แนะหลัก’4อย่า3ควร’ป้องกันฆ่าตัวตายจากสื่อออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151017/215308.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2558
แนะหลัก'4อย่า3ควร'ป้องกันฆ่าตัวตายจากสื่อออนไลน์

แนะหลัก’4อย่า3ควร’ป้องกันฆ่าตัวตายจากสื่อออนไลน์

               องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นจำนวนมากกว่า 8 แสนคน หรือ 11.69 ต่อประชากรแสนคน และจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคน ในปี พ.ศ.2563 โดยมีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 20 เท่าตัว เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเวลาจะพบว่า มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คนในทุก 2 ชั่วโมง เฉลี่ยแล้วยังมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จปีละกว่า 3,900 คน ชายมากกว่าหญิง 3 เท่า

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเด็นในการรณรงค์สำหรับปีนี้ คือ “ป้องกันการฆ่าตัวตาย ยื่นมือเพื่อช่วยชีวิต” (Preventing Suicide: Reaching Out and Saving Lives) และมอบให้กรมสุขภาพจิตเพิ่มการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันปัญหา ระดมความร่วมมือทุกภาคส่วน เน้นใน 2 กลุ่มเสี่ยง คือ 1.กลุ่มที่มีภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงที่สุด ได้แก่ ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ข้อเสื่อม ไตวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด ผู้ติดสุรา ยาเสพติด ผู้ประสบภาวะวิกฤติ หรือมีความสูญเสียที่รุนแรง ให้ อสม. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตรวจคัดกรองในชุมชน และเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาโดยเร็ว ซึ่งมีผลช่วยลดการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายน้อยลงในอัตราเพียง 0.4 ต่อประชากรแสนคน หรือเพียง 2 คน 2.กลุ่มฆ่าตัวตายด้วยความหุนหันพลันแล่น พบว่ากลุ่มที่เคยพยายามฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่ทำเพราะความหุนหัน และมีปัจจัยกระตุ้นจากดื่มสุรา ปัญหาครอบครัว โดยให้ อสม. และเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ลงเยี่ยมบ้าน ให้คำปรึกษาแนะนำและส่งต่อเข้าสู่ระบบบริการ

“ที่น่าเป็นห่วงคือ กระแสโลกในยุคสังคมดิจิทัล ประชาชนนิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ยิ่งเข้าถึงโลกออนไลน์มากเท่าใด ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตาย จะมีมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อารมณ์อ่อนไหวง่าย จิตใจเปราะบาง ถูกกีดกันทางสังคม หรือถูกกลั่นแกล้ง จึงต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนให้เข้าใจถึงสัญญาณเตือน และวิธีการช่วยเหลือ ช่วยเตือนสติผู้ที่กำลังทุกข์ให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป เลิกคิดทำร้ายตัวเอง หรือหยุดความคิดที่จะฆ่าตัวตายได้ทันเวลา” รมว.สาธารณสุข กล่าว

ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ผลการสำรวจพฤติกรรมการฆ่าตัวตายของคนไทยพบว่า ก่อนลงมือฆ่าตัวตาย เกือบครึ่งจะแสดงท่าที หรือสัญญาณเตือนบอกเหตุแก่ครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด ทั้งจากคำพูด การเขียนจดหมาย การส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) การไลน์ หรือการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย ฯลฯ ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงถึง 1 เดือน ซึ่งจะพบมากที่สุดในช่วง 3 วันแรกก่อนการเสียชีวิต และร้อยละ 79 จะมีเหตุกระตุ้นก่อน เช่น ดื่มสุรา และทะเลาะกับคนใกล้ชิด

“ในระยะหลังพบว่า มีการส่งสัญญาณก่อนฆ่าตัวตายทางสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ทั้งข้อความ ภาพ และคลิปวิดีโอ อาทิ การตัดพ้อ หรือพูดจาสั่งเสียเป็นนัยๆ เช่น ลาก่อน ครั้งนี้จะเป็นโพสต์สุดท้าย คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว อโหสิกรรมให้ด้วย หรือบอกถึงการจัดการทรัพย์สิน และให้เบอร์ญาติพี่น้องทิ้งไว้ หรือใช้ข้อความบ่งบอกไม่อยากมีชีวิตอยู่ เช่น อยู่ไม่ได้จริงๆ ถึงเวลาแล้ว ชีวิตมันสั้นนัก มางานศพกันด้วยล่ะ หรือพูดถึงความเจ็บปวดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา อ่อนแอกับเรื่องนี้มาก เหนื่อยชีวิต เครียดกับทุกอย่าง รวมทั้งโพสต์ถึงการเป็นภาระของผู้อื่น หรือรู้สึกผิด เช่น ขาดเราไปมันคงดีขึ้น บางรายโพสต์ภาพวิธีที่จะใช้ฆ่าตัวตาย เช่น ใช้ปืนจ่อขมับ ดังนั้น หากเห็นสัญญาณที่กล่าวมานี้ ขอให้ช่วยกันเตือนสติ ให้กำลังใจ เลิกคิดทำร้ายตัวเอง หรือหยุดความคิดที่จะฆ่าตัวตายได้ทันเวลา อย่าคิดว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจ เป็นเรื่องไร้สาระ ล้อเล่น หรือไม่คิดฆ่าตัวตายจริงๆ ทำให้ไม่สามารถยับยั้งหรือช่วยเหลือได้ทันเวลา” นพ.เจษฎา กล่าว

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ผู้ชายฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิง 3 เท่า และเป็นกลุ่มอายุ 35-39 ปี มากที่สุด อัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดอยู่ที่ภาคเหนือ ที่ จ.ลำพูน อัตรา 20 ต่อประชากรแสนคน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การฆ่าตัวตายนอกจากจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของพ่อแม่ พี่น้อง สามี ภรรยา และเพื่อนๆ ของผู้ตายแล้ว ยังมีผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และยังพบอีกว่า การฆ่าตัวตายติด 10 อันดับแรกของสาเหตุการตายของประชากรโลก

“ต้องแนะนำหลัก 4 อย่า และ 3 ควร เป็นแนวทางป้องกันและลดปัญหาการฆ่าตัวตายจากสื่อสังคมออนไลน์ โดย 4 อย่า ได้แก่ 1.อย่าท้าทาย ไม่สื่อความหมายต่างๆ เช่น ทำเลย กล้าทำหรือเปล่า เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นให้เขาทำ 2.อย่าใช้คำพูดเยาะเย้ย เช่น โง่ บ้า หรือตำหนิอื่นๆ เพราะจะยิ่งเพิ่มความคิดทางลบ และเพิ่มโอกาสทำมากขึ้น 3.อย่านิ่งเฉย การนิ่ง เสมือนเป็นการสนับสนุนทางอ้อม 4.อย่าส่งข้อความ หรือเผยแพร่ภาพการฆ่าตัวตายและความเศร้าโศกของครอบครัวผู้เสียชีวิตจนมากเกิน เพราะจะกระตุ้นให้ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายเกิดการเลียนแบบ และเป็นการเคารพผู้กระทำและความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิตด้วย” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

ส่วนสิ่งที่ควรทำ 3 ควร ได้แก่ 1.ควรห้าม หรือขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะโดยทั่วไปผู้ที่คิดฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะลังเลใจ จะช่วยให้ยับยั้งใจได้มากขึ้น 2.ควรชวนคุย ประวิงเวลาให้มีโอกาสทบทวน โดยการถามถึงความทุกข์ รับฟัง และไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว ให้คิดถึงคนที่รักและเป็นห่วง แนะทางออกอื่นๆ และ 3.ควรติดต่อหาความช่วยเหลือ เช่น บุคคลที่ใกล้ชิดเขาที่สุดขณะนั้น โดยกรมสุขภาพจิต มีสายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ โทร.191 หรือสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อเข้าสู่ระบบบริการโดยเร็วขอให้ประชาชนยึด

บอร์ดสสส.อนุมัติการลาออก‘ทพ.กฤษดา’มีผลทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151016/215288.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2558
บอร์ดสสส.อนุมัติการลาออก‘ทพ.กฤษดา’มีผลทันที

บอร์ดสสส.อนุมัติการลาออก‘ทพ.กฤษดา’มีผลทันที ตั้ง ‘ดร.สุปรีดา’ รองผจก.สสส. ทำงานแทนผู้จัดการ

              16ต.ค.2558 พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ดสสส.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมบอร์ด สสส.ถึงกรณี ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส. แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งว่า บอร์ดสสส.มีมติเห็นชอบการลาออกของทพ.กฤษดา โดยมีผลทันที และมีมติแต่งตั้งดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ รองผจก.สสส.ทำหน้าที่แทนและรับผิดชอบกระบวนการสรรหาผจก.คนใหม่แทน

“ที่ผ่านมา สสส.เผชิญกับกระแสข่าวที่ไม่ดีนัก การลาออกของผู้จัดการ สสส.ตนขอยกย่อง เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบ และความบริสุทธิ์ในฐานะผู้นำองค์กร แต่ไม่ได้หมายความว่ามีการทำอะไรที่ผิด แต่เป็นการยินดีให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส นำโดย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่ง สสส.ก็ยังไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่อาจมีความเข้าใจไม่ตรงกัน โดยเฉพาะกรณีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่ระบุว่าพบการใช้งบประมาณไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็มีคำสั่งให้ชะลอการใช้งบประมาณตามข้อเสนอของ คตร. ซึ่งในบอร์ดก็จะนำข้อเสนอของ คตร.นี้มาพิจารณาว่า โครงการต่างๆ ของ สสส.ที่มีเป็นจำนวนมากนั้น ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์จริงหรือไม่ โดยยึดตามวัตถุประสงค์ทั้ง 6 ข้อที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.กองทุนฯ ถ้าไม่จริงก็สามารถดำเนินการต่อได้” พล.ร.อ.ณรงค์กล่าว

พาท่องกรุงรัตนโกสินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151015/215166.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2558
พาท่องกรุงรัตนโกสินทร์

พาท่องกรุงรัตนโกสินทร์

              “บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)” ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดกิจกรรม “อลิอันซ์ อยุธยา พาน้องเที่ยวบางกอก” มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี พานักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 41,600 คน ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ภายใต้แนวคิด ปันความรู้สู่เด็กไทย

พัชระ ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ล่าสุดได้ร่วมมือกับสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ในการนำนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนสังกัด กทม.ไปทัศนศึกษา 1 วัน ย้อนอดีตร่วมรำลึกถึงบางกอกเมื่อวันวานตั้งแต่ยุคกรุงธนบุรีถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์

ผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากกว่า 40 แห่ง และเข้าเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ นำบรรยายโดยวิทยากรที่มีประสบการณ์ด้านประวัติศาสตร์แล้วยังได้ร่วมกับโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ต่อยอดเสริมสร้างอาชีพ คัดเลือกนักเรียนเข้าอบรม “ยุวมัคคุเทศก์” หลักสูตร 80 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายๆ ซึ่งได้อบรมมาปีนี้เป็นที่ 3

อรรถพร สุวัธนเดชา รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การส่งเสริมให้เยาวชน โดยเฉพาะนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม.ได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรม ความเป็นมาของไทยจากการเยี่ยมชมและศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของไทย อย่างบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ และได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของไทยมากมาย เติมเต็มศักยภาพการเรียนรู้ต่อยอดการเรียนรู้ในชั้นเรียน ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ชีวิตดีๆ ฝึกฝนทักษะการพูด การใช้ภาษาและการถ่ายทอด เผยแพร่เป็นมัคคุเทศก์น้อยคอยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้แก่คนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งพิพิธภัณฑ์เข้าร่วมกิจกรรมมาตลอด 10 ปี เพื่อช่วยต่อยอดการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์

ยุทธนาวรากร แสงอร่าม รักษาการผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ที่เด็กต้องเรียนรู้จากตำรา ในห้องเรียนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม มรดกของไทย เช่น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร วัดอรุณราชวรารามมหาราชวรวิหาร วัดพระแก้ว และปีนี้ได้เพิ่มวัดสระเกศ เพื่อพาเด็กๆ เรียนรู้นอกห้องเรียนรอบเกาะรัตนโกสินทร์ แต่การที่เด็กได้มาสัมผัส เรียนรู้จากสถานที่จริงจะทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ และซึมซับความรักชาติ ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของไทยได้ดียิ่งขึ้น ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้ตามหนังสือ ตำราอย่างเดียว แต่ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และประสบการณ์ที่เด็กๆ ได้ผู้ใหญ่ต้องเป็นผู้มอบให้

“น้องเนตร” ด.ญ.เนตรนภา กำด้วง อายุ 11 ปี นักเรียนโรงเรียนวัดบึงทองหลาง กทม. หนึ่งในนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม และยุวมัคคุเทศก์ เล่าว่า ได้รับประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะมุมมองความคิดต่อสถานที่ท่องเที่ยว โบราณสถาน วัดวาอาราม ทำให้ได้ความรู้แต่ละสถานที่ เข้าใจประวัติความเป็นมา และเกิดความรู้สึกหวงแหน รักในความเป็นไทยมากขึ้น

“ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ รวมถึงการอบรมยุวมัคคุเทศก์ ได้ฝึกทักษะการพูด ใช้ภาษา และเผยแพร่เรื่องราวเหล่านี้ไปยังนักท่องเที่ยว อยากให้พาน้องเที่ยวบางกอกไปเรื่อยๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ค้นพบศักยภาพของตนเอง และได้มีเพื่อนต่างโรงเรียน ที่สำคัญทำให้รักและอยากดูแลประเทศไทยตลอดไป”

เช่นเดียวกับ “น้องตี๋” ด.ช.เจษฎาพร แสนโซ้ง นักเรียนโรงเรียนวัดใต้ เล่าว่า ชอบเที่ยวและสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ จึงเข้าร่วมโครงการ ได้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ไทยจากการเที่ยว เยี่ยมชมในสถานที่ต่างๆ อยากให้ทุกคนมาสัมผัส เรียนรู้ความเป็นมาของสถานที่ท่องเที่ยวของไทย การมาสัมผัสจริงๆ นั้น ความรู้สึกไม่เหมือนกับตอนนั่งดูจากจอสี่เหลี่ยมอย่างแน่นอน

ครูปราณี บุญหล้า จากโรงเรียนวัดใต้ ที่มาดูแลเด็กในโครงการ กล่าวว่าโครงการแบบนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ สัมผัส ลงมือปฏิบัติจริงๆ เด็กได้เรียนรู้ชีวิตกรุงเทพมหานคร ได้รู้ว่าสถานที่ต่างๆ สวยงามมากกว่าการดูภาพจากตำรา หรือหนังสือเรียนอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ครูเองก็ได้นำประสบการณ์ ฉายภาพให้เด็กได้รู้ บูรณาการเข้ากับการเรียนรู้การสอน เพราะการท่องเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์ ในหนังสือ ตำรา อาจไม่ชัดเจน เขาสามารถนำไปเล่าให้เพื่อนๆ จากประสบการณ์จริง

สร้างศูนย์เสริมศักยภาพปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151014/215042.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2558
สร้างศูนย์เสริมศักยภาพปฐมวัย

สร้างศูนย์เสริมศักยภาพปฐมวัย

              เมล็ดพันธุ์ที่เจริญเติบโตออกดอกออกผลงดงามต้องผ่านการรดน้ำ พรวนดิน และเติมเต็มด้วยการเอาใส่ใจดูแล เช่นเดียวกับการพัฒนาเด็กคนหนึ่งให้เติบโต เป็นคนดีคนเก่งต้องมีการพัฒนากาย สมอง และจิตใจ รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนจากผู้ใหญ่ “บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ ร่วมกับ กลุ่มบริษัทดัชมิลล์” สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมกับ “บิ๊กซี–ดีนา อิ่มใจ อิ่มบุญ ปี 3” ชวนคนไทยร่วมอิ่มใจ อิ่มบุญในเทศกาลกินเจและร่วมสมทบทุนบริจาคแก่มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก สร้างศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัย

น.ส.วารุณี กิจเจริญพูลสิน ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเป็นปี 3 ต่อเนืื่องเพื่อระดมทุนนำรายได้มาบริจาคให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ในการสร้างศูนย์เสริมสร้างศักยภาพเด็กปฐมวัย เป็นสถานีการเรียนรู้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสมองโรงพยาบาล ให้เด็กได้พัฒนาการตามวัยที่เหมาะสม และช่วยให้เด็กป่วยที่มาใช้บริการโรงพยาบาลกลับมามีสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์แข็งแรง

การจัดตั้งศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัยเป็นครั้งแรกในโรงพยาบาลเด็ก ช่วยพัฒนาการของเด็กครอบคลุมทุกด้าน เกิดประโยชน์ต่อเด็กที่มาใช้บริการโรงพยาบาลเฉลี่ยวันละ 1,000 คน ผู้ปกครองที่พาลูกหลานมาใช้บริการสามารถพาลูกหลานมาเรียนรู้จากการเล่น

ช่วงเด็กปฐมวัย เป็นช่วงที่สำคัญต่อพัฒนาการการเรียนรู้ ผศ.พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู ประธานศูนย์เชี่ยวชาญพิเศษด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า โรงพยาบาลดูแลเด็กทั้งด้านสุขภาพกายและใจ สุขภาพใจนั้นเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านพฤติกรรม กล้ามเนื้อ และสติปัญญา โดยของเล่น หรือศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัย ช่วยเติมเต็มและพัฒนาเด็กให้มีศักยภาพมากขึ้น เพราะการเรียนรู้ผ่านการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการส่งเสริมพัฒนาทางการที่ดีที่สุด และเสริมสร้างจินตนาการแก่เด็กเติบโตอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งช่วยสร้างบรรยากาศ ความสนุก ความอบอุ่น และไม่ทำให้เด็กรู้สึกกลัว หรือเบื่อกับการมาโรงพยาบาล

ทุกครั้งที่เด็กมาโรงพยาบาล เมื่อได้มาเล่นที่ศูนย์ดังกล่าวทำให้เขาเพลิดเพลินเวลารอแพทย์รักษา เมื่อเด็กมีความสุขเด็กก็จะให้ความร่วมมือในการรักษาเป็นอย่างดี ผศ.พญ.อดิศร์สุดา ฝากเชิญชวนผู้บริโภคร่วมกิจกรรมผ่านการสมทบทุน เพื่อให้เด็กๆ ได้มีพื้นที่เสริมสร้างพัฒนาการทุกด้าน ผู้บริโภคสามารถเข้ามีส่วนร่วมสร้างศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัยได้ถึง 21 ตุลาคม 2558 ที่บิ๊กซีทุกสาขา เข้าร่วมกิจกรรมอิ่มใจ อิ่มบุญสมทบทุน 1 บาท โดยคาดว่าจะระดมทุนได้มากกว่า 3 แสนบาท

คุณย่าสุมาลี เดชเสถียร ของน้องพราว อายุ 5 ขวบ มารักษาอาการกระดูกร้าว เล่าว่า ศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัย เป็นศูนย์ที่ดีมาก ช่วยให้เด็กที่มาโรงพยาบาลได้เสริมสร้างพัฒนาการทุกด้าน เพราะการมาโรงพยาบาลต่อให้มาเพื่อรักษา แต่เด็กอยากเรียนรู้ วิ่งเล่น กิจกรรมในศูนย์เป็นการช่วยให้พวกเขาได้มีพื้นที่แสดงออก และมีความสุข สนุก ไม่รู้สึกว่าการมาโรงพยาบาลเป็นเรื่องน่าเบื่อ หรือเป็นสิ่งที่พวกเขากังวล อยากให้ทุกคนร่วมบริจาคสมทบทุน เพื่อเด็กจะได้มีพื้นที่ในการเรียนรู้

ศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัย จะประกอบด้วย 5 สถานีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจและสมอง ได้แก่ สถานีขบวนรถไฟรักการอ่าน, สถานีขยับร่างกาย, สถานี 6Q up, สถานีวิทยาศาสตร์ และสถานีศิลปะ ซึ่งทุกสถานีล้วนเป็นหลักสูตรที่เหมาะกับพัฒนาการตามวัยและความพิเศษของแต่ละคน

ปิดท้ายด้วย น้องเต่า ด.ช.เกียรติคุณ เขม้นเขตการณ์ อายุ 12 ปี มารักษาที่โรงพยาบาลเด็ก เพราะเป็นไข้เลือดออก เล่าว่า ตอนแรกที่มาโรงพยาบาลก็กังวล กลัว ยิ่งพอมานอนโรงพยาบาลก็รู้สึกเบื่อ ไม่มีอะไรทำ แต่เมื่อทางโรงพยาบาลมีศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัยจะทำให้เด็กมีกิจกรรมทำ มีพื้นที่วิ่งเล่น และฝึกทักษะ เสริมสร้างจินตนาการ และมีเพื่อนๆ ไม่เบื่อการมาโรงพยาบาล หรือต้องมานอนเฉยๆ ดังนั้น อยากให้ทุกคนช่วยกันสบทบทุนเพื่อมาสร้างศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ให้แก่เด็กในโรงพยาบาล

ลุคใหม่สกสค.ในมือ’บิ๊กหนุ่ย’องค์กรใสสะอาด-ดูแลชีวิตครู?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151014/215125.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2558
ลุคใหม่สกสค.ในมือ'บิ๊กหนุ่ย'องค์กรใสสะอาด-ดูแลชีวิตครู?

ลุคใหม่สกสค.ในมือ’บิ๊กหนุ่ย’องค์กรใสสะอาด-ดูแลชีวิตครู? : ทีมข่าวการศึกษารายงาน

              วงการครูถูกจับจ้องอีกคราวเมื่อ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เข้ามารับหน้าที่ดูแลการศึกษาในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมารับไม้ต่อจาก “บิ๊กเข้” พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.ศึกษาธิการ พร้อมการบ้านเดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตามโจทย์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการไว้ว่าต้องให้เห็นผลชัดเจนภายในเดือนกันยายน 2559

อีกงานใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีสั่งเฉียบขาดคือ การสะสางปัญหาทุจริตในวงการแม่พิมพ์ โดยเฉพาะใน “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา” (สกสค.) ซึ่งที่ผ่านมาถูกซุกไว้ “ใต้พรม” จนได้รับการขนานนามว่า…แดนสนธยา…

ดังนั้น เมื่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ เข้ามากุมบังเหียนต่อจาก “บิ๊กเข้” เรื่องนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งงานยากที่จะพิสูจน์ฝีมือ “บิ๊กหนุ่ย” ว่าจะเข้าปัดกวาดขยะและไล่เหลือบไรที่หลบซ่อนอยู่ในวงการศึกษาได้หรือไม่ ยังต้องจับตาดู !!

อย่างไรก็ตาม “บิ๊กหนุ่ย” ย้ำชัดแล้วว่าจะไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล ต้องไม่ให้คนที่เอาเงินไปและทำให้เราเสียหายอยู่อย่างสุขสบาย เขาต้องรับผิดชอบ พร้อมประกาศอีกว่า จะทำให้ สกสค.เป็นองค์กรที่ใสสะอาด เพื่อดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างแท้จริง

ล่าสุด นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการ สกสค. นำทีมผู้บริหาร สกสค. ตบเท้าพบ พล.อ.ดาว์พงษ์ รายงานสถานการณ์การตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นใน สกสค. ทั้งการติดตามทวงคืนเงิน 2,100 ล้านบาท จากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) การตรวจสอบกรณี สกสค.นำเงินไปซื้อหุ้นกับบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด 800 ล้านบาท การรับฝากขายหนังสือกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งยังมีปัญหา ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เพราะเป็นหนังสือที่ซื้อมาจากองค์การค้าของสกสค.เอง ทุกเรื่องเหล่านี้สังคมยังรอคำตอบ

ว่ากันว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้ขอให้สำนักงาน สกสค.ไปช่วยคิดหาแนวทางที่จะส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมกับการแก้ปัญหาทุจริต เพื่อให้ สกสค.เป็นองค์กรพัฒนาคุณภาพชีวิตครูที่สมบูรณ์ โดยการรีแบรนดิ้งองค์กร ปรับการบริหาร จากเดิมที่เน้นปล่อยกู้ในหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการสวัสดิการเงินกู้…ที่เลื่องชื่อที่สุดคือ “โครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา” (ช.พ.ค.) วงเงินกู้เริ่มที่หลักแสนบาทและขยายเนื่องหลายรุ่นจนถึงปัจจุบันเป็นโครงการ ช.พ.ค. 7 ที่ให้ยอดวงเงินกู้พุ่งสูงสุดถึง 3 ล้านบาท และมีเสียงร้องเรียนถึงความไม่ชอบมาพากล !

ผลที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่า สกสค. คือส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินครู เพิ่มภาระ จนปัจจุบันครูมียอดหนี้ทั้งในและนอกระบบรวมถึง 1 ล้านล้านบาท เฉพาะในระบบยอดหนึ้สูงถึง 5 แสนล้านบาท เท่ากับว่าสวัสดิการที่สกสค.จัดไว้ยังไม่ถูกที่ถูกทาง หรือเรียกว่า เกาไม่ถูกที่คัน… สาเหตุที่ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นหนี้มหาศาล เพราะมีช่องทางกู้ได้ง่าย ขาดวินัยทางการเงิน และใช้จ่ายเกินตัว บางรายหนี้พอกจนเงินเดือนที่ได้ก็ไม่พอจ่ายหนี้ ขาดเงินหมุนเวียนที่จะต้องใช้เพื่อการดำรงชีวิตของตนเองและครอบครัว เมื่อหมดหนทางก็หันไปกู้ยืมเงินนอกระบบ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในการแก้ไขปัญหาหนี้ครู..เวลานี้สกสค.ได้นำเงินกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการ ช.พ.ค.ไปจ่ายหนี้แทนครูที่ค้างชำระหนี้ติดกัน 3 งวดแล้วประมาณ 5,000 ล้านบาท และได้หยุดชำระหนี้แทนไว้แล้ว เพราะเดิมแต่ละเดือนสกสค.ต้องจ่ายแทนเฉลี่ย 100 ล้านบาท ซึ่งเงินที่จ่ายหนี้แทนนี้ไม่ได้ให้ฟรีๆ แต่ช่วยต่อลมหายใจแก่ครูที่เป็นหนี้ เพราะสุดท้ายสกสค.ก็จะเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ทั้งหมดเพื่อให้กองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ยังเดินหน้าต่อไปได้

ขณะที่ ข้อมูลจากการลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ศธ. และธนาคารออมสิน ที่แบ่งลูกหนี้เป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกหนี้วิกฤติรุนแรง, กลุ่มลูกหนี้ใกล้วิกฤติ คือลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระเกินกว่า 12 งวดติดต่อกัน นับถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2558, กลุ่มลูกหนี้ที่ค้างชำระไม่เกิน 12 งวดติดต่อกันนับถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2558 และกลุ่มลูกหนี้ปกติพบว่ามีผู้ลงทะเบียน 21,680 ราย มูลค่าหนี้ประมาณ 34,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี คำสั่งและนโยบายจากข้างบนที่ให้ไปคิดโครงการสวัสดิการที่น่าดึงดูดใจ ทำให้ พินิจศักดิ์ เร่งไปสำรวจความต้องการสวัสดิการของครูและสรุปเรียบร้อย เท่าที่เลียบเคียงมาหลักๆ จะเป็นการดำเนินการในเรื่อง ค่ารักษาพยาบาล เงินตอบแทนพิเศษ ที่อยู่อาศัย การศึกษา ค่าเทอมบุตร การดูแลชีวิตครูหลังเกษียณอายุราชการ เป็นต้น รอเพียงชงให้ “บิ๊กหนุ่ย” เซย์เยสก็พร้อมเดินหน้าทันที

ลุคใหม่ของสกสค.ยุคบิ๊กหนุ่ย จะใสสะอาด ไร้เหลือบไรเกาะกิน และเป็นองค์กรที่เป็นที่พึ่งของครู ดั่งคำขวัญที่ว่า “ชีวิตครูเราดูแล” หรือไม่ ???

ตามไปดูศูนย์ศก.พอเพียงสพป.สมุทรสงคราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151013/215046.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2558
ตามไปดูศูนย์ศก.พอเพียงสพป.สมุทรสงคราม
ตามไปดูศูนย์ศก.พอเพียงสพป.สมุทรสงคราม

ตามไปดูศูนย์ศก.พอเพียงสพป.สมุทรสงคราม : นธิดา ตัจฉกานันท์ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ สพป.สมุทรสงคราม

 

              “ศูนย์ต้นแบบเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา” เพื่อเป็นศูนย์ต้นแบบเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรและนักเรียนมีวิถีชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแก่พสกนิกรชาวไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2516 เพื่อให้ประชาชน พออยู่ พอกิน พอมี พอใช้ และทำให้สังคมเจริญก้าวหน้าอย่างสมดุล” วินัย ศรีเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม (ผอ.สพป.สส.)  กล่าว

ทั้งนี้ สพป.สมุทรสงคราม ได้จัดทำโครงการศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง ภายในสำนักงาน โดยใช้ชื่อโครงการว่า “ศูนย์ต้นแบบเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา” โดยคำนึงถึง 3 หลักการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง บนพื้นฐานของเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ คือ เงื่อนไขความรู้ ความรอบคอบ ระมัดระวัง กับเงื่อนไขคุณธรรม อันได้แก่ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน ความเพียร ความมีสติปัญญา อันจะนำไปสู่ความสมดุลและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม

นายวินัยอธิบายว่า จ.สมุทรสงคราม มีพื้นที่เหมาะแก่การทำสวนทำการเกษตร ยังมีที่ดินว่างเปล่า ซึ่งในความเป็นจริงสามารถทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น เลี้ยงไก่ เลี้ยงผึ้งปลูกผัก ทำการเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีบนพื้นที่การเกษตร ทางดิน ทางน้ำ ทำให้สมดุลกลับคืนสู่ธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือการตัดต่อพันธุกรรม และด้วยลักษณะนิสัยของคนใน จ.สมุทรสงคราม มีนิสัยรักสงบ อยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ โครงการดังกล่าวจึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งและยังช่วยรณรงค์ ให้ครู นักเรียน และผู้ที่สนใจ ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ พืชผัก ซึ่งไม่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม ซึ่งขณะนี้ผลผลิตเริ่มเจริญเติบโต สพป.สส. จะจัดเก็บเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ เพื่อแจกจ่ายให้แก่โรงเรียนในสังกัดนำไปเพาะปลูกต่อไป

นายเจษฎา ณ พัทลุง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท้ายหาด สังกัด สพป.สส. เป็นผู้หนึ่งที่สนใจในโครงการศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง และได้เข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการ ได้เยี่ยมชม รู้สึกประทับใจมาก ผลผลิตเจริญเติบโตเห็นได้ชัดเจน เป็นโครงการต้นแบบที่ดีมาก เป็นแรงจูงใจให้มีความต้องการปลูกพืชผัก ผลไม้ไว้รับประทานที่บ้าน ซึ่งจะนำต้นแบบไปใช้ที่โรงเรียนวัดท้ายหาด และเมื่อมีโอกาสจะพาครู และนักเรียน เข้าเยี่ยมชมศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง ของ สพป.สส.

ในเรื่องดังกล่าว นายบุญช่วย จันทร์ชมเชย นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการ ของ สพป.สมุทรสงคราม ซึ่งมีส่วนร่วมในโครงการได้กล่าวต่อว่า โครงการศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงของ สพป.สมุทรสงคราม เป็นโครงการ ที่ ผอ.สพป.สส. มีความตั้งใจที่จะทำเพื่อโรงเรียน ครูนักเรียน และบุคลากรในสังกัด ให้ระลึกถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งโครงการประสบความสำเร็จมากเป็นแรงจูงใจ ให้ข้าราชการในสังกัด สพป.สส. สามารถนำไปต่อยอด ปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษที่บ้าน และมีข้าราชการหลายคน ได้ต้นแบบจากโครงการนำไปปฏิบัติได้จริง เป็นที่พอใจอย่างมาก

สำหรับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา ผูู้ปกครอง สนใจเยี่ยมชม “ศูนย์ต้นแบบเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาสอบถามได้ที่ โทร.0-3471-1013

 

‘หมอยา’ต้องศึกษาต่อเนื่องเปิดบริบทใหม่เภสัชกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151013/215047.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2558
'หมอยา'ต้องศึกษาต่อเนื่องเปิดบริบทใหม่เภสัชกรไทย

‘หมอยา’ต้องศึกษาต่อเนื่องเปิดบริบทใหม่เภสัชกรไทย : พวงชมพู ประเสริฐ

              “การที่สภาเภสัชกรรมได้ดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรมใหม่ โดยให้เภสัชกรต้องต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี และเภสัชกรทุกคนมีการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมให้มีความรู้ และความสามารถในการประกอบวิชาชีพที่ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานของวิชาชีพ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการต่อผู้รับบริการ” รศ.ดร.ภญ.จุฑามณี สุทธิสีสังข์  คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการการศึกษาต่อเนื่อง สภาเภสัชกรรม กล่าว

ทั้งนี้ พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 ที่บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2558 จะมีผลให้เภสัชกรต้องต่อใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทุก 5 ปี ซึ่งข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยการจัดการศึกษาต่อเนื่องแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2558 ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  มีผลให้เภสัชกรทุกคนต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ คือ เภสัชกรทุกคนต้องมีการศึกษาต่อเนื่องรวมไม่น้อยกว่า 100 หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องในระยะเวลา 5 ปี โดยจะต้องมีการศึกษาต่อเนื่องทุกปี ปีละไม่น้อยกว่า 10 หน่วยกิต เภสัชกรที่มีการศึกษาต่อเนื่องครบตามเกณฑ์ จึงจะต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้

อย่างไรก็ตามสภาเภสัชกรรมได้ดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ ( ศ.ศ.น.ภ.) หรือ Center for Continuing Pharmacy Education (C.C.P.E) ซึ่งศูนย์นี้จะประสานการจัดการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงรับขึ้นทะเบียนและให้การรับรองสถาบันหลักในการจัดการศึกษาต่อเนื่อง กํากับติดตามให้เป็นไปตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศกําหนด และรับรองและกําหนดหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องให้แก่หน่วยงานต่างๆ ในขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมฐานข้อมูลเภสัชกร และระบบสารสนเทศต่างๆ ในการเก็บข้อมูล คาดว่าจะชี้แจงขั้นตอนกระบวนการต่างๆ แก่สถาบันหลักได้ภายในเดือนตุลาคมนี้เพื่อให้รองรับกิจกรรมการศึกษาต่อเนื่องต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า

การเก็บหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ รศ.ดร.ภญ.จุฑามณี  อธิบายว่า เภสัชกรสามารถดำเนินการได้ในหลายรูปแบบ อาทิ การศึกษาด้วยตนเองจากบทความวิชาการ การเข้าร่วมประชุมวิชาการ การสัมมนา การฝึกอบรมทางวิชาการ การเป็นวิทยากรในการประชุมวิชาการ การเป็นผู้เขียนบทความการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ เป็นต้น

“การศึกษาต่อเนื่องแต่ละรูปแบบ สภาเภสัชกรรมจะกำหนดไว้ชัดเจนว่ารูปแบบใดได้กี่หน่วยกิต ยกตัวอย่าง การเข้าร่วมประชุมวิชาการที่มีคุณภาพและสภารับรองเป็นเวลา 1 ชั่วโมง จะได้ 1 หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง หากการประชุมนั้นมีการบรรยายทั้งหมด 6 ชั่วโมงก็จะได้ 6 หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง เป็นต้น ซึ่งจะแตกต่างจากหน่วยกิตระดับปริญญาตรีที่ 1 หน่วยกิตจะต้องมีชั่วโมงบรรยาย 15 ชั่วโมง” รศ.ดร.ภญ.จุฑามณี อธิบายเพิ่มเติม

ขณะนี้สภาเภสัชกรรมอยู่ระหว่างการพิจารณารับรองสถาบันหลักที่จะดำเนินการจัดรูปแบบการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ได้ ซึ่งจะมีทั้งคณะเภสัชศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ องค์กรวิชาชีพ โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.)/โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) หรือหน่วยงานอื่นๆ รายชื่อสถาบันหลักจะนำเสนอในเว็บไซต์ของสภาเภสัชกรรม http://www.pharmacycouncil.org ซึ่งเภสัชกรทุกคนสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลได้

“นับเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางวิชาชีพเภสัชกรรมที่กำหนดให้มีการศึกษาต่อเนื่อง ต้องมีเพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้การทำงานทันสมัย เพราะความรู้เรื่องยามีความก้าวหน้าตลอดเวลา มียาใหม่ องค์ความรู้ใหม่ทางเภสัชศาสตร์เกิดขึ้น เภสัชกรจึงต้องมีการพัฒนาตนเองเสมอ ตื่นตัวและแสวงหาความรู้ที่ทันสมัย ซึ่งจะเป็นการคุ้มครองประชาชน จากการที่จะได้รับบริการจากเภสัชกรที่มีความรู้ที่เป็นปัจจุบัน ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การกระจาย ไปจนถึงการใช้ยาในผู้ป่วย” รศ.ดร.ภญ.จุฑามณี กล่าวในที่สุด

‘งบบัตรทอง’อาจเสี่ยงธรรมาภิบาลบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151012/215005.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2558
‘งบบัตรทอง’อาจเสี่ยงธรรมาภิบาลบริหาร

ปธพ.3เผยผลวิเคราะห์งบบัตรทอง พบอาจเสี่ยงธรรมาภิบาลบริหารงบ 4 ส่วน จัดทำงบ-จัดสรรงบ-องค์ประกอบบอร์ดสปสช. -ความยั่งยืนระบบการเงิน

             12ตุลาคม 2558 พญ.อภิรมย์ เวชภูติ นักศึกษาหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สําหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่3 (ปธพ.3)ของแพทยสภาและสถาบันพระปกเกล้า นำเสนอการวิเคราะห์ผลการบริหารงบประมาณของ สปสช. ภายใต้กฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การมีส่วนร่วมของสถานพยาบาล และทิศทางที่เหมาะสมตามหลักการธรรมาภิบาล ในการประชุมวิชาการ 47 ปีแพทยสภา ประจําปี2558ว่า จากการที่ตนและสมาชิกกลุ่มปธพ.3ได้ดำเนินการวิเคราะห์ในเรื่องดังกล่าว พบว่า โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอาจมีความเสี่ยงต่อหลักธรรมาภิบาลของการบริหารจัดการงบประมาณ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ตามหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีของสำนักนายกรัฐมนตรี 6 ประการ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ

และหลักความคุ้มค่า ใน 4 ส่วน คือ 1.ความเสี่ยงของการจัดทำงบประมาณบัตรทอง อาทิ ความเสี่ยงอันเกิดจากความไม่เหมาะสม ไม่ทันสมัย และไม่เป็นธรรมของกฎหมาย จากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จากการจัดทำงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายหรือจำนวนผู้รับบริการจริง และจากการจัดทำงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นหลักในการดูแลรักษาผู้ป่วย

2.ความเสี่ยงของการจัดสรรงบประมาณกองทุนบัตรทอง ได้แก่ ความเสี่ยงอันเกิดจากการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริง เช่น การจัดสรรตามจำนวนประชากรผู้มีสิทธิ์ในพื้นที่และการกำหนดเกณฑ์การเบิกจ่ายที่มีเพดานหรือมีรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมาก เป็นต้น รวมถึง ความเสี่ยงจากการจัดสรรงบไม่สอดคล้องกับความจำเป็นหลักในการดูแลรักษาผู้ป่วย อาทิ การจัดสรรแยกย่อยเป็นกองทุนเฉพาะโรค หรือกองทุนตามโครงการพิเศษต่างๆ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความจำเพาะของโรคในพื้นที่ เป็นต้น ความเสี่ยงจากการขาดกลไกการกำกับและตรวจสอบการใช้งบประมาณให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงจากการจัดสรรงบประมาณโดยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนให้แก่สถานพยาบาล และความเสี่ยงจากการขาดการมีส่วนร่วมของสถานพยาบาล

3.ความเสี่ยงขององค์ประกอบ ศักยภาพและการปฏิบัติงานของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) โดยมีความเสี่ยงอันเกิดจากการขาดหลักปฏิบัติในกระบวนการตัดสินใจของบอร์ด จากการขาดการระบุความรับผิดชอบของบอร์ดในกรณีที่มีความผิดพลาด เช่น ยกเลิกการ่วมจ่าย 30 บาท แต่ยังไม่มีการหาแนวทางร่วมจ่ายอื่นมาใช้ เป็นต้น ความเสี่ยงจากการขาดการนำความคิดเห็นของสถานพยาบาลไปปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณ และความเสี่ยงจากการขาดกลไกการตรวจสอบผลการดำเนินงานของบอร์ด ปัจจุบันไม่มีระบบการตรวจสอบผลการดำเนินงานในเชิงผลบวกและผลลบจากการบริหารจัดการงบประมาณที่เพียงพอและเหมาะสมต่ออำนาจหน้าที่ของบอร์ด และ4.ความเสี่ยงของความยั่งยืนของระบบการเงินการคลังของบัตรทอง มีความเสี่ยงอันเกิดจากการใช้งบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ความเสี่ยงจากการขาดการส่งเสริมให้ผู้ป่วยดูแลรักษาสุขภาพตนเอง ความเสี่ยงจากการขาดการส่งเสริมให้ผู้ป่วยใช้บริการทางสาธารณสุขอย่างเหมาะสม

พญ.อภิรมย์ กล่าวอีกว่า มีข้อเสนอเชิงนโยบายและในระดับปฏิบัติการ 4 ด้าน ได้แก่ 1.การจัดทำงบประมาณบัตรทองที่เหมาะสมและเป็นธรรม อย่างเช่น แก้ไขพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ในประเด็นนำเงินเดือนของบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว หรือจัดทำงบโดยกำหนดความต้องการด้านสุขภาพที่สะท้อนต้นทุนค่าใช้จ่ายจริง เป็นต้น 2.การจัดสรรงบประมาณให้สถานพยาบาลที่เอื้อต่อการให้บริการทางสาธารณสุขที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล เช่น บริการจัดการงบด้วยการจัดทำเขตสุขภาพ ควรสะท้อนต้นทุนค่าใช้จ่ายจริง 3.การเสริมสร้างธรรมาภิบาลของการดำเนินงานของบอร์ดสปสช. ควรแก้ไขพรบ.หลักประกันฯโดยระบุแนวทางความรับผิดชอบของบอร์ด และ4.การสร้างความยั่งยืนของระบบการเงินการคลังของระบบบัตรทอง จัดให้มีระบบร่วมจ่ายที่เหมาะสม ส่งเสริมประชาชนดูแลรักษาสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม และส่งเสริมให้มีระบบการใช้บริการให้สอดคล้องกับความรุนแรงของโรคและระดับของสถานพยาบาล

รู้เท่าทันก่อนจ่ายแพง!‘วัคซีนปอดอักเสบ’ผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151012/214977.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2558
รู้เท่าทันก่อนจ่ายแพง!‘วัคซีนปอดอักเสบ’ผู้สูงวัย

รู้เท่าทันก่อนจ่ายแพง! ‘วัคซีนปอดอักเสบ’ผู้สูงวัย : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

             “บริการฉีด Pneumococcal vaccine ป้องกันปอดบวมและติดเชื้อในกระแสเลือด สำหรับผู้สูงวัย…ฉีดเข็มเดียวป้องกันตลอดชีวิต เข็มละ 2,150 บาท”

“ผู้สูงอายุที่ต้องการทำวัคซีนอายุ 50 ปีขึ้นไป สามารถรับวัคซีนป้องกันโรคได้ในราคาพิเศษ ราคา 4,750 ฉีดเข็มเดียวป้องกันตลอดชีวิต”

“คม ชัด ลึก” ได้รับการร้องเรียนว่า ขณะนี้ในโลกออนไลน์มีการโฆษณาชักชวนผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ให้ฉีด วัคซีนป้องกันโรคปอดบวม ปอดอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด  “Pneumococcal vaccine” ราคาตั้งแต่ 2,000-5,000 บาท โดยอ้างว่าฉีดเพียงเข็มเดียวจะป้องกันได้ตลอดชีวิต

นอกจากในโลกออนไลน์แล้วเว็บไซต์โรงพยาบาลหลายแห่งได้มีโปรโมชั่นเชิญชวนให้ผู้สูงอายุฉีดวัคซีนดังกล่าวในราคาพิเศษ

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์  ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินหายใจและผู้สูงอายุแสดงความเห็นว่า วัคซีนนิวโมคอคคัส (Pneumococcal vaccine) ที่ถูกโฆษณาข้างต้นว่า ผู้สูงอายุควรศึกษาให้ดีก่อน เพราะเป็นวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมและติดเชื้อในกระแสเลือด

“จากประสบการณ์ผมพบว่า ​วัคซีนนี้ป้องกันโรคปอดอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดเฉพาะจากเชื้อนิวโมคอคคัสเท่านั้น ไม่ได้ป้องกันปอดอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือดจากสาเหตุอื่นๆ  ซึ่งโรคปอดติดเชื้อนิวโมคอคคัสและกระจายเข้ากระแสเลือดเป็นโรคที่พบน้อยมากในคนไทยสูงอายุ เมื่อเปรียบเทียบกับคนในโลกตะวันตก”

นพ.มนูญ อธิบายเพิ่มว่า หากเปรียบเทียบผู้ป่วยโรคเอดส์ของไทยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งมีโอกาสติดเชื้อนิวโมคอคคัสมากกว่าคนสูงอายุหลายเท่าก็ยังพบอาการป่วยด้วยเชื้อโรคตัวนี้น้อยมาก โดยผู้ป่วยเอดส์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนชนิดนี้ ต้องเข้าใจว่าการฉีดวัคซีนนี้ไม่สามารถป้องกันโรคจากเชื้อนิวโมคอคคัสได้ทุกสายพันธุ์ เพราะเชื้อนิวโมคอคคัสมีมากถึง 94 สายพันธุ์

โดย “วัคซีนนิวโมคอคคัส” จะมีแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิด “คอนจูเกต” ป้องกันได้ 13 สายพันธุ์ วัคซีนชนิดนี้กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี ป้องกันได้ทั้งปอดอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือด  ส่วนอีกชนิดคือ ชนิด “โพลีแซคคาไรด์” ป้องกันได้ 23 สายพันธุ์ วัคซีนชนิดนี้กระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี ป้องกันได้เฉพาะติดเชื้อในกระแสเลือด

นพ.มนูญให้ข้อมูลว่า การศึกษาล่าสุดในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ฉบับวันที่ 19 มีนาคม 2558 ระบุ ผู้สูงอายุของเนเธอร์แลนด์อายุ 65 ปีขึ้นไป 42,240 คนเมื่อได้รับวัคซีนชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ ปรากฏว่าพบอาการป่วยด้วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสในระยะเวลา 4 ปี เพียงแค่ 49 คน หรือ 0.11 เปอร์เซ็นต์

เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ฉีดยาหลอก หรือไม่ได้รับวัคซีนจริง 42,256 คน ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อนี้ 90 คน หรือ 0.21 เปอร์เซ็นต์

หมายความว่าต้องฉีด 1,000 คน ถึงจะลดโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสได้ 1 คน นอกจากนี้วัคซีนชนิดนี้ไม่ได้ลดอัตราการตายจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส เพราะถึงป่วยด้วยโรคนี้ก็มียาปฏิชีวนะรักษาโรคนี้ได้ และถ้าใครอยากฉีดต้องฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิด  อย่างไรก็ตามวัคซีนนี้ไม่ใช่วัคซีนพื้นฐานในประเทศไทย เบิกค่าวัคซีนไม่ได้ อุบัติการณ์ของโรคนี้ในคนไทยต่ำกว่าคนในโลกตะวันตก ​

“นอกจากใครมีฐานะดี อยากฉีดเพราะร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัวหลายอย่างก็ทำได้ แต่ไม่ได้มีประโยชน์มากนักหากเทียบเป็นอัตราเปอร์เซ็นต์คนที่ติดเชื้อตัวนี้” หมอมนูญกล่าว

ด้าน นพ.คณินท์ ชะนะกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินหายใจและผู้สูงอายุ อธิบายว่า ตั้งแต่จบแพทย์มา 25 ปี ดูแลรักษาผู้สูงอายุมาเยอะพอสมควรแต่เคยพบคนไทยที่ป่วยด้วยโรคนี้เพียง 2 คนเท่านั้น ต่างจากสมัยที่รักษาผู้ป่วยในอเมริกาเห็นคนไข้โรคนี้ทุกเดือน ถ้าผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ก็ควรฉีดวัคซีนนี้เพราะคุ้มค่าการลงทุน

“ควรฉีดวัคซีนตามอุบัติการณ์ของโรค ไม่ใช่อเมริกาแนะนำเราต้องทำตามทุกอย่าง เพราะราคาแพงมากเข็มละ 5-6 พันบาท ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 ปี ทางที่ดีแนะนำให้ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพร่างกายให้อบอุ่นแข็งแรงดีกว่า กินอาหารที่เป็นประโยชน์ นอนหลับเพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ข้อสำคัญต้องระวังเรื่องการสำลักอาหาร และฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เท่านี้จะช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ ไม่ให้มาคุกคามร่างกายของเราได้” นพ.คณินท์กล่าวแนะนำ

ข้อมูลรายงานแพทย์คลินิกเสริมภูมิคุ้มกันและอายุรศาสตร์การท่องเที่ยว สถานเสาวภาสภากาชาดไทย โดย พญ.สุดา สีบุญเรือง นพ.จารุบุตร อังสนากุล  และศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ตีพิมพ์ในจุลสารเสาวภาสำหรับประชาชน  กล่าวถึงวัคซีนนิวโมคอคคัสว่าเป็นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่มีชื่อว่า “สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี” หรือเรียกสั้นๆ ว่า เชื้อนิวโมคอคคัส

เป็นเชื้อโรคสําคัญ แพร่กระจายจากผู้ที่มีเชื้อโรคผ่านละอองจากทางเดินหายใจโดยการไอ จาม ผู้ได้รับเชื้อโรคเกิดอาการหูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ ปอดบวม ฯลฯ  บางครั้งอาจรุนแรงทำให้ผู้ติดเชื้อที่เป็นเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจําตัวบางคนเสียชีวิตได้

ทิพาพร ปรัชยธรรม ชาวบ้านวัย 55 ปี แสดงความเห็นวัคซีนตัวนี้ว่า เคยเห็นข้อมูลโฆษณาจากจุลสารและอินเทอร์เน็ต และเป็นวัคซีนราคาแพงมาก หากรัฐบาลรณรงค์ให้ประชาชนไปฉีดวัคซีนนี้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ก็เห็นด้วย เพราะเรามีอายุมากขึ้นแล้ว ควรจะมีภูมิคุ้มกันโรคร้ายต่างๆบ้าง ทุกวันนี้ทั้งอาหารและยาที่กินเข้าไป ก็มีอันตรายทั้งนั้น อยากให้รัฐออกมาให้ความรู้ และอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าว “คม ชัด ลึก” สอบถามความเห็นผู้สูงอายุหลายคน ทั้งหญิงและชายในวัย 50 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า หากรัฐบาลต้องการดูแลสุขภาพประชาชน ควรรณรงค์ให้ไปรับวัคซีนป้องกันโรคชนิดต่างๆ รัฐควรจัดหาให้โดยไม่เสียค่าจ่ายใดๆ และควรให้ข้อมูลว่าวัคซีนตัวใดจำเป็นหรือไม่จำเป็น เพราะทุกคนอยากมีสุขภาพดี

นพ.จรุง เมืองชนะ  ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับงบประมาณวัคซีนว่า ปัจจุบันภาครัฐยังไม่มีงบประมาณสำหรับวัคซีนตัวนี้ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่มีต้นทุนสูง ยังไม่มีข้อมูลความชัดเจนในเรื่องคุ้มทุนเพราะเป็นวัคซีนราคาแพง จึงยังไม่อยู่ในการให้บริการฟรี

“โรคนี้คนไทยเป็นน้อยมาก ไม่เหมือนในแถบยุโรป อาจเพราะสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เช่น โรคอีโบลา ก็ยังไม่เคยพบในไทย ไม่อยากให้คิดว่าการไม่แจกวัคซีนตัวนี้ ทำให้น้อยหน้าประเทศที่ร่ำรวยแล้ว วัคซีนตัวนี้เป็นแค่วัคซีนทางเลือก”

นพ.จรุง กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันยังเข้าใจผิดกันมากเกี่ยวกับการให้วัคซีนตัวนี้ โดยเฉพาะแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยสูงอายุทั่วไป การที่โรงพยาบาลเอกชนแนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ไม่ถือว่าผิด แต่ควรใช้กับผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง และสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้ ส่วนกรณีผู้ที่ทุนทรัพย์น้อยก็ไม่ควรดิ้นรน เพราะยังมีวิธีป้องกันอย่างอื่นที่สามารถทำได้ เช่น ล้างมือให้สะอาด กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนเพียงพอ เมื่อเจ็บป่วยรีบไปพบแพทย์ในทันทีไม่ปล่อยไว้นาน ฯลฯ

“วัคซีน” เป็นตัวช่วยป้องกันเชื้อโรคบางชนิด ดังนั้นการจ่ายเงินเพื่อฉีดวัคซีนชนิดต่างๆ ต้องพิจารณาดูว่าเหมาะสมหรือไม่ ที่สำคัญควรปรึกษาแพทย์ที่เชื่อถือได้ ไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาโปรโมชั่น หรือข้อความตามสื่อออนไลน์อย่างเดียว !?!

ยุบรวมอาชีวะรัฐ-เอกชนดัน’สอศ.’เป็น’สำนัก’กำกับดูแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151012/214984.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2558
ยุบรวมอาชีวะรัฐ-เอกชนดัน'สอศ.'เป็น'สำนัก'กำกับดูแล

ยุบรวมอาชีวะรัฐ-เอกชนดัน’สอศ.’เป็น’สำนัก’กำกับดูแล : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

             “บิ๊กหนุ่ย” โยนหินถามทาง ยุบรวมอาชีวะรัฐ-เอกชน ไปอยู่ในกำกับของ “สอศ.” มีสถานะเป็น “สำนัก” จากเดิมมี สช.กำกับดูแล อ้างเพื่อให้การจัดการศึกษาและบริหารงานเป็นเอกภาพ พร้อมมอบการบ้านให้ “อาชีวะเอกชน” ไปเจาะลึกปัญหาในพื้นที่ ค้นหาสาเหตุจำนวนเด็กลด “นายกสวทอ.” เผยเอกชนเต็มใจอยู่กับสอศ. ด้าน “เลขาฯ อดินันท์” หนุนเต็มที่แต่ฝากให้ดูแลเรื่องการโอนย้ายบุคลากร กองทุน แนะค่าตอบแทนควรอยู่อัตราเดียวกับอาชีวะรัฐ
             พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมผู้บริหารและครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนและการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 40 การปรับยุทธศาสตร์อาชีวศึกษาเอกชนภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลง จัดโดยสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย(สวทอ.) ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จ.เชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีตัวแทนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 400 คน
             “พล.อ.ดาว์พงษ์” เปิดฉากว่า เวลานี้อาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ประสบปัญหาจำนวนผู้เรียนลดลง โดยอาชีวะรัฐ 5.3% ขณะที่อาชีวะเอกชนลดลง 27.8% ซึ่งสวนทางกับความต้องการแรงงานของประเทศและบริบทการพัฒนาประเทศและสังคมโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งจะมีความต้องการกำลังคนอย่างมาก เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องหาสาเหตุที่แท้จริงของการลดลงดังกล่าวว่าเกิดจากอะไรที่ทำให้เด็กไม่เลือกเรียนอาชีวศึกษา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการพูดกันมากว่าปัญหาเกิดจากค่านิยม การทะเลาะวิวาทของนักเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบปัญหาในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น และไม่เชื่อว่านี่คือสาเหตุจริงๆ ซึ่งได้มอบหมายอาชีวะรัฐ รวมถึงอาชีวะเอกชนไปเจาะลึกให้ถึงปัญหาแท้จริงเป็นรายพื้นที่เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด
             ในส่วนที่อาชีวะเอกชนต้องการให้รัฐสนับสนุน ทั้งปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัว ให้อิสระทางวิชาการ การขอยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีต่างๆ สวัสดิการและสถานภาพของครูอาชีวศึกษาเอกชนที่ยังแตกต่างจากของรัฐ การที่อาชีวศึกษาเอกชนยังไม่สามารถเปิดสอนระดับปริญญาตรีได้ การให้โอกาสเด็กอาชีวะได้สิทธิ์กู้ยืมเงินจากกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพิ่มขึ้น ประเด็นเหล่านี้จะไปดูให้ ส่วนเรื่องกู้เงิน กยศ.นั้น จะไปหารือกับกระทรวงการคลังว่าจะให้สิทธิ์ผู้เรียนอาชีวศึกษากู้ก่อนได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเด็กอาชีวะได้สิทธิ์กู้ยืมน้อยมากในขณะที่ที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้เด็กเรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ทุกเรื่องที่เสนอมานั้นขอให้เอกชนไปรวบรวมข้อมูลและจัดทำรายละเอียดมาเสนออีกครั้งหนึ่ง
             “เรื่องที่พูดกันมากคือการดูแลอาชีวศึกษาเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาอยู่ในการดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) แต่วิทยาลัยเอกชนในต่างจังหวัดจะมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เป็นผู้ดูแล ซึ่งต้องยอมรับว่า สพป.ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการอาชีวศึกษา ซึ่งขณะนี้กำลังดูเรื่องการให้อาชีวศึกษาเอกชนไปอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อให้การพัฒนาอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนี้ก็ได้กำหนดเป็นนโยบายด้วยว่าให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สามารถเข้าไปแนะแนวการศึกษาในโรงเรียนได้ เพื่อให้เด็กรู้จักวิทยาลัย เป็นโอกาสจูงใจให้เด็กเลือกเรียนสายอาชีพ ซึ่ง ศธ.กำหนดให้เป็นเมนูกิจกรรมตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ แต่ที่สำคัญต้องไม่ไปรบกวนเวลาการจัดการเรียนการสอนของเด็กด้วย” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว
             รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 เพื่อโอนอาชีวศึกษาเอกชนไปอยู่ในกำกับของ สอศ. ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความชอบก่อนและเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ต่อไป
             ด้าน รศ.ดร.จอมพงศ์ มลคลวณิช นายกสมาคม สวทอ. กล่าวว่า ทางอาชีวศึกษาเอกชนได้ข้อสรุปร่วมว่าจะไปรวมอยู่ในกำกับของ สอศ. มีสถานะเป็นสำนักหนึ่งที่ดูแลการศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ซึ่งการรวมดังกล่าวจะทำให้เกิดความเป็นเอกภาพของการจัดการศึกษาและมีความชัดเจนในการพัฒนาอาชีวศึกษาไปสู่อนาคต รวมถึงรองรับประชาคมอาเซียนที่มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะการร่วมมือกับภาคอุตสหกรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมกันแล้ว เรื่องการรับนักศึกษาก็จะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าสาขาใดรัฐจะผลิต หรือเอกชนจะผลิต ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการแรงงานของประเทศและภาคเศรษฐกิจได้
             ขณะที่ อดินันท์ ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับเป้าประสงค์ของ สวทอ. ที่ต้องการย้ายไปอยู่ร่วมกับสอศ. แต่ก็มีข้อห่วงใยเหมือนคนที่เป็นพ่อแม่แล้วลูกจะออกจากเรือน ดังนั้น ต้องฝากให้ดูแลเรื่องเงินเดือน ผลประโยชน์ค่าตอบแทน ผู้บริหาร ครูและบุคลากรที่จะย้ายไป ทั้งเรื่องกองทุนสงเคราะห์ กองทุนเงินกู้เพื่อการพัฒนาสถาบัน รวมถึงเงินกู้เพื่อการพัฒนาบุคลากร เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่จะต้องคิดว่าดูแลอย่างไรเพื่อให้บุคลากรที่ย้ายไปได้ประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญเมื่อย้ายไปแล้วบุคลากรของอาชีวศึกษาเอกชนควรได้รับประโยชน์หรือค่าตอบแทนที่อยู่ในกรอบเดียวกันกับของ สอศ. อย่างไรก็ตาม คิดว่าเมื่อรวมกับสอศ.แล้วจะทำให้การอาชีวศึกษาเกิดความเป็นเอกภาพ ช่วยสร้างคนสร้างชาติได้ตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง