กรมการจัดหางานเตือนสติแรงงานไทยก่อนเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151003/214500.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2558
กรมการจัดหางานเตือนสติแรงงานไทยก่อนเดินทาง

กรมการจัดหางานเตือนสติแรงงานไทย ‘ตรวจสอบให้ดี’ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ

             กรมการจัดหางาน เตือนแรงงานไทย ใช้สติก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ เพราะยังมีแรงงานไทยนิยมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ บางรายถูกหลอกลวง หรือลักลอบไปทำงาน แต่ปัญหาสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือแรงงานที่เดินทางไปโดยถูกหลอกลวงผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ และทางโซเชียลมีเดีย ก่อนตัดสินใจสมัครไปทำงานต่างประเทศ หรือจ่ายเงินค่าบริการให้แก่ใคร ควรสอบถาม หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกครั้ง

อัญชลี สินธุพันธ์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาแรงงานไทยในต่างประเทศ และมาตรการดำเนินการช่วยเหลือป้องกันและป้องปรามต่างๆ เพื่อไม่ให้แรงงานไทยตกเป็นเหยื่อของการถูกหลอกลวงว่า ปัจจุบันสถิติแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศลดลง เนื่องจากปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจของประเทศที่ต้องการแรงงานในประเทศสูงมากน้อยเพียงใด หากเมื่อใดที่เกิดภาวะวิกฤติขึ้น เช่น ฝนแล้ง หรือการเลิกจ้าง ก็มีแนวโน้มให้เกิดการไปแรงงานต่างประเทศสูงขึ้น จากข้อมูลจะพบว่า แรงงานที่เดินทางไปต่างประเทศแบบถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการรับรองโดยกรมการจัดหางาน เฉลี่ยปีละ 6-7 หมื่นคน

ส่วนปัญหาของแรงงานไทยในต่างประเทศ ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ และการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ในอดีตมักพบปัญหาเรื่องแรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างสูงเกินความเป็นจริง แต่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวลดลง เพราะมีการจัดส่งโดยรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องการหลอกลวง โดยสายและนายหน้ายังคงมีอยู่ในบางพื้นที่ แต่ปัญหาสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือแรงงานที่เดินทางไปโดยถูกหลอกลวงผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ และทางโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก เป็นต้น โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะมีกลวิธีในการหลอกลวง และโฆษณาชวนเชื่อ โดยการใช้หน้าม้าเพื่อกระตุ้นให้คนที่อยากเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศอาจหลงเชื่อ หรือเข้าใจผิด ซึ่งการล่อลวงในลักษณะนี้ เป็นภารกิจที่กรมการจัดหางานพยายามป้องกันและปราบปรามให้ลดน้อยลง แต่ต้องยอมรับว่า ไม่สามารถตามควบคุมได้หมด เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก

“สาเหตุที่ทำให้คนไทยอยากเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดจากวัฒนธรรมเอาอย่าง เช่น เห็นเพื่อนบ้านไปทำงานกลับมาแล้วมีบ้านหลังใหญ่โต หรือมีรถขับ จึงมองว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ คือความสำเร็จที่สร้างรายได้ ซึ่งในความเป็นจริง มีบางคนที่ประสบความสำเร็จ และบางคนที่ประสบความล้มเหลว เช่น อาจถูกหลอกไปตั้งแต่ต้น แล้วไม่ได้ทำงาน หรือกลับมามีเงินมีรายได้ แต่ต้องแลกกับสภาพร่างกายที่ทรุดโทรม ดังนั้น ผู้ที่ตั้งใจจะเดินทางไปทำงานจริง อยากให้ไปอย่างถูกกฎหมาย และมีวินัย ซึ่งแรงงานที่ได้รับการว่าจ้างผ่านการรับรองจากกรมการจัดหางาน จะได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ กรมการจัดหางานจะช่วยดูตั้งแต่สัญญาว่าจ้าง ว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่ ค่าจ้างที่ได้รับ หากไม่มีความเหมาะสม กรมการจัดหางานก็จะไม่อนุมัติ เพราะถือว่าไปแล้วอาจไม่คุ้มค่าการเดินทางไปทำงานต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย หรือถูกหลอกลวง”

กรณีที่แรงงานเดินทางไปโดยผิดกฎหมาย จะมีผลเสียต่อตัวเอง เช่น อาจถูกหลอกลวง ถูกว่าจ้างหรือเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม หรือในกรณีที่แรงงานมีปัญหา หรือถูกจับ รวมถึงกรณีที่ป่วยไข้หรือประสบอุบัติเหตุ กรมการจัดหางาน หรือหน่วยงานภาครัฐ อาจให้การช่วยเหลือแก่แรงงานไม่ได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลของแรงงานที่ถูกต้อง ดังนั้น จึงขอให้คนหางานตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องความมีอยู่จริงของนายจ้าง ตำแหน่งงาน ค่าจ้าง หรือสวัสดิการ กับกรมการจัดหางาน ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินค่าบริการ หรือค่าใช้จ่าย ให้ผู้มาชักชวน เพราะหากหลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้ไปแล้ว โอกาสที่จะได้รับเงินคืนน้อยมาก

สำหรับวิธีการที่แรงงานจะไม่ถูกนายหน้าหรือบริษัทจัดหางานเถื่อนหลอกลวง นั้น รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ประการแรก อยากให้พึงระวังว่า การไปทำงานโดยผ่านบริษัทจัดหางานที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน แสดงว่า คุณกำลังถูกหลอก เพราะหากขึ้นทะเบียนถูกต้อง กรมการจัดหางานจะให้บริษัทเหล่านี้วางเงินประกันด้วย สำหรับในกรณีที่แรงงานที่ถูกว่าจ้างแล้วมีปัญหา ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเลิกจ้าง ทางกรมการจัดหางานสามารถที่จะหักเงินประกันจากตรงนี้ มาช่วยชดเชยให้แก่ผู้ถูกว่าจ้างที่ได้รับผลกระทบได้

การไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีอยู่ 5 วิธี ได้แก่ การเดินทางโดยบริษัทจัดหางานจัดส่ง (www.overseas.doe.go.th/hiring.php) กรมการจัดหางานจัดส่ง (www.overseas.doe.go.th/hiring.php) การแจ้งเดินทางไปทำงานด้วยตัวเอง การมีนายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน (www.overseas.doe.go.th/hiring.php) และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงาน ส่วนการเดินทางไปกับบริษัทที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน หรือมีการเดินทางไปทำงานนอกเหนือจากวิธีนี้ ต้องถือว่าผิดกฎหมาย

“วิธีป้องกันตนเองในเบื้องต้น กรณีที่มีผู้มาชักชวนให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยอ้างว่า สามารถส่งไปทำงานในตำแหน่งงานที่มีรายได้ดี ขอให้คนหางานตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องความมีอยู่จริงของนายจ้าง ตำแหน่งงาน ค่าจ้าง หรือสวัสดิการ กับกรมการจัดหางาน ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินค่าบริการ หรือค่าใช้จ่าย ให้ผู้มาชักชวน เพราะหากหลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้ไปแล้ว โอกาสที่จะได้รับเงินคืนน้อยมาก อยากให้ผู้ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ลองคำนวณถึงรายรับที่จะได้ โดยอยากให้ดูจากรายได้พื้นฐานที่เป็นจริง เช่น เงินเดือน หรือค่าจ้าง ได้เท่าไหร่ อย่าไปคำนวณจากรายได้เพิ่มเติมอื่น เช่น ค่าโอที ซึ่งเป็นรายได้ที่อาจไม่แน่นอน โดยให้คำนวณรายรับที่ได้มากกว่าสามเท่าของรายได้ปัจจุบันที่ได้รับจากการทำงานในประเทศหรือไม่ เพราะผู้ใช้แรงงานต้องไม่ลืมคำนึงถึงรายจ่ายในการดำรงชีพต่างๆ อาทิ ค่าอาหาร ค่าที่พัก เป็นต้น เนื่องจากในบางประเทศอาจมีค่าครองชีพสูงมากคนไม่คุ้มกับรายได้ที่ได้รับ”

รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึง มาตรการป้องกันไม่ให้ผู้ที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศถูกหลองลวง ว่า ที่ผ่านมา กรมการจัดหางานมีโครงการอบรมต่างๆ เพื่อเผยแพร่ข้อมูล และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีผู้ใช้แรงงานมาก อาทิ ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการถูกหลอกลวง หรือโดนจ้างอย่างไม่เป็นธรรม หรือรายได้ไม่เป็นไปตามที่ตกลง ซึ่งการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ต้องเริ่มจากการสร้างความรู้/ความเข้าใจให้แก่คนหางาน ถึงโทษ-ภัยจากการหลงเชื่อนายหน้า หรือบริษัทจัดหางาน ที่หลอกลวง หรือชักชวนให้เดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ที่อ้างว่า สามารถช่วยเหลือให้ไปทำงานในต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของหน่วยงานภาครัฐ

ก่อนตัดสินใจสมัครไปทำงานต่างประเทศ หรือจ่ายเงินค่าบริการให้แก่ใคร ควรสอบถามหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับความมีอยู่จริงของนายจ้าง ตำแหน่งงาน หรือค่าจ้าง กับกรมการจัดหางานก่อนทุกครั้ง

ประชาชนที่สนใจตำแหน่งงานในต่างประเทศ สามารถลงทะเบียนแสดงความประสงค์ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้ ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักจัดหางานกรุงเทพฯ เขตพื้นที่ 1-10 ซึ่งทางกรมการจัดหางานจะเป็นสื่อกลางในการช่วยประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานว่าง ที่จัดส่งโดยรัฐในแต่ละประเทศ ซึ่งบางประเทศอาจจะมีความประสงค์รับแรงงานในแต่ละปี 1-2 ครั้งบ้าง

คำแนะคำในการเตรียมตัวของผู้ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ

ต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยต้องคำนึงถึงสิ่งที่อาจต้องพบเจอ เช่น การปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างจากประเทศไทย เวลาไปอย่าคิดว่าเป็นงานสบาย หากสุขภาพไม่แข็งแรง อาจเจ็บป่วยกลับมา รวมถึง อาการคิดถึงบ้าน ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้าเหงาได้ บางคนอาจใช้ชีวิตไปในทางที่ผิด เช่น ดื่มสุรา เล่นการพนัน จนทำให้รายได้ไม่เพียงพอในที่สุด

ฝากเตือนคนหางาน อยากให้พิจารณาถึงความเป็นจริง เช่น จะได้รับรายได้ดีเท่านั้นจริงหรือไม่ ตรวจสอบให้ชัดเจนว่า มีวีซ่ากับสัญญาจ้างงานจริงหรือไม่

หากมีข้อสงสัย กรมการจัดหางาน ยินดีให้คำปรึกษา หรือให้คำแนะนำ อีกทั้งช่วยในการตรวจสอบได้ ในต่างจังหวัด สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่มีอยู่ในทุกจังหวัด ส่วนในกรุงเทพฯ ติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพฯ เขตพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694

‘สมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151002/214496.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558
'สมเด็จพระเทพฯ'พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี

‘สมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 1 แก่ครู 11 ประเทศ ทรงมีพระราชดำรัสฯ การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาคน พัฒนาประเทศ ครูจึงมีบทบาทสำคัญ

                      2 ต.ค. 58  ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 1 ปีการศึกษา 2558 และเปิดการประชุมสภาครูอาเซียน ครั้งที่ 31 จัดโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีผู้ร่วมงานได้แก่สมาชิกสภาครูอาเซียน รวมทั้งเอกอัครราชทูต ปลัด ศธ.จากประเทศอาเซียนและติมอร์ ประมาณ 600 คน
                      สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ทรงมีพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานรางวัล ฯ ว่า ขอแสดงความยินดีต่อครูทุกๆ ท่าน ที่ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 1 ปี 2558 ซึ่งเป็นปีแรกที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า เป็นครูผู้อุทิศตน และมีความโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เพื่อนครูและได้สร้างคุณูปการต่อการศึกษาด้วยความทุ่มเท เสียสละ โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพื่อประโยชน์สุขของลูกศิษย์เป็นสำคัญ และขอขอบใจคณะกรรมการ และผู้เกี่ยวข้องทุกคนทุกฝ่ายที่ได้ร่วมกันทำงานคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับรางวัลนี้ในครั้งนี้
                      “เป็นที่ยอมรับทั่วกันว่า การศึกษาเป็นรากฐานและเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาคนและพัฒนาคุณภาพของประเทศให้เจริญก้าวหน้ามั่นคง ครูจึงมีบทบาทและเป็นปัจจัยที่สำคัญในการจัดการศึกษาของชาติต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ ความสามารถทุ่มเทและเสียสละพากเพียร อบรมสั่งสอน ดูแลลูกศิษย์ด้วยความรักและเมตตาอาทรด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูมีคุณธรรมจริยธรรม และประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ
                      ขอแสดงความยินดีต่อมาดาม ฮาจา รัตนาวาติ บินติ ฮาจิ โมฮัมมัดเนการา บรูไนดารุสซาลาม , นางสาวทอช บันดาว ราชอาณาจักรกัมพูชา , นายเฮอร์วิน ฮามิด สาธารณรัฐอินโดนีเซีย , นางคำซ้อย วงสำพัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว , นายไซนุดดิน ซาคาเรีย ประเทศมาเลเซีย , นางสาวยี มอน โซ สาธารณรัฐแห่งสหภาพแห่งเมียนมาร์ , นายวิลเลียม โมราคา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ , นางหวัง ลิม ไอ่ เหลียน สาธารณรัฐสิงคโปร์ , นายเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ ประเทศไทย , นายจูลีโอ ไซเมน มาเดียรา ติมอร์ เลสเต และนางทราน ติ ตวย ดุง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ผู้ได้รับรางวัลในครั้งนี้
                      ทุกท่านนับเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นพัฒนาในการปฏิบัติหน้าที่การสอนอย่างมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง มีความรักและเมตตาลูกศิษย์อย่างจริงจัง อันเป็นแบบอย่างอันประเสริฐ ที่จะน้อมนำให้บุคคลทั่วไปเกิดศรัทธาชื่นชม และนิยมยินดีที่จะเสียสละกำลังกาย กำลังความคิด ตลอดจนประโยชน์สุขส่วนตัว เพื่อเสริมสร้างประโยชน์สุขและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ลูกศิษย์และการศึกษาของชาติต่อไป จึงขอแสดงความนิยมยกย่องด้วยอย่างจริงใจ กับทุกท่านทั้งสิบเอ็ดคนที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีครั้งที่ 1 ปี2558″

‘สุทธิพร’โต้ตามก.ม.นั่งรักษาการอธิการฯเอแบคได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151002/214489.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558
'สุทธิพร'โต้ตามก.ม.นั่งรักษาการอธิการฯเอแบคได้

‘สุทธิพร’โต้ตามก.ม.นั่งรักษาการอธิการฯเอแบคได้

               เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือม.เอแบค พร้อมผศ.ดร.ประแสง มงคลสิริ และนายสุเทพ เลาหะวัฒนะ กรรมการสภามหาวิทยาลัยเอแบค ร่วมแถลงชี้แจงการอนุมัติจบและการรับปริญญาของนักศึกษาเอแบค โดยดร.สุทธิพร กล่าวว่า ขณะนี้กรรมการสภามหาวิทยาลัย ยกเว้นตนได้รับหนังสือเวียนเรื่องการอนุมัติปริญญาผู้สำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2557 จากภารดาสุรสิทธิ์ สุขชัย นายกสภามหาวิทยาลัยแล้ว แต่กรรมการส่วนใหญ่มีมติร่วมกันว่าจะไม่ลงนาม เนื่องจากในหนังสือเวียนดังกล่าวระบุเพียงจำนวนนักศึกษาแต่ละคณะว่าจบกี่คนเท่านั้น แต่ไม่มีรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษา ทั้งที่ ตามหลักการการจะอนุมัติปริญญาผู้สำเร็จการศึกษา จะต้องมีรายชื่อนักศึกษา มีคณะที่สำเร็จการศึกษา และคะแนน ตลอดจนหน่วยกิตที่สำเร็จการศึกษาแนบมาให้พิจารณาด้วย ดังนั้น กรรมการสภาฯจะทำหนังสือแจ้งเหตุผลของการไม่ลงนามดังกล่าวไปยังนายกสภามหาวิทยาลัย ก่อนวันที่ 7 ต.ค.2558 และจะขอส่งตัวแทนเข้าไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อขอเอกสารการเรียนจบของนักศึกษา จากนั้นจะมอบให้เลขานุการสภามหาวิทยาลัยทำหนังสือเวียนไปยังกรรมการสภามหาวิทยาลัยเพื่อลงนามอนุมัติ ซึ่งจะเป็นดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

“ยืนยันว่านักศึกษาจำนวนกว่า 3,000 คน ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2557 จะได้รับปริญญาบัตรในวันที่ 22 พ.ย.2558 ตามกำหนดการเดิมและเป็นปริญญาที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่จะได้รับอย่างแน่นอน ซึ่งผมไม่อยากให้นักศึกษากังวล เพราะที่ผ่านมาการอนุมัติปริญญาบัตรสามารถดำเนินการได้ถึงสิ้นเดือนต.ค. จึงไม่น่าจะมีปัญหา แต่เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนจะต้องช่วยกันเพื่อทำให้นักศึกษาได้ใบปริญญาบัตรที่ถูกต้อง โดยคาดว่าในวันที่ 13 ต.ค.2558 ซึ่งพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้เชิญสภามหาวิทยาลัยไปหารือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในมหาวิทยาลัย และน่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ลงนามในใบปริญญาบัตรของนักศึกษา ระหว่างผมกับภารดาบัญชา แสงหิรัญ โดยผมหวังว่าการหารือครั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการจะใช้กฎหมายมาพูดคุยกัน ซึ่งหากได้ข้อสรุปแล้วว่าผมไม่ใช่รักษาการอธิการบดี ผมก็ยอมถอย ”ดร.สุทธิพร กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา จากการสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ว่ามติสภาที่ไม่ได้ลงนามโดยนายกสภา เป็นคำสั่งที่ชอบธรรมหรือไม่ ซึ่งทางสกอ.ก็ตอบกลับมาว่า สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีได้ ตามมาตรา 42 (2) พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 นอกจากนี้ยังได้นำเรื่องไปยื่นต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งศาลก็รับคำฟ้องและออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยระบุว่า ให้ภารดาบัญชา ถูกพักงานมีผลตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. 2558 และดร.สุทธิพร เป็นผู้รักษาการอธิการบดีตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.2558 และมีคำสั่งห้ามมิให้ภารดาบัญชา พร้อมด้วยนายวิทยา เจริญศรี นายธนา กายพันธุ์เลิศ นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงศ์ และนายสมพล ณ สงขลา กระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางผมปฎิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการอธิการบดี

ดร.สุทธิพร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าตนพ้นสภาพจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.2558 นั้น ขอชี้แจงว่าตนในฐานะรักษาการอธิการบดีต้องปฎิบัติหน้าที่ในการลงในเอกสารต่างๆ ร่วมถึงคำสั่งต่อสัญญาอาจารย์ด้วย ซึ่งขณะนี้ตนได้ต่อสัญญาความเป็นอาจารย์ของตนเอง ในฐานะหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบิน ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2558 และที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยวิสามัญ ครั้งที่ 3/2558 วันที่ 26 ก.ย. 2558 ก็ได้รับทราบการออกคำสั่งดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ปัจจุบันตนจึงดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบิน กรรมการสภาในฐานะตัวแทนคณาจารย์ และรักษาการแทนอธิการบดี ซึ่งการที่ระบุว่าตนไม่ต่อสัญญาเป็นอาจารย์ม.เอแบค จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

มทร.รัตนโกสินทร์หนุนนศ.โกอินเตอร์เรียนวิชาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151002/214423.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558
มทร.รัตนโกสินทร์หนุนนศ.โกอินเตอร์เรียนวิชาการ
มทร.รัตนโกสินทร์หนุนนศ.โกอินเตอร์เรียนวิชาการ

มทร.รัตนโกสินทร์หนุนนศ.โกอินเตอร์เรียนวิชาการ- รู้จักชีวิตชาวเมืองลอดช่อง : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ ภาพจาก มทร.รัตนโกสินทร์

 

              “มหาวิทยาลัยมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพสู่มาตรฐานสากล รวมถึงมาตรฐานอาเซียน สนับสนุนการสร้างให้คณะ/สาขาวิชาต่างๆ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์ระหว่างกันอันจะนำมาสู่การยกระดับคุณภาพในทุกด้านๆ” ผศ.ศิวะ วสุธราภิวัฒก์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) อธิบายถึงนโยบายการพัฒนาคุณภาพนักศึกษา

โครงการ Themasek Foundation Specialis’ Community Action and Leadership Exchange Programme เป็นหนึ่งตัวอย่างความร่วมมือระหว่าง มทร.รัตนโกสินทร์ และวิทยาลัยนันยางโปลีเทคนิค ประเทศสิงคโปร์ ในการแลกเปลี่ยนนักศึกษาของทั้ง 2 สถาบัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากมูลนิธิเทมาเส็ก สิงคโปร์ มาต่อเนื่อง

ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่นักศึกษา มทร.รัตนโกสินทร์ 25 คน ผ่านการคัดเลือกมาจากทุกคณะ/สาขาเดินทางไปศึกษาดูงานที่สิงคโปร์ 3 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 8-26 มิถุนายน 2558 เช่นเดียวกัน นักศึกษาสิงคโปร์ 25 คน เดินทางมาใช้ชีวิตในไทยเวลา 2 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 10-23 กันยายน 2558 หลักแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ศิลปะ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคมของสองประเทศนับเป็นการสร้างมิตรภาพระหว่างกัน..

“วิทยาลัยนันยางฯ และมทร.รัตนโกสินทร์ มีการเรียนการสอนที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ แต่จุดอ่อนของนักศึกษาเราคือภาษาอังกฤษ 3 สัปดาห์ที่นักศึกษาอยู่สิงคโปร์ ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของภาษา ได้เรียนรู้และกล้าที่พูดมากขึ้น ได้มิตรภาพ เมื่อเข้าร่วมประชาคมอาเซียน ที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีมากขึ้น นักศึกษาจะมีเครือข่ายเป็นเพื่อนต่างชาติ หรือถ้ามีโอกาสไปทำงานสิงคโปร์ก็ง่ายขึ้น เพราะรู้จักวัฒนธรรม สังคมเป็นทุน โครงการนี้จึงเปรียบเสมือนการเตรียมตัวบัณฑิตของเราด้วย” ผศ.ศิวะ กล่าว

เมื่อนักศึกษาที่เดินทางกลับมาจะต้องทำรายงานเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้มา และเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำแก่รุ่นน้องๆ รวมถึงร่วมดูแลนักศึกษาจากสิงคโปร์ที่มาแลกเปลี่ยนด้วย มหาวิทยาลัยมีความตั้งใจจะขยายผลโครงการลักษณะนี้ต่อเนื่อง ซึ่งมทร.รัตนโกสินทร์ได้จัดกิจกรรมที่เน้นสร้างความเข้าใจสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมของไทย เปิดสอนศิลปะไทยเป็นหลักสูตรระยะสั้น มีอาจารย์วิทยาลัยเพาะช่าง มทร.รัตนโกสินทร์ สอนผลิตชิ้นงาน การวาดลายไทย เขียนภาพสีน้ำ

นำนักศึกษาไปศึกษาดูงานแหล่งผลินสินค้าโอท็อปของ จ.นครปฐม สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่คนไทยได้  อาทิ เครื่องปั้นดินเผาศิลาดล, มะเขือเทศราชินี แม่ฉุยในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอำเภอดอนตูม, การเป่าแก้ว หัตถกรรมสานผักตบชวา เป็นต้น โดยนักศึกษาต้องทำโครงการเสนอผลิตภัณฑ์ที่ประยุกต์จากความรู้ได้เยี่ยมชมมานำเสนอก่อนจบโครงการด้วย โดยโครงงานใดน่าสนใจทางจังหวัดนครปฐมก็จะไปขยายผลพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไป

ขณะที่ 6 ตัวแทนนักศึกษา ประกอบด้วย “ณัฐวรเศรษฐ์ น้อยนาเวศ” ปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ “วีรวิทย์ สวนกำจัด, ฉัตรพงศ์ เทอดคุณ ปี 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ สาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม “กนกพร นีระพงษ์, ปนัดดา รอดโพธิ์ทอง” ปี 3 คณะบริหารธุรกิจ สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ หลักสูตรนานาชาติ และ “มนตรี จิตรเพียรค้า” คณะวิศวะ สาขาวิศวกรรมโทรคมนาคม ได้ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวตลอด 3 สัปดาห์ที่ไปอยู่สิงคโปร์

“ณัฐวรเศรษฐ์” เล่าว่า ได้ประสบการณ์ทั้งในและนอกห้องเรียน การศึกษาในสิงคโปร์จะเน้นให้ลงมือปฏิบัติ นักศึกษาจะมีความทะเยอทะยานและมีความมุ่งมั่น อาจารย์พร้อมจะส่งเสริมผลักดัน การศึกษามีระบบระเบียบไม่อะลุ่มอล่วยแบบของไทย ที่วิทยาลัยนันยางฯ เปิดสอนสาขาวิชาที่หลากหลายประมาณ 50 สาขา แต่ละสาขาผู้เรียนก็ต้องรู้เรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่รู้ทุกเรื่องแต่รู้แค่พื้นๆ และการผลิตบุคลากรเน้นเหมาะสมกับความต้องการแรงงาน เด็กมีงานรองรับ บริษัทได้กำลังคนตามต้องการ ลงทุนอย่างมากคืออุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งแต่ละเครื่องมูลค่า 10-20 ล้านบาท เรียกได้ว่าเกือบจะจำลองโรงงานมาไว้ในวิทยาลัย ได้รับรู้และเขาใจว่าต้องเป็นคนรู้จักวางแผน คิดสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม

“ปนัดดา-กนกพร”  เล่าว่า ได้เปิดโลกการเรียนรู้ใหม่ บรรยากาศการเรียนการสอนที่สนุกสนาน เห็นความกระตือรือร้นของนักศึกษาในการตั้งคำถามหรือตอบคำถามของอาจารย์ กระตุ้นให้เรามีความกล้าและไม่อายที่จะตั้งคำถามโดยไม่กังวลว่าจะผิด ซึ่งจะไม่ค่อยพบบรรยากาศแบบนี้ในการเรียนของบ้านเรา

ปัญหาการสื่อสารเป็นสิ่งที่น้องนักศึกษาทั้ง 6 คนบอกเป็นเสียงเดียวกัน แต่เพื่อนสิงคโปร์เข้าใจและพยายามช่วยแก้ไขให้ ได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษไปในตัว เห็นชัดว่า เพื่อนชาวสิงคโปร์พยายามศึกษาภาษาอื่นๆ อย่างภาษาจีน ภาษาอินเดีย และบางคนเริ่มเรียนรู้ภาษาไทยด้วย นักศึกษาไทยต้องเร่งฝึกฝนพัฒนาทักษะภาษามากขึ้น ไม่ใช่แค่อังกฤษ

อยากฝากถึงคนรุ่นใหม่ด้วยว่า หากเห็นโอกาสอยู่ตรงหน้าขอให้พยายามคว้าโอกาสนั้น บางคนพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งก็ตัดใจไม่สู้ทั้งที่ตัวเองมีความสามารถอื่นๆ  อยากให้พยายามพัฒนาจุดเด่นที่มีส่วนตรงไหนที่เป็นจุดด้อยก็ค่อยๆ แก้ไขไปเพราะสิ่งที่เราได้รับกลับมานั้นคุ้มค่าอย่างมาก..

 

 

เปิดรายชื่อ25ศิลปินไทยอวดศิลปะเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151002/214422.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558
เปิดรายชื่อ25ศิลปินไทยอวดศิลปะเวทีโลก
เปิดรายชื่อ25ศิลปินไทยอวดศิลปะเวทีโลก

เปิดรายชื่อ25ศิลปินไทยอวดศิลปะเวทีโลก : สุพินดา ณ มหาไชย0รายงาน

 

             วธ.เปิดรายชื่อ 25 ศิลปินไทย นำผลงานไปจัดแสดงหอศิลป์ระดับโลก การแสดงภายใต้นิรรศการ Thailand Eye ที่หอศิลป์ซัทชี่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระหว่าง พ.ย.58-ม.ค.59 “ศ.ดร.อภินันท์” เผย กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง 60 พรรษาสมเด็จพระเทพฯ และฉลอง 160 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อังกฤษ

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร หอศิลป์ซัทชี่ (Saatchi Parallel Contemporary Art) และโดยการสนับสนุนจากภาคเอกชน อาทิ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กำหนดจัดนิทรรศการศิลปะไทยร่วมสมัย Thailand Eye presented by Prudential นำผลงานของศิลปินร่วมสมัยไทยจำนวน 25 คน ไปจัดแสดงที่หอศิลป์ซัทชี่ กรุงลอนดอน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2558-มกราคม 2559

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 60 พรรษา และเพื่อเฉลิมฉลอง 160 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร และยังถือเป็นการสร้างมิติใหม่ให้แก่วงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ที่ผลงานได้เข้าไปจัดแสดงในหอศิลป์ระดับโลก ได้เผยแพร่ผลงานออกไปสู่สายตาชาวต่างชาติ

“ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ส่งรายชื่อศิลปินไทยประมาณ 200 รายชื่อให้ทางหอศิลป์ซัทชี่ โดยนายไนเจล เฮิร์สท ผู้อำนวยการและกรรมการผู้จัดการหอศิลป์ซัทชี่ และผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ ช่วยกันคัดเลือก เบื้องต้นจะคัดเลือกจำนวน 75 คน ผลงานและเรื่องราวของ 75 คนนี้ จะได้ตีพิมพ์ในหนังสือที่ทางหอศิลป์ซัทชี่และสำนักพิมพ์สคีรา (Skira) ของอิตาลี จะจัดพิมพ์หลายพันเล่มเพื่อแจกไปตามสถานศึกษาต่างๆ สุดท้าย จะคัดเลือกให้เหลือ 25 คน ที่ผลงานจะได้จัดแสดงที่หอศิลป์ซัทชี่ในนิทรรศการ Thailand Eye”

สำหรับรายชื่อศิลปินไทยที่ผลงานได้รับการคัดเลือกไปร่วมในนิทรรศการ “Thailand Eye presented by Prudential” จำนวน 25 ราย มีดังนี้ 1.บุษราพร ทองชัย 2.ชาติชาย ปูนเปีย 3.ชูศักดิ์ ศรีขวัญ 4.ดาว วาสิกศิริ 5.กมลพันธุ์ โชติวิชัย 6.กวิตา วัฒนะชยังกูร 7.กรกฤช อรุณานนท์ชัย 8.โฆษิต จันทรทิพย์ 9.กฤษ งามสม 10.มานิตย์ ศรีวานิชภูมิ 11.นที อุตฤทธิ์ 12.นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล 13.นพชัย อังควัฒนะพงษ์ 14.ปานพรรณ ยอดมณี 15.ปัญญา วิจินธนสาร 16.ปวีณา กล่อมนก 17.ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช 18.รอล์ฟ วอน บูเรน 19.สาครินทร์ เครืออ่อน 20.สมบูรณ์ หอมเทียนทอง 21.ทรงชัย บัวคุ้ม 22.สุรสีห์ กุศลวงศ์ 23.ไตรรัตน์ ศรีบุรินทร์ 24.อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ และ 25.วิริยะ โชติปัญญาวิสุทธิ์

ศ.ดร.อภินันท์ กล่าวอีกว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการศิลปะร่วมสมัยของประเทศอังกฤษ คาดว่าจะได้การตอบรับจากผู้ที่สนใจงานศิลปะร่วมสมัยในสหราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก

ด้านนายไนเจล เปิดเผยว่า ในมุมมองของตน ผลงานของศิลปินไทยน่าตื่นเต้นมาก มีการทดลองเทคนิคที่หลากหลาย และให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเพศสภาพ อาหาร ซึ่งนำเสนออยู่ในผลงาน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกนั้นจะพยายามมองในภาพกว้าง นำเสนอผลงานศิลปะร่วมสมัยของไทยไปสู่สายตาผู้ชม ซึ่งอาจไม่คุ้นเคยศิลปะร่วมสมัยของไทย

 

 

‘ธีระเกียรติ’ติงสมศ.ประกาศประเมินรอบสี่ขัดก.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214413.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
'ธีระเกียรติ'ติงสมศ.ประกาศประเมินรอบสี่ขัดก.ม.

‘ธีระเกียรติ’ติงสมศ.ประกาศประเมินรอบสี่จี้ทบทวนใหม่ เหตุรูปแบบดังกล่าวไม่เป็นไปตามก.ม.ระบุ สมศ.ไม่เคยเสนอหลักเกณฑ์ให้ พิจารณา ย้ำไม่มีอำนาจไปสั่งให้ชะลอ

            เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เตรียมเดินหน้าประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกรอบสี่ รูปแบบออนไลน์ใน 22 จังหวัด และสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินรอบสาม ซึ่งจะเริ่มในเดือนมกราคม ปี 2559ว่า อยากให้ สมศ.กลับไปทบทวนเรื่องประกาศประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ รูปแบบออนไลน์ เนื่องจากรูปแบบดังกล่าวไม่ตรงกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวด 6 ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา ในมาตรา 47 ที่กำหนดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก รวมถึงระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2553 โดยเฉพาะในหมวด 3 เรื่องการประกันคุณภาพภายนอก ที่กำหนดให้สร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพทางการศึกษากับจุดมุ่งหมายและหลักการศึกษาของชาติ โดยให้มีเอกภาพเชิงนโยบาย ซึ่งสถานศึกษาสามารถกำหนดเป้าหมายเฉพาะและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เต็มตามศักยภาพของสถานศึกษาและผู้เรียน

“ผมเห็นว่า วิธีการประเมินของ สมศ.ยังทำไม่ถูกหลักเกณฑ์และไม่มีความเป็นเอกภาพ แต่การที่ สมศ.จะประกาศหลักเกณฑ์การประเมินสถานศึกษารอบสี่ในปี 59 จะก่อให้เกิดความขัดแย้งและครูมีความกังวลใจ และจนถึงขณะนี้ สมศ.ก็ยังไม่ได้เสนอหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้ผมหรือรมว.ศึกษาธิการ พิจารณาเท่ากับว่าหลักเกณฑ์นี้ยังไม่ผ่านความเห็นของของรัฐมนตรีตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าต่อไปอาจจะต้องมีการแก้ไขกฎกระทรวงฯในเรื่องตัวบ่งชี้และหลักเกณฑ์การประเมิน เพื่อให้เกิดการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องการให้ สมศ.ชะลอการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ รูปแบบออนไลน์ดังกล่าวใช่หรือไม่ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจไปสั่งให้ สมศ.ชะลอหรือระงับการประเมิน เพราะตนทราบดีว่า สมศ.อยู่ในกำกับการดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี แต่โรงเรียนและนักเรียนอยู่ในความกำกับความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดังนั้นในกรณีนี้ สมศ.ควรจะไปพิจารณาว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

‘มศว’แนะวิธีกินเจให้มีสุขภาพกาย – ใจดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214412.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
'มศว'แนะวิธีกินเจให้มีสุขภาพกาย - ใจดี

‘มศว’แนะวิธีกินเจให้มีสุขภาพกาย – ใจดี เสริมเทคนิค วิธีการกินอย่างมีความสุข เตือนระวังคาร์โบไฮเดรต – ไขมัน -โซเดียมที่มากเกิน

            1ต.ค.2558 ผศ.ดร.นันทรัตน์ ณ นครพนม อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า เทศการกินเทประจำปี 2558 จะเริ่มขึ้นในวันที่ 13 – 21 ต.ค.นี้ หลายคนเตรียมตัวเพื่อจะกินเจเพื่องดเว้นจากการกินเนื้อสัตว์ จึงอยากให้ผู้ที่ตั้งใจจะกินเจในปีนี้ลดการกินเนื้อสัตว์ก่อนมีเทศกาลสัก 1-2 วัน เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพเข้าสู่การไม่กินเนื้อสัตว์เป็นเวลา 9 วันในช่วงเทศกาล เพราะการไม่กินเนื้อสัตว์จะทำให้เราเป็นไข้หรือไม่สบายได้ เนื่องจากในเนื้อสัตว์มีโปรตีนและกรดอะมีโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งในโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านโรค เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนน้อยลง เราก็จะเป็นหวัดหรือไม่สบายได้ง่าย

ด้วยเหตุนี้เองคนที่กินเจจึงต้องกินอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองหรือนมถั่วเหลือง ซึ่งถั่วเหลืองมีโปรตีนและกรดอะมีโนใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ แต่อยากให้เลือกกินงาหรือนำถั่วเหลืองที่ผสมงาดำด้วย เพราะในงาดำมีกรดอะมีโนที่มีชื่อว่าเมโธโอนีนที่มีมากกว่าในถั่วเหลือง หากนำถั่วเหลืองผสมงาดำจะได้โปรตีนและกรดอะมีโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน และในงาดำยังมีแคลเซียมด้วย นอกจากนี้ยังมีหมี่กึง ซึ่งเป็นแป้งโปรตีน ที่ทำจากแป้งสาลี นิยมนำมาทำอาหารที่หลากหลายมาก คนกินเจจะกินแต่หมี่กึงโดยไม่กินโปรตีนเกษตร จะทำให้ขาดโปรตีน เพราะกระบวนการผลิตโปรตีนเกษตรนั้น จะมีการเติมกรดอะมีโนที่สำคัญต่อร่างกายเข้ามาด้วย ถ้าเราไม่กินโปรตีนเกษตร จะทำให้ร่างกายขาดโปรตีนและกรดอะมีโน ในหนึ่งมื้ออาหารที่กินเจจึงต้องดื่มนมถั่วเหลืองผสมงาดำ ถั่วเหลือที่เป็นเมล็ด หรือเต้าหู้ในมื้อนั้นๆ จะทำให้คนที่ตั้งใจกินเจได้สารอาหารครบถ้วน

“ส่วนคนที่มีภาวะไตหรือเป็นโรคไต แต่ะไม่ได้อยู่ในภาวะที่ต้องลดโปรตีน คนที่เป็นโรคไตนั้นส่วนใหญ่เขาจะได้รับดปรตีนจากไข่ขาว แต่ในช่วงเทศกาลกินเจ ถ้าคนเป็นไตมีความตั้งใจอยากกินเจ ต้องระมัดระวัน เพราะในถั่วเหลืองมีฟอสเฟส โดยเฉพาะในเต้าหู้ ยังมีแร่ธาตุอื่นๆ คนเป็นไตจึงต้องพึงระวัง อย่ากินอาหารเจด้วยความเพลิดเพลิน ให้กินแต่น้อยและมีสติ เพื่อไม่ให้มากเกินความจำเป็นของคนที่เป็นโรคไต ที่เป็นปัญหามากๆ ของคนที่กินเจ นั้นอยู่ที่การได้คาร์โบไฮเดรต ไขมันและโซเดียมที่เกิน โดยเฉพาะคนที่มีความดันโลหิตสูง มีโอกาสอ้วน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง จึงอยากให้สังเกตตัวเองว่าแต่ละมื้ออาหาร ไม่ควรจะกินข้าวเกิน 2 ทัพพี ซึ่งคนกินเจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยอิ่ม จึงกินอาหารอื่นๆ ที่เป็นแป้งเพิ่มขึ้น ดังนั้นให้ลดข้าวลงและอาจจะไปกินอย่างอื่นได้ ไม่ควรกินอาหารทอดมากนัก หรืออาหารเจที่เป็นหมี่ซั่วควรกินไม่เกิน 1 กำมือครึ่ง ถ้าต้องนำผัดหมี่ซั่วแช่เย็นเพื่อนำมากินในมื้อต่อ ไป ควรเอาไขมันขาวที่เกาะกับเส้นออกไปก่อน ก็จะช่วยให้ไขมันในมื้อนั้นลดลงได้ สำหรับกลุ่มกับข้าวที่เป็นผักดองจะมีเกลือโซเดียมในปริมาณที่มาก แนะนำว่าผู้ประกอบอาหารเจขาย หรือต้องทำอาหารกินเอง ควรนำผักดองมาล้างจะช่วยให้เกลือโซเดียมลดลง วิธีการกินก็สำคัญมากควรใช้ตะเกียบคีบ เพื่อจะได้คีบอาหารได้น้อย เป็นการจำกัดอาหารได้อีกทางหนึ่ง ถ้าเรายึดวิธีการที่ได้แนะนำ มีสติ และปรับวิธีการใช้ชีวิตในแต่ละมื้ออาหาร จะทำให้เรามีความสุข จิตใจสงบในช่วงเทศกาลกินเจในปีนี้อย่างแน่นอน”

ว่อนไลน์’สสส.’ถูก’คตร.’ตรวจสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214404.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
ว่อนไลน์'สสส.'ถูก'คตร.'ตรวจสอบ

ว่อน ‘ไลน์’ ส่งถึงคน ‘สสส.’ ระบุ ‘คตร.’ กล่าวหาทำงานนอกขอบข่าย แย่งบทบาท ‘คมนาคม-กรมการศาสนา’ สั่งเตรียมข้อมูล เช็กโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง เร่งตอบโต้ทันควัน

                      1 ต.ค. 58  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีการส่งข้อความผ่านไลน์ คาดว่าเป็นผู้บริหารสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ส่งถึงบุคลากรใน สสส. โดยเนื้อความ ระบุว่า จากเหตุการณ์หลายเดือนก่อนที่ สสส. อยู่ในวิกฤตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิก Earmarked tax และพวกเราฝ่าวิกฤตมาได้ด้วยความร่วมมือของทุกคน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) มาตรวจสอบ โดยที่มีการกล่าวหาว่างาน สสส. อยู่นอกขอบข่ายการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การตั้งศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน เป็นบทบาทของกระทรวงคมนาคม งานสวดมนต์ข้ามปี เป็นงานของกรมการศาสนา หรืองานพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงร่วมกับกระทรวงต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนไม่ใช่บทบาท สสส. เป็นต้น ซึ่ง สสส. ยังไม่ทันได้ชี้แจง คตร. ก็สรุปผล และส่งรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
                      ข้อความ ระบุอีกว่า การตรวจสอบของ คตร. ครั้งนี้ เชื่อว่าไม่เป็นไปตามปกติ อาจมีการแทรกแซงโดยธุรกิจที่เสียประโยชน์ และมีความเสี่ยงสูงที่ สสส. อาจจะถูกทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง โดยอาจเสนอให้ สสส. เข้าสู่ระบบบริหารราชการปกติ หรือแทรกแซงการทำงานของ สสส. ให้ไม่สามารถดำเนินการได้เหมือนเดิม ซึ่งจากการได้หารือด่วนกับผู้บริหารทุกคน เพื่อวางแผนรับมือกับสถานการณ์ เป็นไปได้ว่าช่วง 1 – 2 สัปดาห์นี้ อาจมีการโจมตีการทำงานของ สสส. ออกมาทางสื่อและโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างกระแสและความชอบธรรมในการทำลาย สสส. โดยขณะนี้ ได้ตั้งทีมสื่อสารเฉพาะกิจ เพื่อรวบรวมข้อมูลและประเด็น จัดทำชุดสื่อสารที่ตรงจุด เข้าใจง่าย หากมีการโจมตี สสส. ก็จะตอบโต้และสื่อสารให้กับสังคมเข้าใจโดยเร็วและทันสถานการณ์
                      ทั้งนี้ ยังระบุว่า สิ่งที่ชาว สสส. ต้องช่วยกันทำ คือ เตรียมข้อมูลการทำงานของ สสส. ที่ส่งผลกระทบเชิงบวกที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศ ผลงานเด่นของแต่ละสำนัก และชี้แจงประเด็นที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ คตร. มีคำถามและตั้งข้อสังเกตทุกประเด็น คอยสอดส่องสื่อต่างๆ ที่มีประเด็นเชิงลบกับ สสส. แล้วช่วยกันส่งข่าวให้ทีมสื่อสารกลางได้รับทราบอย่างรวดเร็ว ช่วยเตรียมข้อมูลผลงานของสำนัก พร้อมหลักฐานอ้างอิงที่สนับสนุนผลงานอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยกันทำความเข้าใจกับภาคีและสังคม เมื่อทีมสื่อสาร สสส. ให้สัญญาณ เชื่อว่าครั้งนี้ สสส. จะผ่านวิกฤตไปได้
                      เมื่อผู้สื่อข่าว ‘คม ชัด ลึก’ พยายามสอบถามเรื่องนี้ต่อ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส. แต่ไม่สามารถติดต่อได้
                      แหล่งข่าวใน สสส. ระบุว่า เรื่องผลการตรวจสอบของ คตร. เป็นเรื่องจริง ซึ่ง สสส. จะต้องชี้แจงต่อไป

นัด2ต.ค.แฉปมฉาว’เอแบค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214402.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
นัด2ต.ค.แฉปมฉาว'เอแบค'

‘เอแบค’ นัดสื่อแถลงข่าวชี้แจงทุกกรณี พร้อมเปิดโปงทุจริต 2 ต.ค.นี้

                      1 ต.ค. 58  คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เชิญสื่อร่วมงานแถลงข่าว ชี้แจงทุกกรณี พร้อมเปิดโปงทุจริต เวลา 14.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ณ ห้องประชุมชั้น 1 สมาคม อัสสัมชัญ พระราม 4 กรุงเทพฯ
                      ” เรื่อง ด่วนที่สุด ขอเรียนเชิญร่วมงานแถลงข่าว ชี้แจงทุกกรณีเกี่ยวกับการอนุมัติจบและการรับปริญญา ของนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พร้อมเปิดโปงทุจริตกรณีปมการเงินฉาว อธิการบดีเอแบค ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ฝ่าฝืนมติสภามหาวิทยาลัย
                      จากกรณีที่สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้มีมติให้ ภราดา บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว โดยมีกรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดในเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงนั้น
                      ที่ผ่านมา มีการให้ข่าวจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่เป็นเท็จ และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ยังทำให้เกิดความสับสนในวงกว้างในเรื่องการอนุมัติจบและการรับปริญญาของนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเปิดเผยความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบถึงปัญหาการบริหารงานที่ผิดพลาดของอธิการบดีเอแบค ทางสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ขอเรียนเชิญท่านสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าว ชี้แจงทุกกรณีเกี่ยวกับการอนุมัติจบและการรับปริญญา ของนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยมีผู้แถลงข่าวดังนี้
                      ดร. สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
                      ภราดา วิศิษฐ์ ศรีวิชัยรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
                      คุณสุเทพ เลาหะวัฒนะ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
                      ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประแสง มงคลศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
                      ในวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมชั้น 1 สมาคม อัสสัมชัญ พระราม 4 กรุงเทพฯ
                      จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้
                      ขอแสดงความนับถือ
                      ดร. สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ “

พระราชทานรางวัลครูเจ้าฟ้าฯ2ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214400.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
พระราชทานรางวัลครูเจ้าฟ้าฯ2ต.ค.นี้

‘สมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี แก่สุดยอดครู 11 ประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 2 ต.ค.นี้

                      1 ต.ค. 58  ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า ในวันที่ 2 ตุลาคม นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จเป็นประธานพิธีมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี แก่ครูผู้ได้รับการคัดเลือกจาก 11 ประเทศ ในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ซึ่ง ปี 2558 นี้ เป็นปีแรกของการพระราชทานรางวัล ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และจะทรงร่วมฟังปาฐกฐาพิเศษ โดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ในหัวข้อ “Education as an Integration Tool for ASEAN Community”
                      “นอกจากนี้ในวันที่ 3 ตุลาคม ครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ทั้ง 11 ประเทศ จะมีการนำเสนอผลงานของแต่ละประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน พร้อมกับเข้าร่วมประชุมสภาครูอาเซียนด้วย”
                      ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวอีกว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี หรือ Princess Maha Chakri Award เป็นรางวัลพระราชทานระดับนานาชาติ เพื่อเชิดชูเกียรติครูดีเด่นในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 11 ประเทศ และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงพระปรีชาและทรงมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการศึกษาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดำเนินการโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย ศธ.ของประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ทั้ง 11 ประเทศ เป็นหน่วยงานดำเนินการคัดเลือกและเสนอชื่อผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัล โดยมีคุณสมบัติเป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา ประเทศละ 1 คน ซึ่งจะมีการคัดเลือกสุดยอดครู 2 ปีครั้ง