สสส.เชิญร่วมงานเดินวิ่งสู่ชีวิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151011/214885.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2558
สสส.เชิญร่วมงานเดินวิ่งสู่ชีวิตใหม่

สสส.เชิญร่วมงานเดินวิ่งสู่ชีวิตใหม่

            9ต.ค.2558 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ขอเชิญชวนเยาวชน ประชาชนทั่วไป ร่วมงานเดินวิ่งสู่ชีวิตใหม่ ครั้งนี้ 4 (Thai Health Day 10 K Run 2015)  ในวันอาทิตย์ที่  8 พฤศจิกายนนี้ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ระยะ คือ 3 กม. 5กม.และ 10 กม. สามารถสมัครได้ 2 ช่องทาง คือ สมัครผ่านสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทยและสมัครผ่านระบบออนไลน์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดตามได้ที่ http://www.thaihealthdayrun.com Call center: 02-2787913

กรมการศาสนาพร้อมโอนกิจการฮัจญ์ให้มท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151011/214955.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2558
กรมการศาสนาพร้อมโอนกิจการฮัจญ์ให้มท.

อธิบดีกรมการศาสนา แจงพร้อมโอนกิจการฮัจญ์ไปกรมการปกครอง เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล เพราะมท.มีเจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่

               11ต.ค.2558 นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าวถึงกรณีที่นายอนุมัติ อาหมัด สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เปิดเผยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนนตรีมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ดำเนินการแก้ไขกฎหมายการส่งเสริมกิจการฮัจญ์เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ของพี่น้องมุสลิมไทยที่สะสมมาหลายปี โดยให้ย้ายกิจการฮัจญ์ที่อยู่ในการดูแลของศน.ไปอยู่ในการดูแลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.)เนื่องจากกิจการฮัจญ์ที่ศน.ดูแลมีปัญหา ตลอด 20 ปีผู้แสวงบุญต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมากกว่า 150,000-200,000 บาทต่อคน ซึ่งอาจมีเจ้าหน้าที่ภายใน ศน.รู้เห็นเป็นใจและอาจจะมีการทุจริตคอร์รัปชั่นภายในนั้น ว่า ขณะนี้มีการเสนอแก้ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจญ์โอนย้ายกิจการฮัจญ์จากกรมการศาสนาไปอยู่ในการกำกับดูแลของกรมการปกครองจริง แต่ไม่ได้เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่นส์แต่อย่างใด เหตุผลหลักต้องมีการโอนย้ายคือ เนื่องจากวธ.พิจารณาเห็นว่าด้วยเหตุผลความจำเป็นที่ประชาชนควรจะรู้ข่าวสารเท่าทันการเปลี่ยนแปลงกิจการฮัจย์และเพื่อให้การบริการเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด

ดังนั้น จึงให้มีการปฏิรูปการบริหารกิจการฮัจญ์โดยปรับเปลี่ยนดังนี้ 1.โครงสร้างการบริหารงานกิจการฮัจญ์โดยให้กรมการปกครองเป็นหน่วยงานบริหารแทนกรมการศาสนาเนื่องจากมีองค์กรและบุคลากรในกำกับอยู่ทุกพื้นที่ 2.ให้เพิ่มเติมกรรมการซึ่งมาจากหน่วยงานหรือองค์กรที่มีบทบาทและภารกิจเกี่ยวกับกิจการฮัจญ์ได้แก่ผู้แทนจุฬาราชมนตรีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้บริษัทการบินไทยจำกัด(มหาชน)และบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด(มหาชน)เป็นองค์ประกอบคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจญ์แห่งประเทศไทย

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า การโอนย้ายครั้งนี้ถือว่าเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ต้องการให้การทำงานเข้าถึงประชาชนและให้ความรู้เรื่องฮัจญ์อย่างใกล้ชิดซึ่งการดำเนินกิจการฮัจย์ปี 2558 นี้ถือเป็นปีที่มีการทำงานลงพื้นที่อย่างใกล้ชิดได้รับความร่วมมือจากนายอำเภอกำนันผู้ใหญ่บ้านรวมทั้งมีอิหม่ามคอเต็บและบิหลั่นประจำมัสยิดทำให้การกำกับดูแลและส่งเสริมให้การดำเนินกิจการฮัจย์เป็นไปอย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักศาสนาประชาชนได้รับความสะดวกปลอดภัยมีหลักประกันในการเดินทางและป้องกันการหาประโยชน์อันมิชอบจนได้รับการชื่นชมจากนายอาศิสพิทักษ์คุมพลจุฬาราชมนตรีและผู้แสวงบุญเป็นอย่างมากเรื่องสามารถตรวจสอบได้จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและทำงานร่วมกันมาอย่างภาคภูมิใจ

“ส่วนที่ระบุกรณีมีเจ้าหน้าที่กรมการศาสนามีส่วนเกี่ยวข้องทุจริตนั้นจากการตรวจสอบที่ผ่านมาไม่พบการทุจริต หากทางนายอนุมัติ จะส่งหลักฐานมาให้ทางกรมการศาสนาก็จะเป็นประโยชน์และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนอีกทางทางกรมการศาสนาขอบพระคุณอย่างยิ่งและจะเร่งตรวจสอบทันทีและกรณีผู้แสวงบุญต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไปใช้มากกว่า150,000-200,000บาทต่อคนเรื่องนี้ขอชี้แจงว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรมการศาสนาเป็นสิทธิ์ของผู้แสวงบุญจะเป็นผู้เลือกใช้บริการของบริษัทใดราคาใด”อธิบดีกรมการศาสนา กล่าว

เขื่อนดอนสะโฮง : คอนกรีตกลางโขง ที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151011/214897.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2558
เขื่อนดอนสะโฮง : คอนกรีตกลางโขง ที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดน

หลากมิติเวทีทัศน์ : ‘เขื่อนดอนสะโฮง’ คอนกรีตกลางโขง ที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดน : โดย…ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร อาสาสมัคร โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

                      หากกล่าวถึง “โครงการพัฒนา” ขนาดใหญ่ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานของผู้คนในสังคมปัจจุบัน อย่างเช่น ไฟฟ้า นอกจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าขยะ ฯลฯ อันเป็นแหล่งที่มาของพลังงานที่สุดแสนจะสำคัญดังกล่าวแล้ว
                      “เขื่อน” ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญที่รัฐบาลในหลายๆ ประเทศบนโลกหยิบมาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้ประชาชนในประเทศของตนได้ใช้ อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดมลพิษใดๆ ในอากาศ ช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วย
                      ถึงกระนั้น เบื้องหลังกำแพงคอนกรีตมหึมาก็ไม่ได้สดใส การได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้ผู้คนในเมืองหลวงและภาคอุตสาหกรรมได้ใช้กันอย่างถ้วนหน้า ต้องแลกด้วยทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด ความมั่นคงของวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก ที่ลดต่ำลงจนแทบจะสูญสิ้น
                      “โครงการเขื่อนดอนสะโฮง” ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 260 เมกะวัตต์ หนึ่งในโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งหมด 12 เขื่อน บนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง ซึ่งจะถูกตั้งขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า “สีพันดอน” แหล่งประมงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศลาว ในบริเวณที่เรียกว่า “ฮูสะโฮง”
                      อันเป็นช่องทางน้ำ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญอย่างยิ่งของเส้นทางอพยพขึ้น-ลงของปลาแม่น้ำโขงหลากหลายสายพันธุ์ เพื่อวางไข่และใช้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และยังเป็นช่องทางไหลของน้ำและตะกอนเพื่อเข้าไปหนุนเสริมผืนดินบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ถือได้ว่าเป็นช่องทางสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตและสรรพสิ่งต่างๆ ในแม่น้ำโขง ทั้งปลาและผู้คนริมโขง ทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เนื่องจากเป็นที่มาของแหล่งรายได้และแหล่งโปรตีนที่สำคัญที่สุดของผู้คนในภูมิภาคแม่น้ำโขง
                      ด้วยตำแหน่งที่ตั้งดังกล่าว หากมีการสร้างและดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้น กำแพงคอนกรีตมหึมาดอนสะโฮง ที่ขวางกั้นการไหลอย่างอิสระของแม่น้ำโขง จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนในภูมิภาคแม่น้ำโขงทั้ง 6 ประเทศ ทั้งจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม กลายเป็นหายนะที่พรากเอาชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คนริมโขงในภูมิภาคแม่น้ำโขงไป
                      ในการประชุมเวทีประชาชนแม่น้ำโขงที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ประชาชนจาก 3 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ได้เข้าร่วมประชุมในเวทีดังกล่าว เพื่อแลกเปลี่ยนและพูดคุยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง ทั้งเขื่อนที่ถูกสร้างขึ้นแล้วบนแม่น้ำโขงตอนบนในจีน เขื่อนบนแม่น้ำสาขาในแม่น้ำโขงตอนล่าง และแสดงถึงข้อกังวลต่างๆ อันเป็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งรัฐบาลลาวมีท่าทีที่จะผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นให้ได้
                      ตัวแทนประชาชนจากอันเกียง จังหวัดซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง กล่าวว่า หากมีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากเขื่อนจะปิดกั้นการไหลของตะกอนที่พัดมากับน้ำ อันประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ตกต่ำลงทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ตะกอนจากแม่น้ำโขงถือเป็นองค์ประกอบชั้นดีที่ทำให้ผลผลิตงดงาม นอกจากนี้ยังทำลายที่อยู่อาศัยและปิดกั้นการอพยพของพันธุ์ปลานานาชนิด ทั้งปลาเศรษฐกิจอันเป็นแหล่งรายได้ทางการประมง เช่น ปลาดุก และปลาที่สามารถพบได้เฉพาะในแม่น้ำโขง เช่น ปลาบึก
                      ส่วนตัวแทนประชาชนจากก่าเมา อันเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ปลายสุดของเวียดนาม กล่าวว่า แม้ก่าเมาจะอยู่ห่างจากแม่น้ำโขง แต่ความเป็นอยู่ของประชาชนในบริเวณดังกล่าวขึ้นอยู่กับแม่น้ำโขง ประชาชนต้องพึ่งพาแหล่งน้ำจืดที่อยู่ใต้ดินอันมีที่มาจากแม่น้ำโขง หากมีการสร้างเขื่อนดังกล่าว ประชาชนจะขาดน้ำ ซึ่งในปัจจุบันนี้ประชาชนในพื้นที่ต้องขุดดินลงไปถึง 200 เมตร ถึงจะพบน้ำจืด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ขุดเพียง 100 เมตร ก็จะพบ
                      นอกจากนี้การปิดกั้นการไหลของน้ำจะทำให้ตะกอนไม่สามารถมาเติมเต็มผืนดินได้ เปิดโอกาสให้น้ำเค็ม (น้ำทะเล) กัดเซาะชายฝั่ง รุกคืบกลืนกินที่อยู่และแหล่งทำกินของประชาชนในพื้นที่ไป
                      สำหรับในกัมพูชา ตัวแทนประชาชนจากโดยรอบโตนเลสาบ 7 จังหวัด ประกอบด้วย โพธิ์สัตว์, กำปงชนัง, กำปงธม, กำปงจาม, สตึงเตรง, เสียมราฐ และพนมเปญ กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หากมีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮงจะส่งผลอย่างหนัก เนื่องจากเขื่อนดังกล่าวอยู่ห่างจากชายแดนกัมพูชาเพียง 2 กิโลเมตร ผลผลิตทางด้านการประมงตกต่ำทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เพราะจะทำให้ปลาในโตนเลสาบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำโขงลดน้อยลง อีกทั้งจะทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งอาจส่งผลให้น้ำขึ้น-ลงผิดปกติ หรืออาจเกิดน้ำท่วมอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้ประชาชนต้องเสียเงินเสียทองไปกับการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านกลางน้ำ หรือบ้านลอยน้ำ อันเป็นที่อยู่อาศัยที่เป็นเอกลักษณ์ของประชาชนในบริเวณนี้ ตลอดจนคติความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรมที่ผูกพันกับสายน้ำจะค่อยๆ หายไป
                      สำหรับไทยเอง ตัวแทนประชาชนจากเครือข่ายประชาชนไทย 7 จังหวัดลุ่มน้ำโขง (คสข.) กล่าวว่า หากมีการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมโขงจะได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะด้านความมั่นคงของชีวิต ทั้งในด้านการทำมาหากินในภาคเกษตรริมโขงและภาคการประมง และด้านภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมหรือน้ำแล้งฉับพลัน อันเนื่องมาจากการเปิด-ปิดเขื่อน ซึ่งประชาชนไทยเองได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปิด-ปิดเขื่อนในจีนมาแล้ว
                      นอกจากนี้ในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้ที่สำคัญของชุมชนและของประเทศก็จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ตามจังหวัดริมโขงนั้น เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ต้องอาศัยฤดูกาล และการขึ้น-ลงของแม่น้ำที่เป็นปกติ หากมีการสร้างเขื่อนแม่น้ำจะขึ้น-ลงผิดปกติ แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะหายไป รายได้จากการท่องเที่ยวจึงลดลงเป็นเงาตามตัว และเช่นเดียวกัน ประเพณีและวัฒนธรรมที่ผูกพันกับแม่น้ำเอง ซึ่งเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวด้วย เช่น ประเพณีไหลเรือไฟ บั้งไฟพญานาค เลี้ยงขึ้นเลี้ยงลง ฯลฯ ก็จะค่อยๆ สูญหายไป
                      ข้อกังวลต่างๆ ที่กล่าวมาอย่างยืดยาวนั้น มีพื้นฐานมาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วจากเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักทั้งที่ถูกสร้างขึ้นในจีนและในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงตอนล่าง ทั้งในไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ประชาชนในภูมิภาคแม่น้ำโขงต่างได้รับผลกระทบจากคอนกรีตมหึมาที่ไร้ซึ่งประโยชน์สำหรับพวกเขาไม่ต่างกันเลย
                      ผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นนั้น ผู้มีอำนาจทั้ง “นักสร้างเขื่อน” และภาครัฐควรให้ความสนใจและร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งทบทวนว่า “เขื่อน” ยังเป็นคำตอบสำหรับการพัฒนาอยู่หรือไม่ ผลกระทบที่เกิดจากเขื่อนที่ผ่านๆ มายังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ หยุด! อีกหรือ?
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ‘เขื่อนดอนสะโฮง’ คอนกรีตกลางโขง ที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดน : โดย…ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร อาสาสมัคร โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง)

‘เอมี่ ไวน์เฮ้าส์’ เหล้า..ยา..ความตาย อุทาหรณ์เตือนใจวัยโจ๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151011/214900.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2558
'เอมี่ ไวน์เฮ้าส์' เหล้า..ยา..ความตาย อุทาหรณ์เตือนใจวัยโจ๋

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนชีวิต ‘เอมี่ ไวน์เฮ้าส์’ เหล้า..ยา..ความตาย อุทาหรณ์เตือนใจวัยโจ๋ : โดย…ชูวิทย์ จันทรส

                      เป็นที่รู้กันดีว่า นักร้องเพลงแจ๊สชื่อดังอย่าง “เอมี่ ไวน์เฮ้าส์” ต้องมาจบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 27 ปี โดยมีเหล้า ยาเสพติด และคนรอบข้างเป็นสะพานสีดำที่นำพาชีวิตของเธอไปสู่ความตาย ทั้งที่ชีวิตของเอมี่ ไวน์เฮ้าส์ จะได้พบความสำเร็จ และได้สร้างเสียงเพลงที่มีคุณค่าให้แก่แฟนเพลง
                      บทเรียนชีวิตที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต ที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ได้ดีแก่คนรุ่นหลัง จึงถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างเป็นภาพยนตร์ให้คนทั่วโลกได้ดู และตระหนักถึงภัยร้ายของเหล้า ยาเสพติด และสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงครอบครัว ที่มีผลกระทบต่อผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
                      ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เซ็นทรัลเวิลด์ ชวนเยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก และนักเรียน นักศึกษาจากหลายสถาบัน เข้าชมภาพยนตร์ “เอมี่ ไวน์เฮ้าส์” (Amy Winehouse) เพื่อเพิ่มทักษะการใช้ชีวิต พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดผ่านเวทีเสวนา ในหัวข้อ “เอมี่ ไวน์เฮ้าส์ เหล้าหรือใคร หรืออะไรทำร้ายเธอ”
                      นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังกลยุทธ์อุตสาหกรรมสุรา กล่าวว่า หนังเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องจริงเพื่อเป็นอุทาหรณ์เหมาะสมสำหรับทุกคนควรไปดู ส่วนตัวรู้สึกว่ารู้จักหนังเรื่องนี้ช้าไปหน่อย ครั้งแรกดูผ่านเฟสบุ๊ก บอกได้เลยว่า เรื่องนี้ไม่ธรรมดา เป็นเรื่องจริง ที่ทำให้เราต้องสังเกตว่า หากมีคนใกล้ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนในครอบครัว ที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปแบบเอมี่ ไวน์เฮ้าส์ นั่นอาจสรุปได้ว่า เขาส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างแล้ว
                      ในหนังได้ตั้งคำถามให้คนดูได้คิดว่า การใช้ทักษะชีวิต กับคำว่า “มีใครไว้ใจได้บ้าง” เป็นคำถามที่คนดูต้องหาคำตอบเอง แล้วเราจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ขณะเดียวกันธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักจะฉวยโอกาสส่งเสริมการขาย กลยุทธ์ซ้ำเติมมอมเมาเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางให้ดำดิ่งเร็วขึ้น โอกาสที่เยาวชนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเป็นไปได้ยากมาก
                      ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า ในหนังเรื่องนี้ได้สร้างการเรียนรู้ไว้ 3 ประเด็น คือ 1.ก่อนเป็นตัวเอมี่ 2.เป็นตัวของเอมี่ และ 3.สิ่งแวดล้อม ประเด็นแรกที่กล่าวถึงคือ ก่อนเป็นตัวเอมี่ สรุปได้ว่า ครอบครัวมีความสำคัญและส่งผลต่อตัวเด็ก ในเรื่องเอมี่วัย 9 ปี รับรู้เรื่องการแยกทางของพ่อแม่ ความสุขครอบครัวหายไป แม่ไม่ได้สอนเรื่องระเบียบวินัย การควบคุมตนเอง ในหลายครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน พ่อแม่มักจะชดเชยเด็กด้วยการตามใจ ในหนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน แม่ไม่เคยพูดคำว่า “หยุด” และ “อย่า” กับเอมี่ เมื่อเธอทั้งสูบหรี่ ดื่มเหล้า หรือจะพาผู้ชายมานอนที่บ้าน
                      ประเด็นที่ 2 เป็นตัวของเอมี่ กับความมีชื่อเสียง เงินทองมากมาย แต่เธอกลับไม่มีความสุข เอมี่เลือกใช้วิถีชีวิต และการแก้ปัญหาด้วยการหนีปัญหา อีกทั้งโรคบูลิเมียก็เป็นพื้นฐานการเกิดโรคซึมเศร้าของเอมี่ เธอขาดความสามารถในการตอบสนองและการใช้ทักษะชีวิต ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกทำในสิ่งที่เราทำแล้วสบายใจ และสามารถตัดสินใจเองได้ และเธอก็เลือกที่จะใช้เหล้า ยาเสพติด เพื่อหลีกหนีปัญหา
                      ประเด็นที่ 3 สิ่งแวดล้อม จากครอบครัวที่พ่อแม่ ไม่เคยใช้คำว่า “หยุด” และ “อย่า” กับเอมี่ รวมทั้งสามีที่ชักจูงให้เธอได้รู้จักกับยาเสพติด ทุกครั้งที่ผ่านการบำบัดและต้องกลับมาอยู่ในสังคมเดิมๆ และกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม นั่นเขาเริ่มส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างแล้ว ซึ่งเราจะช่วยเขาได้เราต้องมีความเมตตา อุเบกขา และความอดทน เราถึงจะช่วยเขาได้ ในเรื่องนี้จะเห็นว่า เหล้าจะเป็นตัวต้นทางที่นำสู่เรื่องต่างๆ ทั้งยาเสพติด และความตาย
                      นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า ในเรื่องนี้ทำให้ได้รับรู้การใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นที่สุดโต่ง และจากไปก่อนวัยอันควร แต่ลึกๆ แล้วไม่มีใครรู้ว่า อีก 80% ของชีวิตเขาต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง อีกทั้งปัจจัยต่างๆ ส่งให้ต้องเป็นแบบนี้ ทำให้เรามองเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น เอาบทเรียนที่ได้จากสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้ ดูหนังแล้ววิเคราะห์บทเรียน มองให้เห็นพื้นที่สีดำของตัวละคร และต้องหาทางแก้ไขและดีดตัวเองออกมาเมื่อเกิดขึ้นกับตัวเองได้
                      ด้าน นายบุรินทร แซ่ล้อ ผู้อำนวยการโคตรอินดี้ กล่าวว่า ดูหนังแล้วให้ดูตัวเอง บอกได้เลยว่า ตนเคยทั้งดื่มเหล้าและสูบบุหรี่มาหมด และบอกได้เลยว่า เรื่องของสุรา ยาเสพติดในวงการดนตรีมีไหม ตอบได้เลยว่าประมาณ 10% ซึ่งมองว่ามันเป็นเรื่องของแฟชั่นมากกว่า จากประสบการณ์การจัดงานคอนเสิร์ตโคตรอินดี้ ซึ่งตอนทำแรกๆ หลายคนบอกว่าจะทำได้จริงเหรอ แต่มาวันนี้เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราสามารถจัดพื้นที่บันเทิงปลอดเหล้าและบุหรี่ได้ และตนก็อยากให้การจัดงานแบบนี้ตกสู่รุ่นต่อรุ่น ถือว่าเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการดูคอนเสิร์ต
                      “เพื่อน พ่อ แม่ ครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นไม่เข้าหายาเสพติดได้ เราควรปลูกจิตสำนึก ให้รู้ถึงภัยอันตรายของเหล้า ยาเสพติดต่อเด็ก”
                      บทเรียนชีวิตที่ก้าวพลาดที่ต้องแลกกับชีวิตของศิลปินชื่อดัง อย่าง เอมี่ ไวน์เฮ้าส์ อาจจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องรู้เท่าทัน ณ วันนี้ ผู้ใหญ่ในสังคมคงต้องช่วยกันเพิ่มทักษะการใช้ชีวิตให้แก่เยาวชนไทย ก่อนที่จะสายเกินแก้ อย่างชีวิตของ “เอมี่ ไวน์เฮ้าส์”
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนชีวิต ‘เอมี่ ไวน์เฮ้าส์’ เหล้า..ยา..ความตาย อุทาหรณ์เตือนใจวัยโจ๋ : โดย…ชูวิทย์ จันทรส เลขานุการเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์)

สอบครูผู้ช่วยสพฐ.วันแรกยังไม่พบทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151010/214919.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2558
สอบครูผู้ช่วยสพฐ.วันแรกยังไม่พบทุจริต

สอบครูผู้ช่วย สพฐ.วันแรกยังไม่พบทุจริต เผยมีผู้เข้าสอบกว่า 1 แสนคนทั่วประเทศ สพฐ.ตั้งทีมติดตาม ขู่พบพฤติกรรมส่อทุจริตจัดการเด็ดขาดตัดสิทธิสอบ

          10 ตุลาคม 2558 ที่สนามสอบโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย กรุงเทพฯ ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินทางตรวจเยี่ยมสนามสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย
          ครั้งที่ 2 ประจำปี 2558 โดยเปิดสอบในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) 110 เขตพื้นที่ฯ และสำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ (สศศ.) 1 เขตพื้นที่ฯ รวม 111 เขตพื้นที่ฯ จำนวน 44 กลุ่มวิชา มีตำแหน่งว่างจำนวน 1,611 อัตรา ทั้งนี้กำหนดให้มีการสอบภาค ขความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ระหว่างวันที่ 11 ตุลาคม 2558 และสอบภาค ค สัมภาษณ์ในวันที่ 12 ตุลาคม 2558 โดยประกาศผลการแข่งขันในวันที่ 20 ตุลาคม 2558
          ดร.สุเทพ กล่าวว่า วันนี้เป็นการสอบวันแรก ของภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม และอุดมการณ์ มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งทั่วประเทศมีผู้สมัครและมีสิทธิสอบ จำนวน 111,118 คน โดยเขตพื้นที่ฯ ที่มีผู้สมัครสอบมากสุด ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.)ศรีสะเกษ เขต4 จำนวน 4,465 คน สพป.เชียงราย เขต 2 จำนวน 4,412 คน และ สพป.เชียงใหม่ เขต 5 จำนวน 3,287 คน ส่วนกลุ่มวิชาที่มีผู้มีสิทธิ์มากที่สุด ได้แก่ ปฐมวัย/อนุบาลศึกษา จำนวน 14,626 คน คอมพิวเตอร์ จำนวน 13,610 คน และ สังคมศึกษา จำนวน 12,681 คน ซึ่งภาพรวมของการสอบเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่พบทุจริตหรือการทำผิดกฎระเบียบการสอบแต่อย่างใด.
          “เท่าที่ตรวจดูการสอบที่สนามสอบโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัยนั้นทางโรงเรียนได้ประสานขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ตรวจกระเป๋าของผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวด และเจ้าหน้าที่คุมสอบก็จัดระบบฝากกระเป๋าและห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในห้องสอบอย่างเด็ดขาด บางเขตพื้นที่ได้สั่งตัดสัญญานมือถือระหว่างสอบด้วย ดังนั้นขอให้ทุกคนเชื่อมั่นได้ว่าการสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้จะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นอย่างแน่นอนสามรถตรวจสอบความโปร่งใสได้ทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บข้อสอบ. กระบวนการจัดส่งข้อสอบ. ซึ่งขั้นตอนทั้งหมด สพฐ. ดำเนินการอย่างรัดกุม ซึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์. รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ก็ให้ความสำคัญมากเช่นกัน และเน้นย้ำตลอดว่าการสอบห้ามมีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด”รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว
          ดร.สุเทพ กล่าวด้วยว่า สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์การสอบแข่งขันครั้งนี้ลงตรวจสอบทุกเขตพื้นที่. เพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆ รวมถึงห้ามบุคลากรในสังกัดเข้าไปเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆที่มีเจตนาส่อไปในทางทุจริตอย่างเด็ดขาดด้วย. อย่างไรก็ตามหากการสอบครั้งนี้พบผู้เข้าสอบนำโพยคำตอบหรือมีพฤติกรรมที่ส่อเจตนาทุจริตจะตัดสิทธิการสอบทันที รวมถึงผู้เข้าสอบมาอาสาสอบแทนหรือที่เรียกว่ามือปืนรับจ้างหากพบจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการขั้นเด็ดขาด
บุรีรัมย์ – ตรวจเข้มทุกขั้นตอน ป้องกันโกงสอบครูผู้ช่วย ขู่พบทุจริตตัดสิทธิ
          10 ตุลาคม 58 ที่โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ซึ่งเป็นสนามสอบแข่งขันในการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2558 สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 วุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี จำนวน 14 อัตรา ซึ่งทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 พร้อมคณะกรรมการควบคุมการสอบ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง เพิ่มมาตรการตรวจเข้มในการป้องกันทุจริตการสอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การใช้เครื่องสแกนทำการตรวจจับสัญญาณวัตถุ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือสื่อสารผู้เข้าสอบทุกคน ป้องกันการลักลอบนำเข้าไปใช้ทุจริตในการสอบ พร้อมกันนี้ผู้เข้าสอบทุกคนจะต้องผ่านการประทับตราสัญลักษณ์ก่อนเข้าห้องสอบเพื่อป้องกันการเข้าสอบแทนกัน และครั้งนี้ยังได้เพิ่มมาตรการเข้มขึ้นโดยห้ามผู้เข้าสอบสวมเสื้อคลุม และรองเท้าเข้าในห้องสอบโดยเด็ดขาด เป็นการป้องกันการลักลอบนำวัตถุทุกชนิดเข้าไปในห้องสอบ รวมถึงมีการจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมดูแลประจำห้องสอบ และเดินตรวจตราความเรียบร้อยรอบบริเวณอาคารตลอดการสอบด้วย
          นายกิตติ บุญเชิด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) เขต 32 กล่าวว่า ตั้งเปิดรับสมัครสอบระหว่างวันที่ 14-20 ก.ย.2558 ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานการกระทำทุจริตการสอบแต่อย่างใด มีเพียงผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิ์สอบจำนวน 2 คน เนื่องจากกระทำผิดระเบียบโดยการสมัครสอบ 2 แห่ง ทำให้เหลือผู้สมัครสอบรวมจำนวน 923 คน ซึ่งการสอบในครั้งนี้ก็ได้มีการเพิ่มมาตรการเข้มทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทุจริตในทุกรูปแบบ หากพบว่าผู้เข้าสอบรายใดกระทำทุจริตก็จะถูกตัดสิทธิ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย
นครราชสีมา – บรรยากาศสอบครูผู้ช่วยที่โคราช จนท.คุมเข้มป้องทุจริต
          ที่โรงเรียนสุรนารีวิทยา อ.เมือง จ.นครราชสีมา สนามสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต31 (สพม.31)นครราชสีมา ครั้งที่ 2 ประจำปี 2558 บรรยากาศช่วงเช้าตรู่ (10 ต.ค.) ก่อนถึงกำหนดเวลาเข้าห้องสอบ บรรดาผู้สมัครสอบแข่งขัน ส่วนหนึ่งได้ทยอยกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำสถานศึกษา เพื่อขอพรดลบันดาลให้ประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังและเป็นขวัญกำลังใจในการสอบ บริเวณทางเข้าได้ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ “อย่าหลงเชื่อ ผู้ที่แอบอ้างจะสามารถช่วยเหลือในการสอบ” พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งเบาะแส
          ด้าน ดร.ชูเกียรติ วิเศษเสนา ผอ.สพม.31 พร้อมนายสมัครไวยขุนทด ผอ.โรงเรียนสุรนารี ฐานะประธานคณะกรรมการกำกับติดตามการสอบแข่งขันครูผู้ช่วยฯ และผู้เกี่ยวข้อง ได้ร่วมตรวจสอบความเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งกำหนดมาตรการควบคุมและป้องปรามการทุจริต เบื้องต้น โดยปิดทางขึ้นบันได เพื่อให้ผู้เข้าสอบจำนวนทั้งสิ้น 548 คน ให้สวมเสื้อยืดโทนสีขาวนุ่งกางเกงวอมขายาว และถอดรองเท้า รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องขึ้นลิฟท์โดยสาร ไปห้องสอบบนชั้น 7 และ 8 เท่านั้น และต้องผ่านเครื่องสแกนตรวจจับโลหะ
          นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ เขต7นครราชสีมา (กสทช. เขต7) ได้นำรถโมบายตรวจหาทิศทางคลื่นวิทยุ รัศมี 300-500 เมตร ป้องปรามการลักลอบส่งรหัสคำตอบผ่านเครื่องมือสื่อสาร มาจอดอยู่ภายในสนามสอบ จนถึงขณะนี้เหตุการณ์ทั่วไปปกติ
          ที่โรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิต อ.ปักธงชัย ดร.นิเวศน์อุดมรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต3 (สพป.นม.3 )พร้อมกรรมการควบคุมการสอบแข่งขันครูผู้ช่วย ฯ สังกัด สพป.นม.3ร่วมตรวจสอบความเรียบร้อย พร้อมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมและป้องปรามการทุจริตเบื้องต้น ซึ่งไม่มีเครื่องสแกนตรวจจับโลหะและรถโมบายตรวจหาคลื่นวิทยุ เหมือนสนามสอบอื่นๆ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำไปใช้ในสนามสอบอื่น ๆ จึงให้กรรมการควบคุมการสอบตรวจร่างกายผู้เข้าสอบจำนวนทั้งสิ้น2,249คน ตรงตามแต่ละเพศ บรรยากาศค่อนข้างโกหลาหนในช่วงก่อนเข้าห้องสอบ แต่ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
บรรยากาศสอบครูผู้ช่วยที่จ.กาฬสินธุ์ คุมเข้มตามกระบวนการทุกขั้นตอน
          เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม  2558 เวลา 09.00 น. ที่โรงเรียนเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นสนามสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 24 โดยวันนี้เป็นการสอบภาค ก โดยมีกำหนดการสอบระหว่างวันที่ 10 -12 ต.ค. 2558 ซึ่งวันนี้ (10 ต.ค. 2558) เป็นการสอบภาค ก วันที่ 11 ต.ค. 2558 เป็นการสอบภาค ข และวันที่ 12 ต.ค. 2558 เป็นการสอบสัมภาษณ์ โดยนายภูมิชน วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักงาน สพม. 24 พร้อมด้วยรองผู้อำนวยการ บุคลากรในสังกัด ผู้แทน อ.ก.ค.ศ. จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจและคณะกรรมการผู้เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการจัดการสอบตามประกาศของสำนักงาน สพม. 24 ซึ่งมีการควบคุมความสงบเรียบร้อยโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตรวจสอบผู้เข้าสอบแข่งขันอย่างรัดกุม พร้อมกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เข้าไปบริเวณห้องสอบทุกห้อง
          สำหรับ สพม. 24 ได้ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันทั้งหมด 17 อัตรา แยกเป็น 8 วิชาเอก และ 1 กลุ่มวิชา แบ่งเป็น วิชาเอกสังคมศึกษา 4 อัตรา ภาษาไทย 2 อัตรา คณิตศาสตร์ 3 อัตรา พลศึกษา 2 อัตรา เคมี 1 อัตรา ดนตรีศึกษา 2 อัตราภาษาญี่ปุ่น 1 อัตรา ภาษาจีน 1 อัตรา และกลุ่มวิชาเกษตร 1 อัตรา มีผู้มาสมัครสอบทั้งสิ้น 517 ราย โดยวิชาเอกคณิตศาสตร์และสังคมศึกษามีผู้มาสมัครสอบมากที่สุด 127 ราย รองลงมาเป็นวิชาเอกภาษาไทย มีผู้มาสมัครสอบ 91 ราย พลศึกษา 76 ราย กลุ่มวิชาเกษตร 34 ราย เคมี 32 ราย ดนตรีศึกษา 16 ราย ภาษาจีน 10 ราย และภาษาญี่ปุ่น 4 ราย ตามลำดับ โดย อ.ก.ค.ศ. สพม. 24 ได้ใช้โรงเรียนเมืองกาฬสินธุ์เป็นสนามสอบ แยกเป็นวิชาเอกภาษาไทยจำนวน 4 ห้องสอบ ใช้อาคาร 4 ชั้น 2 วิชาเอกคณิตศาสตร์ จำนวน 6 ห้องสอบ ใช้อาคาร 1 ชั้น 3 และอาคาร 4 ชั้น 2 และชั้น 3, วิชาเอกภาษาจีน ใช้ 1 ห้องสอบที่อาคาร 4 ชั้น 3 วิชาเอกญี่ปุ่น 1 ห้องสอบ ใช้อาคาร 4 ชั้น 3 วิชาเอกเคมีใช้จำนวนห้องสอบ 2 ห้อง ที่อาคาร 4 ชั้น 4 วิชาเอกสังคมศึกษาใช้ห้องสอบ 6 ห้อง โดยใช้อาคาร 4 ชั้น 4 และอาคาร 2 ชั้น 2 วิชาเอกพลศึกษา ใช้ห้องสอบจำนวน 4 ห้อง ที่อาคาร 2 ชั้น 2 และชั้น 3 วิชาเอกดนตรีศึกษา ใช้ห้องสอบ 1 ห้องที่อาคาร 2 ชั้น 3 และกลุ่มวิชาเกษตร ใช้สอบ 2 ห้อง ที่อาคาร 2 ชั้น 3 โดยผู้เข้าแข่งขันการสอบครั้งนี้ จะต้องถูกเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการควบคุมการสอบตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตใด ๆ โดยเฉพาะการพกโทรศัพท์มือถือ และเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดเข้าไปยังบริเวณห้องสอบ
          ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามรายละเอียดจากผู้อำนวยสำนักงาน สพม. 24 แต่อ้างว่าอยู่ในช่วงแก้ไขปัญหาของการควบคุมการสอบอยู่ จึงไม่สามารถพูดคุยอะไรได้ในช่วงนี้ ขณะที่คณะกรรมการก็วุ่นวายกับการควบคุมและจัดระเบียบการสอบ ไม่สามารถให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวได้ อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสอบถามญาติของผู้สมัครสอบหลายราย ที่ต่างเชื่อมั่นว่าการจัดสอบแข่งขันครั้งนี้จะโปร่งใส ยุติธรรมกว่าทุก ๆ ครั้งที่มีการจัดสอบมา
          น.ส.น้ำทิพย์ คำบุ่ง อายุ 20 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด เดินทางมาให้กำลังใจพี่ชายที่เข้าสนามสอบแข่งขัน ระบุว่า เชื่อว่าการสอบครั้งนี้จะโปร่งใสและยุติธรรม เพราะจากการที่ดูกฎระเบียบของการควบคุมการสอบและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมการสอบก็ทำอย่างเคร่งครัด ก็สบายใจ
          ขณะที่นายโสดา ศักดิ์ศรี อายุ 58 ปี ข้าราชการครู จ.ร้อยเอ็ด ก็พาบุตรสาวมาเข้าสอบเช่นกัน กล่าวว่า ในส่วนของการจัดการสอบก็มั่นใจว่าคณะกรรมการจะทำให้โปร่งใส เป็นการสอบที่สุจริต ส่วนที่ว่าเด็กฝาก หรือการล็อคสเปคนั้นคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะการสอบแบบนี้สอบพร้อมกันทั่วประเทศ คงไม่มีคณะกรรมการหรือใครกล้าทำ ซึ่งการสอบถ้าเป็นไปด้วยความโปรงใส สอบไม่ได้ก็ไม่เสียใจ เพราะทำเต็มที่แล้ว

นักธุรกิจไทยกับความเชื่อสุสานพระเจ้าตาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151010/214902.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2558
นักธุรกิจไทยกับความเชื่อสุสานพระเจ้าตาก

นักธุรกิจไทยกับความเชื่อสุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช : สุพินดา ณ มหาไชยรายงาน

              สุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่มณฑลซัวเถา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ถูกบรรจุไว้ในโปรแกรม “ทัวร์ไทยไปซัวเถา”  นอกจากไฮไลท์สำคัญอย่าง “ศาลเจ้าพ่อเสือ” “ศาลไต้ฮงกง” แล้ว ทัวร์จะพาไปเคารพสักการะสุสานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แม้สภาพของสุสานในอดีตจะไม่สวยงามเท่าที่ควร แต่เมื่อไปถึงเมืองจีนแล้ว คนไทยโดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีน ต่างต้องการไปกราบไหว้ “ฮวงซุ้ย” ของพระมหากษัตริย์ไทยเชื้อสายจีน ผู้ทรงกอบกู้เอกราชกลับคืนจากพม่า

ปัจจุบัน สุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งนี้ กำลังได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของนักธุรกิจชาวไทยและองค์กรส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อปรับปรุงให้เป็นสุสานที่สมพระเกียรติยศของ “มหาราช”  และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สวยงาม บนพื้นที่กว่า 4 ไร่

ตามประวัติศาสตร์อ้างอิงว่า รกรากตระกูลของสมเด็จพระเจ้าตากสินอยู่ที่ซัวเถา พระราชบิดาของพระองค์เป็นชาวซัวเถา แซ่แต้ เดินทางเข้ามาตั้งรกรากในอยุธยา ปัจจุบัน ก็ยังมีลูกหลานของตระกูลท่านในซัวเถามากราบไหว้สุสานอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคต จึงได้มีการนำฉลองพระองค์กลับมาที่ซัวเถา สร้างสุสานและบรรจุฉลองพระองค์ไว้ในนั้น แต่ภายหลังสุสานก็เริ่มเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา

ทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หัวแรงสำคัญในการบูรณะสุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เล่าว่า แต่เดิมสุสานจะมีแค่ตัวฮวงซุ้ย และบันไดด้านหน้าเพียง 3 ขั้น ต่อมาก็มีคนไทยไปช่วยกันสร้างพระบรมรูปปั้นของพระองค์ไว้ด้านหน้า รวมถึงมีนักธุรกิจชาวไทยบริจาคเงิน 5 แสนหยวนไปปรับปรุงบันไดเป็น 9 ขั้นให้สวยงามขึ้น และสร้างกำแพงเล็กๆ ไว้ด้านหลังฮวงซุ้ยเพื่อให้เป็นไปตามหลักฮวงจุ้ย อย่างไรก็ตาม พื้นที่โดยรอบก็ยังอยู่สภาพที่ไม่สวยงาม เป็นป่า มีบ่อน้ำที่มีน้ำเน่า และมีเศยขยะจากชุมชนและโรงงานซึ่งตั้งอยู่ล้อมรอบตัวสุสาน ทางวิหารเซียน และบริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จึงร่วมกันทำ “โครงการบูรณะสุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ใช้เงินบูรณะไปประมาณ 30 ล้านบาท

“ต้นเรื่องของโครงการบูรณะสุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น เป็นเพราะผมได้เจอกับอาจารย์วินัย กุลกอบเกียรติ ลูกของอาจารย์สง่า กุลกอบเกียรติ ผู้สร้างวิหารเซียนที่พัทยา ซึ่งได้ปรารภว่าอยากจะบูรณะสุสานของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่ซัวเถา จริงๆ แล้ว ผมก็เคยไปสุสานแห่งนี้มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะตอนนั้นยังไม่มีกำลังทรัพย์ แต่ภายหลังเมื่อตอนที่อาจารย์วินัยมาปรารภ ผมตัดสินใจทันทีว่าต้องทำเรื่องนี้ ที่ชีวิตผมมีวันนี้ได้ก็เพราะพระองค์”

ทนงศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า เขาเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2533 เน้นสร้างอาคารพาณิชย์ ช่วงเวลานั้นบริษัทของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนทุกวันนี้ จนเมื่อปี พ.ศ.2555 จึงมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของ เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ เมื่อ ทนงศักดิ์ ตัดสินใจทำโครงการ “สำเพ็ง 2″ ริมถนนกัลปพฤกษ์

“ตอนนั้นผมซื้อที่ริมถนนกัลปพฤกษ์มา 23 ไร่ ตั้งใจทำโครงการสำเพ็ง 2 แหล่งค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ในฝั่งธนฯ เป็นโครงการในสเกลที่ใหญ่มาก ผมเลยตัดสินใจไปบวงสรวงขอพรจากสมเด็จพระเจ้าตาก ที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินที่วงเวียนใหญ่ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2555 อธิษฐานขอให้การสร้างบ้านสร้างเมืองของผมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ปรากฏว่า ในช่วงเวลาไม่ถึงเดือน สำเพ็ง 2 ขายออกได้กว่า 400 ยูนิต มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของเจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2557 ปัจจุบันโครงการสำเพ็ง 2 ขยายพื้นที่ออกไป 2 ฝั่งถนนกัลปพฤกษ์ เกือบ 200 ไร่ สร้างมูลค่าการขายไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท”

ทนงศักดิ์ ยืนยันว่า หลังจากบวงสรวงขอพรจากสมเด็จพระเจ้าตากสินแล้ว ธุรกิจ เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ ก็ “เฮงๆๆๆ” มาตลอด จึงตั้งใจจะทำศาลของพระองค์ไว้ที่สำเพ็ง 2 โดยได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรััตนโกสินทร์(มทร.รัตนโกสินทร์) เป็นผู้ออกแบบพระบรมรูปให้ และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2558 จึงได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินที่อยู่ด้านหน้า “สำเพ็ง 2” พร้อมประดิษฐานพระบรมรูปหล่อขนาดใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งใช้งบประมาณในการดำเนินการกว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้เป็นที่สักการบูชาของคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวชาวจีน

ทนงศักดิ์ บอกว่า ตามโครงการสำเพ็ง 2 นั้น จะมีการสร้างโซนที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งนิยมเดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และช็อปปิ้งสินค้าในไทย ซึ่งสำเพ็ง 2 สามารถตอบโจทย์นั้นได้ ขณะเดียวกัน ก็ตั้งใจทำห้องด้านล่างของศาลเป็นห้องที่รวบรวมพระราชประวัติ เรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

ส่วนสุสานของพระองค์ที่ซัวเถานั้น ทนงศักดิ์ บอกว่า การบูรณะครั้งใหญ่ใกล้เสร็จสิ้นลงแล้ว และในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ได้เชิญ “ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย” องคมนตรี ไปเป็นประธานพิธีเปิดเป็นการภายใน และกำลังทำเรื่องกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดอย่างเป็นทางการด้วย

ทนงศักดิ์ บอกว่า งบประมาณที่ใช้ในการบูรณะครั้งนี้ประมาณ 30 ล้านบาท มีการก่อสร้างศาลา และอาคารสำนักงานที่มีห้องน้ำเพิ่มเติม เพื่อให้เป็นที่พักและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ก่อสร้างกำแพงเมืองจีนจำลองสูง 4 เมตรที่ด้านหลัง เพื่อให้เข้ากับคติความเชื่อ “หลังพิงกำแพง” พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบให้สะอาดสวยงาม

“ความคาดหวังของผม ต้องการทำเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ของเรา ผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติ แต่อาจารย์วินัยบอกผมว่า ถ้าบูรณะสุสานเสร็จแล้วคนไทยจะรักกัน เพราะพระองค์ก็เปรียบเหมือนพ่อคนหนึ่งของคนไทย และตามคติความเชื่อของคนจีน ถ้าฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษไม่ได้รับการดูแล ก็จะเกิดปัญหากับคนในบ้าน เพราะฉะนั้น ถ้าบูรณะสุสานให้ดี บ้านก็จะกลับมาดี” ทนงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘แอร์บัส A320’ ปมขัดแย้ง‘ผู้บริหารเอแบค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151009/214764.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2558
‘แอร์บัส A320’ ปมขัดแย้ง‘ผู้บริหารเอแบค’
‘แอร์บัส A320’ ปมขัดแย้ง‘ผู้บริหารเอแบค’

‘แอร์บัส A320’ ปมขัดแย้ง‘ผู้บริหารเอแบค’ : ทีมข่าวการศึกษารายงาน

 

            คาราคาซังมานาน 3-4 เดือนสำหรับความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็น2ขั้ว ของฝ่ายบริหาร“มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ”จนล่าสุดเกิดผลกระทบต่อการเข้ารับปริญญาบัตรของนักศึกษาประจำปีการศึกษา2557จำนวน3,030คน ที่เวลานี้ยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเองว่าท้ายที่สุดใครจะเป็นผู้เซ็นลงนามในใบปริญญาบัตร ใน”ตำแหน่งอธิการบดี“ระหว่าง ”ภราดาบัญชา แสงหิรัญ” และ”ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล” ด้วยทั้งคู่อ้างสิทธิ์ตามกฎหมาย

บรรยากาศภายใน“เอแบค”เงียบสงบ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่สะทกสะท้านต่อปัญหาความขัดแย้งของผู้มีอำนาจที่เกิดขึ้น แม้ก่อนหน้านั้นมีเพีียง”องค์กรนักศึกษา“ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องความชัดเจนถึงสภาพความเป็น”บัณฑิต” ปริญญาบัตรที่จะได้รับหรือไม่  แต่เมื่อได้รับคำตอบที่ทำให้สบายใจ ทุกอย่างก็จบ…เหลือเพียงผู้บริหารที่ยังออกสื่อโต้แย้งกันเสมอ

“มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ” พัฒนามาจาก “โรงเรียนอัสสัมชัญพานิชยการ” ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2512 และได้รับวิทยฐานะเป็น “โรงเรียนอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ” ในปี พ.ศ. 2515 สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 ย้ายสังกัดมาอยู่“ทบวงมหาวิทยาลัย”และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น“วิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ) ” หรือ Assumption Business Administration College ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเอแบค (ABAC) และเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะเป็นมหาวิทยาลัย และได้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ”ใช้ตัวอักษรย่อในภาษาไทยว่า “มอช.” และภาษาอังกฤษว่า “AU” ซึ่งทำให้อักษรชื่อย่อมีความสัมพันธ์ กับสัญลักษณ์ทางเคมี คือ Au (ทองคำ)

“เอแบค”มหาวิทยาลัยเอกชนในเครือคณะภราดาเซนต์คาเบรียล มี 3วิทยาเขต นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีระบบการสอนหลักสูตรนานาชาติ และมีศาตราจารย์(ศ.)มากที่สุดในประเทศไทย เป็นสถาบันการศึกษาเลื่องชื่อทั้งในและต่างประเทศ มาร่วม 46 ปี แต่ปัจจุบัน่มีปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรง สั่นคลอนความเชื่อมั่น ต่อพ่อแม่ผู้ปกคตรองทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่จะส่งลูกเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาแห่งนี้อยู่ไม่น้อย!!!

ชนวนความขัดแย้ง..ศึกภายใน“เอแบค” ว่ากันว่า ต้นเหตุความวุ่นวายเกิดมาจาก“โครงการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริงแบบแอร์บัสเอ320”อีกหนึ่งโครงการที่เอแบค ลงทุนมูลค่า ประมาณ350ล้านบาท แต่กลับพบว่าก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท เหตุชุลมุนในสภามหาวิทยาลัยจึงปะทุขึ้น เมื่อฝ่าย“ดร.สุทธิพร  ปทุมเทวาภิบาล” และกรรมการสภากลุ่มหนึ่ง ได้ร้องให้สภามหาวิทยาลัย ตั้งคณะกรรมการสอบสวน อธิการบดี (ภราดาบัญชา แสงหิรัญ)จนนำไปสู่คำสั่ง พักการปฎิบัติหน้าที่ของ “ภราดาบัญชา” อธิการบดีในขณะนั้น เป็นการชั่วคราว และแต่งตั้งให้ “ดร.สุทธิพร” เข้ามานั่ง “รักษาการอธิการบดี ม.เอแบค”…

ทว่า..เรื่องราวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อ“ดร.สุทธิพร” ได้ยื่นหนังสือต่อ “สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)” และ ศาลแพ่ง  ให้พิจารณาตามกฎหมาย ถึงการเข้าสู่ตำแหน่ง รักษาการอธิการบดีม.เอแบกของเขา เนื่องด้วยถูกขัดขวางในการปฎิบัติงาน คราวนี้…ขยะใต้พรม ความไม่ลงรอยของเหล่า”กรรมการสภามหาวิทยาลัย” ผู้ที่ถือได้ว่ามีอำนาจสูงสุดในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาจึงถูกสาวไส้ออกสู่สังคม

เมื่อทั้งฝ่ายหนึ่งกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่อทุจริต และความไม่ชอบมาพากล (ตามที่ได้เสนอข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์)ของการทำหน้าที่สภามหาวิทยาลัย

ขณะที่ฝ่าย “ภารดาบัญชา แสงหิรัญ” และกรรมการสภาฯอีกกลุ่ม นำโดย”นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์”ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของเอแบค และหนึ่งในกรรมการสภามหาวิทยาลัย ก็ออกมาชี้แจงให้สังคมได้เห็นว่า “โครงการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริงแบบแอร์บัสเอ320” ที่“ดร.สุทธิพร” คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะนั้น เปิดหลักสูตร่วิศวะการบิน แต่เป็นโครงการร่วมทุนกับบริษัทต้องให้“ภราดาบัญชา แสงหิรัญ” อธิการบดีม.เอแบคในขณะนั้นเป็นผู้ถือหุ้นเห็นชอบ ต่อมาเกิดข้อท้วงติงว่าการดำเนินการส่อไปในทาง“ไม่โปร่่งใส อาจจะทุจริต”จนกระทั่งมีการตั้ง คณะกรรมการสอบสวน และผลการสอบสวนพบว่า “ไม่มีทุจริต”

ไม่เพียงเท่านั้น ได้หยิบยกกฎหมายมาตีแผ่ ถึงการสั่งพักงานอธิการบดีมิชอบด้วยกฎหมาย โดยยึดตามมาตรา98 พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2) ระบุชัดว่า การพักงานอธิการบดีได้ต้องเป็นการร้องขอจากกรรมการสอบสวนมายังคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันยังไม่มีการร้องขอมาที่สภามหาวิทยาลัยและถือว่า เอแบค มีอธิการบดีคนเดียว คือ “ภราดาบัญชา  แสงหิรัญ”

เหนืออื่นมใด ตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 42 ระบุว่า หากกรณีที่อธิการบดีปฎิบัติหน้าที่มิได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทน ฉะนั้น คำว่า “ตำแหน่งรักษาการอธิการบดี ”ไม่ได้มีปรากฏตามกฎหมาย เป็นการแอบอ้างตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้เป็นการลงนามด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย เป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อทนายความฝ่าย “ภราดาบัญชา“ยืนยันถึงความเป็นตัวตนในตำแหน่ง ”อธิการบดี” ทำให้ฝ่าย“ดร.สุทธิพร”และกรรมการสภามหาวิทยาลัยอีกกลุ่ม ก็หยิบยกกฎหมายขึ้นมาอ้างสิทธิ์ ในมาตราเดียวกัน ตามพ.ร.บ.เดียวกันแถมยังพ่วงท้ายด้วยคำสั่งศาลแพ่ง ที่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่ง ศาลรับคำฟ้องและออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุว่า ให้ “ภารดาบัญชา” พักงานมีผลตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน  2558 ขณะเดียวกัน “ดร.สุทธิพร” นั่งรักษาการอธิการบดี แทน ตั้งแต่ วันที่ 22 มิถุนายน 2558

วิกฤติความขัดแย้งในเอแบค ยังสะท้อนความอ่อนด้อย“หลักธรรมาภิบาล”และดูเหมือนว่ามหาวิทยาลัยไทยหลายกลุ่ม กำลังเผชิญวิกฤติหนัก เพราะไม่นำหลักธรรมาภิบาลมาบริหารสถาบันแต่ยึดผลประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นใหญ่

เหนืออื่นใด ความขัดแย้งในเอแบค อูณหภูมิเดือทะลุ 100 องศาคงจะได้รับการแก้ไขหรือไม่? หลังจากสภามหาวิทยาลัยทั้ง 18 คน ครบองค์ประชุม จะเข้าพบ “บิ๊กหนุ่ย”พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ( รมว.ศธ.) ในวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2558 ที่กระทรวงศึกษาธิการ และว่าดหวังว่าผู้บริหารในบ้านเมืองของเรา คงไม่“บ้าจี้”็ใช้บัญฑิตเอแบคทั้ง 3,030 ชีวิต มาเป็นตัวประกัน เพราะหากเป็นเช่นนั้น สังคมโลกคงประณามประเทศไทย เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนนะขอบอก!!

 

 

เพาะต้นกล้าวรรณกรรมปลุกเยาวชนรักษ์ภาษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151009/214820.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2558
เพาะต้นกล้าวรรณกรรมปลุกเยาวชนรักษ์ภาษาไทย

เพาะต้นกล้าวรรณกรรมปลุกเยาวชนรักษ์ภาษาไทย

              กิจกรรม “กล้าวรรณกรรม” และค่าย “7-11 ถอดรหัสนักวาดการ์ตูนในฝัน” จัดโดยบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น ร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมครูแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสมาคมการ์ตูนไทย ภายใต้แนวคิด “จากมิตรสู่มิตร สร้างจิตสาธารณะ” ปีนี้เป็นรุ่นที่ 12 เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศกว่า 140 คน พร้อมด้วยครูที่ปรึกษาด้านภาษาไทยและศิลปะ เข้าร่วมโครงการในรูปแบบค่าย ระหว่างวันที่ 1-4 ตุลาคม 2558 ณ บ้านผู้หว่าน จ.นครปฐม ได้มาเรียนรู้ เพิ่มพูนทักษะจากนักเขียนและนักวาดการ์ตูนมืออาชีพระดับแนวหน้าของประเทศไทย เก็บเกี่ยวความรู้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะงานวรรณกรรมเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

โดย นายนฤชน รักษ์จันทร์ (เต้ย) นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง จ.ปราจีนบุรี เล่าว่า ที่ผ่านมาได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และนักกวีอีกหลายท่าน เชื่อมั่นว่าค่ายนี้ช่วยให้เยาวชนได้มีโอกาสใกล้ชิดและเรียนรู้จากครูกวี ตลอดจนนักเขียนชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ในอนาคตแม้ครอบครัวอยากให้เรียนต่อด้านกฎหมาย แต่ก็จะศึกษาและพัฒนาการเขียนบทกวีควบคู่กันไป

ด้าน น.ส.นัฐธาดา เหล่าพิเชียรพงษ์ (เฟิร์น) นักเรียนชั้น ม.4 จากโรงเรียนนครนายกวิทยาคม เล่าว่า ได้แรงบันดาลใจในการวาดภาพจากพี่สาว จึงพยายามฝึกฝนตนเอง ที่ผ่านมาส่งผลงานเข้าประกวดในงานศิลปหัตถกรรมของจังหวัดหลายครั้ง ล่าสุดได้รับรางวัลที่ 7 ในระดับภาค นับเป็นโชคดีที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะทำให้ได้พัฒนาฝีมือมากขึ้นและได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ

นายธีรยุทธ เยี่ยมยุทธวงศ์ (ยี) นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ จ.เชียงใหม่ เล่าว่า จากความชอบอ่านหนังสือกลายมาเป็นการฝึกฝนเขียนการ์ตูนลายเส้น แนวซูเปอร์ฮีโร่ และชื่นชอบผลงานของสแตน ลี ของค่ายมาเวลคิมมิคส์เป็นพิเศษ การได้มาค่ายนี้ช่วยจุดประกายความคิด เพิ่มทักษะเรื่องการใช้สีและการลงสี อนาคตอยากเป็นครูสอนศิลปะ จะได้นำความรู้และสิ่งที่เป็นประโยชน์นี้ไปถ่ายทอดให้แก่น้องๆเยาวชนต่อไป

ขณะที่ ดร.วาณี อรรจน์สาธิต คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญให้เยาวชนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้อาจารย์และนักศึกษาได้เพิ่มพูนประสบการณ์ในชีวิตได้เตรียมความพร้อมไปสู่สายงานอาชีพด้วย โดยปีนี้นอกจากคณะมนุษยศาสตร์แล้ว ยังมีนักศึกษาจากคณะพลศึกษามาเป็นพี่เลี้ยง นำความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาใช้ในการจัดกิจกรรมให้แก่น้องเยาวชนในค่าย ได้เชื่อมความสัมพันธ์ในระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัย และช่วยให้เกิดการบูรณาทักษะความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคต

ส่วนมุมมองที่มีต่อปัญหาการขาดแคลนครูภาษาไทยนั้น ดร.พัชรี ลินิฐฎา อุปนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้บ้านเรากำลังขาดแคลนครูภาษาไทย เนื่องจากมีคนเรียนวิชาภาษาไทยน้อยลง และมีการส่งออกครูไปสอนในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในประเทศจีน เกาหลี เวียดนาม ญี่ปุ่น เขมร ฯลฯ ดังนั้นจึงฝากให้เด็กๆ ทั้ง 70 คน ที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ ตั้งใจเรียนรู้จากเหล่านักเขียน คุณครู และวิทยากรมืออาชีพอย่างเต็มที่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนและถ่ายทอดความรู้นี้ให้แก่เพื่อนๆ ต่อไป

ด้านความห่วงใยต่อกระแสข่าว “เด็กไทยอ่านน้อย” นายบูรพา อารัมภีร นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันใครๆ อาจมองว่าเด็กไทยอ่านน้อย อาจด้วยยุคสมัยที่ความนิยมเปลี่ยนไป จากหนังสือไปสู่แท็บเล็ต แต่การอ่านการเขียนก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตและการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้งานวรรณกรรมไทยแพร่หลายไปได้อย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล การที่องค์กรใหญ่ๆ ทำงานเพื่อส่งมอบสิ่งดีงามให้แก่สังคมแบบนี้ จึงถือเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด

ทั้งนี้ วิทยากรผู้ร่วมเสวนาต่างก็เล็งเห็นว่า ท่ามกลางยุคอิทธิพลด้านข่าวสารและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วในสังคมอินเทอร์เน็ต เยาวชนไทยต้องปลูกฝังและพัฒนาทักษะด้านการอ่าน การฟัง การพูดและการเขียนภาษาไทย ด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มชัด และสามารถนำไปสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพได้ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดๆ กระบวนการอบรมในค่ายนี้จะช่วยเปิดมุมมองความคิดและปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนได้ตระหนักในคุณค่าของภาษาไทยและช่วยกันรักษาไว้ให้คงอยู่

สวดมนต์เย็น-ไหว้หลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151008/214769.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2558
สวดมนต์เย็น-ไหว้หลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตรฯ

สวดมนต์เย็น-ไหว้หลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตรฯ : หัวใจไทย

            ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา 3 เดือนนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนเยี่ยมชมวัดในโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเส้นทางแสวงบุญในมิติทางศาสนา ปี 2558 ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีวัดสำคัญๆ จัดกิจกรรมคอยต้อนรับมากมาย วันนี้ขอแนะนำไปร่วมสวดมนต์เย็นที่ “วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร” ย่านเยาวราช เป็นวัดโบราณสร้างเมื่อสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมมีชื่อว่า วัดสามจีนใต้ ในปี พ.ศ.2482 ได้เปลี่ยนนามวัดมาเป็นวัดไตรมิตรวิทยาราม

พระราชเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กล่าวว่า มาที่วัดนี้ไม่ควรพลาดชมพระมหามณฑป บนชั้นที่ 2 เป็นศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช “ความรุ่งเรืองบนถนนสายทองคำ” ชั้นที่ 3 เป็นนิทรรศการหลวงพ่อทองคำ จากพุทธศิลป์สุโขทัย สู่พุทธสมัยปัจจุบัน และชั้นที่ 4 พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร พระพุทธรูปทองคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อทองคำ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์สมัยสุโขทัย อันเป็นมรดกแห่งอารยธรรมที่ตกทอดเป็นประจักษ์พยานถึงความเจริญรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมของสยามประเทศ เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ

พระราชเมธี กล่าวอีกว่า วัดไตรมิตรวิทยาราม ได้จัดวัดให้เป็นวัดท่องเที่ยวที่มีระบบระเบียบเรียบร้อยสวยงามมีกิจกรรมไว้คอยต้อนรับพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มาสักการะสถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัด ซึ่งเป็นไปตามคติความเชื่อที่ถือว่าการได้มาไหว้พระสามารถทำให้จิตใจผ่องใสได้บุญได้กุศล การพัฒนาและจัดระบบการท่องเที่ยวภายในวัดให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้แก่นักท่องเที่ยว

ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ส่งเสริมชุมชนในแหล่งท่องเที่ยว เป็นชุมชนคุณธรรมภายใต้การมีส่วนร่วมของบวร (บ้าน วัด โรงเรียน) ให้คนในชุมชนยึดมั่นในศาสนา ดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและวิถีวัฒนธรรมไทย

เป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ของกรมการศาสนาและวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ที่จัดทำกิจกรรมร่วมกันในฐานะเจ้าบ้านที่ดีเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนและสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ประเทศต่อไป

สุขกาย สบายใจคนไทยในอียิปต์และซูดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151008/214768.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2558
สุขกาย สบายใจคนไทยในอียิปต์และซูดาน

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน: สุขกาย สบายใจคนไทยในอียิปต์ และซูดาน

            โครงการดีๆ เพื่อสุขภาพจิตที่ดี สุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และสุขภาพฟันซึ่งเป็นเสน่ห์แห่งรอยยิ้มสยาม ยิ้มสวยด้วยฟันขาวสะอาดและแข็งแรง เป็นอีกหนึ่งโครงการที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโรตระหนักและให้ความสำคัญกับคนไทยในประเทศอียิปต์และซูดาน เป็นประจำทุกปี ปีนี้ได้รวมพลผู้มีความเชี่ยวชาญและชำนาญทางด้านสุขภาพช่องปากและฟัน โดยเฉพาะนำนักจิตวิทยามาช่วยผ่อนคลายอารมณ์ให้แก่น้องๆ นักศึกษา ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1-4 กันยายน 2558 ในไคโร และวันที่ 7 กันยายน ในซูดาน

“นพ.อุทิศศักดิ์ หริรัตนกุล”  นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดยะลา หัวหน้าหน่วยแพทย์-ทันตแพทย์ไทย เล่าว่า เป็นโครงการที่ร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้นักศึกษาและคนไทยในต่างแดนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี ในไคโรให้บริการประมาณ 70-80 คนตั้งแต่เช้าจนถึง 2 ทุ่ม แต่ทีมงานทุกคนพร้อมและเต็มใจขอให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะจิตแพทย์ผู้มีความชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะ ได้มาให้คำแนะนำกับน้องๆ เพื่อการปรับอารมณ์และสภาพจิตให้ดีขึ้น เพื่ออยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไม่ตึงเครียด

“สิ่งที่อยากฝากบอกน้องๆ ว่า นอกเหนือจากการตามล่าความฝันแล้ว สิ่งที่ต้องควบคู่กันไปคือ การมีสุขภาพร่างกายที่ดีและแข็งแรง การมองโลกให้เป็นเพื่อการอยู่ร่วมกับสังคมได้ดีไม่เครียด และไม่บั่นทอนความรู้สึก อยากให้น้องๆ ดูแลร่างกาย ทั้งปากและฟัน รวมถึงการออกกำลังกายอยู่เสมอ” หัวหน้าแพทย์พูดด้วยรอยยิ้ม

“นพ.ศรัณย์ ขับสรา” ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดยะลา กล่าวว่า ปีนี้มีนักศึกษามารักษากันอย่างเนืองแน่น สุขภาพปากและฟันของน้องๆ ก็อยู่ในระดับพอใช้ ส่วนใหญ่จะมาใช้บริการการขูดหินปูน ถอนฟัน อุดฟัน อยากแนะนำน้องๆ ว่า ให้ดูแลและรักษาสุขภาพปากและฟันให้ดี โดยการแปรงฟันหลังอาหาร ก่อนนอนและตื่นนอนเป็นประจำ อยากเห็นน้องๆ มีสุขภาพฟันที่ดี

“รัตนา ปรีชาสุชาติ” นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลยะลา บอกว่า เรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในวัยนักศึกษา หรือในวัยทำงาน ล้วนแต่มีเรื่องให้คิดอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่น้องๆ นักศึกษาจะมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ เครียดและหายใจไม่สะดวก โดยวิธีง่ายๆ ให้น้องๆ ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ คิดให้ยาวๆ มองออกไปให้ไกลๆ และต้องเข้าใจตัวเอง มองสังคมให้กว้าง จะทำให้เรารู้สึกไม่อึดอัด แต่รู้สึกว่าน้องๆ นักศึกษามีความเข้มแข็ง มีความพยายาม และมีเป้าหมายที่มั่นคงกันทุกคน ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก แต่ทุกคนมี และเมื่อได้มาพูดคุยปรึกษาจะเห็นได้ว่าน้องๆ ทุกคนเกิดอาการผ่อนคลาย และสามารถนำไปใช้ได้ทุกยามที่เกิดความรู้สึกเหล่านี้ ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ประสบความสำเร็จพร้อมๆ กับร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

“นิลี บารอเนาะ” นายกสมาคมนักเรียนไทยในซูดาน เล่าว่า นักศึกษาไทยในซูดานมาใช้บริการประมาณ 207 คน ในนามตัวแทนของน้องๆนักศึกษาและคนไทย ขอขอบคุณสถานเอกอัครราชทูต และบรรดาแพทย์จากที่ต่างๆ ที่รวมตัวกันเพื่อโครงการดีๆ อย่างนี้ อยากให้มีทุกปี โดยเฉพาะการทำกิจกรรมต่างๆ และโครงการใหม่ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงาน ที่สำคัญเพื่อการผ่อนคลายหลังการสอบและการพบปะสังสรรค์ของนักศึกษาไทยและคนไทยในซูดาน

“อิสมาอีล สิงหาด” นายกสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า เรื่องสุขภาพคือเรื่องที่สำคัญ อยากให้มีโครงการดีๆ อย่างนี้ตลอดไป เพื่อความสุข สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจของคนไทยในต่างแดน ปีนี้ ผู้มาใช้บริการตรวจโรคทั่วไปทั้งอียิปต์และซูดานรวม 298 ราย บริการด้านสุขภาพจิตซูดาน/อียิปต์ 235 ราย และบริการทันตกรรม ซูดานอียิปต์ 391 ราย