พลังหญิงชุมชนคนรักถิ่น เพื่อบ้านมั่นคงคนริมคลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150913/213246.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2558
พลังหญิงชุมชนคนรักถิ่น เพื่อบ้านมั่นคงคนริมคลอง

หลากมิติเวทีทัศน์ : พลังหญิงชุมชนคนรักถิ่น เพื่อบ้านมั่นคงคนริมคลอง : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

                      ผู้หญิงในสังคมไทยปัจจุบัน มีบทบาทไม่น้อยหน้าผู้ชาย โดยเฉพาะงานด้านการพัฒนาชุมชน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านสวัสดิการ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพต่างๆ ล้วนมีผู้หญิงเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนงานทั้งนั้น เช่นเดียวกับที่ชุมชนคนรักถิ่น แม้ว่าจะเป็นงานเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ “หิน” ต้องใช้ความสามารถทั้ง “บู๊” และ “บุ๋น” แต่พลังของผู้หญิงที่นี่ก็ช่วยกันผลักดันการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
                      ชุมชนคนรักถิ่น ตั้งอยู่ริมคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ปัจจุบันมีบ้านเรือนทั้งหมดจำนวน 140 ครัวเรือน ประชากรทั้งหมดประมาณ 700 คน สภาพชุมชนมีลักษณะแออัด ขนานไปกับแนวคลองเปรมประชากร ปลูกสร้างด้วยไม้และคอนกรีตสภาพทรุดโทรม ที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยเป็นที่ดินที่กรมธนารักษ์เป็นผู้ดูแล ชาวบ้านรุ่นแรกๆ ที่เข้ามาอยู่อาศัยที่นี่เริ่มตั้งแต่ปี 2490 มีประมาณ 20 ครัวเรือน ส่วนใหญ่มาจากอยุธยาและปทุมธานี มีอาชีพทำนาและทำอิฐมอญ ภายหลังความเจริญเข้ามา อาชีพดังกล่าวจึงค่อยๆ สูญไป
                      ประเสริฐ ทิวะกะลิน อายุ 70 ปี เล่าว่า ครอบครัวของตนมาจากสระบุรี เข้ามาอยู่อาศัยที่นี่ประมาณปี 2510 เมื่อก่อนในลำคลองน้ำยังใสสะอาด เอาน้ำมาแกว่งสารส้มใช้ต้มกินได้ กุ้ง ปลายังมีเยอะ โดยเฉพาะกุ้งก้ามกรามมีให้จับกิน ผักกระเฉดก็มี ต่อมาเริ่มมีโรงงานกระดาษและโรงงานผลิตนมเข้ามาตั้งอยู่เหนือคลองเปรมฯ น้ำจึงเริ่มเน่าเสีย
                      งามเดือน เมืองประสิทธิ์ อายุ 41 ปี อาชีพค้าขาย บอกว่า เกิดที่นี่ เมื่อก่อนชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพพายเรือขายก๋วยเตี๋ยว ขายผลไม้อยู่ในคลอง ประมาณปี 2528-2529 ชุมชนเริ่มมีบ้านเรือนหนาแน่นมากขึ้น เริ่มมีบ้านเช่า มีพนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการที่ทำงานอยู่ในย่านหลักสี่และบางเขนเข้ามาอยู่อาศัย ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นแม่บ้าน บ้างก็ทำอาชีพร้อยลูกปัด ทำกระเป๋าขาย
                      งามเดือน ในฐานะที่เป็นกรรมการชุมชนคนรักถิ่น (ผู้ช่วยฝ่ายตรวจสอบ) กล่าวว่า ชาวบ้านที่นี่รู้ข่าวว่ากรมชลฯ จะมีโครงการพัฒนาลำคลองมาตั้งแต่ปี 2555 หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เพราะทางเขตหลักสี่เข้ามาบอกข่าว บางทีก็มีข่าวออกมาว่าทางราชการจะไล่รื้อชุมชนริมคลองเพื่อทำถนนหรือทำรถไฟฟ้า พอปีนี้ (2558) ตอนที่นายกรัฐมนตรีมีประกาศว่าจะจัดระเบียบชุมชนที่รุกล้ำคูคลองชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด เพราะชุมชนได้เตรียมเรื่องบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว
                      “พอช.เข้ามาให้ความรู้เรื่องบ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2546 พอถึงปี 2547 พวกเราจึงตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยขึ้นมา ออมกันเดือนละ 100 บาท และมีการไปดูงานเรื่องบ้านมั่นคงตามชุมชนต่างๆ เช่น ที่ริมคลองบางบัวบ้าง ทำให้เรามั่นใจว่าชุมชนคนรักถิ่นสามารถทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยได้” งามเดือนกล่าว
                      กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนคนรักถิ่น จัดตั้งขึ้นในปี 2547 มีสมาชิกเริ่มแรก 114 ราย กำหนดออมครัวเรือนละ 100 บาทต่อเดือน ปัจจุบันมีเงินออมรวมกันประมาณ 1.1 ล้านบาท มีสมาชิกจำนวน 102 ราย มีกรรมการ 9 คน ซึ่งจุดเด่นของงานพัฒนาชุมชนที่นี่ก็คือ คณะทำงานเกือบทั้งหมดจะเป็นผู้หญิง เช่น กลุ่มออมทรัพย์ฯ มีคณะกรรมการ 9 คน มีประธานกลุ่มเป็นผู้หญิง มีผู้ชายเป็นกรรมการเพียง 1 คน เช่นเดียวกับกรรมการชุมชนมี 9 คน มีประธานและกรรมการเป็นผู้หญิง 7 คน กรรมการผู้ชาย 2 คน รวมทั้งคณะทำงานบ้านมั่นคงซึ่งมีทั้งหมด 12 คน แต่มีผู้ชายเป็นคณะทำงาน(ทีมช่าง) เพียง 2 คน นอกนั้นเป็นพลังหญิงล้วนๆ
                      ดุสิตธร ทิวะกะลิน ประธานชุมชนและประธานกลุ่มออมทรัพย์ฯ กล่าวว่า หลังจากมีกลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2547 แล้ว แต่ทางชุมชนก็ยังไม่ได้ทำเรื่องที่อยู่อาศัย เพียงแต่เตรียมการเอาไว้ ชุมชนเริ่มมาตื่นตัวในปี 2555 เพราะคิดว่าหลังน้ำท่วมใหญ่ ทางราชการคงจะมีนโยบายไล่รื้อชุมชนริมคลอง เพราะอ้างว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ชุมชนจึงเริ่มประชาสัมพันธ์ข่าวให้ชาวบ้านทราบ มีการจัดประชุม แนะนำเรื่องกลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคงให้คนที่ยังไม่เข้าร่วมได้เป็นสมาชิก
                      พอถึงปี 2558 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบชุมชนริมคูคลอง ชุมชนคนรักถิ่นจึงเริ่มทำเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง มีการสำรวจข้อมูลชุมชน จำนวนประชากร จำนวนบ้าน อาชีพ รายได้ครัวเรือน หนี้สิน ฯลฯ
                      จากการสำรวจข้อมูลพบว่า ชุมชนมีบ้านเรือนทั้งหมด 140 หลัง เราจึงได้จัดทำผังชุมชนใหม่ โดยมีสถาปนิกชุมชนจาก พอช. และทีมเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนเมืองเขตหลักสี่มาช่วย และประชุมชาวบ้านร่วมกันเพื่อกำหนดสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย เช่น 1.คนที่จะได้สิทธิ์จะต้องเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯ 2.จะต้องเป็นคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนจริง หรือหากเป็นคนที่เช่าบ้านอยู่จะต้องอยู่ในชุมชนมานานไม่ต่ำกว่า 5 ปี และ 3.ถ้ามีสมาชิกในครัวเรือนมากกว่า 8 คนขึ้นไปจะได้รับสิทธิ์เพิ่ม 1 สิทธิ์ ส่วนคนที่เป็นเจ้าของบ้านเช่า หากมี 3 หลัง ก็จะได้สิทธิ์เพียง 1 สิทธิ์” ดุสิตธร ยกตัวอย่าง
                      ส่วนกระบวนการออกแบบบ้านนั้น ชาวบ้านต่างมีส่วนร่วมในการออกแบบบ้านร่วมกับทีมช่างของชุมชน โดยมีทีมช่างจากเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนเมืองเขตหลักสี่ และสถาปนิกจาก พอช.มาช่วย ได้แบบบ้านทั้งหมด 4 แบบ มีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านตึกแถว สมาชิกสามารถเลือกแบบบ้านได้ตามความเหมาะสมของอาชีพ จำนวนสมาชิก และรายได้ของครอบครัว
                      นอกจากนี้จะจัดให้มีพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ศาลาอเนกประสงค์ ศูนย์สุขภาพชุมชน สวนสาธารณะ บ่อบำบัดน้ำเสีย ที่จอดรถรวม ฯลฯ รวมพื้นที่ทั้งหมด 9 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา ซึ่งทางชุมชนจะทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ระยะเวลา 30 ปี อัตราเดือนละ 18 บาทต่อตารางวา
                      ด้านการก่อสร้างนั้น ดุสิตธร กล่าวว่า ทางชุมชนได้เตรียมแผนงานเอาไว้แล้ว โดยใช้รูปแบบการรื้อย้ายแล้วสร้างใหม่ และแบ่งคณะทำงานออกเป็น 4 ฝ่าย คือ 1.ทีมช่าง 2.ทีมข้อมูล 3.ทีมสังคม และ 4.ทีมบริหารจัดการ ซึ่งในระหว่างที่ทำการก่อสร้างก็จะแบ่งการทำงานออกไปอีก เช่น มีทีมสาธารณูปโภค ทีมจัดซื้อ ทีมตรวจรับวัสดุ ทีมตรวจงานก่อสร้าง ฯลฯ
                      นอกจากนี้ก็ยังมีการตรวจสอบเนื้องาน/ตรวจรับงวดงาน โดยให้เจ้าของบ้าน ตัวแทนกลุ่มย่อย ทีมช่างชุมชน และทีมช่างเครือข่ายฯ เข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อให้การก่อสร้างบ้านของชาวชุมชนคนรักถิ่นมีความโปร่งใสใช้เงินทุกบาท ทุกสตางค์ให้ถูกต้องและคุ้มค่ามากที่สุด
                      ด้านสินเชื่อจะขอใช้สินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รวมทั้งหมดประมาณ 29 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี และพอช.จะสนับสนุนงบก่อสร้างสาธารณูปโภคจำนวน 2,750,000 บาท
                      ความคืบหน้าในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงนั้น ดุสิตธร กล่าวว่า จะดำเนินการเฟสแรกก่อน จำนวน 7 หลัง เป็นบ้านที่ปลูกล้ำลงไปในคลอง 4 หลัง และบนฝั่ง 3 หลัง เริ่มรื้อบ้านทั้ง 7 หลัง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา และในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ จะเริ่มถมดิน ปรับหน้าดิน ตอกเสาเข็มเพื่อกันดินสไลด์ลงคลอง หลังจากนั้นจึงจะเริ่มก่อสร้างบ้านได้ และคาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ บ้านเฟสแรก 7 หลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จ หลังจากนั้นจึงจะทยอยสร้างเฟสต่อไป
                      “ชุมชนริมคลองที่อยู่ติดกันหลายชุมชนก็ยังไม่เชื่อว่าเราจะทำได้ แม้แต่คนในชุมชนเดียวกันก็ยังไม่เชื่อ บางคนก็ต่อต้าน บางคนบอกว่ารื้อไปแล้วมันจะสร้างได้หรือเปล่า แต่เราเชื่อว่าเราทำได้ เพราะเราไปดู ไปเห็นชุมชนอื่นที่เขาทำสำเร็จมาแล้ว และหากการก่อสร้างบ้านเฟสแรก 7 หลังเสร็จ ก็เชื่อว่าคนอื่นๆ ที่ยังไม่เข้าร่วมจะมาเข้าร่วมมากขึ้น” ประธานชุมชนคนรักถิ่นกล่าวอย่างมั่นใจ
                      อารมย์ วันวาน อายุ 54 ปี อาชีพค้าขาย บอกว่า แม้ตัวเองไม่ได้มีบทบาทเป็นคณะกรรมการ แต่ก็เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชนมาตลอด เช่น เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์มาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง ครอบครัวของตนเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2528 แต่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง เช่าบ้านอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ค่าเช่าบ้านตอนนี้ตกเดือนละ 1,500 บาท ไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ หากผ่อนส่งเดือนหนึ่งไม่เกิน 2,000 บาท ก็พอจะส่งไหว
                      “ดีใจที่จะมีบ้านใหม่เป็นของตัวเอง ไม่ต้องเช่าคนอื่นอยู่ ลูกหลานก็จะได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งมั่นคง ไม่ต้องกลัวจะถูกไล่รื้อ” น้าอารมย์บอกความรู้สึก
                      นี่คือบทบาทของผู้หญิงชุมชนคนรักถิ่น ที่เป็นแกนนำในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเพื่อบ้านที่มั่นคงของคนริมคลอง
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : พลังหญิงชุมชนคนรักถิ่น เพื่อบ้านมั่นคงคนริมคลอง : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))

ชาวท่าหินปรับตัวรับมือภัยพิบัติ เพื่อคงวิถี ‘โหนด นา เล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150913/213247.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2558
ชาวท่าหินปรับตัวรับมือภัยพิบัติ เพื่อคงวิถี 'โหนด นา เล'

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ชาวท่าหินปรับตัวรับมือภัยพิบัติ เพื่อคงวิถี ‘โหนด นา เล’ : โดย…ปรีดา คงแป้น

                      ชีวิตที่ว่าก่อร่างสร้างตัวยากลำบากแล้ว การฟื้นตัวจากวิกฤติชีวิตยิ่งยากลำบากกว่าหลายเท่า แต่พวกเขาก็ไม่เคยย่อท้อ นั่นคือคนท่าหิน แห่งคาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา
                      ต.ท่าหิน คาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา เป็นพื้นที่ริมทะเลสาบที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เป็นพื้นที่พิเศษที่มีความมั่นคงทางอาหาร ชาวบ้านแทบจะไม่ต้องใช้เงินไปซื้ออาหาร เพราะในนามีข้าว ในทะเลมีกุ้ง หอย ปู ปลาที่สมบูรณ์
                      ตาลโตนดเป็นพืชสารพัดประโยชน์ สามารถทำผลผลิตได้ทั้งปี ใช้ได้ทุกอย่าง ต้นโตนดใช้ทำบ้าน ใบใช้มุงหลังคา ทำหมวก น้ำหวานจากต้นตาล ทำน้ำตาล น้ำส้มหมัก น้ำหวาก (เหล้าพื้นบ้าน) ลูกตาลอ่อนรับประทานสดๆกับน้ำเชื่อมกะทิ ทำวุ้นกรอบ ลูกตาลสุกใช้ทำขนมตาล ทำสบู่ ทำแชมพู หมักทำน้ำยาล้างจานและปุ๋ย หัวลูกตาลอ่อนใช้แกงและยำ เปลือกใช้เป็นอาหารวัว รวมทั้งปลาในทะเลสาบเป็นปลาที่มันและไม่คาว กุ้งตัวโตขนาด 2-3 ตัวต่อกิโลกรัม ฯลฯ จึงได้ชื่อว่ามีวิถีโหนด นา เล
                      ในปี 2553 เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมและพายุในคราวเดียวกัน ทำให้บ้านเรือนไร่นาเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะนาข้าวเกิดความเสียหายจนชาวบ้านไม่อยากทำนาอีกต่อไป โครงการเสริมพลังความร่วมมือในการจัดการภัยพิบัติของเครือข่ายชุมชน ภายใต้ความร่วมมือของ สสส.และมูลนิธิชุมชนไทย ซึ่งลงพื้นที่ทำงานกับชาวบ้านตั้งแต่เริ่มประสบภัย หลังประสบภัยจึงสนับสนุนให้มีเวทีถอดบทเรียนร่วมกันของชาวบ้านใน ต.ท่าหิน ทำให้เกิดบทเรียนที่นำไปสู่การปรับตัวและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
                      เช่น การตั้งทีมสำรวจข้อมูลและทำแผนร่วมกัน โดยมีทั้งแกนนำชุมชน ผู้นำในท้องถิ่น กลุ่มเยาวชน และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมาหนุนช่วย ทำให้ชาว ต.ท่าหิน มีข้อมูลที่ชัดเจนและรอบด้าน ทั้งข้อมูลประชากร ข้อมูลการทำนา พันธุ์ข้าว ข้อมูลจำนวนต้นตาลโตนดและประโยชน์ที่ได้ ข้อมูลการประมงพื้นบ้าน การเลี้ยงสัตว์ ทั้งสัตว์น้ำ หมู เป็ด ไก่ วัวควาย ฯลฯ
                      นอกจากนี้ยังมีข้อมูลและแผนที่เกี่ยวกับประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงวัย ผู้เจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้พิการ ฯลฯ ข้อมูลพื้นที่ปลอดภัย และพาหนะที่มี ซึ่งข้อมูลต่างๆ ได้นำมาสู่การทำแผนเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
                      การสร้างระบบวิทยุสื่อสาร มีการฝึกอบรมและประยุกต์ใช้งานวิทยุสื่อสารเครื่องแดงตามทักษะ โดยมี 1.สถานีแม่ข่ายทำหน้าที่รับข้อมูลข่าวสารจากทุกด้านและประมวลข้อมูลข่าวสารส่งกลับสถานีย่อยและเครือข่ายสถานีแม่ข่ายต่างพื้นที่ 2.สถานีย่อยทำหน้าที่รับข่าวจากพื้นที่และแลกเปลี่ยนไปยังสถานีแม่ข่ายรวมทั้งแจ้งข่าวกลุ่มเสี่ยงภัยในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตและภัยพิบัติในด้านต่างๆ คือ ด้านการประมง ด้านความมั่นคง ด้านภัยพิบัติและเพื่อการประสานงาน
                      โดย ด้านภัยพิบัติ มีการใช้วิทยุเครื่องแดงเป็นช่องทางการสื่อสารการเตรียมความพร้อมติดตามสถานการณ์การ รายงานแจ้งเตือนภัย แจ้งอพยพ ขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัย ด้านความมั่นคง มีการใช้วิทยุเครื่องแดงในการติดต่อสื่อสารเพื่อความมั่นคงในการรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งการตั้งด่านตรวจในชุมชน สกัดจับ ตรวจค้นผู้ต้องสงสัยที่เข้ามาในพื้นที่ชุมชน
                      ด้านการประมง มีการประยุกต์ใช้วิทยุเครื่องแดงเพื่อสนับสนุนอำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยการติดต่อสื่อสารกันของชาวประมงในพื้นที่ขณะออกทำการในทะเลสาบ โดยเฉพาะเรื่องกระแสน้ำ ระดับน้ำขึ้นลง และวาตภัยในทะเลสาบ และ ด้านประสานงาน เพื่อสร้างเครือข่ายภายนอก มีการนำวิทยุเครื่องแดงมาใช้เป็นช่องทางการติดต่อเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกับเครือข่ายภายนอก โดยเฉพาะสถานีแม่ข่ายพื้นที่ต้นน้ำและหน่วยอาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัยต่างๆ
                      การปรับตัวในการทำนา หลังจากมีการถอดบทเรียนร่วมกัน พบว่ามีการทำนาข้าวเป็นอาชีพหลัก ซึ่งพื้นที่เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าครัวเรือนละ 7 ไร่ แต่ดั้งเดิมชาวท่าหินทำนาแบบพึ่งตนเอง ตั้งแต่การไถด้วยวัว การใส่ปุ๋ยจากมูลสัตว์หรือขี้เถ้าจากเตาเคี่ยวน้ำตาล มีพันธุ์ข้าวพื้นบ้านจำนวนมาก เช่น ข้าวสาหรี่ ข้าวนางฝ้าย ข้าวนางหมุ่ยดอกแฝก ข้าวลูกปลา ข้าวหัวนา ฯลฯ ข้าวเหล่านี้ล้วนทนน้ำ ทนลม และทนต่อการเกิดภัยพิบัติ แต่เมื่อปี 2510 มีการปลูกข้าว กข.13 โดยราชการมาส่งเสริม ทำให้ข้าวพื้นบ้านขายไม่ได้เพราะพ่อค้าไม่รับซื้อ จึงหันมาปลูกข้าว กข.13 กันจนเกือบหมด ทำให้ต้องซื้อ ปุ๋ย ยา จากภายนอกและขาดทุนมาเป็นระยะ
                      หลังจากมีการทบทวนแล้วว่า เพราะพึ่งพิงภายนอก ละเลยวิถีดั้งเดิมและไม่รู้จักปรับตัว จึงมีการรวมกลุ่มทำนา ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำหมักจากลูกตาลโตนด คัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว วัดและจดบันทึกค่าดิน พร้อมศึกษาพันธุ์ข้าวและแลกเปลี่ยนกับตำบลใกล้เคียง คือ ต.บ่อแดง ต.บางเขียด ต.ชะแล้ ต.วัดจันทน์ เป็นเครือข่ายการทำนาข้าวเพื่อการปรับตัวต่อภัยพิบัติ
                      เบญจวรรณ ศรีสุวรรณ เล่าว่า “เมื่อเกิดภัยพิบัติได้รับความเสียหาย คนไม่อยากทำนา ทิ้งร้าง จึงเริ่มวางแผนทำนาใหม่ในพื้นที่ 1 ไร่ ทำปุ๋ยเอง ทำน้ำหมักเอง ต้นทุนอยู่ที่ 1,700 บาท ได้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ถึง 11 กระสอบ ราคาประมาณ 2 หมื่นบาท มีการเปลี่ยนแปลงคือ สภาพดินดีขึ้น มีไส้เดือน มีสัตว์น้ำในนา ข้าวกอโตมาก”
                      นอกจากนี้ ต.ท่าหิน มีการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายและขยายสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันทั้งระดับพื้นที่ ระดับชุมชน ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับลุ่มน้ำ ครอบคลุมด้านข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ งบประมาณ บุคลากร เครื่องมือ ทั้งสภาวะปกติ และสภาวะฉุกเฉินขณะเกิดภัยพิบัติ และ มีการเรียนรู้การอ่านแผนที่ภูมิอากาศ โดย ดร.สมพร ช่วยอารีย์ จาก ม.อ.ปัตตานี ช่วยฝึกอบรมจนชาวบ้านสามารถอ่านเองได้
                      ดังนั้นชาว ต.ท่าหิน จึงใช้การบูรณาการของภูมิปัญญาประสบการณ์จริงในพื้นที่และแนวคิดทฤษฎีองค์ความรู้สมัยใหม่จากหน่วยงานภายนอกต่างๆมาปรับใช้ร่วมกัน เป็นนวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติที่เหมาะสมสอดคล้องกับชุมชน จนนำมาสู่การเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้วิถีโหนด นา เล และศูนย์เรียนรู้ภัยพิบัติตำบลท่าหิน โดยมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 มีทั้งภาคีความร่วมมือจากภาครัฐ นักวิชาการ และเพื่อนเครือข่ายชุมชนที่เคยประสบภัย  เช่น บ้านน้ำเค็ม จ.พังงา อ.เขาพนม จ.กระบี่ ต.ขอนคลาน จ.สตูล และจ.ภูเก็ต เข้าร่วมเรียนรู้ด้วย
                      ภัยพิบัติทุกชนิดไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ แต่ประสบการณ์คือต้นทุนที่สำคัญในการนำไปสู่การวางแผนป้องกันให้ชุมชนอยู่คู่กับวิถีของท้องถิ่นได้ ซึ่งชาวท่าหินทำให้เห็นเป็นประจักษ์แล้ว
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ชาวท่าหินปรับตัวรับมือภัยพิบัติ เพื่อคงวิถี ‘โหนด นา เล’ : โดย…ปรีดา คงแป้น)

ม.ร.เสวนาพ.ร.บ.หอพักฉบับใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213235.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2558
ม.ร.เสวนาพ.ร.บ.หอพักฉบับใหม่

ม.ร.เสวนาพ.ร.บ.หอพักฉบับใหม่

             ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธานเปิดการ เสวนา“การบริหารจัดการหอพัก ตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ.2558”เมื่อวันที่   9 กันยายน ๒๕๕8 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารสุโขทัย เพื่อให้ผู้ประกอบการหอพักมีความรู้ความเข้าใจในสาระสำคัญของ พ.ร.บ.หอพักฉบับใหม่ โดยมีนายบรรจง เหลืองรัตนมาศ ผู้อำนวยการเขตบางกะปิ ร่วมเป็นวิทยากร

สพฐ.คลอดปฏิทินรับนักเรียนปี59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213182.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2558
สพฐ.คลอดปฏิทินรับนักเรียนปี59

สพฐ.คลอดปฏิทินรับนักเรียนปี59

            สพฐ.ประกาศปฏิทินรับนักเรียน ปีการศึกษา 2559 โดย ม.1 รับสมัคร 20-24 มี.ค.2559 จับสลาก 3 เม.ย.59 มอบตัว 9 เม.ย.59 ส่วน ม.4 รับสมัคร 20-21 มี.ค.59 มอบตัว 10 มี.ค.59 “กมล” แจงภาพรวมเหมือนเดิม ปรับเพียงให้ใช้คะแนนโอเน็ต 5 กลุ่มสาระฯ ตามที่ สทศ.จัดสอบและให้เขตพื้นที่ฯ จัดทำแผนรับ นร.ให้เสร็จภายใน 8 ต.ค.

เมื่อวันที่ 9 กันยายน ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ.ปีการศึกษา 2559 ซึ่งภาพรวมไม่มีเปลี่ยนแปลงไปจากการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2558 ที่ผ่านมา ยกเว้นในส่วนการใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต จากเดิมใช้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ปรับเหลือ 5 กลุ่มสาระฯ ตามที่สถาบันการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดสอบ โดยยังคงสัดส่วนเดิม 20% ขณะเดียวกันได้กำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ทั่วประเทศประกาศแนวปฏิบัติในการรับนักเรียนของเขตพื้นที่ฯ ให้สอดคล้องกับนโยบาย สพฐ.และนโยบายรัฐบาล ให้เรียบร้อยภายในวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงนโยบายในการปรับลดขนาดโรงเรียนและห้องเรียนให้เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันกำหนดจำนวนนักเรียนอยู่ที่ 40 คนต่อห้อง แต่ไม่เกิน 50 คนต่อห้อง

ส่วนหลักเกณฑ์อื่นๆ ยังยึดแนวนโยบายของปีที่ผ่านมา อาทิ ใช้คะแนนโอเน็ต 20% โรงเรียนที่เปิดสอนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และม.ปลาย ให้รับนักเรียนที่จบจากชั้น ม.3 เดิมเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โดยให้เลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 ภาคเรียนไม่ต่ำกว่า 2.00 เข้าเรียน และกรณีที่มีการสอบคัดเลือกชั้น ม.1 โรงเรียนต้องออกข้อสอบให้อยู่ในกรอบของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื้อหาไม่เกินชั้น ป.6

ดร.กมล กล่าวต่อว่า สำหรับปฏิทินการรับนักเรียนปีการศึกษา 2559 มีดังนี้ ระดับก่อนประถมศึกษา รับสมัครวันที่ 27 กุมภาพันธ์-3 มีนาคม 2559 จับสลากวันที่ 13 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัวนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ วันที่ 13 มีนาคม 2559 มอบตัววันที่ 20 มีนาคม 2559 ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 รับสมัควันที่ 6-10 มีนาคม 2559 จับสลากวันที่ 20 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัวนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ วันที่ 20 มีนาคม 2559 มอบตัว 27 มีนาคม 2559

มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง รับสมัครนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ วันที่ 20-21 มีนาคม 2559 สอบ 23 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัว 25 มีนาคม มอบตัว 9 เมษายน 2559 รับสมัครสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไปและใช้คะแนนโอเน็ต รับสมัคร 20-24 มีนาคม 2559 สอบคัดเลือก 26 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เมษายน 2559 จับสลากและรายงานตัววันที่ 3 เมษายน มอบตัววันที่ 9 เมษายน  2559 นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ สมัคร 20-24 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เมษายน มอบวันที่ 9 เมษายน 2559

ระดับ ม.1 โรงเรียนทั่วไป รับสมัคร 20-24 มีนาคม 2559 สอบคัดเลือก 3 เมษายน 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 7 เมษายน 2559 จับสลากประกาศผลและรางานตัววันที่ 3 เมษายน 2559 มอบตัววันที่ 9 เมษายน โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ตวันที่ 30 มีนาคม 2559 ทั้งนี้ นักเรียนที่มีความประสงค์จะให้เขตพื้นที่จัดหาที่เรียนให้รับสมัครวันที่ 6-10 เมษายน 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 17 เมษายน 2559

สำหรับระดับ ม.4 นักเรียนชั้น ม.3 ที่จบจากโรงเรียนเดิมให้รายงานตัววันที่ 31 มีนาคม 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน 2559 รับสมัครนักเรียนความสามารถพิเศษวันที่ 20-21 มีนาคม 2559 สอบวันที่ 23 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 25 มีนาคม 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน 2559 ส่วนนักเรียนที่จบ ม.3 จากโรงเรียนอื่นรับสมัครวันที่ 20-24 มีนาคม 2559 สอบคัดเลือกวันที่ 27 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 3 เมาายน 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ รับสมัครวันที่ 20-24 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 3 เมษายน 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน 2559 โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ตวันที่ 30 มีนาคม 2559

รื้อระบบ-แก้ยกแผงดันมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213194.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2558
รื้อระบบ-แก้ยกแผงดันมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

รื้อระบบ-แก้ยกแผงดันมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

            “ถึงแม้เราจะยอมรับว่าการศึกษาของประเทศไทยมีปัญหา และเป็นปัญหาทั้งระบบก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ควรทำให้เราไม่กล้าคิดในระดับอุดมศึกษา ในการที่จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยของไทย ก้าวเข้าสู่ระดับโลกได้” ถือเป็นหัวข้อสำคัญในเวทีของการประชุมประจำปีของสภามหาวิทยาลัยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนเชื่อว่า จะสามารถผลักดันให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้

ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อุปนายกสมาคม สภามหาวิทยาลัยฯ กล่าวในรายการชั่วโมงที่ 26 ทางช่อง NOW26 เมื่อคืนวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยที่เข้าข่ายจะก้าวขึ้นสู่ระดับโลกได้ เป็นมหาวิทยาลัยรุ่นเก่าประมาณ 20 มหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมทุกวันนี้ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยประมาณ 150 แห่ง แบ่งเป็นของรัฐประมาณ 70-80 แห่ง ที่เหลือก็เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน

รุ่นที่พัฒนามาแต่ดั้งเดิม ประมาณ 20 กว่าแห่ง รุ่นนี้มีระยะทางในการพัฒนามาพอสมควร สะสมอะไรต่ออะไรมาพอสมควร คิดว่าในจำนวนเหล่านี้ หากจะคัดเลือกให้ดี มีนโยบายที่ดี มีการสนับสนุนที่ดี ก็จะสามารถก้าวขึ้นทัดเทียมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศได้ แต่จะต้องมีความจริงใจ มีความแน่วแน่ที่จะทำ

ในความเป็นจริงแล้วเราห่างจากจุดนั้นกี่ก้าว ตรงนี้ต้องเอาตรงที่คนอื่นมาดูเรา ระบบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยก็มีอยู่ 2 ค่าย คือ นิตยสารไทม์ ของอังกฤษ อีกค่ายก็คือ บริษัท คิวเอส ก็ของอังกฤษเช่นเดียวกัน ของคิวเอสที่ประกาศล่าสุด จากการคัดเลือกมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่ดีที่สุดมีอยู่ 200 มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่ติดอันดับ 1 ใน 200 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทย อยู่ในอันดับที่ 243 เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นของเอเชีย อันดับ 1 ของเอเชีย คือ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก

การที่จะยอมรับกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยดังกล่าวหรือไม่นั้น ต้องไปดูที่ดัชนีที่เขาใช้วัด ประเด็นก็คือดัชนีที่เขาใช้วัดนั้นเขาใช้ทั่วโลก เราก็คงไม่มีเหตุผลที่จะไปบอกว่า อย่าเอาดัชนีตัวนี้มาใช้กับมหาวิทยาลัยของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยหนีไม่ได้ เพราะจะต้องอยู่บนเวทีโลก ดังนั้น ก็เป็นกติกาที่ยอมรับได้ และทั่วโลกเขาก็ยอมรับกัน

อย่างกรณี เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) หรือ WEF เวทีเศรษฐกิจโลก ก็จัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งในกลุ่มอาเซียน 10 ประเเทศ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ไทยเราก็อยู่อันดับ 8 เหนือเวียดนาม กับ พม่า

ตรงนี้ต้องบอกว่า เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม มีหน้าที่ดูตัวบ่งชี้ทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งหนึ่งที่จะต้องดูก็คือ คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งก็ต้องดูที่เรื่องการศึกษาดีหรือไม่ แต่เขาไม่ได้ดูอันดับของมหาวิทยาลัยโดยตรง เขาดูในภาพรวมของระบบ ซึ่งเขาก็แยกดูว่า การศึกษาพื้นฐานเป็นอย่างไร อุดมศึกษาเป็นอย่างไร

สิ่งที่อาจจะเป็นข้อโต้แย้งในกรณีของ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ได้ก็คือ ในประเด็นที่เกี่ยวกับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เขาใช้วิธีสัมภาษณ์ เขาไม่ได้ใช้วิธีหาข้อมูล โดยเขาสัมภาษณ์คนในประเทศนั้น ก็คือ ผู้ประกอบการในประเทศนั้น จากนั้นก็นำมาจัดเรียง ตรงนี้เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า เชื่อถือได้หรือไม่

ส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐานมีข้อมูลอื่นเข้ามาด้วย อย่างเช่นผลการสอบพิซ่า ก็คือ ที่ 60 กว่าประเทศ ประเทศละ 5,000 คน ส่งเด็กระดับ ม.4 มาสอบแข่งกัน แล้วมาดูคะแนนกัน ตรงนี้เป็นข้อมูลจริง เกิดขึ้นจริง เถียงไม่ได้เลย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยก็คือ ค่อนข้างต่ำ จาก 60 ประเทศ ไทยเราอยู่ที่ประมาณอันดับที่ 50 มาทุกครั้ง ตรงนี้ต้องไปดูที่เด็กว่า เด็กไทยรู้มากรู้น้อยกว่าเด็กประเทศอื่นอย่างไร ซึ่งเด็กไทยท่องเก่ง รู้เนื้อหา แต่ขาดความสามารถในเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ขาดความสามารถในการคิดแบบสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาสอบกันทั่วโลกทุกวันนี้

ในเมื่อวิธีการศึกษา หลักสูตรการศึกษาของไทยไม่ได้เอื้อไปในทิศทางนั้น ก็แน่นอนว่า ส่งเด็กไทยไปสอบเมื่อไหร่ เด็กไทยก็แพ้อยู่อย่างนั้น

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เวียดนามส่งเด็กเข้าร่วมสอบแข่งขันเป็นครั้งแรกในปี 2012 ปรากฏว่า คะแนนสูงกว่าเด็กไทยทั้งหมด อย่างเช่น วิชาวิทยาศาสตร์ เด็กเวียดนามอยู่อันดับที่ 8 ของโลก ขณะที่เด็กไทยอยู่ที่อันดับ 48 ตรงนี้น่าจะต้องวิเคราะห์อย่างมาก และจะต้องเตรียมตัวรับด้วยว่า ในที่สุดภาพรวมระยะยาว คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของเราจะถูกคนอื่นมองว่าอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก

โดยส่วนตัวมองว่า การศึกษาของไทยมีปัญหาทุกระดับ ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครู เรื่องระบบบริหาร เรื่องงบประมาณ เรื่องหลักสูตร สิ่งที่อยู่ในหลักสูตรได้แก่ตัวเนื้อหาก็มีปัญหา เป็นปัญหาที่ต้องแก้ยกแผง เพื่อผลักดันให้มหาวิทยาลัยไทยก้าวเข้าสู่ชั้นนำของโลก

ในเชิงยุทธศาสตร์ก็มองได้หลายระบบการเคลื่อน อย่างเช่น จีน ซึ่งเริ่มโครงการมาตั้งแต่ก่อนปี 2000 ชื่อโครงการ 211 โดย 21 หมายถึงศตวรรษที่ 21 ส่วน 1 ตัวท้าย หมายถึง 100

จีนมีมหาวิทยาลัยเกือบ 2,000 แห่ง เขาก็ใช้วิธีดูว่า จะใช้กี่แห่งสู้กับประเทศอื่น สู้กับอะไร ผลิตบัณฑิตออกมาแล้วต้องเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพสูง ทัดเทียมกับคนอื่นในโลก สามารถต่อรองกับวงการค้าระหว่างประเทศ คิดค้นอะไรต่อมิอะไรระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรียนแล้วมีงานทำอย่างเดียว จะต้องมีกลไกสังคมได้แก่ มหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะผลิตบัณฑิตระดับนั้นได้ มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นแหล่งผลิต คิด ค้น ทำนวัตกรรม หรืออย่างน้อยเป็นต้นกำเนิด ในที่สุดบัณฑิตของตนสามารถออกไปสร้างนวัตกรรมได้ ซึ่งจะต้องเป็นระดับโลก

ซึ่งจีนก็สรุปว่า ผลักดันมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ทั้งหมด เพียง 100 แห่ง ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ซึ่งขณะนี้เขามี 116 แห่ง

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงการศึกษา ก็คือ ประเทศรัสเซีย ที่พบว่า มีมหาวิทยาลัยเพียง 5 แห่ง ที่พอจะสู้กับประเทศอื่นได้ ดังนั้น จึงตั้งโครงการ 5-100 นั่นหมายถึง เขาจะผลักดันจากที่มีอยู่ 5 มหาวิทยาลัยโลก ให้มี 100 แห่งให้ได้

สำหรับทิศทางมหาวิทยาลัยในประเทศไทย หากจะผลักดันที่มีอยู่ 150 แห่ง ให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก จะต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ดังนั้น แนวทางก็คือจะคัดเลือกมาจำนวนหนึ่งแล้วผลักดันไปให้ได้จริงๆ ก็น่าจะอยู่ที่ 10% ก็ประมาณ 45 มหาวิทยาลัย ซึ่งก็มีแนวทางที่จะเป็นไปได้

ที่ผ่านมาในประเทศไทยก็เคยมีแนวคิดที่จะผลักดัน แต่ไม่ค่อยชัดเจน แต่ก็มีความพยายามที่จะให้มีโครงการมหาวิทยาลัยวิจัย สนับสนุนให้มีการวิจัยมากขึ้น แต่เมื่อไปดูเนื้อโครงการกลับแรงไม่พอ วิธีการยังไม่ถูกต้องเท่าที่ควร เพราะเปิดให้มีทุนวิจัยเยอะขึ้น ในขณะที่ขีดความสามารถในการทำวิจัยในมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งยังด้อยอยู่

โดยส่วนแล้วเห็นว่า เรื่องวิจัยอย่างเดียวไม่พอ ต้องกล้า อย่างที่เขาทำกัน ก็คือ ยกมหาวิทยาลัยขึ้นมาให้เป็นระดับโลกให้ได้

ผู้บริหารแต่ละมหาวิทยาลัยต้องมานั่งคุยกัน ระดมความคิดกัน เตือนสติกันว่า คุณภาพเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับประเทศ เพราะทุกวันนี้ หลายแห่งทำกันในเชิงปริมาณ ทำให้ไปคุณภาพลดลงไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น ความชัดเจนในการขับเคลื่อนไปสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก จะต้องขับเคลื่อนออกมาจากรัฐบาลก่อน

คิดดี ทำดี เพื่อตัวเองสร้างครอบครัวชุมชนเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213183.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2558
คิดดี ทำดี เพื่อตัวเองสร้างครอบครัวชุมชนเข้มแข็ง
คิดดี ทำดี เพื่อตัวเองสร้างครอบครัวชุมชนเข้มแข็ง

คิดดี ทำดี เพื่อตัวเองสร้างครอบครัวชุมชนเข้มแข็ง : ฝ่ายสื่อสารสังคม มูลนิธิสยามกัมมาจล

 

            “ไม่ค่อยช่วยงานพ่อแม่ กลับมาก็ปิดห้องเลย เข้าโครงการนี้ทำให้เราได้ฝึก มีความอดทน มีสติและกล้าแสดงออกมากขึ้น เมื่อก่อนเป็นคนขี้เกียจก็ทำให้เราขยันทำงานมากขึ้น เปลี่ยนความคิดจากแต่ก่อนคิดว่ามันเป็นงานที่เราไม่น่าที่จะต้องทำ เรายังเด็ก น่าจะขอเงินพ่อแม่ใช้ แต่ความคิดเราก็เปลี่ยนว่าพ่อแม่ก็ต้องทำงานคนเดียว แกก็เหนื่อยเราก็ต้องช่วยงานพ่อแม่” วัลลีย์ สารสุข (น้องนิ่ม) แกนนำเยาวชนหมู่ 13 บ้านโนนกลาง โครงการทอเสื่อกก/พรมเช็ดเท้า  กล่าว

น้องนิ่ม เป็นหนึ่งในแกนนำเยาวชนจาก 13 หมู่บ้าน (มีทั้งหมด 19 หมู่บ้าน) ที่เข้าร่วมในโครงงานพัฒนาเด็กและเยาวชน โครงงาน คิดดี ทำดี เพื่อตัวเอง ครอบครัวและชุมชน จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ นำทีมโดย จักรกฤษณ์ พาณิชย์กิจเจริญ นายกเทศมนตรี พร้อมด้วย สถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น (4 ภาค) ระยะที่ 2 : หลักสูตรนักถักทอชุมชน เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชนและครอบครัว

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การใช้โครงงานเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน เป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะชีวิต สร้างการเปลี่ยนแปลงของแกนนำเยาวชน ให้ตระหนักรู้ถึงตัวตน ภาคภูมิใจในรากเหง้า เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของตนเอง ครอบครัว และชุมชน ก่อเกิดเป็นสำนึกรักท้องถิ่น เข้าถึงแก่นแท้สำนึกพลเมืองที่ระเบิดจากภายใน ปลูกฝังความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เชื่อมร้อยถักทอตนเอง ครอบครัวและชุมชนเพื่อเป็นฐานรากที่เข้มแข็งของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

มีโครงงานทั้ง 13 ชิ้น ที่ได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่บ้านของตนเอง ได้แก่ 1.การทำตะกร้าจากวัสดุรีไซเคิล หมู่ 1 บ้านหนองยาง 2.ทำขนมไทยหวานใจทุกวัย หมู่ 2 หนองคูน้อย 3.ปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ (พอขัน) หมู่ 3 บ้านเมืองแก 4.ไข่เค็มอัจฉริยะ หมู่ 4 บ้านหนองม่วง 5.การทำขนมไทยวัยทีน หมู่ 5 บ้านท่าศิลา 6.ต้นกกมหัศจรรย์ หมู่ 6 บ้านโคกล่าม 7.น้ำหมักชีวภาพ หมู่ 7 บ้านโนนสวย 8.การทำขนมไทยใส่ใจคุณภาพ หมู่ 10 บ้านกุง 9.ทอเสื่อกก/พรมเช็ดเท้า หมู่ 13 บ้านโนนกลาง 10.กันตรึมออนไลน์ หมู่ 14 บ้านตากแดด 11.ศึกษาพิธีพราหมณ์ หมู่ 16 บ้านหนองแต้ 12.ผลิตภัณฑ์ข้าวหลาม หมู่ 17 บ้านท่าวังหิน และ 13.การทำเครื่องจักสาน หมู่ 18 บ้านสระบัว

โครงการคิดดีทำดีเพื่อเยาวชน มีการเข้าค่าย 3 ครั้ง ค่ายครั้งที่ 1 รู้จักตนเอง กิจกรรมเรียนรู้นิสัย เพื่อเข้าใจจุดเด่นและปรับปรุงนิสัยของตัวเอง รู้จักศักยภาพของตนเองว่าถนัดเรื่องอะไรและจะใช้ความถนัดของตนเองให้ไปถึงเป้าหมายชีวิตได้อย่างไร กิจกรรมรู้จักเป้าหมายชีวิต อันจะนำไปสู่การเข้าใจตนเองและใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น ค่ายครั้งที่ 2 รู้จักครอบครัวคือ การเข้ามารู้จักครอบครัวของตัวเองอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องของจุดดีที่จะทำให้เขาภาคภูมิใจกับครอบครัวตนเองและจุดอ่อนของครอบครัวที่รู้ว่าตนเองจะมีบทบาททำให้ครอบครัวของตนดีขึ้นได้อย่างไร

ค่ายครั้งที่ 3 รู้จักชุมชน เป็นการสืบค้นชุมชนและภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่นของตนเองและเห็นว่าชุมชนได้ดูแลตัวเองอย่างไรและเขาจะทำอะไรเพื่อชุมชนของเขาเป็นการตอบแทนกลับคืนได้บ้าง ผ่านกิจกรรมผังเครือญาติที่ช่วยให้สามารถเชื่อมโยงและสร้างความผูกพันกับครอบครัวและเครือญาติยิ่งขึ้น

สำราญ สารสุข (แม่น้องนิ่ม) กล่าวว่า ดีใจเพราะว่าลูกดีขึ้น ภูมิใจที่เห็นลูกเป็นคนที่มีความรับผิดชอบและกระตือรือร้นอยากช่วยพ่อแม่ ชีวิตเขาเปลี่ยนไป รู้จักคิดด้วยตนเอง และมีความขยันกว่าเก่าเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนในด้านลักษณะนิสัยของเยาวชนหลังผ่านกระบวนการของโครงการนี้

อ.ทรงพล เจตนาวณิชย์ ผอ.สรส. กล่าวว่าโครงงานเป็นตัวเซตเงื่อนไขให้เด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นการทำโครงงาน ระหว่างทำโครงงาน หลังการทำโครงงาน ช่วงก่อนทำโครงงานเราสามารถที่จะกระตุ้นให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ ตั้้งคำถาม และสืบค้นข้อมูลที่ตนเองตั้งคำถามขึ้นมา และนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างความรู้ สร้างผลงานที่ตัวเองจะต้องทำให้สำเร็จสำคัญที่สุดจะต้องสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเด็กและเยาวชนในชุมชนที่ได้เรียนรู้ผ่านการทำโครงงานทั้งในด้านทักษะ ความรู้ อุปนิสัย ทัศนคติ และจิตสำนึกที่มีต่อตัวเอง ครอบครัว และชุมชน

ขณะที่ ณัฐวดี หนุนโชค (น้องแตน) แกนนำเยาวชน หมู่ 6 โครงการต้นกกมหัศจรรย์ เล่าว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการช่วยส่งเสริมให้กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น การทำโครงการต้นกกเพราะอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์และอยากให้น้องๆ และเพื่อนๆ มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกัน

และโครงการดีๆ อย่างนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาด “นักถักทอชุมชน” ของเทศบาลตำบลเมืองแกทุกคน ที่เป็นผู้เชื่อมร้อยและถักทอในชุมชนเมืองแก หลังจากเข้า หลักสูตรนักถักทอชุมชน กับ อ.ทรงพล และทางเทศบาลได้นำองค์ความรู้นี้ไปขยายให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมทำงานเยาวชนและการค้นหา “พี่เลี้ยง” ในชุมชน ที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ ที่มีทักษะสำคัญคือการจัดการความรู้ให้แก่เด็กผ่านการทำโครงการนั้นๆ เป็นผู้สนับสนุนให้โครงงานนั้นมันสำเร็จ หรือเมื่อเด็กมีปัญหา พี่เลี้ยงก็สามารถที่จะปรึกษา ทำหน้าที่ตั้งคำถามเพื่อให้เด็กได้ค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเองปรากฏว่าทั้ง 13 ตำบล ได้พี่เลี้ยงที่มีคุณภาพอย่างมาก “อยากให้น้องๆ ที่ผ่านการอบรมตรงนี้ได้ไปถ่ายทอดให้แก่น้องๆ จากรุ่นสู่รุ่นต่อไป” หนึ่งในพี่เลี้ยงได้ฝากไว้

 

โครงการน้ำใจครูทุนคูปองอาหารกลางวัน’มศว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213171.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2558
โครงการน้ำใจครูทุนคูปองอาหารกลางวัน'มศว'

โครงการน้ำใจครูทุนคูปองอาหารกลางวัน’มศว’ ครูวัย 83 เกรงไม่มีใครสืบทอด ทำต่อหาผู้ร่วมอุดมการณ์ขอร่วมระดมทุนก่อนพิจารณษคนรุ่นใหม่ สานต่อ

           10ก.ย.2558 นางสุนทรี ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม  อดีตอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)ข้าราชการบำนาญที่เกษียณอายุราชการมาแล้ว 20 ปี  ปัจจุบันอายุ 83 ปี กล่าวถึงโครงการน้ำใจครู ซึ่งเป็นทุนคูปองอาหารกลางวันที่ดำเนินการมากว่า 30 ปีแล้ว โดยให้คูปองอาหารกลางวันแก่นิสิตซึ่งใครที่ได้คูปองก็นำคูปองนี้ไปรับประทานอาหารกลางวันได้ที่โรงอาหาร ซึ่งบางคนยังได้ใช้คูปองรับประทานในช่วงเช้าด้วยหากมีเรียนตอนเช้า เพราะการแจกคูปองเราแจกคูปองเป็นเดือน

“โครงการน้ำใจครูเกิดจากความตั้งใจของกลุ่มครูในคณะสังคมศาสตร์ เราตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อให้นิสิตที่มีความขัดสนได้มีอาหารกลางวันรับประทาน จากนั้นก็สืบต่อรุ่นต่อรุ่น ทุกวันนี้แม้ตัวเองจะเกษียณอายุราชการมาแล้ว 20 ปี ปัจจุบันอายุ 83 ปี ก็ยังทำอยู่โดยการขอร่วมบริจาคกับผู้ที่มีน้ำใจอยากช่วยเหลือนิสิตที่ขาดแคลน และอยากช่วยเหลือให้เขามีอาหารกลางวันได้รับประทาน”นางสุนทรี กล่าวและว่า

ตอนนี้ต้องพยายามหาผู้ที่มาสืบทอดเพื่อสานต่อโครงการน้ำใจครูให้อยู่ต่อไป คนรุ่นใหม่ๆ อยากช่วย แต่ไม่ค่อยมีใครอยากเข้ามารับผิดชอบเรื่องเงินทอง เพราะเขาไม่ถนัดในการหาระดมทุน วันนี้จึงอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อโครงการนี้

และหากใครที่เคยรับทุนในโครงการนี้อยากช่วยเหลือน้องๆ นิสิตรุ่นต่อไปให้มีโอกาสได้ทุนอาหารกลางวัน หรือบุคคลใดที่มีความต้องการช่วยเหลือนิสิตให้มีอาหารกลางวันรับประทาน สามารถฝากเงินเข้ามาที่บัญชี ออมทรัพย์ เลขที่ 124 สหกรณ์ออมทรัพย์ มศว ประสานมิตร หรือ ธนาคารทหารไทย บ/ช ออมทรัพย์ สาขาอโศก เลขที่บัญชี 053-2-35168-1 หรือสามารถติดต่อมาได้ที่ 081-6366384

ใช้โซเชียลมากเสี่ยงฆ่าตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213160.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2558
ใช้โซเชียลมากเสี่ยงฆ่าตัวตาย

สธ.ชี้ ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเสี่ยงฆ่าตัวตาย กรมสุขภาพจิตแนะยึดหลัก ‘4 อย่า 3 ควร’ ก่อนโพสต์-ช่วยเหลือ

                      10 ก.ย. 58  ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) พร้อม นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ร่วมแถลงข่าววันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ก.ย.ของทุกปี ในปีนี้ กำหนดประเด็นว่า “ป้องกันการฆ่าตัวตาย ยื่นมือเพื่อช่วยชีวิต”
                      โดย ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สถานการณ์การฆ่าตัวตายทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 1.4 หรือ กว่า 800,000 คนต่อปี หรือ 11.69 ต่อประชากรแสนคน คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2563 โดยมีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 20 เท่าตัว สำหรับประเทศไทย ปี 2557 พบอัตราฆ่าตัวตายอยู่ที่ 6.08 ต่อประชากรแสนคน เท่ากับเมื่อปี 2556 ฆ่าตัวตายสำเร็จปีละกว่า 3,900 คน เฉลี่ย 1 คนในทุก 2 ชั่วโมง ผู้ชายฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิง 3 เท่า เป็นกลุ่มอายุ 35 – 39 ปีมากที่สุด ภาคเหนือมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าภาคอื่น อัตรา 10 ต่อประชากรแสนคน สูงสุดที่จังหวัดลำพูน 20 ต่อประชากรแสนคน แต่ถือว่าโดยรวมยังอยู่ในเป้าหมายที่กำหนดไม่เกิน 6.5 ต่อแสนประชากร
                      ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า การป้องกันเน้น 2 กลุ่มเสี่ยง คือ
                      1. กลุ่มที่มีภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงที่สุด เช่น ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ข้อเสื่อม ไตวาย โรคหัวใจ และหลอดเลือด ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด ผู้ติดสุรา ยาเสพติด
                      2. กลุ่มฆ่าตัวตายด้วยความหุนหันพลันแล่น ซึ่งพบว่ากลุ่มที่เคยพยายามฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่ทำเพราะความหุนหัน และมีปัจจัยกระตุ้นจากดื่มสุรา ปัญหาครอบครัว
                      ทั้งนี้ มาตรการป้องกัน คือ การคัดกรองในระดับชุมชน เพื่อให้ได้รับการปรึกษาโดยเร็ว และเข้าสู่ระบบบริการ
                      “อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกประการ คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม จำนวน 16 ล้านคน จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า ยิ่งเข้าถึงโลกออนไลน์มากเท่าใด ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการทำร้ายตนเอง / ฆ่าตัวตาย จะมีมากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มที่จิตใจอ่อนไหว เปราะบาง จึงต้องประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจถึงสัญญาณเตือน และวิธีการช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และหยุดการฆ่าตัวตาย”
                      ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า ผลการสำรวจพฤติกรรมการฆ่าตัวตายของคนไทยในจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง ทั้ง 12 เขตสุขภาพในรอบ 3 ปีนี้ พบอัตราการฆ่าตัวตายในเขตบริการสุขภาพที่ 1 , 8 และ 9 ซึ่งเป็นภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากความขัดแย้งในครอบครัว ผู้ชายและผู้หญิงคล้ายกัน คือ เกิดจากความน้อยใจ คนใกล้ชิดดุด่า ทะเลาะกับคนใกล้ชิด และทุกข์ทรมานจากการป่วยโรคเรื้อรัง โดยผู้หญิงจะมีเรื่องความรัก ความหึงหวง ผิดหวังในความรักด้วย โดยผู้ชายที่ฆ่าตัวตายสำเร็จร้อยละ 3 จะมีการทำร้ายคนอื่นร่วมด้วย ขณะที่ผู้หญิงร้อยละ 2 จะทำร้ายคนอื่นก่อนฆ่าตัวตาย ซึ่งก่อนการลงมือ มักมีสัญญาณเตือน ขอความช่วยเหลือในช่องทางต่างๆ
                      “ผู้ที่ฆ่าตัวตายเกือบครึ่ง จะแสดงท่าที หรือสัญญาณเตือนบอกเหตุแก่ครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดก่อน ตั้งแต่ 1 ชั่วโมง ถึง 1 เดือน ซึ่งจะพบมากที่สุดในช่วง 3 วันแรกก่อนการเสียชีวิต และร้อยละ 79 จะมีเหตุกระตุ้นก่อน เช่น ดื่มสุรา และทะเลาะกับคนใกล้ชิด ทั้งนี้ ประเทศไทยถือว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ที่มีอัตราการฆ่าตัวตาย 20 ต่อแสนประชากร เป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไทยจะต้องเฝ้าระวังต่อไป”
                      นพ.เจษฎา กล่าวด้วยว่า การป้องกัน และลดปัญหาการฆ่าตัวตายจากสื่อสังคมออนไลน์ ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 อย่า และ 3 ควร
                      โดย 4 อย่า ได้แก่ 1. อย่าท้าทาย ไม่สื่อความหมายต่างๆ เช่น “ทำเลย” “กล้าทำหรือเปล่า” เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นให้เขาทำ 2. อย่าใช้คำพูดเยาะเย้ย เช่น “โง่” “บ้า” หรือตำหนิอื่นๆ เพราะจะยิ่งเพิ่มความคิดทางลบและเพิ่มโอกาสทำมากขึ้น 3. อย่านิ่งเฉย การนิ่งเสมือนเป็นการสนับสนุนทางอ้อม 4. อย่าส่งข้อความ หรือเผยแพร่ภาพการฆ่าตัวตายและความเศร้าโศกของครอบครัวผู้เสียชีวิตจนมากเกิน เพราะจะกระตุ้นให้ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายเกิดการเลียนแบบ และเป็นการเคารพผู้กระทำและความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิตด้วย
                      ส่วนสิ่งที่ควรทำ 3 ควร ได้แก่ 1. ควรห้าม หรือขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะโดยทั่วไปผู้ที่คิดฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ จะลังเลใจ จะช่วยให้ยับยั้งใจได้มากขึ้น 2. ควรชวนคุย ประวิงเวลาให้มีโอกาสทบทวน โดยการถามถึงความทุกข์ รับฟัง และไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว ให้คิดถึงคนที่รักและเป็นห่วง แนะทางออกอื่นๆ 3. ควรติดต่อหาความช่วยเหลือ เช่น บุคคลที่ใกล้ชิดเขาที่สุดขณะนั้น
                      ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สำหรับช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มอายุ 35 – 39 ปี โดยพบว่า อายุต่ำสุด คือ 10 ขวบ และสูงสุด คือ 93 ปี ในกรณีเด็ก 10 ขวบ แสดงถึงว่ากลุ่มเด็กก็มีปรากฏการณ์ฆ่าตัวตายเช่นเดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในครอบครัว ไม่สบายใจ อยากเรียกร้องความสนใจ และไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ โดยการที่คนเลือกทำร้ายตัวเอง เกิดจากการเลียนแบบวิธีการจากการที่สื่อนำเสนอ และโอกาสการเข้าถึงอุปกรณ์ เช่น อาวุธ สารเคมี ก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยกรมสุขภาพจิตมีสายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ โทร 191 หรือสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อเข้าสู่ระบบบริการในการเข้ารับการช่วยเหลือ โดยเร็ว
                      นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สาเหตุการฆ่าตัวตายที่เกี่ยวกับโรคเรื้อรัง พบว่า อัตรสูงขึ้น 5.9 เท่า รองลงมาเกิดจากการติดสุราเรื้อรัง เพิ่มขึ้น 4.3 เท่า โดยพบว่า ข้อมูลในปี 2555 ร้อยละ 20 ของผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ อยู่ในภาวะการติดสุราเรื้อรัง โดยอยากขอให้ญาติของผู้ที่ติดสุราเรื้อรังได้เข้ารับการรักษาตัว และทราบว่าภาวะดังกล่าวนอกจากจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์บางจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง พบว่า มีความสัมพันธ์กับอัตราการดื่มสุราที่มีอัตราสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ด้วย
——————–
(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)

ต้อนรับฮีโร่เยาวชนไทยคว้าเหรีญทองแดงWorld Skills 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213156.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2558
ต้อนรับฮีโร่เยาวชนไทยคว้าเหรีญทองแดงWorld Skills 2015

จังหวัดนครนายกจัดการต้อนรับฮีโร่เยาวชนไทยคว้าเหรียญทองแดงWorld Skills2015 ครั้งที่ 43 ที่ประเทศบราซิล สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม

          นายศุภรัตน์ รัตนพันธ์ นักเรียนจากวิทยาลัยเทคนิคนครนายก ชั้น ปวช.3 แผนกวิชาช่างเชื่อมโลหะ ได้เป็นตัวแทนเข้าทำการแข่ง World Skills 2015 สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม ในการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติจากทั่วโลก และเมื่อเดินทางกลับมาถึงยังประเทศไทย มีคณะผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่และนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคนครนายกพร้อมด้วยชาวจังหวัดนครนายก ร่วมแสดงความยินดีกับนายศุภรัตน์ รัตนพันธ์
          ทั้งนี้ได้จัดขบวนแห่ โชว์ตัว ฮีโร่เยาวชนไทย ขวัญใจผู้ที่สร้างชื่อให้คนไทย และ สร้างชื่อให้กับวิทยาลัย และชาวจังหวัดนครนายก ด้วยการแห่รอบเมืองนครนายกให้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครนายกได้ร่วมแสดงความยินดีกันจากนั้นได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดนครนายก เพื่อเข้าพบท่านดร.ทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก
          ดร.ทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก วิทยาลัยเทคนิคนครนายกและชาวนครนายก แสดงความยินดีและร่วมต้อนรับ ฮี่โร่เยาวชนไทย นายศุภรัตน์ ที่ไปสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย และชาวจังหวัดนครนายก โดยสามารถคว้าเหรียญทองแดง สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม ในการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติWorld Skills 2015  จากทั้งหมด 39 ประเทศ (เฉพาะงานเชื่อม) ระหว่างวันที่ 11 – 16สิงหาคม 2558ณ เมืองเซาเปาโล นครดิโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล
          นอกจากนั้น นายศุภรัตน์ รัตนพันธ์ เคยได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศไทยร่วมแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนครั้งที่ 10 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในปี2557 ได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง และรางวัลคะเเนนรวมยอดเยี่ยมจากทุกสาขาที่เข้าร่วมแข่งขันจนได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมแข่งในครั้งนี้
          ด้าน นายศุภรัตน์ กล่าวว่าจะทำการแข่งขันครั้งต่อไปให้ดีที่สุดถึงแม้ครั้งนี้จะคว้าได้แค่เหรียญทองแดงและพร้อมจะเป็นเทนเนอร์ เเละบุคคลตัวอย่างให้กับน้องๆ ในวิทยาลัยเทคนิคนครนายก
          สำหรับประวัติส่วนตัว นายศุภรัตน์ รัตนพันธ์ ชื่อเล่น น้องเจ เกิดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 อายุ20ปี บิดา ชื่อนายบุญเลิศ รัตนพันธ์ อายุ 44 ปี มารดา ชื่อ นางหวานใจ เชียงไขแก้ว อายุ 39 ปี นายศุภรัตน์ รัตนพันธ์ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวังไพรวิทยาคม อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ปัจจุบัน ศึกษาอยู่ในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่3 แผนกวิชา ช่างเชื่อมโลหะ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก สังกัด สถานบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง3 สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

มวยไทยศิลปะการต่อสู้ที่มีชีวิต‘มีสติและเฉลียวฉลาด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213117.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2558
มวยไทยศิลปะการต่อสู้ที่มีชีวิต‘มีสติและเฉลียวฉลาด’
มวยไทยศิลปะการต่อสู้ที่มีชีวิต‘มีสติและเฉลียวฉลาด’

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน : มวยไทย ศิลปะการต่อสู้ที่มีชีวิต‘มีสติและเฉลียวฉลาด’

 

              เมื่อมวยไทยดังกระฉ่อนไปทั่วอียิปต์ และดูเหมือนเป็นที่กล่าวขานกันอีกนานเท่านาน สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยได้ดีทีเดียว หลังจากผลงานฝ่าย “สารนิเทศและวัฒนธรรม” สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ร่วมกับสมาคมมวยไทยอียิปต์ (อีซีเอ) จัดการแข่งขันมวยไทย Thailand’s Cup: Muay Thai Championship in Egypt กลิ่นอายความมันยังไม่ทันจางหาย ก็มีการจัดการแข่งขันขึ้นมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 28-29 สิงหาคม 2558 ที่ เอยูเอฟซี อคาเดมี ครั้งนี้ คือ สุดยอดของจริง เพราะจัดเต็มทุกรูปแบบของความเป็นไทย ตั้งแต่การไหว้ครู ซึ่งทำเอาผู้คนกว่า 600 คนเงียบกริบ ด้วยท่าร่ายรำการไหว้ครู และดนตรีซึ่งมีมนต์ขลัง ทำเอาผู้ชมซึ่งมีหลายเพศหลายวัยนิ่งเงียบ ปรบมือลั่นเวทีมวยเมื่อการแสดงสิ้นสุดลง

“โมฮัมหมัด อิบราฮีม” ได้ร่วมกับ “มะห์หมูด ซาอีด” จัดตั้งค่ายมวย เอยูเอฟซีอ อคาเดมี ตั้งอยู่ในเขตนัศร์ซิตี้  เพราะโมฮัมหมัด อิบราฮีม เป็นคนชอบกีฬามวยและใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศฮอลแลนด์และเป็นเบลเยียม ซึ่งเป็นประเทศที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขาในการเป็นเจ้าของแชมป์ “คิก บ็อกซิ่่ง” 7 สมัย ก่อนจะหันชีวิตัวเองมาเป็นกรรมการมวยบนเวที และเข้าเป็นกรรมการตัดสินมวยในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเบลเยียม ฮอลแลนด์ ทวีปแอฟริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไทย และกลายเป็นหัวหน้ากรรมการผู้ตัดสินมวยนานาชาติในปี 2006 ก่อนที่จะหันมาเปิดค่ายมวย เอยูเอฟซี อคาเดมี ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าค่ายมวยและครูฝึกซ้อม ค่ายนี้มีการสอนมวยหลายชนิด และหนึ่งในนั้นคือมวยไทย

โมฮัมหมัด เล่าว่า แม้จะผ่านการชกมวยมาหลายอย่าง แต่ยอมรับว่ามวยไทยเป็นกีฬาที่น่าทึ่งที่สุด ด้วยศิลปะเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เป็นกีฬาที่ไว้ป้องกันตัวโดยเฉพาะจริงๆ และเป็นการรวมความพร้อมของคนคนหนึ่ง ที่มีเป้าหมายเพื่อสังหารศัตรูได้อย่างฉลาดและมีไหวพริบที่สุด เขารักมวยไทยมาก และต้องขอขอบพระคุณท่านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร ที่ได้เมตตาให้การสนับสนุนในการแข่งขันชกมวยไทย

“มะห์หมูด ซาอีด” หุ้นส่วนคนสำคัญของค่ายเอยูเอฟซี อคาเดมี และเป็นครูฝึกสอนมวยหลายชนิด เช่น คาราเต้ คิกบ็อกซิ่ง และมวยไทย เล่าว่า ขณะนี้นักมวยอาหรับที่มีในกลุ่มมวยไทยของค่ายทั้งหมด 50 คน และมีความพร้อมที่จะขึ้นชกการแข่งขันชกมวยไทยในครั้งนี้ คือ การเปิดตัวที่ดีที่สุด ชาวอียิปต์ต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะชาวอาหรับอียิปต์ได้เห็นความมหัศจรรย์ของการร่ายรำแบบฉบับไหว้ครู เสียงดนตรี และการใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ที่มีเสน่ห์ และมีสติในการต่อสู้อย่างชาญฉลาด

“การใช้อวัยวะธรรมดาของร่างกายให้กลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวได้อย่างน่าทึ่ง  และหวังเหลือเกินว่าจะได้รับความกรุณาจากครูมวยในประเทศไทยที่จะแวะมาเยือนและให้การสนับสนุนกับโครงการมวยไทยในอียิปต์ต่อไป”

“ฮาเกอร์ ทองธานี”  สาวจาก จ.ระนอง หรือ “น้องตุ๊ก” เป็นผู้ช่วยและประสานงานในการแข่งขันในครั้งนี้ และเป็นล่ามบนเวทีในชุดไทยอย่างสง่า น้องตุ๊กเล่าว่า รู้จักกับนายมะห์หมูดมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว และได้ช่วยเหลือในเรื่องเอกสารหรือการจัดงานและได้เข้ามาดูแลการฝึกซ้อมของเด็กในค่าย วัยรุ่นอียิปต์ รักและชอบมวยไทยมาก พอมาเข้าการฝึกมวยไทย มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้และเข้าถึงมวยไทย หลังจากมวยไทยได้ออกอากาศไป คิดว่าคงเป็นการเริ่มต้นที่ดีของวงการมวยไทยในอียิปต์อย่างแน่นอน เพราะมวยไทยไม่ใช่ใช้กำลังอย่างเดียว หากแต่สติและการเคลื่อนไหวของร่างกายจะเคลื่อนไหวได้อย่างสวยงามทุกกระบวนท่า

กล้องที่จับไปทุกภาพในวันงาน คือความสุขที่ได้เห็นผู้คนหลากหลายแห่กันมาชม ไม่ว่าหญิง ชาย หรือวัยหนุ่มสาว เฒ่า แก่ จูงลูกหลานมาดูแม่ไม้มวยไทย และฟังเสียงดนตรีที่ไม่เคยมีในอียิปต์ แค่เสียงดนตรีก็ทำเอาทุกคนอึ้งแล้ว เพราะนั่นคือแรงดันให้นักมวยฮึดสู้อย่างมีสติ และผ่อนคลาย มวยไทยศิลปะแห่งชีวิตและจิตวิทยาจริงๆ