ปฏิรูปการศึกษาขอเริ่มต้นจากความเป็นไปได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214371.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
ปฏิรูปการศึกษาขอเริ่มต้นจากความเป็นไปได้

ปฏิรูปการศึกษาไทย‘นพ.ธีระเกียรติ’รมช.ศึกษาฯขอเริ่มต้นจากความเป็นไปได้

              มีคำกล่าวว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา” ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อไขข้อกระจ่างในเรื่องการศึกษาไทย รายการ “ไทม์ไลน์ สุทธิชัย หยุ่น” ทางสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลเนชั่น แชนแนล เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแนวทางปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยจากแผนมาตรการในระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างน่าสนใจว่า การศึกษาไทย สิ่งที่ต้องเข้ามาทำหลังรับตำแหน่งคือ การรับผิดชอบในเชิงนโยบายที่ต้องให้มีความสะดวกขึ้น แต่เรื่องที่จะไม่แตะต้องคือเรื่องการเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาครั้งใหญ่ ซึ่งตรงกับนโยบายของคสช. เพราะว่าถ้าเราไปสนใจเรื่องการเปลี่ยนโครงสร้าง นอกจากจะเสียเวลา ยังมีอุปสรรคมากมาย จะทำให้เราไม่ได้ทำงานที่สำคัญด้านอื่นๆ ดังนั้นจะไม่ไปรื้อโครงสร้างขนานใหญ่

จากนี้ต้องมาดูว่า อะไรที่เคยทำแล้ว แล้วไม่ได้ผลก็ต้องเลี่ยง หรือไม่ก็หาสาเหตุที่ไม่ได้ผล และหาสิ่งที่ยังไม่เคยทำ และน่าจะได้ผล เมื่อเริ่มต้นแล้วเราก็เช็กแล้วเรียนรู้ไปด้วยกัน ตามแนวคิดของ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ที่ได้ให้คำนิยามของคำว่า ความบ้า ไว้ว่า คนที่ทำอะไรซ้ำๆ แต่หวังผลใหม่ ดังนั้นจึงต้องทำงานเกือบทุกเรื่อง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกหลายสถาบันได้แนะนำให้เราหาเป้าหมายที่ชัดเจนเพียง 2-3 เรื่อง ก่อนลงมือทำงาน แล้วทุ่มเทกับมันให้เต็มที่ แต่หากต้องการเห็นผลงาน หรือให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ในระยะเวลาอันสั้นนั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือ “การเปลี่ยนวิธีประเมิน” เพราะเราต้องการให้เยาวชนไทยคิดเป็น แต่หากยังออกข้อสอบแบบเดิมๆ จะเกิดไม่การเปลี่ยนแปลงแน่ คือเน้นการสอน สอนอยู่นั่น เราต้องการให้เด็กคิดเป็น แต่ไม่เปลี่ยนวิธีการประเมินผล ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เช่น หากผมอยากจะเปลี่ยนวิธีที่ครูเขาปฏิบัติในการได้เงินเดือนขึ้น ซึ่งในอดีตได้พยายามทำกันอยู่ อดีตรัฐมนตรี พล.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ทำเอาไว้เยอะ คือวิทยฐานะของครู ถ้าไปผูกติดกับความสำเร็จของตัวเอง เช่น ไปวิจัยเรื่องนู่นเรื่องนี่ แต่ไม่ผูกติดกับเด็ก แน่นอนเราก็ส่งเสริมสิ่งนั้น คือนโยบายของผม คืออย่าไปประเมินกับสิ่งที่รู้ว่าไม่เกี่ยวกับผลโดยตรง เพราะเป้าจริงๆ คือนักเรียน นักศึกษา

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลง สิ่งแรกที่จะนึกถึงกัน คือ การอบรมครู การหาฝรั่งมาสร้างหลักสูตร แต่วิธีเหล่านี้ไม่เท่ากับสิ่งที่กำลังเสนอ ยกตัวอย่างเช่น ที่ระดับมหาวิทยาลัย ต่อไปนี้ผมต้องการให้เด็กที่จบประกาศให้นายจ้างหรือใครก็ตาม ให้ได้รับทราบ ส่วนทรานสคริปต์ แทนที่จะมีแต่ “จีพีเอ” อย่างเดียว ต่อไปนี้ จีพีเอ จะต้องมีตัว “อี” ที่ย่อมาจากอิงลิช (English) ที่บ่งบอกระดับคุณวุฒิทางภาษาอังกฤษ ตามมาตรฐานสากล Common European Framworkof Reference (CEFR) ว่า บัณฑิตแต่ละคนความสามารถทักษะภาษาอังกฤษ ฟัง พูด อ่าน เขียน แตกต่างกัน 6 ระดับ โดยหน่วยงานมาตรฐานที่เป็นกลาง ทำหน้าที่ให้การรับรอง (Certified) ระดับความสามารถทักษะทางภาษาอังกฤษ

“สิ่งที่ผมต้องการ หน้าตาความสำเร็จของภาษาอังกฤษ ที่อยู่บนมาตรฐาน โดยมีตัวประเมินเป็นตัวกำหนด” ซึ่งการวัดมาตรฐานดังกล่าวจริงๆ แล้วมาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เขาจะประเมินมาตรฐานที่ดีที่สุด รองลงมา ที่พอเทียบเคียงได้ เช่น TOEFL IELTS ของไทย ก็คือ TU Get และ CU-TEP ซึ่งผมอาจให้มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่มีระบบการวัดประเมินผลที่ดีมาช่วยในการประเมินมาตรฐาน

เมื่อมีข้อกำหนดในการประเมินลักษณะนี้ ก็จะมีแรงจูงใจให้เด็กที่ต้องการโชว์ศักยภาพ มาตรฐานความรู้ของเขากับนายจ้าง หรือกับสถาบันต่างๆ แต่วิธีการนี้จะเป็นเสรีชน จะไม่บังคับว่าทุกคนต้องผ่านการวัดทักษะภาษาอังกฤษดังกล่าว แต่เมื่อเวลาผ่านไปสถาบันการศึกษาก็จะเรียนรู้ว่า ถ้ายังขืนอยู่ในระบบเดิมๆ เขาจะไม่ได้เด็กที่มีมาตรฐาน

ทั้งหมดนี้คือการขับเคลื่อนในระยะสั้น ที่ต้องเริ่มต้นจากเป้าหมาย หรือสิ่งที่เราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นในส่วนนี้ จึงไม่ได้พูดถึงประเด็นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พื้นฐานของเด็ก ตั้งแต่วัยเยาว์ที่เป็นส่วนของนโยบายระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลามากในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

หากกล่าวถึงนโยบายระยะยาว เช่น เรื่องภาษาอังกฤษนั้น ต้องใช้เวลา ซึ่งแน่นอนเรามีมาตรฐานระยะยาว ตั้งแต่ยังเล็กๆ เราก็ต้องคิดต่อว่า 1.หลายคนเสนอเอาฝรั่ง ทั้งที่ฝรั่งคนหนึ่งในเงินล้านกว่าบาท นักเรียนเรามีสิบล้านคน เราจะเอาเงินที่ไหนมาทำให้เด็กของเราเก่งได้ทุกคน

ขณะนี้ผมได้เชิญมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มาวางแผนระยะยาว ขั้นแรกที่เขาจะมาทำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก็คือ Base My Study โดยการศึกษาภาพรวมว่า เด็กนักเรียนไทยทั้งประเทศอยู่ระดับไหน ครูอยู่ในระดับไหนตามมาตรฐานซีอีเอฟอาร์ จากนั้นจึงจะเริ่มให้คำแนะนำในเชิงกลยุทธ์ว่า เราควรทำอะไรก่อน-หลัง วางแผนยังไง ขับดันกันอย่างไร ในสภาพการณ์ที่เรามีคนส่วนใหญ่มีพื้นฐานเท่านี้ จำนวนทรัพยากร ซึ่งในประเทศมาเลเซีย มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กำลังผลักดันเรื่องนี้อยู่จนใกล้เสร็จสิ้นโครงการแล้ว

“ผมคิดว่า คงใช้ระยะเวลาการศึกษาไม่นาน แต่ผมก็ไม่ได้รอ เพราะเราเริ่มแล้วครับ เราเริ่มมีแผนว่า ขณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราจะปฏิรูปอะไรก็ต้องรู้ว่าเรามีทรัพยากรเท่าไร เช่น เรามีครูที่เก่งอังกฤษ ระดับซี2 ประมาณ 200 คน จากทั่วประเทศถือว่าน้อยมาก เราจึงต้องพยายามหาทาง คือ 1.เปลี่ยนระบบการจะเป็นครูภาษาอังกฤษ โดยใช้กลุ่มคอร์ เทรนเนอร์ ที่เป็นคนไทยในภาคภาษาอังกฤษทั่วไป แต่เราก็สามารถอัพเกรดได้อย่างรวดเร็ว เช่นภาษาอังกฤษเฉพาะวิชาชีพในบางอาชีพ เช่น คนขับแท็กซี่ หรือพนักงานต้อนรับในโรงแรม ซึ่งต้องใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย ปีละกว่า 30 ล้านคน โดยที่พวกเขาไม่ต้องมีความรู้ หรืออ่านเข้าใจเรื่องเชคสเปียร์ เพียงแค่พูด คำว่า Can I Help You? ได้แค่นี้คือสามารถพูดจาสื่อสารกันได้ดีก็พอ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าในระยะเวลา 18 เดือน จะมีอะไรที่ชัดเจนอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องภาพรวมของการศึกษามองว่า หน้าตาของความสำเร็จด้านการประเมินผลการศึกษาภาพรวมคือ วางแนวทางไว้ในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย ทั้งการประเมินผลทางวิชาการ เช่น ข้อสอบอัตนัยที่หลายฝ่ายแสดงความเห็นว่า ไม่เป็นธรรม จากที่ต้องตรวจคำตอบเด็กหลายแสนคน ในขณะที่ยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทำให้การตรวจคำตอบอัตนัยจำนวนหลายแสนคน มีความถูกต้อง แม่นยำได้ เพื่อเป้าหมายให้เยาวชนไทยรู้จักคิดเป็น เช่นเดียวกับวิชาภาษาไทย ที่เด็กไทยเราต้องอ่านออก เขียนได้ จับใจความเป็น

ทั้งนี้เราจะเริ่มต้นที่ระดับเด็กเล็กก่อน เพราะการเริ่มต้นที่เด็กโต ด้วยการใช้ข้อสอบอัตนัยที่หลายคนแนะนำ เพราะผลสอบของเด็กโตส่วนหนึ่งมีผลต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถือเป็นช่วงความเป็นความตายของเด็ก มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขา เพราะอยู่ๆ ไปเปลี่ยนลักษณะข้อสอบ ไปเริ่มใช้ข้อสอบอัตนัยที่เขาไม่คุ้นเคยมาก่อน ฉะนั้นควรเริ่มที่ ป.6 วิชาภาษาไทย ด้วยข้อสอบอัตนัย 20% จากจำนวนข้อสอบทั้งหมด แล้วค่อยๆ ขยายและเราก็ค่อยเรียนรู้ไปด้วยกัน

“อีกอันหนึ่งคือ การประเมินผล เราเริ่มทำอย่างนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อประมาณปี 2555 พระองค์มีพระราชกระแสข้อหนึ่งสำคัญมาก คือเด็กไม่ควรจะแข่งขันกัน ควรจะแข่งขันกับตนเอง ครูควรจะรักเด็ก เด็กควรจะรักครู ผมก็เลยแปลงในเชิงนโยบาย ซึ่งในปีการศึกษาหน้า จะเริ่มต้นด้วยแนวทางให้นักเรียนได้ประเมินผลการศึกษาตัวเอง เป็นระยะๆ ระหว่างเทอม เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลการสอบจริง แม้วิธีการนี้จะมีการประเมินต่ำหรือสูงกว่าความเป็นจริง แต่นั่นจะทำให้เด็กได้รู้จักมองตัวเอง และมีแรงกระตุ้นจากภายในจากการเปรียบเทียบผลสอบจริงกับผลประเมิน อีกทั้งแนวทางดังกล่าวยังสามารถใช้ได้กับการผลักดันด้านจริยธรรม คุณธรรมได้เช่นกัน”

วิธีนี้ได้คุยกับผู้ใหญ่ในกระทรวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะทำให้เป็นรูปธรรม เพียงแต่ยังไม่ตกผลึกว่า จะเริ่มต้นที่ระดับการศึกษาใด ซึ่งจำเป็นต้องหารือกับนักวิชาการกันอีกครั้ง แต่สิ่งสำคัญคือการประเมินผล หรือ “ตัวชี้วัด” เรายังมีความเข้าใจผิดอีกหลายแง่มุม ประการแรก ทุกอย่างที่วัดได้จะเรียกว่า KPI หมด แต่คำว่า ตัวชี้วัด ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Key Performance Indicators” ชื่อก็บอกแล้วว่า คีย์ แสดงว่ามีไม่กี่ตัว และการไขประตูเข้าบ้าน คงมีกุญแจไม่ถึง 500 ดอกแน่นอน ประการต่อมา เราเรียก KPI กับ Target เหมือนกัน สมมุติเราจะไปเชียงใหม่ ในเมื่อเชียงใหม่คือ เป้าหมาย ฉะนั้น KPI จึงเป็น GPS ไว้บอกว่า คุณมาถูกทางแล้ว เลือกสักอย่างสองอย่าง เพื่อเลือกเดินทางไปให้ถึงเป้าหมาย แต่คนไทย ส่วนใหญ่ตั้งเป้าไปที่ KPI”

ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องทำให้ถูกทาง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรามานั่งถกเถียงกันเรื่องการปฏิวัติถูกหรือไม่ถูก แต่อย่างน้อยเราได้อย่างหนึ่งคือโอกาสทางการศึกษา ขอให้ทุกคนอย่าใจร้อน แต่ก็ต้องให้มันเห็นผล และยืนยันว่า ไม่เกิน 3 เดือน ทุกคนจะเห็นว่ากระทรวงศึกษาฯ จะทำอะไร เราจะต้องเห็นโครงสร้างที่ถูกๆ ที่เรากำหนดขึ้นมา เราต้องเห็นว่ากระดาษที่ประเมินผลต้องน้อยลง แต่จะต้องมีคุณภาพ ต้องสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีความเท่าเทียมทั้งด้านบนและด้านล่าง คือเรื่องโอกาสทางการศึกษาที่เด็กต่างจังหวัดจะต้องเท่าเทียมกับเด็กในกรุง ที่สำคัญคือเรื่องการเข้าถึงทางครูดี หนังสือดีๆ และเทคโนโลยีในเรื่องดาวเทียม ซึ่งต้องครอบคลุมทั้งหมด

เด็กสารสาสน์เอกตราสุดเจ๋งประดิษฐ์’โดรน’ช่วยเหลือ-ป้องน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214358.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
เด็กสารสาสน์เอกตราสุดเจ๋งประดิษฐ์'โดรน'ช่วยเหลือ-ป้องน้ำท่วม

เด็กสารสาสน์เอกตราสุดเจ๋งประดิษฐ์’โดรน’ช่วยเหลือ-ป้องกันน้ำท่วม

              ว่ากันว่าการจัดกิจกรรม “สัปดาห์วิทยาศาสตร์ 2558” ภายใต้คอนเซ็ปต์ประจำปี 2558 “จุดประกายความคิด พัฒนาชิวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรม” ทำให้เด็กนักเรียน โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา ได้มีการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาผลงานของตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยโครงงานการประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์ในปีนี้ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนี้ ได้แก่ โครงงานนวัตกรรมการช่วยเหลือและการป้องกันน้ำท่วม ของนักเรียนชั้น 8C ซึ่งได้โชว์ไอเดียประดิษฐ์โดรน และแพขวดน้ำ เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยน้ำท่วม ซึ่งได้รับรางวัลไปทั้งหมด 3 รางวัลด้วยกัน คือ รางวัลการนำเสนอยอดเยี่ยม รางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยม และรางวัลโครงงานยอดเยี่ยม

ด.ญ.มิน ซอ หัวหน้าโครงงานสิ่งประดิษฐ์โดรน และแพขวดน้ำ กล่าวว่า ได้แนวคิดที่ว่า ประเทศไทยได้เกิดวิกฤติการณ์น้ำท่วมบ่อยครั้ง และทุกๆ ครั้ง ก็ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อประเทศชาติ ต่อบ้านเมือง และเศรษฐกิจ จึงเกิดเป็นโครงงานนวัตกรรมการช่วยเหลือและการป้องกันน้ำท่วมขึ้นมา หลายๆ ที่ที่เกิดภัยน้ำท่วมและเข้าถึงยากไปจนถึงถิ่นทุรกันดาร การช่วยเหลือเป็นไปได้ยากลำบาก จึงคิดว่าควรพัฒนาสิ่งใหม่ๆ หรืออุปกรณ์ที่สามารถส่งความช่วยเหลือได้ง่ายและสะดวกขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีหรืออะไรก็ตามที่สามารถส่งหรือควบคุมได้ ซึ่งได้ไอเดียจาก “โดรน” หรือ อากาศยานไร้คนขับ ซึ่งเมื่อก่อนถูกนำมาใช้ในทางการทหาร ในการทำหน้าที่สอดแนมและภารกิจโจมตีต่างๆ จนมาถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีของโดรนถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ และถูกนำมาใช้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้โดรนถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอจากมุมสูง ใช้ในการเกษตร ตรวจสภาพจราจรและภูมิอากาศ

ว่ากันว่า โดรนมีหลายรูปแบบ แต่มัลติโรเตอร์ หรือมัลติคอปเตอร์ เป็นโดรนแบบใบพัด แต่ละใบพัดมีมอเตอร์ของตัวเอง รูปร่างคล้ายๆ เฮลิคอปเตอร์แต่มีใบพัดเยอะกว่า ที่นิยมกันก็จะเป็นแบบ 4 ใบพัด และ 6 ใบพัด ซึ่งโดรนตัวนี้พวกเราก็ซื้อมาประกอบเองเช่นกัน โดยหาจากวัสดุง่ายๆ ตามท้องตลาด ใบพัด มอเตอร์ เครื่องบังคับ จนไปถึงกล้องที่ติดกับตัวโดรน ในการประกอบโดรนต้องลองผิดลองถูกหลายครั้ง และใช้ระยะเวลานานพอสมควรที่จะต้องฝึกบังคับบินโดรน นอกจากตัวโดรนแล้ว เรายังได้ประดิษฐ์แพขวดน้ำ สำหรับใช้เคลื่อนย้ายถุงยังชีพ ซึ่งจะติดอุปกรณ์นำทางจีพีเอสและมอเตอร์ไว้ที่แพขวดน้ำ เพื่อนำทางไปสู่พื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ด้าน อาจารย์พิสุทธิ์ ยงค์กมล ผู้อำนวยการโรงเรียนสารสาสน์เอกตรา เล่าว่า ผลการจัดงานในปีนี้ ค่อนข้างพอใจกับโครงงานของนักเรียน เพราะเด็กได้มีส่วนร่วมทุกคน และการจัดกิจกรรมเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ในการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเพื่อเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปต่อยอดในการพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศไทย ซึ่งในอนาคตนักเรียนจะต้องเติบโตเป็นพลเมืองของประเทศ จึงควรจะต้องตั้งใจศึกษา ค้นหาความรู้นำไปสู่การพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการสร้างความรู้ สร้างปัญญา และสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศต่อไป และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การมีความรู้ควบคู่คุณธรรม ดังปรัชญาของโรงเรียนที่ว่า “คุณธรรม นำวิชา ภูมิปัญญา พาพัฒนา”

เด็กประเมินตนเองแนวปฏิรูปของประเดิมวิชาวิทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151001/214357.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558
เด็กประเมินตนเองแนวปฏิรูปของประเดิมวิชาวิทย์

ชูธง..เปลี่ยนการศึกษาด้วยหัวใจให้เด็กประเมินตนเอง..ประเดิมวิชาวิทย์ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญเรื่อง ภาพประกอบจากทีมงานคุณหมอ

           กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้น้อมนำพระราชกระแสเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู”, “ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า” และ “ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี” มาเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา และมุ่งมั่นขยายผลให้ลงไปสู่การศึกษาในทุกระดับ โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รับหน้าที่ขับเคลื่อน.. “ให้ใจ เป็นหัวใจ ของการศึกษา” คือคำตอบแรกที่ นพ.ธีระเกียรติ สะท้อนภาพใหญ่แนวทางการดำเนินการ

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า เวลานี้ได้เตรียมหลายโครงการที่จะขับเคลื่อน แต่ที่แน่ชัดและตกผลึกเพราะมีการศึกษาวิจัยระดับโลกรองรับ มีการศึกษาโดยมูลนิธิยุวสถิรคุณ ที่ดำเนินการมากว่า 1 ปี นั่นคือ โครงการ “Student Expectation” หรือการให้นักเรียนตั้งเป้าหมายทางการเรียนของตน เพื่อฝึกให้แข่งขันกับตัวเอง เบื้องต้นได้ทำความเข้าใจกันในระดับผู้บริหารของ ศธ.และเตรียมจะประกาศเป็นนโยบายให้สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เริ่มทันทีเมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ซึ่งเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และสร้างคุณูปการต่อการศึกษาไทย

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวเป็นการนำหลักจิตวิทยามาใช้เพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับเด็ก ซึ่งเป็นหัวใจของการศึกษาตามแนวพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจะเริ่มใช้เพียง 1 วิชา คือ วิชาวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งสิ่งที่ครูต้องทำโดยใช้เวลาเพียง 2 นาที คือ เมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2/2558 ครูต้องให้นักเรียนประเมินตนเองว่าเกรด 4, 3, 2 และ 1 คิดว่าจะได้เกรดอะไร ซึ่งจะได้พบว่าบางคนอาจจะประเมินต่ำกว่าเป็นจริง เพราะคิดว่าตนเองไม่เก่ง หรือเด็กบางคนอาจจะประเมินไว้สูงเกินความจริง เพราะหลงตัวเอง เชื่อมั่นว่าตนเองเก่งหรือประเมินมั่วๆ ขณะที่บางคนก็ประเมินตรงตามความเป็นจริง

สำหรับข้อดีของการให้เด็กประเมินตนเองจะกระตุ้นให้เด็กเกิดความกระตือรือร้น เอาจริงเอาจังกับการตั้งเป้าหมาย ซึ่งเราต้องการให้เขาคิดตั้งเป้าให้ถูกและพยายามไปถึงเป้าหมาย แต่ไม่ใช่ตั้งเป้าเพราะความอยากได้ นั่นหมายถึงเด็กไม่ต้องไปแข่งกับคนอื่นแต่แข่งกับตัวเอง ขณะที่ครูจะได้เรียนรู้จักเด็กทุกคนแต่ต้นเทอม ระหว่างทางในการเรียนเมื่อวิเคราะห์ว่าเขาอาจมีปัญหาไม่ได้ตามเป้าหมายก็จะหาวิธีการช่วยแก้ไขสร้างแรงผลักดัน แรงจูงใจให้เขาพยายาม และยังเป็นโอกาสทองที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กที่เกิดความผิดหวังเมื่อผลการเรียนไม่เป็นไปตามเป้าที่เขาประเมินตนเอง เป็นต้น

“เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดเองขึ้นมาลอยๆ แต่มีงานวิจัยด้านการศึกษาระดับโลกโดย ศ.จอห์น แฮตตี้ ระบุว่า วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทรงพลังที่สุดมารองรับ และยังสอดคล้องกับแนวพระราชกระแสของในหลวง ที่มีพระราชดำรัสว่าเด็กต้องแข่งกับตนเอง ครูต้องสนใจเด็กและเด็กต้องสนใจเรียนจึงจะประเมินได้ดี ทั้งนี้ เราไม่ได้กำหนดวิธีการตายตัวว่าครูต้องทำอะไร แต่ทางมูลนิธิยุวสถิรกุลจะเข้ามาช่วยโดยจัดทำคลิปวิดีโอความยาว 5-10 นาที เพื่อสอนครูให้เข้าใจแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งจะมีหลากหลายคลิปให้เรียนรู้ และครูอาจจะดึงพ่อแม่และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เร็วๆ นี้จะมีการจัดอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจ” นพ.ธีระเกียรติ ระบุ

ในส่วนการประเมินผลความสำเร็จโครงการนั้น นพ.ธีระเกียรติ อธิบายว่า ระยะแรกจะประเมินว่า ครูให้ความร่วมมือหรือไม่ผ่านสมุดพกนักเรียนในช่วงต้นและปลายภาคเรียน โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ช่วยลงไปติดตามและจะเรียกร้องให้พ่อแม่ขอดูด้วย ขณะเดียวกันมอบให้มูลนิธิยุวสถิรกุลทำการวิจัยควบคู่ไปด้วยในลักษณะสุ่มตัวอย่างเพื่อดูว่าผลลัพธ์ที่ได้เด็กดีขึ้นหรือไม่ คาดว่าเพียง 1 ภาคเรียนก็เริ่มเห็นผล

ทั้งนี้เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่ปฏิรูปตามกระแส ตามความรู้สึกว่าอันนี้ดีต้องทำ แต่ต้องการปฏิรูปที่มีหลักฐาน มีเหตุมีผลและวัดผลความสำเร็จได้ จึงอยากให้เปลี่ยนการศึกษาด้วยใจ ซึ่งในงานวิจัยนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง

“เชื่อว่าอาจจะมีเสียงต่อว่าผมกลับมาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะเยอะหรือไม่ แต่ผมจะขอแลกเปลี่ยน คือจะประกาศเลิกทาสกระดาษที่สร้างภาระให้ครู ตรงนี้จะดูแลแก้ไขให้ แต่ขอแลกด้วยเวลาเพียง 2 นาที ให้ครูมาร่วมมือกันทำเรื่องนี้ และในฐานะกระทรวงศึกษาธิการ ก็จำเป็นต้องกำหนดเป็นระดับนโยบายลงไป เพราะหากรอให้เกิดขึ้นผมเชื่อคงไม่มีทางเกิดขึ้น แต่ผมยืนยันว่าจะพยายามรบกวนและสั่งครูให้น้อยที่สุด เพราะอยากให้ครูได้เห็นการศึกษาที่มาจากตัวเด็กเอง ที่สำคัญไม่ใช่เป็นการมุ่งประเมินผลสัมฤทธิ์หรือความสำเร็จทางการศึกษาอย่างที่หลายคนมักต่อว่า เพราะวิธีนี้ก็สามารถประเมินความเป็นคนดีได้เช่นกัน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าวในที่สุด

ม.เอแบคยันมีอธิการบดีชื่อ’ภารดาบัญชา’คนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150930/214351.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 30 กันยายน 2558
ม.เอแบคยันมีอธิการบดีชื่อ'ภารดาบัญชา'คนเดียว

ม.เอแบคยันมีอธิการบดีชื่อ’ภารดาบัญชา’คนเดียว ชี้ต้นเหตุความขัดแย้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย เกิดจากโครงการเครื่องฝึกบินจำลอง ส่งผลอธิการบดีพ้นตำแหน่ง

            เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) หัวหมาก  กทม. นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของเอแบค และกรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แถลงข่าวชี้แจงกรณีข้อขัดแย้งคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญว่า จุดเริ่มต้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาจากเรื่องที่ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เสนอขออนุมัติโครงการห้องปฎิบัติการเครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริงแบบแอร์บัส เอ 320 และทางสภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติและมีความประสงค์จะซื้อเครื่องบินฝึกจำลองเสมือนจริงดังกล่าว โดยเป็นโครงการร่วมทุนกับบริษัทให้ภารดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี เป็นผู้หุ้น และเกิดข้อท้วงติงในการดำเนินการส่อไปในทางทุจริต จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าว พบว่า ไม่มีการทุจริต

แต่ดร.สุทธิพรและกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคนกลับต้องการให้คณะกรรมการถอดถอนอธิการบดี โดยขอตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิการบดีสั่งให้พักงานอธิการบดีก่อน ซึ่งในการสั่งพักงานอธิการบดีไม่สามารถกระทำได้โดยมาตรา98 พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ระบุชัดว่า การพักงานอธิการบดีได้ต้องเป็นการร้องขอจากกรรมการสอบสวนมายังคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันยังไม่มีการร้องขอมาที่สภามหาวิทยาลัย การพักงานภราดาบัญชา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือว่ายังคงตำแหน่งอธิการบดีม.เอแบคตามเดิม ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น ภราดาบัญชา จึงมอบให้ ดร.กมล กิจสวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาม.เอแบค เป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนอธิการบดี

นอกจากนั้น สำหรับ เรื่องงบดุล ปี 2557 ถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะสามารถนำมาใช้ในการถอดถอนอธิการบดี เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ถ้าอธิการบดีไม่สามารถส่งงบภายในวันที่ 30 กันยายน อธิการบดีจะมีความผิดตามมาตรา 96 พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2550โดยจะถูกถอดถอน และถูกปรับเป็นเงิน 1 แสนบาท ดังนั้น การประชุมสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 17กันยายน 2558 มีวาระการรับรองเรื่องงบการเงินของมหาวิทยาลัยแต่มีกรรมการสภาฯ บางส่วนไม่เข้าร่วมประชุม ทำให้ไม่ครบองค์ประชุมและไม่สามารถพิจารณาดังกล่าว แต่ทางมหาวิทยาลัยได้นำเรื่องดังกล่าวหารือกับเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาและได้ให้แนวทางในการแก้ไขปัญหา จึงทำให้ ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยได้ส่งส่งเรื่องดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมาแล้ว

ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เอแบค กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการอนุมัติใบปริญญาบัตร สำหรับนักศึกษา ปีการศึกษา 2557  จำนวนกว่า 3,000 คน ขณะนี้ได้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน ภารดาสุรสิทธิ์ สุขชัย ได้ทำหนังสือเวียนไปยังกรรมการสภาฯ ทุกคนแล้ว เพื่อลงนามอนุมัติใบปริญญา โดยจะต้องตอบกลับมาภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2558 หากไม่ตอบกลับมาจะถือว่าได้อนุมัติเห็นชอบแล้ว ดังนั้น ขอยืนยันว่านักศึกษาทุกคนจะได้เข้ารับปริญญาบัตรในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 ตามกำหนดเดิม โดยจะมีภารดาบัญชา แสงหิรัญ เป็นผู้มอบปริญญาบัตร

“เวลานี้มหาวิทยาลัยเอแบค มีอธิการบดีเพียงคนเดียวนั้น คือ ภารดาบัญชา แสงหิรัญ ดังนั้น บุคคลใดที่แอบอ้างเป็นรักษาการอธิการบดี จึงเป็นเรื่องที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 42 ระบุว่า หากกรณีที่อธิการบดีปฎิบัติหน้าที่มิได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่แทน จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ตำแหน่งรักษาการอธิการบดี ไม่ได้มีปรากฏตามกฎหมายแต่อย่างใด แม้ก่อนหน้านี้จะมีการแอบอ้างตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัย แต่หากคำสั่งนั้น ไม่ได้เป็นการลงนามด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย ก็ถือเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน มติของการประชุมต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นการเรียกประชุมโดยนายกสภามหาวิทยาลัย ถือเป็นมติที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น การประชุมของดร.สุทธิพร กับกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางส่วน ที่ได้นำเสนอข้อมูลสู่สาธารณชนเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้ง ขณะนี้ ดร.สุทธิพร ได้พ้นสภาพจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเอแบค ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2558 แล้ว” ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของม.เอแบคกล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ทางม.เอแบคกำลังรอหนังสือจากกระทรวงศึกษาธิหาร(ศธ.)  เรียกเข้าไปหารือแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยยินดีเข้าไป

‘ธเนศพล-ณัฐพงษ์-อนุสรณ์’กุนซือข้างกาย’ดาว์พงษ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150930/214303.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 30 กันยายน 2558
'ธเนศพล-ณัฐพงษ์-อนุสรณ์'กุนซือข้างกาย'ดาว์พงษ์'
'ธเนศพล-ณัฐพงษ์-อนุสรณ์'กุนซือข้างกาย'ดาว์พงษ์'

‘ธเนศพล-ณัฐพงษ์-อนุสรณ์’กุนซือข้างกาย’ดาว์พงษ์’ : ทีมข่าวการศึกษารายงาน

 

             ตามติดการทำงานของ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่เวลานี้ครบรอบ 1 เดือนในรั้วเสมา กับการประกาศชัดเจนว่า งานทุกอย่างต้องส่งตรงถึงตนเองและใช้คำสั่งเดียวแบบ “ซิงเกิลคอมมานต์” แม้จะมี 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “บิ๊กน้อย” พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รวมถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และเลขานุการรมว.ศึกษาธิการ แบ่งเบาภาระงานไปช่วยดู แต่ถ้าเมื่อไรต้องตัดสินใจ เยส หรือ โน ยังต้องขึ้นอยู่กับ “บิ๊กหนุ่ย” คนเดียว!!!

แม้ลั่นวาจาว่า ต้อง “คำสั่งเดียว” ก็ยังต้องการคนรู้ใจมาเป็นมือเป็นไม้ ช่วยกำกับดูแลการทำงานในส่วนต่างๆ ซึ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษหนีไม่พ้นคนใกล้ชิด ที่รู้ใจอย่าง “ธเนศพล ธนบุณยวัฒน์” แม้จะพลาดตำแหน่งที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ แบบฉิวเฉียด แต่ก็ได้มานั่งเป็น ประธานคณะทำงานดูแลการดำเนินงานตามนโยบายทุกอย่างที่ รมว.ศึกษาธิการสั่งการ

เรียกว่า ใกล้ ยิ่งกว่าใกล้..

ว่ากันว่า “ธเนศพล  ธนบุณยวัฒน์” เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในสมัยที่ “บิ๊กหนุ่ย” นั่งกุมบังเหียน ซึ่งหมายความว่า ก่อนหน้านั้นย่อมต้องเคยร่วมงานจนคุ้นชิน เข้าอกเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง ส่วนความใกล้ชิดจะนานแค่ไหนตรงนี้คงไม่สามารถบอกได้ แว่วว่า งานสำคัญๆ จะอยู่ในการดูแลของประธานคณะทำงานและลูกทีมเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาการทุจริตในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน สกสค.) รวมถึงภารกิจสำคัญที่ได้รับรับมอบหมาย เรียกว่าเป็น “ฝ่ายบู๊” ทัพหน้าที่รู้ใจ “บิ๊กหนุ่ย”

ถัดมา “พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว” เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนนี้ก็สนิทสนมรู้ใจกันมาช้านาน ส่วนหนึ่งก็ประสาคนสีเดียวกัน มีความรู้ มีความสามารถ เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารบก ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส เรียกว่าดีกรีไม่ธรรมดา จึงถูกวางตัวให้เป็น “ฝ่ายบุ๋น” คู่กาย “บิ๊กหนุ่ย” เสิร์ฟข้อมูลได้ทันทีและรับผิดชอบดูแลงานด้านวิชาการของกระทรวงศึกษาธิการ และทำหน้าที่ เลขานุการคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย รมว.ศึกษาธิการ คอยไล่บี้งาน “นโยบาย 26 เรื่อง” ให้เห็นผล และยังได้ไฟเขียวให้สามารถเสนอแนะการทำงานกับองค์กรหลักกระทรวงศึกษาฯ ได้

อีกคนที่ต้องจับตามอง คือ “อนุสรณ์ ฟูเจริญ” คนนี้เรียกว่าถูกตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ยังไม่ลุกจากเก้าอี้ “รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)” ว่ากันว่า ถ้าไม่เกษียณอายุราชการเสียก่อน คงมีสิทธิ์ลุุ้นขึ้นแท่น “เลขาธิการกพฐ.” ก็เป็นได้ งานนี้หนีไม่พ้นถูกวางตัวให้ดูงานถนัดอย่าง การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ที่ทำมาตั้งแต่เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) สุพรรณบุรี เขต 1 จนเข้าตา “บิ๊กน้อย” ถึงขั้นดันขึ้นมากินตำแหน่ง “รองเลขาธิการ กพฐ.” ในยุคนี้ ชนิดที่เรียกได้ว่าเติบโตแบบข้ามหน้าข้ามตาไปหลายคน

ส่วนงานหลักๆ ที่ปักหมุดรอ “อนุสรณ์ ฟูเจริญ” ผู้ช่วยรัฐมนตรี ถูกวางไว้แล้ว ทั้งการขับเคลื่อนโครงการอบรม/สัมมนา ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ การนำไอซีทีมาใช้ในการบริหารงานอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ การส่งเสริมด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และการอำนวยการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจรวมไปถึงการบริหารงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วย

ต้องจับตาดูว่า “บิ๊กหนุ่ย” และทีมกุนซือ จะทำงานเข้าคู่ เข้าขา และร่วมมือร่วมใจแก้ปัญหาต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการได้มากน้อยแค่ไหน และจะถูกใจโดนใจคนไทยทั้งประเทศหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คีย์เวิร์ดสำคัญของ “บิ๊กหนุ่ย” ที่เน้นย้ำต้องฟัง ”คำสั่งเดียว” นั้น ย่อมหาคน “รับผิดชอบ” ได้ไม่ยากหากเกิดความผิดพลาด!!!

 

 

‘เทพรัตนมณีกานท์’หนังสืออ่านนอกเวลาพระราชนิพนธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150930/214302.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 30 กันยายน 2558
'เทพรัตนมณีกานท์'หนังสืออ่านนอกเวลาพระราชนิพนธ์

‘เทพรัตนมณีกานท์’หนังสืออ่านนอกเวลาพระราชนิพนธ์’สมเด็จพระเทพฯ’ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

             สพฐ.รวบรวมพระราชนิพนธ์บทร้อยกรองในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดพิมพ์เป็น “หนังสือเทพรัตนมณีกานท์” แจกให้ร.ร.ในสังกัด 3.5 หมื่นเล่ม และร.ร.อื่นๆ ใช้เป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระวิชาภาษาไทย ของนร.ประถม-ม.ปลายและครู

เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) แถลงข่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดพิมพ์หนังสือเทพรัตนมณีกานท์ (เทบ-พะ-รัด-มะ-นี-กาน) รวมพระราชนิพนธ์บทร้อยกรองในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ทั้งนี้หนังสือพระราชนิพนธ์ดังกล่าวกองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ดำเนินการจัดทำต้นฉบับ ซึ่งได้รวบรวมพระราชนิพนธ์บทร้อยกรองในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไว้จำนวน 60 บท ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ตั้งแต่พระชนมายุ 12 พรรษา (พ.ศ.2510) จนถึงพระชนมายุ 45 พรรษา (พ.ศ.2543) และแบ่งเป็นหมวดหมู่ พร้อมทั้งมีภาพประกอบภาพฉายาลักษณ์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบัน ล้วนเป็นภาพพระจริยวัตรอันงดงามที่หาชมได้ยาก

“สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นเจ้าฟ้าผู้เป็นแบบอย่างอันดีในการดำเนินชีวิตแก่คนไทยทุกด้าน ทั้งความกตัญญูกตเวทิตา ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน คุณธรรมจริยธรรม พระวิริยะอุตสาหะ ทรงเป็นครูของปวงชนและมีพระราชดำริว่า การศึกษาต้องประกอบด้วย 4 อย่าง คือ พุทธิศึกษา หัตถศึกษา พลศึกษา และจริยศึกษา ซึ่งยึดถือปฏิบัติกันมาในอดีต ทรงมีพระราชประสงค์ให้นำกลับมาใช้พัฒนาการศึกษา ที่สำคัญพระองค์ทรงเป็นต้นแบบด้านการอ่านของเด็กไทยได้เป็นอย่างดี” ดร.กมลกล่าว และว่า ขณะนี้สพฐ.ได้จัดพิมพ์หนังสือเทพรัตนมณีกานท์ จำนวน 3.5 หมื่นเล่ม เพื่อแจกให้แก่โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ใช้เป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทั้งครูผู้สอนวิชาภาษาไทย นอกจากนี้ยังแจกให้สถานศึกษาในสังกัดอื่นๆ อาทิ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนด้วย

ด้าน ศ.กิตติคุณ กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต สมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ บรมราชกุมารี ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการคิดและการเขียน โดยพบว่าทรงเริ่มพระราชนิพนธ์ตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนโรงเรียนจิตรลดา พระชนมายุเพียง 12 พรรษา ถือเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นข้อเตือนใจและข้อคิดให้แก่เด็กๆ เพราะปัจจุบันเด็กไทยไม่ค่อยคิด ได้อ่านหรือเขียน จึงอยากให้หนังสือเทพรัตนมณีกานท์นี้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาให้เขาได้เห็นว่าภาษานั้นมีความไพเราะ มีสิ่งที่ดีและไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่ยาก เห็นได้จากบทพระราชนิพนธ์ที่คัดเลือกมาจะเป็นบทพระราชนิพนธ์ที่อ่านง่ายและน่าจดจำ ง่ายและควรค่าที่เด็กและครูจะได้เรียนรู้

สื่อการสอนเตรียมพร้อม‘ครู’สู่การสอนในศตวรรษที่ 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150929/214241.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 29 กันยายน 2558
สื่อการสอนเตรียมพร้อม‘ครู’สู่การสอนในศตวรรษที่ 21

สื่อการสอนเตรียมพร้อม‘ครู’ สู่การสอนในศตวรรษที่ 21

             การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพนั้น “ครู” จะต้องสามารถใช้สื่อการสอนได้อย่างหลากหลาย และเหมาะสม เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกประสบการณ์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง  “เด็กยุคนี้…ส่วนใหญ่มีปัญหาสมาธิสั้น ซึ่งอาจจะเกิดจากการดูทีวี หรือเล่นเกมมากเกินไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กเหล่านี้จะเรียนรู้ไม่ได้ เพียงแต่ว่าหากใช้สื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนก็จะทำให้เด็กเข้าใจ และเข้าถึงบทเรียนได้ง่ายขึ้น”

ดร.ธานี จันทร์นาง ครูชำนาญการโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ระบุว่า ที่โรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ใช้สื่อเทคโนโลยี ที่เรียกว่า ‘ทวิก’ (Twig) ในการจัดการเรียนรู้สำหรับห้องเรียนแห่งศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเป็นสารคดีสั้น ความยาว 3 นาทีกว่าพันเรื่อง ครอบคลุมกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์

“นักเรียนตื่นเต้น สนใจ เพราะเป็นเหมือนการดูภาพยนตร์ หรือหนังวิทยาศาสตร์ที่สามารถสรุปเนื้อหาที่ซับซ้อนให้เข้าใจและจดจำได้ง่าย โดยที่ครูสามารถออกแบบการเรียนการสอนได้ด้วยตนเอง อาจเริ่มจากการตั้งคำถามก่อนนำเข้าสู่บทเรียน เพื่อเป็นการฝึกให้เด็กได้จับใจความสำคัญ หรือแม้แต่การอภิปรายหลังดูวิดีโอจบ ก็ถือเป็นการต่อยอดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี” ดร.ธานีเล่า

ประโยชน์ของการนำสื่อเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ดร.ธานี อธิบายต่อว่า มีอยู่หลายทาง ข้อดีที่ชัดเจนสุด คือ 1.ช่วยครู 2.เด็กชอบ เพราะปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาสมาธิสั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเล่นเกม อยู่กับคอมพิวเตอร์ จอมือถือ หรือให้ดูทีวีมากเกินไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะเรียนรู้ไม่ได้ เพียงแต่ว่าบางทีการเรียนรู้ในกลุ่มเล็กๆ จะช่วยให้เด็กเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายกว่า

“สื่อการสอนที่มีการนำเสนอเนื้อหาและบทเรียนที่ซับซ้อนให้เข้าใจและจดจำได้ง่าย สามารถนำมาสร้างกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เชื่อมโยงกับบทเรียนให้ครูสามารถนำไปใช้ในห้องเรียนได้ ฝึกคิด แก้ปัญหา และสร้างเนื้องาน เพราะกิจกรรมที่สนุก ครูจะมีการต่อยอดในห้องเรียนได้ดี อีกอย่างเมื่อสื่อมีความน่าสนใจก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ได้เป็นอย่างดี” ครูชำนาญการโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

การใช้สื่อเทคโนโลยีอย่างน้อยทำให้เด็กเกิดจินตนาการ เช่นเวลาที่เราพูดถึงเรื่องโครงสร้างบางทีเขาไม่สามารถมโนภาพได้ แต่ว่าถ้าเรามีสื่อ เช่นเดียวกับกรณีทวิกก็จะทำให้เด็กมองภาพชัดขึ้น บวกกับสถานการณ์จำลองที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ จะทำให้เขารู้จักคิดและมีทักษะกระบวนการแก้ปัญหาได้ด้วย เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องดีที่เอาเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน

การนำสื่อเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนนั้น ในส่วนของครูคือสามารถนำเข้าสู่บทเรียนสั้นๆ ได้ และทำให้เด็กเข้าใจง่าย และเห็นภาพได้ชัด สำหรับเด็กคือ ทำให้เขาได้เห็นของจริง ถึงแม้จะเป็นแค่ภาพที่ปรากฏบนสื่อ แต่เขาก็จะจินตนาการตามได้ และสามารถหาองค์ความรู้เพิ่มได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามการใช้กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้ เด็กก็ต้องมีความรู้พื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว ครูเองก็จะต้องเตรียมตัวเองและเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กด้วยเช่นกัน

หากครูสามารถเสริมสร้างความเคยชินให้แก่เด็กในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการค้นคว้าหาความรู้ในแบบต่างๆ ตั้งคำถาม และหาคำตอบให้ตัวเองได้ เมื่อนั้นก็ถือว่าเราได้ทำสำเร็จแล้วในฐานะ ครู คนที่ให้การศึกษา ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ นำไปสู่ไอเดียที่สามารถต่อยอดโปรเจ็กต์งานของตัวเองได้ เหมือนเป็นเครื่องมือในการขยายความรู้ให้เด็กๆ นั่นเอง ทำให้เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และเป็นการใช้สื่อเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง

ทั้งนีี้ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการการเรียนการสอน “ครู” ต้องเข้าใจความสำคัญของเทคโนโลยีเสียก่อนว่า ปัจจุบันโลกของธุรกิจต้องการคนที่มีทักษะ ไม่ใช่คนที่มีความรู้เพียงอย่างเดียว บริษัทใหญ่ๆ อย่างกูเกิลประกาศว่าไม่สนใจว่าจบจากมหาวิทยาลัยอะไร หรือได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ สนใจแค่ว่า ทำงานได้ไหม แก้ปัญหาได้หรือเปล่า เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นทักษะ แต่ถ้าครูยังสอนแบบเดิม คือเน้นว่าเด็กต้องได้คะแนนเยอะๆ เกรดเฉลี่ยเยอะๆ ท่องจำเยอะๆ สอบแบบกากบาท เรียนแบบใช้ใบงาน ใบความรู้เหมือนเดิม ผลิตเด็กในแบบที่ไม่มีที่ไหนในโลกต้องการ เพราะเวลาที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมืองไทย เด็กไทยจะกลายเป็นเด็กที่เขาไม่รับเข้าทำงาน ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคต

ครูชำนาญการโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ระบุว่า อย่างไรก็ตามการเรียนการสอนต่างๆ การจับกลุ่ม ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด หรือแม้การเรียนเดี่ยวก็แก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมดเช่นกัน เพราะฉะนั้น ครูต้องเลือกใช้วิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับเด็กให้มากที่สุด การใช้ภาพยนตร์สารคดีในการเรียนการสอนนั้น เห็นได้ชัดว่าเด็กมีความตื่นตาตื่นใจ และให้ความสนใจ อีกอย่างคือ ไม่ว่าครูยุคเก่าหรือใหม่การสอนที่เน้นเนื้อหาอย่างเดียวนั้นไม่ใช่ ต้องทลายกำแพงเด็กรุ่นใหม่ให้ได้ คือการนำกระบวนการเรียนรู้เข้ามา น่าจะเป็นการพัฒนาที่ถูกทาง

สนใจการเรียนการสอนโรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา สอบถามได้ที่ โทร.035-271-010

ตั้งศูนย์เทพรัตน์การุญรองรับผู้สูงอายุในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150929/214240.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 29 กันยายน 2558
ตั้งศูนย์เทพรัตน์การุญรองรับผู้สูงอายุในอนาคต

ตั้งศูนย์เทพรัตน์การุญรองรับผู้สูงอายุในอนาคต

             ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในอาเซียนและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดการณ์ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะประกอบกิจวัตรประวันด้วยตนเองได้ เช่น กินอาหาร อาบน้ำแต่งตัว ขับถ่ายหรือการเคลื่อนไหวไปมาภายในบ้าน โดยในโรงพยาบาลจะมีปัญหาในการดูแลผู้สูงอายุคือไม่สามารถที่จะจำหน่ายผู้สูงอายุออกจากโรงพยาบาลได้ เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสรีรวิทยาที่มาจากความชรา มีโรคแทรกซ้อนหรือแนวโน้มการเจ็บป่วยที่ยากจะรักษาให้หายขาดได้

เพื่อการตอบสนองความต้องการในการดูแลผู้สูงอายุ สภากาชาดและโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีนโยบายในการพัฒนาต้นแบบการให้บริการด้านผู้สูงอายุ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยจัดตั้ง “โครงการศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ สภากาชาดไทย” และได้ขอพระราชทานนามอาคารว่า “เทพรัตน์การุญ” โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2554

ปัจจุบันโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย เป็นโรงพยาบาลขนาด 500 เตียง เปิดให้บริการทางการแพทย์ที่ครบวงจร และได้นำระบบบริหารงานคุณภาพมาใช้พัฒนางานเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มารับบริการที่มีจำนวนมากขึ้นในทุกวัน สภาพโรงพยาบาลที่แออัด โดยรับภาระให้บริการผู้ป่วยมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรงพยาบาลก็ตั้งอยู่ท่ามกลางนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 5,000 โรงงาน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภาคตะวันออก

“นพ.นิพนธ์ อุปมานรเศรษฐ์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุด ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่ป่วยจะเป็นโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน เป็นโรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของคน โดยมีคนป่วยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีอาการป่วยแล้ว แต่รอเวลาที่โรคกำเริบ โรงพยาบาลมีแนวทางในการจัดตั้งศูนย์เทพรัตน์การุญ ศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุขึ้น ขึ้นที่ ต.บางพระ จ.ชลบุรี โดยคาดว่าสามารถเปิดให้บริการได้คือปลายปี 2559 โดยกลุ่มหลักที่จะรับมาดูแลคือกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป อีกกลุ่มคือกลุ่มอายุที่ก่อนจะเป็นผู้สูงอายุคือช่วง 50-60 ปี

แนวทางของศูนย์อีกเรื่องคือให้ความรู้ผู้ดูแลผู้ป่วยก่อนนำคนไข้กลับบ้าน หรือให้ความรู้การป้องกันก่อนถึงวัยผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ติดสังคม ยังแข็งแรงเดินทางเองได้ ติดบ้านไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ติดเตียง โดยกลุ่มที่มีปัญหาจะเป็นกลุ่มติดเตียง ในเครือญาติอย่างน้อยต้องมีหนึ่งคน ที่ต้องมีความรู้ในการดูแล ซึ่งการมาเรียนรู้ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยหลังจากนั้นก็นำกลับไปเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนในครอบครัวได้

นอกจากนี้ โรงพยาบาลมีโครงการก่อสร้าง “ศูนย์รักษาพยาบาลรวมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระพันวัสสา 150 ปี” โดยพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทยเพื่อต้องการปรับปรุงโรงพยาบาลแห่งนี้ให้มีมาตรฐานมากขึ้น เป็นศูนย์กลางการให้บริการทางการแพทย์ในภูมิภาคตะวันออก ที่เอื้อต่อการให้บริการผู้ป่วย และประชาชนให้เกิดความคล่องตัวในการรับบริการ เพิ่มศักยภาพ ประสิทธิภาพการให้บริการแก่ผู้เจ็บป่วย โดยเฉพาะผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน และโรงงานอุตสาหกรรม อุบัติเหตุจากการจราจร ผู้ประสบอุบัติภัย ผู้ป่วยโรคฉุกเฉินเฉียบพลัน ทั้งในสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์ฉุกเฉิน และเพื่อให้เป็นศูนย์รักษาพยาบาลรวม ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ฉุกเฉินและเวชศาสตร์อุตสาหกรรมภาคตะวันออก ที่ให้การดูแลด้านสุขภาพที่ครบวงจร ทั้งการรักษา ป้องกัน ส่งเสริมสุขภาพ และการฟื้นฟูสภาพ อีกทั้งเพื่อรองรับการให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง

ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนก่อสร้างได้ที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-3832-0200 / http://www.somdej.or.th

สู่หอศิลป์ซัทชี่กรุงลอนดอนผลงานศิลปินเปิดตัวนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150928/214174.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2558
สู่หอศิลป์ซัทชี่กรุงลอนดอนผลงานศิลปินเปิดตัวนานาชาติ

สู่หอศิลป์ซัทชี่กรุงลอนดอนผลงานศิลปินเปิดตัวนานาชาติ : สุพินดา ณ มหาไชย รายงาน

            หอศิลป์ซัทชี่ (Saatchi) กรุงลอนดอน หอศิลป์ที่ทรงอิทธิพลในวงการศิลปะร่วมสมัยของเมืองผู้ดีและเป็นที่นิยมในยุโรป กำลังจะได้มีโอกาสต้อนรับผลงานของศิลปินไทย 25 ชีวิตในช่วงปลายปี 2558 นี้ ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญ ในการสร้างความรู้จักกับผลงานของศิลปินร่วมสมัยไทยให้ชาวยุโรป
            ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างหอศิลป์ซัทชี่ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ ในปี 2558 ในฐานะที่ทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” ทรงพระปรีชาสามารถในศิลปะแขนงต่างๆ และทรงมีคุณูปการต่อวงการศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงเพื่อเฉลิมฉลอง 160 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้นำศิลปวัฒนธรรมไทยหลากหลายแขนงไปเปิดตัวสู่สายตาเมืองผู้ดี ก่อนหน้านี้ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็ได้นำโขนและภาพยนตร์ไทย 7 เรื่องไปจัดแสดง และปิดท้ายด้วยโปรเจกท์ เปิดตัว ศิลปินไทย ในนิทรรศการศิลปะไทยร่วมสมัย ภายใต้ชื่อ “Thailand Eye”
            ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “Thailand Eye” เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสถานทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ร่วมถึงภาคเอกชน เช่น การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน ) กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ บริษัทสยามพิวรรธน์ เพื่อร่วมจัดนำผลงานของศิลปินไทยไปจัดแสดงที่หอศิลป์ซัทชี่ โดยจะจัดแสดงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2558-มกราคม 2559
            “หอศิลป์ซัทชี่เป็นที่รู้จักทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2528 มีพื้นที่สำหรับจัดแสดง 7,000 ตารางเมตร ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ได้รับความนิยมจากผู้คนในวงการศิลปะร่วมสมัยและผู้ที่สนใจเป็นอย่างมาก สถิติผู้เข้าชมหอศิลป์แห่งนี้มากกว่าปีละ 1.5 ล้านคน หรือประมาณ 4,250 คนต่อวัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 35 ปี ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หอศิลป์แห่งนี้ได้จัดนิทรรศการที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูงสุดในกรุงลอนดอนถึง 15 ครั้งจากทั้งหมด 20 ครั้งตามการจัดลำดับควมนิยมพิพิธภัณฑ์นานาชาติของวารสารด้านศิลปะ The Art Newspaper มีศิลปินดังชาวผู้ดีหลายรายแจ้งเกิดที่หอศิลป์แห่งนี้ เพราะฉะนั้น Thailand Eye นี้ จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับศิลปินในวงการศิลปะร่วมสมัยไทย หากผลงานชิ้นใดที่จัดแสดงได้รับความสนใจ ชิ้นงานนั้นก็จะมีมูลค่าเพิ่ม มีราคาขึ้น โดยเฉพาะถ้าผลงานได้รับการยอมรับและเผยแพร่นนานาประเทศ ถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามนโยบายรัฐบาล” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว
            ศ.ดร.อภินันท์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 29 กันยายนนี้ ไนเจล เฮิร์สท์ ผู้อำนวยการและกรรมการผู้จัดการหอศิลปซัทชี่ ซึ่งถือเป็นผู้กว้างขวางและได้รับการยอมรับในวงการศิลปะร่วมสมัย จะเดินทางมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ความเป็นมาของหอศิลป์ซัทชี่” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม อยากเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้ารับฟังการบรรยายครั้งนี้ในเวลา 18.00 น. และภายหลังจากการบรรยายนี้ ไนเจล จะได้ประกาศรายชื่อศิลปินไทย 25 คน ที่ผลงานได้รับเลือกจัดแสดงที่หอศิลป์ซัทชี่
            “ไนเจล จะเป็นผู้คัดเลือกผลงานที่จะนำไปจัดแสดงด้วยตัวเอง กระทรวงวัฒนธรรมแค่ทำหน้าที่รวบรวมผลงาน ประวัติของศิลปินส่งไปให้เท่านั้น โดยส่งไปประมาณ 200 รายชื่อ คละกันไปทั้งศิลปินดัง ศิลปินรุ่นใหญ่ และศิลปินรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่น่าตื่นเต้น น่าลุ้นว่า ผลงานของศิลปินรายใดจะได้รับคัดเลือกไปจัดแสดงบ้าง และจะมีศิลปินรายใดได้แจ้งเกิดใน Thailand Eye บ้าง” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว
            นอกจากนั้น ทางหอศิลป์ซัทชี่ ยังได้ร่วมมือกับสำนักพิมพ์สคีรา ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี จัดพิมพ์หนังสือรวบรวมเรื่องราวและผลงานของศิลปินร่วมสมัยไทยกว่า 70 คน เพื่อเผยแพร่ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย เพราะฉะนั้น งานนี้จึงไม่ได้เป็นแค่การเปิดตัวผลงานของศิลปินไทยสู่สายตาชาวอังกฤษเท่านั้น แต่เป็นการเผยแพร่ผลงานศิลปินไทยไปเปิดตัวทั่วยุโรป เป็นสะพานก้าวกระโดดให้ศิลปินไทยไปจัดแสดงในประเทศอื่นๆ ด้วย
            ช่วงเวลา 3 เดือนในหอศิลป์ซัทชี่นั้น ศ.ดร.อภินันท์ ยังเตรียมกิจกรรมแสดงวัฒนธรรมไทย อาหารไทย พ่วงเข้าไปในนิทรรศการแสดงศิลปะด้วย ศ.ดร.อภินันท์ บอกว่า ต้องการใช้พลังอันนุ่มนวลของวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือเชิงรุกในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทย
            “รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการส่งออกวัฒนธรรมมาก กระทรวงวัฒนธรรมเองก็รับมาดำเนินการ ด้วยการนำวัฒนธรรมไทยไปจัดแสดงยังนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน เปรู หรือสหราชอาณาจักร เราต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นมิติขับเคลื่อนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่สายตาชาวยุโรปและนานาชาติ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ ขณะที่ตัวศิลปินเองก็จะได้โอกาสเปิดตัวสู่นานาชาติ ศิลปินบางคนอาจได้แจ้งเกิด ถือว่า เป็นการสร้างมิติใหม่ให้แก่วงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ทั้งนี้ ผลงานที่นำไปจัดแสดงที่หอศิลป์ซัทชี่ทั้งหมด จะได้นำกลับมาจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2559 ด้วย” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวในที่สุด

Lกฮ Is Not The Answer ‘ดื่มนม ชมบอล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150927/214082.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2558
Lกฮ Is Not The Answer 'ดื่มนม ชมบอล'

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : Lกฮ Is Not The Answer ‘ดื่มนม ชมบอล’ กิจกรรมสร้างสรรค์ เพิ่มพื้นที่สีขาวให้คอบอลพันธุ์โจ๋ : โดย…ธีรภัทร์ คหะวงศ์

                      ผ่านพ้นไปเมื่อไม่นาน สำหรับกิจกรรมดีๆ ที่สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) จับมือ 10 สถาบันการศึกษา ปลุกกระแสสร้างพื้นที่สีขาวในการเชียร์บอลให้สนุกได้ประโยชน์และปลอดภัย ด้วยกิจกรรมสุดชิค “ดื่มนม ชมบอล” ระหว่างชมฟุตบอลนัดสำคัญระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติอิรัก
                      แต่ควันหลงที่น่าสนใจ ธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า สคล.เรายังคงทำหน้าที่ส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือพื้นที่สีขาวในการเชียร์บอล ปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยกิจกรรมรณรงค์ในโครงการ Lกฮ Is Not The Answer ตอน “ดื่มนม-ชมบอล” ด้วยเหตุผลที่ว่า การรุกหนักของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มกลยุทธ์ส่งเสริมการขายไปยังกลุ่มเยาวชน และอีกหลายปัจจัยที่ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยนโยบายของรัฐ
                      โดยเฉพาะร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งยังไม่กล้าประกาศ ห้ามขาย 300 เมตร รอบสถานศึกษา ให้เด็ดขาด ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ ร้านนั่งดื่ม ร้านอาหาร คาราโอเกะ ผับบาร์ และร้านที่ซื้อกลับไปดื่ม เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชำ เป็นต้น ล้วนเป็นปัจจัยส่งผลต่อการดื่มของเยาวชนและสร้างนักดื่มหน้าใหม่มากขึ้น ทั้งในแง่การดื่มและการขายที่มีความสะดวก ราคา การโฆษณา โปรโมชั่น ที่มุ่งสู่กลุ่มลูกค้าที่เป็นนักศึกษา ส่งผลให้เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อเกิดผลกระทบต่อสังคมเกิดขึ้นได้ง่าย
                      ธีระ ระบุว่า ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) พบว่า ในกรุงเทพฯ มีการขยายตัวของร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึง 72% ในรอบ 5 ปี (2552-2557) เฉลี่ยเท่ากับ 14% ในแต่ละปี และในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ พบการเติบโตเฉพาะรอบมหาวิทยาลัย คิดเป็น 186% ในรอบ 3 ปี (2554-2557)
                      นโยบายหนึ่งที่จะสามารถสนับสนุนกฎหมายที่มีอยู่แล้วและปกป้องเยาวชนได้ คือการไม่อนุญาตให้มีร้านที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรัศมีรอบสถานศึกษา การควบคุมดังกล่าว เป็นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมทางการดื่มของเยาวชน ทำให้เยาวชนที่ต้องการดื่มมีต้นทุนในการดื่มที่สูงขึ้น จนอาจดื่มน้อยลง และลดทอนผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งกับตัวเยาวชนเองและสังคมได้ในที่สุด แต่เมื่อไม่ระบุให้ชัดเจนว่า รัศมีเท่าไหร่ จะมีปัญหาถกเถียงกันในทางปฏิบัติ
                      “สำหรับกิจกรรมรณรงค์ในโครงการ Alcohol Is Not The Answer “ตอน ดื่มนม ชมบอล” ดำเนินโครงการโดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าทั้ง 10 ภาค ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยปลอดเหล้า สถาบันการศึกษานำร่อง 10 แห่ง ภายใต้แนวคิดที่อยากเห็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สู่การเปลี่ยนแปลงเป็นพลังขับเคลื่อน มุ่งเปิดพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ดำเนินชีวิตในรั้วสถาบันการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเราต้องการปลุกกระแสการดื่มนมตลอดจนเครื่องดื่มทางเลือกอื่นๆ ทดแทนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการชมการแข่งขันฟุตบอลที่เป็นกีฬายอดนิยมของเยาวชนและคนไทย ซึ่งโดยทั่วไป มักจะนิยมชมการแข่งขันฟุตบอลในสถานบันเทิง ร้านอาหาร และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปด้วย โดยเชื่อว่าการชมฟุตบอลจะมีอรรถรส จนกลายเป็นค่านิยมของวัยรุ่นไปแล้ว”
                      ธีระ กล่าวย้ำว่า ในปี 2556 ประเทศไทยติดอันดับ 5 ของโลกที่ประชากรดื่มเหล้ามากที่สุด แต่ในปี 2557 กลับมีคนไทยดื่มนมเพียง 14 ลิตรต่อปีต่อคนเท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียกลับดื่มนมเฉลี่ย 60 ลิตรต่อปีต่อคน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เยาวชนได้มีพื้นที่สีขาวในการเชียร์บอลมากขึ้น ซึ่งกิจกรรม “ดื่มนม-ชมบอล” ช่วยให้เยาวชนได้รับประโยชน์ในทุกๆด้าน คือ มีกิจกรรมเชียร์บอลกับเพื่อนๆ ที่ปลอดภัย และได้ประโยชน์จากการดื่มนม หรือเครื่องดื่มชนิดอื่นที่ไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
                      ด้าน พงศ์ภัค มงคลชัยพาณิชย์ หรือ “เจมส์” ผู้ประสานงานโครงการ Lกฮ Is Not The Answer ตอน “ดื่มนม-ชมบอล” มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มองว่า ถือเป็นกิจกรรมที่ดีมากๆ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักศึกษา ซึ่งนักศึกษาที่เข้าร่วมต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นกิจกรรมที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ที่เน้นให้ผู้เข้าร่วมเชียร์บอลหันมาดื่มนมแทนที่จะไปดื่มเหล้าตามร้านอาหาร จากที่มีนักศึกษามาลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพียง 400 คน แต่พอวันจริง มีนักศึกษามาร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ภายในงานนอกจากจะมีกิจกรรมเชียร์บอลแล้ว ยังมีการแสดงของวงดนตรี และการประกวดพรีเซ็นเตอร์ของกิจกรรมดังกล่าว
                      “ข้อดีของโครงการนี้คือ มีความปลอดภัย เนื่องจากว่าหากการไปดื่มกินที่ร้านอาหาร เมื่อเกมฟุตบอลเปลี่ยน อารมณ์ของคนเชียร์อาจเปลี่ยนไปเพราะฤทธิ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าเหล้า ค่าเบียร์ มิกเซอร์ แต่ถ้าเราหันมาดื่มนมหรือเครื่องดื่มอื่นแทน นอกจากจะทำให้เรามีสติในการเชียร์บอลแล้ว ยังประหยัดเงินและปลอดภัยได้ หลังจากจัดกิจกรรมครั้งนี้ไปแล้ว ปรากฏว่าในโลกโซเชียลของมรภ.ศรีสะเกษ ได้รับคำชมมากมาย”
                      หรรษกร แปลกสันเที๊ยะ นายกสโมสร คณะสาธารณสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อม และประธานจัดงานกิจกรรมดื่มนมชมบอล มหาวิทยาลัยปทุมธานี กล่าวว่า งานครั้งนี้ถือว่ามีความตั้งใจมาก โดยเป็นความร่วมมือของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมครั้งแรกแต่กลับได้รับความสนใจและตอบรับเกินคาดถึง 90% นอกจากนี้ทางคณะอาจารย์และท่านอธิการบดี มีความเห็นว่า เป็นกิจกรรมที่ดี มีประโยชน์ และให้การสนับสนุน ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าต่างๆ ร้านนม ที่มาร่วมออกบูธ โดยปราศจากการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
                      “สำหรับรูปแบบ คือ คณะจัดงานเราได้ขอความร่วมมือจากนักศึกษา ร้านค้าโดยรอบ อีกทั้งภาคการปกครองท้องถิ่น ที่ให้การสนับสนุน รวมทั้งพี่ๆ ตำรวจที่มาช่วยดูแลความเรียบร้อย ในส่วนของการประชาสัมพันธ์ เราออกรณรงค์เชิญชวน ในมหาวิทยาลัยโดยรอบ ร้านค้า หอพักนักศึกษา และเทศบาลข้างเคียงก่อนล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม กิจกรรมครั้งนี้ได้ผลดีเกินคาด ทำให้คณะอาจารย์และผู้จัดงานได้ลงมติว่า ในการแข่งขันฟุตบอลรอบต่อๆ ไปจะมีกิจกรรมดื่มนม ชมบอล เนื่องจากทำให้เพื่อนนักศึกษาได้รวมตัวกันทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ โชว์ความสามารถ”
                      เรียกได้ว่าโครงการ Lกฮ Is Not The Answer “ตอน ดื่มนม ชมบอล” จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการดีๆ ที่สร้างสรรค์พื้นที่สีขาวปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่เยาวชน ได้มีพื้นที่เชียร์บอลที่สนุก สร้างสรรค์ ปลอดภัยไร้แอลกอฮอล์ และเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานต่างๆ ได้!!!
———————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : Lกฮ Is Not The Answer ‘ดื่มนม ชมบอล’ กิจกรรมสร้างสรรค์ เพิ่มพื้นที่สีขาวให้คอบอลพันธุ์โจ๋ : โดย…ธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่)