ห่วงสื่อโฆษณาออนไลน์เนื้อหาทางเพศเกลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150922/213886.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2558
ห่วงสื่อโฆษณาออนไลน์เนื้อหาทางเพศเกลื่อน

เวทีเสวนาเซ็กส์ในสื่อโฆษณาห่วงในโลกออนไลน์ ดาวเทียม กำลังรุกพื้นที่สื่อกระแสหลัก ขณะที่การเฝ้าระวังทำได้ไม่ครอบคลุม

             ที่รร.รอยัลซิตี้ กรุงเทพ  เมื่อวันที่22ก.ค.2558 กระทรวงวัฒนธรรม จัดเวลาเรื่อง “เซ็กส์ในสื่อโฆษณา “ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการนำเอาภาพลักษณ์ทางเพศมาใช้ในสื่อโฆษณา ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวระหว่างเปิดการสัมมนาว่า การโฆษณา ก็คือการตรึงคนดูให้อยู่กับช่วงเวลา10กว่าวินาทีให้ได้ แต่ละสื่อต้องสู้กัน เพราะฉะนั้น เมื่อเรื่องเพศขายได้ มันจึงถูกนำมาใช้เพื่อตรึงคนดูโฆษณา

น.ส.อรอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือสื่อโฆษณาทางโลกออนไลน์และทีวีดาวเทียมไม่ต้องผ่านการเซ็นเซอร์ และยังมีประเภทที่ผู้ใช้โลกโซเชียสมีเดียผลิตขึ้นเองอีก และนับวันสื่อออนไลน์กลุ่มนี้จะเข้ามาแทนที่สื่อกระแสหลักดูจากสถิติที่เกี่ยวข้อง

อาทิ จำนวนเว็บไซต์ในปัจจุบันที่มีกว่ 1,500ล้านเว็บ จำนวนผู้ใช้เฟสบุ๊กกว่า 1,500 ล้านคน  ส่วนในประเทศไทยเอง มีผู้ใช้เฟสบุ๊กกว่า 30 ล้านคน ใช้ไลน์ 33 ล้านคน การโฆษณาทางสื่อออนไลน์ จึงเติบโตก่า 66% มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก 6 พันล้านบาทเป็น 9 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม การป้องกันไม่ให้มีสื่อที่นำเสนอเนื้อหาทางเพศในสื่อออนไลน์และดาวเทียมนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก วิธีรับมือที่ได้ผล คือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชน รวมถึงผู้รับสื่อทุกวัย

นายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง ประธานคณะกรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สื่อโฆษณาในกระแสหลักที่ไม่เหมาะสมมีไม่มากเพราะมีสมาคมวิชาชีพเฝ้าระวังอยู่แล้ว มีการกำกับดูแลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อาทิ กสทช. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) แต่ปัญหาอยู่ที่สื่อออไลน์ซึ่งกำลังน่ากลัวมาก บางครั้งไม่ใช่โป๊เปลือย แต่ถึงขึ้นอนาจาร ขณะที่สื่อโฆษณาในทีวีดาวเทียมมักพบปัญหาหลอกลวง โฆษณาเกินจริง สื่อโฆษณาในออนไลน์และดาวเทียมเหล่านี้ มีมากจนทำให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต้องทำงานหนัก

นางอัญญาอร พนิชพึ่งรัถ ประธานเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ กล่าวว่า ภาพโป๊ เปลือย เนื้อหาไม่เหมาะสมมีอยู่นับไม่ถ้วนในสื่อทุกประเภท แต่ที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่ป้ายบิลบอร์ดที่โฆษณาเสื้อชั้นในสตรี แต่เป็นน้อง ๆ ที่ลุกขึ้นมาทำสื่อเอง ถ่ายคลิปตัวเองแล้วนำเสนอขึ้นออนไลน์ นอกจากนั้น การโฆษณาที่ใช้เรื่องเพศมานำเสนอนั้น ไม่ได้มีเฉพาะสินค้าที่เยาวชนสนใจ เมื่อเร็วๆ นี้ โฆษณาโสมยี่ห้อหนึ่ง มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุก็นำเรื่องเพศมาขายเช่นเดียวกัน

มบส.จับมือร.รในเครือเซนต์ปอลฯลดขาดแคลนครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150922/213873.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2558
มบส.จับมือร.รในเครือเซนต์ปอลฯลดขาดแคลนครู

มบส.ปฎิรูปครูเน้นครูพลเมืองจับมือร.รในเครือเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตรหวังลดปัญหาขาดแคลนครู

           22ก.ย.2558 ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวถึงโครงการผลิตครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาสู่ความเป็นเลิศ โดยคณะครุศาสตร์ ซึ่งจะดำเนินการขึ้นในปี 2559 ว่า เป็นความร่วมมือที่สถาบันการศึกษา ซึ่งต้องการใช้ครูจะให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีและตั้งใจอยากจะกลับไปเป็นครูในโรงเรียนซึ่งได้รับทุนมา ถือเป็นโครงการที่ดี เพราะมบส.มีชื่อเสียงด้านการผลิตบัณฑิตในวิชาชีพครูมายาวนาน ได้รับการยอมรับจากโรงเรียนทั่วไป

ตอนนี้ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับโรงเรียนในเครือเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตร ร่วมกันผลิตบัณฑิตให้มีคุณสมบัติความเป็นพลเมือง ที่มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง  เคารพสิทธิผู้อื่น เคารพในความแตกต่าง เคารพหลักเสมอภาค เคารพกติกาหรือกฏหมาย รับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม ซึ่งจะสนองแนวทางการปฏิรูปของครูกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยผลิตครูในสาขาที่ขาดแคลนคือสาขาคณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยาและการประถมศึกษา สาขาละ 20 คน รวม 100 คน นอกจากนี้ยังจะขยายเครือข่ายโรงเรียนที่ต้องการใช้ครูในโรงเรียนอื่นๆ อย่างโรงเรียนในสังกัด กทม. ว่าสนใจอยากที่จะเข้าร่วมในโครงการหรือไม่ เพราะถ้าโรงเรียนใดสนใจจะต้องให้ทุนนักเรียนมาเรียนในสาขาต่างๆ หรืออาจจะให้ทางมบส.เป็นผู้คัดนักศึกษาให้ เพื่อกลับไปเป็นครูก็ได้

มาแมร์ไอรีน ชำนาญธรรม อธิการริณีเจ้าคณะแขวง คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร กล่าวว่า โรงเรียนในเครือเซนต์ ปอล ชาร์ตร มีทั้งสิ้น 21 โรงกระจายอยู่ในกทม.และอีกหลายจังหวัด เห็นปัญหาของการขาดแคลนครูในหลายสาขา ครูจำนวนมากเมื่อได้ประสบการณ์การสอนจากโรงเรียนในเครือเซนต์ ปอล ชาร์ต และมีหนทางไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการ พนักงานในโรงเรียนรัฐบาลเขาก็จะลาออก ทำให้โรงเรียนขาดแคลนครู เมื่อมีโครงการผลิตครูสู่ความเป็นเลิศ

คณะครุศาสตร์ มบส. ทางโรงเรียนจึงสนใจและร่วมบันทึกความร่วมมือทางวิชาการขึ้น โดยทางโรงเรียนจะคัดเลือกนักเรียนที่เรียนดีและตั้งใจรักในวิชาชีพครู รับทุนการศึกษา เพื่อมาเรียนที่ มบส. เมื่อเรียนจบก็กลับไปเป็นครูที่โรงเรียนซึ่งนักเรียนคนนั้นรับทุนมา เชื่อว่าวิธีการนี้จะสามารถแก้ปัญหาขาดแคลนครูในโรงเรียนได้

แม่บ้าน’มศว’ชื่นชมโครงการทูบีนัมเบอร์วันลดเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150922/213872.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2558
แม่บ้าน'มศว'ชื่นชมโครงการทูบีนัมเบอร์วันลดเหลื่อมล้ำ

แม่บ้าน’มศว’ชื่นชมโครงการทูบีนัมเบอร์วันลดความเหลื่อมล้ำ พาลูกสาววัย 9 ขวบไปเรียนที่ซีคอนฯ ห่อข้าวไปเป็นอาหารกลางวันหวังให้ลูกเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง

           22ก.ย.2558 นางบังอร ผาคำศรี อายุ 51 ปี แม่บ้านศูนย์สารสนเทศและการประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า โครงการทูบีนัมเบอร์วัน ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เป็นโครงการที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้เป็นอย่างดี เพราะลำพังตัวเองมีอาชีพเป็นแม่บ้าน คงไม่มีเงินที่จะให้ลูกได้เรียนภาษาที่สองหรือภาษาที่สาม หรือเรียนวิชาอื่นๆ ที่ทำให้เด็กๆ เกิดความสุขหรือความสนุกในชีวิต อย่างร้องเพลง หรือการเต้น การรำ แต่โครงการทูบีนัมเบอร์วัน ให้โอกาสเด็กๆอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กๆที่มีฐานะขัดสนหรือยากจนได้มีโอกาสสร้างความฝันของตัวเอง ตนพาลูกไปเรียนทุกวันอาทิตย์ที่ ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ เขตประเวศ และตนก็เห็นเด็กๆที่มีความหลากหลายทางฐานะไปเรียนรู้ที่นั่นอย่างสนุกสนานและมีความสุข

“การพาลูกออกจากบ้านเพื่อไปเรียนวิชาที่เด็กๆ อยากจะเรียนที่ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ในวันหยุดอย่างวันอาทิตย์ ซึ่งต้องออกจากบ้าน เสียงเงินเพิ่ม แต่ก็มีความสุขเพราะลูกสาววัย 9 ขวบมีพัฒนาการทางความมั่นใจมากขึ้น จากเดิมที่เรียนในโรงเรียนไม่ค่อยกล้าเขียนเพราะกลัวเขียนผิด แต่เมื่อมาเรียนในโครงการทูบีนัมเบอร์วัน ลูกสาวเกิดความสนุกและมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ร่าเริง แจ่มใส และมีความพร้อมที่จะไปเรียนในระบบโรงเรียนจันทร์-ศุกร์มากขึ้น ตนจะห่อข้าวเหนียวและทำกับข้าวเตรียมให้ลูกเพื่อไปเรียนที่ซีคอนสแควร์ นอกจากนี้ก็เตรียมน้ำใส่ขวดมาดื่มด้วย เพราะอาหารในห้างสรรพสินค้าราคาแพง และหากลูกอยากจะกินอะไรก็ไม่ซื้อในห้าง ตนจะเดินมาซื้อที่ริมทางและต้องเดิมข้ามสะพานเพื่อมาซื้ออาหารริมทาง ที่มีราคาถูกกว่าในห้างให้ลูก เราต้องบอกกับลูกว่า ฐานะทางบ้านเราเป็นอย่างไรและเราต้องประหยัด ซึ่งลูกสาวก็เข้าใจ และคิดว่าจะพาลูกมาเรียนเพื่อสร้างสร้างทักษะชีวิตให้ลูกต่อไปแม้จะลำบากก็ต้องอดทน เวลามารอลูกตนก็จะเตรียมงานอุปกรณ์ฝีมืออย่างการต่อผ้าด้วยมือเพื่อต่อเป็นผ้าคลุมเตียง เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกทางหนึ่ง และเป็นงานที่สร้างรายได้เพิ่มให้ตนและครอบครัวได้ด้วย”

อนุรักษ์‘ขนมช่อม่วง’เสริมอาชีพนร.หลังเลิกเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150922/213833.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2558
อนุรักษ์‘ขนมช่อม่วง’เสริมอาชีพนร.หลังเลิกเรียน
อนุรักษ์‘ขนมช่อม่วง’เสริมอาชีพนร.หลังเลิกเรียน

อนุรักษ์‘ขนมช่อม่วง’ เสริมอาชีพนร.หลังเลิกเรียน : ชาตรี ทวีนาท -ศุลีพร ประการแก้ว กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สพป.ชัยภูมิ เขต 3 เรื่อง ภาพ

 

            ตามประวัติความเป็นมา “ขนมช่อม่วง” จัดได้ว่าเป็นขนมชาววังตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ดังกาพย์เห่ชมเครื่องคาว- หวาน บทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 มีตอนหนึ่งที่กล่าวถึงขนมช่อม่วงไว้ว่า “ช่อม่วงเหมาะมีรส หอมปรากฏกลโกสุม คิดสีสไบคลุม หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน”  ขนมช่อม่วง จัดอยู่ในขนมไทยชนิดที่เป็นขนมหวาน

&nnbsp;           นายปฐม กล้าหาญ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านยางเกี่ยวแฝก  ต.วะตะแบก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ  ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชัยภูมิ เขต 3 (สพป.ชัยภูมิ เขต 3) เล่าว่า  ทางโรงเรียนได้มีนโยบายที่ต้องการให้ครูได้ส่งเสริมกิจกรรมหลังเลิกเรียน หรือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการนำกิจกรรมต่างๆ มาสอนเสริม และที่สำคัญเพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพให้แก่นักเรียน หากต้องการมีรายได้ช่วยผู้ปกครอง เป็นการสร้างทางเลือกให้นักเรียนหากจบภาคการศึกษาภาคบังคับต้องการมีอาชีพและมีรายได้ การทำขนมจึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ครูได้ศึกษาหาแนวทางวิธีการมาสอนนักเรียน จนทำให้โรงเรียนได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองและอีกหลายๆ หน่วยงาน ถือว่าเป็นผลสำเร็จที่คณะครู-นักเรียน ได้ทุ่มเทใส่ใจการเรียนรู้ จนได้รับรางวัลระดับเหรียญทองที่ 1 ระดับประเทศ เมื่อปีการศึกษา 2557 ที่ผ่านมา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการลงพื้นที่ออกติดตามผลงาน พร้อมจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำไปรวบรวมจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “ศิลปหัตถกรรมนักเรียน” เผยแพร่ต่อไป

ดร.อรวรรณ แสงสุวรรณ์  รอง. สพป.นนทบุรี เขต 1 ประธานคณะกรรมการจัดทำหนังสือ “ศิลปหัตถกรรมนักเรียน” กล่าวว่า  สพฐ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดเก็บข้อมูลและรวบรวมข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ของแต่ละโรงเรียนที่มีการขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเป็นระบบทั้งด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาการเรียนการสอน ส่งเสริมการทำงานอย่างเป็นระบบ พัฒนาการเรียนการสอนอย่างมีเป้าหมาย พัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างรอบด้าน จนทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งการส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรมของไทย และมีผลงานในการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับภาค และระดับชาติ ที่เป็นผลสำเร็จ เพื่อรวบรวมข้อมูลกิจกรรมต่างๆ มาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “ศิลปหัตถกรรมนักเรียน”  เผยแพร่สู่สาธารณชนเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และได้ตื่นตัวพัฒนาค้นคว้าหาความรู้ใหม่มาพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนอย่างมีทิศทางและคุณภาพ

“ขนมช่อม่วง” ของโรงเรียนบ้านยางเกี่ยวแฝก สพป.ชัยภูมิ เขต 3 เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลกระบวนการ วิธีการในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นผลสำเร็จอีกโรงเรียนหนึ่ง

ครูพูนพิศ พณิชีพ  ครูชำนาญการพิเศษ ผู้ฝึกสอน เล่าว่า ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารโรงเรียน ให้เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมจัดการเรียนการสอนด้านอาชีพ จึงได้ศึกษาหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต จึงพบว่าขนมชาววัง ที่เกือบจะสูญหายไปจากวงการขนมไทยก็คือ “ขนมช่อม่วง”  จึงเกิดแรงบันดาลใจให้สนใจและทุ่มเทศึกษาค้นคว้า และลงมือทดลองทำ แรกๆ ก็ทำไม่ได้ดังใจ ก็ไม่ท้อเพราะว่าคนอื่นทำได้เราต้องทำได้ จนเป็นผลสำเร็จและเชื่อมั่นว่าอร่อยแน่นอน ก็จึงได้เสนอโครงการให้ผู้บริหารอนุมัติโครงการแล้วลงมือสอนนักเรียน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และชำนาญ จนกระทั่งมีการประกวดแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมระดับเขตพื้นที่การศึกษา จึงได้ส่งเข้าร่วมแข่งขันจนได้รับรางวัลระดับเขตพื้นที่ ได้เป็นตัวแทนของเขตพื้นที่การศึกษาฯ เข้าร่วมแข่งขันในระดับภาค ได้รับรางวัลชนะเลิศ ไปเข้าร่วมแข่งขันในระดับประเทศ จนได้รับรางวัลชนะเลิศที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2557 อย่างภาคภูมิใจ

ด.ญ.ณัฐญา สว่างจิตร์ อายุ 13 ปี ปัจจุบันอยู่ชั้น ม.1 เล่าว่า เป็นคนชอบทำขนมไทยๆ อยู่แล้ว เนื่องจากที่บ้าน คุณแม่เป็นคนชอบทำขนมไทยๆ แล้วก็ได้ช่วยคุณแม่ทำทุกครั้ง เมื่อโรงเรียนมีกิจกรรมเสริมการเรียนก็จึงได้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม โดยเฉพาะการทำขนมช่อม่วง เป็นการท้าทายมาก ต้องใช้สมาธิในการผสมแป้ง การนวดแป้ง และการห่อ-จับกลีบ แบบประณีต เพื่อให้เกิดความสวยงาม และที่สำคัญคุณครูสอนการผสมแป้งและไส้ ต้องมีรสชาติลงตัวพอดี

“และที่สำคัญที่คุณครูได้สอนก็คือการนำหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ คือการผสมด้วยน้ำมะนาวลงไป เมื่อนึ่งสุกก็จะได้สีของขนมเป็นสีม่วง สวยงามมาก มีความภาคภูมิใจมากที่ได้ทำขนมไทย แบบชาววัง และจะนำความรู้ที่ครูได้สอนไปพัฒนาการทำขนมพร้อมกับคุณแม่ เพื่อสร้างรายได้ต่อไป” ด.ญ.ณัฐญาเล่าด้วยรอยยิ้ม

การเรียนรู้คู่การลงมือปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนหลังเลิกเรียน (14.00 น.) ควบคู่ไปกับการเปิดเวทีให้ครูและนักเรียนได้ร่วมกิจกรรมดีๆ สร้างสรรค์ จึงทำให้เกิดงาน เกิดการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมอันดีของประเทศไทยเราเอาไว้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ส่งเสริมให้เป็นธุรกิจอะไรมากมาย แต่ก็ยังคงรักษาความเป็นไทยๆ เราไว้ได้อย่างโรงเรียนบ้านยางเกี่ยวแฝกแห่งนี้ ที่ทั้งผู้บริหาร ครู นักเรียน หลอมดวงใจเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการทุ่มเทเวลาศึกษาค้นคว้า  ทดลองซ้ำๆ จนเป็น “ขนมช่อม่วง” ขนมชาววังที่แสนอร่อยถูกปากคนไทย-ต่างชาติ

 

 

กรมศิลป์ปลูก’ต้นตะเคียน-ต้นสัก’10อุทยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150921/213821.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2558
กรมศิลป์ปลูก'ต้นตะเคียน-ต้นสัก'10อุทยาน

กรมศิลป์นำร่องปลูก’ต้นตะเคียน-ต้นสัก’ใน10อุทยานประวัติศาสตร์ สนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ หลังพบไม้บูรณะโบราณสถาน-ทำครื่องดนตรีไทยหายาก

           21ก.ย.2558 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.)เปิดเผยว่า จากกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการของที่มอบหมายให้ทุกกระทรวงดำเนินการให้เกี่ยวกับโครงการปลูกป่าและปลูกต้นไม้ในพื้นที่ต่างๆ ประกอบกับ วธ. ได้ดำเนินการตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในการปลูกป่าในอุทยานประวัติศาสตร์และพื้นที่กรมป่าไม้เพื่อนำไม้มาใช้บูรณะโบราณสถานสำคัญๆและจัดทำเครื่องดนตรีไทยเนื่องจากปัจจุบันไม้ที่ใช้บูรณะโบราณสถานและไม้ที่ใช้ทำเครื่องดนตรีไทยนับวันหากยากมากขึ้นและหาได้น้อยลงทุกทีและในอนาคตเกรงว่าจะหมดไปในที่สุดดังนั้นเพื่อเป็นการสนองพระราชดำริในสมเด็จพระรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีได้สั่งการให้กรมศิลปากรเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวและให้เร่งสำรวจความต้องการว่าการดำเนินการบูรณะโบราณสถานและการทำเครื่องดนตรีไทยต้องใช้ไม้ชนิดใดบ้าง

นายวีระกล่าวต่อว่าจากนั้นให้ดำเนินโครงการนำร่องปลูกต้นไม้เพื่อใช้บูรณะโบราณสถานสำคัญๆและใช้ทำเครื่องดนตรีไทยโดยให้เริ่มในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์10แห่งซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรก่อนและระยะที่สองมอบนโยบายให้กรมศิลปากรบูรณาการเรื่องดังกล่าวกับกรมป่าไม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)ด้วยทั้งนี้มองว่าการดำเนินการเรื่องดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญเนื่องจากในแต่ละปีงานอนุรักษ์งานช่างสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมรวมถึงงานช่างสิบหมู่ของกรมศิลปากรต้องใช้ไม้ชนิดต่างๆจำนวนมากอาทิไม้พะยูงตะเคียนและไม้สักส่วนไม้ที่ใช้สำหรับทำเครื่องดนตรีจากการสำรวจเบื้องต้นเครื่องดนตรีไทยอาทิปี่ในกรับซอด้วงซออู้กลองทัดกลองแขกระนาด(ราง)ต้องใช้ไม้ชิงชังไม้สักไม้มะริดไม้ขนุนไม้มะหาดเป็นต้น

รมว.วธ.กล่าวว่าที่สำคัญการปลูกต้นไม้แต่ละชนิดต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะนำมาใช้ในการบูรณะโบราณสถานและใช้ในการทำเครื่องดนตรีไทยได้ดังนั้นจึงต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุดนอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรไปรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันปลูกต้นไม้เพื่อใช้ในการบูรณะโบราณสถานและจัดทำเครื่องดนตรีไทยอาทิต้นตะเคียนและต้นสักเพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และร่วมไม้ร่วมมือกันที่สำคัญในอนาคตประชาชนสามารถนำไม้หรือบริจาคไม้ที่ปลูกไว้มาใช้ในการบูรณะโบราณสถานและจัดเครื่องดนตรีให้กับชุมชนหรือว่าจังหวัดตัวเองได้

40ปีไทย-จีนขยายร่วมมือด้านอวกาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150921/213787.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2558
40ปีไทย-จีนขยายร่วมมือด้านอวกาศ

40ปีไทย-จีนขยายร่วมมือด้านอวกาศ : เปิดวิสัยทัศน์

           40 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน “พิเชฐ” แถลงผลสำเร็จความร่วมมือไทย-จีน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมชี้ช่องขยายผลความร่วมมือด้านอวกาศ นโยบาย วทน. โซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอาสาเชื่อมจีนกับอาเซียน

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะผู้บริหาร ได้เดินทางไปยังนครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558 ในครั้งนี้ได้มีการหารือกับ “ดร.เฉา เจี้ยนหลิน”  ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ  เพื่อหารือเกี่ยวกับความก้าวหน้าในโครงการความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ภายใต้กรอบการดำเนินงาน Science and Technology Partnership Program (STEP) ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความสำเร็จต่อกัน และพร้อมจะขยายผลความร่วมมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งด้าน วทน. ของทั้งสองประเทศ พร้อมกันนี้ ดร.พิเชฐ ซึ่งทำงานร่วมกับอาเซียนมาเป็นเวลานาน ได้อาสาเป็นตัวแทนเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอาเซียนเพื่อการพัฒนาภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมมือกันส่งเสริม วทน.กันตั้งแต่ปี 2556 ภายใต้กรอบ STEP โดยมีคณะกรรมการร่วมและคณะทำงานเป็นกลไกในการดำเนินงาน 4 โครงการ ซึ่งภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ได้สร้างความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีจีน-อาเซียน ซึ่งมีศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ดำเนินการฝ่ายไทย

“ศูนย์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงาน สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยระหว่างประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีผลสำเร็จไปแล้วหลายด้าน เช่น การจัดฝึกอบรมผู้จัดการเทคโนโลยี การเจรจาธุรกิจ และนำผู้ประกอบการไทยไปร่วมจัดนิทรรศการแสดงสินค้าและเทคโนโลยี โดยมีธุรกิจข้าวและเมล็ดพันธุ์เป็นหลัก สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ไทยเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนี้ยังมีแผนจะเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไทย-จีน ในบริเวณอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากประเทศจีนมาแสดงในมหกรรมวิทยาศาสตร์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558นี้”

ดร.พิเชฐ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือที่ 2 เป็นโครงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วม เพื่อวิจัยและพัฒนาสาขาที่ทั้งสองประเทศมีความสนใจร่วมกัน ซึ่งทั้งสองประเทศได้เริ่มดำเนินการเรื่องเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง โดยมี สวทช. และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นผู้ดำเนินการฝ่ายไทย ในการจัดฝึกอบรมวิศวกรด้านระบบการทดสอบการสั่นสะเทือนไปแล้ว และมีแผนจะดำเนินการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับควบคุมรถไฟความเร็วสูงต่อไป

ความร่วมมือที่ 3 เป็นโครงการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ที่มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (สวทน.) เป็นผู้ดำเนินการฝ่ายไทย ซึ่งจีนได้สนับสนุนให้ทุนนักวิจัยไทยได้ไปปฏิบัติงานที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีจีน-อาเซียนแล้ว และมีแผนจะร่วมมือด้านการประกอบการธุรกิจใหม่ รวมถึงด้านนโยบาย วทน. ร่วมกันต่อไป

และความร่วมมือสุดท้าย เป็นโครงการระบบการบริการและแลกเปลี่ยนข้อมูลดาวเทียมสำรวจ โดยมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) เป็นผู้แทนฝ่ายไทย ในการดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมระหว่างกันในสาขาต่างๆ เช่น เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อมและการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งได้มีการฝึกจัดอบรมเรื่องข้อมูลดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมดาวเทียมพร้อมซอฟต์แวร์ที่จิสด้าแล้ว และจะขยายผลความร่วมมือเพื่อดูแลการใช้ประโยชน์จากดาวเทียมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

“ปีนี้เป็นปีที่ 40 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน จึงเป็นโอกาสดีที่เราได้มาสรุปผลการดำเนินงานด้วยกัน และยังมีอีกหลายโครงการที่ไทยและจีนสามารถร่วมมือกันได้ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการและคาดการณ์ภัยพิบัติ การส่งคนไทยมาเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีอวกาศของจีน การพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจีนมีความเข้มแข็งเรื่องการวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ การวิจัยและพัฒนาเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ การวิจัยนโยบายด้าน วทน. นอกจากนี้ จากความเข้มแข็งของการทำงานร่วมกับอาเซียนมาอย่างต่อเนื่องมานานหลายสิบปี ทำให้เราพร้อมที่จะเป็นตัวเชื่อมให้จีนสู่อาเซียน” ดร.พิเชฐ กล่าว

1 ปีกับการเรียนรู้ ‘ภูมิสังคมภาคตะวันตก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150920/213675.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2558
1 ปีกับการเรียนรู้ 'ภูมิสังคมภาคตะวันตก'

หลากมิติเวทีทัศน์ : 1 ปีกับการเรียนรู้ ‘ภูมิสังคมภาคตะวันตก’ : โดย…ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก

                     พื้นที่ภาคตะวันตกมีการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาภูมิภาคตะวันตกจะมีแกนนำเครือข่ายต่างๆ ที่ขับเคลื่อนงานเรื่องของการจัดการทรัพยากร การจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือการดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่า มี “ต้นทุนเดิม” ของคนในพื้นที่ที่มีเครือข่ายคนทำงานในกลุ่มประชาคมต่างๆ
                     แต่ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา กระบวนการสร้างความต่อเนื่องเรื่องเครือข่ายคนทำงานด้านนี้ขาดช่วงไป เพราะส่วนใหญ่จะไปยุ่งอยู่กับการทำโครงการ เมื่อมีโครงการ Active Citizen ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาสนับสนุน ทำให้เกิดการประกอบสร้าง “คนทำงานรุ่นใหม่” ซึ่งในที่นี้หมายถึง “เด็กและเยาวชนในพื้นที่ภูมิภาคภาคตะวันตก” โดยมีศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสมุทรสงครามรับหน้าที่ “หนุนเสริม” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในภูมิภาคนี้
                     “ผมคิดว่าขณะนี้มีความจำเป็นมากที่เราจะต้องนำกระบวนการสร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชนเข้ามาใช้ในการพัฒนากลุ่มคนทำงานให้เข้าใจเรื่องราวท้องถิ่น เข้าใจเรื่องของการเสริมสร้างความเข้มแข็ง รวมทั้งสร้างคนรุ่นใหม่ เรียกได้ว่าเป็นการ “เซตระบบพื้นที่” ให้มี “กลไก” เรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นรอยเชื่อมต่อที่สำคัญ เพราะปัจจุบันคนรุ่นใหม่ขาดการเรียนรู้เรื่องท้องถิ่น ขาดความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศในท้องถิ่น เมื่อเขาไม่มีความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศ ไม่เข้าใจเรื่องการเรียนรู้ท้องถิ่น ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาทรัพยากรในระยะยาวได้”
                     พอดีกับมีโครงการ Active Citizen เข้ามา เป็น “กระบวนการสร้างพลเมือง” ผ่านการเรียนรู้ท้องถิ่น เรียนรู้ระบบนิเวศในท้องถิ่น เมื่อเด็กรุ่นใหม่เข้าใจ เขาก็จะมีความรักหวงแหนพื้นที่ เข้าใจว่าเขาต้องจัดการตัวเองอย่างไรถึงจะอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ เรียกได้ว่าโครงการนี้เข้ามาในช่วงจังหวะพอดีที่เราคิดว่าต้อง “เสริมรอยต่อ” เรื่องเหล่านี้เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง
                     เราอยากให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง และรู้ว่าเขาจะอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร แล้วเขาจะหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่ ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ หรือรู้จักดึงฐานทรัพยากร ภูมิปัญญา วัฒนธรรมเดิมกลับมารับใช้ในการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเด็กต้องรู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้ความรับผิดชอบที่ตัวเองควรจะมีต่อสังคม ไม่ใช่สังคมเป็นอย่างไรไม่รู้ ตัวเองเอาตัวรอดอย่างเดียว เพราะถ้าสังคมสิ่งแวดล้อมไปไม่รอด เขาก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน การที่เราโยงเรื่องนี้มาต่อกันจะทำให้ตัวเด็กเกิดการเรียนรู้และเข้าใจที่จะอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงพอที่จะหยุดยั้งอะไรบางอย่างได้
                     ผมมองว่าความโดดเด่นของโครงการนี้อยู่ที่ “เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาอยากเรียนรู้ อยากลงมือทำ เขาเห็นเรื่องราวเล็กๆ แล้วเขาก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อหาทางออก หาทางเรียนรู้กับมัน เข้าใจมัน” เราไม่ได้ไปใส่ความคิดว่า เขาต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ว่าเขาจะถูก “หล่อหลอม” จากการลงมือปฏิบัติ แล้วถอดบทเรียนอย่างต่อเนื่อง แล้วเขาก็สามารถจะเข้าใจและเรียนรู้ท้องถิ่น
                     “จุดเด่นของโครงการ Active Citizen คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้มีโอกาสในการเรียนรู้ แล้วลงมือปฏิบัติจากสิ่งที่เขาคิด อยากทำ อยากเรียนรู้ แล้วเขาก็สามารถที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่เขาเรียนรู้ไปสู่ชีวิตจริงของเขา แล้วนำไปสู่การที่จะเข้าใจว่าบ้านเมืองนี้ ท้องถิ่นนี้เป็นอย่างไร แล้วเขาจะต้องปรับตัวอย่างไร ถึงจะจัดการให้ตัวเขาอยู่รอดบนความเปลี่ยนแปลง”
                     ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดในเรื่องพัฒนาการของน้องๆ เยาวชน ที่พบว่า เมื่อเริ่มทำโครงการ พวกเขาอาจจะไม่ได้ซึมซับเรื่องราวของท้องถิ่นมากนัก แต่พอเขาผ่านกระบวนการทำงาน ได้ลงมือปฏิบัติงานในโครงการทำให้เด็กเกิดการเปลี่ยนแปลง รักและเรียนรู้บ้านเกิดตัวเองมากขึ้น ลุกขึ้นมาเอาธุระต่อเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในจังหวัด ในพื้นที่โรงเรียน หรือในชุมชนของเขา เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกตื่นตัวที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าไปร่วมปฏิบัติการ หรือเข้าไปร่วมให้ความเห็นไปทำกิจกรรม ทำให้สิ่งที่เขาเรียนรู้มากับชุมชนเกิดผลต่อเนื่อง เด็กคงไม่จบแค่ว่าทำโครงการเสร็จ แต่เด็กเขาจะรู้สึกว่าเขาต้องทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เขากำลังทำให้ต่อเนื่องต่อไป เพราะเขารู้สึกผูกพันกับเรื่องที่เขาทำมากขึ้น
                     ตัวอย่างเช่น  “น้องจิมมี่” ธีรเมธ เสือภูมี ที่เป็นลูกชาวนาเกลือ พ่อแม่มีธุรกิจนาเกลือ แต่ว่าตัวจิมมี่เองก่อนเข้าโครงการ เขาไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันกับอาชีพนาเกลือ กลับรู้สึกติดลบกับอาชีพนาเกลือว่า เป็นอาชีพที่หนัก และอาชีพนี้น่าจะไปไม่รอด ไม่สามารถต่อสู้กับทุน ต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ เขารู้สึกว่าอาชีพนาเกลือนี้ต้องล่มสลายไปในอีกไม่ช้า แต่น้องก็เสนอเรื่องของรักนาเกลือขึ้นมา แต่ตอนที่เขาเสนอโครงการ เป็นเหมือนจะทำให้คนอื่นรัก ทั้งที่ลึกๆ แล้วตัวเองไม่ได้มีทัศนคติที่รักจริงๆ ประมาณว่าทำเป็นอีเวนท์
                     แต่เมื่อเขาผ่านโครงการ Active Citizen ที่เราพาให้เขาได้สัมผัสประสบการณ์ต่างๆ เรียนรู้ของจริง เข้าไปสัมผัสเรื่องนาเกลือจริงๆ เขาเคยอยู่กับนาเกลือแต่เขาไม่ได้ลงลึกกับนาเกลือ แต่พอเขาทำโครงการนี้ เขาต้องไปลงลึก ต้องไปพบประสบการณ์จริง ทำให้เขารู้สึกว่า “นาเกลือมันมีคุณค่ากับชีวิตเขา” แล้วก็เขาเริ่มที่จะมีมุมคิดในเรื่องความรักและผูกพัน เขาอยากที่จะถ่ายทอด อยากที่จะจัดการเรื่องนาเกลือนี้ให้มันเพิ่มมูลค่า จะดำรงความเป็นนาเกลือในครอบครัวของเขาไว้ จากเดิมที่ไม่เคยออกไปช่วยพ่อแม่ แต่ตอนนี้เราเห็นเลยว่าน้องจิมมี่ตามพ่อแม่ลงไปช่วยงานเรื่องนาเกลือ ชอบออกไปจัดการเรื่องนาเกลือ แล้วก็มีความรู้สึกว่าเขาจะต้องทำเรื่องนี้ต่อไป ถึงแม้โครงการจะจบแล้วก็ตาม
———————-
หมายเหตุ – สนใจติดตามชมกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊ก : โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก หรือเฟซบุ๊ก : มูลนิธิสยามกัมมาจล
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : 1 ปีกับการเรียนรู้ ‘ภูมิสังคมภาคตะวันตก’ : โดย…ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก)

ทางออกปัญหาเขตอนุรักษ์ กับสิทธิในที่ทำกินของ ‘ชาวเล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150920/213676.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2558
ทางออกปัญหาเขตอนุรักษ์ กับสิทธิในที่ทำกินของ 'ชาวเล'

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทางออกปัญหาเขตอนุรักษ์ กับสิทธิในที่ทำกินของ ‘ชาวเล’ : โดย…ปรีดา คงแป้น มูลนิธิชุมชนไท / วิโชติ ไกรเทพ และชาญวิทย์ สายวัน … ภาพ

                     กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล มอแกน มอแกลน อูรักราโวย เป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยในอยู่แถบอันดามันมายาวนานกว่า 300 ปี ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าชายฝั่งทะเลอันดามัน มีชนพื้นเมืองกลุ่มนี้อาศัยอยู่
                     ชาวเล เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่รักสงบ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่นิยมมีเรื่องกับใคร พอเพียง เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในท้องทะเล หาอยู่หากินในทะเล ริมหาด ชายฝั่งและป่าแถบนั้น โดยใช้เครื่องมือประมงแบบดั้งเดิมที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ไร้มลพิษ เพราะพวกเขาต้องพึ่งพาอยู่กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ ทั้งๆ ที่ผ่านมาหลายร้อยปี
                     ช่วงเกิดสึนามิ ชาวเลเป็นกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ จากการสำรวจพบว่ามีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย เพราะที่ดินที่อยู่มานานไม่ได้มีการออกเอกสารสิทธิ และถูกคนนอกมาออกเอกสารสิทธิทับชุมชนชาวเล ได้ทำการฟ้องขับไล่ชาวเล
                     จากข้อมูลพบว่า มีชาวเล 43 ชุมชน ไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยถึง 28 ชุมชน ในจำนวนนี้มีทั้งอาศัยในที่ดินรัฐ เช่น ป่าชายเลน กรมเจ้าท่า ป่าสงวน อุทยาน ฯลฯ และมีที่ดินชุมชนชาวเลที่เอกชนอ้างสิทธิ์ อย่างน้อย 5 แห่ง
                     ขณะเดียวกันนโยบายการท่องเที่ยวในอันดามัน ที่มีรายได้เข้าประเทศจำนวนกว่าแสนล้านบาทต่อปี ก็ส่งผลกระทบต่อการแย่งชิงทรัพยากรทั้งที่อยู่อาศัย ชายหาดและทรัพยากรทางทะเล เพราะทุกพื้นที่มีการกว้านซื้อและกันไว้ให้นักท่องเที่ยว เช่น การห้ามผู้หญิงชาวเลหาหอยติบตามโขดหินริมหาดที่มีโรงแรม รีสอร์ท ห้ามดำน้ำหาปลาในเขตที่มีนักท่องเที่ยวเล่นน้ำ เป็นต้น
                     นอกจากนี้ยังมีปัญหาเขตหากินดั้งเดิมในทะเล ถูกรัฐประกาศเป็นเขตสงวนหวงห้าม เป็นเขตอุทยาน ฯ ซึ่งจากข้อมูลศึกษาวิจัยพบว่า มีแหล่งหากินดั้งเดิมของชาวเลตามเกาะแก่งต่างๆ ตลอด 6 จังหวัดอันดามันมากกว่า 27 แหล่ง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2 แหล่ง จึงส่งผลให้ชาวเลต้องออกหากินไกลขึ้น ต้องดำน้ำลึกขึ้น ทำให้เกิดโรคน้ำหนีบ (อัมพาตจากการดำน้ำ) ไม่สามารถออกทะเลได้ ชีวิตต้องเป็นหนี้เป็นสิน ประกอบกับปัญหาอื่นๆ อีกรอบด้าน ทำให้ชาวเลยากจนลง คุณภาพชีวิตตกต่ำ
                     กระบวนการพัฒนาในพื้นที่อันดามันตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวละเลยชนพื้นเมืองและชาวบ้านที่เป็นกลุ่มประมงพื้นบ้าน พบว่าหลังจากเกิดสึนามิปี 2547 มีชุมชนทั้งที่เป็นชาวเลและไม่ใช่ชาวเลมีปัญหาที่ดินถึง 122 ชุมชน ซึ่งแสดงว่าปัญหาที่ดินมีมานานแล้ว ชุมชนที่ประสบภัยได้รวมกลุ่มกัน เป็น “เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิและสิทธิชุมชน” ผลักดันให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ธรณีพิบัติ องค์กรต่างๆ เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และมูลนิธิชุมชนไท เสนอให้มีการคุ้มครองทางวัฒนธรรมแก่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล
                     จึงเกิดมติคณะรัฐมนตรีในการฟื้นฟูวิถีชาวเล เมื่อปี 2553 ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการแก้ปัญหาที่ดินที่ทำกิน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ การพัฒนาคุณภาพชีวิต สิทธิพื้นฐาน การฟื้นฟูทางวัฒนธรรมและการศึกษาของชาวเล โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลขึ้น
                     หลังมติคณะรัฐมนตรี เครือข่ายชาวเล มีความพยายามในการพัฒนาระบบการดำเนินงานของตนเอง โดยมีการประชุมสัมมนา การอบรม การจัดทำข้อมูล จัดทำแผนที่ การจัดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลทุกปี เพื่อสื่อสารเผยแพร่และผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาในระดับนโยบายอย่างจริงจัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาเกิดขึ้นกับชาวเลในพื้นที่ต่างๆ เป็นระยะ เช่น ชาวเลบ้านราไวย์ ภูเก็ต ถูกฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่กว่า 100 ครอบครัว ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ เกาะอาดัง เกาะราวี ถูกอุทยานแห่งชาติประกาศทับที่ และถูกเอกชนฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่ ไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยมากกว่า 200 ครัวเรือน ชาวเลที่ออกหาปลาในทะเลถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติจับกุม ถูกยึดเรือและเครื่องมือประมง ต้องขึ้นศาลนานนับปี ทำให้เป็นหนี้และต้องยอมความเพราะไม่มีเงินไปศาล รวมทั้งในหลายพื้นที่ไม่มีระบบให้ชาวเลเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวทางทะเล เป็นต้น
                     ผ่านมา 5 ปี หลังมติคณะรัฐมนตรี กระบวนการแก้ปัญหาซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ เครือข่ายชาวเลและภาคีที่เกี่ยวข้อง มีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมขึ้น เมื่อสำนักนายกรัฐมนตรีมีการแต่งตั้งคณะกรรมการแบบมีส่วนร่วมจากหลายฝ่ายทั้งชาวเล นักวิชาการ นักพัฒนา ภาครัฐ ฯลฯ โดยมี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล เพื่อให้เกิดการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพประมงของชุมชนชาวเล โดย นายสนิท องศารา ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 เป็นประธานอนุกรรมการ
                     มีการประชุมปรึกษาหารือในระดับพื้นที่ระหว่างภาคีที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนชาวเล และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ต่างๆ ประเด็นที่น่าสนใจของการปรึกษาหารือคือ การที่ใช้ข้อเท็จจริงในพื้นที่จากชาวเลบนหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างเหมาะสม เช่น การใช้เครื่องมือประมงแบบดั้งเดิมของชาวเลและไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ การกำหนดฤดูกาลหรือช่วงระยะเวลาในการผ่อนปรนทำประมง ตลอดจนการขึ้นทะเบียนชาวเลที่ทำอาชีพประมง โดยที่ประชุมมอบหมายให้วัฒนธรรมจังหวัดและผู้แทนชาวเลแต่ละจังหวัด ทำการสำรวจรายชื่อของชาวเลที่ยังคงออกทะเล เพื่อออกบัตรประจำตัวในการทำประมงของชาวเลให้ชัดเจนต่อไป
                     จะเห็นได้ว่า ปัญหาของชนพื้นเมือง อย่างกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอันดามัน ที่ได้รับผลกระทบจากโยบายการท่องเที่ยว การประกาศเขตอนุรักษ์ของรัฐ หรือแผนพัฒนาต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากนโยบายการพัฒนาที่ไม่สมดุล มุ่งพัฒนาการหารายได้เข้าประเทศ จนละเลยและเบียดขับคนดั้งเดิมที่เป็นเจ้าของอันดามันอย่างแท้จริง ซึ่ง นพ.ประเวศ วะสี เคยกล่าวไว้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นความรุนแรงอีกชนิดหนึ่งของสังคมไทย องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะแก้ไขโดยลำพังไม่ได้เพราะมันยากและละเอียดอ่อน ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
                     กรณีความพยายามในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล โดยภาคีที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งศูนย์บริการประชาชน สำนักนายกรัฐมนตรี กรมอุทยานแห่งชาติ เครือข่ายชาวเล เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ มูลนิธิชุมชนไท สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ ฯลฯ ในการหาแนวทางคลี่คลายปัญหา
                     มติ ครม.การฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวเลผ่านไป 5 ปี จึงพบทางออกที่จะนำสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เป็นการรักษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมของท้องทะเลอันดามัน ซึ่งหมายถึงการออกจากความขัดแย้งและสร้างความร่มเย็นเป็นสุข ที่ทั่วโลกแสวงหา ดั่งที่ นายสนิท องศารา ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กล่าวว่า “เมื่ออุทยานและชาวเลจับมือกัน หาหนทางให้ชาวเลหากินได้ สามารถอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้ และทำการท่องเที่ยวได้ งานนี้ถือว่าทุกฝ่ายมีเกียรติร่วมกัน”
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ทางออกปัญหาเขตอนุรักษ์ กับสิทธิในที่ทำกินของ ‘ชาวเล’ : โดย…ปรีดา คงแป้น มูลนิธิชุมชนไท / วิโชติ ไกรเทพ และชาญวิทย์ สายวัน … ภาพ)

ปิดระบบสมัคร’แกท-แพท’20ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213666.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
ปิดระบบสมัคร'แกท-แพท'20ก.ย.นี้

สทศ.เตือน ปิดระบบสมัครสอบ ‘แกท-แพท’ 20 ก.ย. ปิดระบบชำระเงิน 21 ก.ย. ขอนักเรียนเร่งดำเนินการ

                     18 ก.ย. 58  รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ.ได้รับสมัครทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ แกท และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือ แพท ครั้งที่ 1/2559 ตั้งแต่วันที่ 1 – 20 กันยายน 2558 นั้น ขอให้นักเรียนที่ยังไม่ได้สมัคร เร่งสมัครและชำระเงินตามเวลาที่กำหนด เพราะ สทศ.จะปิดระบบการรับสมัครสอบ แกท/แพท ครั้งที่ 1/2559 ในวันที่ 20 กันยายน เวลา 23.59 น. และจะปิดระบบการชำระเงินในวันที่ 21 กันยายน เวลา 20.00 น. โดยสามารถชำระเงินได้ที่ธนาคารกรุงไทย และเคาน์เตอร์เซอร์วิส ทุกสาขา ทั่วประเทศ
                     “สำหรับยอดผู้สมัคร ล่าสุด ณ วันที่ 17 กันยายน มีจำนวน 347,079 คน ชำระเงินจำนวน 259,770 คน โดย สทศ.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ เลขที่นั่งสอบ สนามสอบ วันที่ 1 ตุลาคม 2558 สอบ 29 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2558 ประกาศผลสอบวันที่ 12 มกราคม 2559 สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th/

‘แป๊ะเจี๊ยะ’เหลื่อมล้ำ!เชื่อมีข้อดี-เสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213665.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
'แป๊ะเจี๊ยะ'เหลื่อมล้ำ!เชื่อมีข้อดี-เสีย

‘ดาว์พงษ์’ ชี้ ‘แป๊ะเจี๊ยะ’ เหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปัดตอบดีหรือไม่ดี แนะศึกษาข้อดี-ข้อเสีย แย้มอาจเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ยันเดินหน้าลดเวลาเรียน

                     18 ก.ย. 58  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ ได้เข้ามาพบตนเพื่อขอเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาการศึกษาชาติ โดยเฉพาะประเด็นที่เด็กมีภาระการเรียนและเน้นการจัดการเรียนการสอนท่องจำมากเกินไป และปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งทั้งสองเรื่องก็เป็นปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังแก้ไข โดยได้ประกาศนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ให้แก่เด็กอยู่แล้ว เพราะต้องการให้เด็กมีเวลาที่จะเรียนรู้ค้นคว้าความรู้ คิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในภาคเรียนที่ 2/2558 นี้ทันที ส่วนเรื่องการปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 นั้น เรื่องนี้ต้องใช้เวลา และคงไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จได้ภายในวันเดียว และจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนมาช่วยระดมความคิดเห็น
                     “ผมมองว่า การปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องให้เกิดความทันสมัยสอดคล้องกับทิศทางของการพัฒนาประเทศด้วย ซึ่งเวลานี้ผมให้ความสำคัญกับการเดินหน้านโยบายลดเวลาเรียนก่อน ซึ่งหากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ ก็อาจไม่มีความจำเป็นจะต้องปรับหลักสูตรก็ได้”
                     พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาระบบเด็กฝากหรือการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะในโรงเรียนนั้น คงไม่สามารถบอกได้ว่าการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะมันดีหรือไม่ดี แต่เข้าใจว่าการเรียกรับเงินดังกล่าวมันคือการสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดังนั้น ต้องมาดูปัญหาในเรื่องนี้กันว่าเกิดจากตรงไหน เพราะฉะนั้น ควรมีการศึกษาข้อดีข้อเสียในเรื่องนี้ เพราะการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะเป็นการเรียกรับเงินจากหลากหลายช่องทาง เช่น การเรียกเก็บเงินค่าบำรุงการศึกษา เป็นต้น โดยอาจจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนว่ามีด้านดีด้านเสียจากจุดไหน และนำเอาปัญหาต่างๆ เหล่านั้นมาพิจารณาให้เกิดความชัดเจน