นร.ฮือไล่ผอ.จี้ย้ายตั้งกก.สอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150916/213522.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 กันยายน 2558
นร.ฮือไล่ผอ.จี้ย้ายตั้งกก.สอบ

นร.หลายร้อยคน ชุมนุมประท้วงขับไล่ ผอ.บริหารงานไม่โปร่งใส เรียกร้องย้ายใน 24 ชม.พร้อมตั้ง กก.สอบสวน ‘เลขาฯ กพฐ.’ กำชับ สพม.เขต 34 เร่งเคลียร์ปัญหา

                      16 ก.ย. 58  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 07.30 น. ที่บริเวณลานหน้าเสาธงโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ เชียงใหม่ มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 , 4 และ 5 จำนวนหลายร้อยคน รวมตัวชุมนุมประท้วงขับไล่นายนิคม สินธุพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีตัวแทนนักเรียนได้ขึ้นกล่าวโจมตีการทำงานของผู้อำนวยการ โดยเฉพาะประเด็นการขึ้นค่าเทอมและค่าชุดนักเรียนที่เพิ่มจากเดิมชุดละ 200 – 300 บาท
                      นอกจากนี้ยังได้กล่าวหาการใช้เงินของโรงเรียนว่าไม่โปร่งใส ส่อไปในทางที่ทุจริต และใช้เงินไปอย่างเปล่าประโยชน์ เช่น การซื้อปลาคาร์ฟ หรือการติดตั้งจอ LED หรือแม้กระทั่งการลดการเปิดไฟในบางจุด ที่อ้างเพื่อประหยัด และที่สำคัญยังมีการต่อว่าดุด่าเด็กนักเรียนของตัวเองต่อหน้าผู้อำนวยการโรงเรียนอื่นอีกด้วย จึงต้องมีการรวมตัวขับไล่ และไม่ต้องการผู้อำนวยการคนนี้ มาบริหารโรงเรียนอีกต่อไป
                      ขณะที่รองผู้อำนวยการโรงเรียน ได้เข้ามาเจรจากับนักเรียนกลุ่มดังกล่าว แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้
                      ทั้งนี้ นายนิคม สินธุพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ เชียงใหม่ เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชูทิศพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ที่เพิ่งย้ายมาได้ไม่นาน
เลขาฯ กพฐ.กำชับ สพม.เขต 34 เร่งเคลียร์ปัญหา
                      ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีนักเรียนโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ รวมตัวประท้วงเพื่อขับไล่ นายนิคม สินธุพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน โดยอ้างถึงการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส ว่า ได้รับรายงานจาก นายสิทธิชัย มูลเขียน ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 34 ว่า ช่วงเวลาประมาณ 08.00 น. นักเรียนของโรงเรียนวัฒโนทันพายัพ ประมาณ 800 คน นำโดยนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ชุมนุมประท้วงบริเวณสนามหญ้าหน้าโรงเรียน เนื่องจากไม่พอใจการบริหารสถานศึกษาในหลายประการ เช่น การไม่สนับสนุนส่งเสริมการเรียนรู้ โดยเฉพาะการไม่จัดส่งวงโยธวาทิตของโรงเรียนไปแข่งขันระดับประเทศ และระดับนานาชาติ การไม่ส่งนักเรียนไปแข่งขันด้านวิชาการต่างๆ ซื้อปลาคาร์ฟมาเลี้ยงในโรงเรียน ซึ่งไม่เหมาะสม เพราะมีราคาแพง แต่ควรนำงบประมาณไปใช้ในส่วนอื่นมากกว่า ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับนักเรียน เป็นต้น ทั้งนี้ นักเรียนเรียกร้องให้มีการย้ายนายนิคม ออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง และให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไป
                      ดร.กมล กล่าวต่อว่า ทันทีที่เขตพื้นที่ฯ ทราบข่าว ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูแลและชี้แจงทำความเข้าใจกับนักเรียนและยืนยันว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามกระบวนการขั้นตอนต่อไป ส่วนการสั่งย้ายนายนิคม ภายใน 24 ชั่วโมง ตามข้อเรียกร้องนั้น เขตพื้นที่ฯ ได้ชี้แจงกับนักเรียนแล้วว่า ไม่สามารถสั่งการได้ ต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด แต่ระหว่างที่มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ก็จะสั่งการให้นายนิคม ไปปฏิบัติงานที่ส่วนงานอื่นก่อนจนกว่าการสืบสวนจะแล้วเสร็จ ซึ่งนักเรียนก็เข้าใจ และแยกย้ายเข้าเรียนตามปกติในเวลา 10.00 น.
                      “เวลานี้ทางเขตพื้นที่ฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว และให้ ผอ.มาปฏิบัติราชการชั่วคราวที่เขตพื้นที่ฯ จนกว่ากระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริงจะเสร็จสิ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นอำนาจของเขตพื้นที่ฯ แต่ได้กำชับว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุด และดำเนินการไปตามแนวปฏิบัติที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) วางไว้ อย่างไรก็ตาม ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทราบแล้ว”

กพร.เพิ่มผลิตภาพแรงงาน6เดือนลดต้นทุน603ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150916/213473.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 กันยายน 2558
กพร.เพิ่มผลิตภาพแรงงาน6เดือนลดต้นทุน603ล้าน
กพร.เพิ่มผลิตภาพแรงงาน6เดือนลดต้นทุน603ล้าน

กพร.เพิ่มผลิตภาพแรงงาน6เดือนลดต้นทุน603ล้านบาท : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

 

              คึกคักเกินความหมาย หลังจาก “พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกาศให้ปี 2558 เป็นปีแห่งการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน พร้อมส่งไม้ผลัดให้ “พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนปัจจุบัน มาดูแลต่อเนื่อง โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพและทักษะฝีมือแรงงานอย่างเข้มข้น ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมสนับสนุนในการปรับตัวของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตามโรดแม็พคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พล.อ.ศิริชัย มอบนโยบายด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานตอนหนึ่งว่า การพัฒนาฝีมือแรงงานต้องครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ด้านสังคม ต้องเตรียมวางแผนรองรับให้คู่ขนานกับแนวทางของรัฐบาล นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้มีกลไกการพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกับสถานศึกษา องค์กรต่างๆ  ในทุกมิติ ทุกช่องทาง เพื่อเป็นฐานด้านแรงงาน ในการเพิ่มทักษะทุกสาขาอาชีพ สร้างแรงงานคุณภาพ ให้สามารถเข้าไปแข่งขันในระดับโลกได้

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ  อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน  กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายรัฐบาลก็ต้องการให้คนไทยทุกคนมีงานทำ และเป็นแรงงานที่มีทักษะฝีมือ สามารถทำงานได้มากขึ้นสอดคล้องกับการได้รับค่าตอบแทนที่ดีที่เหมาะสม ขณะที่ทั่วโลกมีการแข่งขันสูงในการเข้าสู่การมีมาตรฐานฝีมือแรงงาน ดังนั้นแรงงานต้องได้รับการพัฒนามากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มผลิตภาพแรงงานส่วนผู้ประกอบการและแรงงงานต้องปรับทัศนคติร่วมกัน กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานตามความต้องการสถานประกอบกิจการขึ้น เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สถานประกอบกิจการ ประเภทเอสเอ็มอี จำนวน 260 แห่ง ระยะเวลา 6 เดือน ใน 19 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย

“1.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 2.สิ่งทอและแฟชั่น 3.เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ 4.หัตถกรรม 5.อัญมณีและเครื่องประดับ 6.เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ 7.พลาสติกและยาง 8.ชิ้นส่วนยานยนต์ 9.สิ่งพิมพ์ 10.ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 11.เซรามิก 12.ค้าปลีก 13.โรงแรม ท่องเที่ยว และภัตตาคาร 14.งานสร้างสรรค์และออกแบบ 15.โลจิสติกส์ 16.ธุรกิจเพื่อสุขภาพ 17.ธุรกิจก่อสร้าง 18.ธุรกิจซ่อมบำรุง 19.ธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม”

ม.ล.ปุณฑริก ยังกล่าวในงานปิดโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานตามความต้องการของสถานประกอบกิจการ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ ตอนหนึ่งว่า การดำเนินโครงการในปีนี้ กพร.มีงบประมาณดำเนินการกว่า 67 ล้านบาท สามารถลดต้นทุนการผลิตในสถานประกอบกิจการขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่มีเจ้าของเป็นคนไทย จำนวน 260 แห่ง ได้ 603,338,715 บาท มีแรงงานจำนวน 16,796 คน (เป้าหมาย 14,734) ที่ได้รับการพัฒนาฝีมือการทำงานให้ดีขึ้น ภายในระยะเวลา 6 เดือนใน 19 กลุ่มธุรกิจ ดังกล่าว

“ผลจากการดำเนินโครงการนี้ นอกจากจะลดต้นทุนการผลิตในสถานประกอบการได้แล้ว ยังสามารถลดความสูญเสียในการผลิต แรงงานมีการพัฒนาฝีมือขึ้นโดยสามารถผลิตชิ้นงานได้เพิ่มขึ้นในระยะเวลาเท่าเดิม ทั้งนี้ โดยภาพรวมสถานประกอบการในโครงการมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และพนักงานได้พัฒนาตัวเอง เพื่อทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีผลผลิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและพนักงานดีขึ้น ขณะเดียวกันโครงการนี้ยังช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถให้แก่บุคลากรของ กพร.ที่ร่วมดำเนินโครงการ 285 คนด้วย”

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมามีสถานประกอบการหลายแห่งที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการแต่ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณจึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนสถานประกอบการได้ โดยในปี 2559 กพร.มีงบประมาณดำเนินโครงการกว่า 67 ล้านบาท จะจัดตั้งศูนย์บริการให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำหลักสูตรในการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน โดยตั้งเป้าหมายช่วยเหลือสถานประกอบการให้ได้ประมาณ 3,000 แห่ง นอกจากนี้ยังมีสถานประกอบอีก 260 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ

“โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานตามความต้องการของสถานประกอบกิจการ ปรับกระบวนการผลิต เน้นพัฒนาคนแบบครบวงจร เพื่อให้สถานประกอบกิจการพึ่งพาตัวเองได้แบบยั่งยืน เป็นการให้ยาขนาดชุดใหญ่และยาแรง ทำให้เห็นผลเร็วและคุ้มค่า คาดว่าในปี 2559 จะมีการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้สิ้นสุดโครงการแล้วแต่ผู้ประกอบกิจการสามารถขอรับคำปรึกษาได้จาก “ศูนย์บริการให้คำปรึกษาเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน” ภายในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หากต้องการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานก็สามารถกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้เช่นกัน” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ฝากทิ้งท้าย
 

 

จ่าย400ต่อเดือนค่าเลี้ยงลูก1ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150915/213458.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558
จ่าย400ต่อเดือนค่าเลี้ยงลูก1ปี

จ่าย 400 ต่อเดือน 1 ปี อุดหนุนเด็กแรกเกิดระหว่าง 1 ต.ค.58 – 30 ก.ย.59 สำหรับครัวเรือนที่เสี่ยง-ยากจน ให้ได้รับการเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพ เริ่มลงทะเบียน 15 ก.ย.นี้

                       นางระรินทิพย์ ศิโรรัตน์ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดตัวโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โดยมีพลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) และศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมการแถลงข่าว
                       โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นนโยบายสำคัญระดับชาติ ซึ่งมุ่งเน้นให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เพื่อเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต รวมทั้งเป็นหลักประกันให้เด็กได้รับสิทธิ์ด้านการอยู่รอดและการพัฒนา ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 เห็นชอบหลักการโครงการ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โดยให้เงินอุดหนุนแก่เด็กแรกเกิดที่อยู่ในครัวเรือนยากจน และครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจนที่เกิดระหว่าง วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2559 รายละ 400 บาท ต่อคน ต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี โดยรัฐจ่ายให้กับมารดาของเด็กแรกเกิด เพื่อใช้ในการเลี้ยงดูเด็ก เป็นการคุ้มครองทางสังคม และสวัสดิการพื้นฐานที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กให้ได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย
                       โดยกำหนดเริ่มลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15 กันยายน 2558 – 30 กันยายน 2559 ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่สำนักงานเขต หรือเมืองพัทยา หรือเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล สามารถขอรับเอกสารประกอบการลงทะเบียนได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับลงทะเบียน หรือกรมกิจการเด็กและเยาวชน หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือดาวน์โหลดได้จาก http://www.dcy.go.th/
———————

‘ดาว์พงษ์’ชี้การศึกษาสร้างเด็กรู้เท่าทันไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150915/213455.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558
'ดาว์พงษ์'ชี้การศึกษาสร้างเด็กรู้เท่าทันไอที

‘ดาว์พงษ์’ชี้การศึกษาสร้างเด็กรู้เท่าทันไอที รู้จักคิดวิเคราะห์ และรู้จักใช้เหตุผล

             เมื่อวันที่ 15 กันยายน2558 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ในการประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าของการดำเนินการเรื่องต่างๆในการปฎิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินการจัดทำแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2560-2574 เป็นแผนระยะยาว 15 ปี ซึ่งตนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และกรรมการในที่ประชุมต่างแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่หลากหลายดังนั้น จึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนการศึกษาชาติ รวบรวมข้อสังเกตต่างๆไปเป็นแนวทาวเพื่อใช้จัดทำแผนการศึกษาฉบับนี้ โดยแผนดังกล่าวต้องสามารถจับต้องได้มากขึ้น เห็นทิศทางของการศึกษาไทยได้อย่างชัดเจน รวมถึงนำแผนการศึกษาชาติฉบับปัจจุบันที่เคยมีการดำเนินการไว้แล้วมาศึกษาเพิ่มเติมว่ามีช่องโหว่ตรงจุดไหนบ้าง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่ ที่จะต้องเร่งจัดทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2559

“ผมได้เสนอด้วยว่าในแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่นั้น จะต้องวางระบบของการผลิตเด็กเพื่อเป็นประชากรไทยในอนาคตให้ รู้จักคิดวิเคราะห์เป็น รู้จักใช้เหตุและผล ไม่ใช่สอนให้เด็กนั่งท่องจำเพียงอย่างเดียว ซึ่งการผลิตเด็กออกสู่ภาคสังคมจะต้องเป็นเด็กไทยที่มีสมองมีสติมีความรอบรู้ เท่าทันโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วย ไม่ใช่ผลิตเด็กที่จบออกมาแล้วใช้แต่ความรู้สึกสร้างความสับสนให้แก่สังคม และที่สำคัญแผนดังกล่าวจะต้องเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีด้วย เนื่องจากโลกไอทีทุกวันนี้มีความน่ากลัวมากขึ้นบางทีมีการโพสต์ข้อความ หรือข้อมูลใดก็หลงเชื่อได้ง่ายโดยที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่หากเราสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ มีเหตุมีผลไม่หลงกลเพราะเด็กรู้เท่าทันของการใช้เทคโนโลยี แต่หากเด็กไม่รู้จักคิดก็จะส่งผลให้พวกเขาหลุดโลกจากการใช้สื่อที่ไม่เหมาะสมได้” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ได้ย้ำให้คณะอนุกรรมการฯรายงานความคืบหน้าการยกร่างแผนการศึกษาชาติเป็นระยะด้วย

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือเด็กเก่ง ซึ่งมอบหมายให้ สกศ.ไปศึกษารายละเอียดในการจัดทำยุทธศาสตร์เรื่องนี้ว่าจะมีแนวทางดูแลเด็กเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง เพราะเด็กเก่งมีหลากลายสาขาทั้งด้านวิชาการและด้านกีฬาและมีจำนวนมาก โดยได้ตั้งคำถามจะใช้วิธีการใดที่จะค้นหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษเจอทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน ศธ.ยังไม่มีตัวเลขที่แท้จริงและที่ผ่านมาเราไม่มีระบบดูแลพวกเขาให้ครอบคลุม แต่ในอนาคตเด็กเก่งเหล่านี้จะเป็นกำลังหลักสำคัญให้กับประเทศชาติ

สื่อรีไซเคิล’ท่าปลาประชาอุทิศ’ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150915/213416.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558
สื่อรีไซเคิล'ท่าปลาประชาอุทิศ'ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน
สื่อรีไซเคิล'ท่าปลาประชาอุทิศ'ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน
สื่อรีไซเคิล'ท่าปลาประชาอุทิศ'ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน
สื่อรีไซเคิล'ท่าปลาประชาอุทิศ'ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน

สื่อรีไซเคิล”ท่าปลาประชาอุทิศ” ปลอดขยะ-ลดโลกร้อน : เยี่ยมสถานศึกษา โดยรางคณา อนันตะ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ สพม.39

 

              โรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 39 (พิษณุโลก-อุตรดิตถ์) ที่ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนปลอดขยะ ที่มีการจัดการขยะโดยนำกระดาษมารีไซเคิล เป็นสื่อการเรียนการสอน เป็นการลดปริมาณขยะจากกระดาษภายในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี

กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนกลุ่มนี้ เป็นแกนนำเยาวชนของโรงเรียนในการทำกิจกรรมต่างๆ ในการช่วยให้โรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ เป็นโรงเรียนที่ปลอดจากขยะ ทั้งการร่วมในกิจกรรมครอบครัวนักคัดแยกขยะเฉลิมพระเกียรติ ที่มีสมาชิกของครอบครัวนักเรียนเข้าร่วมกว่า 200 ครอบครัว ที่นอกจากครอบครัวของนักเรียนเป็นนักคัดแยกขยะเพื่อลดโลกร้อนแล้ว ยังทำขยะขายเป็นรายได้มาช่วยจ่ายในครอบครัวด้วย โดยมีรถบริการจากทางเทศบาลมารับซื้อถึงที่บ้านทุกสัปดาห์

แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมและสามารถนำกระบวนการคัดแยกขยะมาใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยมของน้องๆ ก็คือ การผลิตกระดาษรีไซเคิล ที่น้องๆ ได้สาธิตการทำตามกระบวนการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและสามารถนำผลิตภัณฑ์มาใช้งานให้เกิดประโยชน์ในการทำอุปกรณ์การเรียนการสอนของโรงเรียน โดยมีอาจารย์บุศรินทร์ วันนาหม่อง และอาจารย์จงกล ทะยะ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำโครงการดังกล่าว

สำหรับขั้นตอนการทำกระดาษรีไซเคิลของน้องๆ นักเรียน เพียงนำกระดาษที่เหลือใช้ เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษเอกสารที่เหลือใช้ มาคัดเลือกและแยกกระดาษที่เป็นชนิดเดียวกันไว้ด้วยกัน ซึ่งจะสะดวกในการย่อยสลาย ตัดหรือฉีกกระดาษเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 2-3 นิ้ว นำไปแช่ในกะละมังหรือถังน้ำ โดยใส่น้ำให้ท่วมกระดาษ ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน เพื่อให้กระดาษนิ่มหรือจนเปื่อยยุ่ย เมื่อกระดาษนิ่มหรือเปื่อยยุ่ยดีแล้ว ให้ช้อนเอาเศษกระดาษขึ้นมาขยี้ หรือใส่ในรถปั่นที่ทางโรงเรียนได้ประดิษฐ์ขึ้นมา เป็นการลดเวลาและกำลังคนในการทำ เติมน้ำเพื่อให้การปั่นสะดวกขึ้น

จากนั้นนำเยื่อกระดาษที่ปั่นแล้วใส่ลงในถังซีเมนต์ ขั้นตอนนี้สามารถเติมสีจากธรรมชาติตามความต้องการเพื่อสร้างสีสันให้กระดาษสวยงาม ใส่น้ำตามความต้องการ ถ้าต้องการกระดาษหนาให้ใส่น้ำน้อย ถ้าต้องการกระดาษบางให้ใส่น้ำมาก กวนให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำเฟรมช้อนเยื่อกระดาษในกะละมัง สังเกตความหนาบาง ใช้แปรงเกลี่ยลูบให้กระดาษมีความหนาเท่าๆ กัน ทั่วทั้งแผ่น นำกลีบดอกไม้ใส่ลงไปเป็นลวดลาย และนำเฟรมกระดาษไปผึ่งแดดทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วัน กระดาษจะแห้งเป็นแผ่นคล้ายกระดาษสา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย

นางรุ่งรัตน์ วาทหงษ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ กล่าวว่า เริ่มต้นจากโรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ เป็นโรงเรียนที่รณรงค์ในเรื่องของการรักษ์ สิ่งแวดล้อม เราปลูกฝังให้นักเรียนได้เรียนรู้และเกิดตระหนัก จึงกำหนดฐานการเรียนรู้ขึ้นมาทั้งหมด 9 ฐาน โดยใช้ชื่อว่า 9 แหล่งเรียนรู้ตามรอยเท้าพ่อ และการทำขยะรีไซเคิล เป็นหนึ่งในฐานการเรียนรู้ที่จะให้นักเรียนรู้จักรักษาสิ่งแวดล้อมและนำใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะการนำกระดาษมารีไซเคิลเป็นกระดาษสา เรามีนักเรียนแกนนำเชิญชวนผู้ปกครองของตนเองเป็นครอบครัวนักคัดแยก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองเป็นอย่างดี ได้ทั้งความสะอาดและประโยชน์ให้แก่ครอบครัว

ด้าน นายธนสิทธิ์ อภิยะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 บอกว่า “ในการทำกระดาษรีไซเคิล นั้นไม่ยุ่งยาก แค่นำกระดาษมาฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาปั่น ใส่ในเฟรม ตกแต่งตามใจชอบนอกจากจะทำให้เรามีความสุข ยังเป็นการลดขยะภายในโรงเรียน ช่วยให้โลกเราสดใสยิ่งขึ้นด้วยมือของเราได้

นับเป็นกิจกรรมดีๆ ในการช่วยให้โรงเรียนสะอาด ลดปริมาณขยะจากกระดาษ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อกระดาษเพื่อจัดป้ายนิเทศในชั้นเรียน ป้ายนิเทศตามอาคารเรียน และใช้กระดาษรีไซเคิลในการทำสื่อการเรียนการสอนของโรงเรียน เป็นการนำกระดาษกลับมาใช้ใหม่ “เพื่อเรา เพื่อโลก” ได้เป็นอย่างดี สนใจดูงานสอบถามได้ที่ โทร.0-5549-9094
 

 

นศ.บกพร่องทางการได้ยินเกิดมาไม่เคยโกรธเพราะทุกคนไม่เหมือนกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150915/213415.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 กันยายน 2558
นศ.บกพร่องทางการได้ยินเกิดมาไม่เคยโกรธเพราะทุกคนไม่เหมือนกัน

นศ.บกพร่องทางการได้ยินเกิดมาไม่เคยโกรธ เพราะทุกคนไม่เหมือนกัน : ชลธิชา ศรีอุบล กองประชาสัมพันธ์มทร.ธัญบุรี

              “มีปัญหาทางการได้ยินมาตั้งแต่ 4 ขวบ เนื่องจากมีแมลงเข้าหู และแม่ปฐมพยาบาลผิดวิธี หมอบอกว่าส่งผลให้ไม่ได้ยิน กลายเป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้ยิน แต่ถ้าพูดแรงๆ จะได้ยินนิดหน่อย” เรื่องราวผ่านการเล่า น้ำเสียงที่ไม่ชัด บวกอาการท่าทางที่ต้องการสื่อให้เกิดความเข้าใจ ของ “น้องแน็ก” อนุษา ดวงเกิด นักศึกษาชั้นปีที่ 2 (หลักสูตรต่อเนื่อง) สาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ นักศึกษาพิการ (บกพร่องทางการได้ยิน) นักศึกษาคนพิการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคธัญบุรี กล่าว

น้องแน็กเป็นเจ้าของรางวัลชมเชย รางวัลพระราชทาน ระดับอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2557 ภาคกลาง เป็นตัวแทนภาค 5 จ.นครราชสีมา เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 7 สาขาประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ และได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 จากผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 12 คน ที่ได้รับการคัดเลือกทั่วประเทศไทย ด้วยผลงาน “ใต้ท้องน้ำ” ภาพติดฝาผนังจากเศษวัสดุเหลือใช้ สร้างสรรค์ด้วยเทคนิค การตัด การติดตัวปลาจากขวดพลาสติกและกระป๋องน้ำอัดลม ดอกบัวจากช้อนและช้อนกาแฟพลาสติก ก้านบัวทำด้วยไม้เสียบลูกชิ้น ประดับตกแต่งด้วยขอนไม้ เศษดอกไม้พลาสติกที่เหลือใช้ ความพลิ้วไหวของน้ำใต้ท้องน้ำด้วยกระดาษสา ลักษณะเป็นภาพมองดูแล้วมีมิติ

มีกติกาการแข่งขันสร้างสรรค์ประดิษฐ์ภาพติดฝาผนังด้วยเวลา 6 ชั่วโมง ซึ่งผู้เข้าแข่งขันต้องประดิษฐ์ภาพติดฝาผนังจากวัสดุเหลือใช้ลงในกรอบรูปขนาด กว้าง 60 ซม. ยาว 90 ซม. ลึก 12 ซม. ชิ้นงานสามารถใช้งานได้จริง มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบชิ้นงาน สามารถเตรียมหุ่นโครง และตัดเตรียมวัสดุที่จะใช้ประดิษฐ์มาได้ วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือ ที่ส่วนกลางจัดเตรียมไว้ให้ ได้แก่ โต๊ะทำงานขนาด 0.65×0.80 เมตร เก้าอี้ ขนาดปกติทั่วไป คัตเตอร์ ปืนกาว กรรไกร กาวติดกระจก กาวอเนกประสงค์ กาวสำหรับติดกระดาษ และวัสดุเหลือใช้สำหรับการตกแต่ง และผู้เข้าร่วมการแข่งขันยังสามารถเตรียมวัสดุเหลือใช้มาเอง โดยต้องใช้ไม่น้อยกว่า 8 ชนิด วัสดุที่เตรียมไป ได้แก่ แก้วพลาสติก ช้อนพลาสติก ช้อนกาแฟพลาสติก กระป๋องน้ำอัดลม ไม้เสียบลูกชิ้น ขอนไม้ ดอกไม้พลาสติกที่เหลือใช้ และกระดาษสา

น้องแน็ก เล่าว่า ภูมิใจที่ได้รับรางวัลและดีใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน เป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ และได้นำวิชาความรู้ที่เรียนไปใช้ในการแข่งขันด้วย ชอบเรียนงานทางด้านคหกรรมศาสตร์ หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนเขตการทางสงเคราะห์ 5 (ไตรคามสิทธิศิลป์) เข้าเรียนที่วิทยาลัยสารพัดช่างบุรีรัมย์ จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพด้วยเกรดเฉลี่ย 3.64 จึงตัดสินใจที่จะเรียนต่อ อยากทำงานเปิดร้านดอกไม้ เป็นธุรกิจของบ้าน นำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ หาเงินเลี้ยงพ่อแม่ จึงเลือกเรียนสาขาวิชาเทคโนโลยีและงานประดิษฐ์สร้างสรรค์

เมื่อเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยต้องไปนั่งเรียนรวมกับเพื่อนสาขาวิชาอื่น เช่น วิชาภาษาอังกฤษ ที่ต้องออกเสียง โชคดีที่อาจารย์ให้โอกาส และมีเพื่อนๆ ช่วย ทำให้ผ่านมาได้ อาจารย์และเพื่อนๆ เป็นกันเองมาก คอยให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมแนะนำกระตุ้นให้พัฒนาตนเอง ต้องอ่านปาก มีบ้างที่เพื่อนแกล้ง แต่ไม่เคยโกรธเพื่อน เพราะว่า ถ้าไม่มีเพื่อนคงไม่ได้มานั่งเรียนในห้องเรียนในมหาวิทยาลัย รวมไปถึงครูอาจารย์ทุกท่าน เวลาที่อาจารย์ดุ เพราะว่าอาจารย์อยากให้ความรู้ และอาจารย์ไม่ได้สอนนักศึกษาเพียงคนเดียว ขอบคุณเพื่อนในห้องที่มีน้ำใจ คอยให้ความช่วยเหลือ

นายรัฐ ชมภูพาน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ และหนึ่งในอาจารย์ผู้ดูแลฝึกสอน เล่าว่า นักศึกษามีอาการบกพร่องทางการได้ยิน สามารถสื่อสารได้พอเข้าใจไม่เป็นอุปสรรคในการฝึกซ้อม และยังเป็นนักศึกษาที่มีความตรงต่อเวลา ซึ่งมีไหวพริบในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ที่สำคัญยังมีความสามารถทางด้านงานคหกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์เป็นอย่างดี ในช่วงที่ฝึกซ้อมมีความกระตือรือร้น และที่สำคัญยังเป็นนักศึกษาที่อารมณ์ดี อยากให้นักศึกษาหรือวัยรุ่นสมัยนี้เอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

“บ้านทำงานรับจ้างติดกระจก ครอบครัวมีลูกทั้งหมด 3 คน เป็นลูกคนโตของบ้าน อยากจะเรียนสูงๆ นำความรู้ที่เรียนไปประกอบอาชีพ ซึ่งร้านดอกไม้เป็นความฝันของตนเองและครอบครัว ไม่เคยน้อยใจ เรื่องโชคชะตา ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ถ้ามีโอกาสในการรักษาหายก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่หายตนเองก็ยอมรับ ในสิ่งที่ตนเองเป็น”น้องแน็ก กล่าวทิ้งท้าย

ม.ลินคอล์นแจกทุนป.ตรีสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150914/213397.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558
ม.ลินคอล์นแจกทุนป.ตรีสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

ม.ลินคอล์นแจกทุนป.ตรีสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

             14ก.ย.2558 มหาวิทยาลัยลินคอล์น ประเทศนิวซีแลนด์มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีประจำปีการศึกษา 2559 จำนวน 10 ทุนภายใต้โครงการ “Global Challenges Scholarship” ซึ่งเป็นการมอบทุนแก่นักศึกษาต่างชาติเป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยลินคอล์น

มิสฟิโอนา สก็อตต์ ผู้จัดการโครงการ SchoolsLincและ Global Challenges กล่าวว่า “ทุนการศึกษามีมูลค่าทุนละ 6,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือประมาณ 150,000 บาทโดยผู้รับทุนจะต้องเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกและความห่วงใยต่อปัญหาที่มนุษย์และโลกของเรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผลิตและความปลอดภัยด้านอาหารปัญหาด้านทรัพยากรโลก การขยายตัวของเมือง ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลงและมลภาวะ นอกจากนี้ ผู้รับทุนยังจะต้องทำหน้าที่ทูตของโครงการ Global Challengesและทำงานร่วมกับชุมชนในระหว่างที่มาศึกษาต่อในประเทศนิวซีแลนด์”

“นักเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการจะต้องส่งวีดีโอความยาว 3 นาที บรรยายถึงความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญและเหตุผลที่นักเรียนต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาดังกล่าว” มิส ฟิโอนากล่าวปิดท้าย

ทุน Global Challengesของมหาวิทยาลัยลินคอล์น หมดเขตรับสมัครในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 สามารถดูรายละเอียดของทุนและคุณสมบัติได้ที่www.lincoln.ac.nz/globalchallengesนอกจากนี้  ผู้ที่สนใจยังสามารถพบตัวแทนมหาวิทยาลัยลินคอล์นได้ที่งาน “นิทรรศการการศึกษานิวซีแลนด์ครั้งที่ 21” ณ โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิทในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2558 ระหว่างเวลา 11.00 – 17.00 น.

หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand:ENZ) เป็นหน่วยงานของรัฐบาลนิวซีแลนด์ที่มีหน้าที่สนับสนุนให้นักเรียนและนักศึกษาต่างชาติไปศึกษาต่อในประเทศนิวซีแลนด์โดยเน้นสร้างการรับรู้เกี่ยวกับประเทศนิวซีแลนด์ในฐานะประเทศที่น่าไปศึกษาต่อและสนับสนุนผู้ให้บริการทางการศึกษาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของนิวซีแลนด์นำบริการและผลิตภัณฑ์ไปเสนอในต่างประเทศ

พบแล้ว‘2ผู้แสวงบุญ’ชาวไทยสูญหายจากเครนถล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150914/213360.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558
พบแล้ว‘2ผู้แสวงบุญ’ชาวไทยสูญหายจากเครนถล่ม

วธ.เผยพบแล้ว2ผู้แสวงบุญชาวไทยสูญหายเหตุเครนในมัสยิดอัลหะรอมถล่มพบเข้ารักษาอาการบาดเจ็บที่รพ.-พ้นขีดอันตรายแล้ว

         วันที่ 14 กันยายน  2558 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์อุบัติเหตุเครนก่อสร้างล้มในบริเวณมัสยิดอัลหะรอม เมืองมักกะห์ ซาอุดิอาระเบีย เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา เนื่องจากเกิดพายุฝนและมีลมกรรโชกแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 107 รายและบาดเจ็บ 237 ราย ล่าสุดมีออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 4 พบผู้แสวงบุญที่สูญหายแล้ว หลังจากระดมเจ้าหน้าที่และประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อตามหาผู้แสวงบุญที่สูญหาย 2 ราย โดยผู้แสวงบุญที่สูญหายทั้ง 2 ราย รักษาอาการรับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล คือ นางต่วนยาอีหม๊ะ ณ นคร บาดเจ็บที่ข้อเท้าและขา อยู่ที่โรงพยาบาลอันนูร และนางนาผิส๊ะ ด้วงดล รับบาดเจ็บที่ท้ายทอย หัวไหล่ซ้ายและแผ่นหลัง อยู่ที่โรงพยาบาลอัซซาเฮร โดยอาการของผู้แสวงบุญทั้ง 2 รายขณะนี้พ้นขีดอันตรายและได้แจ้งให้ญาติรับทราบรายละเอียดแล้ว
          นายวีระ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีคนไทยได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย ขณะนี้กำลังรักษาอาการบาดเจ็บและพ้นขีดอันตรายแล้ว ส่วนผู้เสียชีวิต 1 ราย คือนางวนิดา สะดี ซึ่งนำศพไปประกอบพิธีทางศานาเรียบร้อย ซึ่งขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและญาติของผู้แสวงบุญที่เสียชีวิต ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมอบหมายให้นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กับประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้สำหรับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้แสวงบุญที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์นั้น ปีนี้เป็นที่น่ายินดีมากเป็นปีแรกที่มีปัญหาน้อยมาก โดยขณะนี้ผู้แสวงบุญ 10,400 คน ทางสถานทูตซาอุดีอาระเบีย ออกวีซ่าให้กับผู้แสวงบุญทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยคณะผู้แสวงบุญคณะสุดท้ายเดินทางวันที่ 16 กันยายนและวันที่ 17 กันยายน ซาอุดีอาระเบียจะปิดสนามบินเพื่อเตรียมอำนวยความสะดวกในการส่งผู้แสวงบุญเดินทางกลับประเทศ
          รมว.วธ. กล่าวต่อว่า มอบหมายให้ ศน. ประสานกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เนื่องจากผู้แสวงบุญทุกคนต้องผ่านกระบวนการตรวจสุขภาพและโรคติดต่อ ตามมาตรการควบคุมโรค รวมถึงการดูแลและตรวจสุขภาพหลังจากการเดินทางกลับ และประสานกับการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หาดใหญ่ ภูเก็ต และนราธิวาส จัดเตรียมพื้นที่และสถานที่ในการเตรียมความพร้อมในการรับรองผู้แสวงบุญที่ทยอยเดินทางกลับมาเที่ยวแรก วันที่ 28 กันยายนนี้ สำหรับญาติหรือว่าผู้แสวงบุญรายใดมีปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางกลับ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ประสานและอำนวยความสะดวกผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ได้ 0949520668, 0949158257 ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามการดูแลและอำนวยความสะดวกผู้แสวงบุญที่จะเดินทางกลับประเทศไทยนั้น ศน. จัดเจ้าหน้าที่ไว้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ อย่างใกล้ชิด

สมศ.ยกอุดมศึกษาเทียบอาเซียนพัฒนาผ่านกรอบประกันเอคิวเอเอฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150914/213350.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558
สมศ.ยกอุดมศึกษาเทียบอาเซียนพัฒนาผ่านกรอบประกันเอคิวเอเอฟ
สมศ.ยกอุดมศึกษาเทียบอาเซียนพัฒนาผ่านกรอบประกันเอคิวเอเอฟ
สมศ.ยกอุดมศึกษาเทียบอาเซียนพัฒนาผ่านกรอบประกันเอคิวเอเอฟ

สมศ.ยกอุดมศึกษาเทียบอาเซียนพัฒนาผ่านกรอบประกันเอคิวเอเอฟ : ชุลีพร อร่ามเนตร

 

              “การประเมินคุณภาพการศึกษา” อีกหนึ่งกลไกการันตีถึงคุณภาพการจัดการศึกษาแต่ละประเทศ ภายใต้กระบวนการประกันคุณภาพที่แตกต่างกันตามบริบท และในปลายปี 2558 จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. หน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพภายนอกของประเทศไทย และในฐานะประธานเครือข่ายประกันคุณภาพอุดมศึกษาอาเซียน (ASEAN Quality Assurance Network : AQAN) จึงได้ร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานคุณภาพการศึกษาใน 10 ประเทศอาเซียน จัดการประชุมเครือข่ายเอคิวเอเอ็น เมื่อวันที่ 1-3 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ประเทศฟิลิปปินส์

เครือข่ายประกันคุณภาพอาเซียนเอคิวเอเอ็น มีข้อตกลงร่วมกันในการยอมรับความหลากหลายของระบบประกันคุณภาพ สร้างความกลมกลืนด้านการอุดมศึกษาอาเซียน ภายใต้การจัดทำกรอบการประกันคุณภาพอาเซียน (ASEAN Quality Assurance Framework : AQAF) เพื่อเป็นแนวทางสร้างระบบประกันคุณภาพที่มีมาตรฐานเดียวกัน นำไปสู่การแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์ การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายทรัพยากรมนุษย์ การถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า เครือข่ายประกันคุณภาพอาเซียนรวมตัวกันมาตั้งแต่ปี 2551 โดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาความร่วมมือด้านการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภูมิภาคอาเซียนให้มีความเป็นสากล มีความกลมกลืน และเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ซึ่งได้กำหนดกรอบประกันคุณภาพการศึกษาอาเซียน ประกอบด้วยหลักการ 4 ประการ ได้แก่ 1.หลักการของหน่วยประเมินคุณภาพภายนอก ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนต้องมีเป้าหมายและพันธกิจร่วมกัน จัดตั้งตามกฎหมายและได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากหน่วยงานภาครัฐในประเทศ มีความเป็นอิสระในความรับผิดชอบการดำเนินงาน กระบวนการตัดสินใจและคำตัดสินปลอดจากอิทธิพลแทรกแซง รวมถึงมีมาตรฐาน มีหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีระบบการควบคุม ประเมินผลการดำเนินงานในทุกขั้นตอนที่น่าเชื่อถือ

2.หลักการการประเมินคุณภาพภายนอก ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เรียนและของสังคมเป็นสำคัญ มีมาตรฐานเทียบเท่าการปฏิบัตินานาชาติและเชื่อมโยงการประกันคุณภาพภายในของสถาบันอุดมศึกษา พัฒนามาตรฐานต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และตอบสนองความต้องการ ผู้ประเมินภายนอกมีความเป็นมืออาชีพและปฏิบัติตามจรรยาบรรณ ต้องมีกลไกการอุทธรณ์ ที่ทุกคนเข้าถึง 3.หลักการการประกันคุณภาพภายใน สถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบหลักในเรื่องคุณภาพ การประกันคุณภาพส่งเสริมการสร้างความสมดุลระหว่างความอิสระกับการตรวจสอบโดยสาธารณะ เป็นกระบวนการการมีส่วนร่วมและความร่วมมือของบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งคณาจารย์ นิสิต/นักศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

และ 4.หลักการกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ ช่วยกำหนดการเลื่อนคุณวุฒิระดับหนึ่งไปสู่ระดับที่สูงขึ้นจากผลการเรียนรู้และการฝึกอบรม รวมทั้งการเทียบโอนประสบการณ์ก่อนเข้าการศึกษา สนับสนุนแลกเปลี่ยนนักศึกษา เคลื่อนย้ายบุคลากรอาชีพต่างๆ ด้วยกระบวนการยอมรับคุณวุฒิการศึกษา รวมทั้งการศึกษาตลอดชีพ ตั้งอยู่บนผลการเรียนรู้ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและสมรรถนะผู้เรียน ทั้งนี้ ที่ประชุมจะมีการจัดทำคู่มือที่นำไปสู่การปฏิบัติ โดยคาดว่าแล้วเสร็จในเดือนตุลาคมนี้

ปัจจุบันอาเซียนมีจำนวนนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา 18-20 ล้านคน มีจำนวนสถาบันอุดมศึกษาในอาเซียนประมาณกว่า 6,000 แห่ง เป็นสถาบันเอกชน 5,500 แห่ง การประกันคุณภาพอาเซียนมีกระบวนการแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น การรับรองมาตรฐาน (accreditation) การติดตามผล (audit) และการประเมิน (assessment) โดยขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศ

“ความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้อนาคตระบบการประเมินคุณภาพในอาเซียนเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น เพื่อตอบสนองนโยบายของอาเซียนในการสร้างระบบประกันคุณภาพให้มีคุณภาพสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้อย่างทัดเทียม ด้วยการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูล เพื่อความสะดวกในการสืบค้นและอ้างอิงข้อมูลด้านการประกันคุณภาพของแต่ละประเทศในกลุ่มสมาชิก อีกทั้งตอนนี้สหภาพยุโรปได้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่อาเซียน ภายใต้โครงการชื่อ European Union Support to Higher Education in the ASEAN Region (EU-SHARE) ในระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2562 โดยถ่ายทอดประสบการณ์สร้างความกลมกลืนระบบการอุดมศึกษา ระบบประกันคุณภาพที่เทียบเคียงกันได้ ระบบการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการถ่ายโอนหน่วยกิต การดำเนินการต่างๆ จะส่งผลให้ระบบการประกันคุณภาพในระดับอาเซียนเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การประชุมดังกล่าวได้จัดทำธรรมนูญอาเซียนของเครือข่ายเอคิวเอเอ็นเพื่อขับเคลื่อนการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอาเซียน โดยขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว และคาดว่าจะเสนอเลขาธิการอาเซียนได้เร็วๆ นี้

“จากกรอบข้อตกลงทั้ง 4 ประการนั้น สมศ.จะนำมาเป็นแนวทางในการปรับรูปแบบ หลักเกณฑ์ ตัวบ่งชี้ การประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบข้อตกลงดังกล่าว เป็นการยกระดับคุณภาพของอุดมศึกษาไทยให้มีมาตรฐานเทียบเคียงในกลุ่มประเทศอาเซียน ระดับสากลมากขึ้น ซึ่งการประกันคุณภาพภายนอกมีความสำคัญในการควบคุม ตรวจสอบคุณภาพบัณฑิต สถานศึกษา ทำให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ” ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าว

 

 

สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเล็กเพิ่มเรียนรู้และพัฒนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150914/213349.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558
สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเล็กเพิ่มเรียนรู้และพัฒนาการ
สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเล็กเพิ่มเรียนรู้และพัฒนาการ
สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเล็กเพิ่มเรียนรู้และพัฒนาการ

สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กเล็กเพิ่มเรียนรู้และพัฒนาการ

 

              เด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 0-5 ปี เป็นช่วงที่มีการเรียนรู้และพัฒนาการได้มากที่สุด ในยุคสมัยนี้จะเห็นว่าเด็กจะอยู่กับเทคโนโลยีมากเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่มีพัฒนาการในบางส่วน แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ใช้ในการสอนลูกหรือปล่อยให้เขาอยู่กับมันมากจนเกินไป ต่างทำให้เด็กในยุคสมัยนี้มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยและมีการพัฒนาการทางด้านร่างกายที่ไม่เต็มที่ การมีสื่อที่ดีต้องเป็นสื่อที่จะสามารถทำให้เด็กมีพัฒนาการในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย สมอง ภาษา และด้านอารมณ์ กลุ่มแผนงานสื่อสร้างสรรค์ สถาบันสื่อและเยาวชน แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ภายใต้ชุด โครงการมหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อเสริมทักษะและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนการจัดกระบวนการเรียนรู้และพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเด็กเล็กให้เติบโตอย่างมีสุข

รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรมและสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. สนับสนุนทุนแก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อเนื่อง ปีแรกสนับสนุนให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 138 ศูนย์ ได้ใช้กระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมตามช่วงวัยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างดี เช่น เด็กๆ ในศูนย์เกิดความสุขจากการได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ในศูนย์ ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้สุขภาวะและเกิดพัฒนาการที่เหมาะสมตามช่วงวัยด้วยกระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ ชุมชนเห็นคุณค่าของงานที่ครูในศูนย์ได้ดำเนินงานและเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ในศูนย์

“ปีที่ 2 ขยายผลและต่อยอดจากโครงการสนับสนุนการจัดกระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 220 ศูนย์ เน้นการบูรณาการแนวคิดสุขภาวะด้วยกระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มีความเข้าใจแนวคิดและกระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ เข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการเด็กปฐมวัย สามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน และเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเครือข่ายครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก”

“สุจินดา จ่างแสง” ผู้ดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโคกสวัสดี จ.สกลนคร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโคกสวัสดี ไม่มีความพร้อมด้านสื่อและสถานที่ ทำให้เด็กมีพัฒนาการต่างๆ ได้อย่างไม่เต็มที่ หลังจากเข้าร่วมโครงการนี้ ทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้รับความรู้ต่างๆ มากมาย ในเรื่องการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กที่ดูแลและเรื่องสื่อสร้างสรรค์ที่สามารถเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กได้ได้รับการอนุมัติงบประมาณมาทำสื่อใช้วัสดุอุปกรณ์ภายในพื้นที่ ขอความร่วมมือแรงงานจากผู้ปกครองของเด็กทำบ่อทราย ชิงช้า และสนามเด็กเล่นให้เด็กได้เล่นและสนุกกับเพื่อน

“ก่อนหน้านี้มีเด็กคนหนึ่งที่เราดูแลมีอาการของโรคไฮเปอร์ อยู่นิ่งไม่ได้และจะวิ่งตลอดเวลา แต่พอเรามีสื่อให้เขาเล่น มีตุ๊กตา มีของเล่น มีเพื่อน และมีสนามเด็กเล่นก็ทำให้เขาหยุดและมีพัฒนาการทางด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาได้ และการเข้าสังคม พอเข้าสังคมได้จะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษาเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง การดูแลเด็กที่สมาธิสั้น และติดเกมออนไลน์ ติดโทรทัศน์ ห้ามนำสื่อเหล่านี้มาไว้ที่โรงเรียนเด็ดขาด แล้วพาเด็กไปอ่านหนังสือภาพ หรือศึกษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียนแทน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้พัฒนาสมาธิให้เด็กได้ดี พ่อแม่บางคนเลี้ยงลูกด้วยโทรทัศน์มากเกินไป ต้องนำเขาออกจากพฤติกรรมนั้น เด็กเล็กแยกไม่ได้ โอกาสเลียนแบบทั้งผิดถูกมีหมด ดังนั้นอย่าลืมว่าครูต้องปรับพฤติกรรมตนเองให้ดีด้วย”  ผู้ดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโคกสวัสดี จ.สกลนคร กล่าว

อย่างไรก็ตาม เด็กต้องดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ต้องให้เขาเรียนรู้ของเขาเองและต้องให้เข้าอยู่กับสื่อที่เหมาะกับเขาและทำให้เขามีพัฒนาการได้มากที่สุด ศูนย์เด็กเล็กสามารถดูรายละเอียดของกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ได้ที่ http://www.thaihealth.or.th