ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213662.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213662.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213661.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213654.html
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แวะไปเดินชม ชิม และช้อป นวัตกรรมและสินค้าจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งพัฒนาและแปลงโฉมมาจากสมุนไพรไทย (และมีสมุนไพรจากถิ่นกำเนิดอื่นๆ แซมอยู่บ้าง)
ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 12 และไปสะดุดตากับบูธของกองยาแผนไทยและสมุนไพร ในสังกัดกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งออกแบบเป็นหน้าร้าน (หรือเอาท์เล็ต)วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่วิจัยพัฒนาและแปรรูปมาจากสมุนไพร ในบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบอย่างสวยงามและทันสมัย ที่สำคัญคือ หลายๆ ผลิตภัณฑ์พัฒนามาจากสมุนไพรไทยแท้ๆ ที่หลายคนในยุคนี้แทบไม่เคยได้ยินชื่อ
พร้อมทั้งเหลือบไปเห็นป้ายสวยงามระบุชื่อเว็บไซต์ http://www.herbshappy.com และยังมี QR Code ให้ใข้มือถือสแกนเพื่อเข้าถึงหน้าร้านบนเว็บ และทำการสั่งซื้อผ่านออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน
ขณะที่บริเวณโดยรอบก็แสดงนิทรรศการให้ความรู้ และมีการจำหน่ายสินค้าโอท็อปจากวัตถุดิบธรรมชาติ รวมทั้งสมุนไพรจากป่าในโครงการความร่วมมือกับกรมป่าไม้ บริหารจัดการป่าสมุนไพร ที่ดึงชาวบ้านในพื้นที่มาเป็นแนวร่วมอนุรักษ์ป่า
และส่งเสริมการปลูกสมุนไพรหายากที่เป็นที่ต้องการในป่าชุมชนนำร่องตามแผนงาน 60 แห่งในโครงการซึ่งต่อยอดมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและวัตถุดิบจากธรรมชาติอื่นๆ
ระหว่างเดินชมผลิตภัณฑ์ ได้มีโอกาสพบกับ ภก.สมนึก สุชัยธนาวนิช ผู้อำนวยการกองยาแผนไทยและสมุนไพร จึงได้รับความรู้ใหม่ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงมโนคติแบบเดิมๆ ที่เคยคิดว่าหน่วยงานรัฐมักขาดมุมมองทางการตลาด เพราะท่านบอกว่ากองยาแผนไทยฯ มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผลักดันผู้ประกอบการไทย และตัวผู้ปลูกสมุนไพรในโครงการป่าสมุนไพร ตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
การมีทั้งเอาท์เล็ต และหน้าร้านออนไลน์ http://www.herbshappy.com จึงเป็นการปิดจุดอ่อนของการพัฒนาสินค้า เพราะมีทั้งเอาท์เล็ตที่ดี ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ดีธรรมชาติ โดยกองยาแผนไทยฯจะเป็นผู้รับประกันคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐานให้มาจำหน่ายผ่านช่องทาง เหล่านี้ โดยรับรองสินค้าด้วยตราสัญลักษณ์คุณภาพของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งถ้าติดสติกเกอร์นี้แล้วก็จะปูทางสู่การเปิดตลาดต่างประเทศได้
ปัจจุบันกำลังพัฒนาเว็บไซต์เป็นภาษาอังกฤษ และจีนเพื่อขยายโอกาสเจาะตลาดเป้าหมายขนาดใหญ่ ทั้งนี้ นอกเหนือจากการพัฒนามาตรฐานการผลิตระดับสากล และต้องผ่าน อย. แล้ว ที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั้งผ่านหน้าร้าน ซึ่งจะขยายครอบคลุม 4 มุมเมืองของกรุงเทพเร็วๆ นี้ และเว็บไซต์ Herbshappy จะต้องใช้วัตถุดิบสมุนไพรไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ที่มีถิ่นกำเนิดในไทยในการผลิต ปัจจุบันมีสินค้า ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ เช่น ธัญพืช ไปจนถึงกลุ่มยา อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องดื่มสมุนไพร อาหารเสริม โดยมีผู้ผลิต 50 แบรนด์จะได้รับการบ่มเพาะความรู้ และนวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
เชิญชวนให้แวะไปที่ http://www.herbshappy.com แล้วคุณจะพบกับหลากหลายผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยในรูปโฉมที่อินเทรนด์ และตอบโจทย์ความต้องการของคนรักสุขภาพ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213613.html
“ผมเป็นคนอุดรธานี อ.หนองหาน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแหล่งพื้นที่ของมรดกโลกอย่าง แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อยากถ่ายทอดเรื่องราวของการทำไหบ้านเชียง ที่ยังคงใช้วิธีการผลิตแบบโบราณที่สืบทอดกันมา ซึ่งปัจจุบันเริ่มที่จะสูญหายหาผู้สืบทอดได้ยาก โดยเล่าเรื่องราวผ่านช่างครูที่สืบทอดลมหายใจของไหบ้านเชียง” “เก้ง” เกริกเกียรติ บุรินทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หนึ่งในผู้ที่ได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปการจัดทำหนังสั้นในโครง “บ้านเราแสนสุขใจ” (My Place, Our Place) เล่าถึงที่มาของการเล่าร่วม
“เก้ง” เล่าต่อว่า ได้โครงเรื่องหนังสั้นเข้าร่วมประกวดในนามของทีม “มนุษย์ศิลป์” โดยรวมตัวเพื่อนที่เรียนสาขาเดียวกันอีก 4 คน ที่มีความชอบในการทำหนังสั้นเหมือนกัน ซึ่งความแตกต่างของการทำงานส่งประกวดกับการเรียนคือ ในวิชาเรียนค่อนค้างที่จะไฟท์บังคับ ทุกคนจำเป็นต้องทำ การแบ่งหน้าที่ต่างๆ ต่างความคิดต่างความต้องการทำให้งานเดินช้า และนอกจากนี้ยังถูกจำกัดไว้ด้วยกรอบของคะแนน ต่างจากการทำงานประกวดที่แม้จะต้องทำงานแข่งกับเวลา
แต่อิสระมากกว่าในเรื่องของการใช้ความคิด คนที่มาคืออยากทำจริงๆ ไม่ใช่ถูกบังคับมา ความท้าทายจึงมีมากกว่า ซึ่งที่มาของโครงเรื่องนั้นเกิดจากการลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลทำโปรเจกท์จบ โดยตัวหนังสั้นจะเล่าเรื่องราวของคุณยายท่านหนึ่งที่ว่า แม้จะมีพี่น้องถึง 7 คน แต่คุณยายเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงทำไหบ้านเชียงอยู่ ลูกหลานก็ไม่มีใครสืบสาน จึงอยากถ่ายทอดให้เด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านเชียงได้มีจิตสำนึกและรักที่จะสืบทอดภูมิปัญญานี้ต่อไป
“ครั้งนี้ในฐานะที่มีโอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ จ.อุดรธานี ผ่านหนังสั้น รางวัลไม่ได้เป็นตัวตัดสินความตั้งใจของพวกเราเลย แม้ว่าจะได้อันดับที่เท่าไหร่ก็ตามก็ถือว่าตั้งใจทำอย่างดีที่สุดแล้ว ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าคนที่ได้ชมจะเข้าใจและรับรู้ แล้วสักวันหนึ่งได้กลับมาหาช่างปั้นเหล่านั้น มาให้กำลังใจ กลับมาดูคนที่ใช้ชีวิตทั้ง 65 ปี ในการสืบสานจิตวิญญาณของช่างปั้น แล้วผมก็เชื่อว่านี่อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายของช่างปั้นไหบ้านเชียงที่ทุกท่านจะได้เห็นอยู่”
โครงการประกวดหนังสั้น “บ้านเราแสนสุขใจ” (My Place, Our Place) ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่าหนึ่งแสนบาท พร้อมโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างจังหวัดอุดรธานี และชมรมผึ้งหลวงเพื่อปวงชน ได้เลือกพื้นที่ จ.อุดรธานี เป็นพื้นที่นำร่องในการสร้างสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งได้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่น คือ ระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา
โดยมีทีมผ่านทั้งสิ้น 6 ทีม แบ่งออกเป็นรุ่นละ 3 ทีมที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป และผลิตหนังสั้น จากผู้กำกับมากฝีมือ จำนวน 6 ท่าน ที่ได้จะมาชี้แนะแนวทาง สอนเทคนิคพิเศษต่างๆ ซึ่งถือเคล็ดลับชั้นดีที่หาไม่ได้ในห้องเรียนทั่วไป จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม และ 2 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา
พล.อ.ดุษฎี รามสมภพ ประธานชมรมผึ้งหลวงเพื่อปวงชน กล่าวว่า แม้โครงการนี้จะเป็นการประกวดเพื่อแข่งขันชิงทุนการศึกษาและได้รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี แต่ทางโครงการยังมุ่งหวังที่จะเห็นความรัก ความสามัคคี และความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งจากในทีมเดียวกัน หรือต่างทีม มากกว่าความมุ่งมั่นในเรื่องของการเอาชนะเท่านั้น”
ด้าน “ต่อม” สิริรักษ์ พลเยี่ยม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ “ป้อบ” -ศิริณณา ไชยแก้ว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบึงกาฬ จ.บึงกาฬ กล่าวว่า ได้เข้าประกวดโดยใช้ชื่อทีมว่า “บึงกาฬฟีม” มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน โดยหนังสั้นที่ทำจะเล่าผ่านครูที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง กลับต้องมาสอนเด็กในโรงเรียนบ้าน ซึ่งตอนแรกก็อยู่ไม่ได้ แต่พอเวลาผ่านไปกลับหลงรักวัฒนธรรมแบบชาวบ้าน มีการใช้ผ้าไหมหมี่ขิดของชุมชนบ้านนาข่า
สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง วัดป่าภูก้อน และวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่มาประกอบ เพื่อสื่อถึงความเป็น จ.อุดรธานี ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ แต่ก็เคยมีประสบการณ์ในการทำหนังสั้นเพื่อประกวดมาบ้าง จึงจะทำให้ดีที่สุด และฝากเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วย
ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมโครงการได้ทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/myplaceourplaceproject
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150918/213617.html
กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒธรรม ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิเปิดตัวชุมชนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “หมู่บ้านญัฮกุร” อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ณ วันที่ 22 สิงหาคม เพื่อกระตุ้นการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาชาติพันธุ์ โดยมี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็ดประธานเปิดงาน และเดินชมวิถีชีวิตของชาวบ้าน เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒธรรมของชาว ญัฮกุร (มอญโบราณยุคทวารวดี)
นายวิเชียร กล่าวว่า ประเทศไทยประกอบด้วยกลุ่มคนหลายกลุ่มหลายเผ่า ได้รับราชการไปในหลายภาคหลายจังหวัดและได้เห็นกลุ่มเผ่าต่างๆมากมาย เมื่อได้มาอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ ก็ได้พบกับกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ”ไทยบน” หรือ ”ญัฮกุร” ซึ่งสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่คือ ความเสื่อมคลายของวัฒนธรรมกลุ่มเผ่าที่กำลังหายไป เหมือนชนเผ่าอื่นๆ ที่เริ่มไม่มีการแต่งชุดประจำเผ่า แต่จะแต่งก็ต่อเมื่อมีงานแสดงโชว์ พิธีกรรม หรือในโอกาสพิเศษเท่านั้น และเริ่มหัดมาแต่งตัวตามยุคสมัยแทน เช่น เปลี่ยนไปใส่กางเกงยีน และเสื้อเชิ้ต กันมากขึ้น
ทั้งในเรื่องของภาษาและในลักษณะการสร้างบ้าน ซึ่งเป็นเพราะถูกวัฒนธรรมที่ใหญ่กว่า แข็งแกร่งกว่า กำลังเข้ามากลืนวัฒนธรรมออกไป และในวันนี้เราได้ตระหนักว่า วัฒนธรรมของชนเผ่านี้เราควรที่จะช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูเอาไว้เพื่อที่จะไม่ให้สูญหายไป ด้วยการเข้ามาช่วยสนับสนุน การส่งเสริมการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้น เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับชนเผ่า “ญัฮกุร” ที่สืบทอดวัฒนธรรมของ “มอญทวารวดี” เป็นเวลามากกว่า 2,000 ปี
น.ส.อมรรัตน์ ลีเพ็ญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเครือข่ายและชุมชน กล่าวว่า ทางกรมส่งเสริมวัฒธรรมได้คัดเลือกหมู่บ้านญัฮกุร เพราะมองเห็นศักยภาพของชุมชนในเรื่องของอัตลักษณ์ที่มีความโดดเด่น เนื่องจากถือว่าเป็นชุมชนมอญโบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคทวารวดี มีภาษาญัฮกุรเป็นของตัวเอง มีการสืบทอดมามากกว่าพันปีแล้ว จึงมีวิถีชีวิตที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ปัจจุบันได้ดำเนินแนวทางมาประมาณ 6 เดือนแล้ว ซึ่งคาดหวังว่าจะทำให้บรรลุจุดประสงค์ภายใน 3 ปี
ญัฮกุร หรือเนียะกุล หรือที่คนไทยเรียก มีความหมายว่า คนภูเขา “ชาวบน” ชุมชนที่ใช้ภาษามอญโบราณ เป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ตามไหล่เขาหรือเนินเตี้ยๆ ลักษณะมีผิวค่อนข้างดำตาโตกว่าคนไทย แต่ไม่ต่างจากคนไทยมากนัก รูปร่างสูงปานกลาง ผู้หญิงจะแต่งกายแบบดั้งเดิมของชาวญัฮกุร คือจะสวมเสื้อเก๊าะ และนุ่งผ้านุ่งมีชายผ้าใหญ่ สวมสร้อยเงิน และเจาะใบหูกว้างเพื่อสวมตุ้มหูใหญ่ หรือเรียก กะจอน ทำด้วยไม้มีกระจกติดข้างหน้า ไว้ผมยาวเกล้ามวย ส่วนผู้ชายนุ่งผ้าโสร่งตาหมากรุก วิธีการนุ่งแบบเหน็บธรรมดา
ภาษาของชาวญัฮกุรจัดอยู่ในตระกูลภาษาตระกูลมอญ-เขมร สาขามอญ เพราะมีความใกล้เคียงกับภาษามอญโบราณ และภาษามอญปัจจุบันมากกว่าเขมร ในปัจจุบันชาวญัฮกุรถูกกลืนด้วยประเพณีวัฒนธรรมอีสานอย่างรวดเร็ว มีบางหมู่บ้านเท่านั้นที่พูดภาษาถิ่นของตนเองได้ คนรุ่นใหม่จะพูดภาษารอบข้างที่คนส่วนใหญ่พูดกัน ภาษาของชาวญัฮกุรไม่มีระบบการเขียน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวญัฮกุรถูกกลืนได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันชาวญัฮกุรพูดภาษาชนเผ่าเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป แต่ในช่วงหลังมีการส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาษาญัฮกุรในชั้นเรียนด้วย
ชาวญัฮกุร ตั้งบ้านเรือนอยู่กันเป็นกลุ่ม มีบางพวกอพยพหนีเข้าไปอยู่ในป่าลึก หรือบนภูเขาสูงขึ้นไป ชาวบ้านใช้แสงไฟจากตะเกียงเป็นส่วนใหญ่ อาศัยแหล่งน้ำตามธรรมชาติอยู่ในบริเวณหมู่บ้าน ฤดูแล้งจะใช้น้ำซับ ซึ่งมีตลอดปี มีอาชีพทำไร่ปลูกข้าวตามไหล่เขา ใช้วิธีปลูกแบบขุดหลุมหยอดที่เรียกข้าวไร่ ตอนเก็บเกี่ยวก็ใช้มือรูดเมล็ดข้าวออกจากรวง ใส่กระบุงแทนการเกี่ยวข้าว และยังปลูกข้าวโพด กล้วย ละหุ่ง มันสำปะหลัง มะเขือ พริก เป็นต้น มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย หมู เป็ด ไก่ และหาของป่า เช่น หน่อไม้ เห็ด ผักหวาน ผึ้ง กบ เขียด และมีความสามารถในการจักสานโดยเฉพาะสานเสื่อ
ปัจจุบันชาวญัฮกุร นับถือศาสนาพุทธ เชื่อในเรื่องภูติผีวิญญาณ ชาวญัฮกุรนิยมแต่งงานในหมู่พวกเดียวกัน การละเล่นมีการเป่าใบไม้ ซึ่งบางครั้งจะเป่าเป็นสัญญาณเรียกหากัน มีการเล่นเพลงพื้นบ้านเรียกว่า กระแจ๊ะ หรือ ปะเรเร เป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย-หญิง ฝ่ายหญิงเป็นผู้ตีโทนให้จังหวะ เนื้อหาเป็นการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว ประเพณีชาวญัฮกุรมีประเพณีสงกรานต์ ประเพณีกระแจ๊ะหอดอกผึ้ง ประเพณีแห่พระและจุดพลุ ประเพณีแต่งงาน ชาวญัฮกุรไม่รู้จักกรรมวิธีการทอผ้า แต่จะปลูกฝ้ายเพื่อไปแลกกับผ้าทอของคนกลุ่มไทย และลาว จึงทำให้มีการแต่งกายเหมือนๆ คนไทยทั่วไป
ผู้ที่สนใจจะเยี่ยมชมหมู่บ้านญัฮกุร หรือชมทุ่งดอกกระเจียว ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม สามารถติดต่อที่ โทร.08-6153-7312 นายพนม จิตร์จำนงค์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อ.บ้านไร่
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213599.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213541.html
วันที่ 11-13 กันยายน ที่ผ่านมา ซิตี้ สตาร์ ห้างดังกลางเมืองนัศร์ซิตี้ แทบแตก เมื่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้รวบรวมนักศึกษาคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ที่มีความสามารถเฉพาะตัวในด้านนั้นๆ โดยเฉพาะในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยและประเพณีอันงดงามของไทย เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่กับคนไทย โดยงานนี้เป็นการรวมตัวของพี่ใหญ่ในวงการประกาศศักดิ์ดาของประเทศไทย มีการจับสลากตั๋วเครื่องบินฟรี จากอียิปต์แอร์ วันละ 1 ที่นั่ง
โดยเริ่มต้นที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร กระทรวงการท่องเที่ยว หรือ “ททท.” ร่วมด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดเต็มรูปแบบทั้งการโชว์การร่ายรำหลายประเภท การศิลปะแม่ไม้มวยไทย การแกะสลักผักผลไม้ การร้อยมาลัย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ก็ได้รวมพลคนไทยที่มีความสามารถในด้านต่างๆ ออกมาโชว์ ไม่ว่าจะเป็นการสาธิตการทำอาหารไทย การนวดไทยแผนโบราณ
โดยเฉพาะการนำซุปตาร์ไคโรทั้ง 3 คน มาร้องเพลงไทยในจังหวะเต้น ทำเอาศูนย์การค้าคับแคบไปในบัดดล และนับได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในอียิปต์ ที่สามารถนำเอาค่ายมวยที่ทางสถานเอกอัครราชทูตสนับสนุนในการจัดการแข่งขันเข้ามาร่วมงาน โดยนำทีมนักมวยทุกระดับมาแสดงแม่ไม้มวยไทยอย่างอลังการที่สุดในฐานะที่เป็นผู้ช่วยสารนิเทศและวัฒนธรรม ทั้ง 3 วัน ปลื้มกับภาพต่างๆ ที่ได้เห็นเป็นที่ยิ่ง
แต่ที่ปลื้มไปกว่านั้น เมื่อได้รู้ความจริงว่า นักแสดงที่มาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร คือ “การสร้างงาน” ให้แก่นักศึกษา
“รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์” อธิบการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้เล่าในขณะที่นั่งชมสฟิงค์ที่พีระมิดว่า จริงๆ แล้ว น้องๆ นักศึกษาเหล่านี้เขาไม่ได้เรียนในด้านนี้โดยเฉพาะ แต่เขามีความสามารถในด้านนี้ มหาวิทยาลัยจึงเปิดกว้างให้นักศึกษาแสดงออกนอกเหนือจากวิชาที่น้องๆ ศึกษากันอยู่ ไม่ใช่แค่ว่าเรียนคณะนั้นๆ แล้วก็ต้องจบคณะนั้นๆ หรือทำงานด้านนั้นๆ ด้านเดียว อีกทั้งเรื่องการแกะสลัก ซึ่งถือเป็นงานชั้นยอดของการใช้ความประณีตและความรักอย่างแท้จริง
“การมาในครั้งนี้ได้มีการลงนามระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครกับมหาวิทยาลัย 6 October ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่โด่งดังในด้านการแสดงและการจัดกิจกรรมที่มีนักศึกษาต่างชาติรวมอยู่ที่นี่เยอะมากเป็นการเปิดโลกทัศน์ของนักศึกษา สร้างโอกาสสร้างงานนอกเหนือจากวิชาที่น้องๆ ศึกษากันอยู่ ต้องขอขอบพระคุณสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้มาแสดงความเป็นไทยโดยเฉพาะในเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยและประเพณีอันงดงามของไทย เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่กับคนไทยและได้เห็นการจัดงานแบบยิ่งใหญ่ของสถานเอกอัครราชทูตฯ รู้สึกดีทีเดียวเลย” รศ.สุภัทรา กล่าว
น.ส.มารีนัช วาทยานนท์ คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร บอกว่ารู้สึกประทับใจมากที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยและมหาวิทยาลัยในครั้งในนี้ ได้นำศิลปะวัฒนธรรมความเป็นไทยที่ถนัดมาเผยแพร่ให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่าประเทศมีความสวยงามและมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย
นายสกิต บุญพิศ นักศึกษาไทยในอียิปต์ คือหนึ่งนักศึกษาที่มีความรู้ความสามารถในการนวดแผนโบราณ บอกว่า ได้นำท่าที่สวยๆ มาโชว์ เพราะการนวดเป็นการรักษา เป็นการบำบัดที่ต้องใช้ทักษะจากร่างกายในทุกส่วน โดยเฉพาะหัวใจและความรู้สึกของการเป็น “หมอ” และทุกท่าที่นวด ก็เสมือนการร่ายรำที่มีเอกลักษณ์อยู่แล้ว และคิดว่าท่านวดต่างๆ นี้จะเป็นที่ประจักษ์ของคนอียิปต์และชาวต่างชาติที่ได้มาชมแน่นอน
“ผมรู้สึกปลื้มมากมายครับ นี่คือสิ่งที่เราจะการันตีได้เลยว่า ประเทศไทยเรามีความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะการทำงานของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตทุกคน ที่ทุ่มเทเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง รู้สึกดีและมีค่ามากมาย ทุกครั้งที่ได้มีการโชว์วัฒนธรรมไทย ที่ชาวต่างชาติไม่เคยได้ดู” สกิต กล่าวทิ้งท้าย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213539.html
พลัง บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) ขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนคุณธรรมกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนบ้านห้วยหละ ตั้งอยู่เลขที่ 138 หมู่ 14 ถนนสายลำพูน-ลี้ ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เป็นหนึ่งสถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง บวร มีโรงเรียน เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง มีกิจกรรมส่งเสริมหลักทางศาสนา (ศีล 5) นักเรียนร่วมกิจกรรมวันธรรมสวนะ หรือ วันพระ วันสำคัญทางศาสนา วันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการสนับสนุนจากคณะสงฆ์วัดทุ่งม่าน กิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทยดีงาม ภูมิปัญญาของท้องถิ่นจากปราชญ์ชาวบ้าน เช่น การทอผ้า กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เช่น ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ เพราะเห็ดนางฟ้า เมื่อเร็วๆ นี้ นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนเดินทางไปดูงานการเรียนการสอนโรงเรียนบ้านห้วยหละ โดยมีคณะครู นักเรียน ต้อนรับอย่างอบอุ่น เปิดโรงเรียนให้เห็นถึงกิจกรรมอันเป็นวิถีธรรมชาติของเด็กๆ ที่นี่ เริ่มจากแปลงสาธิตเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผักปลอดสารพิษ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ การจัดการเรียนการสอนตามโรงเรียนวิถีพุทธภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระ
พุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาของกรมการศาสนา มีพระธรรมวิทยากรเข้ามาสอนหลักธรรมพระพุทธศาสนา ศีล 5 เชิญปราชญ์ชาวบ้านมาสอนการทอผ้า การทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้แก่นักเรียน เป็นต้น
ล่าสุดกรมการศาสนายังเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนบ้านห้วยหละได้มีแนวทางการจัดกิจกรรมด้านศาสนาตามโครงการหลังเลิกเรียน 14.00 น. พัฒนาคุณภาพเด็กไทย อาทิ ปฏิบัติธรรม บรรยายธรรม สวดมนต์สรรเสริญพระรัตนตรัย มารยาทไทยในศาสนพิธี สาระธรรมการรักษาศีล 5 ดนตรีพื้นเมือง กีฬา การนวดฝ่าเท้า จักสาน เย็บผ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษล่าสุดที่นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม มอบให้กรมการศาสนาร่วมสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบาย การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ : Moderate Class More Knowledge ของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150917/213540.html
สภาวะสังคมในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ในทุกๆ กิจกรรมต่างๆ ของชีวิต เรียกได้ว่าเป็นยุคดิจิทัล เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลต่อผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม ทุกการทำงานอย่างมากมาย หนึ่งในนั้นคือการสื่อสารด้านการประชาสัมพันธ์ ข่าวสารในวงการการศึกษา ด้วยเหตุนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. จึงได้คิดพัฒนาศักยภาพนักประชาสัมพันธ์(พีอาร์)การศึกษาทั่วประเทศ ให้บุคลากร ผู้ปฏิบัติงานด้านการประชาสัมพันธ์ ได้พัฒนาตน พัฒนางานขององค์กร ให้มีทักษะการประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล
ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมานักประชาสัมพันธ์เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เกิดปัญหาในด้านทักษะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ ซึ่งมีความแตกต่างในสภาพพื้นที่ของแต่ละเขตพื้นที่ รวมทั้งประสบการณ์และอุปกรณ์ด้านการผลิต บางพื้นที่มีกิจกรรมที่โดดเด่น น่านำเสนอ แต่ไม่ได้รับการนำเสนอในช่องทางสื่อ
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้ระดมความคิด หาวิธี และช่องทางต่างๆ เพื่อนำเสนอข่าวสารด้านการศึกษาของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้กลุ่มคนทั่วไปได้รับรู้ผ่านสื่อมวลชนทุกช่องทาง
นายกริช มากกุญชร นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ(ระดับ 8) สพป.เชียงราย เขต 1 ประธานชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ.ได้มอบให้ชมรมนักประชาสัมพันธ์การศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดมความคิดเห็นหาวิธีและช่องทางการนำเสนอข่าวสารด้านการศึกษาของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้กลุ่มคนทั่วไปได้รับรู้ ผ่านสื่อมวลชนทุกช่องทาง ด้วยการพัฒนาศักยภาพนักประชาสัมพันธ์การศึกษาทั่วประเทศ ให้รู้ด้านสื่อเทคโนโลยีและการสื่อสารในปัจจุบันเพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “รัชดาโมเดล” ซึ่งมีนายประสิทธิ์ จันทร์ดา ที่ปรึกษา สพฐ. และนายสนิท แย้มเกษร ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. เป็นที่ปรึกษา
“รัชดาโมเดล” เป็นการพัฒนานักประชาสัมพันธ์ โดยการผลิตสื่อ วิเคราะห์ สังเคราะห์ให้ “ตรงประเด็น เขียนข่าวได้ ถ่ายภาพข่าวเป็นและออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากบรรณาธิการสื่อมวลชนแขนงต่างๆ มาให้ความรู้ เช่น การเขียนข่าว การเขียนภาพข่าว การเขียนบทความ การทำคลิปวิดีโอข่าว-รายงาน ฯลฯ ที่สอดรับนโยบายการจัดการศึกษาทั้งในระดับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ สพฐ. เพื่อให้นักเรียน พ่อ แม่ ผู้ปกครองและประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและรวดเร็ว ด้วยกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ โรงแรมรัชดาซิตี้ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2558 ตามแผนการพัฒนา “รัชดาโมเดล” โดยมี ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการอบรม
ในขณะเดียวกัน ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ได้ให้แนวคิดและวิธีการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านระบบ OBEC LINE ซึ่งเป็น Application Line Official ล่าสุดที่ สพฐ.นำเข้ามาใช้เพื่อส่งข้อมูลข่าวสารถึงบุคลากรครูกว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ โรงเรียน 3 หมื่นแห่ง เหนืออื่นใด หัวใจของการบริหารคือการเปลี่ยนแปลงและหัวใจของการเปลี่ยนแปลงคืองานประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และเน้นย้ำให้นักประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ร่วมกันเผยแพร่นโยบายไปสู่การปฏิบัติให้ประชาชนได้รับทราบ ส่งผลให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกันอย่างมีคุณภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้นและมีมาตรฐานสากล
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150916/213524.html