหมาะสม ในระดับอุณหภูมิที่เหมาะสม และระยะเวลาที่เหมาะสมก็จะสามารถแยกอะลูมิเนียมที่บริสุทธิ์ออกจากกระดาษได้
            “ขั้นตอนทำไม่ยุ่งยาก ตัดกล่องยูเอชทีที่ใช้แล้วเป็นชิ้นๆ ใส่ลงถังรีแอคเตอร์ และใส่ตัวทำละลายที่เหมาะสมลงไป ต้มด้วยอุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถแยกอะลูมิเนียมบริสุทธิ์ออกจากกระดาษได้ ซึ่งกระบวนการเพียงเท่านี้ สามารถทำให้อะลูมิเนียมบริสุทธิ์หลุดแยกออกจากกระดาษไปคนละชั้น ไม่ต้องยุ่งยากในการคัดแยกอีก โดยอะลูมิเนียมบริสุทธิ์จะหลุดออกจากกระดาษและตกลงไปรวมกันอยู่ด้านล่างถัง ส่วนกระดาษจะลอยขึ้นด้านบนอย่างชัดเจน ขณะที่พลาสติกละลายไปกับตัวทำละลาย ซึ่งข้อดีของตัวทำละลาย “โทลูอีน” คือ มีจุดเดือดต่ำ เมื่อใช้แล้วสามารถระเหยทิ้งด้วยวิธีการควบแน่นและนำกลับมากลั่นใช้ได้เรื่อยๆ ทำให้กรรมวิธีที่ใช้นี้มีจุดเด่น คือ ง่าย ต้นทุนค่าพลังงานต่ำและไม่มีของเสียตกค้างในกระบวนการผลิต เพราะไม่ต้องใช้น้ำและทำในระบบปิด โดยอะลูมิเนียมบริสุทธิ์ที่แยกออกมาได้นั้น สามารถนำไปใช้ต่อในภาคอุตสาหกรรมเพื่อทำประโยชน์อื่นๆ หรือขายให้โรงงานผลิตอะลูมิเนียมได้ ส่วนกระดาษก็สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานในโรงงาน หรือสามารถนำไปทำประโยชน์อื่นๆ ได้อีก ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการกำจัดขยะที่ดีวิธีหนึ่ง แม้อาจดูง่ายๆ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีใครทำ”
            ศ.ดร.นวดล อธิบายเพิ่มเติมว่า งานวิจัยบางอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นใช้เทคนิคลึกหรือยาก ซึ่งการค้นพบวิธีการดังกล่าว จะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ก่อให้เกิดขยะและมลพิษเพิ่มขึ้น เป็นวิธีที่มีประโยชน์ สามารถใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ และได้ราคาดีกว่าการนำไปเผาทำลายทิ้ง ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ “โทลูอีน” จะเป็นสารทำละลายกลุ่มหนึ่งที่ใช้กันในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครใช้กรรมวิธีการแยกอะลูมิเนียมบริสุทธิ์และกระดาษออกจากกล่องยูเอชทีโดยวิธีการสกัดด้วยตัวทำละลายดังกล่าว นอกจากกล่องยูเอชทีที่บรรจุนม หรือน้ำผลไม้ต่างๆ แล้ว วิธีนี้ยังสามารถนำไปใช้แยกอะลูมิเนียมบริสุทธิ์ออกจากถุงบรรจุขนมขบเคี้ยว หรือถุงฟอยล์ ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน
            สำหรับผู้ประกอบการเอกชนที่มีความสนใจต้องการนำงานวิจัยหรือกรรมวิธีการแยกอะลูมิเนียมและกระดาษออกจากกล่องบรรจุอาหารเหลวประเภทยูเอชที โดยใช้วิธีการสกัดด้วยตัวทำละลายเพื่อนำไปต่อยอดทางธุรกิจ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) 0-2470-8309-10

คิดให้หนักก่อนเข้าร่วม ‘ทีพีพี’ ผลได้อาจไม่คุ้มค่าผลกระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151101/216119.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2558
คิดให้หนักก่อนเข้าร่วม 'ทีพีพี' ผลได้อาจไม่คุ้มค่าผลกระทบ

หลากมิติเวทีทัศน์ : คิดให้หนักก่อนเข้าร่วม ‘ทีพีพี’ ผลได้อาจไม่คุ้มค่าผลกระทบ : โดย…วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

                      ขณะนี้ภาคเอกชนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาลเข้าร่วม ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership- TPP) ซึ่งมีประเทศต่างๆ เข้าร่วม 12 ประเทศ
                      โดยในประเทศที่เข้าร่วมทีพีพี ทั้ง 12 ประเทศ ไทยมีข้อตกลงทางการค้ากับทุกประเทศ ยกเว้น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา ดังนั้น ผลกระทบหรือประโยชน์จากความตกลงการค้านี้ จึงอยู่ที่การวิเคราะห์ผลที่เกี่ยวเนื่องกับ 3 ประเทศนี้เป็นหลัก
                      ภาคอุตสาหกรรมและสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เห็นว่า ประเทศไทยควรเข้าร่วมกับทีพีพี แต่นักวิชาการอีกหลายท่านวิเคราะห์ว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่ากับผลกระทบ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับ สิทธิบัตรยา และ ผลกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพและพันธุ์พืช
                      ทั้งนี้ เนื่องจากการส่งออกสินค้าของประเทศไทยไปยัง 3 ประเทศดังกล่าว เพียงประมาณ 9% เท่านั้น โดยสินค้าสำคัญที่จะได้รับผลกระทบคือ อุตสาหกรรมรถยนต์ และ เสื้อผ้า  ซึ่งอุตสาหกรรมแรกเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติของญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเองอยู่แล้ว ในขณะที่เสื้อผ้าเป็นอุตสาหกรรมอาทิตย์อัสดง ซึ่งไม่ควรหวังการได้ประโยชน์จากการลดภาษี เพราะที่ผ่านมาได้มีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ค่าแรงต่ำกันก่อนหน้านี้ อีกทั้งประเทศไทยควรจะพัฒนาคุณภาพหรือสร้างแบรนด์ในสินค้าประเภทนี้มากกว่า
                      ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดนอกจากสิทธิบัตรยาแล้วก็คือ การที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำของทีพีพี ได้ผลักดันให้ประเทศที่เข้าร่วมต้องขยายสิทธิบัตรในเรื่องพันธุ์พืช และการเปิดเสรีสินค้าที่สหรัฐเป็นผู้นำ เช่น จีเอ็มโอ และ ผลิตภัณฑ์อาหารดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งหลายประเทศไม่ยอมรับ
                      การเข้าร่วมทีพีพี จะเกิดผลกระทบต่อประเทศไทยในประเด็นที่เกี่ยวกับ ภาคเกษตรกรรม และ ทรัพยากรชีวภาพ ใน 2 ประเด็นสำคัญคือ
                      1) การขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิต (patent on life) และการยอมรับระบบกฎหมายพันธุ์พืช ยูพีโอวี1991 ภายใต้ความตกลงทีพีพี ประเทศสมาชิกต้องให้สัตยาบันในสนธิสัญญาบูดาเปสต์และสนธิสัญญายูพีโอวี1991 และต้องให้การคุ้มครองสิทธิบัตรในพืช และนวัตกรรมที่ได้จากพืช ประเทศไทยจะต้องแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรและกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ซึ่งจะส่งผลให้บรรษัทข้ามชาติสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพโดยไม่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ การเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อหรือแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้านจะกลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การผูกขาดเมล็ดพันธุ์จะขยายจาก 12 ปี เป็น 20 ปี เมล็ดพันธุ์จะมีราคาแพงขึ้นตั้งแต่ 2-6 เท่าตัวเป็นอย่างน้อย จากการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยงานศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) พบว่า ผลกระทบของระบบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรฐานของสหรัฐจะทำให้
                      -เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงเพิ่มขึ้น จาก 28,542 ล้านบาท/ปี เป็น 80,721-142,932 หรือเพิ่มขึ้น 52,179-114,390 ล้านบาท/ปี
                      -การสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการไม่ได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 10,740-48,928 ล้านบาท/ปี
                      -ผลกระทบระยะยาวจากการถูกกีดกันการพัฒนายาสมัยใหม่ที่มาจากสมุนไพรซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 59,798 ล้านบาท/ปี
                      รวมมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 122,717-223,116 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้ โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและการสูญเสียอธิปไตยเหนือทรัพยากรซึ่งไม่อาจประเมินมูลค่าได้
                      2) การถูกบีบบังคับให้ยอมรับพืชจีเอ็มโอและมาตรการปกป้องผู้บริโภคเกี่ยวกับฉลากอาหารดัดแปรพันธุกรรม
                      การเข้าร่วมเป็นภาคีในทีพีพี อาจทำให้ไทยต้องถูกบีบบังคับให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอ และอาจต้องยกเลิกการติดฉลากหรือมาตรการอื่นๆ ที่เป็นการปกป้องสิทธิผู้บริโภคเกี่ยวกับอาหารดัดแปลงพันธุกรรม
                      ทั้งๆ ที่กระแสผู้บริโภคทั่วโลกมีแนวโน้มต่อต้านพืชและผลิตภัณฑ์ดัดแปลงพันธุกรรมมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ดังที่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สกอตแลนด์ เวลส์ และประเทศต่างๆ ในอียู รวมกัน 16 ประเทศประกาศแบนพืชจีเอ็มโอเมื่อเร็วๆ นี้ เช่นเดียวกับ รัสเซีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น
                      การอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอจะทำให้ระบบเกษตรกรรมของประเทศไทยต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติสหรัฐ เกิดปัญหาการปนเปื้อนทางพันธุกรรมกับทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งเป็นรากฐานของระบบเกษตรกรรมและอาหารในอนาคต การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในเรื่องความปลอดภัยทางอาหารจะยิ่งเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์ดัดแปลงพันธุกรรมกำลังหดแคบลง ไม่เฉพาะในยุโรปเท่านั้น แต่รวมถึงตลาดสหรัฐเองด้วย เนื่องจากผู้บริโภคอเมริกันมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ที่มาจากการดัดแปลงพันธุกรรม
                      นี่คือเหตุผลที่ควรคิดให้หนักก่อนเข้าร่วมทีพีพี เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับนั้น ไม่คุ้มค่าเลยกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อย และทรัพยากรชีวภาพโดยรวมของประเทศ
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : คิดให้หนักก่อนเข้าร่วม ‘ทีพีพี’ ผลได้อาจไม่คุ้มค่าผลกระทบ : โดย…วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ)

ชวนคนไทยเอาชนะเหล้า งดดื่มต่อเนื่องหลังออกพรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151101/216120.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2558
ชวนคนไทยเอาชนะเหล้า งดดื่มต่อเนื่องหลังออกพรรษา

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ชวนคนไทยเอาชนะเหล้า งดดื่มต่อเนื่องหลังออกพรรษา : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล

                      ขอปรบมือดังๆ ชื่นชมคนที่งดเหล้างดอบายมุขช่วงเข้าพรรษา ซึ่งเป็นกระแสที่มาแรงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และเพื่อเป็นสัญญาณที่ดีในการลดละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป จึงอยากเชิญชวนให้ขยับงดเหล้าต่อเนื่องหลังออกพรรษา เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี นำไปสู่การเลิกดื่มระยะยาว สร้างครอบครัว คนรอบข้าง ชุมชน อย่างยั่งยืนต่อไป
                      กิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษาทุกๆ ปีที่ผ่านมา เห็นชัดเจนว่า คอเหล้าที่เลิกดื่มช่วงเข้าพรรษาได้ มีความตั้งใจลดการดื่มลงหลังจากออกพรรษา ด้วยเหตุผลที่ว่าสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายไม่มีประโยชน์ เสียสุขภาพ ที่สำคัญคนที่งดดื่มมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีเงินเก็บ สอดคล้องกับข้อมูลศูนย์วิจัยปัญหาสุรา(ศวส.) ระบุว่า การเลิกสุราจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 1,312 บาทต่อเดือนต่อคน ซึ่งที่ผ่านมาคนไทยควักกระเป๋าซื้อเหล้าปีละกว่า 2 แสนล้านบาท ยังไม่นับความสูญเสียที่เกิดจากการดื่ม
                      นอกจากนี้เมื่อย้อนดูข้อมูลการสำรวจระบาดวิทยาระดับชาติครั้งล่าสุด พบว่า อายุผู้ติดเหล้าเฉลี่ยจากที่มีอายุ 30-45 ปีขึ้นไป ลดเหลือเพียง 20-30 ปีเท่านั้น ส่วนภาพรวมมีผู้ติดสุราราว 4.3 ล้านคน 1 ใน 4 หรือกว่า 1 ล้านคน อายุ 15-25 ปี ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโรคเรื้อรังหลายชนิด
                      ล่าสุดสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) ร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดกิจกรรมรณรงค์ “คนเลิกเหล้า…เปลี่ยนชุมชน” เพื่อเชิญชวนคนงดเหล้าให้งดต่อเนื่องหลังออกพรรษานี้ โดยนำประสบการณ์ของคนที่เลิกเหล้า และปรับเปลี่ยนตัวเอง เป็นกำลังสำคัญในการชวนคนเลิกเหล้า ร่วมกันเปลี่ยนชุมชนให้ดีขึ้น รวมถึงนำคนที่งดเหล้าเข้าพรรษาและตั้งใจจะงดต่อไป มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสาธารณะ
                      ธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) อธิบายว่า กิจกรรมครั้งนี้ต้องการสื่อสารไปยังคนที่งดเหล้าเข้าพรรษาให้ตั้งมั่นที่จะสู้ต่อเพื่อเอาชนะใจตนเองแล้วงดเหล้าต่อเนื่องหลังออกพรรษาต่อไป รวมถึงผู้ที่ต้องการจะลดละเลิกเหล้าในชุมชนต่างๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการบอกต่อหรือเชิญชวนคนในชุมชนหมู่บ้านให้ลดละเลิกเหล้า เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชนให้ดีขึ้น สร้างเงินออมและความอบอุ่นให้ครอบครัว ลดปัญหาอุบัติเหตุ ความรุนแรง และอาชญากรรมในชุมชน
                      ทั้งนี้จากสถิติตัวเลขปีที่ผ่านมามีคนไทยตอบรับเข้าร่วมกิจกรรม ลดละเลิกเหล้ากว่า 13 ล้านคน และงดได้ครบพรรษาทั้ง 3 เดือนกว่า 7 ล้านคน จากนักดื่ม 17 ล้านคนทั่วประเทศ ประหยัดเงินได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท คาดว่ากิจกรรมนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่อยากจะเลิกเหล้าเกิดแรงกระตุ้น ส่วนคนที่งดเหล้าเข้าพรรษาจะตั้งมั่นสู่การงดเหล้าหลังออกพรรษานำไปสู่การเลิกเหล้าตลอดชีวิตได้ นอกจากนี้ขอฝากคำแนะนำสำหรับผู้ที่หยุดดื่ม หากต้องการหยุดได้ต่อเนื่องต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้นึกถึง ส่วนผู้ที่ยังดื่มอยู่อยากให้ลองเปรียบเทียบระหว่างข้อดีข้อเสียของการดื่ม แม้จะยังไม่เกิดผลกระทบกับตัวเองตอนนี้ แต่ในอนาคตหากเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถแก้ไขได้
                      สมควร ในทอง กำนันตำบลโนนหนามแท่ง จ.อำนาจเจริญ เล่าถึงอดีตที่เคยเป็นนักดื่มตัวยงว่า เริ่มดื่มตั้งแต่อายุ 15 ปี มีปัญหาทะเลาะวิวาทบ่อยครั้งรวมทั้งความรุนแรงในครอบครัว จนลูกไม่มีเงินไปโรงเรียนก็ยังดื่มอยู่ เป็นหนี้เป็นสินเขาไปทั่ว ครั้งหนึ่งเคยประชดครอบครัวด้วยการเอาอีโต้ฟันขาตัวเอง เนื่องจากขอเงินไปซื้อเหล้าแล้วไม่ได้ แต่มาเลิกเหล้าได้ตอนที่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน โดยใช้วิธีหักดิบ จากการชักชวนของลูกบ้านที่อดีตเคยเป็นปีศาจสุราเหมือนกัน พอมาเป็นกำนันแล้วพบปัญหาคนในหมู่บ้านดื่มเหล้ามากถึงร้อยละ 70 สร้างความเดือดร้อนต่อชุมชน ทั้งทะเลาะวิวาทชกต่อยมีปากเสียง ฯลฯ
                      นอกจากนี้ ยังพบว่าในงานพิธีต่างๆ ทั้งงานบุญงานศพ จะมีเรื่องจากการดื่มเหล้าเข้ามาต่อเนื่อง จึงได้มีการทำประชาคมหมู่บ้าน โดยให้ประชาชน ท้องถิ่น สถาบันการศึกษา เข้าร่วมทำประชาคม เริ่มจากการจัดงานศพปลอดเหล้า มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับเจ้าภาพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างดี
                      “อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการรณรงค์ให้เป็นชุมชนปลอดเหล้า ผลที่ได้คือ ในชุมชนไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีขโมย ไม่มีความรุนแรงในครอบครัว และขณะนี้ก็มีการเชิญชวนคนในหมู่บ้านที่ตั้งใจงดเหล้าเข้าพรรษาได้งดต่อเนื่องไป เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นช่วยลดละเลิกเหล้าตลอดชีวิตให้ได้จนสำเร็จ มีเงินเหลือเก็บเปลี่ยนตัวเองเพื่อครอบครัว ต้องขอบคุณมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และสสส.ที่เห็นคุณค่าของคนเล็กคนน้อยอย่างพวกเรา และไม่รังเกียจที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นขี้เมา” สมควร กล่าว
                      นิพล วิชัย พ่อค้าย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ บอกถึงจุดเริ่มต้นที่เคยติดสุรามาก่อนว่า จากเดิมที่เคยเป็นคนติดเหล้า ต้องดื่มเหล้าขาววันละ 1 ขวด สมัยนั้นราคา 105 บาท ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ ค่าใช้จ่ายไม่พอ ครอบครัวทะเลาะกัน ผู้คนในชุมชนไม่ให้เครดิต มองเป็นคนไม่ดี เอะอะโวยวายสร้างความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนบ้านและมีปัญหาสุขภาพบ่อยครั้ง จากนั้นปี 2550 ได้เริ่มเข้าร่วมโครงการชุมชนพอเพียง เพื่องดเหล้า หลังจากที่เลิกได้ผลที่เกิดขึ้นคือ ครอบครัวมีความสุข มีรายได้พอใช้ คนในชุมชนให้การยอมรับ ณ วันนี้ได้เป็นทั้งกรรมการชุมชนและอสม. ชาวบ้านต่างยกย่อง สร้างความภูมิใจให้แก่ตนเอง นอกจากนี้อยากจะฝากไปยังคนที่ยังดื่มอยู่ว่า อย่าดื่มเลยเพราะถ้าติดแล้วมันเลิกได้ยาก ยิ่งอายุมากยิ่งเลิกได้ยาก และจะเป็นคนไม่มีเครดิตกับคนในสังคมเลย
                      “ทุกวันนี้ผมได้ทั้งเงินและครอบครัวกลับมาแล้ว ซึ่งจะชี้แนะคนในชุมชนให้รู้จักการเปรียบเทียบว่าการดื่มมีผลเสียอย่างไรกับเราและชุมชนบ้าง ที่สำคัญการงดเหล้าต่อเนื่องหลังออกพรรษาเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้คนในชุมชนได้ตระหนักและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทุกวันนี้สิ่งที่ผมทำเป็นประจำคือชักชวนให้คนที่ดื่มลด ละ เลิก เพราะหากเขาเลิกได้ความสุขจะตามมา เราก็รู้สึกดีไปด้วย” นิพล ระบุ
                      ขณะที่ นัยนา ยลจอหอ ประธานชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม เขตดุสิต กทม. บอกว่า ก่อนหน้านี้จัดอยู่ในกลุ่มผู้หญิงที่ชอบดื่ม มองว่าดื่มแล้วดูเป็นผู้หญิงแกร่ง และเก่ง ทั้งดื่มทั้งสูบ ประมาณว่าอะไรที่ผู้ชายทำได้ฉันก็ทำได้ แต่พอเมาแล้วก็เสียงานเสียการ จนต้องตกงาน และเริ่มมีปากเสียง มีความรุนแรงในครอบครัว เริ่มมีปัญหาสุขภาพ ตอนตั้งครรภ์ก็หยุดดื่ม หลังคลอดลูกก็กลับมาดื่มใหม่ ในชุมชนมีปัญหาเรื่องการดื่มเหล้ามาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือความรุนแรงในครอบครัว สร้างความรำคาญให้คนในชุมชน มีทั้งทะเลาะตบตี
                      “สำหรับจุดเปลี่ยนเริ่มจากภายหลังที่ได้เข้าไปศึกษาดูงานกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เรื่องความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดจากเหล้า จึงได้ทำโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาในปี 2557 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผลที่ได้ผู้คนในชุมชนที่ดื่มเหล้าเปลี่ยนพฤติกรรมจากหน้ามือเป็นหลังมือ ครอบครัวดีขึ้น ชุมชนดีขึ้น ซึ่งถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากสสส.และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ก็คงไม่มีตนเองในวันที่สามารถกลับมาหยัดยืนในสังคมอย่างภาคภูมิใจได้ขนาดนี้ นอกจากนี้ยังได้ชักชวนให้คนในชุมชนงดเหล้าต่อเนื่องหลังออกพรรษา โดยจะเพิ่มขึ้นอีก 1 เดือน แต่จะทำในลักษณะของการงดเหล้าด้วยความสมัครใจไปก่อน นอกจากนี้จะเริ่มต้นงดการดื่มเหล้าในงานเลี้ยงต่างๆ ด้วย ส่วนตัวตั้งใจว่าจะงดเหล้าจากเข้าพรรษา เป็น 6 เดือน ท้าทายตัวเองว่าจะงดให้ได้ตลอดไป” นัยนา กล่าวทิ้งท้าย
                      การรณรงค์ลดละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องและครอบคลุม ซึ่งต้องเน้นคนรอบข้าง เพื่อน ครอบครัว ชุมชนก่อน แล้วค่อยขยายต่อ เพื่อสุขภาพและสิ่งดีๆ ที่จะตามมา
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ชวนคนไทยเอาชนะเหล้า งดดื่มต่อเนื่องหลังออกพรรษา : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล)

พม.จัดประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่23ถกปัญหาแรงงานเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151031/216107.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2558
พม.จัดประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่23ถกปัญหาแรงงานเด็ก

พม.จัดประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่23 ถกปัญหาแรงงานเด็ก และความเท่าเทียมทางเพศ

             กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัด ประชุมวิชาการนานาชาติ ครั้งที่ 23 ภายใต้หัวข้อ “ความเจริญรุ่งเรืองและวิกฤติ : วาทกรรมสังคมสงเคราะห์และนโยบายสังคม” มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 300 คน ประกอบด้วย นักวิชาการด้านการศึกษาสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสวัสดิการสังคม นักวิชาการ นักศึกษา และอาสาสมัครที่ทำงานเกี่ยวข้อง จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 20-24 ตุลาคม

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิด การประชุมวิชาการนานาชาติ ครั้งที่ 23 (The Joint Regional Conference APASWE & IFSW – ASIA Pacific, Bangkok, Thailand) ภายใต้หัวข้อ “ความเจริญรุ่งเรืองและวิกฤติ : วาทกรรมสังคมสงเคราะห์และนโยบายสังคม” ว่า การประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมของคนไทย ทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งสมาคมสถาบันการศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์แห่งเอเชียและแปซิฟิก สมาพันธ์นักสังคมสงเคราะห์แห่งเอเชียและแปซิฟิก และสมาคมสภาการศึกษาด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมไทย

“เป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ของนักสังคมสงเคราะห์ นักสวัสดิการสังคม และผู้ปฏิบัติงานในองค์การสวัสดิการสังคมของภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งการทบทวนพัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมทั้งในเชิงวิชาการ และเชิงวิชาชีพในงานสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนการประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรือง และวิกฤติการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

สำหรับประเด็นสำคัญในการประชุมมี 2 เรื่องหลัก คือ ประเด็นแรงงานเด็ก และประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งในเรื่องของ แรงงานเด็ก นั้น ในส่วนของประเทศไทย หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรง คือกระทรวงแรงงาน แต่ในส่วนของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะดูแลเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ เช่น การใช้เด็กไปขายพวงมาลัยตามสี่แยก โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย และช่วงเวลาในการทำงานของเด็กๆ

ส่วนประเด็น ความเท่าเทียมกันทางเพศ นั้น ประเทศไทยจัดอยู่ในเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย ที่ให้การยอมรับความเท่าเทียมทางเพศ โดยมีกฎหมายรองรับความเป็นเพศอื่นๆ นอกจากเพศชาย และหญิง ภายใต้ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมกันทางเพศ ถือเป็นความก้าวหน้าด้านการสังคมสงเคราะห์ในระดับเอเชีย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวด้วยว่า ประเด็นเหล่านี้ ผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์จะต้องพัฒนาตนเองให้ทันกับสถานการณ์ และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีความหลากหลาย เนื่องจากขบวนการหาผลประโยชน์จากเด็ก มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปอย่างหลากหลายมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเอาผิดสำหรับความเท่าเทียมทางเพศ นักสังคมสงเคราะห์จะต้องปรับตัวในการทำงาน ต้องมองว่า เพศที่สาม คืออีกเพศหนึ่งที่สามารถสร้างคุณงามความดีให้แก่สังคมได้เช่นเดียวกับเพศอื่น

“ข้อสรุปของการประชุมครั้งนี้ คือการพัฒนาวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์ และนักสวัสดิการสังคม ให้ทันกับสภาพสังคม และปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไป”

‘ศ.นพ.ไกรสิทธิ์’ปธ.ก.ก.สรรหาผจก.สสส.คนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151030/216088.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2558
'ศ.นพ.ไกรสิทธิ์'ปธ.ก.ก.สรรหาผจก.สสส.คนใหม่

บอร์ดสสส.ไฟเขียว’ศ.นพ.ไกรสิทธิ์’ปธ.ก.ก.สรรหาผจก.สสส.คนใหม่

             เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุน สสส. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 10/2558 เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้จัดการกองทุน สสส. คนใหม่ แทน ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ อดีตผู้จัดการกองทุน สสส. ที่ได้ลาออกจากตำแหน่ง โดยเห็นชอบให้ ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการ สำนักงานอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สำนักงานใหญ่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นประธานกรรมการ และผู้มีทรงคุณวุฒิร่วมเป็นคณะกรรมการ อาทิ ศ.พญ.ชนิกา ตู้จินดา อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล, นายระพีพันธุ์ สริวัฒน์ อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ผู้แทนกระทรวงการคลัง, ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น โดยคณะกรรมการชุดนี้ ทำหน้าที่สรรหาผู้จัดการคนใหม่ ให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม และเสนอชื่อผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อพิจารณาเห็นชอบ โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการสรรหา จะต้องมีการประกาศเปิดรับสมัครผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ สสส. ติดประกาศที่ สสส. รวมถึงมีหนังสือแจ้งหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้สังคมได้รับทราบ โดยคณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่พิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครหรือผู้ได้รับเสนอชื่อ และจัดทำบัญชีรายชื่อเพื่อสัมภาษณ์ หรือให้แสดงวิสัยทัศน์ จากนั้นคณะกรรมการฯ จะเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมที่สุดคนหนึ่งต่อคณะกรรมการกองทุนเพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้จัดการ สสส. คนใหม่ แต่หากคณะกรรมการกองทุนฯ ไม่เห็นขอบกับรายชื่อที่ถูกเสนอ จะต้องทำการสรรหาใหม่

“นอกจากนั้นที่ประชุมได้หารือกันถึงประเด็นที่ปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงาน สสส.อย่างเข้มข้น ซึ่ง สสส. ได้เข้าชี้แจงในหลายประเด็น เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงการดำเนินงานของ สสส. รวมถึงได้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม ศอ.ตช.ไปแล้ว และได้นำข้อคิดเห็นและข้อสรุปชี้แจงต่อที่ประชุมในวันนี้ด้วย” พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าว