บัญญัติ ‘สิทธิชุมชน’ ใน รธน. ทางออกปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150927/214080.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2558
บัญญัติ 'สิทธิชุมชน' ใน รธน. ทางออกปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อม

หลากมิติเวทีทัศน์ : บัญญัติ ‘สิทธิชุมชน’ ในรัฐธรรมนูญ ทางออกปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อม : โดย…กฤษฎา บุญชัย

                      ปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น การขาดแคลนน้ำ อุทกภัย หมอกควัน ป่าถูกทำลาย สัตว์ป่าสูญพันธุ์ อุตสาหกรรม เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า และอื่นๆ ที่ทำลายนิเวศและสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง ทั้งหมดนี้ดูเผินๆ อาจเป็นเรื่องขาดความรู้ สำนึก การใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย ขาดเครื่องมือกฎหมาย หรืออำนาจรัฐยังไม่เข้มแข็งพอ
                      หากแต่วิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงรากเราจะพบว่า ด้านหนึ่งมาจากอำนาจการผูกขาดที่ทำให้ฝ่ายที่มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นกลไกรัฐ หรือกลุ่มทุน สามารถครอบครอง ควบคุมนิเวศ และทรัพยากร เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ตามอำเภอใจ พร้อมกับผลักปัญหา ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้สังคมต้องแบกรับ ชุมชนที่พึ่งพานิเวศและทรัพยากรถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมตัดสินใจ เพราะอ้างสิทธิต่อทรัพยากรตามที่รัฐจัดสรรให้ ปฏิเสธสิทธิที่ชุมชนและสังคมจะมีนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่ดี
                      ขณะที่ปัญหาอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นทั้งผลและเหตุจากอำนาจผูกขาดก็คือ ภาวะมือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือการคลั่งเสรี โดยปัจเจกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังบริโภคนิยมที่ต่างแย่งชิง ฉวยใช้นิเวศและสิ่งแวดล้อมโดยไม่สนใจรับผิดชอบว่าจะกระทบต่อประชาชนส่วนรวมอย่างไร เพราะเรื่องส่วนรวมยกให้รัฐจัดการ ตนเองหาเป็นธุระไม่
                      ด้วยเหตุนี้ ทั้งอำนาจนิยมและเสรีนิยมด้านนิเวศและสิ่งแวดล้อม ต่างก็ทำให้สังคมขาดแนวคิดและความสามารถที่จะร่วมกันจัดการนิเวศและทรัพยากรได้ เราจึงมาถึงบทสรุปที่ว่า สังคมต้องสร้างระบบการจัดการร่วมที่ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยกำหนดสิทธิและหน้าที่การจัดการนิเวศและสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจน จึงจะมีพลังร่วมกันจัดการได้อย่างเข้มแข็ง
                      สังคมโลกและสังคมไทย มีตัวอย่างการหาข้อตกลงเรื่องสิทธิการดูแลนิเวศ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมที่ดีมั้ย ขบวนการสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่มีรากจากระดับท้องถิ่นพบร่วมกันว่า มีตัวอย่างที่ควรเรียนรู้มากมายจากชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ที่มีระบบการจัดการนิเวศร่วมกัน หรือเรียกว่า “สิทธิชุมชน”
                      สิทธิชุมชนไม่ได้มีเฉพาะชุมชนดั้งเดิม ในป่าเขา เพราะตัวอย่างต่างๆ บอกเราว่า สังคมไหนก็ตามทั้งชนบทและเมือง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หรือกลุ่มสังคมสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรื่องสาธารณะ เช่น ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ต่างก็ล้วนต้องมีระบบการจัดการร่วมกันที่เข้มแข็งทั้งในเรื่องประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความเป็นธรรม โดยมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันว่า ความสมบูรณ์นิเวศคือความผาสุกร่วมกันของชุมชน
                      และความชอบธรรมของชุมชนอยู่ที่การทำให้การจัดการนิเวศร่วมกันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะด้วย จึงได้ตกลงสิทธิกันในหมู่สมาชิกให้ชัดเจนว่าใครใช้ทรัพยากรแค่ไหน อย่างไร ที่จะไม่กระทบต่อส่วนรวม หรือชุมชนจะไปหนุนเสริม กำกับสมาชิกให้ดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างไรจึงจะยั่งยืน เช่นเดียวกันสมาชิกก็ต้องมีส่วนร่วมที่จะกำหนดชุมชนว่าต้องมีนโยบาย ทิศทางการจัดการทรัพยากรอย่างไรที่จะเกิดความยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อประโยชน์แก่สมาชิกทุกคน และสมาชิกจะต้องมีบทบาท ร่วมลงทุน ลงแรงกับชุมชนอย่างไร ชุมชนจึงมีพลังดำเนินต่อไปได้ ชุมชนได้สร้างเป้าหมาย พลังร่วมกันในการปกป้องทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนอันผาสุกแก่มวลหมู่สมาชิกและต่อสังคมส่วนรวมด้วย
                      “สิทธิชุมชน” ไม่ใช่แค่ระบบจัดการทรัพย์สินหรือประโยชน์สาธารณะ แต่ยังมีความหมายอีกด้านหนึ่งคือสิทธิมนุษยชน เพราะลักษณะทางสังคมวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกัน การพึ่งพานิเวศและสิ่งแวดล้อมร่วมกันของผู้คนในชุมชน ทำให้ความอยู่รอด ตัวตน อัตลักษณ์ ศักดิ์ศรี หรือความเป็นมนุษย์ของผู้คนไม่ได้อยู่บนฐานปัจเจกอย่างเดียว แต่มีความเป็นชุมชนซ้อนอยู่อย่างแยกไม่ออก เราจึงเห็นชุมชนจำนวนมากที่ถูกแย่งชิง ทำลายฐานทรัพยากร ต่างออกมายืนยันถึงสิทธิชุมชนในฐานะที่เป็นสิทธิความเป็นมนุษย์ที่จะดำรงชีพในนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่มั่นคงและยั่งยืน เช่น ขบวนการเคลื่อนไหวเรื่องป่าชุมชน ชุมชนจัดการน้ำ ชุมชนต่อทรัพยากรชีวภาพ ชุมชนที่ต่อสู้กับโครงการขนาดใหญ่ทั้งเหมืองแร่ พลังงาน โรงไฟฟ้า เขื่อน อุตสาหกรรม มากมาย
                      หากแต่ว่าหลักการสิทธิชุมชนที่ขบวนการชุมชนผลักดันมาตั้งแต่ช่วงปี 30 เป็นต้นมาจนถึงร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งถูกคว่ำไป ขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ตามหลักการและประสบการณ์ของชุมชน ทำให้หลักสิทธิชุมชนที่ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญ ยังหนีไม่พ้นโครงสร้างผูกขาดอำนาจทรัพยากรของรัฐและทุน
                      รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นฉบับแรกที่ว่ากันว่ารับรองสิทธิชุมชน ก็ปฏิเสธการมีอยู่ของชุมชนโดยตรง ยอมรับแต่เพียงปัจเจกที่มารวมตัวกันเป็นชุมชนท้องถิ่น และต้องพิสูจน์ตนว่าดั้งเดิมด้วยจึงจะมีสิทธิในวัฒนธรรม
                      แต่หากเป็นเรื่องทรัพยากร ก็เหลือไว้เพียงแค่ยอมให้มีส่วนร่วมจัดการตามที่กฎหมายบัญญัติ หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ ตามที่รัฐจะยอมให้มีส่วนร่วมได้แค่ไหน ซึ่งในทางเป็นจริงคือ หน่วยงานรัฐไม่ยอมที่จะให้ชุมชนมีส่วนร่วมในระดับการตัดสินใจต่อทรัพยากร จึงไม่บัญญัติกฎหมายรับรองสิทธิไว้ ผลก็คือ การอ้างกฎหมายลูกที่ให้ไปบัญญัติรายละเอียด สิทธิชุมชนกลายเป็นสร้างข้อยกเว้นให้รัฐที่จะไม่ต้องทำตาม
                      หลักการข้างต้น สิทธิชุมชนจึงถูกละเมิดเช่นเดิม ด้วยการไล่คนออกจากป่า กีดกันการมีส่วนร่วมชุมชนที่ได้ผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ และสาธารณะให้มีสิทธิร่วมตัดสินใจทำได้เพียงรับฟังความคิดเห็น จึงทำให้ปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อมที่มีรากฐานอำนาจผูกขาดและเปิดเสรียิ่งรุนแรงขึ้น เห็นได้จากสถิติความเสื่อมโทรมของนิเวศและทรัพยากรในช่วงปี 40-50 ยังคงดิ่งลงเหว
                      ขบวนการผลักดันสิทธิชุมชน จึงได้บทเรียนนำมาสู่การผลักดันในรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่แม้ยังคงกำหนดแค่การมีส่วนร่วมต่อการจัดการทรัพยากรเช่นเดิม แต่ตัดถ้อยความที่ว่าตามที่กฎหมายบัญญัติออกไป เพื่อไม่ให้เกิดข้อยกเว้นของรัฐ โดยเป็นการยกระดับให้รัฐธรรมนูญมีฐานะบังคับใช้โดยตรงโดยไม่ต้องมีกฎหมายลูกมารองรับ
                      หลักการดังกล่าวดูก้าวหน้า แต่เป็นการออกแบบที่ไม่เข้าใจโครงสร้างอำนาจของรัฐที่เป็นกลไกหลักตามรัฐธรรมนูญ เมื่อโครงสร้างรวมศูนย์ของรัฐไม่ถูกกระจายอำนาจ รัฐก็ยังใช้กฎหมายลูกเพื่อไม่รับรองสิทธิชุมชน โดยอ้างแนวปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อสิทธิชุมชนหรือกติกาการจัดการร่วมในระดับล่างไม่ถูกรับรอง ทรัพยากรจึงถูกรุกรานจากทั้งภายนอกและภายในชุมชน วิกฤติสิ่งแวดล้อมทั้งความเสื่อมโทรมและความขัดแย้งยังเป็นปัญหาใหญ่เช่นเดิม
                      ความพยายามครั้งใหม่เกิดขึ้นในร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งถูกคว่ำไป แต่เป็นการพยายามที่ไม่ได้เรียนรู้บทเรียนเดิม คือยังทำให้สิทธิชุมชนต่อทรัพยากรพร่ามัวเพียงแค่การมีส่วนร่วมที่เปิดให้กลไกรัฐไปกำหนดตามกฎหมายลูกแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 อันเป็นการกลับไปให้รัฐสร้างข้อยกเว้นที่จะละเมิดสิทธิชุมชนได้ แม้จะอ้างว่ามีกลไกปฏิรูปต่างๆ จะมาบัญญัติกฎหมายลูก แต่กลไกเหล่านั้นถูกผูกขาดโดยราชการ เทคโนแครต เป็นส่วนใหญ่ เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า หากแนวทางสิทธิชุมชนตามร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำไปบังคับใช้ ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการรับรองสิทธิชุมชนแต่อย่างใด
                      จากบทเรียนรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ เราควรตระหนักแล้วว่า สิทธิชุมชนจะมีได้ต้องปรับโครงสร้างกลไกรัฐให้กระจายอำนาจ ไม่รวมศูนย์ รัฐธรรมนูญจำเป็นต้องกำหนดหลักการและแนวทาง และกลไกเชิงสถาบันให้รัฐกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรทุกประเภทลงไปในทั้งแนวดิ่งจากรัฐส่วนกลางสู่ท้องถิ่น และแนวระนาบจากหน่วยงานรัฐเดี่ยวเป็นการจัดการร่วมหลายภาคีสร้างเป็นกลไกร่วมรัฐและประชาชนในทุกระดับ โดยกำหนดสิทธิ หน้าที่ของฝ่ายต่างๆ ให้ชัดเจน เช่น ทรัพยากรเป็นของรัฐ แต่ชุมชนมีสิทธิจัดการให้เกิดความยั่งยืนและเป็นธรรม ภาคสังคมมีสิทธิที่จะร่วมตัดสินใจ แต่ทั้งรัฐและสังคมต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของชุมชนที่จะมีชีวิตรอด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีจากนิเวศสิ่งแวดล้อม
                      ไม่มีข้อยกเว้นในการละเมิดสิทธิชุมชนใดๆ เหมือนที่แล้วมา โดยเฉพาะกรณีโครงการที่ส่งผลกระทบร้ายแรง เช่น แต่เดิมกำหนดไว้ว่าการดำเนินโครงการที่เกิดผลกระทบต่อชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะได้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและมีการรับฟังความคิดเห็น อันทำให้รัฐทำโครงการที่รุนแรงได้หากผ่านกระบวนการเหล่านั้น แต่แท้ที่จริงควรยืนยันปกป้องสิทธิชุมชนว่า โครงการใดๆ ก็ตามหากประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพแล้วพบว่ามีผลกระทบร้ายแรงจะดำเนินการไม่ได้ ทำให้ไม่เกิดการอ้างข้อยกเว้นไปละเมิดสิทธิชุมชนและสาธารณะได้อีก
                      รัฐธรรมนูญ จึงต้องยืนอยู่บนหลักการสิทธิชุมชนให้ชัด ไม่มีข้อยกเว้นในการละเมิดสิทธิไว้ในกฎหมายลูกหรือขั้นตอนปฏิบัติอันใด ต้องกระจายอำนาจรัฐออกไปทั้งแนวดิ่งและแนวระนาบ และต้องสร้างกลไกเชิงสถาบันของการจัดการมีส่วนร่วมทุกระดับที่มีอำนาจตามกฎหมายและความพร้อมในด้านทรัพยากร นั่นจึงจะทำให้ทั้งชุมชนท้องถิ่น ชุมชนเมือง ชุมชนเก่าหรือใหม่ มีความสามารถและความชอบธรรมในการจัดการนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง
———————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : บัญญัติ ‘สิทธิชุมชน’ ในรัฐธรรมนูญ ทางออกปัญหานิเวศและสิ่งแวดล้อม : โดย…กฤษฎา บุญชัย)

องค์การเภสัชกรรมส่งยาคุณภาพทุกภูมิภาคทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150926/214094.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2558
องค์การเภสัชกรรมส่งยาคุณภาพทุกภูมิภาคทั่วไทย

องค์การเภสัชกรรมส่งยาคุณภาพทุกภูมิภาคทั่วไทย

           องค์การเภสัชกรรม กระจายยาและเวชภัณฑ์สู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยกระจายสู่ระบบบริการสุขภาพในภาครัฐมากกว่า 95% ของการบริการทางการแพทย์อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ที่มีโรงพยาบาลชุมชนอยู่ 800 กว่าแห่ง โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป 100 กว่าแห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อีกประมาณ 10,000 แห่ง นับได้ว่า เป็นการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์กระจายลงไปถึงในทุกระดับภูมิภาคของประเทศ นอกจากนั้น ยังเข้าไปมีส่วนในการบริหารจัดการคลังยาของสถานบริการ และโรงพยาบาลต่างๆ ด้วยการนำระบบวีเอ็มไอ (Vender Managed Inventory) ทำให้ทราบถึงสถานะของปริมาณของยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อให้โรงพยาบาลได้มียาใช้อย่างเพียงพอ ต่อเนื่อง

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรม รัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่จัดอยู่ในประเภท “รัฐวิสาหกิจเพื่อสังคมและเทคโนโลยี”  มีหน้าที่หลักในการวิจัยพัฒนา ผลิต จัดหา และกระจายยา และเวชภัณฑ์ สู่ระบบสาธารณสุขของประเทศ เป็นกลไกหลักในการรักษาเสถียรภาพราคายาของประเทศ ไม่ให้ราคายาในท้องตลาดสูงเกินไป และเป็นราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งการที่องค์การเภสัชฯ เป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายยารายใหญ่ของประเทศ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การกำหนดราคายาของผู้จำหน่ายยารายอื่นๆ ใช้ราคายาขององค์การเภสัชฯ เป็นแนวทาง ส่งผลให้ประชาชนได้เข้าถึงยาในราคาที่เหมาะสมได้มากขึ้น

“องค์การเภสัชฯ ทำหน้าที่ผลิต จัดหา และกระจาย ในปริมาณ และรายการยาและเวชภัณฑ์ที่เพียงพอต่อการเข้าถึงยาของประชาชน โดยมุ่งเน้นรายการยาที่มีความจำเป็นต่อระบบสาธารณสุขและสังคม ได้แก่ ยาผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยเอชไอวี ซึ่งยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นยาที่มีการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือซีแอล ซึ่งมีกติกาชัดเจนว่า องค์การเภสัชฯ ไม่สามารถจะทำกำไรได้ นอกจากนั้น ยังผลิตยาจำเป็นพื้นฐานอีกมากกว่า 300 รายการ กระจายผ่านระบบการบริการภาครัฐ อาทิ ยาความดันโลหิตสูง ยาเบาหวาน ยาแก้ปวดลดไข้ ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น ถือได้ว่า เป็นผู้ผลิตและจัดหามากรายการที่สุดของประเทศ”

“หัวใจที่สำคัญที่สุดของการดำเนินงาน คือ การให้ประชาชนใช้ยาที่มีคุณภาพ องค์การเภสัชฯ ดำเนินการผลิตยา และจัดหายา ภายใต้มาตรฐานจีเอ็มพี-พีไอซี/เอส คุณภาพของยาและปริมาณยาที่ผลิตต้องดำเนินควบคู่กันไปอย่างเคร่งครัด โดยมีหน่วยงานที่สำคัญคอยควบคุมและกำกับดูแล ได้แก่ หน่วยงานวิจัยและพัฒนา และหน่วยงานควบคุมคุณภาพ ที่ดำเนินการทุกอย่างตามมาตรฐานและขั้นตอน โดยหน่วยงานวิจัยและพัฒนา จะทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้สูตรตำรับยาที่มีประสิทธิผลในการรักษาเทียบเท่ายาต้นแบบ ส่วนหน่วยงานด้านควบคุมคุณภาพ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนจะทำการควบคุมคุณภาพการผลิตทุกขั้นตอน ตามมาตรฐานจีเอ็มพี-พีไอซี/เอส ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ โดยทำการควบคุมคุณภาพตั้งแต่วัตถุดิบ จนเป็นยาสำเร็จรูป จะไม่ยอมปล่อยผ่านยาที่ไม่ได้คุณภาพผ่านออกไปโดยเด็ดขาด”

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงผลงานขององค์การเภสัชฯ ในรอบปีที่ผ่านมาว่า ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต จัดหา และกระจาย ยาเชิงสังคมยาที่มีจำเป็น สู่ระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อสนองนโยบายของรัฐในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ โดยทำการผลิตและจัดหายา ทดแทนการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และยาที่ขาดแคลนในระบบสาธารณสุขที่มีผู้ผลิตน้อยราย ทำให้ช่วยรัฐประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านยาให้แก่ประเทศได้ปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557-กรกฎาคม 2558 ช่วยประหยัดไปแล้ว 4,090.89 ล้านบาท

องค์การเภสัชฯ เดินหน้าขยายกำลังการผลิตเพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงยาที่จำเป็นอย่างเพียงพอ กับโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ตามมาตรฐานจีเอ็มพี-พีไอซี/เอส ที่รังสิต ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเมื่อเดือนมิถุนายน 2558 ขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการผลิตยาแล้ว โดยดำเนินการผลิตยาเม็ดและแคปซูล กลุ่มยาที่มูลค่าการใช้สูง ยาต้านไวรัสเอดส์ ยาเบาหวาน ยาความดัน และยาจำเป็นอื่นๆ ในเบื้องต้นจะดำเนินการผลิตประมาณ 32 รายการ กำลังการผลิต 2,500 ล้านเม็ดต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากกำลังการผลิตของโรงงานแห่งเดิม

ส่วนการดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนก ตามมาตรฐานฮู-จีเอ็มพี ที่ จ.สระบุรี ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ให้บริษัทผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างต่อแล้ว ส่วนการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย ที่ดำเนินการผลิตโดยโรงงานต้นแบบ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร องค์การเภสัชฯ ดำเนินการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายในโรงงานต้นแบบ โดยผ่านการทดสอบระดับพรีคลินิกแล้ว

“พบว่า มีความปลอดภัย และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ขณะนี้เตรียมเข้าสู่การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2 จะดำเนินการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ในกลางปี 2559 คาดว่า จะทราบผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกทั้งหมด ในกลุ่มอายุ 12-49 ปี ในปี 2560 และจะดำเนินการเพื่อขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อไป และจะนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละประมาณ 3.5 ล้านโดส และที่สำคัญจะเป็นศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตวัคซีน เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้วยการพึ่งตนเองของประเทศไทย”

นอกจากนั้น ในปี 2558 องค์การเภสัชฯ ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวน 8 รายการ ได้แก่ 1.ยาเม็ดลดความดัน Irbesartan ขนาด 300 มิลลิกรัม 2.ยาเม็ดลดไขมันในเส้นเลือด Fenofibrate ขนาด 160 มิลลิกรัม 3.ยาเม็ดรักษาจิตเวช Fluoxetine 20 มิลลิกรัม 4.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรบำรุงความจำ “พรมมิ” ชนิดเม็ด เป็นการต่อยอดงานวิจัยจากคณะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยข่อนแก่น 5.ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz ขนาด 50 และ 200 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นยาตามประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือซีแอล 6.ยาจิตเวช Fluoxetine dispersible ขนาด 20 มิลลิกรัม มีคุณสมบัติแตกตัว และออกฤทธิ์ได้เร็ว 7.ยาเม็ดรักษาอาการศีรษะล้าน GPO-Finax-1 ขนาด 1 มิลลิกรัม และ 8.ยาเม็ดรักษาผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตผิดปกติ GPO-Finax-5 ขนาด 5 มิลลิกรัม

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ยังได้พูดถึงแผนงานในอนาคตอันใกล้ขององค์การเภสัชกรรมว่า โรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนก จะเปิดดำเนินการผลิตวัคซีนได้ จำนวน 1 รายการ นอกจากนั้น มีแผนดำเนินการพัฒนาการดำเนินงานในทุกด้าน อาทิ แผนการก่อสร้างโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ในเฟส 2 ที่รังสิต เพื่อผลิตยาน้ำ ครีม ขี้ผึ้ง ยาปราศจากเชื้อ แผนการก่อสร้างโรงงานผลิตเภสัชเคมีภัณฑ์แห่งใหม่ เพื่อผลิตเคมีภัณฑ์ชุดทดสอบต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ วัตถุดิบทางยา แผนการพัฒนาระบบคลัง และกระจายสินค้าให้มีความทันสมัย ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น กระจายได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

‘ขวัญชัย วงศ์นิติกร’คนพัฒนาชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150926/214093.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2558
‘ขวัญชัย วงศ์นิติกร’คนพัฒนาชุมชน

ตำแหน่งหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้น ผลงานคือสิ่งที่สามารถยืนยันคุณภาพของ “คนพัฒนาชุมชน” นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

            หน้าที่การงานและตำแหน่งราชการมีการเปลี่ยนแปลงได้ ผลงานที่ปรากฏเท่านั้นที่พิสูจน์ความสำเร็จของชีวิตรับราชการ และระบบการทำงานจะทำให้งานสามารถเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นอธิบดีที่ดำรงตำแหน่งที่นี่ได้กว่า 3 ปี ถือว่า ทำหน้าที่นี้ได้นานกว่าที่ผ่านมา จึงสามารถจัดระบบและสร้างผลงานได้อย่างมาก ที่ภูมิใจมากก็คือ การพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มมากขึ้นจากที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี 2558 ความพยายามยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างรายได้ให้ชุมชนตั้้งเป้าสร้างรายได้ให้ได้ 100,000 ล้านบาท ผลปรากฏว่าจากการสรุปผลงานตามงบประมาณ 2558 สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ 110,000 ล้านบาท ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

ทั้งนี้ เป็นผลจากการเพิ่มศักยภาพและพัฒนาปรับปรุงรูปแบบทางด้านบรรจุภัณฑ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เกิดจากพื้นฐานภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นให้ตรงกับความต้องการของตลาดและกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ความภูมิใจในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากนี้ ยังได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ชุมชน ถึง 80,000 ผลิตภัณฑ์ พร้อมๆ กับการเน้นเรื่องการพัฒนาคน พัฒนาการตลาด ให้สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในผลิตภัณฑ์ รวมถึงการ “สร้างแบรนด์” สินค้าชุมชน สามารถนำไปสู่การเปิดตลาดระดับอินเตอร์ได้ สามารถส่งผลิตภัณฑ์นำออกจำหน่ายได้ทั้งปี ผ่านชายแดนไทยไปสู่ตลาดสากล เป็นการเพิ่มรายได้เพิ่มความอยู่ดีกินดีและคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนไทยทั่วประเทศที่อยู่ตามอำเภอตำบลและหมู่บ้านต่างๆ ให้มีโอกาสเปิดตลาดไปต่างประเทศ มีผู้ได้รับผลประโยชน์มากกว่า 6 แสนคน

ผลงานที่ภูมิใจอีกส่วนก็คือ การงานด้านกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ 7,000-9,000 ล้าน สำหรับนำไปส่งเสริมสตรีไทยกว่า 3 ล้านคนให้มีอาชีพ รวมถึง 3 หมื่นโครงการ และพร้อมที่จะรับโอนงานมาดำเนินการต่อไป สร้างสตรีมีคุณค่าและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างมาก

ในด้านเศรษฐกิจฐานราก ได้ดำเนินการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทำให้ 25% ของหมู่บ้านและชุมชน มีแนวทางการดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ได้

ต่อไป กรมพัฒนาชุมชนจะสามารถมีศูนย์ฝึกอบรมที่มีคุณภาพแบบสมาร์ท คอลเลจ เป็นที่พร้อมทุกอย่างในการอำนวยความสะดวก ที่พัก อาหาร ห้องประชุม สำหรับพัฒนา “บุคลากร” ทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร นับเป็นความภูมิใจที่จะมีสถานที่อบรมให้ความรู้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

สรุปแล้ว การพัฒนาชุมชน หลังจากที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว ต่อไปนี้จะเน้นการสร้าง “ตลาดนัดชุมชน” ให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์จาุกชุมชน ทั้งสินค้าโอท็อป สินค้าจากกลุ่มสหกรณ์หรือสินค้าที่ชุมชนผลิตได้ ให้สามารถที่จะ “ผลิตและค้าขาย” เป็น ขณะนี้มีตลาดนัดชุมชนกว่า 2,000 แห่ง รองรับการพัฒนาชุมชนต่างๆ ได้

หากมีการเปิดการเชื่อมโยงของกลุ่มอาเซียนหรือเออีซีก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ให้ผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่มุ่งไปสู่ตลาดสากลได้มากยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับพัฒนาคนและพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับผู้ซื้อผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศด้วย

ขณะนี้ มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับล่างสุดกว่า 27,395 ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนา เพื่อต่อยอดไปสู่การส่งออกเข้าสู่ตลาดมาตรฐานสากลเพื่อรองรับการเปิดตลาดเออีซีในปี 2558 กลุ่มแรกที่ได้รับการพัฒนาคือ กลุ่มอาหารต่อไปเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ประเภทของตกแต่งของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกายในลำดับต่อไป

ประวัติสังเขป
– 15 มกราคม 2522 ปลัดอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์
– 14 ธันวาคม 2549 ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล
– 20 ตุลาคม 2551 ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ
– 20 ธันวาคม 2553 อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
– 2554 รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
– 2552-2553 โฆษกประจำกระทรวงมหาดไทย (ฝ่ายข้าราชการประจำ)
– 1 ตุลาคม 2555 อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

ประวัติิการศึกษา – รัฐศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– นิติศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
– ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
– พ.ศ.2535 หลักสูตรนายอำเภอรุ่นที่ 32
– พ.ศ.2538 หลักสูตรนักปกครองระดับสูงรุ่นที่ 33
– พ.ศ.2548 หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พ.ศ.2548

ตำแหน่งอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย – 10 พฤศจิกายน 2552- ธันวาคม 2553
กรรมการรัฐวิสาหกิจ
– 29 พฤศจิกายน 2554 – ปัจจุบัน คณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง
– 27 ธันวาคม 2554 – ปัจจุบัน คณะกรรมการองค์การตลาด
– 4 ธันวาคม 2555 – ปัจจุบัน คณะกรรมการธนาคารออมสิน

ศธ.ยันเอแบคต้องช่วยให้นศ.3พันรับปริญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150925/214078.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2558
ศธ.ยันเอแบคต้องช่วยให้นศ.3พันรับปริญญา

อาจารย์-นศ.เอแบค บุกศธ.ยื่นหนังสือ ‘ดาว์พงษ์-พินิติ’ ช่วยแก้ปัญหาขัดแย้งภายในมหา’ลัย และดูแลให้นศ.ประมาณ 3,000 คนได้รับอนุมัติปริญญา

             เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(เอแบค) ในฐานตัวแทนมหาวิทยาลัย พร้อมด้วยน.ส.พลอยไพลิน เหล่าพรายนาคนายกองค์การนักศึกษา เอแบค เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศธ. และรศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) เพื่อหารือถึงการปฏิบัติหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยและขอให้ช่วยจัดการ ปัญหาภายในมหาวิทยาลัย

นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีปัญหาความขัดแย้งของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ที่ไม่เข้าร่วมประชุมสภาฯวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้องค์ประชุมไม่ครบและไม่สามารถพิจารณาอนุมัติปริญญาบัตร ให้แก่บัณฑิตที่จะจบในปีการศึกษา 2558 ประมาณ 3,000 กว่าคน ซึ่งจะต้องเข้ารับปริญญาในวันที่ 22 พ.ย.นี้ รวมทั้งไม่สามารถรับรองงบดุลปี2557 และไม่สามารถนำส่งงบการเงินประจำปีให้กับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ขณะเดียวกันกรรมการเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าประชุมสภาฯ กลับไปประชุมกันเองภายนอกมหาวิทยาลัยและมีมติปลดนายกสภาฯ และกรรมการสภาอีก 2 คน ตนจึงอยากให้สกอ.และรมว.ศึกษาธิการ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

รศ.ดร.พินิติ กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นความขัดแย้งของสภามหาวิทยาลัยเอแบคที่แตกเป็นสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายก็ยื่นหนังสือถึงสกอ. และยืนยันว่าหนังสือที่แต่ละฝ่ายเซ็นต์มาถูกต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ดังนั้นจะต้องหาทางออกว่าอำนาจทางกฎหมายขณะนี้ใครถูกหรือไม่ถูกอย่างไร สกอ.ไม่สามารถตัดสินได้ทันทีว่าฝ่ายได้ถูกหรือผิด อย่างไรก็ตาม พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้มอบให้สกอ.เชิญกรรมการสภาฯทั้งสองฝ่ายมาหารือกันในสัปดาห์หน้า เพื่อดูว่าใครใช้อำนาจที่ถูกหรือผิดอย่างไร โดยยึดตามข้อกฎหมายเป็นหลัก มั่นใจว่ามีทางออกแน่นอน

“สำหรับนักศึกษาที่จบในปีนี้ ไม่ต้องกังวลเพราะการอนุมัติการจบการศึกษาเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย แต่การอนุมัติปริญญาเป็นอำนาจของสภาฯ ซึ่งแม้จะประชุมสภาไม่ได้ก็สามารถทำหนังสือเวียนแจ้งขออนุมัติปริญญาให้กรรมการสภาฯทุกลงนาม และหากภายใน 7 วันไม่มีผู้คัดค้านก็ถือได้รับการอนุมัติ ซึ่งที่ผ่านมาหลายมหาวิทยาลัยก็ใช้วิธีนี้ ผมขอว่าอย่าเอาเด็กมาเป็นตัวประกัน ส่วนที่ว่าใครจะเป็นผู้มีสิทธิ์ลงนามในหนังสือเวียนดังกล่าว เพราะ ยังมีข้อโต้แย้งในอำนาจหน้าที่ของแต่ละคนนั้น ขณะนี้ยังถือว่านายกสภาฯยังปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมาย จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา”รศ.ดร.พินิติ กล่าว

ด้าน น.ส.พลอยไพลิน กล่าวว่า ส่วนตัวคิดอยู่แล้วว่า อย่างไรก็ต้องได้รับปริญญา เพียงแต่อยากให้มีความมั่นใจ ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด เนื่องจากขณะนี้มีมีปัญหาเรื่องการบริหารงานภายในของมหาวิทยาลัย และเริ่มกระต่อนักศึกษา และนักศึกษาหลายคนก็เริ่มขาดความเชื่อมั่นในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ ดังนั้นจึงอยากให้เร่งแก้ไขปัญหา

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ตนได้รับหนังสือร้องเรียนถึงปัญหาทางม.อัสสัมชัญ เพื่อขอให้ตนใช้อำนาจรมว.ศึกษาธิการ เข้าไปกำกับดูแลและแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่ตนคิดคืออยากจะพูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่ายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยให้ รศ.ดร.พินิติ ไปประสานกับทางสภามหหาวิทยาลัยมาพบเพื่อหารือปัญหาที่มีนั้นมีทางออกหรือไม่ สามารถตกลงกันได้หรือไม่ เพราะม.อัสสัมชัญเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน มีอิสระในการบริหารจัดการ ศธ.ไม่สามารถเข้าไปสั่งการอะไรได้ แต่ในพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ก็มีกฎระเบียบกติกาซึ่งก็ต้องไปดูอีกครั้ง

“ในส่วนของนักศึกษา 3,000 คนที่มีความกังวลว่าจะไม่ได้รับรองปริญญานั้น ผมไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อมีปัญหาขึ้นมาเมื่อทางสภามหาวิทยาลัยมาพบ ก็ต้องพูดคุยกันและต้องดูแลนักศึกษาเขาเป็นอันดับแรก ซึ่งประเด็นนี้ผมว่าผู้ใหญ่ทุกคนต้องคิดได้และเชื่อว่าไม่มีใครอยากใช้เด็กเป็นเครื่องมือ แต่หากใครใช้ก็บาป”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ม.อัสสัมชัญได้เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายบัญชา แสงหิรัญ จำเลยที่หนึ่งกับพวกรวม 5 คนต่อศาลแพ่ง กรณี ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ที่ให้นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล เป็นรักษาการอธิการบดีแทนนายบัญชา โดยศาลแพ่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ห้ามนายบัญชาและพวกรวม 5 คนกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการอธิการบดีของนายสุทธิพร และให้ปฏิบัติตามมติสภาเอแบคเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558

ลงพื้นที่ทำข่าวปัญหาสังคมพิราบฝึกหัดจำต้องเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150925/214025.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2558
ลงพื้นที่ทำข่าวปัญหาสังคมพิราบฝึกหัดจำต้องเรียนรู้

ลงพื้นที่ทำข่าวปัญหาสังคมพิราบฝึกหัดจำต้องเรียนรู้ : จารยา บุญมากรายงาน

           ในวันขับเคลื่อนประเด็นคนจนเมือง นักศึกษากว่า 10 คน ที่ทยอยลงพื้นที่สลัมบางปิ้ง จ.สมุทรปราการ เพื่อถ่ายภาพและหาข้อมูลมาเขียนงาน ในกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการที่จัดโดยสาขาวิชานิเทศศาสตร์นั้น เป็นอีกมุมหนึ่งของการศึกษานอกห้องเรียนที่น่าสนใจไม่น้อย หลังผ่านการอบรมภาคทฤษฎีมาเป็นเวลา 2 วัน นักศึกษาบางคนเลือกเดินเข้าไปในซอก หลืบ เล็กๆ ของสลัม ที่บางมุมมีซากปรักหักพังจากการรื้อถอน

ขณะที่บางคนเลือกนั่งคุยกับแหล่งข่าวชาวบ้านด้วยความสนใจในปัญหาชุมชนเก่าแก่กว่า 150 ปี ที่กำลังมีปัญหากรณีการไล่รื้อจากเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นเอกชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการดำเนินคดีในชั้นศาล นับเป็นปรากฏการณ์ภาคปฏิบัติของพิราบฝึกหัดที่ท้าทายพอสมควรกับการทำประเด็นเล็กๆ ของสังคม

“ได้ยินชาวบ้านเขาเล่าว่า การออกหมายจากเจ้าของที่ดินสลัมบางปิ้ง เพื่อให้ชาวบ้านย้ายออกจากสลัม มันเป็นเรื่องจริงที่แสนเจ็บปวด แต่ก็น่าสนใจ เพราะเราเองก็ไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้มาก่อน มันเหมือนละคร แต่เป็นเรื่องจริง สลัมบางปิ้งใหญ่มาก มีทั้งพุทธ มุสลิม อาศัยอยู่ เราก็ยังสงสัยว่า แล้วคนมากขนาดนี้จะไปอยู่ตรงไหน แต่เดี๋ยวภาคบ่ายเราจะเข้าไปคุยต่อ หนูอยากได้ภาพมากกว่านี้ค่ะ ถ่ายไม่ได้ก็ถ่ายซ่อมเอาหลายๆ ครั้ง” วราภัสร์ มาลาเพชร นักศึกษาสาวสาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงประสบการณ์จากการลงพื้นที่สลัมบางปิ้ง

วราภัสร์ย้ำด้วยว่า จากข้อมูลที่ได้รับฟังจากชาวบ้านพอจะมีชุดความจริง และความเห็นหลายๆ ด้านที่พอจะประกอบการเขียนข่าวได้ แต่ในส่วนของการถ่ายภาพอาจจะต้องประเมินสถานการณ์หลายๆ ครั้ง และอาจต้องขอแหล่งข่าวถ่ายภาพในหลายมุม แม้ค่ายสารคดีที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นจะเป็นช่วงสั้นๆ ของการอบรมเชิงปฏิบัติการ

แต่ วราภัสร์และเพื่อนๆ ได้เรียนรู้หลายอย่างพร้อมกัน ตั้งแต่ทฤษฎีการถ่ายภาพสารคดี วิธีการสื่อความหมายจากองค์ประกอบภาพโดยช่างภาพมืออาชีพ ตลอดจนหลักการตั้งประเด็นคำถามเพื่อให้ได้งานเขียนที่เล่าเรื่องราว ซึ่งในที่นี้หมายถึงเรื่องราวของชุมชนสลัมบางปิ้ง

วราภัสร์ เสริมข้อมูลอันน่าสนใจของชุมชนบางปิ้งด้วยว่า จากการสอบถามชาวบ้านในชุมชน ทราบว่ามีหลายคนถูกฟ้องดำเนินคดี โดยอ้างคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และย้ายที่อยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2552 ทว่า ในปี 2557 คนในชุมชนยังต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินต่อเนื่อง เริ่มที่ 200 บาทเป็นอย่างต่ำ ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ชี้ว่า ชาวสลัมถูกเอาเปรียบ แต่อาจต้องพิสูจน์จากหลักฐานเอกสารต่อไป

โดยส่วนตัวต้องการเขียนมุมมองผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการไล่รื้อชุมชน ซึ่งจากการสอบถามพบว่า มีทั้งมิติของการศึกษาในชุมชนมุสลิมที่ต้องยุติบทบาทลงไป และการสิ้นสุดของชุมชนที่ก่อร่างสร้างตัวมานานนับร้อยปี รวมทั้งความหวังในอนาคตของคนสลัมบางปิ้ง เพื่อสะท้อนว่าพวกเขาวางแผนอะไรบ้าง ข้อเท็จจริงของสลัมบางปิ้งจะเป็นอย่างไร

ซึ่งจะตรงกับข้อมูลที่วราภัสร์และเพื่อนๆ ได้รับมาหรือไม่ ทว่าอย่างน้อยการเริ่มต้นศึกษาประเด็นปัญหาของสังคมในฐานะว่าที่นักสื่อสารรุ่นใหม่ ก็เป็นบทเรียนสำคัญนอกมหาวิทยาลัยที่ช่วยจุดประกายประเด็นขับเคลื่อนสังคมของคนจนเมืองได้

ผศ.มัทนา เจริญวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวารสารศาสตร์ อธิบายถึงที่มาของโครงการว่า การจัดอบรมสารคดีครั้งนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการวิจัย “การเรียนการสอนแบบบูรณาการเพื่อการผลิตสารคดี:การเชื่อมโยงการรู้จักตนเองสู่ความเข้าใจสังคมและการสื่อสารสาธารณะ” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้ชุดโครงการ “ภาวนาคือชีวิต : วิถีชีวิตที่เอื้อต่อชุมชนและสังคม” และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร มีอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากรร่วมเป็นนักวิจัย 4 คน คือ อ.ภัทราพันธ์ หรุ่นรักวิทย์ ผศ.มัทนา เจริญวงศ์ อ.สมศักดิ์ ชาติน้ำเพ็ชร และผศ.ดร.อภิญญา อิงอาจ

“จริงๆ แล้วโครงการนี้มีกิจกรรมหลายอย่าง แต่จะต่างจากการอบรมสารคดีทั่วไปตรงที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับเรียนรู้แบบองค์รวมมาเกี่ยวข้องด้วย กิจกรรมส่วนนี้จะเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้และตระหนักในตัวเอง โดยมีข้อสมมุติฐานว่า หากนักศึกษารู้จักตัวเองก็จะเกิดความเข้าใจคนอื่น รวมถึงเข้าใจบริบทต่างๆ ที่แวดล้อมประเด็นที่จะนำเสนอด้วย เช่น รู้ว่าตัวเองอยู่ในภาวะอารมณ์แบบไหน ที่เขียนเรื่องแบบนี้เพราะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร รู้จักตั้งคำถามว่าตัวเราเองมีการรับรู้ หรือเข้าใจคนอื่นที่เป็นแหล่งข่าวของเราอย่างไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น รวมทั้งมีความเข้าใจประเด็นที่เกิดขึ้นอย่างไร” ผศ.มัทนา กล่าว

ส่วนสาเหตุที่เลือกลงพื้นที่ชุมชนแออัดทั้ง 4 แห่ง คือ ชุมชนบางนา ชุมชนวัดใต้ ชุมชนช่องลม และชุมชนบางปิ้ง เนื่องจากตอนประชุมวางแผนการจัดกิจกรรมอยากให้นักศึกษาลงพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย แต่มีเรื่องราว มีมิติของความเป็นมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก หรืออาจมีแง่มุมความขัดแย้ง แต่ต้องไม่ไกลมากจนมาเก็บข้อมูลซ้ำสองด้วยตัวเขาเองไม่ได้ จึงสรุปกันว่าจะให้นักศึกษาลงพื้นที่ชุมชนแออัด

โดย ดร.ธรรมนิตย์ ได้ช่วยประสานติดต่อแกนนำเครือข่ายสลัมสี่ภาคก่อนลงพื้นที่เพื่อให้มีแกนนำชาวบ้านแต่ละชุมชนนำนักศึกษาลงพื้นที่ดังกล่าว และกำหนดว่า ลงพื้นที่ นักศึกษาจะต้องคิดประเด็นนำเสนอเอง ไม่มีโจทย์บังคับว่าต้องทำประเด็นไหน พวกเขาสามารถคิดเองได้เต็มที่ เท่าที่ลงภาคสนามนักศึกษามีความตื่นตัวกันดี หลายกลุ่มมีประเด็นที่น่าสนใจ

ด้าน สุปรียา นาวาทอง ผู้ประสานงานชุมชนบางปิ้ง ที่นำคณะศึกษาลงพื้นที่ กล่าวว่า รู้สึกดีที่มีค่ายเยาวชนเข้ามาทำความรู้จักกับชุมชน อย่างน้อยคนรุ่นใหม่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถรับฟังปัญหาคนจนเมืองแล้วถ่ายทอดออกสู่สังคมได้ ยิ่งรู้ว่าเป็นนักศึกษาที่เรียนด้านงานข่าวด้วยแล้ว ก็ยิ่งน่ายินดี เพราะประเด็นคนเล็กคนน้อย ปัจจุบันนี้แทบไม่มีมุมสาธารณะให้เล่าขานแล้ว

ปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ’ม.อัลอัซฮัร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150924/213958.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558
ปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ'ม.อัลอัซฮัร'

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน : ปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ’ม.อัลอัซฮัร’

            วันนี้คอลัมน์เปิดโลกการศึกษามุสลิมขอนำเรื่องราวความคิดของน้องๆ นักศึกษาซึ่งกำลังจะหลุดพ้นจากกฎเหล็กของสถาบันปรับพื้นฐานภาษาอาหรับหรือที่น้องๆ ต่างเรียกติดปากกันว่า “ตัมฮีดีย์” เพื่อเข้าสู่การเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรเต็มตัว

เมื่อสมัยก่อนสถาบันการศึกษาศาสนาของเมืองไทยที่ไม่มีการเทียบเท่ากับสถาบันอัลอัซฮัรก็ต้องมีการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงในการลัดฟ้ามาสอบวัดผลด้วยตัวเองแล้วก็เข้าเรียนในระดับผลการสอบของตัวเอง หลังจากนั้นไม่นานก็มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อสถาบันการศึกษาในประเทศไทยทำการเทียบเท่า นักศึกษาสามารถเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องมีการสอบ หลังจากนั้นมาเมื่อเจ้าหน้าที่อัลอัซฮัรเกิดการวิเคราะห์ ทำไมนักศึกษาต่างชาติถึงสอบไม่ผ่านเยอะแยะมากมายขนาดนี้ และนี่คือ ที่มาของการจัดระเบียบการใหม่สำหรับนักศึกษาต่างชาติ ก่อนเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยจะต้องสอบวัดระดับ ไม่ว่าจะมีประกาศนียบัตรการันตีถึงการจบการศึกษาจากไทยแล้วก็ตาม แต่เมื่อมาถึงอียิปต์ ทุกคนจะต้องสอบวัดผลและเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับก่อนหนึ่งปี พร้อมกับอยู่ภายใต้กฎที่แสนจะเข้มงวด

“ไอลดา แซ่หลี”  สาวจาก จ.นครศรีธรรมราช จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาเอกภาษาอาหรับ พ่อแม่ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า การได้มาศึกษาปรับพื้นฐานภาษาอาหรับของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร เป็นการเรียนการสอนที่มีระบบ เป็นขั้นตอน ตั้งแต่ระดับชั้นที่หนึ่ง จนถึงชั้นที่เจ็ด ทำให้ง่ายต่อการปรับตัวในการเรียนรู้ วิธีการสอนของอาจารย์ครอบคลุมทักษะทั้ง 4 คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน มีการให้ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน ใช้ภาษาอาหรับกลางในการเรียนการสอน คณะอาจารย์มีความกระตือรือร้นในการสอน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อนักศึกษา

แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียน คือในช่วงแรกๆ ที่เริ่มเรียนมีปัญหาในการสื่อสารกับอาจารย์ผู้สอน ไม่สามารถเข้าใจได้ดีพอ และบางครั้งการออกหน้าชั้นเรียนพูดได้ไม่เต็มที่ เพราะคำศัพท์น้อย แต่ช่วงหลังๆ อัลฮัมดูลิลลาฮ์ ได้ปรับตัวขึ้นตามลำดับ อยากบอกกับน้องๆ ทุกคน ที่กำลังจะเข้าสู่โหมดการศึกษาการเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ อย่างแรกคือ ต้องตั้งใจเต็มร้อย ต้องมีความกล้า ต้องมีมิตรไมตรีที่ดี พยายามเข้าหาเพื่อนต่างชาติเพื่อจะได้เพิ่มทักษะเรื่องภาษา

“อิรฟาน สามารถดี”  จบการศึกษาจาก ร.ร.ดรุณศาสน์วิทยา พ่อแม่ทำสวน น้องอิรฟานบอกว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีโอกาสเข้าเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับ เพราะเป็นการปรับพื้นฐานด้านภาษา ซึ่งเป็นกุญแจดอกสำคัญในการไขความรู้ในระดับมหาวิทยาลัยต่อไป ความยากง่ายของการเรียนขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคล สิ่งที่สำคัญคืออย่าลืมเป้าหมายของการมาที่นี่ และพยายามให้ถึงที่สุด เทคนิคในการเรียนภาษาก็คือ พูดคุยกับคนต่างชาติบ่อยๆ คุยกับครูผู้สอน และกล้าในการแสดงความคิดเห็นออกมาเป็นภาษาอาหรับ อ่านหนังสือเยอะๆ ไม่เข้าใจตรงไหนก็รีบถาม และสุดท้ายคือฟังบ่อยๆ อาจจะฟังจากวิทยุ ฟังเพลง หรือดูละครที่เป็นภาษาอาหรับ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เรามักจะไม่มี จึงส่งผลทำให้รู้สึกว่าการเรียนมีความยาก และเกิดการเบื่อหน่าย อยากบอกน้องๆ ว่าการมีพื้นฐานที่ดีในเมืองไทยมาก่อนจะได้เปรียบกว่า ต้องตั้งใจเรียน ทำตามกฎข้อบังคับและอย่าขาดเรียน สิ่งสำคัญที่สุดคือก่อนมายังประเทศอียิปต์ให้ตรวจสุขภาพก่อนจะดีที่สุด

“รวิสรา เทียนทอง” สาวจาก กทม. พ่อมีอาชีพเป็นช่างตัดผม ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน น้องรวิสรา บอกความในใจว่า การเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับเป็นการเริ่มต้นที่ยากในระดับหนึ่ง จากที่คิดว่าคงไม่ยาก เป็นการเสริมสร้างทักษะทางภาษาที่ดีมาก ช่วยให้มีความกล้าในการสนทนาภาษาอาหรับมากขึ้น ได้ทบทวนวิชาความรู้ที่เคยเรียนมา และใช้ศัพท์ต่างๆ ได้มากขึ้น สิ่งที่ยากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของคำศัพท์ เพราะมีศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มมาเยอะมาก ทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองให้เรื่องของการค้นหาความหมายของศัพท์ต่างๆ อยู่ตลอด อยากบอกน้องใหม่ว่าการมาศึกษาในประเทศแห่งนี้ อยากให้ทุกคนเปิดใจไปกับทุกสถานการณ์ ทุกการศึกษาในรูปแบบที่ถูกจัดไว้ อย่าอายที่จะพูด อย่ากลัวที่จะพูดผิด เพราะการพูด การสนทนาจะเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนปรับภาษา

ไม่ใช่เรื่องง่ายของการที่จะย่างก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร การศึกษาในประเทศแห่งนี้ ไม่ใช่แค่การเปิดหนังสือแล้วท่อง หากแต่ต้องใช้ชีวิตให้เป็นและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์

อยู่อย่างพี่น้องและพอเพียงหัวใจสำคัญโรงเรียนตชด.บ้านถ้ำหิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150924/213957.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558
อยู่อย่างพี่น้องและพอเพียงหัวใจสำคัญโรงเรียนตชด.บ้านถ้ำหิน

อยู่อย่างพี่น้องและพอเพียงหัวใจสำคัญ โรงเรียนตชด.บ้านถ้ำหิน

            พื้นที่สีเขียวที่รายล้อมไปด้วยไม้สารพัดประโยชน์อย่างกล้วยหลากพันธุ์  และไม้ยืนต้น ทั้งไม้สัก ต้นลำไย มะม่วง  สลับกับยอดอ่อนของผักสวนครัวภายในบริเวณโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน  (ตชด.) บ้านถ้ำหิน ต.สวนผึ้ง ที่อยู่ในอ้อมกอดของแนวเขาซ้อน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี  เป็นดั่งฉากหลังบ้านในฝันของใครหลายคน ทว่า สำหรับเด็กนักเรียนกว่า

280 ชีวิตแล้ว ที่นี่คือความจริงที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2527  เพื่อรองรับเด็กยากจนในแนวชายแดนไทย-พม่า รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งกะเหรี่ยง กะหร่าง มอญ พม่า โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ สถานะ และที่มาของรากเหง้าของเด็กคนใดคนหนึ่งออกจากกัน

“สุวรรศญา สดเจริญ”  ครูสาวประจำโรงเรียนที่สั่งสมประสบการณ์สอนมานานกว่า 17 ปี เล่าว่า การศึกษาที่นี่เป็นแบบน้องพึ่งพี่  ที่มีความผูกพันกันมานานในทุกด้าน  โดยในแต่ละวันทำการของโรงเรียน เด็กๆ จะเดินทางมาโดยรถรับส่งที่ผู้ปกครองจ่ายค่าเช่ารถรายเดือนในราคาถูก เมื่อมาถึงทุกคนต้องแบ่งกันทำกิจกรรมในโรงเรียน โดยมีทั้งกิจกรรมการทำความสะอาดอาคาร สถานที่ต่างๆ ไปจนถึงฝ่ายดูแลพืช ผัก สวนครัว ฝ่ายพยาบาล และฝ่ายเตรียมอาหารกลางวัน  จากนั้นทำกิจกรรมหน้าเสาธง ก่อนจะเข้าสู่ชั่วโมงเรียนตามปกติ  มีนักเรียนประถมปลายบางส่วนที่ต้องรับผิดชอบแปลงเกษตร และโครงการต่างๆ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“ปัญหาหลักของเด็กอนุบาลที่เพิ่งเข้าศึกษาในโรงเรียนเป็นครั้งแรกมักจะสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ต้องให้นักเรียนรุ่นพี่มาช่วยสอนภาษาเสียก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นขั้นตอนไป สอนทุกอย่าง จะเป็นแนวส่งเสริมคุณภาพชีวิต ควบคู่กับทักษะวิชาการ ปลูกฝังความรับผิดชอบ และด้วยระบบพึ่งพาอาศัยประสาพี่น้อง” ครูสาวอธิบายถึงการใช้ชีวิตง่ายๆ ในโรงเรียนขนาดเล็กท่ามกลางเทือกเขา

จือเดโอะ  นักเรียนชั้นประถมที่ 5 เล่าระหว่างนำเสนอแปลงผักของโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนว่า เป็นชาวกะหร่างที่บ้านอยู่ไกล  และไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง  แปลงผักของโรงเรียนจึงเป็นเหมือนสวนเกษตร ฝึกอาชีพในการปลูกผักของเขาและเพื่อนๆ ในโรงเรียน  เขาใช้เวลานานกับการทำความรู้จักประเภทผักในภาษาไทย เรียนรู้วิธีการดูแลพืชผักแต่ละประเภท

“มะละกอที่อยู่ในโรงเรียนเราต้องปลูกสลับกับตะไคร้ และพืชเครื่องเทศอื่นๆ เป็นการประหยัดเนื้อที่ ส่วนผักบุ้ง ผักกาด ครูจะให้ปลูกนิดหน่อย เป็นพืชระยะสั้น แต่ถ้าเป็นกล้วยกับลำไย พืชยืนต้นพวกนี้เราขายได้ ชอบที่โรงเรียนสอนให้รู้ทั้งหนังสือ รู้ทั้งวิธีปลูกผัก มันก็กินได้ อร่อยด้วย” จือเดโอะ อวดผลงานโรงเรียนด้วยความภูมิใจ

“มูลา”  เด็กหญิงชาวกะเหรี่ยง อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่าว่า แต่ละวันเธอกับเพื่อนต้องสลับกันทำหน้าที่สอนภาษาไทยให้แก่น้องๆ ชั้นอนุบาล  และบางวันต้องช่วยครูดูแลเรื่องอาหารกลางวัน

หลังเลิกเรียนกลับบ้าน ระหว่างนั่งรถกลับบ้านมูลาใช้เวลาสื่อสารภาษาไทยกับน้องๆ ทุกวัน และการปฏิบัติหน้าที่ของรุ่นพี่อย่างเธอก็ช่วยแบ่งเบาภาระครูในโรงเรียนได้เช่นกัน

โรงเรียนแห่งนี้ขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษา ล่าสุดโครงการ “พลังสะอาดส่งต่อรอยยิ้ม” ภายใต้ความร่วมมือของบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และคาโอ คอมเมอร์เชียล  ได้ร่วมสนับสนุนอุปกรณ์การศึกษา พร้อมเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน โดย “วารุณี   กิจเจริญพูลสิน”  ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บอกว่า ได้ ร่วมกับลูกค้าทั่วไทย โดยรับบริจาคชุดนักเรียนเก่าที่ไม่ใช้แล้วที่บิ๊กซีทุกสาขาทั่วประเทศ แล้วนำไปมอบให้นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่ห่างไกลทั่วประเทศ ต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 5  ปีนี้มีชุดนักเรียนที่ได้รับบริจาครวมทั้งหมด 2 หมื่นชุด และมอบรองเท้าใหม่ให้เด็กๆ อีก 800 คู่ แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ

สนใจสมทบทุนอาหารกลางวันและอุปกรณ์การศึกษา โรงเรียน ตชด.บ้านถ้ำหิน ติดต่อได้ที่ เลขที่  666 หมู่ 5 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี 70180  อีเมล :             thumhinschool@hotmail.com   โทรศัพท์  0-3271-1286  โทรสาร   0-3271-1286

ธรรมะกลางกรุง’วัดปทุมวนารามฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150924/213963.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558
ธรรมะกลางกรุง'วัดปทุมวนารามฯ'
ธรรมะกลางกรุง'วัดปทุมวนารามฯ'

ธรรมะกลางกรุง’วัดปทุมวนารามฯ’ : หัวใจไทย

 

            ในช่วงวันเข้าพรรษา 3เดือน วัดต่างๆ ได้มีการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างหลากหลาย เพื่อให้พุทธศาสนิกชนผู้ใฝ่ในธรรมได้เข้าไปร่วมกิจกรรมทางศาสนาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับคนหนุ่มสาวที่ทำงานอยู่ใจกลางเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร ด้วยความจอแจวุ่นวายในย่านธุรกิจและห้างสรรพสินค้า บนถนนพระรามที่ 1 หลายคนอาจไม่รู้ว่าที่นี่มีวัดเก่าแก่สวยงามคือ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร: สวนป่าธรรม ใจกลางเมืองอันร่มรื่น ตั้งอยู่ระหว่างศูนย์การค้าสยามพารากอนและห้างเซ็นทรัลเวิลด์

พระเทพญาณวิศิษฐ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ได้กล่าวถึงความสำคัญและกิจกรรมของวัดนี้ว่า วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ถึง 3 องค์ด้วยกัน คือ พระเสริม พระแสน และพระไส หรือพระสายน์ โดยพระไส หรือพระสายน์ เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเมืองมหาไชย แขวงล้านช้าง ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถที่งดงาม รูปทรงแบบรัตนโกสินทร์ ส่วนพระเสริมและพระแสนนั้นอัญเชิญมาจากกรุงเวียงจันทน์ ประดิษฐานอยู่ด้วยกันในพระวิหาร ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 4

สถานที่พิเศษ คือ บริเวณด้านหลังของวัด คือ สวนป่าพระราชศรัทธา มีบรรยากาศที่ร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีศาลาพระราชศรัทธา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เป็นที่พักใจของคนเมืองกรุง เปิดให้ผู้ที่สนใจมาปฏิบัติธรรม มานั่งสมาธิ ฟังธรรม หรือทำกิจทางศาสนา โดยมีกิจกรรมปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ ซึ่งสามารถพักค้างได้ ทั้งวันธรรมดา วันหยุด และแบบไปกลับหรือปฏิบัติแบบต่อเนื่องหลายวันก็มี โดยเฉพาะตลอดพรรษานี้ ทางวัดได้เตรียมที่จอดรถภายในวัดไว้ นอกจากนี้ ทางวัดยังมีเทศน์ในทุกวัน

ปัจจุบัน วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เป็นวัดหนึ่งในโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเส้นทางแสวงบุญในมิติทางศาสนา ปี 2558 ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาวัดให้มีระบบระเบียบ ทำให้การบริหารจัดการวัดมีประสิทธิภาพสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้แก่พุทธศาสนิกชนที่มาเยี่ยมชมวัด ในฐานะที่วัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของประเทศ

 

ค่ายเยาวชนศิลปะร่วมสมัย6คัดเด็กไทยโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150923/213902.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 กันยายน 2558
ค่ายเยาวชนศิลปะร่วมสมัย6คัดเด็กไทยโกอินเตอร์

ค่ายเยาวชนศิลปะร่วมสมัย6คัดเด็กไทยโกอินเตอร์

             “โครงการค่ายเยาวชนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนได้มีพื้นที่แสดงออกถึงความสามารถในเชิงศิลปะ สำหรับภาพที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้เป็นผลงานของเยาวชนกว่า 70 คน ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินอาวุโส และคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิกิจกรรมต่างๆ ในโครงการมุ่งส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาฝีมือ แสดงออกผลงานในสถานที่ที่เหมาะสมและมีผู้คนให้ความสนใจมาชมเป็นจำนวนมาก” ชาย นครชัย ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน จัดแสดงผลงานศิลปินรุ่นเยาว์ ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินอาวุโส คณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งสิ้นจำนวน 120 ชิ้น เมื่อวันที่ 11-20 กันยายน 2558 มีเยาวชนและประชาชนให้ความสนใจเข้าชมนิทรรศการเป็นจำนวนมาก “ณรงค์ฤทธิ์  กาลจิตร์” (โจมาร์โมคัส) นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ประธานรุ่นที่ 6 นำผลงานจิตรกรรมบนผืนผ้าใบซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความเชื่อและความศรัทธา สะท้อนภาพของการสมัครสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนทุกเชื้อชาติในสังคม สะท้อนถึงปริศนาธรรม ความดีงามและสิ่งอัศจรรย์จากความเชื่อ ความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่และหลากหลาย สื่อออกมาในเชิงสัญลักษณ์ในโทนสีของแสงเทียนควันธูป และรูปแบบกรอบที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อให้คนตระหนักว่า ในความแตกต่างและหลากหลาย ทุกสิ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกัน อย่างมีเอกภาพ มาแสดง

“โครงการนี้ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับเยาวชนที่รักในงานศิลปะ ทุกคนได้พิสูจน์ฝีมือและพัฒนางาน พัฒนาความคิดในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งประโยชน์สูงสุดที่ทุกคนได้รับคือ ประสบการณ์ที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างคนทำงานศิลปะในวัยเดียวกันได้ศึกษาชีวิต วิธีคิดและการสร้างสรรค์ผลงาน การเก็บรักษาผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก”

“รัตนา สุจริต” (ตากลม)  นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (วิทยาลัยเพาะช่าง) นำเสนอผลงานภาพพิมพ์ ภาพที่เห็นนี้ใช้เทคนิคการวาดเส้นลงบนกระดาษทราย เนื่องจากการเตรียมตัวในเวลาจำกัด จึงต้องปรับเปลี่ยนการทำงานโดยใช้วิธีการดรออิ้งดินสอไขลงบนกระดาษทราย แทนค่าของแสงเงาที่เกิดขึ้นในเพลทภาพพิมพ์ โดยเลือกใช้แสงสีขาวเพื่อสื่อถึงพลังความรัก ความคิดถึงที่มีต่อยาย เธอบอกว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ คือการได้เรียนรู้การใช้ชีวิตและประสบการณ์การสร้างสรรค์งานศิลปะระหว่างเพื่อนต่างสถาบัน ครู และศิลปินผู้มีชื่อเสียงได้แลกเปลี่ยนและผสมผสานศิลปวัฒนธรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

ขณะที่ “ศิลป์สวัสดิ์ จันต๊ะไพลิน” (นาท) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นำผลงานจิตรกรรมไทยร่วมสมัยจากความประทับใจในเรื่องพระมหาชนก โดยนำหลักธรรมมาสร้างสรรค์ผลงาน ใช้การผสมผสานลวดลายไทยเข้ากับสัญลักษณ์พลังธรรมชาติ เช่นการวางรูปทรงการเคลื่อนไหวให้ผูกไปกับโครงสร้างลวดลายไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการได้พิจารณาให้เยาวชนที่มีผลงานโดดเด่นจากค่าย เดินทางไปศึกษาและสร้างสรรค์ผลงานที่ประเทศสหรัฐอเมริการุ่นละ 10 กว่าคน โดยในปีต่อๆ ไปจะเพิ่มจำนวนเยาวชนที่มีความพร้อมไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ และส่งเสริมให้มีการจัดตั้งชมรมต่างๆ เพื่อทำกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์และพัฒนาทักษะของเยาวชนในรุ่นต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย

หลักธรรมวิถีไทยพอเพียงชีวิตวันนี้วัดทุ่งม่าน-ร.ร.บ้านห้วยหละ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150923/213903.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 23 กันยายน 2558
หลักธรรมวิถีไทยพอเพียงชีวิตวันนี้วัดทุ่งม่าน-ร.ร.บ้านห้วยหละ
หลักธรรมวิถีไทยพอเพียงชีวิตวันนี้วัดทุ่งม่าน-ร.ร.บ้านห้วยหละ

หลักธรรมวิถีไทยพอเพียงชีวิตวันนี้ ณ ‘วัดทุ่งม่าน-ร.ร.บ้านห้วยหละ’ : ผกามาศ ใจฉลาด กรมการศาสนา เรื่อง-ภาพ

 

             “สมัยก่อนเกิดสงครามขึ้นระหว่างไทยกับพม่า มีทหารพม่ามาพักที่บริเวณทุ่งนา เมื่อสงครามสงบลง มีชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจาก อ.แม่พริก จ.ลำปาง มาตั้งรากฐานขึ้นที่ป่าละเมาะเป็นทุ่งกว้างว่างเปล่า ต่อมาเมื่อมีประชาชนมาอยู่เพิ่มมากขึ้นหลายสิบครัวเรือนจนเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้นได้ให้ชื่อว่า บ้านทุ่งม่าน ด้วยเชื้อชาติเป็นชาวพุทธต่อมาจึงสร้างวัดขึ้นชื่อว่า วัดทุ่งม่าน เพื่อเป็นที่พึ่งทางจิตใจมาจนถึงปัจจุบัน”

พระครูวิวิธธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดทุ่งม่าน ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และรองเจ้าคณะอำเภอบ้านโฮ่ง เล่าถึงประวัติวัดทุ่งม่าน ปัจจุบันเป็นศูนย์รวมจิตใจ แหล่งเรียนรู้บ่มเพาะด้านศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรมของชาวบ้านในชุมชน การดำเนินงานของวัดจะมุ่งเน้นด้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน การประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนนอกพื้นที่ เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน และมีการนำพลัง “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน มาเสริมสร้างให้กระบวนการดำเนินงานของวัดบรรลุผล จนทำให้วัดและบ้านทุ่งม่านเกิดความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้

“ปัจจุบันบ้านทุ่งม่านพัฒนาการสู่ชุมชนคุณธรรมเกิดจากวัดส่งเสริมให้คนในชุมชนยึดมั่นในข้อปฏิบัติหลักสำคัญ 3 ประการ 1.ยึดและปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนา คือ ศีล 5 ซึ่งถือเป็นวินัย แบบแผนในการดำเนินชีวิต 2.ดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียง พออยู่ พอกิน พึ่งพาตนเอง และแบ่งปันสู่ผู้อื่นด้วยใจเบิกบาน 3.ดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่น เน้นกิจกรรมศาสนาและวัฒนธรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชุมชน”

สำหรับกิจกรรมที่วัดดำเนินการร่วมกับคนในชุมชนตำบลป่าพลู เช่น ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ลานธรรม ลานวิถีไทย โรงเรียนวิถีพุทธ หมู่บ้านรักษาศีล 5 ชาวประชาเป็นสุข สำนักศาสนศึกษา นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมวันธรรมสวนะ วันสำคัญทางศาสนา และวันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์

ห่างจากวัดทุ่งม่านไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะได้พบกับโรงเรียนบ้านห้วยหละ เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งเป็นโรงเรียนปกติทั่วไปแต่นำวิถีพุทธที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ประยุกต์ในการบริหารและพัฒนาเด็ก

นายนิรัญ เหลืองอร่าม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยหละ เล่าว่า ขณะนี้การเรียนการสอนขับเคลื่อนด้วยพลัง บวร มีโรงเรียน เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง มีกิจกรรมส่งเสริมหลักทางศาสนา (ศีล 5) นักเรียนร่วมกิจกรรมวันพระ วันสำคัญทางศาสนา โดยการสนับสนุนจากคณะสงฆ์วัดทุ่งม่าน กิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทยดีงาม ภูมิปัญญาของท้องถิ่นจากปราชญ์ชาวบ้าน เช่น ทำตุง ทอผ้า กิจกรรมเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เช่น ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ เพาะเห็ดนางฟ้า

ในฐานะตัวแทนของ “บ้าน” บัวรัตน์ นันตา ชาวบ้านหมู่ 4 บ้านทุ่งม่าน ภูมิปัญญาท้องถิ่นประดิษฐ์ตุงมาถ่ายทอดให้เด็กๆ ในโรงเรียนบ้านห้วยหละ สอนตัดตุงชัยใช้ในงานมงคล งานบวช ขึ้นบ้านใหม่ บวงสรวง บุญเจดีย์ทราย บุญปี๋ใหม่เมือง งานบุญศาสนา เหตุผลที่ป้าบัวรัตน์มาสอนเพราะอยากให้เด็กๆ รับรู้พิธีทางศาสนาว่าจะต้องมีตุงชัย เพื่อให้มีชัยชนะไปชั่วกาลนาน เป็นมงคลกับตัวเอง รู้สึกดีใจที่ได้เห็นลูกหลานในชุมชนสนใจมาเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นตัวเอง สิ่งที่ตัวเองทำไม่ขออะไรมาก อยากให้เด็กรุ่นหลังประดิษฐ์ตุงใช้ในงานมงคลและช่วยกันสืบสานต่อไป

&nbnbsp;      ด้านนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนคุณธรรมวัดทุ่งม่านและโรงเรียนบ้านห้วยหละ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สั่งให้ทำหรือจัดตั้งขึ้นไม่ได้ ต้องเริ่มจากความคิด ความเชื่อ ความร่วมมือร่วมใจ ความมีเจตนาสุจริต มีความรู้สึกร่วมกันของชาวบ้านทุ่งม่าน คณะสงฆ์ ฝ่ายราชการก็มีความเข้มแข็ง แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยเราไม่เคยอับจนเรื่องของความมีน้ำใจ คุณธรรม จริยธรรม เรามีอยู่เต็มพื้นที่ทั่วทุกแห่ง วันนี่ที่วัดทุ่งม่านก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ได้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจ ร่มเย็นเป็นสุขของพี่น้องทุกคน

“ผมได้ไปเห็นการเรียนการสอนของน้องๆ โรงเรียนบ้านห้วยหละ นักเรียนมีความสุข มีสื่อการสอนที่ดี เรียนวิชาหลักจำเป็น แล้วบ่ายสองโมงมีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เพิ่มเติม วันนี้ได้เห็นความตั้งใจ เด็กเรียนไม่เครียด มีกิจกรรมหลากหลาย สวดมนต์ อ่านหนังสือ กีฬา ปลูกผัก ถักสาน ทำให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข สร้างคุณธรรมศีลธรรมตั้งแต่เด็ก สร้างบรรยากาศการเรียนดีมาก จะนำเรื่องราวของชุมชนคุณธรรมวัดทุ่งม่าน โรงเรียนบ้านห้วยหละ นี้ไปรายงานต่อนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม ต่อไป ถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบที่พลังบวรขับเคลื่อนคุณธรรมได้สำเร็จ” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า สำหรับบ้าน วัด โรงเรียน วัดทุ่งม่าน ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 1,000 ชุมชนคุณธรรมต้นแบบ สามารถรวมตัวกันจัดกิจกรรม “พลังบวร สู่ชุมชนคุณธรรม” ได้สำเร็จ ภายใต้ “พีระมิดขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม” ของกรมการศาสนา ด้านที่ 1 เป็นพลังขับเคลื่อน จาก บวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการพัฒนาตัดสินใจ ร่วมกันแก้ปัญหาของชุมชน พีระมิดด้านที่ 2 ข้อปฏิบัติหลักของคุณธรรม ประชาชนยึดและปฏิบัติตามหลักธรรมคําสอนของแต่ละศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และดํารงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดี จากความร่วมมือข้างต้นเกิดเป็น พีระมิดด้านที่ 3 ความมั่นคงของประเทศไทย ชุมชนมีการช่วยเหลือกัน เกื้อกูล รัก สามัคคี จนในที่สุดเกิดเป็นพีระมิดด้านที่ 4 องค์ประกอบสังคมคุณธรรม เกิดเป็นสังคมที่พึ่งพาตนเอง นำพาประเทศชาติให้มีความสงบสุขสืบไป