‘ทางเดินแม่เหล็ก’ถ่านไฟฉายเก่านำทางให้’ผู้พิการทางสายตา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215842.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558
'ทางเดินแม่เหล็ก'ถ่านไฟฉายเก่านำทางให้'ผู้พิการทางสายตา'

‘ทางเดินแม่เหล็ก’ถ่านไฟฉายเก่านำทางให้’ผู้พิการทางสายตา’

            “ถ่านไฟฉาย” ที่ใช้แล้วเมื่อทิ้งไปก็จะกลายเป็นขยะอันตรายเพราะมีโลหะหนักปนเปื้อน แต่ทุกวันนี้ทำได้เพียงแค่การฝังกลบเท่านั้น ซึ่งขยะพิษเหล่านี้นับวันจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่วันนี้ น.ส.แพรวา ฐานนันทน์ นายสาธิต ประทีปธีรานันต์ และนายสิริวัช ทนงศักดิ์ 3 นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เกิดแนวคิดในการหาวิธีใช้ประโยชน์จากถ่านไฟฉายที่เสื่อมสภาพ มาผลิตสารแม่เหล็ก หรือเฟอร์โรแมกเนติก ขึ้น แล้วนำสารดังกล่าวมาฉาบหรือเคลือบลงบนผิวอิฐทางเท้าเพื่อใช้เป็น “ทางเดินแม่เหล็ก” ให้แก่ผู้พิการทางสายตา ซึ่งประโยชน์ต่อสังคมแทนการปล่อยให้ทิ้งเป็นขยะพิษ

ผศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า ถ่านไฟฉายนั้นเป็นแหล่งจ่ายพลังงาน แต่เมื่อเสื่อมสภาพแล้ว ถ่านไฟฉายยังคงมีสารที่มีประโยชน์ เช่น ออกไซด์ของซิงค์ และแมงกานิส หากเติมออกไซด์ของเหล็กเข้าไปเพิ่ม จะสามารถสังเคราะห์สารที่เรียกว่า “เฟอร์โรแมกเนติก” หรือสารแม่เหล็ก จึงมีแนวคิดในเรื่องของการกำจัดถ่ายไฟฉายที่เสื่อมสภาพ ผนวกเข้ากับเรื่องของผู้พิการทางสายตา ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้ได้ประยุกต์ใช้สารแม่เหล็กดังกล่าวมาทำทางเดินแม่เหล็ก ที่สามารถนำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา เพื่อให้เขาสามารถเดินทางไปสู่จุดหมายได้โดยไม่สะดุด

น.ส.แพรวา ฐานนันทน์ กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลพบว่ากระป๋องยาฆ่าแมลง หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ และถ่านไฟฉาย จัดเป็นขยะที่มีการปนเปื้อนสารที่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะถ่านไฟฉายที่เสื่อมสภาพแล้วและนับวันยิ่งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่มีการนำไปรีไซเคิล พบว่า ในถ่านไฟฉาย 1 ก้อน จะประกอบด้วย แผ่นโลหะที่เป็นเปลือกหุ้ม จะถูกนำไปหลอมใหม่ ส่วนขั้วหรือหัวหมุดทองแดง ก็นำไปแปรรูปใหม่ได้ ขณะที่ผงถ่านถือเป็นส่วนที่เป็นปัญหา ซึ่งวิธีกำจัดส่วนใหญ่คือการนำไปฝังกลบ แต่ จากการลงพื้นที่สำรวจโรงกำจัดขยะพิษที่จ.ระยอง พบว่าขยะจากถ่านไฟฉายส่วนใหญ่กลับถูกทิ้งอยู่ในถัง ไม่มีการนำไปรีไซเคิลเพราะกังวลเรื่องของส่วนประกอบที่ปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วเราสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เพียงแต่ต้องหาวิธีการสกัดแยกและการกำจัดโลหะหนักที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทางกลุ่มได้รับมอบหมาย

นายสาธิต ประทีปธีรานันต์ กล่าวว่า เนื่องจากสารเฟอร์โรแมกเนติกที่เราผลิตขึ้นจากถ่านไฟฉายที่เสื่อมสภาพ มีคุณสมบัติใช้เป็นสารในการสร้างสนามแม่เหล็ก มีความแข็ง และมีความคงทนไม่ละลายน้ำ จึงน่าสนใจที่จะใช้เป็นสารเคลือบผิวคอนกรีต หรืออิฐ เพื่อสร้างทางเดินแม่เหล็ก เชื่อว่า แนวคิดนี้จะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้พิการทางสายตา ทำให้สามารถเดินได้สะดวกขึ้น เพราะทางเดินเท้าของผู้พิการทางสายตาที่มีอยู่ในปัจจุบันจะใช้การทำเป็นลอนนูน หรือปุ่มบนผิวอิฐทางเดิน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้แก่ผู้พิการทางสายตาได้ทราบถึงจุดสิ้นสุด หรือระยะที่ต้องหยุดเพื่อความปลอดภัย

แต่อาจไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ใช้รถเข็น หรือคนปกติทั่วไปที่ใช้ทางเท้าร่วมกัน แม้แต่ผู้พิการทางสายตาก็อาจเดินสะดุดกับผิวทางเดินที่ไม่เรียบได้ หากเราสามารถนำสารดังกล่าวมาเคลือบผิวทางเดินเป็นพื้นเรียบ และติดแถบแม่เหล็กที่บริเวณปลายไม้เท้า เมื่อผู้พิการใช้ปลายไม้เท้าแตะหรือสัมผัสกับพื้นผิวทางเดินที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็กก็จะรู้สึกได้ถึงสัมผัสของแรงดูดที่เกิดขึ้นซึ่งช่วยนำทางให้กับผู้พิการเดินทางได้สะดวก และคนทั่วไปที่ใช้ทางเดินร่วมกันก็ไม่ต้องสะดุดกับพื้นผิวที่ไม่เรียบ

นายสิริวัช ทนงศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ทางกลุ่มได้จำลองอิฐบล็อก และไม้เท้าขึ้น เพื่อทดสอบแรงดูด โดยได้จำลองอิฐบล็อกในขนาดความกว้าง 10 ซม. ยาว 20 ซม.และหนา 3 ซม.ซึ่งเป็นขนาดใกล้เคียงกับอิฐมาตรฐานทางเท้า โดยนำอิฐที่จำลองมาฉาบผิวหน้าด้วยสารแม่เหล็กที่พัฒนาขึ้นเคลือบลงบางๆ ในปริมาณ 3 กรัม ส่วนแม่เหล็กที่ติดปลายไม้เท้าจะมีสนามแม่เหล็กที่อยู่ระดับสูงกว่าอิฐแม่เหล็ก เมื่อสัมผัสกับผิวอิฐ ไม้เท้าจะถูกดูดด้วยสารแม่เหล็กที่พัฒนาขึ้นบนแผ่นอิฐทางเท้า ในระดับที่ผู้พิการทางสายตารับรู้ได้ แต่อิฐแม่เหล็กจะไม่ดูดแผ่นแม่เหล็กที่มีสนามแม่เหล็กต่ำๆ ไม่ว่าจะเป็นแม็กเนตหรือที่ติดตู้เย็น บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม ในกรณีที่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตกลงบนพื้นทางเดินที่เคลือบสารดังกล่าว จะไม่ทำให้ข้อมูลในบัตรสูญหายแต่อย่างใด นอกจากนี้สนามแม่เหล็กของทางเดินแม่เหล็กจะไม่รบกวนคลื่นโทรศัพท์

ผลงานชิ้นนี้ได้มีการนำไปทดสอบกับผู้พิการทางสายตาที่โรงเรียนสอนคนพิการตาบอดกรุงเทพซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์นี้เป็นประโยชน์ต่อผู้พิการทางสายตาและสนใจจะนำมาทดสอบกับพื้นทางเดินภายในโรงเรียนโดยรอบต่อไปเมื่อผลงานแล้วเสร็จสมบูรณ์ ล่าสุด ผลงานชิ้นนี้ยังได้รับคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้เข้าร่วมประกวดนวัตกรรมในงาน “Taipei International Invention Show and Technomart 2015” ที่ไต้หวัน เมื่อวันที่ 30 กันยายน-4 ตุลาคม

‘ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่’วิถีพอเพียง@ ร.ร.บ้านสระเตยลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215841.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558
'ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่'วิถีพอเพียง@ ร.ร.บ้านสระเตยลพบุรี

‘ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่’วิถีพอเพียง@ ร.ร.บ้านสระเตยลพบุรี : ภคจิรา จันทร์แดง 0 รายงาน นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ สพป.ลพบุรี เขต 1

           โรงเรียนบ้านสระเตย อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 1 (สพป.ลพบุรีเขต 1) เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีคุณครู 13 คน นักเรียน 183 คน เด็กต้องกินอาหารกลางวันที่โรงเรียน หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ผู้บริหารโรงเรียนต้องการให้เด็กๆ ได้รับอาหารที่ดี มีคุณค่า ปราศจากสารพิษตกค้าง ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปว่าต้องปลูก “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” เกษตรอินทรีย์ ที่แปลงนาข้างโรงเรียนจำนวน 2 ไร่ ตามวิถีพอเพียง

นางจุรีรัตน์ ทองพาณิชย์ รักษาการผู้อำนวยการ ร.ร.บ้านสระเตย ว่าปกติ โรงเรียนปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่แบบทำนาโยนมา 4 ปี เพื่อประกอบอาหารกลางวันของนักเรียน มีเหลือก็แบ่งจำหน่าย รายได้ก็ใช้จ่ายหมุนเวียนเพื่อกิจกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียน เนื่องจากมีผู้อุปการคุณมอบที่ดินให้โรงเรียน มีจุดประสงค์ให้นักเรียนได้ฝึกทักษะอาชีพด้านการเกษตรกรรมอาชีพหลักของชุมชน โรงเรียนจึงได้บูรณาการเข้ากับกลุ่มมการงานอาชีพ ใช้เวลาหลังเลิกเรียนบ่ายสองโมงครึ่งไปแล้ว มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ร่วมกิจกรรม

“ในปีนี้ทราบว่า ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาชาวนารุ่นใหม่จ.ชัยนาท ต้องการโรงเรียนร่วมโครงการทำนาที่ลดต้นทุนและปลอดสารเคมี ซึ่งโรงเรียนของเรามีคุณสมบัติหมาะสมเพราะเป็นโรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงของสพป.ลพบุรี เขต 1 จึงนำเสนอสภานักเรียน ที่มีคณะครูและบุคลากรของโรงเรียน ปราชญ์ชาวบ้าน ร่วมกันพิจารณาและได้ข้อสรุปว่า อยากให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการทำนาแบบใหม่ที่ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและไม่ใช้สารเคมี ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม” นางจุรีรัตน์ กล่าว

นางอณุภา ปัญญาดิลก หรือม่วย ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้และพัฒนาชาวนารุ่นใหม่ จ.ชัยนาท เล่าว่า ศูนย์ช่วยดูแลให้คำแนะนำและสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธ์ุข้าวกับโรงเรียน เพราะต้องการขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำนาที่ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและไม่ใช้สารเคมีในการทำนา ต้องการเปลี่ยนเจตคติเรื่องอาชีพการทำนาว่าต้อยต่ำและไม่สามารถสร้างฐานะได้ ถ้าให้ความรู้กับชาวนาดั้งเดิมจะเกิดประโยชน์น้อยมาก

“แต่ถ้าปลูกฝังเจตคติและทักษะให้ทดลองทำจริงกับเด็กจะได้ผลง่ายกว่า และนักเรียนจะถ่ายทอดให้ผู้ปกครอง ญาติพี่น้องรับรู้วิธีการทำนาแบบใหม่ทุกขั้นตอน และเมื่อนักเรียนได้เรียนรู้และลงมือทำทุกขั้นตอนก็จะได้องค์ความรู้ ม่ีประสบการณ์ตรง สามารถจดจำ เป็นความรู้ที่ไม่ได้จำกัดแค่ในห้องเรียน” นางอณุภา กล่าว

ขณะที่ ด.ญ.ธมลวรรณ มุกดา นักเรียนชั้นม.3 เล่าว่า ได้เข้าร่วมกิจกรรมทำนาเมื่อขึ้นชั้นม.1 ถึงตอนนี้ทำนามา 2-3 ปี แล้วชอบมากๆ ที่ได้ร่วมเพาะข้าวลงในแผงเพาะ พอข้าวที่เพาะได้ 15 วัน ก็นำข้าวมาช่วยกันโยนข้าวลงนา ตั้งแถวเป็นแนวโยนจนเสร็จ ทิ้งช่วงเวลาให้ปุ๋ยเป็นระยะจนกระทั่งเก็บเกี่ยว พอมาปีการศึกษานี้ คุณครูบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำนาแบบใหม่คือ ตีตาราง ปาเป้า ข้าวต้นเดียว เพื่อลดต้นทุนและไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยา

“มีพี่ม่วย ผอ.ศูนย์เรียนรู้ มาเป็นวิทยากร พี่ม่วยเล่าถึงวิธีการทำนาแบบใหม่ รู้สึกตื่นเต้น พี่ม่วยสวยและเก่งมาก สอนตั้งแต่วิธีการคัดเลือกเมล็ดข้าว จนถึงขั้นตอนสุดท้าย ปีนี้มีนักเรียนชั้น ป.6 เข้าร่วมกิจกรรมด้วย พวกพี่ๆ ก็จะเป็นพี่เลี้ยงช่วยแนะนำน้องๆ จนพวกเราเกิดความรักความสามัคคีที่ได้ทำนาร่วมกัน มีความสุขทุกครั้งที่ได้ร่วมกิจกรรม ทุกขั้นตอนการทำนาได้สรุปความรู้ถ่ายทอดเป็นแผนผังความคิด เรียงความ แต่งคำประพันธ์ จัดทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก ซึ่งสนุกมาก ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยค่ะ แต่พวกเรามีความสุขและสนุกมากเช่นกันค่ะ” ด.ญ.ธมลวรรณ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

กระบวนการเพาะปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ใช้เวลา 3 เดือนกว่าๆ เริ่มตั้งแต่การเพาะเมล็ดพันธ์ุ 15 วัน ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ ระหว่างรอกล้าข้าวโต ก่อนที่จะลงมือทำการเพาะปลูก 7 วัน เตรียมแปลงนาด้วยการไถนาและใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงย่อยตอซัง 5 ลิตรต่อไร่ สาดให้ทั่วหรือปล่อยพร้อมน้ำเพื่อย่อยตอซังได้เร็วขึ้น ลดสารพิษในดิน หว่านแหนแดงเพื่อควบคุมหญ้า พอครบ 15 วัน ทำการตีตารางปาเป้าเพื่อปลูกข้าวต้นเดียวต่อ 1 ช่องตาราง ด้วยเครื่องมือตีตาราง ระยะห่าง 30:30 ซม. เพื่อให้ข้าวแตกกอดี เมื่อข้าวอายุได้ 20 วัน หลังการปาเป้า จะปล่อยน้ำออกจากนาเพื่อแกล้งข้าว ให้ข้าวแตกกอมากกว่าเดิมและแข็งแรง เมื่อข้าวอายุได้ 40 วัน นำน้ำเข้านา ช่วงระหว่างนำน้ำเข้านา ให้เทจุลินทรีย์ระหว่างวิดน้ำไร่ละ 2 ลิตร ทิ้งไว้ 7 วัน จึงปล่อยน้ำออกจากนา เมื่อข้าวอายุครบ 70 วัน นำน้ำเข้านาอีกครั้ง และใส่จุลินทรีย์เพื่อบำรุงรวงข้าวอีกไร่ละ 1 ลิตร ทิ้งไว้ก่อนเก็บเกี่ยว 15 วัน ก็จะได้ข้าวต้นแข็ง กอใหญ่ ใบตั้ง รวงยาว ข้าวเต็มเมล็ด

จากสถิติศูนย์เรียนรู้และพัฒนาชาวนารุ่นใหม่ จ.ชัยนาท เคยปลูกข้าวด้วยวิธีนี้ได้ผลผลิตสูงสุด 70 ถังต่อ 1 ไร่ สูงกว่าปกติถึง 5 เท่า ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง ในวันที่เก็บเกี่ยว มีชาวบ้าน ทหาร ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และทีมงานวิทยากร คณะครู และนักเรียน ร่วมกันเก็บเกี่ยวอย่างมีความสุข ดร.ปัญญา แก้วเหล็ก ผอ.สพป.ลพบุรี เขต 1 เผยว่า รู้สึกยินดีที่ร.ร.บ้านสระเตย ได้นำเกษตรอินทรีย์เข้ามาสู่แปลงนา เปรียบเสมือนห้องเรียนห้องใหญ่ ที่ให้ความรู้แบบไร้ขีดจำกัด เปลี่ยนการเรียนการสอนในตำรามาเป็นการปฏิบัติจริง นักเรียนได้พบปัญหาจริง และเรียนรู้วิธีที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง ฝึกความอดทนและการรอคอย ฝึกให้นักเรียนคิดเชิงระบบ รู้จักรักและสามัคคีกัน รู้จักการทำงานเป็นหมู่คณะ ที่สำคัญ ทำให้เด็กๆ มีจิตใจสงบ เยือกเย็น อ่อนโยนและรู้สึกเป็นอิสระ มีความสุขกับการเรียน

“นี่คือกระบวนการเรียนรู้ที่สอนให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นอย่างแท้จริง ต้องขอขอบคุณคณะครู ผู้ปกครอง ทหาร และวิทยากรจากศูนย์เรียนรู้ฯตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ทำให้มีความสำเร็จในวันนี้”

ณ วันนี้ ร.ร.บ้านสระเตย ได้รับการคัดเลือกจาก “ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาชาวนารุ่นใหม่จังหวัดชัยนาท” เป็นโรงเรียนทดลองการทำนาแบบตีตารางปาเป้าข้าวต้นเดียวโดยใช้เทคนิคเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว ใช้น้ำน้อย เป็นแหล่งรวมและแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ให้ผู้ที่สนใจเยี่ยมชมแปลงนาจากทั่วประเทศไทย ผ่านกิจกรรมภายใน “ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาชาวนารุ่นใหม่” ซึ่งเป็นที่ตั้งแปลงนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นแหล่งอนุบาลและส่งเสริมการใช้แหนแดง

‘13ปีสสส.’ต้องทบทวนบทบาท!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215843.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558
‘13ปีสสส.’ต้องทบทวนบทบาท!

‘13ปีสสส.’ต้องทบทวนบทบาท! : ทีมข่าวโต๊ะการศึกษา-สาธารณสุข0รายงาน

              คงไม่มีข้อสงสัยถึงผลงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่หลายๆ โครงการสามารถชี้ให้เห็นอันตรายของสิ่งที่ทำลายสุขภาพ ส่งผลให้เกิดการป้องกันโรคของคนไทย อาทิ โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา งานบุญปลอดเหล้า ให้เหล้า=แช่ง คนไทยไร้พุง พื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่และสวดมนต์ข้ามปี เป็นต้น

แต่สำหรับข้อสงสัยเรื่อง “การใช้งบประมาณ” เป็นประเด็นที่ต้องแยกออกจาก “ผลงาน” เพราะ สสส.เป็นองค์กรที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ ในอัตรา 2% โดยปี 2545 ปีแรก สสส.ได้รับงบ 1,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนปี 2557 ได้รับ 4,064 ล้านบาท รวม 13 ปี ได้รับงบกว่า 35,000 ล้านบาท ถือว่าไม่น้อย!!!

สสส.ถูกตั้งคำถามมานานเกี่ยวกับเรื่องงบ ตั้งแต่เรื่อง “การจัดสรรงบให้กับกลุ่มคนหรือองค์กรหน้าเดิมๆ” ซึ่งดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการ สสส. เคยชี้แจงกับ “คม ชัด ลึก” ว่า “บางโครงการจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องในการดำเนินงาน” จนถึงรัฐบาลยุคพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามที่จะกะเทาะงบ สสส.มาแล้วครั้งหนึ่ง จากการที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เสนอให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ส่วนที่เกี่ยวกับการใช้งบประมาณให้เป็นตามวินัยการเงินการคลัง ที่เสนอให้นำภาษีสุราและยาสูบส่วนที่จัดสรรให้ สสส. และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ดำเนินการผ่านระบบงบประมาณแผ่นดินเหมือนหน่วยงานภาครัฐ แต่เกิดแรงต้านจนเงียบไป

กระทั่ง ล่าสุด ปรากฏผลสอบ สสส.ของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาว่า การอนุมัติเงินอุดหนุนโครงการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง สสส. ได้แก่ โครงการสวดมนต์ข้ามปี วงเงิน 33.45 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนการส่งคนไปปฏิบัติงานในองค์การอนามัยโลก วงเงิน 3.84 ล้านบาท ไม่ได้ช่วยสร้างเสริมและสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและการลดการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชาชนตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง สสส.

และศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาทบทวนการบริหารจัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกำหนดแนวทางแก้ไขให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 มี นพ.เสรี ตู้จินดา เป็นประธาน ก่อนที่ “ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์” จะประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการ สสส.ท่ามกลางเสียงแว่วว่า เกิดขึ้นแบบฉิวเฉียดก่อนที่จะโดนมาตรา 44

ประเด็นการให้งบผิดวัตถุประสงค์ สสส.ยากที่จะอธิบายต่อสังคม เมื่อปรากฏโครงการที่ผ่านการอนุมัติจาก สสส.แต่ดูเหมือนจะไม่อยู่ในขอบข่ายเรื่องสุขภาพตามความหมายที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ อย่างเช่น “โครงการทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” ของ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2553-ต้นปี 2556 โดยในบทสรุปพูดถึงเรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง ที่มีรากฐานจากความขัดแย้งเชิงกลุ่มชนชั้นทางเศรษฐกิจ ทำให้ถูกสงสัยมากว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างไร เป็นต้น

จุดที่ไม่ลงล็อกของเรื่องอยู่ที่การ ตีความ คำว่า “สุขภาพ” ที่แตกต่างกัน สสส.ให้ความหมายแบบกว้างเกินไป ครอบคลุมเรื่อง “สุขภาวะ” ที่หมายรวมถึง “กาย จิต สังคม และ ปัญญา” ดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 6 ข้อ 1.ส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กจนสูงอายุ 2.สร้างความตระหนักของประชาชนเพื่อลดความเสี่ยงเพื่อลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ 3.สนับสนุนการรณรงค์เพื่อลดการบริโภคยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 4.สนับสนุนการวิจัยที่ทำให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาพ 5.พัฒนาความสามารถของชุมชน องค์กรเอกชน องค์การสาธารณประโยชน์ และหน่วยงานภาครัฐ และ 6.สนับสนุนการจัดกิจกรรมและสื่อเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ

“แต่อำนาจของ สสส.คือ เรื่องสุขภาพ การทำงานต้องชัดเจนตามกฎหมายที่มี เพราะการทำงานที่กว้างจนเกินไป ทำให้มองว่า การดำเนินงานของ สสส.ดูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพ การเข้าไปสนับสนุนโครงการต่างๆ ของ สสส.ก็ต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และอธิบายได้ชัดเจนว่าให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพอย่างไร” นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็น

สอดรับกับความเห็นของ “ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล” กล่าวว่ากำหนดกรอบการทำงานด้านสุขภาพของ สสส.ให้ชัดเจน จะตีความตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 มิเช่นนั้นก็จะดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม จุดสุดท้ายของการตรวจสอบการใช้งบของ สสส.จะอยู่ที่ ประธานกรรมการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มี “พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน

หากแม้นพบว่าผิดจริง !!! นอกเหนือจากการต้องดำเนินการให้ผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบแล้ว จะต้องหาทางออกเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำ ซึ่งเมื่อปัญหาเกิดขึ้นจากการตีความสุขภาพต่างกัน ก็ต้องปรับด้วยการ กำหนดกรอบสุขภาพ ให้ตรงกัน ส่วนการใช้งบผิดวัตถุประสงค์เป็นเรื่องของงบขาออก ต้องสร้างกลไกการอนุมัติโครงการ เพื่อให้ สสส.ดำเนินการตามวัตถุประสงค์เรื่องสุขภาพที่แท้จริง และป้องกันความไม่โปร่งใสหรือผลประโยชน์ทับซ้อน

แต่คงจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่งบขาเข้า ด้วยการนำระบบการจัดสรรงบให้ สสส.เข้าไปอยู่ในกลไกเดียวกับหน่วยงานราชการ เพราะไม่อาจปฏิเสธว่า การมีองค์กรที่ได้รับงบเช่นนี้ ทำให้การทำงานไหลโล่ง ต่างจากระบบราชการ ส่งผลให้หลายๆ งานเกิดผลต่อการสร้างเสริมสุขภาพที่ตรงและเร็วกับประชาชน

กลไกการอนุมัติโครงการของสสส.

โครงการที่พัฒนาเสร็จสิ้น เสนอต่อสำนักงานภายใน สสส.ที่เกี่ยวข้อง ส่งโครงการกลั่นกรองวิชาการ ก่อนเสนอเข้าสู่การอนุมัติตามขนาดโครงการที่มีผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ดังนี้

ขนาดโครงการ ต่อจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ

มากกว่า 20 ล้านบาท 7 คนโดยการประชุมผ่านคณะกรรมการบริหารแผนแต่ละด้าน

มากกว่า 10-20 ล้านบาท 7 คนโดยการประชุม

มากกว่า 5-10 ล้านบาท 7 คน

มากกว่า 1-5 ล้านบาท 5 คน

มากกว่า 2 แสน-1 ล้านบาท 3 คน

มากกว่า 2 แสนบาท 1 คน

ผลงานของสสส.

โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา

โครงการงานบุญปลอดเหล้า

โครงการให้เหล้า=แช่ง

โครงการคนไทยไร้พุง

โครงการพื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่

โครงการสวดมนต์ข้ามปี

โครงการรณรงค์ลดนักสูบหน้าใหม่

โครงการรับน้องปลอดเหล้า

โครงการสถานศึกษาปลอดเหล้่า

โครงการเด็กไทยอ่อนหวาน

โครงการโรงเรียนรักเดิน

โครงการค่ายเยาวชนจิตอาสา

โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์

โครงการพื้นที่นี้ดีจัง
*****  ฯลฯ ***********

‘เทคโนฯสยาม’ส่งแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ทีมแรกทีมเดียวของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215817.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
‘เทคโนฯสยาม’ส่งแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ทีมแรกทีมเดียวของไทย
‘เทคโนฯสยาม’ส่งแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ทีมแรกทีมเดียวของไทย

เทคโนฯสยาม ส่งทีมเข้าแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ 100% ที่ประเทศออสเตรเลีย ทีมแรก และทีมเดียวของไทย

 

          วันที่ 26 ตุลาคม 2558 อาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18-25 ตุลาคม  ที่ผ่านมา มีงาน World Solar Challenge 2015 ที่ ประเทศออสเตรเลีย โดยทั่วโลกได้ส่งทีมแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อแข่งขันท้าความเร็วจากรถที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศไทยได้ส่งตัวแทนทีมนักศึกษาคณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โดยมี ดร.ฐกฤต ปานคลิบ เป็นหัวหน้าทีม งานนี้มีทีมนำรถเข้าแข่งขันกว่า 46 คัน จาก 25 ประเทศทั่วโลก 
          อาจารย์พรพิสุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการแข่งขันดังกล่าวผู้ที่เข้าแข่งขันทั้งหมดจะต้องออกเดินทางจากเมืองดาร์วิน ไปยังเมืองแอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย เป็นระยะทางทั้งหมด 1,864 ไมล์ หรือ ประมาณ 3,000 กิโลเมตร โดยงานนี้ถือเป็นการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ซึ่งวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ก็ส่งทีมเข้าแข่งขันเป็นครั้งแรก ทีมแรกและทีมเดียวในประเทศไทย ถือว่าประสบความสำเร็จเข้าเส้นชัยเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ทราบผลว่าได้ลำดับเท่าไหร่ เพราะต้องประมวลผลเวลาเป็นทางการอีกครั้ง แต่ที่น่าประทับใจคือเข้าเส้นชัยเป็นผลสำเร็จ ไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นทีมสุดท้ายอย่างที่กังวล
          “ทีมของนักศึกษาเราเข้าเส้นชัยอยู่ที่เวลา 49.25 ชั่วโมง โดยอันดับสุดท้ายใช้เวลา 62.15 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราเข้าเส้นชัยในระดับกลางๆ ถือเป็นเรื่องที่น่าพอใจ เพราะสิ่งที่เราคาดหวังในการแข่งขันในครั้งแรก คืออย่างแรกต้องปลอดภัย อย่างที่สองได้เก็บประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด  และสามเข้าเส้นชัยได้ ทีมเราถือว่าบรรลุผลที่หวัง และเกินคาดคือไม่ได้ที่โหล่ กลับอยู่ระดับกลางๆ ซึ่งทำได้ดีกว่าที่คิดเอาไว้ด้วยซ้ำ” อาจารย์พรพิสุทธิ์ กล่าว

 

เปิดม่านการศึกษา : 26 ต.ค. 58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215714.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
เปิดม่านการศึกษา : 26 ต.ค. 58

เปิดม่านการศึกษา : 26 ต.ค. 58 : โดย…ครูแจ่ม

                      นับเป็นอีกปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เมื่อ “ศ.พิเศษ ดร.ภก.สุมนต์ สกลไชย”  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)  ผู้ประสบความสำเร็จในการบริหาร มข.และองค์กรนานาชาติหลายแห่ง ได้ตัดสินใจเข้าสู่ การเลือกตั้งกรรมการสภาเภสัชกรรม วาระที่ 8 ซึ่งถือว่าสร้างความคึกคักให้แก่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น้อย
                      “สุมนต์ สกลไชย” เป็นเภสัชกรที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ที่น้อยคนนักจะทำได้ เป็นทั้งนักวิชาการ นักกฎหมาย นักการศึกษา และนักบริหาร ที่มีผลงานโดดเด่นและได้รับการยอมรับอย่างสูงยิ่งในแวดวงการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ จากผลงานที่เป็นที่ประจักษ์มากมาย
                      สำหรับผลงานสร้างชื่อประกอบด้วยการจัดตั้ง “คณะเภสัชศาสตร์” มข. จนมีชื่อเสียงและมั่นคง ร่วมในการจัดตั้ง “คณะเภสัชศาสตร์”  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พัฒนาและบริหาร มข.ให้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนได้รับเลือกเป็น “มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ”  และติดอันดับ “1 ใน 500” ของมหาวิทยาลัยโลก จากการจัดอันดับโดย Times Higher Education และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกมากมาย
                      กรณีศึกษา “อาปัติ”…แว่วว่า “ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา” คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดโครงการ “HMA Film Talk” นำอาจารย์และนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์กว่า 300 คน ร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง “อาปัติ : บาปกรรมปลงอาบัติได้?” นักศึกษาจะได้รับฟังแง่คิดจากภาพยนตร์โดย “คุณปรัชญา ปิ่นแก้ว” ผู้อำนวยการสร้าง และ “คุณขนิษฐา ขวัญอยู่” ผู้กำกับภาพยนตร์ ในวันพุธที่ 28 ตุลาคม รอบ 17.20 น. ณ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีแพล็กซ์ รัชโยธิน กรุงเทพฯ

2 มุมวิวาทะ ‘เอกซเรย์ สสส.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215771.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
2 มุมวิวาทะ 'เอกซเรย์ สสส.'

2 มุมวิวาทะ ‘เอกซเรย์ สสส.’ : โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                      เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า ทำไม คสช.ต้องตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาตรวจสอบ “สสส.” ?
                      สสส. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก่อตั้งขึ้นตาม “พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544” เป็นหน่วยงานรัฐ ที่มีงบประมาณหลักมาจากเงินภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ ในอัตราร้อยละ 2 อธิบายง่ายๆ ตามที่ชาวบ้านเรียกกัน คือ มาจาก “ภาษีบาป 2%” ของน้ำเมาและบุหรี่ที่รัฐจัดเก็บมาได้
                      เริ่มทำงานจริงจังเมื่อปลายปี 2545 หรือ 13 ปีที่แล้ว งบประมาณปีแรกประมาณ 1.5 พันล้านบาท และเพิ่มขึ้นทุกปี
                      ล่าสุดปี 2557 กองทุน สสส.ได้รับเงินเพิ่มเป็น 4 พันล้านบาท หากดูยอดรวมเงินทั้งหมด 13 ปี มีมากถึง 3.5 หมื่นล้านบาท
                      เงินที่ได้เอาไปทำอะไร ?
                      ภารกิจหลักของ สสส.คือ การสร้างเสริมสุขภาพประชากรทุกวัยตามนโยบายสุขภาพแห่งชาติ โดยเฉพาะการรณรงค์ให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง และลดการดื่มสุรากับสูบบุหรี่ หรือสารอื่นที่ทำลายสุขภาพ
                      ผลงานของ สสส.ทุกคนจำได้แม่นยำคือ การรณรงค์ “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” “เลิกเหล้า เลิกจน” และ “สูบบุหรี่ทำร้ายคนรอบข้าง” ฯลฯ หลังจากระดมออกสื่อทุกรูปแบบทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม หลายปีที่ผ่านมาในกระเช้าของขวัญปีใหม่ที่นิยมใส่ขวดเหล้ามาด้วยนั้น แทบจะไม่เห็นอีกต่อไป เปลี่ยนเป็นข้าวกล้องหรืออาหารเสริมสุขภาพแทน เพราะไม่อยากโดนครหาว่า “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ในร้านอาหารหรือตามท้องถนนสาธารณะ กลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ…
                      นอกจากต่อต้านเหล้าและบุหรี่แล้ว สสส.เริ่มขยับทำกิจกรรมอีกมากมายเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของคนไทย เช่น อุบัติเหตุท้องถนน สุขภาพแรงงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาสื่อมวลชน ฯลฯ
                      เมื่อจำนวนเม็ดเงินเข้ามาเกือบปีละ 3-4 พันล้านบาท ย่อมมีการขยายโครงการมากขึ้น ทำให้โดนตำหนิว่าไม่ได้ทำตามวัตถุประสงค์ของกองทุนอย่างแท้จริง เช่น การสนับสนุนงานสวดมนต์ข้ามปี การรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน งานกิจกรรมด้านการเมือง ด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ
                      ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเม็ดเงินมากขึ้น ปัญหาการให้เงินและตรวจสอบการใช้เงินก็เริ่มมากขึ้นตามไปด้วย
                      “กลุ่มเฝ้าระวัง สสส.” หรือกลุ่มสนับสนุนคำสั่งของ คสช.ให้ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ สสส. เพราะไม่เห็นด้วยกับการทำงานของ สสส.มานานแล้ว พร้อมวิเคราะห์ให้ฟังว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สสส.มีปัญหาในการทำงาน 3 ข้อใหญ่ด้วยกัน คือ
                      1.ปัญหาการให้เงินทุนทำกิจกรรม ส่วนใหญ่ให้พรรคพวกหมอหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เป็นเครือข่ายกลุ่มคนใน สสส.หรือกลุ่มหน้าเดิมๆ ที่เคยทำกิจกรรมกับ สสส.มาก่อน กลุ่มคนหน้าใหม่มักไม่ได้รับการสนับสนุน แม้ว่าเป็นโครงการที่ดีก็ตาม
                      2.ปัญหาการทำบัญชีระเบียบการเบิกจ่ายใช้เงินยุ่งยากซับซ้อน ทำให้กลุ่มชุมชนที่รับผิดชอบโครงการของ สสส.มีปัญหาหลังจากรับเงินมาทำกิจกรรมแล้ว และการประเมินโครงการไม่ได้วัดที่ผลประโยชน์ของชาวบ้านอย่างแท้จริง
                      3.ปัญหาการไม่ทำตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ เนื่องจาก สสส.เป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องทำตามวัตถุประสงค์ 6 ข้อ ซึ่งกำหนดชัดเจนใน พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพฯ ดังนั้นจะมาตั้งวัตถุประสงค์หรือเปลี่ยนแปลงตามใจชอบของผู้บริหารไม่ได้
                      ด้าน “กลุ่มสนับสนุน สสส.” อธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า การใช้จ่ายเงินเพื่อทำกิจกรรมของ สสส.แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักด้วยกันคือ 1.“โครงการที่ สสส.รับผิดชอบ” ในแต่ละปีมีประมาณเกือบ 1,000 โครงการ และ2.โครงการที่ไปสนับสนุนพันธมิตรหรือเครือข่ายภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ ในส่วนนี้มีประมาณ 3-4 พันโครงการ
                      เมื่อเงินมีมากขึ้น โครงการก็หลากหลายมากมายตามไปด้วย แม้ตอนยื่นขอทำโครงการจะระบุวัตถุประสงค์ตรงกับ สสส. แต่พอกิจกรรมทำไปได้สักพัก ผู้ทำกิจกรรมอาจไม่ทำตามวัตถุประสงค์ก็ได้ ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง แต่กิจกรรมเหล่านี้มีเพียงไม่กี่ร้อยโครงการจากทั้งหมด 4,000 กว่าโครงการ
                      ที่สำคัญคือ การสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้หมายถึงเฉพาะสุขภาพร่างกาย แต่รวมถึงสุขภาพจิต หรือด้านจิตใจด้วย ส่วนเรื่องกิจกรรมการเมืองนั้น ต้องไปดูว่าเกี่ยวกับการส่งเสริมให้ชุมชนมีสุขภาพเข้มแข็งหรือไม่
                      ปัญหาการสนับสนุนเฉพาะ “พรรคพวกหน้าเดิมๆ” นั้น มีคำอธิบายว่า เพราะกลุ่มคนที่เคยทำมีผลงานดีและชัดเจน มีประโยชน์ต่อสังคม ประเมินผลสำเร็จของโครงการออกมาผ่านตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ถ้ากลุ่มนี้ยื่นเรื่องขอทุนทำเพิ่มในปีต่อไปก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะการหาพันธมิตรมาทำงานเพื่อสังคมอย่างจริงจังไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่กลุ่มใหม่ที่ต้องการเงินไปทำกิจกรรมต้องผ่านการพิจารณาละเอียด เพราะเคยเจอปัญหาทำไปได้ครึ่งเดียวแล้วเลิกทำจำนวนมาก
                      นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการทำบัญชีก็เป็นปัญหาใหญ่ สสส.มีคณะทำงานตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของทุกโครงการ ทำให้ต้องการเอกสารหลักฐานเบิกจ่ายเงินที่เชื่อถือได้ บางครั้งอาจสร้างความยุ่งยากให้แก่กลุ่มชาวบ้านที่มาร่วมงาน แต่ สสส.พยายามจัดอบรมให้ความรู้การทำบัญชีเป็นระยะๆ
                      ล่าสุด วันที่ 21 ตุลาคม 2558 กลุ่มเครือข่ายเอ็นจีโอ และเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน โครงการฟื้นฟูคาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา โครงการสื่อละครชุมชนสำหรับเด็ก-เยาวชน จ.เชียงใหม่ ฯลฯ ได้ออกแถลงการณ์ 5 ข้อสนับสนุนให้มีการตรวจสอบ สสส.อย่างเปิดเผย โปร่งใส ปราศจากการเลือกปฏิบัติ สรุปใจความได้ว่า
                      1.ขอให้กระบวนการตรวจสอบเปิดเผย โปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาล เปิดโอกาสให้ชี้แจงและสังคมมีส่วนร่วม ไม่เลือกปฏิบัติ
                      2.การวินิจฉัยว่า สสส.ได้ใช้จ่ายงบประมาณว่าผิดประเภทหรือวัตถุประสงค์หรือไม่ ต้องยึดถือตามเนื้อหากฎหมายที่กำหนด 6 ข้อไว้ชัดเจน
                      3.สสส.เป็นตัวอย่างที่องค์การระหว่างประเทศนำไปเป็นแบบอย่าง ควรที่สังคมไทยจะได้ขยายบทเรียนไปใช้กับการปฏิรูปด้านต่างๆ
                      4.ขอสนับสนุนให้ สสส.กระจายการใช้งบประมาณโดยคำนึงถึงการสร้างความเป็นธรรมและความยั่งยืนต่อสุขภาพของสังคม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับประชาชนที่ด้อยโอกาส และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย กระบวนการดำเนินการ และตรวจสอบมากขึ้น
                      5.การปฏิรูปประเทศต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเกี่ยวกับ สสส.และอีกหลายกรณี กลับดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้าม
                      ขณะนี้เครือข่ายภาคประชาชน ทั้ง “กลุ่มเฝ้าระวัง” กับ “กลุ่มสนับสนุน” กำลังจับตาดูว่า คณะทำงานที่ “คสช.” แต่งตั้งขึ้นมาตรวจสอบ “สสส.” นั้น ท้ายสุดจะสรุปผลตรวจสอบออกมาอย่างไร ?
——————-
(2 มุมวิวาทะ ‘เอกซเรย์ สสส.’ : โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ)

ทางออกการเรียนการสอนของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215719.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
ทางออกการเรียนการสอนของไทย

เปิดวิสัยทัศน์ : ‘ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว’ ถกเถียงในชั้นเรียน-ชนะด้วยข้อมูล ทางออกการเรียนการสอนของไทย : โดย…หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

                      “ประเด็นที่เป็นวิกฤติของการศึกษาของประเทศในวันนี้คือ เราสร้างเยาวชนให้เป็นนกแก้วนกขุนทอง ใครท่องเก่ง ใครจำได้มาก ใครหาคำตอบได้เร็ว ก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นคนเก่ง คนเหล่านี้ก็สอบเข้าศึกษาต่อและเลือกอาชีพได้ ผู้ปกครองก็ยินดี ครูก็ภาคภูมิใจ และสถานศึกษาก็ได้รับชื่อเสียง ในขณะที่ระบบการศึกษาของประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มุ่งสร้างเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ให้เป็นนักคิด นักประดิษฐ์ ซึ่งคำที่ใช้เป็นเป้าหมายของการศึกษาในอนาคตที่ได้ยินติดหูคือ คิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรม” ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าว
                      ดังนั้น หัวใจของการรื้อระบบการศึกษาคือ การปรับการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นนักคิด นักประดิษฐ์ ไม่ใช่เป็นนักจำ ในอนาคตอันใกล้นี้มือถือเครื่องเดียวก็จะสามารถจำอะไรได้มากกว่าสมองมนุษย์ เราไม่ต้องท่องต้องจำอีกแล้ว แต่ต้องรู้ว่า ถ้าจำอะไรไม่ได้ หรือถ้าอยากรู้เรื่องอะไร จะไปหาจากแหล่งไหน และจะกรองหรือแยกแยะให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างไร
                      ศ.ดร.สุพจน์ ตั้งคำถามว่า หากถามว่าการสร้างนักคิดจะทำอย่างไร คำตอบหาได้ไม่ยากเลย มีทั้งตัวอย่างในประเทศและต่างประเทศ เพียงแต่นำมาปรับให้เหมาะสมกับบริบทความเป็นไทย ตัวอย่างในประเทศที่ควรนำมาวิเคราะห์และนำมาปรับใช้คือ ประเทศไทยส่งนักเรียนไปแข่งขันวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โอลิมปิกมานานกว่า 10 ปี ซึ่งในแต่ละปีมีประเทศที่ส่งเยาวชนเข้าร่วมมากกว่า 100 ประเทศ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ถ้าวัดด้วยจำนวนเหรียญรางวัลที่ได้จากการแข่งขัน ระดับความรู้ของเยาวชนไทยจัดอยู่ในระดับ 10 ประเทศแรกของโลก ในขณะที่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่จัดให้มีการวัดและเปรียบเทียบระดับการศึกษาของประเทศกลับชี้ออกมาว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 8 ในกลุ่มประเทศอาเซียน
                      ทว่าการที่นักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศถูกจัดไว้ในอันดับรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน คงสรุปเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า ระบบการศึกษาของไทยมีปัญหา ในขณะที่นักเรียนที่ถูกเก็บตัวเข้าค่ายติวเข้ม แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็สามารถคว้าเหรียญรางวัลได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งก็นำไปสู่ข้อสรุปว่าเยาวชนไทยมีความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลก และสิ่งที่น่าเรียนรู้และนำมาปรับใช้กับนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศคือ ระบบการเรียนรู้ในค่ายติวเข้ม ก่อนส่งนักเรียนไปแข่งขัน
                      ถ้าดูลึกลงไปว่า การเรียนและการวัดผลตามวิธีการของโอลิมปิกต่างจากการเรียนปกติอย่างไร สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ข้อสอบโอลิมปิกข้อเดียว อาจจะมีไม่กี่บรรทัด แต่ให้เวลาทำและเขียนออกมาหลายชั่วโมง นั่นหมายถึงว่า ผู้เรียนต้องเข้าใจแก่นของเนื้อหา ต้องฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ อธิบายด้วยข้อมูลอย่างมีเหตุมีผล
                      นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า หัวใจของวิธีการเรียนรู้เพื่อสร้างคนให้เป็นนักคิดอยู่ที่การเปลี่ยนบทบาทของครู จากที่เคยสอน พูดอยู่คนเดียวทั้งชั่วโมงและป้อนทุกอย่าง ซึ่งความรู้ที่เกิดใหม่ทุกวินาที มีจำนวนมหาศาล จะป้อนอย่างไรก็ไม่มันครอบคลุมทั้งหมด บทบาทใหม่ของครูที่ควรทำในเวลา 1 ชั่วโมงในชั้นเรียนคือ สรุปเฉพาะในส่วนที่เป็นแก่นของความรู้ในเรื่องนั้นๆ ให้ผู้เรียนได้เข้าใจ โดยใช้เวลาน้อยที่สุดขึ้นกับความยากง่ายของเนื้อหา และใช้เวลาที่เหลือในการยกกรณีที่ใกล้ตัวที่เกี่ยวข้อกับบทเรียนขึ้นมา ให้ผู้เรียนได้ “ถกเถียง” ถกระหว่างนักเรียนกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนกับครู
                      “การถกเถียงในชั้นเรียน การโต้แย้งและเอาชนะกันด้วยขอมูล ฟังเสียงและความเห็นจากทุกคน รู้แพ้รู้ชนะด้วยเหตุด้วยผล เป็นหัวใจขอการศึกษารูปแบบใหม่ เป็นกระบวนการสร้างปัญญา ที่จะนำไปสู่การคิดนอกกรอบ สู่ความคิดสร้างสรรค์ และสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และอีกประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้แบบใหม่นี้คือ ครูได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับนักเรียนผ่านการถกเถียงและข้อมูลใหม่ๆ ที่มีจำนวนมหาศาลที่นักเรียนต่างคนต่างไปค้นคว้ามาแลกเปลี่ยนกัน อย่างไรก็ตาม พึงระวังไว้ว่า การถกเถียงโดยไม่รู้จริง จะเป็นการเพ้อฝันมากกว่าการสร้างสรรค์ ดังนั้น การให้แก่นของเนื้อหาที่ลึกซึ้งเพียงพอก่อนที่จะให้มีการถกเถียง จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและถือเป็นความรับผิดชอบของครู” นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ระบุ
                      รูปแบบของการศึกษาที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเดียวกับที่กระทรวงศึกษาธิการ พยายามยามนำมาปฏิบัติเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ใช้คำว่า “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” ซึ่งมาในยุคนี้อาจจะเปลี่ยนมาใช้คำใหม่เช่น สเต็ม (STEM) ซึ่งหมายถึงการตั้งโจทย์ที่บูรณาการระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ (S: Science) เทคโนโลยี (T: Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (E: Engineering) ซึ่งหมายรวมถึงทักษะงานช่างต่าง ๆ และวิชาคณิตศาสตร์ (M: Mathematics) เพื่อให้นักเรียนได้ถกเถียงและฝึกปฏิบัติ
                      หรืออีกหนึ่งคำที่ดูจะสร้างความฮือฮาในวงการศึกษามากคือคำว่า “ห้องเรียนกลับข้าง” (Flipped class room) นั่นหมายความว่า การเรียนการสอนต้องไปเดินดูและสัมผัสกับสภาพที่แท้จริงนอกห้องเรียน แล้วนำมาถกถียงกันในชั้นเรียน ความกลับข้างจะอยู่ที่ว่า เข้ามาในห้องเรียนต้องมาคุยกัน ซึ่งกฎเหล็กของโรงเรียนจำนวนมากยังคงเป็น “ห้ามคุยกันในชั้นเรียน”
                      จะเห็นได้ในทุกเวทีที่มีการเสวนาเรื่องการปรับระบบการศึกษา มักจะมีการพูดถึงอุปสรรคต่างๆ ตัวอย่างเช่น การถกเถียงไม่ใช่วัฒนธรรมไทย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เด็กไทยแรกเกิดจนถึงอนุบาล จะเป็นคนขี้สงสัยและจะตั้งคำถามทำไม ทำไม ตลอดเวลา แต่ระบบการศึกษาของไทยทำให้คุณลักษณะนั้นหายไป หรือมีการตั้งคำถามในเวทีต่างๆ เช่น นักเรียนจะมีส่วนร่วมในการคิด ในการถกไปทำไม เพราะไม่ได้ช่วยให้สอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันและสาขาวิชาที่ต้องการได้ หรือครูที่ทุ่มเทและมุ่งมั่นปรับการเรียนเพื่อให้ผู้เรียนเป็นนักคิด แต่ไม่มีส่วนที่จะนำไปใช้ในการเติบโตในสายงาน รวมไปถึงการไม่ได้รับการส่งเสริมจากผู้บริหารโรงเรียนและการสนับสนุนจากผู้ปกครอง เพราะไม่ได้ช่วยให้นักเรียนสอบเข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาที่ต้องการได้ เป็นต้น
                      “ทั้งหมดเป็นเพียงมิติเดียวคือการสร้างคนเก่ง ซึ่งอีกมิติที่มีความจำเป็นอย่างที่จะต้องควบคู่กันไปคือการสร้างคนดี คนที่มีภาคภูมิใจและหวงแหนความเป็นไทย การแก้วิกฤติการศึกษาที่เรื้อรังมานาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกำหนดให้เป็นนโยบายแห่งชาติที่เร่งด่วน ปรับให้ครอบคลุมทั้งระบบ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง” ศ.ดร.สุพจน์ กล่าวทิ้งท้าย
———————
(เปิดวิสัยทัศน์ : ‘ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว’ ถกเถียงในชั้นเรียน-ชนะด้วยข้อมูล ทางออกการเรียนการสอนของไทย : โดย…หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ)

‘แสงเหนือ’ หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215720.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
'แสงเหนือ' หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้

เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ : ‘แสงเหนือ’ หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 11 : โดย…พี่ฮัมมิ่งเบิร์ด tan12_aa@hotmail.com

                      ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แจ้งว่า สสวท. ร่วมกับสถาบันเกอเธ่ประเทศไทย และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) พร้อมทั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจะจัดพิธีเปิดงานเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 11 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-15.30 น. ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพมหานคร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ) พร้อมทั้งชมภาพยนตร์เปิดเทศกาลจากประเทศนอร์เวย์
                      เรื่อง “Northern Lights : A Magic Experience” หรือ “แสงเหนือ ประสบการณ์มหัศจรรย์” จากตำนานสู่ความเป็นวิทยาศาสตร์ความยาว 27 นาทีของสารคดีที่จะพาเดินทางสำรวจแสงเหนือจากภาพดาวเทียมของนาซา ที่จะเติมเต็มเรื่องราวของแสงเหนือ และการค้นพบของคริสเตียน เบิร์คแลนด์ และการทดลองเทอร์เรลลา หรือลูกบอลแม่เหล็กจำลองที่ใช้แทนโลก สารคดียังพาไปรู้จักเคล็ดลับการถ่ายรูปแสงออโรร่าให้ชัดเจน และลำดับภาพการถ่ายแสงเหนือ
                      เทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 11 ประจำปี พ.ศ.2558 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน-20 ธันวาคม 2558 ในหัวข้อ “ปีสากลแห่งแสง” (International Year of Light 2015) โดยผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมและตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่เว็บไซต์ http://sciencefilm.ipst.ac.th/สำหรับการเข้าชมภาพยนตร์เป็นหมู่คณะสามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่ศูนย์ฉายทุกศูนย์
———————
(เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ : ‘แสงเหนือ’ หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 11 : โดย…พี่ฮัมมิ่งเบิร์ด tan12_aa@hotmail.com)

ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แม่ระนาดน้อยนำร่องตากเขต 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215718.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แม่ระนาดน้อยนำร่องตากเขต 2

ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แม่ระนาดน้อยนำร่องตากเขต 2 : โดย…ศตายุ วาดพิมาย นักประชาสัมพันธ์ สพป.ตาก เขต 2

                      โรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขาสูงในถิ่นทุรกันดารและอยู่แนวชายแดนติดกับสหภาพเมียนมาร์จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 360 คน และมีห้องเรียนสาขาอีก 2 สาขา เด็กนักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายชนเผ่า ทั้งไทย ม้ง กะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ และพม่า ซึ่งมีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรมและการดำรงชีวิตมาอาศัยอยู่รวมกัน เป็นโรงเรียนนำร่องที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 คัดเลือกให้เป็นโรงเรียนสังกัดที่จะนำนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังเดินหน้าโครงการอยู่ในขณะนี้
                      อโณทัย ไทยวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (ผอ.สพป.ตาก เขต 2) กล่าวว่า สำนักงานเขตพื้นที่มีเป้าหมายโรงเรียนนำร่อง 37 โรงเรียน สาเหตุที่คัดเลือกโรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อยเป็นโรงเรียนนำร่องโรงเรียนแรกนั้นก็ด้วยสภาพพื้นที่ กระบวนการจัดการเรียนการสอนซึ่งโรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนสอดคล้องกับนโยบายมากที่สุด โดยจะแบ่งการเรียนออกเป็น 3 ส่วน
                      โดยในภาคเช้าจะเป็นในส่วนของด้านทักษะวิชาการทั้ง 8 กลุ่มสาระ ในภาคบ่ายก็จะมีอีก 2 ส่วน ในช่วงแรกก็จะเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่มีการปฏิบัติ เช่น วิชาศิลปะ รวมไปถึงกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ส่วนหลังจากบ่ายสองไปก็จะเป็นกิจกรรมเพิ่มเวลารู้ ซึ่งประกอบด้วยการเสริมทักษะลักษณะนิสัยหรือความต้องการของผู้เรียน เช่น เศรษฐกิจพอเพียง คุณธรรม จริยธรรม
                      รวมไปถึงด้านอาชีพให้นักเรียนมีรายได้ ซึ่งโรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อยสามารถดำเนินการตามกรอบนโยบายได้ทันทีเนื่องจากได้ปฏิบัติมาโดยตลอดอยู่แล้วทั้งทักษะอาชีพและการมีงานทำ ซึ่งตอบโจทย์ที่รัฐบาลได้ให้นโยบายมาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งผู้ปกครองก็ให้การยอมรับแนวคิดและวิธีการสอนในลักษณะนี้เพราะทำให้บุตรหลานของตนสามารถนำวิชาความรู้ที่ได้ไปช่วยครอบครัวประกอบอาชีพเมื่อเรียนจบอีกด้วย
                      อลงกรณ์ ถาแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อยรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าต่างๆ บนพื้นที่สูงที่ขาดโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับการศึกษา เด็กส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ห่างไกลทางโรงเรียน จึงจัดให้มีอาคารพักนอน โดยมีเด็กพักนอนทั้งสิ้นกว่า 180 คน และจัดให้เด็กพักนอนได้เรียนรู้ทักษะการฝึกอาชีพ ตามนโยบาย การศึกษาเพื่อการมีอาชีพ ของรัฐบาล ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลได้นำนโยบาย ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เข้ามาเติมความรู้และฝึกทักษะให้เด็กได้เรียนรู้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่ในห้องเรียน
                      ศิริวรรณ ทาหว่างกัน ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย กล่าวว่า นอกจากเด็กได้พักสายตาและสมองจากตำราเรียนแล้ว เด็กได้เรียนรู้ทักษะ ฝึกการปฏิบัติจริงในสถานการณ์ต่างๆ ทำให้เด็กมีทักษะในการคิด วิเคราะห์และตัดสินใจเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานและประกอบอาชีพที่สุจริต ซึ่งจะทำให้เด็กได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในวันข้างหน้าต่อไปในอนาคต
                      วันสงกรานต์ ฮอบสมบูรณ์ ชั้น ป.6 กล่าวว่า นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มีประโยชน์ ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะรวมไปถึงอาชีพในด้านต่างๆ นอกเหนือจากที่ต้องนั่งเรียนในชั้นเรียน เช่นการปลูกพืชผักเป็นอาชีพเสริม การเลี้ยงสัตว์ การปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ การฝึกล้างรถ การทอผ้า เป็นต้น ทำให้มีรายได้ระหว่างเรียนและมีอาชีพติดตัวเพื่อออกไปประกอบอาชีพต่อไป
———————
(ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แม่ระนาดน้อยนำร่องตากเขต 2 : โดย…ศตายุ วาดพิมาย นักประชาสัมพันธ์ สพป.ตาก เขต 2)

ว.เทคโนโลยีสยามส่งรถพลังงานแสงอาทิตย์แข่งขันที่ออสซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215713.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558
ว.เทคโนโลยีสยามส่งรถพลังงานแสงอาทิตย์แข่งขันที่ออสซี่

รถพลังงานแสงอาทิตย์ ของว.เทคโนโลยีสยาม เดินทางถึงเส้นชัยเมืองแอดิเลด ออสเตรเลีย ในการแข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลก “World Solar Challenge 2015”

 

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ดร.ฐกฤต ปานขลิบ คณบดีคณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (วทส.) เปิดเผยว่า ตามที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โดยคณะเทคโนโลยีได้ส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิศวกรรมพลังงาน เทคโนโลยีไฟฟ้า และเทคโนโลยียานยนต์ พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษา ในชื่อทีม “STC-1” เข้าร่วมการแข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์ ประจำปี 2558 “World Solar Challenge 2015” ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในโลก และวทส.เป็นสถาบันการศึกษาแรกและเป็นเพียงแห่งเดียวที่ส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันระดับโลก โดยปีมีประเทศเข้าร่วมแข่งขัน 25 ประเทศทั่วโลกและส่งรถเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 46 คัน

ทั้งนี้ การแข่งขันดังกล่าวกำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจะต้องออกเดินทางจากเมืองดาร์วินไปยังเมืองแอดิเลด รวมระยะทางทั้งสิ้น 3,000 กิโลเมตรภายในเวลา 50 ชั่วโมง โดยใช้เพียงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเพียงเท่านั้น ซึ่งผลการแข่งขันเมื่อวันที่ 23 ต.ค.แม้ว่าทีม STC-1 ของประเทศไทยจะไม่ได้รับชนะในการแข่งขันครั้งนี้ตามเวลาที่กำหนด แต่ก็สามารถเดินทางเข้าสู่เส้นชัยที่เมืองแอดิเลดได้ ซึ่งก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จสำหรับทีมนักศึกษาและอาจารย์ทุกคน

“การแข่งขันครั้งนี้เราเริ่มต้นจากศูนย์ ตั้งแต่การออกแบบรถและการสร้างรถ เพราะไม่มีใครเห็นรถพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ในการแข่งขันของจริงเลย ระหว่างการแข่งขันแม้ว่าจะถูกทดสอบจากสภาพอากาศของภูมิประเทศที่มีความแตกต่างอย่างรุนแรง การขับเคลื่อนผ่านทะเลทรายของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้ง เป็นอุปสรรคที่เราไม่เคยพบมาก่อน ทำให้เกิดการเสียหายกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบต่างๆ หลายครั้ง แต่อาจารย์และนักศึกษาก็ได้นำความรู้ความสามารถทางวิชาการและการปฏิบัติมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาจนสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายที่กำหนดได้ ลงมือ เนื่องจากขาดประสบการณ์ในการแข่งขันในพื้นที่ดังกล่าว แต่เราก็สามารถแก้ไขและซ่อมแซมให้เป็นปกติได้ทุกครั้ง”ดร.ฐกฤต กล่าว

ดร.ฐกฤต กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การแข่งขันครั้งนี้ก็ทำให้หลายประเทศทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย ผ่านรถพลังงานแสงอาทิตย์ที่อาจารย์และนักศึกษาปี 3 ทุกคนที่ร่วมแข่งขันสร้างขึ้นมาด้วยตนเอง ผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน เพื่อให้ได้รถที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจากฝีมือคนไทยและอวดโฉมให้ทั่วโลกได้รู้ว่านักศึกษาและวิศวกรคนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก