เรียนวิทยาศาสตร์กับอพวช.ฝึกครูคิดตั้งคำถามผ่านกิจกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151021/215526.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2558
เรียนวิทยาศาสตร์กับอพวช.ฝึกครูคิดตั้งคำถามผ่านกิจกรรม

เรียนวิทยาศาสตร์กับอพวช. ฝึกครูคิดตั้งคำถามผ่านกิจกรรม : ชุลีพร อร่ามเนตร

              ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อย สำหรับงาน “มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูครั้งที่ 8 หรือ EDUCA 2015” ภายใต้แนวคิด “โรงเรียน!โรงเรียน!โรงเรียน!” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2558 โดยหน่วยงานองค์กรภาครัฐ เอกชนร่วมกันจัดขึ้น อาทิ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ที่ได้จัดกิจกรรม นิทรรศการ เสวนา การประชุมนานาชาติแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาครูอันนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของประเทศ

อพวช.เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน EDUCA มาอย่างต่อเนื่องยาวนานเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งทุกปีจะนำเสนอองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านนิทรรศการ เวิร์กช็อป และกิจกรรมต่างๆ จุดประกายความคิดให้ครูได้นำไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียน ส่วนปีนี้ กรรณิการ์ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ อพวช. เล่าว่า ปีนี้ อพวช.ได้นำกิจกรรมมากมายมาจัดแสดง นำเสนอให้คุณครูได้เลือกสรรเข้าร่วม โดยแบ่งกิจกรรมเป็นโซนนิทรรศการ ที่นำเสนอผ่านสื่อและการลงมือปฏิบัติ ทดลองเรียนรู้ไปพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นให้คุณครูเกิดความคิด เล็งเห็นความสำคัญในการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงๆ

“ปัจจุบันนี้ เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดีช่วยในการศึกษาค้นคว้า แต่ทำให้ขาดทักษะการใช้มือ ฝึกกล้ามเนื้อในการจับต้อง ลงมือประดิษฐ์ ต่อชิ้นส่วนต่างๆ กิจกรรมในนิทรรศการ มีพิพิธภัณฑ์ NATURE TOY ที่มุ่งบรรยายและปฏิบัติเกี่ยวกับกิจกรรมการประดิษฐ์ของเล่นวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้ครูได้ทดลองเพื่อไปถ่ายทอดแก่เด็ก ฝึกให้เด็กได้ประดิษฐ์ เกิดการสังเกต เปรียบเทียบ และเกิดความสงสัย สามารถหาคำได้ด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์ มีการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยา เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านรอยเท้าสัตว์ และให้คุณครูได้ฝึกประดิษฐ์พวงกุญแจรอยเท้าสัตว์ เป็นรูปแบบกิจกรรมที่ครูสามารถนำไปประยุกต์ ปรับใช้การเรียนการสอนในชั้นเรียน โรงเรียนของตนเองได้”

ต่อมาโซนที่ 2 จะเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับ “ของเล่นวิทยาศาสตร์ภูมิปัญญาไทย” กรรณิการ์ เล่าต่อว่า ของเล่นภูมิปัญญาไทยเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ครูสามารถใช้เป็นสื่อในการสอนวิทยาศาสตร์ได้ เช่น เรื่องเสียง แรง การเคลื่อนที่ พลังงาน ความเฉื่อย หรือแรงโน้มถ่วง เพราะวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่อยู่รอบด้วย และภูมิปัญญาไทย เป็นวิทยาศาสตร์ที่คนไทยไม่ควรละเลย และควรระลึกไว้ โดยในงานจะมีการทำเวิร์กช็อปประดิษฐ์ของเล่นควบคู่ไปกับการเรียนการสอน ทำให้เด็กสนุก ฝึกทักษะต่างๆ เกิดการเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ภูมิปัญญาไทย เกิดแรงบันดาลใจ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์จากกิจกรรมของเล่นภูมิปัญญาไทย

โซนที่ 3 เรื่องเทคโนโลยี อพวช.นำเสนอวงจรอิเล็กทรอนิกส์ง่ายๆ ที่คุณครูหรือเด็กไทยได้มาทดลองต่อแล้วจะรู้ว่าไม่ยุ่งยาก แต่จะเข้าใจฟังก์ชัน กระบวนการทำงานต่างๆ นอกจากนั้นมีกิจกรรมเวิร์กช็อปอบรมครู ทั้งเรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์พกพา ใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างง่ายในการเรียนรู้ ปรากฏการณ์ท้องฟ้า การใช้แผนที่ดาว การหาทิศทาง เป็นต้น รวมถึงมีการอบรมการทำแอพพลิเคชั่น ให้ครูได้ฝึกทักษะการสังเกต กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อไปประกอบพัฒนาการเรียนการสอน

“เชื่อว่าครูที่มาร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลาย จะทำให้ครูได้มีโอกาสพบเจอมุมมองใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นเด็กผ่านการลงมือทดลอง ตั้งคำถาม โดยเฉพาะเรื่องการตั้งคำถาม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการที่เด็กรู้จักตั้งคำถาม และอยากเรียนรู้คำถามในใจว่าเรื่องนั้นๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ครูจะต้องมีเทคนิคอย่างไรที่ช่วยกระตุ้น หรือสร้างนิสัยให้เด็กเกิดคำถาม”

อพวช.มีกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยให้ครูทำให้เด็กเกิดความสงสัย ตั้งคำถาม กรรณิการ์ เล่าอีกว่า ด้วยบริบทของการเรียนการสอนในขณะนี้ ทำให้เด็กๆ ไม่มีโอกาสที่จะสงสัยมากนัก ทั้งๆ ที่ความสงสัยเป็นธรรมชาติของคนทุกคน แต่ด้วยการเรียนในห้องเรียน เช่น ห้องเรียนขนาดใหญ่ ทำให้เด็กไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ความสงสัยจึงถูกปิดกั้น ดังนั้นครูต้องเปิดโอกาสให้เด็กฉุกคิด กระตุ้น หรือสงสัยแล้วถาม และเปิดโอกาสให้ทุกคำถาม ถึงเป็นคำถามที่ไม่ใช่ฉลาดเพียงเด็กกล้าที่จะถาม สงสัย และแสดงความสงสัยนั้นออกมา ครูต้องให้ทักษะที่ทำให้เด็กหากระบวนการคำตอบ ที่สามารถแก้ไขคำถามเหล่านี้

“ครูต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และกิจกรรมต่างๆ ของ อพวช.จะทำให้ครู เปิดม่านความคิด ทัศนคติในการปรับการเรียนการสอนของตนเอง เห็นอีกมุมหนึ่งที่คุณครูไม่ควรมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ เพราะคุณครูอาจเน้นเรื่องการสอน แต่หลงลืมการให้ทักษะ กระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ เช่น สอนเด็กทำโครงงาน ซึ่งโครงงานที่ดีต้องเกิดจากความสงสัยอยากรู้ เกิดจากโจทย์ที่ดี แล้วโจทย์ที่ดีต้องมาจากสิ่งที่เด็กหรือคนทำอยากรู้จริงๆ”

นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยี งานวิจัยต่างๆ ล้วนเกิดจากความกล้าคิด กล้าถามของมนุษย์ ถ้าจะสร้างนวัตกรรมในอนาคต ครูต้องปลูกฝังให้เด็กไทยกล้าคิด กล้าสงสัย การเข้าร่วมงานสัมมนาด้านการศึกษาต่างๆ เป็นการ เก็บเกี่ยวมุมมองใหม่ๆ นำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน และทำให้เด็กๆ ของครู เป็นเยาวชน เป็นคนคุณภาพในอนาคต “คุณครู” จึงเป็นความหวังของประเทศ

ลูกจ้างเฮ!ใช้สิทธิประกันสังคมใหม่เพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151020/215513.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2558
ลูกจ้างเฮ!ใช้สิทธิประกันสังคมใหม่เพียบ

ลูกจ้างเฮ!ใช้สิทธิประกันสังคมใหม่เพียบ เตือน‘นายจ้าง’ชำระเงินสมทบหลังวันที่ 15 พ.ย.มีโทษปรับ

            20ต.ค.2558 นายโกวิท สัจจวิเศษ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยกรณีพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ต.ค.เป็นต้นไป ว่า สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นตามพ.ร.บ.ฉบับนี้มากมาย อาทิ ผู้ประกันมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรไม่จำกัดจำนวนครั้ง (เหมาจ่ายครั้งละ 13,000 บาท + เงินสงเคราะห์การหยุดงาน 90 วัน) ผู้ประกันมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรคราวละไม่เกิน 3 คน (เหมาจ่ายรายเดือน เดือนละ 400 บาทต่อคน) ผู้ประกันตนสามารถทำหนังสือระบุบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพไว้ล่วงหน้าได้โดยให้มีสิทธิรับร่วมกับทายาท เพิ่มเงินสงเคราะห์กรณีตาย ผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยเรื้อรังมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีตาย

นายโกวิท กล่าวว่า ส่วนการคำนวณค่าจ้างรายวันในการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ให้แก่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ให้คำนวณโดยนำค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบสูงสุด 3 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิมารวมกันเป็นฐานในการคำนวณแล้วหารด้วย 90 ในกรณีที่ผู้ประกันตนมีค่าจ้างไม่ครบ 3 เดือนในคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยเป็นรายวัน กองทุนประกันสังคมขยายระยะเวลาการขอรับประโยชน์ทดแทนจาก 1 ปี เป็น 2 ปี และขยายความคุ้มครองไปถึงลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภทของส่วนราชการที่มีอยู่ประมาณ 300,000 คน และลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศและไปประจำทำงานต่างประเทศ ผู้ทุพพลภาพอยู่ก่อนวันที่ 31 มี.ค. 2558 มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ไปตลอดชีวิต

นายโกวิท กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมยังไม่มีการเตรียมที่จะขยายฐานการเก็บเงินสมทบจากผู้ประกันตนและนายจ้าง หลังวันที่ 20 ต.ค.เพราะเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวม และห่วงใยผู้ประกันตน ลูกจ้าง รวมทั้งนายจ้าง จึงยังคงยืนยันที่จะเก็บเงินสมทบจากผู้ประกันตนและนายจ้างร้อยละ 5 ของฐานเงินเดือนที่กำหนดไว้คือ 1,650-15,000 บาทอยู่เหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเงินเดือนสูง เนื่องจากหากในอนาคตมีการปรับขยายฐานเพิ่มเป็นผู้มีรายได้จาก 1,650-20,000 บาท จะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่ม เช่น ถ้าเพิ่มจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 6 เงินสะสมก็เพิ่มขึ้นจาก 1,000 บาทเป็น 1,200 บาท จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้เพิ่มขึ้นจาก 7,500 บาทเป็น 10,000 บาท เงินบำนาญชราภาพก็ได้เพิ่มมากขึ้นด้วย

ด้านพันตำรวจตรีหญิง รมยง สุรกิจบรรหาร รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ในฐานะโฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า นอกจากการเพิ่มสิทธิประโยชน์และขยายความคุ้มครองข้างต้นแล้ว กฎหมายประกันสังคมฉบับใหม่ยังได้เพิ่มเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคซึ่งนับเป็นเรื่องใหม่ที่เป็นของขวัญแก่ผู้ประกันตนและลูกจ้างทั่วประเทศด้วย เบื้องต้นในปีงบประมาณ 2559 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เตรียมจะออกประกาศในเรื่องดังกล่าว โดย สปส. จะให้ประกันสังคมจังหวัดหรือเขตเข้าร่วมเป็นอนุกรรมการของ สปสช. เพื่อประสานงานอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกันในแต่ละจังหวัดให้สามารถไปใช้สิทธิในโรงพยาบาลของรัฐตามหลักเกณฑ์ของ สปสช. เช่น การฝากครรภ์ การรับวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ รวมทั้งการตรวจคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เป็นต้น

พันตำรวจตรีหญิง รมยง กล่าวว่า นอกจากนี้พ.ร.บ.ดังกล่าว ยังได้เปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและโทษปรับกรณีนายจ้างชำระเงินสมทบล่าช้า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.นี้ด้วยเช่นกัน โดยเงินสมทบงวดเดือนก.ย.2558 นายจ้างต้องชำระเงินสมทบอย่างช้าสุดไม่เกินวันที่ 19 ต.ค. 2558 สำหรับเงินสมทบงวดเดือนต.ค. นายจ้างต้องชำระเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น เงินสมทบงวดเดือนต.ค.ต้องจ่ายเงินสมทบภายใน 15 พ.ย. หากชำระเงินสมทบหลังจากวันที่ 15 พ.ย. นายจ้างจะมีโทษปรับเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ค้างจ่าย

ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคม ยังได้เพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวก นายจ้างสามารถยื่นแบบส่งเงินสมทบ (สปส. 1-10) ชำระเงินสมทบได้ที่เคาน์เตอร์ ธนาคารกรุงไทย / ธนาคารกรุงศรีอยุธยา / ธนาคารธนชาต โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม นายจ้างทุกท่านสามารถดูรายละเอียดแนวปฏิบัติการนำส่งเงินสมทบได้ที่ http://www.sso.go.th/wpr/uploads/uploadImages/file/notice020958.pdfหรือมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.สายด่วน 1506 ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ตลาดนัดคุณหนูเด็กอนุบาลเสริมทักษะคณิต-คิดสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151020/215439.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2558
ตลาดนัดคุณหนูเด็กอนุบาลเสริมทักษะคณิต-คิดสร้างสรรค์
ตลาดนัดคุณหนูเด็กอนุบาลเสริมทักษะคณิต-คิดสร้างสรรค์

ตลาดนัดคุณหนูเด็กอนุบาลเสริมทักษะคณิต-คิดสร้างสรรค์ : ฤทัยกัญญา ชูทองรายงาน

 

             เมื่อเร็วๆ นี้ โรงเรียนอนุบาลโพทะเล “รัฐบำรุง” อ.โพทะเล จ.พิจิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 ได้จัดกิจกรรม “ตลาดนัดคุณหนู” โดยให้เด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 และระดับชั้นอนุบาล 2 ได้รับบทบาทเป็นพ่อค้า แม่ค้าตัวน้อย โดยมีครูประจำชั้นเป็นพี่เลี้ยง ช่วยขายของ และตรวจสอบการใช้เงิน ทอนเงิน เพื่อสอดแทรกความรู้เรื่องคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

“ลักษณ์ บุญประเสริฐ” ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลโพทะเล “รัฐบำรุง” กล่าวว่า โรงเรียนได้กิจกรรมตลาดนัดคุณหนูขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว เพราะอยากสร้างให้เด็กนักเรียนมีโอกาสเสริมสร้างประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ทั้งยังได้ปลูกฝังวิธีการเป็นผู้บริโภคที่ดี และเน้นถึงความพอเพียงในการใช้ชีวิต ซึ่งกิจกรรมนี้จะส่งเสริมให้จัดขึ้นอีกในปีต่อไป

“ตลาดนัดคุณหนู” เป็นกิจกรรมในโครงการส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญานักเรียนปฐมวัย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้นักเรียนสนใจเรียนรู้สิ่งรอบตัว มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดจากประสบการณ์การเรียนรู้ ส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และยังเป็นการพัฒนาให้นักเรียนมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

บรรยากาศ “ตลาดนัดคุณหนู” เด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 และอนุบาล 2 ซึ่งรับบทเป็นพ่อค้า แม่ค้าตัวน้อย ได้สนุกสนานกับการขายของ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาคณะครู และพี่ๆ นักเรียนมาร่วมเป็นลูกค้า ซึ่งเป็นการจำลองตลาดนัดเล็กๆ ให้ใกล้เคียงกับประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน มีขายชานมไข่มุก น้ำแข็งไส วุ้นแฟนซี ลูกชิ้นปิ้ง ขนมปังปิ้งทาแยมหน้าต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้าสินค้ากิฟท์ช็อป เป็นต้น ซึ่งเด็กๆ ได้เรียนรู้การบริการ การชั่ง ตวง วัด ของสินค้าและอาหารที่จะนำไปขาย รู้จักการซื้อขายแลกเปลี่ยน การใช้เงินธนบัตรและเหรียญชนิดต่างๆ เด็กๆ มีความรู้สึกภาคภูมิใจกับการค้าขาย ซึ่งเป็นอาชีพสุจริต

“สุวรรณีย์ ศิริสมฤทัย” ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 กล่าวว่า กิจกรรมตลาดนัดคุณหนูเป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่น โดยใช้บทบาทสมมุติ โดยได้ส่งเสริมทักษะการเข้าสังคม การสื่อสาร การเลือกซื้อของอุปโภค บริโภค อย่างชาญฉลาด รู้จักคุณค่าของเงิน โดยมีการบูรณาการวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมจินตนาการละความคิดสร้างสรรค์

“ภัทร์พิมล ขจรกลิ่นสมฐวี” ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลโพทะเล “รัฐบำรุง” กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะทางคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน โดยบูรณาการกิจกรรมในเรื่องของตัวเลข จำนวน รูปทรงเรขาคณิต การชั่ง ตวง วัด เข้ามาไว้ด้วยกัน นอกจากนั้นยังได้สอนเด็กๆ ให้รู้จักเลือกซื้ออาหารที่มีประโยชน์ และเห็นค่าของเงิน

“ยุรนันท์ เขียวขำ” ผู้ปกครองนักเรียน กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ดี ที่สอนให้เด็กๆ รู้จักใช้เงินเป็น เลือกซื้อของที่มีประโยชน์ อยากให้โรงเรียนจัดกิจกรรมดีๆ อย่างนี้ทุกปี เพราะถึงแม้ลูกตนเองจะขึ้นชั้นประถมศึกษาแล้ว แต่ก็เป็นการปลูกฝังให้เด็กๆ รุ่นน้องต่อไป

ด.ญ.ธิติมา เขียวขำ นักเรียนชั้นอนุบาล 2/2 กล่าวว่า รู้สนุกกับการเป็นแม่ค้าขายของ เพราะมีเพื่อนๆ พี่ๆ คุณครู มาช่วยกันซื้อของ รู้สึกภูมิใจที่ขายของได้ และทำให้รู้จักใช้เงินเป็นอีกด้วย

“ตลาดนัดคุณหนู” ของโรงเรียนอนุบาลโพทะเล “รัฐบำรุง” อ.โพทะเล จ.พิจิตร จึงนับว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะเป็นการสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญได้รู้จักคุณค่าของเงินอีกด้วย  สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เบอร์โทรศัพท์ 0-5668-1162 หรือดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์โรงเรียน http://www.anubanphothale.ac.th/

 

 

ครูอนุบาลชี้เด็กยุคอัลฟ่าพัฒนาการไม่สมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151020/215440.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2558
ครูอนุบาลชี้เด็กยุคอัลฟ่าพัฒนาการไม่สมวัย

ครูอนุบาลชี้เด็กยุคอัลฟ่าพัฒนาการไม่สมวัย แนะพ่อแม่ใส่ใจการเรียนรู้ในทุกๆนาที

             เพราะทุกวันนี้โลกหมุนเร็วกว่าเดิม แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ลูกๆ ของเราได้รับการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เผชิญกับโลกใบนี้ได้ เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่มีชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น เพราะต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ทำให้มีเวลาในการเลี้ยงดูลูกน้อยลง ภาระนี้จึงตกไปอยู่ที่ “โรงเรียนหรือศูนย์รับเลี้ยงเด็ก” ด้วยความเชื่อมั่นว่า สถานที่เหล่านี้คือผู้ช่วยคนสำคัญที่จะช่วยปลูกฝังลูกให้มีพัฒนาการที่สมวัยได้ แต่แท้จริงแล้วพัฒนาการที่จำเป็น ซึ่งเป็นรากฐานของการใช้ชีวิตของลูกไม่ได้อยู่แค่ที่โรงเรียน แต่เริ่มต้นที่สองมือพ่อแม่สร้างตั้งแต่เยาว์วัย เพราะการเรียนรู้ของเด็กนั้นเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรกเกิด

นางสาวสโลพร ตรีพงษ์พันธ์

“เด็กไทยในปัจจุบันเป็นเด็กยุค Generation Alpha ซึ่งเป็นยุคไร้พรมแดน เด็กรุ่นนี้เกิดจากกลุ่มพ่อแม่ยุค Generation Y และ Z ที่มีลูกตอนอายุมากขึ้นกว่าแต่ก่อน มักมีลูกจำนวนน้อยเพียง 1– 2 คน ทำให้พ่อแม่ทุ่มเทความรักความเอาใจใส่ให้ลูกอย่างเต็มที่ในรูปแบบของการปรนเปรอด้วยสิ่งของ ของเล่นสำเร็จรูปต่างๆ แต่พ่อแม่กลับมีเวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพน้อยลง ผนวกกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้พ่อแม่เร่งรัดลูกในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องชีวิตประจำวันไปจนถึงเรื่องทักษะกระบวนการคิดและตัดสินใจ เมื่อพ่อแม่ทนไม่ได้ที่จะรอคอยให้ลูกได้ใช้สมองในการคิดเพื่อตอบคำถาม พ่อแม่จึงคิดแทนและให้คำตอบแบบเบ็ดเสร็จรวบรัด ไม่รอเวลาให้ลูกได้ลองผิดลองถูก หรือค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ส่งผลให้เด็กขาดโอกาสที่ควรจะได้รับการฝึกฝนเพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการเป็นไปตามวัย” น.ส.สโลพร ตรีพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลบ้านพลอยภูมิ กล่าว

“เนื่องจากสมองของเด็กมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงวัยเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี เป็นวัยแห่งโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่องได้มากกว่าวัยอื่นๆ ดังนั้นพ่อแม่จึงมีบทบาทสำคัญที่จะสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่ลูก ตามธรรมชาติแล้ว เด็กต้องการการฝึกฝนทักษะทางการสังเกตและการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่เกิดจากการได้เล่น ได้เรียนรู้ ทดลอง และลงมือทำด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถของพวกเขา ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้สมองพัฒนาได้อย่างเต็มความสามารถ ทำให้เซลล์สมองสามารถแตกแขนงออกไปได้มาก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนาในช่วงต่อไปเมื่อโตขึ้น นอกจากนี้ เด็กวัยเล็กควรเริ่มฝึกเรื่องการสื่อสาร พ่อแม่ควรให้โอกาสลูกได้พูดสื่อความรู้สึกของตนเองออกมา แต่พ่อแม่ส่วนมากมักกังวลว่าลูกจะคิดไม่เป็น พูดไม่เป็น จึงคอยหยิบยื่นสิ่งที่ลูกต้องการทันทีโดยที่ลูกไม่ต้องบอก ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ที่ทำงานมากๆ จนไม่มีเวลาสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูก ทิ้งลูกให้อยู่กับโทรทัศน์และพี่เลี้ยงต่างชาติ ยิ่งทำให้เด็กขาดโอกาสในการเข้าใจภาษา มีความสับสนกับคำที่ได้ยิน บางรายออกเสียงไม่ชัด และพัฒนาการด้านภาษาล่าช้ากว่าวัย” ผอ.สโลพร กล่าวเสริม

นางเอมอร ศรีวรรธนะ

สำหรับ นางเอมอร ศรีวรรธนะ ผู้จัดการ โรงเรียนอนุบาลชนานันท์ ให้ความเห็นว่า “เด็กทุกคนเกิดมามีศักยภาพและความพร้อมที่จะเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนหรือโรงเรียนเท่านั้น ทั้งนี้การเรียนรู้ของลูกสามารถเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แค่คุณแม่พูดสื่อสารและสัมผัสลูกทุกวันก็จะช่วยให้เด็กๆ มีพัฒนาการและอารมณ์ดีได้ สำหรับลูกวัยเล็ก เล่านิทานให้ลูกฟังบ่อยๆ มีคำคล้องจองเป็นจังหวะ ก็จะช่วยกระตุ้นการฟัง จินตนาการของลูกได้ สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย พ่อแม่สามารถสอนการเรียนรู้ให้ลูกได้ผ่านชีวิตประจำวัน เช่น การชวนลูกจัดโต๊ะกินข้าว ชวนลูกนับดูว่าสมาชิกในบ้านมีกี่คน ต้องหยิบจานกี่ใบ ช้อนส้อมกี่คู่ ซึ่งเท่ากับเป็นการสอนวิชาคณิตศาสตร์ไปในตัว นอกเหนือจากนี้ยังสอนให้เด็กรู้จักรอคอยให้ทุกคนในบ้านนั่งพร้อมกันแล้วค่อยรับประทาน เสร็จแล้วช่วยนำจานไปเก็บหรือเช็ดโต๊ะ สอนลูกให้รู้จักมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น จะเห็นได้ว่าพ่อแม่สามารถสร้างนาทีแห่งการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้ทุกวัน”

“การเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็กควรเรียนรู้ผ่านการเล่น ผ่านประสบการณ์ตรง ได้สัมผัสของจริง ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ควรจะคำถามปลายเปิดในการกระตุ้นให้เด็กได้ฝึกคิดวิเคราะห์หัดสังเกต แก้ปัญหา และเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ชี้นำเด็ก เพราะเราเชื่อว่าเด็กแต่ละคนมีเหตุผลดีๆ ที่น่าสนใจไม่เหมือนกัน ทั้งนี้การเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและลงมือทำด้วยตัวเองจะส่งเสริมให้เด็กสนใจใฝ่เรียนรู้ได้ดีกว่า เพราะเมื่อเด็กรู้สึกสนุก มีความสุขกับสิ่งที่ทำ เด็กก็พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด ที่สำคัญ อย่าละเลยเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง เคารพกฎกติกาของสังคม มีวินัย เคารพสิทธิของผู้อื่นและมีจริยธรรม” นางเอมอร กล่าวทิ้งท้าย

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

นอกเหนือจากการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองแล้ว บทบาทของโภชนาการ ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก้าวแรกของลูก นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า “โภชนาการมีความสำคัญอย่างยิ่งกับเด็กเล็กๆ เพราะสมองจะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ สมองต้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน โดยเฉพาะสารอาหารสำคัญที่จำเป็น เช่น ดีเอชเอ โคลีน ไอโอดีน โฟเลต ฯลฯ ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง การที่เด็กได้รับสารอาหารที่ดีครบถ้วนจะช่วยทั้งการพัฒนาโครงสร้างของร่างกายและสมอง และมีสุขภาพที่สมบูรณ์ เจ็บป่วยน้อยลง ช่วยเตรียมพร้อมให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มที่”

เสี้ยวชีวิต…มนุษย์พันธุ์38ค(2)หัวใจปฏิรูปการศึกษาเกินร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151019/215423.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2558
เสี้ยวชีวิต...มนุษย์พันธุ์38ค(2)หัวใจปฏิรูปการศึกษาเกินร้อย

เสี้ยวชีวิต…มนุษย์พันธุ์38ค(2)หัวใจปฏิรูปการศึกษาเกินร้อย : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

            กว่า 10 ปี ที่ทุกรัฐบาลพยายามทุ่มเทงบประมาณเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย ท่ามกลางการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตัวรัฐมนตรีศึกษามากกว่ากระทรวงอื่นๆ รัฐบาลแต่ละยุคต่างวาดหวังผลสัมฤทธิ์การศึกษาไทยจะดีขึ้น สะท้อนจากดัชนีชี้วัดระดับชาติและนานาชาติ ด้วยการผุดสารพัดนโยบาย สั่งตรงจากส่วนกลางหรือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงสู่เขตพื้นที่การศึกษา หวังให้เป็นตัวเชื่อมถึงประชาชนคนไทย แต่นโยบายสวยหรูเหล่านั้นไปไม่ถึงฝั่งฝัน ด้วยปริมาณเนื้องานที่มากหมายมหาศาล แต่บุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่รองรับนโยบายกลับน้อยลงแถมไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานรัฐ กลายเป็นข้อเหวี่ยงทางการศึกษา “ป่าล้อมเมือง”

“สิ่งที่เกิดขึ้น โอน ย้าย ลาออก เออร์ลี่ เข้าสู่วงจรนี้หมด คนทำงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ลาออก 10 คน ได้ตำแหน่งคืน 5 คน เพราะคนที่อยู่บนเขตไปอยู่ อบต. เทศบาล สิ่งที่เกิดขึ้นนักวิชาการบนเขตหายไป คนรักความก้าวหน้าหายไป สิ่งมาแทนคือ อัตราจร้างเต็มเขต แถม ศธ.มีแนวคิดจะเพิ่มสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา (สพม.) เขตละจังหวัด จากเดิมมี สพม.เพียง 42 เขต จะเพิ่มเป็น 77 สพม. แต่ไม่เพิ่มคนไม่เพิ่มเงิน” กริช มากกุญชร นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ (ระดับ 8) สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 (สพป.เชียงราย เขต 1) และประธานชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐาน (กศ.พฐ.) ฉายภาพ

“กริช มากกุญชร” เกิดและโตที่จังหวัดกำแพงเพชร เรียนมัธยมศึกษารุ่นสุดท้ายของ “ม.ศ.5” จากโรงเรียนกำแพงพิทยาคม จากนั้นศึกษาต่อที่ีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒิ (มศว) วิทยาเขตพิษณุโลก จ.พิษณุโลก จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะสังคมศาสตร์ เอกประวัติศาสคร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) จ.พิษณุโลก

“กริช” หนุ่มน้อยจากภาคเหนือ เข้าร่วมขบวนการต่อสู้ของนักศึกษาไทย ช่วง “วัยบริสุทธิ์” ทั้งเรียกร้อง ชุมนุม เดินประท้วง เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่สังคมไทย เรียกได้ว่าเลือดนักสู้เข้มข้น ได้รับการยอมรับจากผองเพื่อนกันถ้วนหน้า แต่มีใจรักอยากเป็น “พ่อพิมพ์ของชาติ” ด้วยความพยายามในที่สุด “กฤช มากกุญชร” ก็สอบติดครู แต่ชีวิตผกผันระหว่างรอบรรจุครูถูกเรียกตัวไปเป็น “ทหารเกณฑ์”

“วัยหนุ่มมีพลังเยอะมาก อยากทำอะไรที่ท้าทายกับชีวิต อยากมีชีวิตเป็นลูกผู้ชาย เมื่อหมายเรียกมาผมสมัครทหารเหณฑ์ผััดสอง ต้องลาออกจากครูทั้งที่ยังไม่ครบวันทดลองงาน ผมประจำการที่ค่ายจีระ จ.นครสวรรค์ ฝึกหนักมาก แต่ช่วงเวลา 6 เดือนมีความสุขมาก เมื่อปลดประจำการ ก็เข้ารับราชการครูที่เคยสอบบรรจุเอาไว้ที่บ้านเกิดผม โรงเรียนบ้านหนองแดน ต.โกสัมพี อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ต้องเดินทางด้วยเท่าขึ้นดอยเพื่อไปสอนหนังสือเด็กๆ”

“คุณครูกริช” เลือดนักสู้ รักความยุติธรรม ปรารถนาดีกับนักเรียน แต่จังหวะชีวิตมีประสบการณ์ร้ายกับครูใหญ่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ถึงขั้น “เกลียด” ไม่อยากมองหน้า ทำให้เขาดิ้นรนอยากจะไปให้พ้นผู้บริหารโรงเรียนที่ใส่เกียร์ว่าง ละเลยชีวิตเด็กๆ ดำๆ เพียงเพราะความสุขส่วนตัว

“ชีวิตครู ผมค่อนข้างหัวรุนแรง ผมชอบเขียนหนังสือ เขียนบทความ เขียนบทกลอน ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตครู ทำเป็นวารสารกำแพงพิมาน พิมพ์โรเรีนยวแจก บางวันต้องจุดเทียนปั่นต้นฉบับ ยิ่งเมื่อได้มารู้จักมักคุ้นกับสื่อมืออาชีพอย่าง พี่ศุภชัย ศรีงาม นสพ.เดลินิวส์ เกิดแรงบันดาลใจงานด้านข่าว เมื่อถูกชักชวนให้มาช่วยราชการงานประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) ที่สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร (สปจ.) ถูกโอนมาเป็นข้าราชการพลเรือน ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ 3 (ซี 3) อยู่จนถึงซี 5 ผมมีสิทธิทำซี 6 แต่ชีวิตคลุกอยู่กับงานพีอาร์ ต้องตะลุยลงพื้นที่เขต ถ่ายรูป ทำข่าว ทำสกู๊ปข่าว เขียนบทความ บทวิเคราะห์ จนลืมทำซี 6”

“กริช” เรียกได้ว่าเป็นคนข่าวมืออาชีพ ที่สื่อทุกแขนงมักใช้บริการ “ฟรีแลนซ์” คนนี้สม่ำเสมอ ผลงานของเขาปรากฏตามสื่อหลัก ทั้งหนังสือพิมพ์ สถานีโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วารสาร และสื่อออนไลน์ ที่ตราตรึงกับข้อเขียนที่เปี่ยมไปด้วยอรรถรส แต่แฝงไว้ด้วยอุดมการณ์เลือดนักสู้ ที่หัวใจแกร่งเกินร้อย

เหนืออื่นใด ช่วงรอยต่อการปฏิรูปการศึกษาไทยมากว่า 10 ปี ทำให้สถานภาพของเขาและเพื่อนร่วมอาชีพใน สพท.กว่า 11,000 ชีวิต เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็น “มนุษย์พันธุ์ 38 ค (2)” หรือ กลุ่มบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค (2) ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 เป็นบุคลากรทางการศึกษา ในกฎหมายฉบับเดียวกับครู ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและศึกษานิเทศก์ ปฏิบัติหน้าที่ทางด้านวิชาการ นำนโยบาย ศธ.และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ปฏิบัติได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ “คนเขตพื้นที่ฯ เสมือนฟันเฟืองและข้อเหวี่ยงที่ขัดขบ เขียนไม่มีใครอ่าน พูดไม่มีใครฟัง เคลื่อนไหวไม่มีคนเห็น ยิ่งถูกมิติต้องห้ามด้านโครงสร้างในกระแสปฏิรูปก็ยิ่งใกล้เคียงปฏิกิริยาตอกตะปูตรึงฝาโลงสำหรับการโฟกัสปฏิรูปเขตพื้นที่ฯ”

ว่ากันว่า “มนุษย์พันธุ์ 38 ค (2)” ต้องนำนโยบายจากส่วนกลางลงสู่การปฏิบัติ ใน 225 สพท.ทั่วประเทศ แบบทำทันทีตามแผนดำเนินการ การส่งต่อนโยบายสู่บุคลากรครูกว่า 360,000 คน โรงเรียนจำนวนกว่า 30,800 โรง ภารกิจเกี่ยวเนื่องกับประสิทธิภาพการจัดการศึกษาให้เด็กไทยในระบบการศึกษากว่า 6,980,000 คน สพท.ทำหน้าที่เหมือนเป็นข้อเหวี่ยงนโยบายจะต้องได้รับการ “เติมเต็ม” และ “คลี่ดูกำลังพล” ที่กำลังประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติค่างานที่ถูกแช่แข็ง อัตรากำลังที่ถูกดองเค็มมานานกว่าทศวรรษ ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านหลักการยกระดับและพัฒนา ซึ่งมิใช่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหน่วยงาน แต่เป็นปัญหาเชิงระบบบริหารจัดการ

ถึงเวลาที่ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องทุบโต๊ะ “ผ่าตัด” ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ สพท.ให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อตอกลิ่มไม่ให้การปฏิการศึกษาสมัยรัฐบาลทหารล่มเช่นในอดีต เพราะนี่คือ “โมเดล” หนึ่งของ “การปฏิรูปการศึกษา” ที่ ศธ.สามารถเชื่อมต่อถึงชาวบ้านได้ผ่าน “มนุษย์พันธุ์ 38 ค (2)” นะขอบอก!

‘บิ๊กต๊อก’พบสสส.ใช้งบฯผิดวัตถุประสงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151019/215414.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2558
‘บิ๊กต๊อก’พบสสส.ใช้งบฯผิดวัตถุประสงค์

‘บิ๊กต๊อก’พบสสส.ใช้งบฯผิดวัตถุประสงค์ ต้องมีผู้รับผิดชอบ พร้อมเสนอนายกฯแก้ไขระเบียบ ยังไม่ฟันว่าทุจริต เพื่อเปิดโอกาสให้สสส.ชี้แจงทุกโครงการสัปดาห์หน้า

               ที่กระทรวงยุติธรรม วันที่ 19 ต.ค.2558 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงภายหลังประชุมศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) ร่วมกับผู้แทนจาก 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท) กรณีการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ว่า จากการตรวจสอบของคตร.และสตง.พบว่า มีการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรหลายโครงการ เมื่อมีการใช้จ่ายไม่ตรงตามระเบียบจะต้องมีบุคคลที่รับผิดชอบ และต้องเสนอนายกรัฐมนตรีให้แก้ไขกฎระเบียบของสสส. โดยสัปดาห์หน้าจะมอบหมายให้เลขาศอ.ตช.เชิญผู้บริหารของสสส.เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงตามข้อที่ตรวจพบ ซึ่งคตร.และสตง.ยืนยันตรงกันใน 3 ประเด็นดังกล่าว

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับการชี้แจงของผู้บริหารสสส.นั้นจะขอใหัชี้แจงเป็นรายโครงการว่า เป็นไปตามระเบียบหรือไม่อย่างไร หากไม่เป็นตามระเบียบ ให้ตรวจสอบลึกลงไปว่ามีประเด็นเจตนาทุจริตหรือไม่ รวมถึงเครือข่ายที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสสส.ก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยเช่นกันว่ารับเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยจะตรวจสอบว่าแต่ละโครงการเริ่มต้นที่ใครและไปจบที่ใคร มีการใช้ช่องว่างเพื่อนำไปสู่การใช้จ่ายไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิของสสส.ที่ผ่านมาเวียนกันมาทำหน้าที่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า “พวกคุณยังรู้ยังมองออก และคิดว่าผมทราบหรือไม่ ผมไม่ได้กินแกลบนะ ประเด็นนี้ท้ายที่ท้ายที่สุดก็จะต้องมีการตรวจสอบเมื่อ 2 ประเด็นข้างต้นได้ข้อยุติ อย่างไรก็ตามก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับสสส.ด้วย เพราะเชื่อว่าทุกองค์กรมีความตั้งใจดี ทั้งนี้ยังไม่ได้บอกว่า สสส.ผิดหรือไม่ผิด แต่เราต้องตรวจสอบว่าระบบมีการอนุมัติโครงการอย่างไร เนื่องจากวันนี้เป็นเพียงการฟังความข้างเดียวจะยังไม่มีการสรุปใดๆทั้งสิ้น จนกว่าสสส.จะเข้าชี้แจงรายละเอียดทุกโครงการ ดังนั้นในชั้นชี้แจงจึงขอให้ส่งผู้บริหารที่สามารถตอบข้อซักถามโดยละเอียด”

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ส่วนการให้เงินสนับสนุนสื่อ ก็ต้องดูว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ตรงกับวัตถุประสงค์การก่อตั้งองค์กรนี้หรือไม่ ประเด็นคือ ตรวจสอบว่าการใช้จ่ายตรงตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินหรือไม่ เพราะในหลักการของผมเห็นว่า ทุกองค์กรในประเทศนี้ ต้องอยู่ในระเบียบเดียวกัน ไม่ได้คำนึงว่างบประมาณผ่านการตรวจสอบจากสภาฯหรือไม่ เพราะที่ผ่านมางบที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯก็มีการทุจริต การตรวจสอบครั้งนี้จะพิจารณาว่าเงินที่นำไปใช้เป็นเงินของแผ่นดิน ไม่ใช่ว่าองค์กรจะนำไปใช้ตามอำเภอใจ เนื่องจากเรากำลังพูดถึงการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้การปฎิรูปไม่เกิดขึ้นก็ได้ ซึ่งคสช.ต้องระมัดระวัง

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลตรวจสอบสสส.เพราะให้งบฯอุดหนุนสื่อตรวจสอบรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นการถามนำเพื่อนำไปสู่ความขัดแย้งถ้ารัฐบาลหรือคสช.ทำอย่างนั้น ก็จะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือแล้วจะมาปฏิรูปซึ่งเป็นงานใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร ตนไม่ทำอะไรที่ผิดไปจากหลักการ อย่านำไปโยงกันขณะนี้เราพูดกันถึงเรื่องการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ผิดคือผิด ถูกคือถูก จึงไม่ควรเอามาโยงกับตัวบุคคลหรือกลุ่มใดๆ ยืนยันว่าไม่มีเรื่องแบบนี้และจะทำให้รอบคอบ เพราะเรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปไม่สำเร็จก็ได้. เมื่อการตรวจสอบได้ข้อยุติ คตร.และ สตง.จะชี้แจงรายละเอียดในทุกประเด็นให้สิ้นข้อสงสัย

ชี้’หญิงแย้’รอดยาก!อ้างโฆษณาน้ำดื่ม-เตือนอย่าดิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151018/215368.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2558
ชี้'หญิงแย้'รอดยาก!อ้างโฆษณาน้ำดื่ม-เตือนอย่าดิ้น

“นพ.สมาน” ชี้ “หญิงแย้” รอดยาก อ้างโฆษณาน้ำดื่มแต่ถ่ายรูปคู่เบียร์ชัดเจน แนะอย่าดิ้น ยิ่งแก้จะยิ่งผูกตัวเอง

            18ต.ค.2558 นพ.สมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวถึงความคืบหน้าการเชิญตัวดารา ศิลปิน นักร้อง และผู้มีชื่อเสียง 7 คน เข้าพบเพื่อให้ข้อมูลเรื่องการโพตส์ภาพคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่ง เข้าข่ายผิดมาตรา 32 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 ว่า ตามที่สำนักควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกหนังสือเชิญกลุ่มดาราเข้าให้ข้อมูลเรื่องการโพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น มี 6 คนที่ทำเรื่องเข้ามาว่าขอเลื่อนการให้ข้อมูล เป็นวันที่ 29- 30 ต.ค.นี้ ยกเว้น น.ส.วิริฒิพา ภักดีประสงค์ หรือวีเจวุ้นเส้น ที่ไม่ได้แจ้งความประสงค์ขอเลื่อนการเข้าให้ข้อมูล จึงคาดว่าน่าจะเข้ามาให้ข้อมูลในวันที่ 19 ต.ค.นี้ แต่ไม่สามารถระบุเวลาได้

อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมายประจำอยู่ที่สำนักควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดทั้งวันอยู่แล้ว แต่หากวีเจวุ้นเส้นไม่มาให้ข้อมูลในวันที่ 19 ต.ค. จะถือว่าไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน ผิดตามมาตรา 34 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องโทษปรับตามมาตรา 44 พ.ร.บ.ดังกล่าวจำนวน 20,000 บาท

อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องหารือร่วมกันในคณะทำงานก่อนว่าจะให้โอกาสเรียกตัวเป็นครั้งที่ 2 หรือจะกล่าวโทษเลย ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะให้โอกาสอีก 1 ครั้ง เนื่องจากหนังสือเชิญตัวที่ส่งออกไปนั้นค่อนข้างกระชั้นชิด

ผู้สื่อข่าวถามว่าล่าสุด น.ส.นนทพร ธีระวัฒนสุข หรือหญิงแย้ ระบุว่าแคมเปญที่ปรากฏชื่อของตัวเองพร้อมดารา นักร้อง นักแสดงคนอื่น ๆ อีก 6 คน นั้นเป็นแคมเปญน้ำดื่ม ไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างที่เข้าใจ นพ.สมาน กล่าวว่า กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา หากบอกว่าเป็นการโฆษณาน้ำดื่ม แต่ทำไมในภาพที่ปรากฏถึงเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะฉะนั้นยิ่งพูดเช่นนี้ก็ยิ่งเข้าตัว และต้องรับผิดในฐานะที่โฆษณาเพียงคนเดียว แต่ถ้ามีการทำเป็นกระบวนการแล้วหญิงแย้ให้การที่เป็นประโยชน์ก็สามารถกันเป็นพยานได้ แนวโน้มของดาราคนดังกล่าวนี้รอดยากอยู่แล้ว ถ้าจะให้การอย่างนี้ก็ต้องรับผิดส่วนตัวไป และถ้าทราบภายหลังว่าเป็นการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ก็จะมีความผิดฐานโกหก มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้การให้ถ้อยคำเป็นเพียงหลักฐานส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วยังมีหลักฐานอื่นๆ ประกอบด้วย พยานแวดล้อมต่าง ๆ เยอะมาก

“ตรงนี้เรียนด้วยความเป็นห่วง ขอให้ให้การที่เป็นจริงเถอะ อย่าพยายามดิ้นเลย เพราะจะยิ่งเพิ่มความผิดให้กับตัวเอง ยิ่งแก้จะยิ่งผูกตัวเอง ท้ายที่สุดแล้วกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” นพ.สมาน กล่าว

ส่วนนายปิติ ภิรมย์ภักดี ผู้บริหารบริษัทบุญรอดบริวเบอรี่นั้น ถูกเชิญให้ข้อมูลในฐานะพยาน

‘say NO! slow life social awareness’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151018/215296.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2558
'say NO! slow life social awareness'

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ‘say NO! slow life social awareness’ ปลุกพลังเยาวชนรู้จักปฏิเสธอบายมุข : โดย…ปาลิณี ต่างสี เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง

                      “เยาวชนคืออนาคตของชาติ” เป็นคำพูดที่คนทั่วไปมักจะพูดกันติดปาก และนับวันบทบาทของเด็กและเยาวชนเริ่มจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดมากขึ้น ยิ่งทุกวันนี้พวกเขามีความกล้าที่จะรวมพลัง ลุกขึ้นมาส่งเสียงสะท้อนปัญหาต่างๆ รายรอบตัว รวมถึงปลุกกระแสให้เพื่อนๆ เยาวชนด้วยกันเอง ได้ตื่นตัวไม่หลงผิดก้าวพลาดไปหาสิ่งที่ทำให้ตัวเองต้องเสียอนาคต
                      การรวมตัวของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาจากหลากหลายสถาบันกว่า 100 ชีวิตในครั้งนี้ เกิดขึ้นในนามเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน เครือข่ายเกสรชุมชนกทม. ทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) จัดกิจกรรมรณรงค์ ภายใต้แนวคิด “say NO! slow life social awareness” พร้อมแสดงโชว์การเต้นประกอบเพลงปฏิเสธอบายมุข เหล้า บุหรี่ พนัน ยาเสพติด ปัจจัยเสี่ยง หวังสะท้อนปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเยาวชน
                      “น้องบูม” หรือ ณัฐพงศ์ สำเภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน อธิบายถึงกิจกรรมครั้งนี้ว่า พวกเราต้องการสะท้อนปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน บุหรี่ และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยให้เยาวชนแต่ละกลุ่มคิดคอนเซ็ปต์  แต่งตัว-แสดงผลกระทบจากปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน บุหรี่ รวมถึงยาเสพติด และร่วมกันเต้นประกอบจังหวะเพลงแสดงท่าทางจุดยืนปฏิเสธปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านั้น นอกจากนี้ยังมีตัวแทนเยาวชนที่เคยผ่านประสบการณ์ปัจจัยเสี่ยงมาร่วมฝากแง่คิดเพื่อเป็นอุทาหรณ์
                      “เยาวชนเป็นเป้าหมายโดยตรงต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ส่งผลกระทบทั้งความรุนแรง การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ก่ออาชญากรรม อุบัติเหตุ พิการเจ็บตาย จึงอยากกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนรับรู้ รวมถึงอยากให้เยาวชนแสดงจุดยืน คือ 1.Say no รู้จักปฏิเสธอบายมุข ปฏิเสธความไม่ถูกไม่ควร 2.Slow life เยาวชนควรใช้ชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป มีสาระ มีสติ ไม่ไร้ทิศทางไปตามกระแสสังคม และ 3.Social awareness คือวัยรุ่นยุคใหม่ควรตระหนักรู้ทันสังคม สนใจความเป็นไปของสังคม และหาโอกาสมีส่วนร่วมกับสังคม”
                      “น้องบูม” ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า กิจกรรมนี้นอกจากเยาวชนจะรู้เท่าทัน กล้าลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง และได้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ แล้ว เรายังต้องการส่งเสียงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ใส่ใจกับปัญหาที่กระทบต่อเยาวชนที่มีมายาวนาน ออกมาตรการเพื่อมาปกป้องคืนความสุขให้เด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม
                      นายเอ(นามสมมุติ) เยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวถึงผลกระทบจากการดื่มสุราจนทำให้ชีวิตเปลี่ยน กระตุ้นให้ก่ออาชญากรรมว่า เริ่มดื่มสุราตั้งแต่อายุ 15 ปี ทุกๆ วันต้องดื่มกับเพื่อน ขาดเรียนบ่อยครั้ง เงินที่พ่อแม่ให้มาก็มาลงกับขวดเหล้าหมด ยอมรับว่า ช่วงที่ดื่มหนักๆ มีปัญหาการเรียน สุขภาพ ทะเลาะวิวาท ขาดสติ นำมาสู่อาชญากรรมในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่น จนถูกต้องโทษจนถึงปัจจุบัน จากบทเรียนครั้งนี้สอนอะไรหลายอย่าง จนเมื่อมาอยู่ที่บ้านกาญจนาฯ ก็ได้วัคซีนที่ดีทำให้คิดได้ ต่อไปนี้สัญญาว่าจะปรับปรุงตัวเองเป็นคนใหม่ และขอโอกาสอยากฝากให้ผู้ใหญ่ให้ยอมรับเด็กที่เคยก้าวพลาดมาก่อน ได้มีพื้นที่ยืนในสังคม เพราะเมื่อเขาพร้อมปรับปรุงตัวเองก็ควรให้โอกาส
                      นายบี(นามสมมุติ) อายุ 22 ปี เยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวถึงอดีตที่เคยก้าวพลาดเพราะการพนันว่า ขณะนั้นอายุ 18 ปี ได้ร่วมกับเพื่อนก่อคดีฆ่าชิงทรัพย์ จนถูกจับดำเนินคดีและคุมประพฤติ 8 ปี เนื่องจากต้องการนำเงินมาเล่นการพนัน เริ่มเล่นครั้งแรกตอนอายุ 14 ปี จากแทงสนุ้ก ไพ่ พัฒนามาเล่นพนันบอลในบ่อน ที่ผ่านมาไม่เคยสนใจเรียน ไม่เข้าสอบ ไม่ทำกิจกรรมอะไรที่เกี่ยวกับการเรียนเลยแม้แต่น้อย ที่ผ่านมาต้องสูญเงินเพราะการพนันเดือนละ 2 หมื่นบาท
                      “จากบทเรียนครั้งนั้น ทำให้ผมคิดได้ว่าการพนันไม่ทำให้ใครเจริญ มีแต่จะทำให้ชีวิตเราจมดิ่ง เสียเงิน เสียสุขภาพ ครอบครัวแตกแยก ผมจึงอยากฝากถึงเยาวชนเมื่อเราก้าวพลาดแล้ว ก็ควรเริ่มต้นใหม่ในทางที่ถูกได้ และก่อนจะทำอะไรขอให้มีสติคิดถึงอนาคต คิดถึงครอบครัว และจากนี้เมื่อพ้นโทษ ก็จะกลับไปเรียนตามที่ได้สัญญาไว้กับพ่อแม่” นายบี กล่าวทิ้งท้าย
                      “น้องโค้ช” มณฑล พวงเงิน อายุ 23 ปี ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่ กล่าวว่า เริ่มสูบบุหรี่ตอนอายุ 14 ปี สาเหตุที่สูบเพราะอยากรู้อยากลอง มองว่าดูแล้วเท่ จากนั้นก็สูบหนักขึ้นวันละ 2 ซอง กระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เริ่มมีอาการคอบวม จนพ่อแม่ขอร้องให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอตรวจพบว่าเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ ให้รีบผ่าตัดด่วน และผลที่ตามมาคือ ทำให้ผมต้องเป็นอัมพาตครึ่งซีก ระบบการหายใจติดขัด ต้องเจาะคอ พูดไม่ได้เกือบปี ปัจจุบันยังพูดไม่ชัดติดๆ ขัดๆ หมดค่ารักษาพยาบาลนับล้าน ตอนนี้อยู่ในช่วงเฝ้าระวัง ต้องกินยาเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งพ่อแม่ญาติพี่น้องต้องช่วยกันมาดูแลผม จนรู้เลยว่าการสูบบุหรี่ส่งผลกระทบทั้งต่อตัวผมและคนรอบข้างผมอย่างมาก
                      “อยากฝากถึงคนที่คิดจะสูบบุหรี่ว่า ให้เลิกความคิด เพราะมันไม่ส่งผลดีต่อตัวเองและทำร้ายคนอื่นจากบทเรียนชีวิตครั้งนี้อยากฝากเป็นอุทาหรณ์ให้เยาวชนย้อนมองตัวเองและคิดถึงความรู้สึกของคนในบ้านให้มากๆ เราไม่ควรทำให้สังคมเดือดร้อน สิ่งไหนไม่ดีควรถอยหลังออกมา และฝากถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ตระหนักยับยั้งปัญหายาเสพติด อบายมุขต่างๆ ที่ทำลายเยาวชน เพราะอย่าลืมว่าทั้งแรงจูงใจและสภาพแวดล้อมทำให้เด็กเข้าไปอยู่ในจุดนั้นได้ง่ายมาก”
                      ขณะที่ สุรชัย วงษ์ประเสริฐ เยาวชนเครือข่ายเกสรชุมชน อดีตจากเด็กเคยติดยาและมีปัญหาครอบครัว จนสามารถนำตัวเองมาสู่คนทำงานเพื่อชุมชน ระบุว่า ก่อนที่จะเสพยาก็เริ่มจากการดื่มเหล้า สูบบุหรี่มาก่อน ซึ่งสมัยเรียน ปวช. การหาซื้อยาเสพติดง่ายมากและมีราคาค่อนข้างถูก แต่เมื่อเราเริ่มเห็นผลกระทบต่างๆ รอบตัว ทั้งการเรียน เงินทอง สุขภาพ และปัญหาครอบครัว ก็ทำให้เริ่มลดละเลิกได้ในที่สุด ปัจจุบันหันมาเป็นอาสาสมัครทำงานเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในชุมชน เพราะอยากจะตอบแทนสังคมบ้าง อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงเยาวชนที่กำลังคิดจะลองให้กลับตัว หันมาตั้งใจเรียนเพื่อสิ่งที่ดีๆ จะตามมาในอนาคต อย่าเอาตัวเองเข้าไปในจุดที่เสี่ยง เพราะอาจจะทำให้เกิดผลกระทบตามมาจนเราไม่สามารถเอากลับคืนมาได้อีก
                      การส่งเสียงของเยาวชนครั้งนี้ คงทำให้สังคมไทยอยากที่จะยกเครื่องครั้งใหญ่ หวังว่าผู้ใหญ่ระดับนโยบาย การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ จะหันหน้ามารับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่เพิกเฉยในประเด็นเด็กและเยาวชนอีกต่อไป และสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องร่วมเฝ้าระวังเตือนสติก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้ !!!
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ‘say NO! slow life social awareness’ ปลุกพลังเยาวชนรู้จักปฏิเสธอบายมุข : โดย…ปาลิณี ต่างสี เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง)

แก้ไขปัญหาที่ดินภาคใต้ ‘ป่าต้องอยู่ได้คนต้องอยู่ดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151018/215295.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2558
แก้ไขปัญหาที่ดินภาคใต้ 'ป่าต้องอยู่ได้คนต้องอยู่ดี'

หลากมิติเวทีทัศน์ : แก้ไขปัญหาที่ดินภาคใต้ ‘ป่าต้องอยู่ได้คนต้องอยู่ดี’ : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น

                      ตามที่รัฐบาลมีนโยบายทวงคืนผืนป่า เป้าหมายเพื่อให้มีป่าร้อยละ 40 โดยได้ออกคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 และคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 และในเวลาต่อมาได้นำมาตราที่ 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาบังคับใช้ โดยให้ทหารเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้และพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
                      ในทางปฏิบัติแล้ว ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ยึดถือคำสั่งที่ 64/2557 เป็นหลัก ในขณะที่คำสั่งที่ 66/2557 โดยเฉพาะข้อ 2.1 ที่ระบุว่า “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป” กลับไม่ถูกนำมาถือปฏิบัติอย่างจริงจัง ประกอบกับแนวปฏิบัติต่างๆ ก็ยังไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้ประชาชนที่เป็นคนจนผู้ยากไร้ได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ
                      สำหรับในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ มีผู้เดือดร้อนจำนวน 141,107 ครอบครัว จาก 359 ตำบล 14 จังหวัด เนื้อที่ประมาณ 1.3 ล้านไร่ ซึ่งได้ตั้งชุมชนและทำกินก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์และป่าอื่นๆ อันเป็นที่ดินซึ่งได้รับมรดกมาจากพ่อแม่และทำกินมาอย่างต่อเนื่อง ผู้เดือดร้อนดังกล่าวจึงได้รวมตัวกันในนาม “เครือข่ายขบวนชุมชนแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยภาคใต้” (ข้อเท็จจริงได้รวมตัวมาก่อนหน้านี้เพื่อแก้ปัญหาตามแนวทางของชุมชน)
                      ที่ต.ควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช มีปัญหาเพราะไม่ได้พิสูจน์สิทธิ์ให้ชัดเจน ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่เรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตสาธารณประโยชน์ (พรุอ้ายเล) ในหมู่ 1-4 พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติช่องกระโสม ป่าควนแก้ว ป่าคลองตาม ในหมู่ 5-6 รวมเก้าพันกว่าไร่ ผู้อาศัยประมาณหนึ่งพันครอบครัว
                      เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ชาวบ้านโดยสภาองค์กรชุมชนตำบลควนหนองหงษ์ จึงได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยต.ควนหนองหงษ์ โดยอาศัยตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 โดยแบ่งเป็นคณะกรรมการระดับพื้นที่ 2 พื้นที่ตามสภาพปัญหา มีการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน สำรวจแปลงที่ดินโดยใช้ GIS/ GPS เพื่อนำไปสู่การกันเขตที่อยู่อาศัยกับเขตป่าให้ชัดเจน ก่อนที่จะนำไปสู่การจัดทำผังที่ดินทั้งตำบล
                      เชวง มีชนะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.ควนหนองหงษ์ เล่าว่า นอกจากทำระบบข้อมูลที่ดินแล้วยังได้มีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดการน้ำทำฝายชะลอน้ำโดยภูมิปัญญาพื้นบ้าน การร่วมกันอนุรักษ์ป่าชุมชนกว่า 200 ไร่ ให้มีความอุดมสมบูรณ์ การนำผังตำบลไปเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการภัยพิบัติ มีการตั้งกองทุนที่ดินโดยการสมทบของสมาชิก ตลอดจนการหนุนช่วยผู้ยากไร้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ซึ่งงานที่ทำทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การพิสูจน์สิทธิ์การถือครองให้ได้ซึ่งสิทธิ์ทำกินและการอยู่อาศัย
                      ที่ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เป็นอีกตำบลหนึ่งที่ชาวบ้านได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ดินก่อนที่จะมีนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล โดยในอดีตประมาณปี 2520 ชาวบ้านได้เข้ามาจับจองพื้นที่ทำกินเพื่อปลูกกาแฟซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในขณะนั้น และในปีถัดมารัฐบาลได้ประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ “รับร่อ-สลุย” จำนวน 6 แสนกว่าไร่ กินที่ดินกว่าร้อยละ 90 ของตำบล ตามมาด้วยในปี 2531 รัฐบาลได้ประกาศพื้นที่ป่าบริเวณคลองรับร่อฝั่งขวาเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จนกระทั่งปี 2532 ได้เกิดพายุไต้ฝุ่นเกย์ ทำให้พื้นที่ได้รับความเสียหายจำนวนมาก
                      ประกอบกับการสัมปทานป่าไม้จากรัฐ ทำให้พื้นที่ป่าได้รับความเสียหายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ชาวบ้านจากทุกสารทิศเข้ามาจับจองพื้นที่ทำกิน จนกระทั่งในปี 2538 รัฐได้ยกเลิกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเดิมที่ประกาศเมื่อปี 2531 แล้วประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งด้านทิศเหนือและทิศใต้ขึ้นมาใหม่
                      หลังมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อขึ้นมา องค์การบริหารส่วนตำบลรับร่อ โดยนายอวยพร มีเพียร นายก อบต. ที่มีความจริงจังกับการแก้ปัญหาที่ดิน ก็ได้ประสานงานกับสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อมาทำงานร่วมกับผู้เดือดร้อน เป็นความร่วมมือ 3 ประสาน ตั้งเป็นคณะทำงาน เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ชาวบ้านผู้เดือดร้อนจำนวน 185 ราย และแกนนำท้องที่ ท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาที่ดินร่วมกัน โดยการเปิดเวทีประชาคมเพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่าและทุนชุมชนสู่ความยั่งยืนอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งเวทีดังกล่าวได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน 3 ประการ คือ 1)ชาวบ้านจะหยุดบุกรุกทำลายป่าและปลูกป่าเพิ่มในที่สาธารณะป่ากันชนและริมถนน 2)ร่วมกันปลูกต้นไม้ตลอดสายน้ำเพื่อฟื้นฟูและคงความอุดมสมบูรณ์ให้แก่แหล่งน้ำ 3)ให้จัดตั้งธนาคารที่ดินตำบลรับร่อ
                      นอกจากร่วมกันทำข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ยังร่วมจัดทำข้อมูลที่ดินทั้งรายแปลงและที่ดินรวมทั้งตำบล เพื่อเป็นเครื่องมือในการเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นองค์กรหลักในการประสานงานกับหน่วยงานเหล่านั้น เช่น การเจรจากับผู้บังคับการจังหวัดทหารบกชุมพร โดยนำแปลงของชาวบ้านที่ถูกจับกุมเป็นกรณีศึกษาหาทางออกร่วมกันจนชาวบ้านหลุดพ้นจากความไม่เป็นธรรม ตลอดจนการนำข้อมูลที่ดินที่จัดทำแล้ว ไปเจรจากับกรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                      “เราไม่ได้หวังว่าจะได้เอกสารสิทธิรายแปลง เพราะที่ดินทุกแปลงมีปัญหาหมด แม้แต่หน่วยงานรัฐก็ตั้งอยู่ในที่เหล่านี้ แต่การต่อสู้ของเราก็เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ชาวบ้านได้สิทธิ์ทำกินและการอยู่อาศัย โดยจะไม่มีการบุกรุกเพิ่มแต่จะร่วมมือกันดูแลรักษาดินน้ำป่าให้สมบูรณ์ เพราะหลักในการทำงานของเราก็คือ คนรับร่ออยู่ได้ ป่าอยู่ได้” นายก อบต.รับร่อ กล่าว
                      นี่เป็นเพียงรูปธรรมบางส่วนที่ภาคประชาชนได้ร่วมกันทำงานเพื่อแก้ปัญหาที่ดิน ก่อนหน้าที่จะมีนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล เชื่อว่าหากรัฐบาลเข้ามาทำงานโดยการประสานงานกับชาวบ้านเหล่านี้อย่างเข้าอกเข้าใจก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมากมายขนาดนี้
                      แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว เครือข่ายประชาชนภาคใต้ ซึ่งทำงานด้านการแก้ปัญหาที่ดิน ก็ได้ยื่นหนังสือกับฝ่ายนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง รวมทั้งการยื่นหนังสือกับศูนย์ดำรงธรรมเกือบทุกจังหวัด แต่ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข ในทางตรงกันข้ามรัฐกลับมีการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558 ก็ได้ยื่นข้อเสนอกับกองทัพภาคที่ 4 อีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญคือ
                      1. ให้รัฐบาลยึดถือคำสั่งที่ 66/2557 เป็นหลักในการดำเนินงานที่ไม่กระทบกับผู้เดือดร้อนหรือผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ก่อน
                      2. ให้ยึดถือนโยบายของรัฐบาลข้อ 9.3 ที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 ความว่า “ในระยะต่อไป พัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดิน และแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐบาลโดยยึดแนวพระราชดำริที่ให้ประชาชนสามารถอยู่รวมกับป่าได้ เช่น กำหนดเขตป่าชุมชนให้ชัดเจน พื้นที่ใดที่สงวนหรือกันไว้เป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์ก็ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดพื้นที่ใดสมควรให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้ก็จะผ่อนผันให้ตามความจำเป็นโดยใช้มาตรการทางการบริหารจัดการ มาตรการทางสังคมจิตวิทยา และการปลูกป่าทดแทนเข้าดำเนินการ ทั้งจะให้เชื่อมโยงกับการส่งเสริมการมีอาชีพและรายได้อื่นอันเป็นบ่อเกิดของเศรษฐกิจชุมชนที่ต่อเนื่องเพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงโดยที่ดินยังเป็นของรัฐจะจัดทำฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการ จัดทำทะเบียนผู้ถือครองที่ดินในที่ดินของรัฐ ปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการที่ดินของรัฐและเอกชนให้มีเอกภาพเพื่อทำหน้าที่ด้านกำหนดนโยบายด้านที่ดินในภาพรวม และปรับปรุงกลไกภาษีเพื่อกระจายการถือครองที่ดิน เร่งรัดการจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ยากไร้โดยไม่ต้องเป็นกรรมสิทธิ์ แต่รับรองสิทธิร่วมในการจัดการที่ดินของชุมชน กำหนดรูปแบบที่เหมาะสมของธนาคารที่ดินเพื่อให้เป็นกลไกในการนำทรัพยากรที่ดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
                      3. ให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมทุกระดับ ระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
                      4. ในการแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลข้อเท็จจริง ที่มีการรับรองร่วมกัน และต้องหยุดการตัดโค่นต้นไม้ ของชาวบ้านไว้ก่อนจนกว่าจะมีข้อตกลงเป็นที่ยุติ
                      อย่างไรก็ดีในส่วนของชาวบ้านก็ใช่ว่าจะเรียกร้องรัฐเพียงอย่างเดียวแต่ได้มีข้อตกลงร่วมกันของชาวบ้านเองและปฏิบัติให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในหลายๆ พื้นที่แล้วว่า จะร่วมกันสอดส่องดูแลไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่ม รวมทั้งจะร่วมกันดูแลรักษา ดิน น้ำ ป่า ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพราะมีความตระหนักอยู่เสมอว่า การแก้ปัญหาต้องนำไปสู่แนวคิดที่ว่า “ป่าต้องอยู่ได้ คนต้องอยู่ดี” อย่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : แก้ไขปัญหาที่ดินภาคใต้ ‘ป่าต้องอยู่ได้คนต้องอยู่ดี’ : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น)

‘ไพบูลย์’ลุยสอบงบ’สสส.’19ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151017/215332.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2558
'ไพบูลย์'ลุยสอบงบ'สสส.'19ต.ค.นี้

‘ไพบูลย์’ เรียกประชุม ศอตช. เชิญ ป.ป.ช. ป.ป.ท. คตร. สตง. ชี้แจงข้อมูลการตรวจสอบงบประมาณ สสส. 19 ต.ค.นี้

                      17 ต.ค. 58  พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการใช้งบประมาณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า วันที่ 19 ตุลาคม ช่วงบ่าย จะมีการเรียกประชุม ศอตช. โดยเชิญตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาชี้แจงข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวว่าเป็นอย่างไรบ้าง พบการกระทำทำผิดตรงไหนหรือไม่อย่างไร ซึ่งได้ให้แนวทางไปแล้วว่า หากพบอะไรให้เอามาคุยกัน เมื่อรวบรวมข้อมูลได้แล้วก็จะให้ตัวแทนของ สสส. เข้ามาชี้แจง ซึ่งจะรีบดำเนินการให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เมื่อได้ข้อยุติอย่างไรก็จะส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
                      ขณะที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยด้วยว่า วันที่ 19 ตุลาคม ตนในฐานะอดีตข้าราชการสำนักงาน สตง. จะไปยื่นเรื่องให้ สตง.ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ สสส. กรณีให้เงินสนับสนุนแก่สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ด้วย