กรุงเทพดุสิตเวชการยกระดับวงการแพทย์ไทยสู่ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215682.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558
กรุงเทพดุสิตเวชการยกระดับวงการแพทย์ไทยสู่ระดับโลก

กรุงเทพดุสิตเวชการ ยกระดับวงการแพทย์ไทยสู่ระดับโลก

            บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังโรงพยาบาลในเครือจัด การประชุมวิชาการร่วม บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ประจำปี พ.ศ.2558 ภายใต้แนวคิด “Global Alliance to Excellent Health Care” เชิญผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาการแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยทั่วโลก ร่วมแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ ให้แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์กว่า 1,000 คนที่เข้าร่วมงาน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า การพัฒนาแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันจึงจะประสบความสำเร็จ เพราะโรคต่างๆ มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องตามให้ทัน เพื่อรับมือและป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงหาทางส่งเสริมให้คนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม

“เพื่อลดภาระของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งช่วยให้ประชาชนทั่วไปมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้แก่ รพ.สมิติเวช รพ.บีเอ็นเอช รพ.พญาไท รพ.เปาโล และ รพ. รอยัล จึงได้สนับสนุนการจัดประชุมวิชาการร่วมมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ในการจัดประชุมครั้งที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งจากการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ การนำเสนอการวิจัย รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้พบปะทำความรู้จักคุ้นเคยกัน เพื่อจะได้สร้างเครือข่ายที่กว้างขวาง นำไปสู่ความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาความก้าวหน้าทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้เราดูแลผู้ป่วยและดูแลสุขภาพของประชาชนได้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ประธานคณะกรรมการจัดงานกล่าว

ปีนี้คณะผู้จัดได้จัดหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ อาทิ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับศิลปวัฒนธรรม”  โดย ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ “พระผู้ทรงอัจฉริยภาพต้นแบบผู้สูงอายุไทย” โดย ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ตอบรับการมาร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษอีกหลายท่าน ได้แก่ ปาฐกถาพิเศษ โดย ศ.ดร.คีธ แบล็ก ผู้อำนวยการสถาบันศัลยกรรมระบบประสาท แมกซีน ดันนิทซ์ ซีดาร์-ไซไนน์ เมดิคัล เซ็นเตอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในหัวข้อ “Advances in Brain Imaging from Alzheimer’s to Brain” ปาฐกถาโดย ศ.ดร.มิเชล ทากลิ อาทิ จากแผนกประสาทวิทยา ศูนย์การแพทย์ซีดาร์-ไซไน ในหัวข้อ “Deep Brain Stimulation in Parkinson’s Disease: Past, Present and Future” ปาฐกถาเรื่อง “แม่และเด็ก” โดยผู้เชี่ยวชาญพิเศษจากมหาวิทยาลัย Oregon Health & Science University รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ได้แก่ ศ.ดร.เดบอราห์ ลิววินซอน เรื่อง “The Importance of Nutrients in Mothers & Babies to Prevent Tuberculosis” และผศ.ดร.ไมล์ส เอลเลนบี เรื่อง “Improving Neonatal Outcome with Telemedicine, Live Demonstration” และปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทารก” โดยผู้เชี่ยวชาญจาก University of Texas MD Anderson Cancer Center รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย ผศ.ดร.ซีซาร์ นูเนซ หัวข้อ “Acute Leukemias in Pediatrics” และเจเรมี วิลส์ ในหัวข้อ “Multidisciplinary Care: Emerging Practices”

อีกทั้งยังมี หัวข้อเกี่ยวกับความก้าวหน้าและการค้นพบใหม่ๆ ทางการแพทย์ที่น่าสนใจในหลากหลายสาขา เช่น นวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรคไตจากเบาหวาน การหยุดบุหรี่ในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ เทคโนโลยีล่าสุดในการรักษามะเร็ง การจัดการความเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง การรักษาการกรน การชักต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง การป้องกันโรคภูมิแพ้ การค้นพบใหม่เกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคแพ้อาหาร การจัดการการแพ้อย่างรุนแรง การรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย นวัตกรรมด้านความงาม การรักษาผมร่วง และนวัตกรรมการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง

ในส่วนของการพัฒนาพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ มีการบรรยายพิเศษที่น่าสนใจ อาทิ บทบาทของพยาบาลไทยในระดับนานาชาติ การดูแลผู้ป่วยช่วงระยะพักฟื้นหลังผ่าตัด บทบาทของพยาบาลในการบริจาคอวัยวะ กฎหมายที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของพยาบาลและบุคลากรทางสาธารณสุข

และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้โรงพยาบาลสามารถพัฒนาการบริหารจัดการและการบริการให้สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของสื่อออนไลน์และโลกยุคดิจิทัล คณะผู้จัดงานยังจัดให้มี การบรรยายพิเศษเรื่องเกี่ยวกับการบริหารข้อมูลและการใช้โซเชียลมีเดียในโรงพยาบาล อีกด้วย

TO BE NUMBER ONE CAMPสู่ความเป็นหนึ่งรุ่นที่16

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215681.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558
TO BE NUMBER ONE CAMPสู่ความเป็นหนึ่งรุ่นที่16

TO BE NUMBER ONE CAMPสู่ความเป็นหนึ่งรุ่นที่16 เยาวชนต้องได้ ต้องเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้น

            ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน (TO BE NUMBER ONE) เสด็จไปทรงร่วมกิจกรรมปิด “ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน สู่ความเป็นหนึ่ง” รุ่นที่ 16 และพระราชทานเกียรติบัตรแก่สมาชิกค่าย ในการนี้ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ในฐานะเลขานุการโครงการทู บี นัมเบอร์ วัน และคณะ เฝ้ารับเสด็จ ณ เดอะไพน์ รีสอร์ท จ.ปทุมธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2558

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน สู่ความเป็นหนึ่ง หรือ TO BE NUMBER ONE CAMP เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน ที่มีแนวคิดการให้โอกาส และทางเลือกแก่เด็กและเยาวชนที่เท่าเทียมกัน เพื่อพัฒนาทักษะทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม โดยใช้กระบวนการกลุ่ม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจาก “ภายใน” เช่น การค้นพบความสามารถของตนเอง การนับถือ ภาคภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตนเอง ให้เยาวชนเลือกทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจและชื่นชอบ มีวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและเป็นตัวอย่าง (ไอดอล) ของเยาวชน ด้วยวิธีการสอนและฝึกทักษะแบบไม่กดดัน เป็นลักษณะการเรียนรู้แบบ เพลย์ แอนด์ เลิร์น ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน

จากการศึกษาโดยการติดตามสมาชิกค่ายที่กลับสู่ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน พบว่า กว่าร้อยละ 80 มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านบวก เช่น กล้าคิด กล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตนเอง มีความเป็นผู้นำ สามารถควบคุมตนเอง ทำงานเป็นทีม และเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับตนเองและสังคมมากขึ้น” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวด้วยว่า ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน จัดปีละ 2 ครั้ง ในช่วงปิดภาคการศึกษา ใช้การจัดสรรโควตาให้แก่สมาชิก อายุ 12-24 ปี จากทั่วประเทศ กำหนดระยะเวลาออกค่าย 6 วัน 5 คืน รุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่ 16 มีเยาวชนสมาชิกทู บี นัมเบอร์ วัน เข้าร่วมค่ายทั้งสิ้น 394 คน

ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ในฐานะเลขานุการโครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน กล่าวว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทอดพระเนตรวีดิทัศน์กิจกรรมในค่าย การแสดงความสามารถของสมาชิกทู บี นัมเบอร์ วัน ซึ่งเป็นผลจากการฝึกฝนทักษะในค่าย จำนวน 4 ชุด และเยาวชนกล่าวความรู้สึกของการเข้าค่ายครั้งนี้

“สมาชิกค่ายยังพร้อมใจกันให้คำมั่นสัญญาว่า จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากค่ายไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เอื้อต่อการสร้างกระแส เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด ดังพระดำรัสของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการทู บี นัมเบอร์ วัน ที่ว่า กิจกรรมกลุ่มในค่าย เป็นกระบวนการที่ทำให้เยาวชนเรียนรู้อย่างสนุก ผ่อนคลาย และมีความสุข ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องความมั่นใจ กล้าคิด กล้าแสดงออก ฝึกการเป็นผู้นำ รวมทั้งเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจในการป้องกันปัญหาในกลุ่มเยาวชน” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

เยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน สู่ความเป็นหนึ่ง” ต้องได้ ต้องเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ข้อแรก คือ ได้รับการฝึกฝนทักษะในการช่วยเหลือเพื่อนและผู้อื่น ได้เรียนรู้วิธีช่วยเพื่อนตามทักษะ และกำลังความสามารถที่มี โดยจะมีกระบวนการสอนที่จะช่วยให้เด็กได้รับความรู้ สามารถ ให้คำปรึกษาเป็น และนำไปใช้ประโยชน์ได้

ข้อที่สอง คือ ได้เรียนรู้เรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพสำหรับวัยรุ่น โดยมีวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมาสอน เพื่อให้เด็กๆ ได้แก้ไขจุดอ่อนจุดบกพร่อง ได้เรียนรู้วิธีที่ถูกต้องที่จะปรับตัว ปรับพฤติกรรมใหม่

ข้อที่สาม เด็กๆ จะได้ร่วมกิจกรรมการพัฒนาอีคิว เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากปัญหายาเสพติด และทุกปัญหา จะทำให้เด็กๆ รู้จักคิด ควบคุมตนเองได้ มีความฉลาดทางอารมณ์ เพราะอีคิวเป็นเรื่องที่เด็กทุกคนสามารถฝึก และพัฒนาได้ ซึ่งต่างจากไอคิว

ข้อที่สี่ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมค่าย ที่มาจากทุกทิศทั่วประเทศ “ทู บี นัมเบอร์ วัน แคมป์” จึงเป็นค่ายเพียงหนึ่งเดียวที่มีการรวบรวมเด็กๆ จากแทบทุกจังหวัดมาอยู่รวมกัน ทำให้เด็กได้รู้จักเพื่อนที่แตกต่างหลากหลายจากทั่วประเทศ สามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่และมีความสุข

และ ข้อที่ห้า เด็กๆ จะมีโอกาสได้เข้าถึงกิจกรรมที่ทำแล้วตนเองและเพื่อนๆ เกิดความสุข ทำให้เกิดความมั่นใจ กล้าคิด กล้าทำ และกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งส่งผลให้เด็กเกิดความมั่นใจ และความภาคภูมิใจในตัวเอง

‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’เน้นให้เด็กมีน้ำใจทำงานเป็นทีม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215680.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558
'ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้'เน้นให้เด็กมีน้ำใจทำงานเป็นทีม

‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’เน้นให้เด็กมีน้ำใจ ทำงานเป็นทีม และค้นหาตัวเอง

            สพฐ.พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ในโรงเรียนนำร่องที่พร้อมและสมัครใจจำนวน 3,831 แห่ง แบ่งระยะดำเนินการเป็น 4 ช่วง เริ่มเปิดภาคเรียนที่ 2/2558 วันที่ 2 พฤศจิกายน โดย รมช.ศธ. เน้นย้ำ ปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชา แต่ไม่กระทบเนื้อหาหลักที่ควรเรียนรู้ แล้วเพิ่มเวลาและโอกาสให้เพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ความมีน้ำใจต่อกัน การทำงานเป็นทีม กระตุ้นให้เด็กค้นหาศักยภาพและความชอบของตนเอง

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดโครงการขับเคลื่อน นโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” (Moderate Class More Knowledge)” ว่า นโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ในปีงบประมาณ 2559 แบ่งระยะการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ (ก.ค.-ต.ค.58) ระยะที่ 2 เริ่มดำเนินโครงการ (ต.ค.58-ม.ค.59) ระยะที่ 3 การติดตามและประเมินผลหลังการดำเนินการโครงการ (ม.ค.-เม.ย.59) และระยะที่ 4 การขยายผลในสถานศึกษาทั่วไป (พ.ค.-ก.ย.59)

“การขับเคลื่อนนโยบายนี้ เป็นการปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชาให้น้อยลง แต่ต้องไม่กระทบเนื้อหาหลักที่เด็กๆ ควรเรียนรู้ แล้วเพิ่มเวลาและโอกาสให้เพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ความมีน้ำใจต่อกัน การทำงานเป็นทีม กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นหาศักยภาพและความชอบของตนเอง ซึ่งในการจัดการเรียนการสอน ก่อนเวลา 14.30 น. เป็นการเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ หลังจากนั้น ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ นอกห้องเรียนอย่างหลากหลาย โดยเริ่มดำเนินการพร้อมกันวันที่ 2 พ.ย.58 หรือเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมโครงการจำนวน 3,831 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 3,447 แห่ง และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 384 แห่ง หลังจากเริ่มปฏิบัติการเรียนการสอนไปแล้ว 1 ภาคเรียน จะมีการประเมินเพื่อพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย เพื่อทำการปรับปรุงก่อนที่จะนำมาเป็นแนวทางให้โรงเรียนอื่นๆ นำมาปฏิบัติต่อไป” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

ด้าน การุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมความพร้อมให้ครูใน 2 ส่วนหลัก คือ 1.การอบรม โรงเรียนนำร่องจัดการเรียนรู้สู่ “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ภาคเรียนที่ 2/2558 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับครู และ 2.จัดสมาร์ทเทรนเนอร์ เป็นทีมพิเศษ 1 ทีม ต่อ 10 โรงเรียน เพื่อให้ความช่วยเหลือ ดูแล ติดตามให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดกับครูของโรงเรียนนำร่อง พร้อมทั้งจัดทำคู่มือบริหารจัดการเวลาเรียน และแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เพื่อเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนการนำนโยบาย “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เมื่อวันที่ 15-16 ตุลาคม ณ อาคาร 9 สำนักงานใหญ่ ทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ

นอกจากนี้ ยังได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความรู้ความเข้าใจในการขับเคลื่อนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ให้แก่ผู้บริหาร สพฐ. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูฝ่ายวิชาการ นักวิชาการ โรงเรียนนำร่องในเขตปริมณฑล จำนวน 13 เขต รวมทั้งสิ้น 320 คน นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

เชือด’ชินภัทร’ทุจริตสอบครูผู้ช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215613.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2558
เชือด'ชินภัทร'ทุจริตสอบครูผู้ช่วย

‘ดาว์พงษ์’ ไฟเขียว สพฐ.เชือด ‘ชินภัทร – พวก’ รวม 6 คน ทุจริตสอบ ‘ครูผู้ช่วย’ ปลัดศธ.ระบุ มีทั้งคนที่เกษียณและยังไม่เกษียณ ชี้โทษปลดออก-ไล่ออก คืนบำเหน็จบำนาญ

                      22 ต.ค. 58  รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้นำผลการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และพวก รวม 6 คน กรณีการสอบเพื่อคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ว12 ที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงที่มีนายอภิชาติ จีระวุฒิ อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สรุปผลการสอบสวนฯ ส่งให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ แล้ว ซึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นต้นสังกัดดำเนินการลงโทษตามที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงเสนอมา
                      “สำหรับนายชินภัทร ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับ 11 จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) สพฐ. ทำหน้าที่แทน อ.ก.พ.กระทรวง ที่มี รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ส่วนคนอื่นๆ ให้ อ.ก.พ.ของต้นสังกัด ซึ่งมีทั้ง สพฐ.และสำนักงานปลัดศธ. เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งเท่าที่ดูมีทั้งผู้ที่ได้รับโทษปลดออก และไล่ออก ในจำนวนนี้มีผู้ที่เกษียณอายุราชการแล้ว และยังไม่เกษียณอายุราชการ โดยผู้ที่เกษียณอายุราชการ หากถูกลงโทษวินัยอย่างร้ายแรงไล่ออก ก็จะต้องคืนบำเหน็จบำนาญที่ได้รับไปแล้ว แต่หากลงโทษปลดออก ก็แค่เสียชื่อเสียง ไม่ต้องคืนบำเหน็จบำนาญ แต่ใครจะได้รับโทษอย่างไรนั้น ผมคงไม่สามารถบอกได้”
                      ด้าน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดเรื่องดังกล่าว แต่หาก รมว.ศึกษาธิการ มีคำสั่งให้ต้นสังกัดดำเนินการลงโทษตามที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ เสนอมา ก็ต้องดำเนินการตามนั้น ซึ่งคงต้องไปดูว่า คณะกรรมการสอบสวนฯ เสนอให้ดำเนินการอย่างไรบ้าง ส่วนจะประชุม อ.ก.พ. สพฐ. เพื่อพิจารณาเรื่องนี้เมื่อไรนั้น ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอน
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการสอบสวนกรณีดังกล่าว แบ่งเป็น 2 คำสั่ง คือ คำสั่งแรกให้สอบสวนวินัยร้ายแรง นายชินภัทร คนเดียว ซึ่งคำสั่งนี้ คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ได้เสนอให้ลงโทษปลดออกนายชินภัทร ส่วนคำสั่งที่ 2 ให้ทำการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงนายชินภัทร และพวกรวม 6 คน ซึ่งผลการสอบสวน ระบุว่า เชื่อว่าน่าจะมีการทุจริตในการจัดสอบครูผู้ช่วย โดยของคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้นำหลักฐานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มาประกอบการพิจารณา ทำให้พบว่า เฉลยข้อสอบรั่ว และมีการทุจริตการสอบครูผู้ช่วยจริง จึงถือว่ามีความผิด และควรต้องมีผู้รับผิดชอบ โดยเสนอให้ปลดออกข้าราชการสังกัด สพฐ. 2 ราย ส่วนนายชินภัทร และพวกที่เหลือ ให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาโทษของต้นสังกัด

ยกย่อง‘น้องออย’ม.6ขี่จยย.นำคนเจ็บส่งรพ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215612.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2558
ยกย่อง‘น้องออย’ม.6ขี่จยย.นำคนเจ็บส่งรพ.

เลขาฯสพฉ.ร่วมยกย่อง‘น้องออย’เด็กม.6ฮีโร่ขี่จยย.นำทางรถพยาบาลฉุกเฉินนำคนเจ็บส่ง รพ.ช่วยชีวิตทัน

             วันที่22ต.ค.2558 นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงกรณีที่โลกออนไลน์ได้เผยแพร่เรื่องราวที่นายปริญ เทอดเกียรติกุล หรือ น้องออย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเซนหลุยส์จังหวังฉะเชิงเทราได้ทำความดีด้วยการขี่รถจักรยานยนต์เปิดทางให้รถพยาบาล นำตัวผู้ป่วยถูกงูเห่ากัด ส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงทีว่า กรณีของน้องออยนั้นน่าชื่นชมเป็นอย่างมาก

เพราะความดีที่น้องออยได้ทำในครั้งนี้ได้ส่งผลให้ผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตสามารถได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีเป็นการต่อลมหายใจให้อีกหนึ่งชีวิต ซึ่งการหลีกทางให้กับรถพยาบาลนั้นเป็นความดีง่ายๆ ที่ใครก็สามารถทำเหมือนน้องออยได้แต่ในทางกลับกันก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จนทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินหลายรายต้องเสียโอกาสในการรอดชีวิต จึงอยากให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญและใส่ใจในการหลีกทางให้รถพยาบาลกันให้มาก

นพ.อนุชา ได้กล่าวถึงแนวทางการหลีกทางให้รถพยาบาลโดยระบุว่าในสากลนั้นจะปฏิบัติดังนี้ 1.เมื่อประชาชนเห็นสัญญาณไฟและได้ยินเสียงสัญญาณไซเรนก็มักจะตกใจและทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นก่อนอื่นผู้ขับขี่ควรตั้งสติ 2.พยายามมองกระจกหลังเพื่อกะระยะของรถพยาบาลที่วิ่งมา3.เมื่อพิจารณาปริมาณรถทั้งซ้ายและขวาที่อยู่ใกล้แล้วพบว่าไม่มีอันตรายและสามารถเบี่ยงชิดซ้ายได้ ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วรถและเบี่ยงซ้ายเพื่อหลีกทางให้รถพยาบาลทันที 4.หากไม่สามารถหลีกทางได้ด้วยเพราะสภาพรถที่หนาแน่นและมีอันตรายก็ให้หยุดหรือชะลอรถเพื่อให้รถพยาบาลหาทางวิ่งผ่านเราไปให้ได้ 5.เมื่อรถพยาบาลวิ่งผ่านไปแล้วห้ามขับตามเด็ดขาด6.กรณีรถติดและรถพยาบาลอยู่ด้านหลังพอดีให้พิจารณาว่าควรชิดซ้ายหรือชิดขวาดี ถ้าไม่มีใครหลีกทางให้ให้ผู้ขับขี่เลือกว่าจะหลบทางไหนและเปิดไฟเลี้ยว เพื่อให้สัญญาณให้รถพยาบาล ได้แซงผ่านไปได้สะดวก

“ผมอยากให้คนไทยทุกคนตระหนักว่าการหลีกทางให้รถพยาบาลนั้นเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องทำโดยอัตโนมัติหากเราได้ยินรถพยาบาลส่งสัญญาณมา เพราะการขยับรถเพื่อหลีกทางให้กับรถพยาบาลนั้นจะช่วยต่อชีวิต ต่อลมหายใจให้ทั้งผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย เพราะเราไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่าคนที่อยู่บนรถพยาบาลในวันหนึ่งนั้นอาจเป็นญาติพี่น้องของเราที่กำลังต้องการความช่วยเหลือก็ได้ ดังนั้นผมขอเถอะนะครับ ถ้าเราเห็นหรือได้ยินรถพยาบาลส่งสัญญาณไฟหรือสัญญาณเสียงขอทางมา ก็ขอให้ช่วยกันหลีกทางให้กับเจ้าหน้าที่ได้นำผู้ป่วยฉุกเฉินส่งโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างทันท่วงทีเหมือนที่น้องออยได้ทำให้พวกเราเห็นเป็นตัวอย่างในครั้งนี้ด้วย”เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)กล่าว

แต่งตั้งโยกย้าย’สสจ.-ผอ.รพ.’74ตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215611.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2558
แต่งตั้งโยกย้าย'สสจ.-ผอ.รพ.'74ตำแหน่ง

ปลัดสธ.ลงนามคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทั่วประเทศ 74 ตำแหน่ง ‘สสจ. – ผอ.รพ.’ มีผลทันที

                      22 ต.ค. 58  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งโยกย้าย 7 ฉบับ รวม 74 คน มีทั้งการย้ายข้าราชการ และการแต่งตั้งข้าราชการให้รักษาราชการแทน โดยมีทั้งตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) รวมทั้งการเลื่อนระดับ ซึ่งให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกอบด้วย คำสั่งย้ายข้าราชการ 4 ฉบับ คือ
                      1) คำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 1796/2558 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2558 เรื่อง ย้ายข้าราชการ จำนวน 19 ราย มี 1. นพ.นิพนธ์ พัฒนกิจเรือง นายแพทย์ด้านเวชกรรมป้องกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ให้ดำรงตำแหน่งเป็น นายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) น่าน 2. นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์ด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.ลำปาง ให้ดำรงตำแหน่งเป็น นพ.สสจ.แม่ฮ่องสอน
                      3. นพ.ปิยะ ศิริลักษณ์ นพ.สสจ.น่าน ให้ดำรงตำแหน่งเป็น นพ.สสจ.พิษณุโลก 4. นพ.โชคชัย สาครพานิช นายแพทย์ด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.ฉะเชิงเทรา ไปเป็น นพ.สสจ.ลพบุรี 5. นพ.นรินทร์รัชต์ พิชญคามินทร์ นพ.สสจ.กาญจนบุรี ไปเป็น นพ.สสจ.ราชบุรี 6. นพ.พนัส โสภณพงษ์ นพ.สสจ.กระบี่ ไปเป็น นพ.สสจ.กาญจนบุรี 7. นพ.พิภพ เจนสุทธิเวชกุล นพ.สสจ.ราชบุรี ไปเป็น นพ.สสจ.นครปฐม 8. นพ.สุริยะ คูหะรัตน์ นพ.สสจ.ระนอง ไปเป็น นพ.สสจ.สมุทรสงคราม 9. นพ.ศิริชัย ลิ้มสกุล นพ.สสจ.ลพบุรี ไปเป็น นพ.สสจ.ชลบุรี 10. นพ.อภิรักษ์ พิศุทธ์อาภรณ์ นายแพทย์ด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.จันทบุรี ไปเป็น นพ.สสจ.สระแก้ว 11. นพ.สมพงษ์ จรุงจิตตานุสนธิ์ นพ.สสจ.บุรีรัมย์ ไปเป็น นพ.สสจ.ขอนแก่น 12. นพ.วิวรรธน์ ก่อวิริยกมล นพ.สสจ.หนองคาย เป็น นพ.สสจ.เลย 13. นพ.สุวิทย์ โรจนศักดิ์โสธร นพ.สสจ.เลย ไปเป็น นพ.สสจ.นครราชสีมา
                      14. นพ.สุริยา รัตนปริญญา จาก นพ.สสจ.ขอนแก่น ไปเป็น นพ.สสจ.บุรีรัมย์ 15. นพ.โกเมนทร์ ทิวทอง นพ.สสจ.สระแก้ว ไปเป็น นพ.สสจ.สุรินทร์ 16. นพ.ธนิศ เสริมแก้ว นายแพทย์เวชกรรมป้องกัน สสจ.สงขลา ไปเป็น นพ.สสจ.พังงา 17. นพ.ชัยพร สุชาติสุนทร นายแพทย์ด้านเวชกรรมป้องกัน สสจ.นนทบุรี ไปเป็น นพ.สสจ.ระนอง 18. นพ.สรรพงษ์ ฤทธิรักษา นพ.สสจ.นราธิวาส ไปเป็น นพ.สสจ.สงขลา และ 19. นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง นายแพทย์เวชกรรมป้องกัน สสจ.ยะลา ไปเป็น นพ.สสจ.นราธิวาส
                      2) คำสั่งเลขที่ 1799/2558 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2558 จำนวน 1 ราย คือ นพ.ไพศาล เกื้ออรุณ นพ.สสจ.พังงา ดำรงตำแหน่ง นพ.สสจ.กระบี่
                      3) คำสั่งเลขที่ 1800/2558 จำนวน 1 ราย คือ นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา ผอ.สำนักบริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงฯ (สป.สธ.) ย้ายไปเป็น นพ.สสจ.หนองคาย
                      4) คำสั่งเลขที่ 1797/2558 เรื่อง ย้ายข้าราชการ จำนวน 44 ราย โดยมีการเลื่อนระดับของ ผอ.โรงพยาบาลชุมชน เป็น รพ.ทั่วไป โดยเฉพาะ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ จาก ผอ.รพ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ตำแหน่งนายแพทย์วิชาการเชี่ยวชาญ เป็น ผอ.รพ.ชุมแพ ตำแหน่งผู้อำนวยการสูง อีกทั้ง การย้าย ผอ.รพ. อาทิ นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ ผอ.สำนักบริหารการสาธารณสุข สป.สธ. ไปเป็น ผอ.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ นพ.กิตติ กรรภิรมย์ ผอ.รพ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ไปเป็น ผอ.สำนักบริหารการสาธารณสุข นพ.ไชยเวช ธนไพศาล จาก ผอ.รพ.พะเยา เป็น ผอ.รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เป็นต้น
                      ส่วนคำสั่งอีก 3 ฉบับ เกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการให้รักษาราชการแทน มี 1) คำสั่งเลขที่ 1798/2558 จำนวน 4 ราย มี นพ.กิติศักดิ์ ด่านวิบูลย์ นายแพทย์ รพ.หนองคาย ไปเป็นผู้อำนวยการ รพ.สกลนคร นพ.จิรศักดิ์ วิจักขณาลัญฉ์ นายแพทย์ รพ.สุรินทร์ ไปเป็น ผอ.รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ นายแพทย์ รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช ไปเป็น ผอ.รพ.พังงา และ นพ.ธีระศักดิ์ วิริยานนท์ นายแพทย์ รพ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ไปเป็น ผอ.รพ.เกาะสมุย
                      2) คำสั่งเลขที่ 2517/2558 มี 4 ราย คือ นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช นายแพทย์เวชกรรมป้องกัน สสจ.อ่างทอง ไปเป็น สสจ.ลพบุรี นพ.โชคชัย สาครพานิช นพ.สสจ.ลพบุรี ไปเป็น นพ.สสจ.ปราจีนบุรี นพ.จิณณพิภัทร ชูปัญญา นพ.สสจ.มุกดาหาร ไปเป็น นพ.สสจ.ศรีสะเกษ และ นพ.วันชัย เหล่าเสถียรกิจ นายแพทย์เวชกรรมป้องกัน สสจ.ศรีสะเกษ ไปเป็น นพ.สสจ.ยโสธร
                      3) คำสั่งเลขที่ 2518/2558 อีก 1 ราย คือ นพ.วิทยา วัฒนเรืองโกวิท นายแพทย์เวชกรรมป้องกัน สสจ.มุกดาหาร ไปเป็น นพ.สสจ.มุกดาหาร
                      โดยทั้งหมดให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

‘วุ้นเส้น’รับโฆณาเบียร์ยินดีบำเพ็ญประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215595.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2558
‘วุ้นเส้น’รับโฆณาเบียร์ยินดีบำเพ็ญประโยชน์

“วุ้นเส้น”เข้าให้ข้อมูล สธ. สารภาพโฆษณาเบียร์ ยินดีบำเพ็ญประโยชน์ช่วยสังคม

          วันที่ 22 ต.ต.58 นพ.สมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกล่าวถึงความคืบหน้ากรณีกลุ่มดารา นักร้อง นักแสดง พริตตี้ โพสต์ภาพคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่งผ่านอินสตราแกรมส่วนตัวเข้าข่ายผิดมาตรา 32 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ว่า

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. วีเจวุ้นเส้น หรือ น.ส.วิริฒิพา ภักดีประสงค์ พร้อมด้วยทนายความส่วนตัวได้ประสานด่วน ขอเข้าให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานเรื่องการโพสต์ภาพถ่ายคู้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น โดยรายละเอียด น.ส.วิริฒิพา ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการโฆษณาเบียร์ ไม่ใช่แค่การโฆษณาน้ำดื่มยี่ห้อเดียวกัน จึงเข้าข่ายการกระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างชัดเจน ส่วนจะมีความเชื่อมโยงกับใคร รวมถึงรายระเอียดอื่นขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด

          “คุณวุ้นเส้นได้ให้ความร่วมมือและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากว่าการกระทำดังกล่าวของเธอมีการประสานขอให้ทำจากทางภาคธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่ทำเล่นๆ และเป็นการโปรโมทเบียร์ไม่ใช่น้ำดื่ม จึงเข้าข่ายการกระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าอย่างชัดเจน และน่าจะเป็นการกระทำที่ทำกันเป็นขบวนการ ยินดีให้ความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการบำเพ็ญประโยชน์ช่วยรณรงค์ ลด ละ เลิก การดื่มสุราอีกด้วย”นพ.สมานกล่าว
          เมื่อถามว่า น.ส.วิริฒิภา กับ หญิงแย้ หรือ น.ส.นนทพร ธีระวัฒนสุข ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อในแคมเปญโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง ให้ข้อมูลไม่ตรงกันตรงนี้จะมีผลอะไรหรือไม่ นพ.สมาน กล่าวว่า ในส่วนดารามีความชัดเจนอยู่แล้วว่ากระทำผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยข้อมูลที่ได้เป็นเรื่องของบุคคล รวมกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของรายบุคคล ทางสำนักงานฯ ทำหน้าที่แค่รวบรวมข้อมูลและให้ศาลพิจารณาตัดสิน แต่ในส่วนของน.ส.วิริฒิภา ซึ่งให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และยินดีให้ความร่วมมือในการรณรงค์ลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น  ตนจะรายงานให้คณะอนุกรรมการพิจารณาความผิดตามกฎหมายได้ทราบ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวดาราเองทั้งในชั้นเจ้าพนักงาน และในชั้นศาลอย่างแน่นอน

‘เรียน เล่น เห็นชีวิต’หนุนทักษะชีวิตศตวรรษที่21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215589.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2558
'เรียน เล่น เห็นชีวิต'หนุนทักษะชีวิตศตวรรษที่21

‘เรียน เล่น เห็นชีวิต’หนุนทักษะชีวิตศตวรรษที่21 : แพรวพรรณ สุริวงศ์

           การอ่านหนังสือนอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะความคิดในการต่อยอดและจินตนาการแล้ว ยังเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งรอบตัว ทั้งเทคโนโลยี และทักษะต่างๆ เพื่อนำปรับใช้กับการดำเนินชีวิตให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มูลนิธิไฟเซอร์แห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้จัด “โครงการพัฒนาทักษะการอ่านและทักษะชีวิตที่จำเป็นของเยาวชน” ครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่อ “เรียน เล่น เห็นชีวิต” ให้แก่น้องๆ ใน จ.สตูล 89 คน

น.ส.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย อธิบายการจัดโครงการในครั้งนี้ว่า จากผลสำรวจของมูลนิธิศุภนิมิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้พบว่า ปัญหาหลักของเด็กช่วงอายุ 6-12 ปี คือการอ่านทักษะภาษาไทยได้เหมาะสมตามช่วงวัย โดยเฉพาะในส่วนของการสรุปใจความสำคัญที่เป็นรากฐานสำคัญของการคิดวิเคราะห์ ทั้งยังขาดการพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นในด้านการคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การจัดการอารมณ์ตนเอง การสร้างความสัมพันธ์และการรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งโครงการดังกล่าวได้มุ่งให้ความสำคัญในการปรับปรุง แก้ไขและพัฒนา โดยเฉพาะในด้านการเสริมสร้างพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นให้เหมาะสมตามวัย รวมทั้งการสร้างความตระหนักรู้ให้เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น

ทั้งนี้ ได้คัดเลือกโรงเรียนบ้านปิใหญ่ และโรงเรียนบ้านตูแตหรำ ต.กำแพง อ.ละลู จ.สตูล รวมทั้งสิ้น 138 คน (เริ่มต้นโครงการ) ที่มีความหลากหลายทางศาสนาเพื่อให้ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันและเคารพในความแตกต่าง โดยทำโครงการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ ปี 2555 จะสิ้นสุดโครงการในปี 2560 เด็กที่เข้าร่วมโครงการเริ่มจาก ป.1

ล่าสุดครั้งที่ 4 มีเด็กเข้าร่วม จำนวน 89 คน ซึ่งจะอยู่ชั้น ป.4- ป.6 กิจกรรมในแต่ละปีจะเน้นทักษะการอ่าน ทักษะการใช้ชีวิตที่จำเป็นสำหรับเด็ก และรู้จักปฏิเสธยาเสพติด แต่กิจกรรมจะเปลี่ยนไปตามมช่วงอายุของผู้เข้าร่วม เช่นในปีนี้ชูการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เน้นการฟัง การวิเคราะห์ และการสื่อสาร ซึ่งจะมีการติดตามประเมินผลในแต่ละปี และนำผลสรุปที่เกิดขึ้นมาถอดบทเรียน เพื่อแก้ไขและต่อยอดในปีต่อไป

ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผอ.ฝ่ายระดมทุนและการตลาด มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงรูปแบบการเรียนรู้ที่นำมาถ่ายทอดให้แก่เด็กๆ ในกิจกรรมครั้งนี้ว่า ได้ใช้แนวคิด 3R+7C เข้ามาช่วยหนุนเสริมทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผ่านกิจกรรมสันทนาการที่จัดขึ้นเป็นฐานต่างๆ โดย 3R ได้แก่ 1.อ่านออก 2.เขียนได้ และ 3.คิดเลขเป็น ส่วน 7C ประกอบด้วย 1.ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา 2.ทักษะการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม 3.ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม 4.ทักษะด้านความร่วมมือ และภาวะผู้นำ

5.ทักษะด้านการสื่อสารและรู้เท่าทันสื่อ 6.ทักษะด้านเทคโนโลยี และ 7.ทักษะอาชีพและการเรียนรู้ และจากการติดตามสังเกตพฤติกรรมของการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าก่อนดำเนินโครงการมีเด็ก ร้อยละ 43 ที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการจับกลุ่มอ่านหนังสือในห้องเรียนและห้องสมุด ต่อมาภายหลังจากดำเนินโครงการมีเด็กที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 65 ทั้งนี้ยังได้พูดคุยกันระหว่าง ครู ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อติดตามประเมินผลจากคนในพื้นที่ และหากมีการจัดกิจกรรมก็จะให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

“ผมได้เข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่ ป.2 ต่อเนื่องมาจนตอนนี้ อยู่ ป.5 การทำกิจกรรมทำให้ได้รู้จักคิดแก้ไขปัญหา รู้จักเพื่อนต่างโรงเรียนมากขึ้น ได้ฝึกสมาธิจากการเข้าฐานต่างๆ เช่นฐานข้ามน้ำ ข้ามเล เป็นฐานที่ชอบมาก โดยพี่เลี้ยงจะให้จับเชือกและไต่ข้ามไปอีกฝั่ง เพราะหากไม่มีสมาธิเราก็จะตกลงไปในน้ำได้ นอกจากนั้นยังได้ฝึกความกล้าและการตัดสินใจ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตในประจำวันได้ด้วย” น้องคาบิต ด.ช.ธนวัมน์ พูลขาง อายุ 11 ปี ชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านตูแตหรำ สะท้อนความรู้ที่ได้รับ หลังจากเข้าร่วมโครงการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ปี

เช่นเดียวกับ น้องนา ด.ญ.ฮัซนาอ์ โคตรพิมพ์ อายุ 12 ปี ชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านปิใหญ่ ที่เข้าร่วมโครงการมาตลอด 4 ปี บอกเล่าความประทับใจในกิจกรรมครั้งล่าสุดให้ฟังว่า ดีใจที่ได้มีโอกาสเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับเพื่อนและได้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เพราะทำให้เกิดความสามัคคีในการช่วยเหลือกัน และทำให้ได้ฝึกความพยายามกล้าแสดงออกมากขึ้น ซึ่งฐานที่ชอบคือ เมืองลับแล ที่จะต้องปิดตาและจับมือเพื่อนไต่ไปตามเชือก ทำให้เกิดความกล้าหาญ และต้องรู้จักระมัดระวังในการเดินแต่ละก้าว ทำให้มีความรอบคอบมากขึ้น

อนุรักษ์ธงกฐิน : หัวใจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215588.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2558
อนุรักษ์ธงกฐิน : หัวใจไทย

อนุรักษ์ธงกฐิน : หัวใจไทย

           หนึ่งในนโยบายของ นายวีระ โรจน์พจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คือ การให้กรมการศาสนา (ศน.) ใช้มิติศาสนาสืบสานวิถีถิ่น วิถีไทย โดยในช่วงวันออกพรรษา 27 ตุลาคมนี้ ศน.ได้เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมกันทำบุญอันยิ่งใหญ่เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ได้แก่ การร่วมกันตักบาตรเทโวโรหณะ ในวันที่ 28 ตุลาคม และช่วงระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม 2558–25 พฤศจิกายน 2558 ร่วมกันถวายผ้าพระกฐินตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศนอกจากจะเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาแล้ว ยังส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีระ นำผู้บริหารทุกกรมในสังกัดร่วมกิจกรรมส่งเสริมความเป็นไทยต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยกรมการศาสนาได้รณรงค์สืบทอดประเพณีถวายกฐินปีนี้ให้เน้นการปฏิบัติให้ถูกต้องตามประเพณี การรักษาศีล ที่สำคัญขอความร่วมมือไปยังวัดที่ได้รับผ้ากฐินสืบทอดการประดับ “ธงกฐิน” ที่กำลังสูญหายไปให้กลับคืนมาในสังคมไทย

ธงกฐิน เป็นเครื่องหมายแสดงให้รู้ว่า วัดนี้ได้รับผ้ากฐินแล้ว มี 4 แบบแฝงด้วยความรู้เกี่ยวกับธรรมะ ประกอบด้วย ธงจระเข้ ธงนางมัจฉา ธงตะขาบ และธงเต่า กล่าวคือ 1.ธงจระเข้ หมายถึง ความโลภ (ปากใหญ่ กินไม่อิ่ม) ใช้ประดับในการแห่ มีตำนานว่า เศรษฐีเกิดเป็นจระเข้ว่ายน้ำตามขบวนกฐินจนขาดใจตาย 2.ธงนางมัจฉา หมายถึง ความหลง (เสน่ห์แห่งความงามที่ชวนหลงใหล) ใช้ประดับงานพิธีถวายผ้ากฐิน เป็นตัวแทนหญิงสาว ตามความเชื่อว่า อานิสงส์จากการถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์จะมีรูปงาม

3.ธงตะขาบ หมายถึงความโกรธ (พิษที่เผ็ดร้อนเหมือนความโกรธที่แผดเผาจิต) ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้มีคนมาจองกฐินแล้ว ให้ผู้จะมาปวารณาทอดกฐินผ่านไปวัดอื่นเลย ไม่ต้องเสียเวลามาถาม และ 4.ธงเต่า หมายถึง สติ (การระวังรักษาอายตนะทั้ง 6 ดุจเต่าที่หดอวัยวะซ่อนในกระดอง) ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้ทอดกฐินเรียบร้อยแล้ว จะปลดลงในวันเพ็ญเดือน 12 โดยในปัจจุบันจะเห็นเพียงธงจระเข้ และธงนางมัจฉา ที่จะปรากฏในงานกฐิน ส่วนธงตะขาบและธงเต่าพบเห็นได้น้อย จะมีเป็นบางวัดที่ยังคงรักษาธรรมเนียมเก่าอยู่เท่านั้น

‘อัยยุบ’บินลัดฟ้าสัมผัสอเมริกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215583.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2558
'อัยยุบ'บินลัดฟ้าสัมผัสอเมริกัน

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน : ‘อัยยุบ’บินลัดฟ้าสัมผัสอเมริกัน

               เมื่อชีวิต คือ การเดินทาง นั่นหมายถึง การที่คนเราจะได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมายทำให้เกิดมุมมอง ความคิดที่กว้างขึ้นไปด้วย เพื่อนำมาประยุกต์ในการอยู่ร่วมกับสังคมได้ดี เมื่อพูดถึงศาสนาอิสลาม แน่นอนอยู่ว่าภาพศัตรูคู่แค้นที่อยู่ในมันสมองของผู้นับถือศาสนาอิสลามเองนั่นคือ “ชาวตะวันตก”  ภาษาบ้านง่ายๆ ศัตรูที่ทุกประเทศยกให้เป็นตัวพ่อ ไม่ว่าจะในด้านการเมือง ศาสนา เศรษฐกิจ ก็คือ สหรัฐอเมริกา ฟังแล้วเป็นประเทศที่น่ากลัว แล้วผู้คนละ จะน่ากลัวและไว้ใจได้ขนาดไหน วันนี้เปิดโลกการศึกษามุสลิม ขอนำเสนอความคิดจากการไปได้สัมผัสสหรัฐอเมริกา มาด้วยตัวของตัวเองแบบถึงตัวตน คนแท้ของชาวอเมริกัน

“อัยยุบ บินมูซา” เป็นคนพื้นเพจาก อ.แม่สอด จ.ตาก มีพี่น้อง 5 คน และเป็นคนที่ 5 เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนอิสลามศึกษา อ.แม่สอด จนจบประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาศึกษาต่อด้านศาสนาโดยเข้าศึกษาการท่องจำพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน ที่สถาบันมะฮัดอัลมาดานีอัลอิสลามี (มูลนิธิสร้างสรรค์ศรัทธาชน) มีนบุรี กรุงเทพมหานคร อัยยุบ เป็นคนอัจฉริยะในเรื่องความจำ สามารถท่องจำอัลกุรอ่านได้หมดทั้งเล่มในช่วงเวลา 1 ปีกับ 5 เดือน หลังจากนั้นก็ได้ศึกษาด้านศาสนา เมื่ออยู่ปีที่ 2 ก็บินลัดฟ้าไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยบินนูรียะห์ ที่เมืองกรุงการาจี ประเทศปากีสถาน ซึ่งปีนี้เป็นปีสุดท้ายของการศึกษา

อัยยุบ เล่าว่า การเรียนท่องจำพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านนั้น ความยากและง่ายขึ้นอยู่กับตัวบุคคล โดยเฉพาะความพยายามและความมุ่งมั่นคือสิ่งที่จะต้องมีอยู่ในจิตสำนึกตลอดเวลา หลังจากจบการท่องจำอัลกุรอ่านแล้ว โดยที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การท่องจำอัลกุรอ่านจะนำพาชีวิตของตัวเองไปสู่โลกกว้าง ไปสร้างความสว่างไสวให้แก่มัสยิด และพี่น้องมุสลิมในโลกนี้ เพราะการท่องจำอัลกุรอ่านจะไม่ยุ่งและสนใจกับโลกภายนอกมากเลย ต้องอยู่ในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อจบออกมา “อัลฮัมดูลิลละห์” และมีโอกาสไปต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นอิหม่าม (ผู้นำละหมาด) ในต่างประเทศ คือประเทศปากีสถาน โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาคือ สิ่งที่ตัวเองเกินคาดฝัน เมื่อได้มาพบกับชาวอเมริกัน ทั้งที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามและที่นับถือศาสนาอิสลาม สัมผัสได้จุดที่เหมือนกันสำหรับมุสลิมต่างประเทศคือ พวกเขาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและพร้อมที่จะศึกษาในสิ่งที่ไม่รู้และต้องการผู้ที่จะนำพาเขาไปในหนทางที่ถูกต้อง โดยการสอนด้วยหลักการและเหตุผลที่ต้องใช้ความชัดเจนเป็นภาพ

อัยยุบ เน้นว่า ผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลามหรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามโดยเฉพาะที่อเมริกานั้น ดูเหมือนพวกเขาต้องการจะศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะต่างศาสนิกมากมายจะให้ความสนใจในพิธีต่างๆ ของอิสลาม ไม่ว่าการแต่งกาย การเป็นอยู่ การแต่งกายของเราอาจจะยังเป็นเรื่องแปลกใหม่บ้างในสายตา แต่ไม่มีการกีดกันจากผู้คนแต่อย่างใด

ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการ หรือที่สาธารณะ ในข่าวหรือสื่อต่างๆ อาจจะเห็นถึงความเกลียดชังในอิสลามของชาวอเมริกัน แต่เมื่อได้มาพบเห็นด้วยตา ความคิดเปลี่ยนทันที และคิดว่าเป็นความคิดส่วนบุคคล ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดเช่นนั้น ชาวอเมริกันบางคนเดินเข้ามาคุย อยากเรียนรู้ อยากทำความเข้าใจ และตั้งใจฟัง เพราะบางทีการได้สัมผัสจากการพูดคุย การเป็นมิตรระหว่างกันทำให้เข้าใจได้มากกว่าการนั่งฟังเท่านั้น

เรื่องราวของการเดินทางไปเป็นโต๊ะอิหม่าม ผู้นำละหมาดถึงประเทศอเมริกา ได้ไปประกาศและฝากเสียงอันไพเราะของอัลกุรอ่านแม้จะเป็นจุดเล็กๆ ที่อัยยุบได้ไป แต่นั่นหมายถึง มุมมองที่ได้กลับมาช่างยิ่งใหญ่และทำให้เรารู้ว่า บางครั้งการรับฟัง การดู การเสพสื่อ ไม่เท่ากับการต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น แล้วเราจะรู้ความจริงว่า อะไรคืออะไร..จึงไม่แปลกที่ศาสนาอิสลามสอนสั่งเสมอว่า “จงศึกษาเถิดแม้ว่าจะไกลถึงเมืองจีนก็ตาม”