สธ.ส่งหน่วยแพทย์ดูแลปชช.น้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213662.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
สธ.ส่งหน่วยแพทย์ดูแลปชช.น้ำท่วม

สธ.ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลผู้ประสบภัยน้ำท่วมเต็มที่ ย้ำ ผู้มีโรคประจำตัว ยาสูญหาย-ใกล้หมด แจ้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ อสม. หรือโทรแจ้ง 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง

                     18 ก.ย. 58  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการรักษาพยาบาลประชาชนในพื้นที่ประสบภัยทุกพื้นที่อย่างเต็มที่ และแจกยาสามัญประจำบ้านให้ทุกครัวเรือน เพื่อดูแลสุขภาพเบื้องต้น
                     ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดส่งยาสามัญประจำบ้านไปสำรองที่จังหวัดล่วงหน้าไว้แล้ว จังหวัดละ 10,000 – 50,000 ชุด และสำรองไว้ที่องค์การเภสัชกรรมอีก 500,000 ชุด พร้อมจัดส่งให้พื้นที่ทันที
                     “มีความเป็นห่วงประชาชนที่เป็นโรคเรื้อรังประจำตัวและต้องกินยาต่อเนื่อง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคลมชัก หากมีปัญหายาใกล้หมด หรือยาสูญหาย หรือไม่สามารถเดินทางไปพบแพทย์ตามนัดได้ ขอให้แจ้งรับยาที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ หรือแจ้งที่ อสม.หรือที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่อยู่ใกล้บ้าน หรือโทรแจ้งที่หมายเลข 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง”
                     ศ.คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้จังหวัดที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ขอให้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการเชิงรุกดูแลประชาชน โดยให้ อสม.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ค้นหากลุ่มที่ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษ 5 กลุ่ม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ป่วยจิตเวช เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัยอย่างทันท่วงที
                     สำหรับพื้นที่ประสบภัยที่ได้รับรายงานจนถึงเช้าวันนี้ ในเบื้องต้น มี 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และที่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา โดยที่ จ.ชลบุรี น้ำท่วม 6 อำเภอ แนวโน้มลดลง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการไปแล้ว 9 ครั้ง มีผู้ใช้บริการรวมประมาณ 150 คน ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัด ผื่นคัน ปวดศีรษะ วันนี้จัดหน่วยแพทย์บริการที่ อ.บางละมุง 2 ทีม และที่ อ.สัตหีบ 1 ทีม ในส่วนสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ ยังไม่มีแห่งใดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สามารถเปิดให้บริการตามปกติได้ทุกแห่ง โดยให้เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

กยศ.ยันชื่อเบี้ยวหนี้’เครดิตบูโร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213661.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
กยศ.ยันชื่อเบี้ยวหนี้'เครดิตบูโร'

กยศ.ลุ้น ครม.ไฟเขียว พ.ร.บ.กองทุนเพื่อการศึกษา ให้เปิดเผยข้อมูลบุคคลเพื่อติดตามผู้กู้ยืมไม่ชำระหนี้ ยันเดินหน้านำรายชื่อผู้ค้างชำระเข้าสู่ระบบข้อมูลเครดิตบูโร

                     18 ก.ย. 58  น.ส.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ปัญหาใหญ่ที่ กยศ.ไม่สามารถติดตามหนี้เงินกู้ยืมจากผู้ค้างชำระคืนได้ เพราะเราไม่ทราบว่า ผู้กู้ยืมที่เรียนจบแล้ว ไปทำงานที่ไหน รวมทั้งไม่ทราบที่อยู่ปัจจุบัน เพราะบางคนเปลี่ยนที่อยู่ แต่ไม่มีการแจ้งกลับมายัง กยศ. ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว จึงได้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อการศึกษาขึ้น โดยเนื้อหาสาระในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะมีความสำคัญมาก เพราะกำหนดให้หน่วยงานสามารถเปิดเผยข้อมูลบุคคลได้ รวมถึงผู้กู้ยืมก็ต้องเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ กยศ.สามารถไปขอข้อมูลบุคคลกับหน่วยงานใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา
                     “กยศ.จะหาโปรโมชั่นใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นการชำระหนี้คืนให้มากขึ้น แต่ในปี 2561 ยังยืนยันว่า จะนำรายชื่อผู้ค้างชำระตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบันเข้าสู่ระบบข้อมูลเครดิตบูโร เพราะทุกวันนี้หลายคนยังคิดอยู่ว่า ไม่จ่ายหนี้คืนก็ไม่เห็นเป็นไร ดังนั้น เราจึงต้องมีมาตรการที่เข้มข้น และเอาจริงเอาจังมากขึ้น”
                     น.ส.ฑิตติมา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป หลักเกณฑ์การคัดกรองผู้กู้ยืม กยศ. ก็จะเข้มงวดมากขึ้นด้วย โดยผู้ที่จะมีสิทธิ์กู้ยืมนั้น ไม่ว่าจะเป็น ผู้กู้รายเก่า หรือรายใหม่ ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 และทำกิจกรรมจิตอาสา ไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมงต่อปี อีกทั้งต้องศึกษาอยู่ในสถานศึกษาที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และในระดับปริญญาตรี นิสิต นักศึกษา ต้องเรียนในหลักสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับทราบแล้ว จึงฝากเตือนไปยังนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่จะกู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2559 ว่า ให้ทุกคนตั้งใจเรียน เพราะหากคุณสมบัติไม่ครบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะหมดสิทธิ์กู้ยืมได้
                     ด้าน รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตนมีนโยบายชัดเจนว่าบุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่กู้ยืมเงิน กยศ. จะต้องชำระหนี้คืนให้หมด เพราะ สกอ.เป็นหน่วยงานที่บริหารเงิน กยศ. ถ้าคนใน สกอ.กู้เงิน กยศ. แล้วไม่ชำระหนี้คืน ก็ถือว่าผิด ทั้งนี้ เท่าที่ตรวจสอบพบว่าบุคลากรที่กู้ยืมเงินทุกคนไม่มีใครค้างชำระหนี้ และมีการจ่ายเงินคืนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สกอ.จะไม่ดำเนินการหักเงินเดือนบุคลากรในสังกัด อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมหาวิทยาลัยนั้น ตนมั่นใจว่าทุกสถาบันต้องมีการกระตุ้นให้นิสิต นักศึกษา และศิษย์เก่าชำระหนี้คืนอยู่แล้ว เพราะ กยศ.กำหนดเกณฑ์ไว้ว่า ถ้ามหาวิทยาลัยใดมีสัดส่วนการไม่ชำระหนี้คืนสูง ทาง กยศ.ก็จะปล่อยเงินกู้ยืมให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ลดน้อยลง ก็จะส่งผลให้จำนวนผู้กู้ยืมลดน้อยลงด้วย

พลิกโฉมสมุนไพรไทยกับ‘Herbshappy.com’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213654.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
พลิกโฉมสมุนไพรไทยกับ‘Herbshappy.com’

พลิกโฉมสมุนไพรไทยกับ‘Herbshappy.com’ : คอลัมน์อินโนเทค โดยคนชอบเล่า

             เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แวะไปเดินชม ชิม และช้อป นวัตกรรมและสินค้าจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งพัฒนาและแปลงโฉมมาจากสมุนไพรไทย (และมีสมุนไพรจากถิ่นกำเนิดอื่นๆ แซมอยู่บ้าง)

ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 12 และไปสะดุดตากับบูธของกองยาแผนไทยและสมุนไพร ในสังกัดกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งออกแบบเป็นหน้าร้าน (หรือเอาท์เล็ต)วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่วิจัยพัฒนาและแปรรูปมาจากสมุนไพร ในบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบอย่างสวยงามและทันสมัย ที่สำคัญคือ หลายๆ ผลิตภัณฑ์พัฒนามาจากสมุนไพรไทยแท้ๆ ที่หลายคนในยุคนี้แทบไม่เคยได้ยินชื่อ

พร้อมทั้งเหลือบไปเห็นป้ายสวยงามระบุชื่อเว็บไซต์ http://www.herbshappy.com และยังมี QR Code ให้ใข้มือถือสแกนเพื่อเข้าถึงหน้าร้านบนเว็บ และทำการสั่งซื้อผ่านออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน

ขณะที่บริเวณโดยรอบก็แสดงนิทรรศการให้ความรู้ และมีการจำหน่ายสินค้าโอท็อปจากวัตถุดิบธรรมชาติ รวมทั้งสมุนไพรจากป่าในโครงการความร่วมมือกับกรมป่าไม้ บริหารจัดการป่าสมุนไพร ที่ดึงชาวบ้านในพื้นที่มาเป็นแนวร่วมอนุรักษ์ป่า
และส่งเสริมการปลูกสมุนไพรหายากที่เป็นที่ต้องการในป่าชุมชนนำร่องตามแผนงาน 60 แห่งในโครงการซึ่งต่อยอดมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและวัตถุดิบจากธรรมชาติอื่นๆ

ระหว่างเดินชมผลิตภัณฑ์ ได้มีโอกาสพบกับ ภก.สมนึก สุชัยธนาวนิช ผู้อำนวยการกองยาแผนไทยและสมุนไพร จึงได้รับความรู้ใหม่ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงมโนคติแบบเดิมๆ ที่เคยคิดว่าหน่วยงานรัฐมักขาดมุมมองทางการตลาด เพราะท่านบอกว่ากองยาแผนไทยฯ มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผลักดันผู้ประกอบการไทย และตัวผู้ปลูกสมุนไพรในโครงการป่าสมุนไพร ตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

การมีทั้งเอาท์เล็ต และหน้าร้านออนไลน์ http://www.herbshappy.com จึงเป็นการปิดจุดอ่อนของการพัฒนาสินค้า เพราะมีทั้งเอาท์เล็ตที่ดี ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ดีธรรมชาติ โดยกองยาแผนไทยฯจะเป็นผู้รับประกันคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐานให้มาจำหน่ายผ่านช่องทาง เหล่านี้ โดยรับรองสินค้าด้วยตราสัญลักษณ์คุณภาพของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งถ้าติดสติกเกอร์นี้แล้วก็จะปูทางสู่การเปิดตลาดต่างประเทศได้

ปัจจุบันกำลังพัฒนาเว็บไซต์เป็นภาษาอังกฤษ และจีนเพื่อขยายโอกาสเจาะตลาดเป้าหมายขนาดใหญ่ ทั้งนี้ นอกเหนือจากการพัฒนามาตรฐานการผลิตระดับสากล และต้องผ่าน อย. แล้ว ที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั้งผ่านหน้าร้าน ซึ่งจะขยายครอบคลุม 4 มุมเมืองของกรุงเทพเร็วๆ นี้ และเว็บไซต์ Herbshappy จะต้องใช้วัตถุดิบสมุนไพรไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ที่มีถิ่นกำเนิดในไทยในการผลิต ปัจจุบันมีสินค้า ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ เช่น ธัญพืช ไปจนถึงกลุ่มยา อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องดื่มสมุนไพร อาหารเสริม โดยมีผู้ผลิต 50 แบรนด์จะได้รับการบ่มเพาะความรู้ และนวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

เชิญชวนให้แวะไปที่ http://www.herbshappy.com  แล้วคุณจะพบกับหลากหลายผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยในรูปโฉมที่อินเทรนด์ และตอบโจทย์ความต้องการของคนรักสุขภาพ

ปลุกสำนึกรักบ้านเกิดหนังสั้น’บ้านเราแสนสุขใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213613.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
ปลุกสำนึกรักบ้านเกิดหนังสั้น'บ้านเราแสนสุขใจ'
ปลุกสำนึกรักบ้านเกิดหนังสั้น'บ้านเราแสนสุขใจ'

ปลุกสำนึกรักบ้านเกิดหนังสั้น’บ้านเราแสนสุขใจ’ : ถนัดกิจ จันกิเสนเรื่อง ชมรมผึ้งหลวงเพื่อปวงชน ภาพ

 

              “ผมเป็นคนอุดรธานี อ.หนองหาน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแหล่งพื้นที่ของมรดกโลกอย่าง แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อยากถ่ายทอดเรื่องราวของการทำไหบ้านเชียง ที่ยังคงใช้วิธีการผลิตแบบโบราณที่สืบทอดกันมา ซึ่งปัจจุบันเริ่มที่จะสูญหายหาผู้สืบทอดได้ยาก โดยเล่าเรื่องราวผ่านช่างครูที่สืบทอดลมหายใจของไหบ้านเชียง” “เก้ง” เกริกเกียรติ บุรินทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หนึ่งในผู้ที่ได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปการจัดทำหนังสั้นในโครง “บ้านเราแสนสุขใจ” (My Place, Our Place) เล่าถึงที่มาของการเล่าร่วม

“เก้ง” เล่าต่อว่า ได้โครงเรื่องหนังสั้นเข้าร่วมประกวดในนามของทีม “มนุษย์ศิลป์” โดยรวมตัวเพื่อนที่เรียนสาขาเดียวกันอีก 4 คน ที่มีความชอบในการทำหนังสั้นเหมือนกัน ซึ่งความแตกต่างของการทำงานส่งประกวดกับการเรียนคือ ในวิชาเรียนค่อนค้างที่จะไฟท์บังคับ ทุกคนจำเป็นต้องทำ การแบ่งหน้าที่ต่างๆ ต่างความคิดต่างความต้องการทำให้งานเดินช้า และนอกจากนี้ยังถูกจำกัดไว้ด้วยกรอบของคะแนน ต่างจากการทำงานประกวดที่แม้จะต้องทำงานแข่งกับเวลา

แต่อิสระมากกว่าในเรื่องของการใช้ความคิด คนที่มาคืออยากทำจริงๆ ไม่ใช่ถูกบังคับมา ความท้าทายจึงมีมากกว่า ซึ่งที่มาของโครงเรื่องนั้นเกิดจากการลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลทำโปรเจกท์จบ โดยตัวหนังสั้นจะเล่าเรื่องราวของคุณยายท่านหนึ่งที่ว่า แม้จะมีพี่น้องถึง 7 คน แต่คุณยายเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงทำไหบ้านเชียงอยู่ ลูกหลานก็ไม่มีใครสืบสาน จึงอยากถ่ายทอดให้เด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านเชียงได้มีจิตสำนึกและรักที่จะสืบทอดภูมิปัญญานี้ต่อไป

“ครั้งนี้ในฐานะที่มีโอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ จ.อุดรธานี ผ่านหนังสั้น รางวัลไม่ได้เป็นตัวตัดสินความตั้งใจของพวกเราเลย แม้ว่าจะได้อันดับที่เท่าไหร่ก็ตามก็ถือว่าตั้งใจทำอย่างดีที่สุดแล้ว ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าคนที่ได้ชมจะเข้าใจและรับรู้ แล้วสักวันหนึ่งได้กลับมาหาช่างปั้นเหล่านั้น มาให้กำลังใจ กลับมาดูคนที่ใช้ชีวิตทั้ง 65 ปี ในการสืบสานจิตวิญญาณของช่างปั้น แล้วผมก็เชื่อว่านี่อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายของช่างปั้นไหบ้านเชียงที่ทุกท่านจะได้เห็นอยู่”

โครงการประกวดหนังสั้น “บ้านเราแสนสุขใจ” (My Place, Our Place) ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่าหนึ่งแสนบาท พร้อมโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างจังหวัดอุดรธานี และชมรมผึ้งหลวงเพื่อปวงชน ได้เลือกพื้นที่ จ.อุดรธานี เป็นพื้นที่นำร่องในการสร้างสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งได้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่น คือ ระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา

โดยมีทีมผ่านทั้งสิ้น 6 ทีม แบ่งออกเป็นรุ่นละ 3 ทีมที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป และผลิตหนังสั้น จากผู้กำกับมากฝีมือ จำนวน 6 ท่าน ที่ได้จะมาชี้แนะแนวทาง สอนเทคนิคพิเศษต่างๆ ซึ่งถือเคล็ดลับชั้นดีที่หาไม่ได้ในห้องเรียนทั่วไป จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม และ 2 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา

พล.อ.ดุษฎี รามสมภพ ประธานชมรมผึ้งหลวงเพื่อปวงชน กล่าวว่า แม้โครงการนี้จะเป็นการประกวดเพื่อแข่งขันชิงทุนการศึกษาและได้รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี แต่ทางโครงการยังมุ่งหวังที่จะเห็นความรัก ความสามัคคี และความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งจากในทีมเดียวกัน หรือต่างทีม มากกว่าความมุ่งมั่นในเรื่องของการเอาชนะเท่านั้น”

ด้าน “ต่อม” สิริรักษ์ พลเยี่ยม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ “ป้อบ” -ศิริณณา ไชยแก้ว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบึงกาฬ จ.บึงกาฬ กล่าวว่า ได้เข้าประกวดโดยใช้ชื่อทีมว่า “บึงกาฬฟีม” มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน โดยหนังสั้นที่ทำจะเล่าผ่านครูที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง กลับต้องมาสอนเด็กในโรงเรียนบ้าน ซึ่งตอนแรกก็อยู่ไม่ได้ แต่พอเวลาผ่านไปกลับหลงรักวัฒนธรรมแบบชาวบ้าน มีการใช้ผ้าไหมหมี่ขิดของชุมชนบ้านนาข่า

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง วัดป่าภูก้อน และวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่มาประกอบ เพื่อสื่อถึงความเป็น จ.อุดรธานี ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ แต่ก็เคยมีประสบการณ์ในการทำหนังสั้นเพื่อประกวดมาบ้าง จึงจะทำให้ดีที่สุด และฝากเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วย

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมโครงการได้ทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/myplaceourplaceproject

 

 

สวธ.เปิดชุมชนญัฮกุรอนุรักษ์วัฒนธรรมชาวไทยบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213617.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558
สวธ.เปิดชุมชนญัฮกุรอนุรักษ์วัฒนธรรมชาวไทยบน

สวธ.เปิดชุมชนญัฮกุรอนุรักษ์วัฒนธรรมชาวไทยบน : สราวุฒิ ประทุมชัน นักศึกษา ม.เนชั่น

           กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒธรรม ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิเปิดตัวชุมชนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “หมู่บ้านญัฮกุร” อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ณ วันที่ 22 สิงหาคม เพื่อกระตุ้นการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาชาติพันธุ์ โดยมี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็ดประธานเปิดงาน และเดินชมวิถีชีวิตของชาวบ้าน เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒธรรมของชาว ญัฮกุร (มอญโบราณยุคทวารวดี)

นายวิเชียร กล่าวว่า ประเทศไทยประกอบด้วยกลุ่มคนหลายกลุ่มหลายเผ่า ได้รับราชการไปในหลายภาคหลายจังหวัดและได้เห็นกลุ่มเผ่าต่างๆมากมาย เมื่อได้มาอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ ก็ได้พบกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ”ไทยบน” หรือ ”ญัฮกุร” ซึ่งสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่คือ ความเสื่อมคลายของวัฒนธรรมกลุ่มเผ่าที่กำลังหายไป เหมือนชนเผ่าอื่นๆ ที่เริ่มไม่มีการแต่งชุดประจำเผ่า แต่จะแต่งก็ต่อเมื่อมีงานแสดงโชว์ พิธีกรรม หรือในโอกาสพิเศษเท่านั้น และเริ่มหัดมาแต่งตัวตามยุคสมัยแทน เช่น เปลี่ยนไปใส่กางเกงยีน และเสื้อเชิ้ต กันมากขึ้น

ทั้งในเรื่องของภาษาและในลักษณะการสร้างบ้าน ซึ่งเป็นเพราะถูกวัฒนธรรมที่ใหญ่กว่า แข็งแกร่งกว่า กำลังเข้ามากลืนวัฒนธรรมออกไป และในวันนี้เราได้ตระหนักว่า วัฒนธรรมของชนเผ่านี้เราควรที่จะช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูเอาไว้เพื่อที่จะไม่ให้สูญหายไป ด้วยการเข้ามาช่วยสนับสนุน การส่งเสริมการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้น เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับชนเผ่า “ญัฮกุร” ที่สืบทอดวัฒนธรรมของ “มอญทวารวดี” เป็นเวลามากกว่า 2,000 ปี

น.ส.อมรรัตน์ ลีเพ็ญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเครือข่ายและชุมชน กล่าวว่า ทางกรมส่งเสริมวัฒธรรมได้คัดเลือกหมู่บ้านญัฮกุร เพราะมองเห็นศักยภาพของชุมชนในเรื่องของอัตลักษณ์ที่มีความโดดเด่น เนื่องจากถือว่าเป็นชุมชนมอญโบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคทวารวดี มีภาษาญัฮกุรเป็นของตัวเอง มีการสืบทอดมามากกว่าพันปีแล้ว จึงมีวิถีชีวิตที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ปัจจุบันได้ดำเนินแนวทางมาประมาณ 6 เดือนแล้ว ซึ่งคาดหวังว่าจะทำให้บรรลุจุดประสงค์ภายใน 3 ปี

ญัฮกุร หรือเนียะกุล หรือที่คนไทยเรียก มีความหมายว่า คนภูเขา “ชาวบน” ชุมชนที่ใช้ภาษามอญโบราณ เป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ตามไหล่เขาหรือเนินเตี้ยๆ ลักษณะมีผิวค่อนข้างดำตาโตกว่าคนไทย แต่ไม่ต่างจากคนไทยมากนัก รูปร่างสูงปานกลาง ผู้หญิงจะแต่งกายแบบดั้งเดิมของชาวญัฮกุร คือจะสวมเสื้อเก๊าะ และนุ่งผ้านุ่งมีชายผ้าใหญ่ สวมสร้อยเงิน และเจาะใบหูกว้างเพื่อสวมตุ้มหูใหญ่ หรือเรียก กะจอน ทำด้วยไม้มีกระจกติดข้างหน้า ไว้ผมยาวเกล้ามวย ส่วนผู้ชายนุ่งผ้าโสร่งตาหมากรุก วิธีการนุ่งแบบเหน็บธรรมดา

ภาษาของชาวญัฮกุรจัดอยู่ในตระกูลภาษาตระกูลมอญ-เขมร สาขามอญ เพราะมีความใกล้เคียงกับภาษามอญโบราณ และภาษามอญปัจจุบันมากกว่าเขมร ในปัจจุบันชาวญัฮกุรถูกกลืนด้วยประเพณีวัฒนธรรมอีสานอย่างรวดเร็ว มีบางหมู่บ้านเท่านั้นที่พูดภาษาถิ่นของตนเองได้ คนรุ่นใหม่จะพูดภาษารอบข้างที่คนส่วนใหญ่พูดกัน ภาษาของชาวญัฮกุรไม่มีระบบการเขียน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวญัฮกุรถูกกลืนได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันชาวญัฮกุรพูดภาษาชนเผ่าเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป แต่ในช่วงหลังมีการส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาษาญัฮกุรในชั้นเรียนด้วย

ชาวญัฮกุร ตั้งบ้านเรือนอยู่กันเป็นกลุ่ม มีบางพวกอพยพหนีเข้าไปอยู่ในป่าลึก หรือบนภูเขาสูงขึ้นไป ชาวบ้านใช้แสงไฟจากตะเกียงเป็นส่วนใหญ่ อาศัยแหล่งน้ำตามธรรมชาติอยู่ในบริเวณหมู่บ้าน ฤดูแล้งจะใช้น้ำซับ ซึ่งมีตลอดปี มีอาชีพทำไร่ปลูกข้าวตามไหล่เขา ใช้วิธีปลูกแบบขุดหลุมหยอดที่เรียกข้าวไร่ ตอนเก็บเกี่ยวก็ใช้มือรูดเมล็ดข้าวออกจากรวง ใส่กระบุงแทนการเกี่ยวข้าว และยังปลูกข้าวโพด กล้วย ละหุ่ง มันสำปะหลัง มะเขือ พริก เป็นต้น มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย หมู เป็ด ไก่ และหาของป่า เช่น หน่อไม้ เห็ด ผักหวาน ผึ้ง กบ เขียด และมีความสามารถในการจักสานโดยเฉพาะสานเสื่อ

ปัจจุบันชาวญัฮกุร นับถือศาสนาพุทธ เชื่อในเรื่องภูติผีวิญญาณ ชาวญัฮกุรนิยมแต่งงานในหมู่พวกเดียวกัน การละเล่นมีการเป่าใบไม้ ซึ่งบางครั้งจะเป่าเป็นสัญญาณเรียกหากัน มีการเล่นเพลงพื้นบ้านเรียกว่า กระแจ๊ะ หรือ ปะเรเร เป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย-หญิง ฝ่ายหญิงเป็นผู้ตีโทนให้จังหวะ เนื้อหาเป็นการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว ประเพณีชาวญัฮกุรมีประเพณีสงกรานต์ ประเพณีกระแจ๊ะหอดอกผึ้ง ประเพณีแห่พระและจุดพลุ ประเพณีแต่งงาน ชาวญัฮกุรไม่รู้จักกรรมวิธีการทอผ้า แต่จะปลูกฝ้ายเพื่อไปแลกกับผ้าทอของคนกลุ่มไทย และลาว จึงทำให้มีการแต่งกายเหมือนๆ คนไทยทั่วไป

ผู้ที่สนใจจะเยี่ยมชมหมู่บ้านญัฮกุร หรือชมทุ่งดอกกระเจียว ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม สามารถติดต่อที่ โทร.08-6153-7312 นายพนม จิตร์จำนงค์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อ.บ้านไร่

เด็กเชียงใหม่โชว์กึ๋นคว้าแชมป์ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213599.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2558
เด็กเชียงใหม่โชว์กึ๋นคว้าแชมป์ระดับโลก

5 นักเรียนเชียงใหม่โชว์กึ๋น คว้าแชมป์ ‘กรังด์ปรีซ์’ รางวัลระดับโลกการผลิตสารคดีเชิงข่าว

                      5 เยาวชนคนเก่ง ทีม “พีเวิร์ค (P-Work)” จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่ คว้าแชมป์ “กรังด์ปรีซ์” รางวัลระดับโลกจากการแข่งขัน “สร้างสรรค์ ฉลาดคิด ผลิตข่าว กับพานาโซนิค หรือ PANASONIC KID WITNESS NEWS รอบโกลบอล พร้อมรางวัลแนวคิดยอดเยี่ยม (Best Concept) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยโครงการดังกล่าวกลุ่มบริษัท พานาโซนิค จัดขึ้นเพื่อต้องการเปิดโอกาสให้เยาวชนกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ที่มีใจรักในงานด้านการผลิตสารคดีเชิงข่าว ได้มีเวทีแสดงออกในด้านความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านรูปแบบการนำเสนอไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ ข่าว หรือสารคดี พร้อมทั้งนำความรู้ที่ได้จากโครงการไปพัฒนาเป็นผลงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงการส่งต่อความรู้ให้แก่เพื่อนและรุ่นน้องถัดไป
                      “น้องบอม” นายธนวัฒน์ ปาแปง ตัวแทนทีมพีเวิร์ค เล่าว่า “รู้สึกดีใจมากที่ผลงานสารคดีเชิงข่าวเรื่อง “บลายด์ ไดอารี่ (Blind’s Diary)” สามารถคว้าแชมป์โลก พร้อมรางวัลแนวคิดยอดเยี่ยม (Best Concept) มาครองได้สำเร็จในรอบ 3 ปี ที่ส่งผลงานเข้าประกวดเป็นเพราะในปีนี้พวกเราทุกคนต่างทุ่มเทและนำข้อผิดพลาดจากครั้งที่ผ่านๆ มา มาปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยจุดเด่นของผลงานชิ้นนี้คือ “แก่นหรือคอนเซ็ปต์” ที่นำเสนอออกมากระแทกอารมณ์และทำให้คนดูสัมผัสได้ และอีกส่วนคือ “การเขียนบทและการตัดต่อ” ที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ทำให้ผลงานคว้าใจกรรมการมาได้
                      นอกเหนือจากรางวัลระดับโลกที่ได้รับแล้ว อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทีมคือ การได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม นำเรื่องราวชีวิตจริงของผู้พิการทางสายตา “ตาร์ – ศิรประภา สุชาติ” นักเขียนนวนิยายออนไลน์ที่มีคนติดตามกว่า 10,000 คน มาถ่ายทอดในแง่มุมของความรู้สึกที่ต้องการบอกให้สังคมรับรู้ว่าคนตาบอดก็มีศักยภาพและความสามารถ รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่เหมือนคนปกติ ไม่ได้ต้องการให้มองว่าเป็นคนน่าสงสาร อีกทั้งผลงานยังแฝงไปด้วยเรื่องราวของการสร้างแรงบันดาลให้กับคนที่กำลังท้อแท้ได้มีกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิต”
                      ด้าน น้องปอย นายธีรินทร์ วิลาวัลย์วจี สมาชิกในทีมพีเวิร์ค เล่าว่า “กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ดีมาก นอกเหนือจากชัยชนะแล้ว ผมยังได้รับความรู้ต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องของ “ทีมเวิร์ค” การทำงานเป็นทีม ได้ดึงเอาศักยภาพของเพื่อนในทีมแต่ละคนออกมา ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบท การใช้คอมพิวเตอร์ตัดต่อ รวมไปถึงการแสดง ตลอดจนการได้รับ “ความรู้” จากคณะกรรมการ ซึ่งเราเข้าร่วมแข่งขันเป็นปีที่ 3 แล้ว ความรู้ที่ได้ในแต่ละปีก็แตกต่างกันไป ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาในการนำมาปรับปรุงพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น สุดท้ายคือเรื่อง “มุมมองและแนวคิด” ที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ๆ กับเพื่อนที่เข้าร่วมโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เรามองเรื่องราวต่างๆ ได้หลายด้านมากขึ้น”
                      และ น้องซอง นายธีรุตม์ วรรณฤมล ฝากแนวคิดถึงน้องๆ รุ่นต่อไปในการเตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมนี้ว่า “สิ่งแรก “การคิดแก่นของเรื่อง” คือต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าโจทย์ที่เราต้องการทำคือเรื่องอะไร การสื่อสาร สิ่งแวดล้อม หรือกีฬา จากนั้นก็ลงมือ “หาข้อมูล” ยิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ผลงานของเราก็จะทำออกมาได้ดีเท่านั้น สุดท้ายคือ “การตัดต่อ” ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะกิจกรรมนี้จะถูกจำกัดเนื้อหาอยู่ในเวลาเพียง 5 นาที เพราะฉะนั้นผู้ทำหน้าที่ตัดต่อนอกจากจะเก่งในเรื่องเทคนิคแล้ว ยังต้องเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดของเรื่องที่ต้องการนำเสนอ และตัดต่อออกมาโดยยังคงเนื้อหาที่มีความน่าสนใจต่อคนดู สุดท้ายคือเรื่อง “การค้นหาแรงบันดาลใจ” จุดนี้อยากฝากน้องๆ ให้พยามยามตั้งต้นมองหาแรงบันดาลใจในการทำงาน เริ่มจากการทำในสิ่งที่รักหรือถนัด แล้วนำมาประยุกต์เข้ากับผลงาน งานจะได้ออกมาดี”
                      มร. จูนิชิ นาคาตะ ประธานโครงการสร้างสรรค์ ฉลาดคิด ผลิตข่าว กับพานาโซนิค และคณะกรรมการตัดสิน เล่าว่า “โครงการ “สร้างสรรค์ ฉลาดคิด ผลิตข่าว กับพานาโซนิค เป็นหนึ่งในนโยบายด้านกิจกรรมเพื่อสังคมของกลุ่มบริษัท พานาโซนิค เริ่มต้นจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาและขยายมาสู่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2547 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ทำงานร่วมกันเป็นทีม แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ และถ่ายทอดผลงานออกมาในรูปแบบของสารคดี
                      โดยในปีนี้ มีผลงานส่งเข้ามาทั้งสิ้นกว่า 553 ผลงาน จากทั้งหมด 19 ประเทศทั่วโลก เทรนด์การนำเสนอผลงานส่วนมากมุ่งไปที่หัวข้อ “การสื่อสาร” ต่างจากปีก่อนที่เน้นทำเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” เนื่องจากน้องๆ เยาวชนได้มองเห็นถึงความสำคัญการสื่อสารในโลกยุคออนไลน์ และถ่ายทอดออกมาในมุมมองของตนเองผ่านงานในรูปแบบต่างๆ อาทิ ภาพยนตร์สั้น สารคดีโทรทัศน์ ข่าว เป็นต้น
                      ส่วนผลงานที่ผ่านเข้ารอบในปีนี้มีทั้งหมด 7 ผลงาน ได้แก่ ผลงาน Face to Face จากประเทศสหรัฐอเมริกา Living Differently-Circus Mulan จากประเทศเยอรมนี Just Click it จากประเทศมาเลเซีย Social Me-dia จากประเทศสิงคโปร์ Happy Birthday จากประเทศจีน Run Nako-ichi Run for Fukushima จากประเทศญี่ปุ่น และ Blind’s Diary จากประเทศไทย ซึ่งแต่ละทีมสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองออกมาได้ดี เทียบเท่านักผลิตรายการโทรทัศน์มืออาชีพ โดยเฉพาะน้องๆ จากทีม พีเวิร์ค ประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนี้ สามารถนำเสนอเนื้อหาออกมาได้อย่างชัดเจน มีการเล่าเรื่องอย่างเป็นลำดับ และตีความหมายของโจทย์ในเรื่องการสื่อสารที่เป็นสากล สามารถเข้าถึงอารมณ์คนดูได้
                      ทั้งนี้อยากจะฝากถึงเยาวชนรุ่นต่อไปที่กำลังจะผลิตผลงานเข้าประกวดแข่งขันในปีนี้ ให้ใช้เวทีการแข่งขันนี้เป็นเวทีสำหรับแสดงหรือถ่ายทอดความคิดที่ตนเองมีอยู่ หรือเป็นกระบอกเสียงในการนำเสนอเรื่องราวดีๆ ของคนไทย ในด้านความมีเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มาเผยแพร่ให้แก่สังคมและคนทั่วโลกได้รับรู้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและความคืบหน้าของการแข่งขันในปีนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/KWNThailand

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน:Thai Festival อียิปต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213541.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2558
เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน:Thai Festival อียิปต์

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน:Thai Festival อียิปต์

             วันที่ 11-13  กันยายน ที่ผ่านมา ซิตี้ สตาร์ ห้างดังกลางเมืองนัศร์ซิตี้ แทบแตก เมื่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้รวบรวมนักศึกษาคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ที่มีความสามารถเฉพาะตัวในด้านนั้นๆ โดยเฉพาะในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยและประเพณีอันงดงามของไทย เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่กับคนไทย โดยงานนี้เป็นการรวมตัวของพี่ใหญ่ในวงการประกาศศักดิ์ดาของประเทศไทย มีการจับสลากตั๋วเครื่องบินฟรี จากอียิปต์แอร์ วันละ 1 ที่นั่ง

โดยเริ่มต้นที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร กระทรวงการท่องเที่ยว หรือ “ททท.” ร่วมด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดเต็มรูปแบบทั้งการโชว์การร่ายรำหลายประเภท การศิลปะแม่ไม้มวยไทย การแกะสลักผักผลไม้ การร้อยมาลัย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ก็ได้รวมพลคนไทยที่มีความสามารถในด้านต่างๆ ออกมาโชว์ ไม่ว่าจะเป็นการสาธิตการทำอาหารไทย การนวดไทยแผนโบราณ

โดยเฉพาะการนำซุปตาร์ไคโรทั้ง 3 คน มาร้องเพลงไทยในจังหวะเต้น ทำเอาศูนย์การค้าคับแคบไปในบัดดล และนับได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในอียิปต์ ที่สามารถนำเอาค่ายมวยที่ทางสถานเอกอัครราชทูตสนับสนุนในการจัดการแข่งขันเข้ามาร่วมงาน โดยนำทีมนักมวยทุกระดับมาแสดงแม่ไม้มวยไทยอย่างอลังการที่สุดในฐานะที่เป็นผู้ช่วยสารนิเทศและวัฒนธรรม ทั้ง 3 วัน ปลื้มกับภาพต่างๆ ที่ได้เห็นเป็นที่ยิ่ง

แต่ที่ปลื้มไปกว่านั้น เมื่อได้รู้ความจริงว่า นักแสดงที่มาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร คือ “การสร้างงาน” ให้แก่นักศึกษา

“รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์” อธิบการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้เล่าในขณะที่นั่งชมสฟิงค์ที่พีระมิดว่า จริงๆ แล้ว น้องๆ นักศึกษาเหล่านี้เขาไม่ได้เรียนในด้านนี้โดยเฉพาะ แต่เขามีความสามารถในด้านนี้ มหาวิทยาลัยจึงเปิดกว้างให้นักศึกษาแสดงออกนอกเหนือจากวิชาที่น้องๆ ศึกษากันอยู่ ไม่ใช่แค่ว่าเรียนคณะนั้นๆ แล้วก็ต้องจบคณะนั้นๆ หรือทำงานด้านนั้นๆ ด้านเดียว อีกทั้งเรื่องการแกะสลัก ซึ่งถือเป็นงานชั้นยอดของการใช้ความประณีตและความรักอย่างแท้จริง

“การมาในครั้งนี้ได้มีการลงนามระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครกับมหาวิทยาลัย 6 October ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่โด่งดังในด้านการแสดงและการจัดกิจกรรมที่มีนักศึกษาต่างชาติรวมอยู่ที่นี่เยอะมากเป็นการเปิดโลกทัศน์ของนักศึกษา สร้างโอกาสสร้างงานนอกเหนือจากวิชาที่น้องๆ ศึกษากันอยู่  ต้องขอขอบพระคุณสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้มาแสดงความเป็นไทยโดยเฉพาะในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยและประเพณีอันงดงามของไทย เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่กับคนไทยและได้เห็นการจัดงานแบบยิ่งใหญ่ของสถานเอกอัครราชทูตฯ รู้สึกดีทีเดียวเลย” รศ.สุภัทรา กล่าว

น.ส.มารีนัช วาทยานนท์ คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร บอกว่ารู้สึกประทับใจมากที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยและมหาวิทยาลัยในครั้งในนี้ ได้นำศิลปะวัฒนธรรมความเป็นไทยที่ถนัดมาเผยแพร่ให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่าประเทศมีความสวยงามและมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย

นายสกิต บุญพิศ นักศึกษาไทยในอียิปต์ คือหนึ่งนักศึกษาที่มีความรู้ความสามารถในการนวดแผนโบราณ บอกว่า ได้นำท่าที่สวยๆ มาโชว์ เพราะการนวดเป็นการรักษา เป็นการบำบัดที่ต้องใช้ทักษะจากร่างกายในทุกส่วน โดยเฉพาะหัวใจและความรู้สึกของการเป็น “หมอ” และทุกท่าที่นวด ก็เสมือนการร่ายรำที่มีเอกลักษณ์อยู่แล้ว และคิดว่าท่านวดต่างๆ นี้จะเป็นที่ประจักษ์ของคนอียิปต์และชาวต่างชาติที่ได้มาชมแน่นอน

“ผมรู้สึกปลื้มมากมายครับ นี่คือสิ่งที่เราจะการันตีได้เลยว่า ประเทศไทยเรามีความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะการทำงานของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตทุกคน ที่ทุ่มเทเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง รู้สึกดีและมีค่ามากมาย ทุกครั้งที่ได้มีการโชว์วัฒนธรรมไทย ที่ชาวต่างชาติไม่เคยได้ดู” สกิต กล่าวทิ้งท้าย

ชมวิถีพุทธร.ร.บ้านห้วยหละ:หัวใจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213539.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2558
ชมวิถีพุทธร.ร.บ้านห้วยหละ:หัวใจไทย

ชมวิถีพุทธร.ร.บ้านห้วยหละ : หัวใจไทย

             พลัง บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) ขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนคุณธรรมกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนบ้านห้วยหละ ตั้งอยู่เลขที่ 138 หมู่ 14 ถนนสายลำพูน-ลี้ ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เป็นหนึ่งสถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง บวร มีโรงเรียน เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง มีกิจกรรมส่งเสริมหลักทางศาสนา (ศีล 5) นักเรียนร่วมกิจกรรมวันธรรมสวนะ หรือ วันพระ วันสำคัญทางศาสนา วันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการสนับสนุนจากคณะสงฆ์วัดทุ่งม่าน กิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทยดีงาม ภูมิปัญญาของท้องถิ่นจากปราชญ์ชาวบ้าน เช่น การทอผ้า กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เช่น ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ เพราะเห็ดนางฟ้า   เมื่อเร็วๆ นี้ นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนเดินทางไปดูงานการเรียนการสอนโรงเรียนบ้านห้วยหละ โดยมีคณะครู นักเรียน ต้อนรับอย่างอบอุ่น เปิดโรงเรียนให้เห็นถึงกิจกรรมอันเป็นวิถีธรรมชาติของเด็กๆ ที่นี่ เริ่มจากแปลงสาธิตเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักปลอดสารพิษ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การจัดการเรียนการสอนตามโรงเรียนวิถีพุทธภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระ

พุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาของกรมการศาสนา มีพระธรรมวิทยากรเข้ามาสอนหลักธรรมพระพุทธศาสนา ศีล 5 เชิญปราชญ์ชาวบ้านมาสอนการทอผ้า การทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้แก่นักเรียน เป็นต้น

ล่าสุดกรมการศาสนายังเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนบ้านห้วยหละได้มีแนวทางการจัดกิจกรรมด้านศาสนาตามโครงการหลังเลิกเรียน 14.00 น. พัฒนาคุณภาพเด็กไทย อาทิ ปฏิบัติธรรม บรรยายธรรม สวดมนต์สรรเสริญพระรัตนตรัย มารยาทไทยในศาสนพิธี สาระธรรมการรักษาศีล 5 ดนตรีพื้นเมือง กีฬา การนวดฝ่าเท้า จักสาน เย็บผ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษล่าสุดที่นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม มอบให้กรมการศาสนาร่วมสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบาย การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ : Moderate Class More Knowledge ของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

‘รัชดาโมเดล’ปฏิรูปงานพีอาร์สพฐ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213540.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2558
'รัชดาโมเดล'ปฏิรูปงานพีอาร์สพฐ.

‘รัชดาโมเดล’ปฏิรูปงานพีอาร์สพฐ. :ทีมชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐานภาพ-ข่าว

             สภาวะสังคมในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ในทุกๆ กิจกรรมต่างๆ ของชีวิต เรียกได้ว่าเป็นยุคดิจิทัล เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลต่อผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม ทุกการทำงานอย่างมากมาย หนึ่งในนั้นคือการสื่อสารด้านการประชาสัมพันธ์ ข่าวสารในวงการการศึกษา ด้วยเหตุนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. จึงได้คิดพัฒนาศักยภาพนักประชาสัมพันธ์(พีอาร์)การศึกษาทั่วประเทศ ให้บุคลากร ผู้ปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ ได้พัฒนาตน พัฒนางานขององค์กร ให้มีทักษะการประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมานักประชาสัมพันธ์เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เกิดปัญหาในด้านทักษะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ ซึ่งมีความแตกต่างในสภาพพื้นที่ของแต่ละเขตพื้นที่ รวมทั้งประสบการณ์และอุปกรณ์ด้านการผลิต บางพื้นที่มีกิจกรรมที่โดดเด่น น่านำเสนอ แต่ไม่ได้รับการนำเสนอในช่องทางสื่อ

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้ระดมความคิด หาวิธี และช่องทางต่างๆ เพื่อนำเสนอข่าวสารด้านการศึกษาของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้กลุ่มคนทั่วไปได้รับรู้ผ่านสื่อมวลชนทุกช่องทาง

นายกริช มากกุญชร นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ(ระดับ 8) สพป.เชียงราย เขต 1 ประธานชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ.ได้มอบให้ชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดมความคิดเห็นหาวิธีและช่องทางการนำเสนอข่าวสารด้านการศึกษาของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้กลุ่มคนทั่วไปได้รับรู้ ผ่านสื่อมวลชนทุกช่องทาง ด้วยการพัฒนาศักยภาพนักประชาสัมพันธ์การศึกษาทั่วประเทศ ให้รู้ด้านสื่อเทคโนโลยีและการสื่อสารในปัจจุบันเพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “รัชดาโมเดล” ซึ่งมีนายประสิทธิ์ จันทร์ดา ที่ปรึกษา สพฐ. และนายสนิท แย้มเกษร ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. เป็นที่ปรึกษา

“รัชดาโมเดล” เป็นการพัฒนานักประชาสัมพันธ์ โดยการผลิตสื่อ วิเคราะห์ สังเคราะห์ให้ “ตรงประเด็น เขียนข่าวได้ ถ่ายภาพข่าวเป็นและออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากบรรณาธิการสื่อมวลชนแขนงต่างๆ มาให้ความรู้ เช่น การเขียนข่าว การเขียนภาพข่าว การเขียนบทความ การทำคลิปวิดีโอข่าว-รายงาน ฯลฯ ที่สอดรับนโยบายการจัดการศึกษาทั้งในระดับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ สพฐ. เพื่อให้นักเรียน พ่อ แม่ ผู้ปกครองและประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและรวดเร็ว ด้วยกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ โรงแรมรัชดาซิตี้ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่  9-11 กันยายน 2558 ตามแผนการพัฒนา “รัชดาโมเดล” โดยมี ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการอบรม

ในขณะเดียวกัน ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ได้ให้แนวคิดและวิธีการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านระบบ OBEC LINE ซึ่งเป็น Application Line Official ล่าสุดที่ สพฐ.นำเข้ามาใช้เพื่อส่งข้อมูลข่าวสารถึงบุคลากรครูกว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ โรงเรียน 3 หมื่นแห่ง เหนืออื่นใด หัวใจของการบริหารคือการเปลี่ยนแปลงและหัวใจของการเปลี่ยนแปลงคืองานประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และเน้นย้ำให้นักประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ร่วมกันเผยแพร่นโยบายไปสู่การปฏิบัติให้ประชาชนได้รับทราบ ส่งผลให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกันอย่างมีคุณภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้นและมีมาตรฐานสากล

สมัคร’ครูผู้ช่วย’วันแรก2.1หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150916/213524.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 กันยายน 2558
สมัคร'ครูผู้ช่วย'วันแรก2.1หมื่น

สพฐ.เผยยอดสมัครครูผู้ช่วยวันแรก 2.1 หมื่นคน พบ สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 มีผู้สมัครมากสุด 1,098 คน ขณะที่กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ สมัครสูงสุดอันดับหนึ่ง

                      16 ก.ย. 58  ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีทั่วไป ครั้ง 2 ประจำปี 2558 รับสมัคร 14 – 20 กันยายน มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) รับสมัคร 110 เขตพื้นที่การศึกษา และ 1 สำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ (สศศ.) รวม 111 เขต ใน 44 กลุ่มวิชา จำนวน 1,611 อัตรา
                      สำหรับข้อมูลการรับสมัคร วันที่ 14 กันยายน ซึ่งเป็นวันแรก มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 21,538 คน โดยเขตพื้นที่ฯ ที่มีผู้สมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 1,098 คน สพป.เชียงราย เขต 2 จำนวน 1,013 คน สพป.ตาก เขต 2 จำนวน 639 คน สพป.พิษณุโลก เขต 2 จำนวน 613 คน และ สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 จำนวน 573 คน กลุ่มวิชาเอก ที่มีผู้สมัคร 5 อันดับแรก วิทยาศาสตร์ จำนวน 2,738 คน ปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 2,710 คน คอมพิวเตอร์ 2,708 คน สังคมศึกษา 2,496 คน และภาษาอังกฤษ 2,317 คน
                      ดร.กมล กล่าวต่อว่า สำหรับ 44 กลุ่มวิชามีจำนวนผู้สมัคร ดังนี้ ภาษาไทย 1,394 คน คณิตศาสตร์ 1,861 คน ภาษาอังกฤษ 2,317 คน ภาษาจีน 118 คน ภาษาญี่ปุ่น 33 คน ภาษาฝรั่งเศส 4 คน ภาษาเยอรมัน 0 คน วิทยาศาสตร์ 2,738 คน วิทยาศาสตร์ทั่วไป 309 คน ฟิสิกส์ 178 คน เคมี 165 คน ชีววิทยา 248 คน สังคมศึกษา 2,496 คน สุขศึกษา 71 คน พลศึกษา 1,173 คน สุขศึกษาและพลศึกษา 90 คน ดนตรี 67 คน ดนตรีศึกษา 52 คน ดนตรีไทย 41 คน ดนตรีสากล 45 คน ดุริยางคศิลป์ 1 คน ศิลปศึกษา 229 คน ทัศนศิลป์ 7 คน นาฏศิลป์ 241 คน คอมพิวเตอร์ 2,708 คน อุตสาหกรรมศิลป์ 230 คน เกษตรกรรม 353 คน คหกรรม 124 คน ประถมศึกษา 751 คน ปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 2,710 คน จิตวิทยาและการแนะแนว 140 คน จิตวิทยาคลินิก 1 คน วัดผลและประเมินผลการศึกษา 32 คน เทคโนโลยีทางการศึกษา 87 คน ช่างยนต์ 2 คน บรรณารักษ์ 83 คน โสตทัศนศึกษา 13 คน ประวัติศาสตร์ 3 คน การเงิน/บัญชี 289 คน การศึกษาพิเศษ 123 คน กายภาพบำบัด 1 คน กิจกรรมบำบัด 1 คน บริหารธุรกิจ 9 คน วิศวกรรมไฟฟ้า 0 คน
                      “ได้กำชับไปยังทุกเขตพื้นที่ฯ ให้การดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ซึ่งภาพรวมที่ได้รับรายงานเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา ส่วนมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบ สพฐ.จะจัดแนวปฏิบัติและได้จัดทำรายละเอียดเสนอ รมว.ศึกษาธิการ แล้ว”
———————
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)