สร้างจิตวิญญาณความเป็นไทยภารกิจ’ครูอาสาจุฬาลงกรณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151030/216082.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2558
สร้างจิตวิญญาณความเป็นไทยภารกิจ'ครูอาสาจุฬาลงกรณ์'

สร้างจิตวิญญาณความเป็นไทยภารกิจ’ครูอาสาจุฬาลงกรณ์’ : หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

             คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อตั้งโครงการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ เมื่อปี 2527 ตามแนวคิดของพระเทพโสภณ (หลวงเตี่ย) เจ้าอาวาสวัดไทยลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยแก่เด็กและเยาวชน ลูกหลานไทยในสหรัฐอเมริกาปัจจุบันได้ขยายการดำเนินการไปยังวัดต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา 12 วัด ออสเตรเลีย 1 วัด และนิวซีแลนด์ 1 วัด ทำการคัดเลือกและอบรมครูอาสาสมัคร ทั้งครูอาสาสมัครภาคฤดูร้อน ที่จะปฏิบัติหน้าที่ 4 เดือน และครูอาสาสมัครประจำการ 1 ปี โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากวัดที่เข้าร่วมโครงการ

ปลายกรกฎาคม ครูอาสาสมัครฯ 9 คน ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ครูอาสาประจำการหนึ่งปี ณ โรงเรียนพุทธศานาวัดไทย ลอสแองเจลิส ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ปรับเวลาเปิด-ปิดเทอมใหม่เพื่อให้ตรงกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ส่งผล 5 คน “นพรัตน์ จรัสแสงสกุล ครูประจำชั้น ป.4, สันติ อุตรธิยางค์ ครูประจำชั้น ป.1, จิราวรรณ ตุ้มสุด ครูประจำชั้น ป.2, ชนะพล สมบูรณ์ ครูประจำชั้น ป.5-6 และวรรณวิภา เที่ยงธรรม ครูประจำชั้นอนุบาล ไม่สามารถเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้

“พลชนะ สมบูรณ์” เล่าว่า การเรียนการสอนที่โรงเรียนพุทธศาสนาวัดไทยลอสแองเจลิส แบ่งออกเป็น 7 ระดับชั้น คือ ชั้นอนุบาล (รับตั้งแต่ 4ขวบ) ชั้น ป.1 ชั้น ป.2 ชั้น ป.3 ชั้น ป.4 ชั้น ป. 5-6 และชั้นมัธยม และมีวิชานาฏศิลป์ และดนตรีไทยด้วย การเรียนการสอนในภาคเรียนปกติ จะจัดในวันเสาร์และอาทิตย์ นักเรียนเลือกเรียนวันใดวันหนึ่ง หรือจะมาทั้งสองวันก็ได้

การเรียนสอนเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นช่วงของวิชา นาฏศิลป์ และดนตรีไทย ซึ่งนักเรียนจะเข้าเรียนตามที่ตนต้องการชมรมศิลปะป้องกันตัว และชมรมนักประดิษฐ์น้อยก่อนเรียนจะมีเคารพธงชาติอเมริกา ธงชาติไทย กล่าวคำปฏิญาณตน ร้องเพลง “ฉันเป็นคนไทย” ไหว้ทักทายครู จากนั้นก็ขึ้นโบสถ์ ทำกิจกรรมสวดมนต์ไหว้พระ ซึ่งจะปิดท้ายด้วยกิจกรรมเสริม เช่น เล่านิทาน เรียนรู้เครื่องดนตรี เรียนมารยาทไทย เรียนรู้เกร็ดภาษาไทย

เริ่มเรียนภาษาไทย เวลา 13.00 น. แต่ละห้องก็จะเริ่มทำการเรียนการสอน จนถึงเวลา 14.15 น. จะพักครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็จะมาเรียนอีกช่วงจนถึง 16.00 น. ช่วงแรกเป็นการเรียนวิชาภาษาไทย และช่วงสองเป็นการเรียนวัฒนธรรมไทยทำแบบฝึกหัดงานประดิษฐ์ หรือกิจกรรมเคลื่อนไหว ตามแต่ละชั้นจะออกแบบ หลังจากเลิกเรียน นักเรียนจะไปฝึกรำ หรือดนตรี บางส่วนฝึกศิลปะป้องกันตัว ทำงานศิลปะ หรือรอผู้ปกครองมารับกลับบ้าน

“การเรียนการสอนอนุบาล กับ ป.1 เน้นกิจกรรมที่สนุกสนาน มีทั้งกิจกรรมเคลื่อนไหว ร้องเพลง เล่านิทาน งานศิลปะ ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้อักษรไทย สระเช่น คาบที่เรียนเรื่อง ก ไก่ มีทั้งการหัดอ่าน หัดเขียน และทำกิจกรรมที่เชื่อมโยงไปสู่เนื้อหา เช่นประดิษฐ์แม่ไก่จากจานกระดาษ ร้องเพลงแม่ไก่ เน้นการได้ลงมือปฏิบัติ เรียนรู้ผ่านของจริง (Learning by Doing) ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมือนกับ ระดับชั้น ป.1 แต่ ป.1 จะเพิ่มเนื้อหาด้านการอ่านและการเขียนเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความยากของเนื้อหามากขึ้น”

ส่วนระดับชั้น ป.2 ป.3 ป.4 ป.5-6 จะเป็นการเรียนอ่านเขียนฟังพูด ซึ่งค่อยๆ เพิ่มความยากขึ้นไปตามระดับชั้น จาก ป.2 ที่เรียนรู้การอ่านเป็นคำค่อยๆ ไล่ระดับไปจนถึงการอ่านเป็นเรื่องราวในระดับชั้น ป.5-6 เพียงแต่นักเรียนที่จบชั้น ป.5-6 (ที่จบตามหลักเกณฑ์) จะมีทักษะการอ่านเทียบเคียงได้กับนักเรียนชั้น ป.4 คืออ่านคำที่พบเจอทั่วไปได้ เข้าใจความหมาย แต่ถ้าเป็นศัพท์ยากๆ ศัพท์เฉพาะ คำราชาศัพท์ ศัพท์วิชาการก็จะอ่านไม่ออก หรืออ่านออกแต่ไม่เข้าใจ บางคนอาจอ่านได้แต่ไม่คล่องนัก

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับครอบครัวว่าใช้ภาษาไทยมากแค่ไหน บางคนอ่านหนังสือพิมพ์ได้ แต่พบน้อยมาก ลักษณะกิจกรรมในระดับชั้นวิชาการ แต่จะใช้เกม หรือกิจกรรมที่สนุกสนานมาช่วย ทั้งกิจกรรมกลุ่มที่มีการแข่งขัน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อมือและสิ่งประดิษฐ์เข้ามาช่วย ทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ ส่วนระดับชั้นมัธยม จะมีครูประจำถิ่นรับผิดชอบ นักเรียนจะเรียนการอ่านที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น บทความ ข่าว ความเรียง นักเรียนในชั้นนี้ จึงเป็นเด็กโตที่เรียนมานาน หรือโตในเมืองไทยมาก่อนจนแม่นยำในภาษาไทย

ครูพยายามออกแบบกิจกรรมให้มีความสนุกสนาน เพื่อดึงดูดความสนใจเด็ก ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งเรื่องของการอ่านและเขียน ต้องพยายามใส่ใจและแก้ไขปัญหาการอ่านและเขียนของนักเรียนตลอด ครูจะพยายามแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดดีๆ ที่นำไปประยุกต์ด้านการสอน ในขณะเดียวกันก็ต้องประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองให้ใส่ใจดูแล ใช้ภาษาไทยกับบุตรหลานอย่างสม่ำเสมอ ช่วยบุตรหลานในการเรียนภาษาไทย ครูก็ต้องพยายามสร้างความเข้าใจให้เด็กได้เห็นว่าภาษาไทยมีประโยชน์ และมีความสัมพันธ์กับชีวิตของนักเรียน

พระครูสิริกิตติญาณวิเทศ กล่าวว่า การที่มีครูอาสาสมัครมาประจำการหนึ่งปี ถือว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่วัดไทย โรงเรียน และชุมชนไทยในนครลอสแองเจลิสอย่างมหาศาล จนนับค่าไม่ได้ ช่วยกิจกรรมต่างๆ ของวัดได้ เด็กๆ ลูกหลานคนไทยในอเมริกาได้มาเรียนรู้ภาษาไทย มารู้จักขนบธรรมเนีมประเพณีไทยจากครูอาสากลุ่มนี้ เพราะครูกลุ่มนี้เก่ง เรียนมาโดยตรง เด็กรัก เด็กอยากเรียนด้วย และผู้ปกครองก็เชื่อใจมากกว่าด้วย

รศ.ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในอนาคตจะทำแผนระยะเวลา 3 ปีในการส่งเสริมความเป็นไทยที่มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรม จัดระบบคัดสรรครูอาสา สืบสานภาษาไทยและศิลปวัฒนธรรม ทำหลักสูตรการสอนที่ทันสมัย เน้นบริการวิชาการแก่สังคมไทยและสังคมโลกให้มากที่สุด 0 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0

จ่อฟันโรงเรียนดังติดแอร์ผลาญงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151030/216075.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2558
จ่อฟันโรงเรียนดังติดแอร์ผลาญงบ

สตง.เขต 4 ชี้มูลความผิดเตรียมฟันโรงเรียนดังก่อสร้างอาคารติดแอร์-หลอดไฟจำนวนมาก มีเจตนาส่อไปในทางทุจริตใช้จ่ายงบประมาณตั้งราคากลางเกินจริง

                      30 ต.ค. 58  หลังมีกระแสข่าวออกมาว่าโรงเรียนชื่อดัง จังหวัดชัยภูมิ ดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารขนาด 4 ชั้น และมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และหลอดไฟมากเกินความจำเป็น ไม่เว้นทางขึ้นบันไดภายในตัวอาคารแทบทุกชั้น เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย
                      ล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. สำนักงานผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มอบหมายให้นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เขต 4 นำคณะลงพื้นที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยมี ผอ.และรอง ผอ. เป็นตัวแทนโรงเรียนชี้แจง
                      ทั้งนี้ ภายในตัวอาคารอเนกประสงค์แบบพิเศษของโรงเรียน ที่มีการดำเนินประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างตัวอาคารขนาดสูง 4 ชั้น มาตั้งแต่ปี 2556 – 2558 ในวงเงินงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจาก สพฐ. ที่มีผู้รับเหมาเสนอราคาประมูลงานไปได้ในราคา 44,300,000 บาท ต่ำกว่าราคากลางกว่า 3.7 ล้านบาท จากที่ตั้งไว้ 48 ล้านบาท
                      นายสุทธิพงษ์ เปิดเผยว่า โดยเบื้องต้นจากการส่งคณะเจ้าหน้าที่วิศวกรเข้าตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา ทั้งการก่อสร้างตัวอาคารทั้งหมด การติดแอร์ และหลอดไฟฟ้าที่จำนวนมากเกินความจำเป็น รวมทั้งการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และหลอดไฟฟ้า มีการใช้จ่ายงบกว่า 6.1 ล้านบาท ทั้งการติดตั้งที่มากเกินความจำเป็น ขณะนี้เชื่อได้ว่า มีมูลความผิดชัดเจนแล้ว ในการที่มีการออกแบบเพื่อขอใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ สิ้นเปลือง เกินเหตุหรือเกินจริง ตามความจำเป็น อาทิ การติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ที่ทางขึ้นบันได
                      การออกแบบก็สามารถแก้ไขได้ เพื่อความเหมาะสม แต่กลับมีการดำเนินการ เพื่อต้องการใช้จ่ายงบประมาณที่เกินจริง ถือว่ามีมูลความผิดแล้ว รวมทั้งหลอดไฟฟ้าที่มีจำนวนมาก ทั้งที่ก็มีกฎหมาย กฎกระทรวงกำหนดไว้ ว่าจะติดตั้งได้จำนวนเท่าใด รวมทั้งเครื่องปรับอากาศก็เช่นกัน ซึ่งตรงนี้เข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่จะต้องมีภาระผูกพันการต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าของโรงเรียนตามมาอีกจำนวนมาก และต่อไปจะกระทบต่อนักเรียน ผู้ปกครอง ที่จะต้องช่วยเสียค่าใช้จ่ายพวกนี้ด้วย
                      การออกแบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียนเอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของต้นสังกัด สพฐ.จะต้องคิดคำนวณเรื่องนี้ตามหลักการออกแบบ และการนำงบประมาณของภาครัฐที่มาใช้จ่ายอย่างเหมาะสมด้วย ทาง สตง. เขต 4 เองจะได้เร่งรวบรวมข้อมูล เพื่อเสนอผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่มีอำนาจตามกฎหมาย เพื่อเอาผิดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไปภายในไม่เกินสัปดาห์หน้านี้ ซึ่งเข้าข่ายการกระทำผิดการขอใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเกินจริงในการตั้งราคากลางที่เกินจริง ที่ไม่มีความจำเป็นต้องนำงบประมาณมาติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และหลอดไฟฟ้ามากเกินจริง ทางผู้รับงานพื้นที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำไมไม่แก้ไขแบบ ปล่อยให้มีการใช้จ่ายงบประมาณแบบสิ้นเปลืองขนาดนี้ โดยจะมีบทลงโทษตามแต่เจตนาของแต่ละฝ่าย ที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม รวมทั้งจะต้องมีการขยายผลการเข้าตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารที่อ้างว่าเป็นแบบพิเศษของ สพฐ.ในลักษณะนี้ทั่วประเทศที่พบว่ามีอีก 7 แห่ง ทั้งแบบ 2 – 6 ชั้น ดำเนินการในช่วงเดียวกันมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 – 2558 ขอใช้จ่ายงบประมาณในลักษณะเพิ่มเติมรวมกว่า 360 ล้านบาท

4คนดังเข้าแจงสธ.กรณีโพสต์น้ำเมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151030/216047.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2558
4คนดังเข้าแจงสธ.กรณีโพสต์น้ำเมา

ถึงคิว4คนดังเข้าให้ข้อมูลสธ.กรณีโพสต์น้ำเมาลงโซเชียลมีเดีย “วีเจจ๋า” ระบุโพสต์ให้เพื่อนไม่ได้รับเงิน น้อมรับความผิด

             ความคืบหน้ากรณีเหล่าดาราคนดังโพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในโซเชียลมีเดีย เข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เรียกดารานักร้องและดีเจชื่อดังทยอยเข้าให้ข้อมูลนั้น ล่าสุดถึงคิวของวีเจจ๋า, เนย-แจม เนโกะจัมพ์, หญิงแย้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ตุลาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข น.ส.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี หรือวีเจจ๋า พร้อมบิดาและทนายความ ได้เดินทางเข้าพบเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังจากได้รับหนังสือเชิญเข้าให้ข้อมูลกรณีที่โพสต์ภาพถ่ายคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เผยแพร่ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานโฆษณา ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว และปรากฏชื่อในกิจกรรมส่งเสริมการขายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่ง

น.ส.ณัฐฐาวีรนุช ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าให้ข้อมูลกว่า 2 ชั่วโมงว่า รู้สึกดีและสบายใจขึ้น ที่ได้เข้าให้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เต็มที่ เดินทางมาเพื่ออธิบายว่าเราทำอะไร อย่างไร ส่วนไหนที่ตนทำผิดก็ขอยอมรับและจะทำในสิ่งที่ดีๆเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่สังคมต่อไป ทั้งนี้ ตนทำงานกับบริษัทมานานแล้วเป็นการทำงานระยะยาวทั้งพิธีกร งานอีเวนท์และร่วมทริปกิจกรรม

“ที่มีการโพสต์รูปนั้น เป็นการโพสต์ให้เพื่อน ไม่ได้รับเงิน แต่เมื่อลงเผยแพร่แล้วไม่ดีต่อสังคมก็จะเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาจ๋าไม่มีการโพสต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสินค้าที่มาจ้างให้ลงโฆษณาแต่อย่างใด” น.ส.ณัฐฐาวีรนุช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เพื่อนที่ว่าเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ น.ส.ณัฐฐาวีรนุช กล่าวว่า ขอไม่พูดในรายละเอียด แต่ได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ไปแล้ว

ต่อมาเวลา 15.30 น. น.ส.วรัฐฐา อิมราพร หรือเนย เนโกะจัมพ์ เปิดเผยหลังเข้าให้ข้อมูลกรณีโพสต์รูปคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นานร่วม 3 ชั่วโมงว่า ได้เข้าให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริง ไม่ได้มีเจตนาที่จะโฆษณา เพราะตนไม่รู้กฎหมาย แต่หากกฎหมายระบุว่าผิดก็พร้อมรับผิด แต่การโพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เป็นการแสดงออกตามปกติเพราะตนเป็นคนดื่มและชอบโพสต์อยู่แล้ว ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่าเป็นน้ำดื่มน้ำเปล่า เข้าร่วมเพราะรู้จักกับนายภูมิใจ ตั้งสง่า หรือดีเจภูมิ และชวนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยเพราะสนิทกัน แต่ในส่วนที่โพสต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นไม่เกี่ยวข้องกัน ตนทำเองโดยไม่มีการว่าจ้าง

“ยินดีรับบทลงโทษ แต่อยากขอความเป็นธรรมให้แก่แจม (น.ส.ชรัฐฐา อิมราพร) เนื่องจากแจมแค่ไปร่วมงานอีเวนท์เพียงอย่างเดียวแต่ถูกพ่วงว่ากระทำผิดไปด้วย การที่สวมชุดสีเขียวก็เป็นธีมของงาน ซึ่งปกติผู้ว่าจ้างให้ใส่สีอะไรก็ต้องใส่สีนั้น ที่สำคัญแจมไม่ใช่คนดื่มเหล้าและไม่เคยโพสต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย เรื่องนี้ได้แจ้งเจ้าพนักงานไปแล้ว แต่ไม่ได้ระบุว่าจะดำเนินการอย่างไร จริงๆ หากพบว่าแจมไม่ผิดอยากให้กระทรวงสาธารณสุขออกมาสื่อสารผ่านสื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแจมเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อทั้งเรื่องงาน ความเข้าใจของสังคม และสภาพจิตใจของแจม” น.ส.วรัฐฐา กล่าว

ส่วนกรณีที่บริษัทต้นสังกัดสั่งพักงานเป็นเวลา 3 เดือน “เนย เนโกะจัมพ์” กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อผิดแล้วบริษัทมีบทลงโทษก็เข้าใจ ไม่ได้มีการต่อรองอะไร เพียงอธิบายกับบริษัทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นมาอย่างไร ถือเป็นบทเรียนที่สังคมจะได้เรียนรู้เรื่องกฎหมายไปด้วยกันว่ากฎหมายตัวนี้ไม่ได้เอาผิดแค่ดาราแต่รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย แค่โพสต์ขวด แก้ว โต๊ะ กล่องทิชชูที่มีสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ถือว่ามีความผิดจึงต้องระมัดระวัง

จากนั้นเวลา 15.15 น. น.ส.นนทพร ธีระวัฒนสุข หรือหญิงแย้ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ข้อมูลว่า ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่เคยรับเงินจากการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งที่ทำลงไปเป็นการเอาใจเพื่อนเท่านั้น ประกอบกับส่วนตัวมีไลฟ์สไตล์ในการชอบดื่ม โพสต์ แชร์ แทบทุกเรื่องทั้งเรื่องความสวยความงาม และเครื่องดื่มต่างๆ ส่วนเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่รู้มาก่อนว่าผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาเคยโพสต์แต่ก็ไม่มีใครออกมาเตือนว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในเรื่องศีลธรรมก็ขอโทษสังคมไปแล้วและพร้อมช่วยเหลือทุกอย่างที่ราชการให้ทำ

“การโพสต์รูปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโซเชียลมีเดียก็มาจากการที่เพื่อนที่ทำงานอยู่บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่งตัดพ้อว่าแย้โพสต์ภาพเฉพาะเครื่องดื่มยี่ห้ออื่น แต่ไม่เคยโพสต์ให้ยี่ห้อที่เพื่อนทำงานอยู่เลย จึงโพสต์เพื่อเอาใจเพื่อน และไม่เคยร่วมงานกับบริษัทนี้มาก่อน” น.ส.นนทพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การร่วมกิจกรรม changnewlook เป็นการร่วมงานครั้งแรกกับบริษัทนี้หรือไม่ น.ส.นนทพร กล่าวว่า เคยเป็นพริตตี้ให้บริษัทไทยเบฟฯ เมื่อ 5 ปีก่อน แต่การร่วมกิจกรรมน้ำดื่มครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกัน เพื่อนที่ว่ารู้จักกันก็เพิ่งมารู้จัก

วันเดียวกัน เวลา 17.30 น. น.ส.ชรัฐฐา อิมราพร หรือแจม เนโกะจัมพ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าให้ข้อมูลต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่เคยโพสต์รูปคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ เลย ส่วนงานอีเวนท์และกิจกรรมที่เข้าร่วมก็เป็นการเปิดตัวน้ำดื่มที่เป็นน้ำเปล่า

ต่อข้อถามต้องการให้สำนักงานคณะกรรมการควบคุมฯ ออกมาขอโทษหรือไม่ น.ส.ชรัฐฐา กล่าวว่า คงเป็นไปตามแบบที่สำนักงานได้ประกาศรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายกระทำผิดอยากให้ขอโทษในรูปแบบเดียวกัน เพราะตนได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก หากขอโทษแล้วตนก็โอเค ส่วนที่ต้องกระทบกับผลงานก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นความผิดพลาด

ด้าน นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผยว่า วีเจนวุ้นเส้น และวีเจจ๋า ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจชัดเจน โดยให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ที่จะประสานไปถึงต้นตอคนที่ได้ประโยชน์จากการโฆษณาโดยแท้ ซึ่งรับว่าขอให้โพสต์โดยเจ้าหน้าที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจแอลกอฮอล์เชิญชวนให้โพสต์ ดังนั้นจะทำหนังสือถึงบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างว่าได้รับประโยชน์ทางการค้ามาให้ข้อมูลต่อไป โดยทั้งวีเจวุ้นเส้น และวีเจจ๋า ระบุว่า ถูกเชิญโดยบุคคลคนเดียวกันติดต่อผ่านตัวดาราเอง ไม่ได้ผ่านผู้จัดการ ทั้งนี้ จากการเข้าให้ถ้อยคำของศิลปินดาราปรากฏชื่อบุคคลอื่นที่มีชื่อเสียงที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในแคมเปญของบริษัทนี้แต่ไปร่วมในงานอีเวนท์เดียวกันก็จะเชิญมาให้ถ้อยคำด้วย

ส่วนกรณีของ น.ส.ชรัฐฐา อิมราพร หรือแจม เป็น 1 ใน 7 คนที่ร่วมในแคมเปญ changnewlook ถือว่ามีส่วนร่วมเกี่ยวข้องจึงต้องเรียกเข้ามาชี้แจง ทั้งนี้แคมเปญดังกล่าวของผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกยี่ห้อหนึ่งมองว่าเข้าข่ายการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชัดเจน เนื่องจากแบ็กดร็อปของงานที่ใช้พื้นเป็นสีเขียวไม่น่าใช่สัญลักษณ์ของน้ำดื่มยี่ห้อนั้น เพราะหากเป็นกิจกรรมของสินค้าที่เป็นน้ำดื่มจะใช้สัญลักษณ์สินค้าที่เป็นสีอื่น แต่ทั้งหมดต้องฟังข้อมูลอีกครั้ง

นพ.สมาน กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่สำนักงานให้ข้อมูลผิดนั้น ตนจะทำหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และหาก น.ส.ญานนิน ภารวีไวเกล หรือพลอยชมพู ถูกสั่งพักงานก็พร้อมจะเข้าไปอธิบายให้ต้นสังกัดเข้าใจ

รายงานแจ้งด้วยว่า ที่ปรากฏชื่อของ น.ส.ญานนิน พบว่า บุคคลที่โพสต์ภาพของพลอยชมพูเป็นบุคคลอื่น ทำให้ไม่เข้าข่ายความผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มดาราคนดังลอตแรกจำนวน 15 คน ที่จะเข้าให้ข้อมูลกรณีโพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในโซเชียลมีเดีย ได้แก่ 1.น.ส.วิริฒิพา ภักดีประสงค์ หรือวีเจวุ้นเส้น 2.น.ส.นนทพร ธีระวัฒนสุข หรือหญิงแย้ 3.นายวิเชียร กุศลมโนมัยวิเชียร หรือดีเจเพชรจ้า 4.นายภูมิใจ ตั้งสง่า หรือดีเจภูมิ 5.น.ส.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี หรือวีเจจ๋า 6.น.ส.วรัฐฐา อิมราพร หรือเนย เนโกะจัมพ์ และ 7.น.ส.ชรัฐฐา อิมราพร หรือแจม เนโกะจัมพ์ 8.นายปกรณ์ ลัม หรือโดม 9.น.ส.ธันย์ชนก ฤทธินาคา หรือเบเบ้ 10.น.ส.หรรษา จึงวิวัฒนวงศ์ หรือนิวเคลียร์ 11.มายด์ น.ส.ณภศศิ สุรวรรณ หรือมายด์ 12.นายณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ หรือป้อง 13.นายปริญญา อินทชัย หรือเวย์ ไทยเทเนียม 14.นายภรัณยู โรจนวุฒิธรรม หรือแทค และ 15.วงบูมบูมแคลช

ทั้งนี้ วีเจวุ้นเส้น วีเจจ๋า เนย เนโกะจัมพ์ และหญิงแย้ ได้เข้าให้ข้อมูลแล้ว ส่วนโดมมีกำหนดเข้าพบในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ขณะเดียวกัน กลุ่มดาราเหล่าคนดังลอตที่สองที่ถูกเรียกเข้าให้ข้อมูลอีกจำนวน 18 คน มีกำหนดเข้าพบพนักงานเจ้าหน้าที่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยรอการตอบรับว่าจะว่างเข้าให้ข้อมูลได้ในวันนัดหมายหรือไม่

สำหรับรายชื่อดารานักร้องทั้ง 18 คน แบ่งเข้าให้ข้อมูล 2 ช่วง คือวันที่ 11-13 พฤศจิกายน ได้แก่ 1.น.ส.ศิริน หอวัง หรือคริส หอวัง 2.น.ส.เจนสุดา ปานโต หรือเจน 3.น.ส.ไรบีนา อินทชัย หรือนานา 4.วงสล็อตแมชชีน 5.นายฌอห์น จินดาโชติ 6.นายรัตนารัตน์ เอื้อทวีกุล หรือเพชร 7.นายสิทธา สภายุชาติ หรือเอี๊ยง 8.นายสุรเกียรติ บุนนาค หรือแพน แวมป์ 9.นายโยชิ มนัสพล หรือโยชิ วงซีควินท์ 10.นายกวิน ดูวาล หรือกวิน วง 3.2.1 11.นายโอสธี ชุ่นมงคล หรือกราฟ วงแบล็ควานิลลา 12.น.ส.เชริกา โชติวิจิตร หรือจินนี่ และ 13.นายพิชญ์ กาไชย หรือพิท วงซีควินท์ ส่วนรอบวันที่ 16 พฤศจิกายน 1.นายดาวิเด โดริโก้ หรือดีเจเดย์ 2.น.ส.ฐิติรัตน์ อินเทพ หรือดีเจฟ้าใส 3.น.ส.ไพลิน รัตนแสงเสถียร หรือหว่าหวา ไชน่าดอลล์ 4.นายปองศักดิ์ รัตนพงษ์ หรืออ๊อฟ ปองศักดิ์ และ 5.นายเขมรัชต์ สุนทรนนท์ หรือดีเจอ๋อง

‘ดาว์พงษ์’กัดติด!แฮกป่วนเว็บศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151029/216034.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2558
'ดาว์พงษ์'กัดติด!แฮกป่วนเว็บศธ.

‘ดาว์พงษ์’ สั่งตรวจสอบหาต้นตอ ‘แฮกเกอร์’ ป่วนเว็บ ศธ. ลั่น กัดติด ปล่อยไม่ได้ ตั้ง ‘อนุสรณ์’ เป็นซีอีโอ ดูแลไอซีทีของกระทรวง

                      29 ต.ค. 58  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่เว็บไซต์ www.moe.go.th ของ ศธ. โดนแฮก โดยเข้าไปลบรูปภาพ และข้อมูลภารกิจงานของ รมว.ศึกษาธิการ ออก เปลี่ยนรูปภาพ พร้อมแสดงข้อความ Hacked By KlaKil /TurkHack Team.Net/ ว่า ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาให้ทราบโดยด่วน เบื้องต้นทราบว่า เหตุเกิดในช่วงค่ำของวันที่ 28 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา และจากนั้นไม่นานทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการแก้ไขให้กลับสู่หน้าเว็บไซต์ปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ปล่อยไปไม่ได้ แม้วันนี้จะไม่มีอะไร แต่วันหน้าอาจจะเป็นเรื่องสำคัญ จะมาทำเล่นๆ ไม่ได้
                      “เรื่องนี้ปล่อยไม่ได้ ต้องกัดติด จะมาเล่นกับผมแบบนี้ไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าคนที่ทำคิดอะไร ที่ผ่านมามีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที และกระทรวงกลาโหม ก็เคยโดนแฮกมาแล้วเช่นกัน คิดว่าคนแฮกคงจะไล่เข้าไปเช็กดูรายละเอียดของเว็บไซต์ต่างๆ ว่าจะเข้าไปแฮกที่ไหนได้บ้าง จะเข้าไปเช็กข้อมูล ขณะนี้ ศธ.จะตั้งซีอีโอด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ไอซีที ของ ศธ. โดยมีนายอนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. เป็นประธานคณะทำงาน โดยจะมีการนำงานด้านไอซีทีของ 5 องค์กรหลักใน ศธ.มาดูแล เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด แทนที่จะต่างคนต่างทำ ส่วนจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่แฮกเว็บไซต์นี้หรือไม่นั้น ขอเวลาตรวจสอบก่อน”

ภตช.’ติง‘ดาว์พงษ์’หยุดผูกขาดตำรา-ผิดก.ม.3ฉบับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151029/215989.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2558
ภตช.’ติง‘ดาว์พงษ์’หยุดผูกขาดตำรา-ผิดก.ม.3ฉบับ

ภตช.’ติง‘ดาว์พงษ์’หยุดผูกขาดตำรา-ผิดก.ม.3ฉบับ : กมลทิพย์ ใบเงิน รายงาน

           กลายเป็นเรื่อง “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์“ สั่นสะเทือนไปทั่ววงการพิมพ์ตำราแบบเรียน เมื่อ ”นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์” หัวหน้าคณะทำงานกำหนดแนวทางการประเมินประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้า (อค.) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอความร่วมมือโรงเรียนในสังกัดสพฐ.สั่งซื้อหนังสือใน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จากอค. แทนการสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์เอกชน อ้างเพื่อให้เด็กได้ใช้ตำราที่มีเนื้อหาเดียวกันและแก้ปัญหาการจัดส่งหนังสือล่าช้า เกี่ยวกับเรื่องนี้ “นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” กรรมการและเลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) กล่าวกับ “คม ชัดลึก” ว่า ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 64 ระบุว่า รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต และพัฒนาแบบเรียน ตำรา หนังสือ ทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์อื่น วัสดุอุปกรณ์ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่น โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ทั้งนี้ โดยให้มีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

“บ้านเราเปิดเสรีตำราเรียนมาตั้งแต่ปี 2542 แล้ว หากใช้อำนาจรัฐ ให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อตำราเรียนจากหน่วยงานของรัฐ เท่ากับหน่วยงานรัฐทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ผิดทั้งพ.ร.บ.การศึกษา 2542 ผิดทั้งพ.ร.บ.ฮั้ว 2542 ผิดทั้งพ.ร.บ.ป.ป.ช. และเข้าข่ายรัฐผูกขาดตำราเรียนเป็นการฮั้วขั้นเทพระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยอ้างธุรกิจกำไรขาดทุนขององค์การค้าให้อยู่รอด แต่ละเลยบทบาทหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการในการจัดการศึกษาให้ดีและมีคุณภาพกับคนไทย” เลขาธิการภตช.ระบุ

เลขาธิการ ภตช. กล่าวอีกว่า การนำเด็ก 10 ล้านคนมาเป็นตัวประกันความอยู่รอดขององค์การค้า เป็นเหตุผลที่่เลวร้ายมาก เป็นการทำลายอนาคตการศึกษาเด็กไทย การคิดแค่หวังเงิน 3,000 ล้านบาทที่สพฐ.จะโอนให้องค์การค้าเป็นค่าจัดซื้อแบบเรียนในปีการศึกษา 2559 ก็จะทำให้องค์การอยู่รอด ไม่ต้องปลดพนักงานองค์การค้าจำนวน 2,700 คน ทั้งที่ความจริงศักยภาพแท่นพิมพ์องค์การค้าใช้พนักงานเพียง 200 คนก็ดำเนินการได้ แต่การผูกขาดตำราแบบเรียนแบบนี้ ระหวังสำนักพิมพ์เอกชนจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงและชัดเจนมาก อาทิ พนักงานในสำนักพิมพ์เอกชนกว่า 12,000 คน อาจจะต้องถูกเลิกจ้าง เมื่อรัฐผูกขาดตำราเรียน นับเป็นการถอยหลังเข้าคลอง

“หากจะใช้มาตรา 44 ยกเลิกพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 นั้นเป็นอำนาจที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถทำได้ แต่ถามว่าคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อย้อนมาดูบทบาทหน้าที่ของศธ.และพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ใช่มีหน้าที่เพื่อช่วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งให้อยู่รอด แต่ต้องรับผิดชอบการปฏิรูปการศึกษาชาติ การยกเครื่องและการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย อย่าลืมว่า ตำราเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ผูกขาดโดยสำนักงานส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) นั้นแต่ละปีใช้งบ 2,000 ล้านบาท แต่ผลสอบโอเน็ตของเด็กไทยใน 2 วิชานี้ตกต่ำมาตลอดในรอบ 5 ปี เป็นเรื่องที่ศธ.ควรจะทบทวนเช่นกัน” เลขาธิการ ภตช. ระบุ

ดูเหมือนว่า บรรดาสำนักพิมพ์เอกชนปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ ทั้งในแง่ผลกระทบและข้อโต้แย้งใดๆ เนื่องจากจะขอรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในกลุ่มสมาคมผู้ผลิตและจำหน่ายสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ซึ่งอาจกำหนดท่าทีในโอกาสต่อไป

เปิดตัวหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรรมสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151028/215965.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2558
เปิดตัวหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรรมสื่อ

เปิดตัวหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรรมสื่อ หนุนเด็กไทยรู้เท่าทันสื่อ ขณะที่ ทปอ.เดินหน้า’ม.ทีวี’แหล่งความรู้สื่อให้ปชช.

              เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่โรงแรมแกรนด์เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)ร่วมมือกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัว “หลักสูตรคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน” โดย นายสิน สื่อสวน ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)กล่าวว่า ปัจจุบันการทำหน้าที่ของสื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน เนื่องจากมีการนำเสนอภาพที่รุนแรง ขาดจิตสำนึกและความจริง โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ที่สามารถย่อโลก ส่งข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ทำได้หลายช่องทาง

นายสิน กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2558 จำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต โดยภาพรวมทั้งแบบมีสายและไร้สายจะเพิ่มขึ้นเป็น 34.6–36.0 ล้านคน ขยายตัวกว่าร้อยละ 19.3–24.1 และมีอัตราการเข้าถึงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 53.6–55.8 ซึ่งจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น และถูกส่งต่อได้รวดเร็ว แต่หากข้อมูลเหล่านั้นไม่ถูกต้อง ไม่มีการคำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน ข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งออกมาก็จะทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์

“ศูนย์คุณธรรมจึงได้ร่วมมือกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรมด้านสื่อมวลชน โดยพัฒนาขึ้นจากกรอบความคิดที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลต่างๆหลายแหล่ง อาทิหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรมด้านสื่อมวลชนของกรมประชาสัมพันธ์ และสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆโดยได้แบ่งหลักสูตรออกเป็น2ส่วน คือ 1.หลักสูตรสำหรับนักวิชาชีพ สำหรับสื่อมวลชน เป็นการศึกษาจากบุคคลต้นแบบที่ยึดมั่นในหลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของสื่อ พร้อมกับวิพากษ์ ตัวอย่างสื่อที่นำเสนอประเด็นคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน”นายสินกล่าว

นายสิน กล่าวต่อไปอีกว่า  และ 2.หลักสูตรในระบบการศึกษาโดยตรง แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ 1.ระดับประถมศึกษา นำเสนอวิชาสื่อกับสังคม (Media and Society)เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อมวลชนและสื่อประเภทต่างๆ รวมถึงสื่อออนไลน์ ในระดับพื้นฐาน 2.ระดับมัธยมศึกษานำเสนอวิชาความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy)เพื่อให้ผู้เรียนมีความตระหนัก และรู้เท่าทันสื่อในยุคปัจจุบัน

“3.ระดับอุดมศึกษานำเสนอวิชาความรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสารกับจริยธรรมกฎหมายสื่อและวิชาในฐานะวิชาพื้นฐานและวิชาเอกด้านนิเทศศาสตร์ หรือการสื่อสารมวลชน อีกหลายวิชาเพื่อให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เลือกบรรจุวิชาให้เหมาะสม และ4.ระดับบัณฑิตศึกษา เน้นด้านจริยธรรมสื่อ ซึ่งหากมีการนำหลักสูตรดังกล่าวไปใช้ในการเรียนการสอนทุกระดับชั้น เชื่อว่าจะสามารถยกระดับการรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนไทย และชี้นำสังคม สู่สังคมแห่งคุณธรรมได้”ผอ.ศูนย์คุณธรรม กล่าวในที่สุด
ทปอ.เดินหน้า’ม.ทีวี’แหล่งความรู้สื่อให้ปชช.

ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) เปิดเผยว่าที่ประชุมทปอ.เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนงานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อบริการสาธารณะ โดยคณะทำงานเตรียมการจัดงานผังรายการม.ทีวี หรือMore TV ซึ่งมีแนวคิดเพราะทั้งชีวิตคือการเรียนรู้ หรือ Learn Never End ซึ่งจะมีผังรายการและผลิตรายการทั้งหมด 12 รายการ ได้แก่ 1. รายการคิด อยู่ ได้ ออกอากาศ 60 นาที 2. รายการยังไหว…ไปต่อ ออกอากาศ 60 นาที 3. รายการให้ทาย ออกอากาศ 30 นาที 4. ค้นครัวอาเซียน ออกอากาศ 30 นาที 5. Trendy B. Gen ออกอากาศ 60 นาที 6. รายการคนไทยใจเอื้อ ออกอากาศ 30 นาที 7. รายการเล็กสร้างโลก ออกอากาศ 30 นาที 8. รายการพร้อมก่อนภัย ออกอากาศ 30 นาที 9. รายการRich Family รวยด้วยเงิน รวยด้วยความสุข ออกอากาศ 60 นาที 10. รายการOn My Way ออกอากาศ 60 นาที 11. รายการเปิดโลกงานวิจัย และ 12. รายการ Campus Society

ประธานทปอ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ รายการม.ทีวี หรือMore TV จัดทำเพื่อให้เด็กสร้างสรรค์เกิดจินตนาการ เกิดแรงบันดาลใจ และเพื่อเผยแพร่ความรู้ออกสู่สาธารณะ ซึ่งหากมหาวิทยาลัยทำให้สังคมเกิดการเรียนรู้ลำพัง ถือเป็นเรื่องไม่ดีอย่างมาก เพราะมหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ และเป็นการสื่อให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย ได้ใช้บริการการเรียนรู้อย่างสาธารณะ

“อย่างไรก็ตาม สำหรับความพร้อมในการดำเนินการ ขณะนี้ได้มีการสำรวจทรัพยากรของมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมเครือข่ายว่ามีอุปกรณ์ มีบุคลากรพร้อมหรือไม่ พบว่า มีสตูดิโอ 47 แห่งกระจายทั่วภูมิภาค พร้อมอุปกรณ์กล้องมาตรฐาน 235 ตัว และมีบุคลากรที่รับผิดชอบเฉพาะด้านประมาณ 250 คน อีกทั้งได้มีการไปศึกษาดูงานมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมเครือข่ายการดำเนินแผนงานไปแล้ว 28 แห่ง และได้ดำเนินการขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเผยแพร่ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติเร็วๆ นี้”ประธาน ทปอ. กล่าวในที่สุด

ตรวจงบ‘สสส.’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151028/215921.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2558
ตรวจงบ‘สสส.’?
ตรวจงบ‘สสส.’?

ตรวจงบ‘สสส.’?

 

              หลังจากนายสุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้าชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณของ สสส.ต่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เนื่องจาก สตง. และ คตร.ให้ข้อมูลตรงกันว่า การใช้จ่ายงบประมาณของ สสส.ไม่เป็นไปตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณและไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ และเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ สสส. จึงเชิญเข้าชี้แจง เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ดังนั้น ในวันเดียวกัน รายการ คม ชัด ลึก ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่น แชนแนล จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ ตรวจงบ “สสส.” ?

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า ต้องขอเรียนให้ทราบว่า ในทางตรวจสอบ ไม่ตรวจเรื่องทุจริต งานที่ สตง.ทำนั้น เป็นการตรวจสอบเรื่องบัญชี การเงิน ขณะเดียวกันตรวจสอบในเรื่องผลของการใช้จ่ายเงิน ขณะนี้ยังไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงเรื่องว่า มีการทุจริตอะไรหรือไม่

เพียงแต่จุดเริ่มต้นในการตรวจสอบเรื่องนี้ นอกจากตรวจสอบตามปกติแล้วพบข้อเท็จจริง ประกอบกับมีเรื่องร้องเรียนให้ข้อมูลเข้ามาว่า  มีการใช้จ่ายเงิน หลายๆ โครงการ ไม่ได้สื่อถึงอำนาจหน้าที่ของ สสส.เลย ดังนั้น จึงทดสอบตรวจดู สุ่มดู และขยายผลมาจนถึงวันนี้ ตั้งแต่ปี 2556 ก็ได้ส่งหนังสือฉบับแรกไปยัง สสส. ว่า ขบวนการใช้จ่ายเงินในบางเรื่อง ที่ได้ข้อมูลมาว่า ไม่ได้สื่อถึงอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุนเพื่อจะสร้างเสริมสุขภาพเลย

อย่างเช่น การจัดงานรำลึกผู้หลักผู้ใหญ่ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือ การศึกษา ก็ตาม อย่างนี้เป็นต้น ก็บอกไปว่า เงินสนับสนุนอย่างนี้ อาจจะมีแค่บางส่วน เช่นคนที่มาร่วมงานได้ดื่มน้ำ รับประทานอาหาร ก็ทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น แต่เรื่องการอภิปราย การแสดงความเห็น อาจจะดูห่างไกลไปสักหน่อย ก็แนะนำไปว่า ต้องมีการทบทวนกันว่า การใช้จ่ายเงินที่เอาไปสนับสนุนโครงการต่างๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของระเบียบกฎหมายที่ทาง สสส.จะต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะจะต้องตอบโจทย์ในอำนาจหน้าที่เสียก่อน ซึ่งก็ได้แนะนำไปอย่างนี้ตั้งแต่ปี 2556 หรืออย่างกรณีการจัดสวดมนต์ข้ามปี ก็มีการทักท้วงไป เนื่องจากใช้งบประมาณมากเกินไป โดยใช้เฉพาะในเรื่องงบประชาสัมพันธ์

ดังนั้น ขอยืนยันเลยว่า  อย่าไปทุกข์ร้อนว่ามีใครมาสั่ง สตง. ไม่มีครับ สตง.เป็นหน่วยงานอิสระ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเมื่อตรวจสอบต่อมา ก็ไปพบเรื่อง กระบวนการจริยธรรมที่จะต้องเขียนเรื่องจริยธรรมของผู้บริหารก็ยังไม่ได้ทำ ประกอบกับในข้อกฎหมายก็มีจุดโหว่ เปิดช่องให้มีประโยชน์ทับซ้อนได้ ถ้าเผื่อองค์กรที่นำเข้ามา จะเป็นองค์กรที่ไม่ได้หากำไร อย่างเช่น มูลนิธิต่างๆ

และโดยข้อเท็จจริง ก็มีมูลนิธิต่างๆ ที่อยู่ในอาณัติของผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ก็เข้ามารับ เข้ามาเสนอโครงการ เพื่อจะรับเงินไปทำโครงการ ซึ่งบางมูลนิธิชื่อก็อาจจะสื่อได้เลย แต่บางมูลนิธิเป็นชื่อบุคคล ก็ไม่ทราบว่าจะสื่ออย่างไร หรือบางชื่อออกไปทางการเมืองเล็กๆ ก็นำมาขอรับการสนับสนุน

สิ่งเหล่านี้เราเห็นเป็นช่องทาง ซึ่งในหลักการปัจจุบันที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายบ้านเมืองอยู่ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะมีการแก้ไขในเรื่องกฎหมายนี้ รวมทั้งเมื่อตรวจไปแล้ว ก็พบว่า มีการใช้จ่ายเงินที่ไม่ได้สื่อรวมๆ แล้ว อย่างน้อยประมาณ  9 ล้านบาท จากที่ตรวจสอบพบระหว่างปี 2553-2557 รวมกระทั่งถึงที่ว่ามี องค์กร เครื่อข่าย มารับเงิน มารับประโยชน์ไป โดยที่คนที่มีชื่อเป็นกรรมการบ้าง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิบ้าง ก็มีส่วนอยู่ในมูลนิธิเหล่านั้น ซึ่งก็สบายใจบ้าง ไม่สบายใจบ้าง ก็เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า บางมูลนิธิไม่ได้สื่ออะไรเลย

เพราะฉะนั้นเมื่อตรวจพบอย่างนี้ ก็มีนัยสำคัญที่ สตง.เองก็เป็นห่วง มันถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้กฎหมายว่า ภาษีบาป ก็คือ เงินแผ่นดิน  ซึ่งโดยปกติแล้ว ภาษีทุกภาษีก็เข้าสู่เงินคงคลัง เข้าสู่รายได้แผ่นดิน การตั้งงบประมาณก็ผ่านกระบวนการกลั่นกรองก็จ่ายออกมา

ผ่านมาแล้ว 14 ปี ถึงเวลาหรือยัง ? ที่จะต้องปรับแก้ตัวบทกฎหมายเหล่านี้             เรื่องนี้ สมควรที่จะต้องมีการแก้ไขได้แล้ว เพื่อให้ภาษี อย่างเช่น มีเงินสำรองเหลือจ่าย ปีหนึ่งๆ ก็ไม่ใช่น้อย แต่ถ้าเราไม่แก้ไขเลย เงินสำรองเหลือจ่ายเท่าไหร่ก็ใช้ให้หมดไป มีโครงการเท่าไหร่ก็ให้ได้เท่านั้นจนกว่าจะหมดเงินงบประมาณ หรือ หมดเงินสำรอง

ถ้าปรับเปลี่ยนวิธีการ เงินที่เหลือยังเป็นประโยชน์ที่จะนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ ได้อีกพอสมควร

สำหรับการตรวจสอบเรื่องการทุจริต เป็นอีกขั้นตอน จะต้องมีการเจาะลึก อย่างเช่น เอาเงินไปใช้จ่ายอะไรบ้าง มีประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ อย่างไรก็ตามขณะนี้กฎหมายเปิดช่องให้ว่า สามารถมีประโยชน์ทับซ้อนได้ กรณีองค์กรที่นำเข้ามาไม่ได้เอากำไร

นพ.วิชัย โชควิวัฒน รองประธานบอร์ด คนที่ 2 สสส. กล่าวว่า ข้อสงสัย ข้อกล่าวหา ข้อครหาต่างๆ นั้น สรุปได้ว่าสิ่งที่ สสส.ทำไปนั้น ไม่ผิด

เพราะกฎหมาย สสส. มาตรา 3 เขียนไว้ชัดเจนที่สรุปได้ว่า “การสร้างเสริมสุขภาพ” หมายความว่า การใดๆ ที่มุ่งกระทำเพื่อสร้างเสริมให้บุคคลมีสุขภาวะ ทางกาย จิต และสังคม โดยสนับสนุนพฤติกรรมของบุคคล สภาพสังคม และสิ่งแวดล้อม ที่จะนำไปสู่การมีร่างกายที่แข็งแรง สภาพจิตที่สมบูรณ์ อายุยืนยาว และคุณภาพชีวิตที่ดี”

วิธีการทำ ก็มีมาตรา 5 วัตถุประสงค์กำหนดไว้ 6 ข้อ ซึ่งอยู่ในขอบข่ายอำนาจหน้าที่ทั้งหมด

สิ่งที่กฎหมายออกมาอย่างนี้ ขอเรียนว่า ผมเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่างกฎหมาย เป็นกฎหมายที่ผ่านการกลั่นกรองหลายชั้น ผ่านสภา ผ่านวุฒิสภา เรามีหน้าที่ทำตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เงินที่ได้เข้ามาทำอย่างไรจะเกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับข้อครหาไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ หรือความทับซ้อน เรื่องของจริยธรรม ของผู้บริหาร สสส.ที่เป็นกรรมการในมูลนิธิต่างๆ ที่ขอรับการสนับสนุน เรื่องนี้ตรงนี้ ขอยืนยันว่าไม่ผิด

แต่อาจจะมีข้อสงสัยว่า เหมาะสมหรือไม่ สมควรหรือไม่ ตรงนี้ต้องไปดูกันที่มาตรา 18 ที่ระบุชัดเจนว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (7) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับกองทุน หรือในกิจการที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน หรือได้รับประโยชน์ในกิจการที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน ทั้งนี้ ไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์และมิได้แสวงหากำไร

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ไม่ผิด

กรณีการใช้จ่ายเงิน มีการตั้งคำถามว่า บางโครงการไม่ค่อยเกี่ยวกับสุขภาพ หรือแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเลย ?

ตรงนี้ขอชี้แจงเลยว่า ทุกโครงการ สสส.จะมีคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมกันพิจารณาตีความโครงการต่างๆ ทุกโครงการที่เสนอเข้ามา  ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งทำหน้าที่พิจารณาตีความ ว่า โครงการที่เสนอเข้ามาผ่านหรือไม่ สมควรได้รับการพิจารณาอนุมัติหรือไม่ โครงการไหนส่วนไหนไม่ผ่านคณะกรรมการก็จะตัดออกทันที

กรณีโครงการสวดมนต์ข้ามปี มีที่มาจาก เรื่องแรก อุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย 2 เทศกาล คือ เทศกาลปีใหม่ กับ สงกรานต์ ผู้เสียชีวิตมากขึ้นทุก เราจะปล่อยให้ตายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนั้นเหรอ อีกอย่างก็เป็น ค่านิยมเคานท์ดาวน์ นับถอยหลังปีใหม่ ที่จะมีการเฉลิมฉลอง ดื่มของมึนเมา ตรงนี้ สสส.เห็นว่า อันตราย จึงร่วมกับคณะสงฆ์ร่วมกันจัดสวดมนต์ข้ามปี เริ่มครั้งแรกคือปี 2553 และทำต่อเนื่องถึงปี 2557 ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนกระทั่งมหาเถรสมาคมมีมติให้วัดทั่วประเทศจัดสวดมนต์ข้ามปี ตรงนี้เป็นการสร้างสุขภาวะ  เพราะสามารถปรับเปลี่ยนผู้คนที่ไปรวมตัวดื่มของมึนเมาระหว่างรอเคานท์ดาวน์ ให้ไปสวดมนต์แทน

กิจกรรมต่างๆ ที่ สสส.ทำไปแล้วก็หลายโครงการ แม้แต่โครงการรับน้องในมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้ปลอดของมึนเมา หรือแม้แต่งานบุญต่างๆ ตลอดจนงานศพก็เข้าไปดำเนินการให้ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

2แอนิเมชั่นจากมจธ.ลุ้นDigiCon6 Asia 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151028/215925.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2558
2แอนิเมชั่นจากมจธ.ลุ้นDigiCon6 Asia 2015
2แอนิเมชั่นจากมจธ.ลุ้นDigiCon6 Asia 2015

2แอนิเมชั่นจากมจธ.ลุ้นDigiCon6 Asia 2015 : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี0เรื่อง/ภาพ

 

              “ทีมเด็กวัด” และ “ทีมบัวตอง” จากภาควิชามีเดียอาตส์ มจธ. เสนอสองผลงานแอนิเมชั่นด้านวัฒนธรรมไทยไปแข่งขัน DigiCon6 Asia ครั้งที่ 17 ที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับอีก 3 ทีมตัวแทนจากประเทศไทย

ปัจจุบันเทคนิคแอนิเมชั่นถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการสื่อสารในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา ละคร ภาพยนตร์ ที่ผ่านมามีผลงานจำนวนไม่น้อยแสดงให้เห็นว่า แอนิเมชั่นฝีมือคนไทยนั้นไม่ได้เป็นรองชาติอื่นๆ เลย

ล่าสุดนักศึกษาจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สาขาวิชามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันแอนิเมชั่นในระดับเอเชีย โดยสามารถคว้ารางวัลระดับประเทศมาได้ถึง 2 ทีม ได้แก่ “ทีมเด็กวัด” และ “ทีมบัวตอง” ในการประกวด DigiCon6 Asia Thailand Awards ครั้งที่ 17 ประจำปี 2015 โดย “ทีมเด็กวัด” ซึ่งประกอบด้วย นายจตุพล อรุณสวัสดิ์ นายพีรพัชร เลขะกุล และ นายชวนัฎ รัตนปราการ สามารถคว้ารางวัล “Gold Prize” ชนะเลิศระดับประเทศ จากผลงาน “Festival Rush” ซึ่งจะเดินทางไปรับรางวัลที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

ชวนัฎ ตัวแทนทีมเด็กวัด กล่าวว่า ผลงานนี้เริ่มจากการศึกษาในเรื่ององค์ประกอบทางด้านสัญลักษณ์ของงานวัดไทยเพื่อนำมาใช้ในแอนิเมชั่น 2ดี เรื่องนี้ โดยการลงพื้นที่สำรวจงานวัดถึง 4 แห่ง คือ วัดบางพลีใหญ่ หรือวัดหลวงพ่อโต วัดพระปฐมเจดีย์ วัดพระสมุทรเจดีย์ และวัดภูเขาทอง

“Festival Rush เป็นการนำเสนอกลิ่นอายและความสนุกสนานของงานวัดไทย ซึ่งงานวัดส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกัน จะต่างกันที่วัฒนธรรมแต่ละพื้นถิ่นเท่านั้น เราจึงศึกษาโดยยึดหลักองค์ประกอบทางสัญลักษณ์และหยิบยกมา 3 องค์ประกอบหลัก คือ แสงสี ผู้คน และ สิ่งประกอบฉาก จริงๆ แล้วงานวัดนั้นเกิดจากองค์ประกอบหลายอย่างมารวมกัน บางคนอาจมองว่า แค่มีชิงช้าสวรรค์ก็เป็นงานวัดแล้ว แต่มองอีกมุมหนึ่งอาจเป็นสวนสนุกก็ได้ เราจึงต้องเก็บรายละเอียดขององค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้มาสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นกลางมากที่สุดและเป็นมาตรฐานที่คนทั่วไปจะสามารถรับรู้ได้ว่านี่คืองานวัดของไทย”

ด้าน “ทีมบัวตอง” ซึ่งประกอบด้วย น.ส.ศุภกร เจริญวัฒนชัย นายสุธากร สมีน้อย และนายอภินันท์ เตียวสุวรรณ ได้รับรางวัล “Next generation” โดย สุธากร ตัวแทนทีม กล่าวว่า ผลงานเรื่อง บัวตอง (BuaTong) เริ่มจากความต้องการนำศิลปวัฒนธรรมล้านนามาผสมผสานกับแอนิเมชั่น เนื่องจากวัฒนธรรมล้านนาเป็นสิ่งที่มีมายาวนานคงอยู่จนถึงปัจจุบัน และมีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะเรื่องของการบูชาผีที่ยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบันจากการค้นคว้าได้พบกับเรื่องของตำนาน “ผีกะ” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจและมีแค่เพียงคนเก่าแก่เท่านั้นที่รู้จัก จึงนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลงานชิ้นนี้

“ผีกะเป็นผีที่มอบความสวยงามให้แก่คนเลี้ยง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนเป็นอาหาร แต่ถ้าเลี้ยงไม่ดีผีจะให้โทษแก่คนเลี้ยง ซึ่งเราคิดว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่แข็งแรง จึงนำมาพัฒนาเป็นเรื่องบัวตอง แต่มีความยากอยู่ว่า ผีกะนั้นไม่มีรูปร่างหน้าตาที่แท้จริง ตำราแต่ละเล่มก็พูดถึงผีกะในแบบที่ต่างกันออกไปบางตำราว่าเหมือนค่าง บางตำราว่าเหมือนนกเค้าแมว ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายที่เราจะต้องออกแบบผีกะให้ใกล้เคียงกับตำนานมากที่สุด โดยใช้เทคนิคการสร้างตัวละครแบบ 3ดี ผสมผสานกับฉาก 2ดี และเซลเฉด (cel-shade) สื่อสารออกมาเป็นเรื่องที่แปลกใหม่และหักมุม”

นอกจากนั้น อภินันท์ กล่าวเสริมด้วยว่า เรื่องย่อของบัวตอง กล่าวถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่ชื่อบัวตอง เลี้ยงผีกะเพราะผีกะให้ความสวยงามแก่ใบหน้าของเธอ แต่บัวตองไม่พอใจในสิ่งที่มี สุดท้ายจึงต้องรับผลจากความโลภของตัวเอง ดังนั้นแนวคิดในการทำเรื่องบัวตองนี้เป็นการนำเรื่องของผีกะมาเป็นตัวเดินเรื่องเพื่อสอดแทรกข้อคิดให้แก่คนดูให้รู้จักคำว่าพอ เพราะอะไรก็ตามที่เราต้องการมันมากเกินไป สุดท้ายเราจะกลายเป็นทาสของสิ่งนั้น

ทั้งสองผลงานนี้ถือเป็นตัวอย่างแอนิเมชั่นฝีมือคนไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องแนวคิดและเทคนิค โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งสองผลงานจะถูกส่งไปแข่งขันต่อใน TBS.Digicon6 Asia ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปติดตามผลงานของทั้งสองทีมนี้ได้ทางเว็บไซต์ยูทูบ และขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมให้คะแนนลุ้นรางวัลป๊อปปูลาร์โหวตได้ใน http://www.facebook.com/digicon6 ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2558

 

 

เปิดสัดส่วนรับ นร.282 ร.ร.ดังทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215909.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558
เปิดสัดส่วนรับ นร.282 ร.ร.ดังทั่วประเทศ

สพฐ.เผยสัดส่วนรับ นร.ปีการศึกษา 2559 ของร.ร.ที่มีอัตราการแข่งขันสูง “สตรีวิทยา-สวนกุหลาบ-โยธิน” สอบในพื้นที่บริการ 40% นร.ทั่วไป 60%

            เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้กำหนดแนวปฏิบัติการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา (ม.) ปีที่ 1 และม.4 ปีการศึกษา 2559 นั้น ขณะนี้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั่วประเทศ จำนวน 282 โรงเรียน ได้แจ้งสัดส่วนการรับนักเรียนชั้น ม.1 มาให้ สพฐ.เห็นชอบแล้ว ดังนี้ กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ร.ร.จันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม สอบคัดเลือก และใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ในเขตพื้นที่บริการ 60% จับฉลากในเขตพื้นที่บริการฯ 0% สอบคัดเลือก และใช้คะแนนโอเน็ตของนักเรียนทั่วไป 40% ร.ร.ชิโนรสวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.ทวีธาภิเศก 60-0-40 ร.ร.เทพศิรินทร์ 40-0-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศสตรีวิทยาพุทธมณฑล 40-0-60 ร.ร.บางปะกอกวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.เบญจมราชาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ 40-0-60 ร.ร.ปัญญาวรคุณ 62-0-38 ร.ร.โพธิสารพิทยากร 40-0-60 ร.ร.มัธยมวัดนายโรง 40-0-60 ร.ร.มัธยมวัดสิงห์ 50-0-50 ร.ร.มัธยมวัดหนองแขม 40-0-60

ร.ร.โยธินบูรณะ 40-0-60 ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน 40-0-60 ร.ร.ราชวินิตมัธยม 40-0-60 ร.ร.วัดนวลนรดิศ 40-0-60 ร.ร.วัดราชโอรส 50-0-50 ร.ร.ศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ 40-0-60 ร.ร.ศึกษานารี 40-0-60 ร.ร.ศึกษานารีวิทยา 40-0-60 ร.ร.สตรีวัดอัปสรสวรรค์ 40-0-60 ร.ร.สตรีวิทยา 40-0-60 ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัยธนบุรี 40-0-60 ร.ร.สามเสนวิทยาลัย 50-0-50 ร.ร.สายปัญญา 40-0-60 ร.ร.อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย 40-0-60 ร.ร.ดอนเมืองทหารอากาศบำรุง 40-0-60 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า 30-10-60 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ 30-10-60 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการรัชดา 40-0-60 ร.ร.เทพลีลา 40-0-60

นายการุณ กล่าวต่อว่า ร.ร.เทพศิรินทร์ร่มเกล้า 40-0-60ร.ร.นวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า 35-5-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศบดินทรเดชา 40-0-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศเบญจมราชาลัย 40-0-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศสตรีวิทยา 2 40-0-60 ร.ร.บางกะปิ 40-0-60ร.ร.บดินทรเดชา(สิงห์สิงหเสนี) 40-0-60 ร.ร.บดินทรเดชา(สิงห์สิงหเสนี)2 30-10-60 ร.ร.บดินทรเดชา(สิงห์สิงหเสนี)4 40-0-60ร.ร.ฤทธิยะวรรณาลัย 40-0-60 ร.ร.วชิรธรรมสาธิต 50-0-50 ร.ร.วัดสุทธิวราราม 40-0-60 ร.ร.เศรษฐบุตรบำเพ็ญ 40-0-60 ร.ร.สตรีวัดมหาพฤฒารามในพระบรมราชินูปถัมภ์ 40-0-60 ร.ร.สตรีวิทยา2 ในพระบรมราชินูปถัมภ์ 40-0-60 ร.ร.สตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ 40-0-60 ร.ร.สตรีศรีสุริโยทัย 40-0-60 ร.ร.สายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์ฯ 40-0-60 60 ร.ร.สารวิทยา 40-0-60 ร.ร.สิริรัตนาธร 50-0-50 ร.ร.สุรศักดิ์มนตรี 20-20-60 ร.ร.หอวัง 40-0-60

จ.นนทบุรี ได้แก่ ร.ร.เทพศิรินทร์นนทบุรี 40-0-60 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนนทบุรี 40-0-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศหอวัง นนทบุรี 40-0-60 ร.ร.บางบัวทอง 20-20-60 ร.ร.เบญจมราชานุสรณ์ 20-20-60 ร.ร.ปากเกร็ด 15-25-60 ร.ร.รัตนาธิเบศร์ 20-20-60 ร.ร.วัดเขมาภิรตาราม 45-5-50 ร.ร.ศรีบุณยานนท์ 40-0-60 ร.ร.สตรีนนทบุรี 40-0-60 ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี 40-0-60 จ.พระนครศรีอยุธยา ได้แก่ ร.ร.จอมสุรางค์อุปถัมภ์ 40-0-60 ร.ร. อยุธยาวิทยาลัย 40-0-60

จ.ปทุมธานี ร.ร.คณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี 50-0-50 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการปทุมธานี 40-0-60 ร.ร.ธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.ธัญรัตน์ 40-0-60 ร.ร.ธัญบุรี 45-0-55 ร.ร.นวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัยปทุมธานี 40-0-60 ร.ร.ปทุมวิไล 50-0-50 ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัยรังสิต 50-0-50 ร.ร.สายปัญญารังสิต 50-0-50 จ.สระบุรี ได้แก่ ร.ร.แก่งคอย 40-0-60 ร.ร.สระบุรีวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.เสาไห้“วิมลวิทยานุกูล” 30-10-60 จ.สิงห์บุรี ได้แก่ ร.ร.สิงห์บุรี 40-0-60 จ.ชัยนาท ได้แก่ ร.ร.ชัยนาทพิทยาคม 40-0-60 จ.ปราจีนบุรี ได้แก่ ร.ร.ปราจิณราษฎรอำรุง 50-0-50 จ.ลพบุรี ได้แก่ ร.ร.ชัยบาดาลวิทยา 40-0-60 ร.ร.เมืองใหม่(ชลอราษฎร์รังสฤษฏ์) 40-0-60 จ.อ่างทอง ได้แก่ ร.ร.สตรีอ่างทอง 40-0-60 ร.ร.อ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม 40-0-60 จ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ ร.ร.ดัดดรุณี 40-0-60 ร.ร.เบญจมราชรังสฤษฏิ์ 50-0-50 ร.ร.เบญจมราชรังสฤษฏิ์2 50-0-50 ร.ร.พนมสารคาม“พนมอดุลวิทยา” 40-0-60

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า จ.สมุทรปราการ ได้แก่ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการ 50-0-50 ร.ร.เทพศิรินทร์สมุทรปราการ 40-0-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ 50-0-50 ร.ร.นวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ 50-0-50 ร.ร.บดินทรเดชา(สิงห์สิงหเสนี)สมุทรปราการ 40-0-60 ร.ร.ราชวินิตบางแก้ว 40-0-60 ร.ร.ราชประชาสมาสัยฝ่ายมัธยม 60-0-40 ร.ร.วัดทรงธรรม 50-0-50 ร.ร.สตรีสมุทรปราการ 40-0-60 ร.ร.สมุทรปราการ 40-0-60 จ.นครนายก ได้แก่ ร.ร.นครนายกวิทยาคม 50-0-50 ร.ร.บ้านนา“นายกพิทยากร” 50-0-50 จ.สระแก้ว ได้แก่ ร.ร.วังน้ำเย็นวิทยาคม 50-0-50 ร.ร.สระแก้ว 60-0-40

จ.ราชบุรี ได้แก่ ร.ร.คุรุราษฎร์รังสฤษฏ์ 30-20-50 ร.ร.เบญจมราชูทิศราชบุรี 40-0-60 ร.ร.โพธาวัฒนาเสนี 50-0-50 ร.ร.ราชโบริกานุเคราะห์ 50-0-50 ร.ร.รัตนราษฎร์บำรุง 50-0-50 จ.กาญจนบุรี ได้แก่ ร.ร.กาญจนานุเคราะห์ 50-0-50 ร.ร.วิสุทธรังษี 50-0-50 จ.นครปฐม ได้แก่ ร.ร.พระปฐมวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.มัธยมฐานบินกำแพงแสน 50-0-50 ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา 50-0-50 ร.ร.ราชินีบูรณะ 50-0-50 จ.สุพรรณบุรี ได้แก่ ร.ร.กรรณสูตศึกษาลัย 40-0-60 ร.ร.สงวนหญิง 50-0-50 จ.เพชรบุรี ได้แก่ ร.ร.เบญจมเทพอุทิศ 50-0-50 ร.ร.พรหมมานุสรณ์ 40-0-60 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ ร.ร.ประจวบวิทยาลัย 50-0-50

จ.สมุทรสงคราม ได้แก่ ร.ร.ถาวรานุกูล 40-0-60 จ.สมุทรสาคร ได้แก่ ร.ร.สมุทรสาครบูรณะ 40-0-60 ร.ร.สมุทรสาครวิทยาลัย 40-0-60 จ.ชุมพร ได้แก่ ร.ร.ศรียาภัย 40-0-60 ร.ร.สวนศรีวิทยา 40-0-60 ร.ร.สวีวิทยา 50-0-50 ร.ร.สอาดเผดิมวิทย 50-0-50 จ.สุราษฎร์ธานี ได้แก่ ร.ร.ไชยาวิทยา 40-0-60 ร.ร.พระแสงวิทยา 60-0-40 ร.ร.พุนพินวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.เมืองสุราษฎร์ธานี 50-0-50 ร.ร.เวียงสระ 50-0-50 ร.ร.สุราษฎร์ธานี 50-0-50 ร.ร.สุราษฎร์ธานี2 40-0-60 ร.ร.สุราษฎร์พิทยา 40-0-60 จ.นครศรีธรรมราช ได้แก่ ร.ร.กัลยาณี 100-0-0 ร.ร.ฉวางรัชดาภิเษก 60-0-40 ร.ร.ทุ่งสง 100-0-0 ร.ร.เบญจมราชูทิศ 100-0-0 ร.ร.ปากพนัง 80-0-20 ร.ร.สตรีทุ่งสง 50-0-50 จ.พัทลุง ได้แก่ ร.ร.พัทลุง 40-0-60 ร.ร.สตรีพัทลุง 50-0-50 จ.พังงา ได้แก่ ร.ร.ดีบุกพังงาวิทยายน 50-0-50

จ.สตูล ได้แก่ ร.ร.พิมานพิทยาสรรค์ 50-0-50 จ.กระบี่ ได้แก่ ร.ร.อำมาตย์พานิชนุกูล 40-0-60 ร.ร.อ่าวลึกประชาสรรค์ 60-0-40 จ.ตรัง ได้แก่ ร.ร.วิเชียรมาตุ 50-0-50 ร.ร.สภาราชินี 40-0-60 ร.ร.ห้วยยอด 50-0-50 จ.ภูเก็ต ได้แก่ ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.สตรีภูเก็ต 50-0-50 จ.ระนอง ได้แก่ ร.ร.พิชัยรัตนาคาร 50-0-50 ร.ร.สตรีระนอง 60-0-40 จ.นราธิวาส ได้แก่ ร.ร.นราธิวาส 55-15-30 ร.ร.นราสิกขาลัย 70-0-30 จ.ปัตตานี ได้แก่ ร.ร.เดชะปัตตนยานุกูล 50-0-50 ร.ร.เบญจมราชูทิศ 80-0-20 จ.ยะลา ได้แก่ ร.ร.คณะราษฎรบำรุงจังหวัดยะลา 50-0-50 ร.ร.สตรียะลา 50-0-50 จ.สงขลา ได้แก่ ร.ร.นวมินทราชูทิศทักษิณ 40-0-60 ร.ร.มหาวชิราวุธ 40-0-60 ร.ร.วรานารีเฉลิม 40-0-60 ร.ร.หาดใหญ่วิทยาลัย2 50-0-50 ร.ร.หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ 40-0-60 ร.ร.หาดใหญ่วิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.หาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา 50-0-50

จ.จันทบุรี ได้แก่ ร.ร.เบญจมราชูทิศ 60-0-40 ร.ร.ศรียานุสรณ์ 50-0-50 จ.ตราด ได้แก่ ร.ร.ตราษตระการคุณ 40-0-60 ร.ร.สตรีประเสริฐศิลป์ 55-0-45 จ.ชลบุรี ได้แก่ ร.ร.ชลกันยานุกูล 40-0-60 ร.ร.ชลราษฎรอำรุง 40-0-60 ร.ร.บางละมุง 50-0-50 ร.ร.พนัสพิทยาคาร 50-0-50 ร.ร.ศรีราชา 40-0-60 จ.ระยอง ได้แก่ ร.ร.แกลง“วิทยสถาวร” 40-0-60 ร.ร.วัดป่าประดู่ 40-0-60 ร.ร.ระยองวิทยาคม 40-0-60 จ.เลย ได้แก่ ร.ร.เลยพิทยาคม 40-0-60 ร.ร.ศรีสงครามวิทยา 50-0-50 จ.อุดรธานี ได้แก่ ร.ร.สตรีราชินูทิศ 40-0-60 ร.ร.อุดรพิทยานุกูล 40-0-60 จ.หนองคาย ได้แก่ ร.ร.ปทุมเทพวิทยาคาร 40-0-60 ร.ร.ชุมพลโพนพิสัย 70-0-30 จ.นครพนม ได้แก่ ร.ร.ปิยะมหาราชาลัย 50-0-50

จ.มุกดาหาร ได้แก่ ร.ร.มุกดาหาร 40-0-60 จ.บึงกาฬ ได้แก่ ร.ร.บึงกาฬ 80-0-20 จ.สกลนคร ได้แก่ ร.ร.ธาตุนารายณ์วิทยา 50-0-50 ร.ร.สกลราชวิทยานุกูล 40-0-60 ร.ร.สว่างแดนดิน 40-0-60 จ.กาฬสินธุ์ ได้แก่ ร.ร.กาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ 40-0-60 ร.ร.อนุกูลนารี 40-0-60 จ.ขอนแก่น ได้แก่ ร.ร.กัลยาณวัตร 40-0-60 ร.ร.แก่นนครวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.ขอนแก่นวิทยายน 40-0-60 ร.ร.ชุมแพศึกษา 40-0-60 ร.ร.น้ำพองศึกษา 40-0-60 ร.ร.บ้านไผ่ 40-0-60 ร.ร.ศรีกระนวนวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.หนองเรือวิทยา 50-0-50 จ.มหาสารคาม ได้แก่ ร.ร.ผดุงนารี 40-0-60 ร.ร.วาปีปทุม 0-50-50 ร.ร.สารคามพิทยาคม 40-0-60

จ.ร้อยเอ็ด ได้แก่ ร.ร.ร้อยเอ็ดวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.สตรีศึกษา 40-0-60 ร.ร.สุวรรณภูมิพิทยไพศาล 40-0-60 จ.ศรีสะเกษ ได้แก่ ร.ร.กันทรารมณ์ 50-0-50 ร.ร.กันทรลักษ์วิทยา 40-0-60 ร.ร.ขุขันธ์ 40-0-60 ร.ร.ศรีสะเกษวิทยาลัย 24-16-60 ร.ร.สตรีสิริเกศ 40-0-60 จ.ยโสธรได้แก่ ร.ร.คำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ 50-0-50 ร.ร.ยโสธรพิทยาคม 40-0-60 จ.อุบลราชธานี ได้แก่ ร.ร.นารีนุกูล 40-0-60 ร.ร.เบ็ญจะมะมหาราช 40-0-60 ร.ร.ลือคำหาญวารินชำราบ 40-0-60 จ.ชัยภูมิ ได้แก่ ร.ร.แก้งคร้อวิทยา 30-20-50 ร.ร.ชัยภูมิภักดีชุมพล 0-40-60 ร.ร.ภูเขียว 16-50-34 ร.ร.สตรีชัยภูมิ 0-40-60 จ.นครรราชสีมา ได้แก่ ร.ร.บุญวัฒนา 50-0-50 ร.ร.ปักธงชัยประชานิรมิต 80-0-20 ร.ร.ปากช่อง 50-0-50 ร.ร.พิมาย 50-0-50 ร.ร.ราชสีมาวิทยาลัย 50-0-50 ร.ร.สุรนารีวิทยา 50-0-50 ร.ร.สุรธรรมพิทักษ์ 50-0-50

จ.บุรีรัมย์ ได้แก่ ร.ร.นางรอง 40-0-60 ร.ร.บุรีรัมย์พิทยาคม 50-0-50 ร.ร.ประโคนชัยพิทยาคม 80-0-20 ร.ร.ลำปลายมาศ 40-0-60 จ.สุรินทร์ ได้แก่ ร.ร.ท่าตูมประชาเสริมวิทย์ 50-0-50 ร.ร.ประสาทวิทยาคาร 50-0-50 ร.ร.รัตนบุรี 50-0-50 ร.ร.ศีขรภูมิพิสัย 40-0-60 ร.ร.สังขะ 50-0-50 ร.ร.สิรินธร 40-0-60 ร.ร.สุรวิทยาคาร 40-0-60 จ.เชียงใหม่ ได้แก่ ร.ร.จอมทอง 50-0-50 ร.ร.ยุพราชวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.วัฒโนทัยพายัพ 40-0-60 ร.ร.สันป่าตองวิทยาคม 60-0-40 จ.ลำปาง ได้แก่ ร.ร.บุญวาทย์วิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.ลำปางกัลยาณี 40-0-60 จ.ลำพูน ได้แก่ ร.ร.จักรคำคณาทร 40-0-60 ร.ร.ส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน 40-0-60 จ.เชียงราย ได้แก่ ร.ร.ดำรงราษฎร์สงเคราะห์ 40-0-60 ร.ร.สามัคคีวิทยาคม 40-0-60 จ.พะเยา ได้แก่ ร.ร.พะเยาพิทยาคม 40-0-60 จ.น่าน ได้แก่ ร.ร.ปัว 40-0-60 ร.ร.ศรีสวัสดิ์วิทยาคาร 50-0-50 ร.ร.สตรีศรีน่าน 50-0-50

จ.แพร่ ได้แก่ ร.ร.นารีรัตน์ 50-0-50 ร.ร.พิริยาลัย 40-0-60 จ.ตาก ได้แก่ ร.ร.ตากพิทยาคม 50-0-50 ร.ร.สรรพวิทยาคม 40-0-60 จ.สุโขทัย ได้แก่ ร.ร.สวรรค์อนันต์วิทยา 50-0-50 ร.ร.สุโขทัยวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.อุดมดรุณี 40-0-60 จ.พิษณุโลก ได้แก่ ร.ร.เฉลิมขวัญสตรี 40-0-60 ร.ร.พิษณุโลกพิทยาคม 40-0-60 ร.ร.พุทธชินราชพิทยา 40-0-60 จ.อุตรดิตถ์ ได้แก่ ร.ร.อุตรดิตถ์ 40-0-60 ร.ร.อุตรดิตถ์ดรุณี 40-0-60 จ.เพชรบูรณ์ ได้แก่ ร.ร.เพชรพิทยาคม 60-0-40 ร.ร.วิทยานุกูลนารี 60-0-40 ร.ร.หล่มสักวิทยาคม 50-0-50 ร.ร.หนองไผ่ 50-0-50 จ.กำแพงเพชร ได้แก่ ร.ร.กำแพงเพชรพิทยาคม 50-0-50 ร.ร.วัชรวิทยา 50-0-50 จ.พิจิตร ได้แก่ ร.ร.ตะพานหิน 40-0-60 ร.ร.บางมูลนากภูมิวิทยาคม 50-0-50 ร.ร.พิจิตรพิทยาคม 40-0-60 จ.นครสวรรค์ ได้แก่ ร.ร.ตาคลีประชาสรรค์ 50-0-50 ร.ร.นครสวรรค์ 50-0-50 ร.ร.สตรีนครสวรรค์ 50-0-50 และ จ.อุทัยธานี ร.ร.หนองฉางวิทยา 40-0-60

‘ปิยะสกล’คาดถกอีก3นัดสรุปงบ’สสส.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215884.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558
'ปิยะสกล'คาดถกอีก3นัดสรุปงบ'สสส.'

‘ปิยะสกล’ คาด คณะกรรมการตรวจสอบของ สธ.ประชุมอีก 3 ครั้ง ได้ข้อสรุป กรรมการ สสส.ตั้งมูลนิธิเพื่อขอรับงบประมาณ โปร่งใสหรือมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

                      27 ต.ค. 58  เมื่อเวลา 13.00น.  นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ถึงการตรวจสอบการใช้งบประมาณที่ผิดประสงค์ และอาจเข้าข่ายไม่โปร่งใสของสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) จะตรวจสอบข้อมูลเพื่อดูว่าโครงการใดที่ดำเนินการไว้ดีแล้ว หรือมีโครงการใดที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข โดยไม่ได้เป็นการระบุตัวบุคคลว่าใครผิดหรือไม่
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องพิจารณาพักงานคณะกรรมการใน สสส.ไว้ในระหว่างที่มีการตรวจสอบหรือไม่ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า เราคงไม่ได้ลงรายละเอียดขนาดนั้น เพราะหลายเรื่องต้องหารือกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ส่วนข้อยุติสุดท้ายเกี่ยวกับการตรวจสอบทุจริต ต้องถามจาก พล.อ.ไพบูลย์ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งกรณีที่มีกรรมการใน สสส.ไปดำเนินการตั้งมูลนิธิต่างๆ เพื่อขอรับงบประมาณจาก สสส. จนเกิดข้อสังเกตว่าเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น เรื่องนี้ทุกส่วนก็ได้ดำเนินการตรวจสอบ รวมทั้งคณะกรรมการชุดที่มี นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมหารือกันอีก 3 ครั้ง น่าจะได้ข้อสรุป
สสส.น้อมรับข้อสรุปศอ.ตช.

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เปิดเผยว่า สสส.ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ไพบูลย์ ในฐานะประธาน ศอ.ตช. ที่ให้ สสส. ได้มีโอกาสชี้แจงทั้งในแง่มุมของกฎหมาย และแง่มุมในเชิงปฏิบัติ ซึ่งได้ พิจารณาในประเด็นสำคัญไปแล้วว่า ไม่พบการดำเนินงานที่เข้าข่ายทุจริต และไม่พบการดำเนินที่ผิดวัตถุประสงค์ แต่มีประเด็นที่เกรงจะเป็นข้อถกเถียงกันของสังคม จึงนำไปสู่การเสนอให้คณะกรรมการร่วมกำหนดทิศทางการทำงานของ สสส. ที่ตั้งขึ้นโดย นพ.ปิยะสกล ได้ไปพิจารณาถึงแนวทางในการปรับปรุงทั้ง 3 ด้าน คือ 1.ขอบข่ายคำว่า สุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพที่เหมาะสม 2.ระบบงบประมาณ และ 3.ธรรมาภิบาล ตามที่ได้กำหนดไว้ใน 3 มาตรา ที่ท่านประธาน ศอ.ตช. ได้สรุปไว้ ซึ่งต้องไปหารือกับคณะกรรมการฯ ถึงแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงทั้ง 3 ประเด็นนี้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแก้ไขกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีวิธีที่เหมาะสมในการดำเนินการให้เป็นไปอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งตนไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เนื่องจากต้องรอหารือร่วมกับคณะกรรมการฯ เพื่อหาข้อยุติเสียก่อน

“การดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งเรื่องการทำงานตามขอบข่ายคำว่าสุขภาพ มีการกำหนดแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนตามความจำเป็นตามปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในเวลานั้นๆ ด้านงบประมาณ หรือระบบธรรมาภิบาลมีการกำหนดในรายละเอียดโดยคำนึงถึงความโปร่งใส และตรวจสอบ มีระเบียบปฏิบัติรองรับ อย่างไรก็ตาม สสส.น้อมรับความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อหาข้อยุติร่วมกันและเป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อให้การทำงานของ สสส. ได้รับความเชื่อถือจากสังคม และเป็นไปตามประเด็นตามที่ประชุมได้หารือกัน และ มอบหมายให้คณะกรรมการฯ ของ สธ. หารือถึงแนวทางการจัดการการบริหารให้สมดุล แต่ไม่ได้ผูกขาดว่าควรจะใช้วิธีใด ซึ่งแก้กฎหมายเป็นหนึ่งในวิธีดังกล่าว อย่างไรก็ต้องคำนึงถึงความคล่องตัวในการบริหารงาน ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่จะต้องไปให้มีการกำหนดรายละเอียด” ดร.สุปรีดา กล่าว