ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150913/213246.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150913/213246.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150913/213247.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213235.html
ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธานเปิดการ เสวนา“การบริหารจัดการหอพัก ตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ.2558”เมื่อวันที่ 9 กันยายน ๒๕๕8 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารสุโขทัย เพื่อให้ผู้ประกอบการหอพักมีความรู้ความเข้าใจในสาระสำคัญของ พ.ร.บ.หอพักฉบับใหม่ โดยมีนายบรรจง เหลืองรัตนมาศ ผู้อำนวยการเขตบางกะปิ ร่วมเป็นวิทยากร
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213182.html
สพฐ.ประกาศปฏิทินรับนักเรียน ปีการศึกษา 2559 โดย ม.1 รับสมัคร 20-24 มี.ค.2559 จับสลาก 3 เม.ย.59 มอบตัว 9 เม.ย.59 ส่วน ม.4 รับสมัคร 20-21 มี.ค.59 มอบตัว 10 มี.ค.59 “กมล” แจงภาพรวมเหมือนเดิม ปรับเพียงให้ใช้คะแนนโอเน็ต 5 กลุ่มสาระฯ ตามที่ สทศ.จัดสอบและให้เขตพื้นที่ฯ จัดทำแผนรับ นร.ให้เสร็จภายใน 8 ต.ค.
เมื่อวันที่ 9 กันยายน ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ.ปีการศึกษา 2559 ซึ่งภาพรวมไม่มีเปลี่ยนแปลงไปจากการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2558 ที่ผ่านมา ยกเว้นในส่วนการใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต จากเดิมใช้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ปรับเหลือ 5 กลุ่มสาระฯ ตามที่สถาบันการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดสอบ โดยยังคงสัดส่วนเดิม 20% ขณะเดียวกันได้กำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ทั่วประเทศประกาศแนวปฏิบัติในการรับนักเรียนของเขตพื้นที่ฯ ให้สอดคล้องกับนโยบาย สพฐ.และนโยบายรัฐบาล ให้เรียบร้อยภายในวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงนโยบายในการปรับลดขนาดโรงเรียนและห้องเรียนให้เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันกำหนดจำนวนนักเรียนอยู่ที่ 40 คนต่อห้อง แต่ไม่เกิน 50 คนต่อห้อง
ส่วนหลักเกณฑ์อื่นๆ ยังยึดแนวนโยบายของปีที่ผ่านมา อาทิ ใช้คะแนนโอเน็ต 20% โรงเรียนที่เปิดสอนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และม.ปลาย ให้รับนักเรียนที่จบจากชั้น ม.3 เดิมเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โดยให้เลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 ภาคเรียนไม่ต่ำกว่า 2.00 เข้าเรียน และกรณีที่มีการสอบคัดเลือกชั้น ม.1 โรงเรียนต้องออกข้อสอบให้อยู่ในกรอบของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื้อหาไม่เกินชั้น ป.6
ดร.กมล กล่าวต่อว่า สำหรับปฏิทินการรับนักเรียนปีการศึกษา 2559 มีดังนี้ ระดับก่อนประถมศึกษา รับสมัครวันที่ 27 กุมภาพันธ์-3 มีนาคม 2559 จับสลากวันที่ 13 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัวนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ วันที่ 13 มีนาคม 2559 มอบตัววันที่ 20 มีนาคม 2559 ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 รับสมัควันที่ 6-10 มีนาคม 2559 จับสลากวันที่ 20 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัวนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ วันที่ 20 มีนาคม 2559 มอบตัว 27 มีนาคม 2559
มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง รับสมัครนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ วันที่ 20-21 มีนาคม 2559 สอบ 23 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัว 25 มีนาคม มอบตัว 9 เมษายน 2559 รับสมัครสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไปและใช้คะแนนโอเน็ต รับสมัคร 20-24 มีนาคม 2559 สอบคัดเลือก 26 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เมษายน 2559 จับสลากและรายงานตัววันที่ 3 เมษายน มอบตัววันที่ 9 เมษายน 2559 นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ สมัคร 20-24 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เมษายน มอบวันที่ 9 เมษายน 2559
ระดับ ม.1 โรงเรียนทั่วไป รับสมัคร 20-24 มีนาคม 2559 สอบคัดเลือก 3 เมษายน 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 7 เมษายน 2559 จับสลากประกาศผลและรางานตัววันที่ 3 เมษายน 2559 มอบตัววันที่ 9 เมษายน โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ตวันที่ 30 มีนาคม 2559 ทั้งนี้ นักเรียนที่มีความประสงค์จะให้เขตพื้นที่จัดหาที่เรียนให้รับสมัครวันที่ 6-10 เมษายน 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 17 เมษายน 2559
สำหรับระดับ ม.4 นักเรียนชั้น ม.3 ที่จบจากโรงเรียนเดิมให้รายงานตัววันที่ 31 มีนาคม 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน 2559 รับสมัครนักเรียนความสามารถพิเศษวันที่ 20-21 มีนาคม 2559 สอบวันที่ 23 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 25 มีนาคม 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน 2559 ส่วนนักเรียนที่จบ ม.3 จากโรงเรียนอื่นรับสมัครวันที่ 20-24 มีนาคม 2559 สอบคัดเลือกวันที่ 27 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 3 เมาายน 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ รับสมัครวันที่ 20-24 มีนาคม 2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 3 เมษายน 2559 มอบตัววันที่ 10 เมษายน 2559 โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ตวันที่ 30 มีนาคม 2559
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213194.html
“ถึงแม้เราจะยอมรับว่าการศึกษาของประเทศไทยมีปัญหา และเป็นปัญหาทั้งระบบก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ควรทำให้เราไม่กล้าคิดในระดับอุดมศึกษา ในการที่จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยของไทย ก้าวเข้าสู่ระดับโลกได้” ถือเป็นหัวข้อสำคัญในเวทีของการประชุมประจำปีของสภามหาวิทยาลัยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนเชื่อว่า จะสามารถผลักดันให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้
ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อุปนายกสมาคม สภามหาวิทยาลัยฯ กล่าวในรายการชั่วโมงที่ 26 ทางช่อง NOW26 เมื่อคืนวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยที่เข้าข่ายจะก้าวขึ้นสู่ระดับโลกได้ เป็นมหาวิทยาลัยรุ่นเก่าประมาณ 20 มหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมทุกวันนี้ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยประมาณ 150 แห่ง แบ่งเป็นของรัฐประมาณ 70-80 แห่ง ที่เหลือก็เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน
รุ่นที่พัฒนามาแต่ดั้งเดิม ประมาณ 20 กว่าแห่ง รุ่นนี้มีระยะทางในการพัฒนามาพอสมควร สะสมอะไรต่ออะไรมาพอสมควร คิดว่าในจำนวนเหล่านี้ หากจะคัดเลือกให้ดี มีนโยบายที่ดี มีการสนับสนุนที่ดี ก็จะสามารถก้าวขึ้นทัดเทียมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศได้ แต่จะต้องมีความจริงใจ มีความแน่วแน่ที่จะทำ
ในความเป็นจริงแล้วเราห่างจากจุดนั้นกี่ก้าว ตรงนี้ต้องเอาตรงที่คนอื่นมาดูเรา ระบบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยก็มีอยู่ 2 ค่าย คือ นิตยสารไทม์ ของอังกฤษ อีกค่ายก็คือ บริษัท คิวเอส ก็ของอังกฤษเช่นเดียวกัน ของคิวเอสที่ประกาศล่าสุด จากการคัดเลือกมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่ดีที่สุดมีอยู่ 200 มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่ติดอันดับ 1 ใน 200 ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทย อยู่ในอันดับที่ 243 เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นของเอเชีย อันดับ 1 ของเอเชีย คือ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก
การที่จะยอมรับกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยดังกล่าวหรือไม่นั้น ต้องไปดูที่ดัชนีที่เขาใช้วัด ประเด็นก็คือดัชนีที่เขาใช้วัดนั้นเขาใช้ทั่วโลก เราก็คงไม่มีเหตุผลที่จะไปบอกว่า อย่าเอาดัชนีตัวนี้มาใช้กับมหาวิทยาลัยของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยหนีไม่ได้ เพราะจะต้องอยู่บนเวทีโลก ดังนั้น ก็เป็นกติกาที่ยอมรับได้ และทั่วโลกเขาก็ยอมรับกัน
อย่างกรณี เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) หรือ WEF เวทีเศรษฐกิจโลก ก็จัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งในกลุ่มอาเซียน 10 ประเเทศ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ไทยเราก็อยู่อันดับ 8 เหนือเวียดนาม กับ พม่า
ตรงนี้ต้องบอกว่า เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม มีหน้าที่ดูตัวบ่งชี้ทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งหนึ่งที่จะต้องดูก็คือ คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งก็ต้องดูที่เรื่องการศึกษาดีหรือไม่ แต่เขาไม่ได้ดูอันดับของมหาวิทยาลัยโดยตรง เขาดูในภาพรวมของระบบ ซึ่งเขาก็แยกดูว่า การศึกษาพื้นฐานเป็นอย่างไร อุดมศึกษาเป็นอย่างไร
สิ่งที่อาจจะเป็นข้อโต้แย้งในกรณีของ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ได้ก็คือ ในประเด็นที่เกี่ยวกับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เขาใช้วิธีสัมภาษณ์ เขาไม่ได้ใช้วิธีหาข้อมูล โดยเขาสัมภาษณ์คนในประเทศนั้น ก็คือ ผู้ประกอบการในประเทศนั้น จากนั้นก็นำมาจัดเรียง ตรงนี้เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า เชื่อถือได้หรือไม่
ส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐานมีข้อมูลอื่นเข้ามาด้วย อย่างเช่นผลการสอบพิซ่า ก็คือ ที่ 60 กว่าประเทศ ประเทศละ 5,000 คน ส่งเด็กระดับ ม.4 มาสอบแข่งกัน แล้วมาดูคะแนนกัน ตรงนี้เป็นข้อมูลจริง เกิดขึ้นจริง เถียงไม่ได้เลย
สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยก็คือ ค่อนข้างต่ำ จาก 60 ประเทศ ไทยเราอยู่ที่ประมาณอันดับที่ 50 มาทุกครั้ง ตรงนี้ต้องไปดูที่เด็กว่า เด็กไทยรู้มากรู้น้อยกว่าเด็กประเทศอื่นอย่างไร ซึ่งเด็กไทยท่องเก่ง รู้เนื้อหา แต่ขาดความสามารถในเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ขาดความสามารถในการคิดแบบสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาสอบกันทั่วโลกทุกวันนี้
ในเมื่อวิธีการศึกษา หลักสูตรการศึกษาของไทยไม่ได้เอื้อไปในทิศทางนั้น ก็แน่นอนว่า ส่งเด็กไทยไปสอบเมื่อไหร่ เด็กไทยก็แพ้อยู่อย่างนั้น
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เวียดนามส่งเด็กเข้าร่วมสอบแข่งขันเป็นครั้งแรกในปี 2012 ปรากฏว่า คะแนนสูงกว่าเด็กไทยทั้งหมด อย่างเช่น วิชาวิทยาศาสตร์ เด็กเวียดนามอยู่อันดับที่ 8 ของโลก ขณะที่เด็กไทยอยู่ที่อันดับ 48 ตรงนี้น่าจะต้องวิเคราะห์อย่างมาก และจะต้องเตรียมตัวรับด้วยว่า ในที่สุดภาพรวมระยะยาว คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของเราจะถูกคนอื่นมองว่าอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก
โดยส่วนตัวมองว่า การศึกษาของไทยมีปัญหาทุกระดับ ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครู เรื่องระบบบริหาร เรื่องงบประมาณ เรื่องหลักสูตร สิ่งที่อยู่ในหลักสูตรได้แก่ตัวเนื้อหาก็มีปัญหา เป็นปัญหาที่ต้องแก้ยกแผง เพื่อผลักดันให้มหาวิทยาลัยไทยก้าวเข้าสู่ชั้นนำของโลก
ในเชิงยุทธศาสตร์ก็มองได้หลายระบบการเคลื่อน อย่างเช่น จีน ซึ่งเริ่มโครงการมาตั้งแต่ก่อนปี 2000 ชื่อโครงการ 211 โดย 21 หมายถึงศตวรรษที่ 21 ส่วน 1 ตัวท้าย หมายถึง 100
จีนมีมหาวิทยาลัยเกือบ 2,000 แห่ง เขาก็ใช้วิธีดูว่า จะใช้กี่แห่งสู้กับประเทศอื่น สู้กับอะไร ผลิตบัณฑิตออกมาแล้วต้องเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพสูง ทัดเทียมกับคนอื่นในโลก สามารถต่อรองกับวงการค้าระหว่างประเทศ คิดค้นอะไรต่อมิอะไรระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรียนแล้วมีงานทำอย่างเดียว จะต้องมีกลไกสังคมได้แก่ มหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะผลิตบัณฑิตระดับนั้นได้ มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นแหล่งผลิต คิด ค้น ทำนวัตกรรม หรืออย่างน้อยเป็นต้นกำเนิด ในที่สุดบัณฑิตของตนสามารถออกไปสร้างนวัตกรรมได้ ซึ่งจะต้องเป็นระดับโลก
ซึ่งจีนก็สรุปว่า ผลักดันมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ทั้งหมด เพียง 100 แห่ง ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ซึ่งขณะนี้เขามี 116 แห่ง
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงการศึกษา ก็คือ ประเทศรัสเซีย ที่พบว่า มีมหาวิทยาลัยเพียง 5 แห่ง ที่พอจะสู้กับประเทศอื่นได้ ดังนั้น จึงตั้งโครงการ 5-100 นั่นหมายถึง เขาจะผลักดันจากที่มีอยู่ 5 มหาวิทยาลัยโลก ให้มี 100 แห่งให้ได้
สำหรับทิศทางมหาวิทยาลัยในประเทศไทย หากจะผลักดันที่มีอยู่ 150 แห่ง ให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก จะต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ดังนั้น แนวทางก็คือจะคัดเลือกมาจำนวนหนึ่งแล้วผลักดันไปให้ได้จริงๆ ก็น่าจะอยู่ที่ 10% ก็ประมาณ 45 มหาวิทยาลัย ซึ่งก็มีแนวทางที่จะเป็นไปได้
ที่ผ่านมาในประเทศไทยก็เคยมีแนวคิดที่จะผลักดัน แต่ไม่ค่อยชัดเจน แต่ก็มีความพยายามที่จะให้มีโครงการมหาวิทยาลัยวิจัย สนับสนุนให้มีการวิจัยมากขึ้น แต่เมื่อไปดูเนื้อโครงการกลับแรงไม่พอ วิธีการยังไม่ถูกต้องเท่าที่ควร เพราะเปิดให้มีทุนวิจัยเยอะขึ้น ในขณะที่ขีดความสามารถในการทำวิจัยในมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งยังด้อยอยู่
โดยส่วนแล้วเห็นว่า เรื่องวิจัยอย่างเดียวไม่พอ ต้องกล้า อย่างที่เขาทำกัน ก็คือ ยกมหาวิทยาลัยขึ้นมาให้เป็นระดับโลกให้ได้
ผู้บริหารแต่ละมหาวิทยาลัยต้องมานั่งคุยกัน ระดมความคิดกัน เตือนสติกันว่า คุณภาพเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับประเทศ เพราะทุกวันนี้ หลายแห่งทำกันในเชิงปริมาณ ทำให้ไปคุณภาพลดลงไป
ทั้งนี้ทั้งนั้น ความชัดเจนในการขับเคลื่อนไปสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก จะต้องขับเคลื่อนออกมาจากรัฐบาลก่อน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150911/213183.html
“ไม่ค่อยช่วยงานพ่อแม่ กลับมาก็ปิดห้องเลย เข้าโครงการนี้ทำให้เราได้ฝึก มีความอดทน มีสติและกล้าแสดงออกมากขึ้น เมื่อก่อนเป็นคนขี้เกียจก็ทำให้เราขยันทำงานมากขึ้น เปลี่ยนความคิดจากแต่ก่อนคิดว่ามันเป็นงานที่เราไม่น่าที่จะต้องทำ เรายังเด็ก น่าจะขอเงินพ่อแม่ใช้ แต่ความคิดเราก็เปลี่ยนว่าพ่อแม่ก็ต้องทำงานคนเดียว แกก็เหนื่อยเราก็ต้องช่วยงานพ่อแม่” วัลลีย์ สารสุข (น้องนิ่ม) แกนนำเยาวชนหมู่ 13 บ้านโนนกลาง โครงการทอเสื่อกก/พรมเช็ดเท้า กล่าว
น้องนิ่ม เป็นหนึ่งในแกนนำเยาวชนจาก 13 หมู่บ้าน (มีทั้งหมด 19 หมู่บ้าน) ที่เข้าร่วมในโครงงานพัฒนาเด็กและเยาวชน โครงงาน คิดดี ทำดี เพื่อตัวเอง ครอบครัวและชุมชน จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ นำทีมโดย จักรกฤษณ์ พาณิชย์กิจเจริญ นายกเทศมนตรี พร้อมด้วย สถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น (4 ภาค) ระยะที่ 2 : หลักสูตรนักถักทอชุมชน เพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชนและครอบครัว
โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การใช้โครงงานเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน เป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะชีวิต สร้างการเปลี่ยนแปลงของแกนนำเยาวชน ให้ตระหนักรู้ถึงตัวตน ภาคภูมิใจในรากเหง้า เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของตนเอง ครอบครัว และชุมชน ก่อเกิดเป็นสำนึกรักท้องถิ่น เข้าถึงแก่นแท้สำนึกพลเมืองที่ระเบิดจากภายใน ปลูกฝังความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เชื่อมร้อยถักทอตนเอง ครอบครัวและชุมชนเพื่อเป็นฐานรากที่เข้มแข็งของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
มีโครงงานทั้ง 13 ชิ้น ที่ได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่บ้านของตนเอง ได้แก่ 1.การทำตะกร้าจากวัสดุรีไซเคิล หมู่ 1 บ้านหนองยาง 2.ทำขนมไทยหวานใจทุกวัย หมู่ 2 หนองคูน้อย 3.ปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ (พอขัน) หมู่ 3 บ้านเมืองแก 4.ไข่เค็มอัจฉริยะ หมู่ 4 บ้านหนองม่วง 5.การทำขนมไทยวัยทีน หมู่ 5 บ้านท่าศิลา 6.ต้นกกมหัศจรรย์ หมู่ 6 บ้านโคกล่าม 7.น้ำหมักชีวภาพ หมู่ 7 บ้านโนนสวย 8.การทำขนมไทยใส่ใจคุณภาพ หมู่ 10 บ้านกุง 9.ทอเสื่อกก/พรมเช็ดเท้า หมู่ 13 บ้านโนนกลาง 10.กันตรึมออนไลน์ หมู่ 14 บ้านตากแดด 11.ศึกษาพิธีพราหมณ์ หมู่ 16 บ้านหนองแต้ 12.ผลิตภัณฑ์ข้าวหลาม หมู่ 17 บ้านท่าวังหิน และ 13.การทำเครื่องจักสาน หมู่ 18 บ้านสระบัว
โครงการคิดดีทำดีเพื่อเยาวชน มีการเข้าค่าย 3 ครั้ง ค่ายครั้งที่ 1 รู้จักตนเอง กิจกรรมเรียนรู้นิสัย เพื่อเข้าใจจุดเด่นและปรับปรุงนิสัยของตัวเอง รู้จักศักยภาพของตนเองว่าถนัดเรื่องอะไรและจะใช้ความถนัดของตนเองให้ไปถึงเป้าหมายชีวิตได้อย่างไร กิจกรรมรู้จักเป้าหมายชีวิต อันจะนำไปสู่การเข้าใจตนเองและใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น ค่ายครั้งที่ 2 รู้จักครอบครัวคือ การเข้ามารู้จักครอบครัวของตัวเองอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องของจุดดีที่จะทำให้เขาภาคภูมิใจกับครอบครัวตนเองและจุดอ่อนของครอบครัวที่รู้ว่าตนเองจะมีบทบาททำให้ครอบครัวของตนดีขึ้นได้อย่างไร
ค่ายครั้งที่ 3 รู้จักชุมชน เป็นการสืบค้นชุมชนและภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่นของตนเองและเห็นว่าชุมชนได้ดูแลตัวเองอย่างไรและเขาจะทำอะไรเพื่อชุมชนของเขาเป็นการตอบแทนกลับคืนได้บ้าง ผ่านกิจกรรมผังเครือญาติที่ช่วยให้สามารถเชื่อมโยงและสร้างความผูกพันกับครอบครัวและเครือญาติยิ่งขึ้น
สำราญ สารสุข (แม่น้องนิ่ม) กล่าวว่า ดีใจเพราะว่าลูกดีขึ้น ภูมิใจที่เห็นลูกเป็นคนที่มีความรับผิดชอบและกระตือรือร้นอยากช่วยพ่อแม่ ชีวิตเขาเปลี่ยนไป รู้จักคิดด้วยตนเอง และมีความขยันกว่าเก่าเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนในด้านลักษณะนิสัยของเยาวชนหลังผ่านกระบวนการของโครงการนี้
อ.ทรงพล เจตนาวณิชย์ ผอ.สรส. กล่าวว่าโครงงานเป็นตัวเซตเงื่อนไขให้เด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นการทำโครงงาน ระหว่างทำโครงงาน หลังการทำโครงงาน ช่วงก่อนทำโครงงานเราสามารถที่จะกระตุ้นให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ ตั้้งคำถาม และสืบค้นข้อมูลที่ตนเองตั้งคำถามขึ้นมา และนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้างความรู้ สร้างผลงานที่ตัวเองจะต้องทำให้สำเร็จสำคัญที่สุดจะต้องสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเด็กและเยาวชนในชุมชนที่ได้เรียนรู้ผ่านการทำโครงงานทั้งในด้านทักษะ ความรู้ อุปนิสัย ทัศนคติ และจิตสำนึกที่มีต่อตัวเอง ครอบครัว และชุมชน
ขณะที่ ณัฐวดี หนุนโชค (น้องแตน) แกนนำเยาวชน หมู่ 6 โครงการต้นกกมหัศจรรย์ เล่าว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการช่วยส่งเสริมให้กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น การทำโครงการต้นกกเพราะอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์และอยากให้น้องๆ และเพื่อนๆ มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกัน
และโครงการดีๆ อย่างนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาด “นักถักทอชุมชน” ของเทศบาลตำบลเมืองแกทุกคน ที่เป็นผู้เชื่อมร้อยและถักทอในชุมชนเมืองแก หลังจากเข้า หลักสูตรนักถักทอชุมชน กับ อ.ทรงพล และทางเทศบาลได้นำองค์ความรู้นี้ไปขยายให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมทำงานเยาวชนและการค้นหา “พี่เลี้ยง” ในชุมชน ที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ ที่มีทักษะสำคัญคือการจัดการความรู้ให้แก่เด็กผ่านการทำโครงการนั้นๆ เป็นผู้สนับสนุนให้โครงงานนั้นมันสำเร็จ หรือเมื่อเด็กมีปัญหา พี่เลี้ยงก็สามารถที่จะปรึกษา ทำหน้าที่ตั้งคำถามเพื่อให้เด็กได้ค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเองปรากฏว่าทั้ง 13 ตำบล ได้พี่เลี้ยงที่มีคุณภาพอย่างมาก “อยากให้น้องๆ ที่ผ่านการอบรมตรงนี้ได้ไปถ่ายทอดให้แก่น้องๆ จากรุ่นสู่รุ่นต่อไป” หนึ่งในพี่เลี้ยงได้ฝากไว้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213171.html
10ก.ย.2558 นางสุนทรี ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม อดีตอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)ข้าราชการบำนาญที่เกษียณอายุราชการมาแล้ว 20 ปี ปัจจุบันอายุ 83 ปี กล่าวถึงโครงการน้ำใจครู ซึ่งเป็นทุนคูปองอาหารกลางวันที่ดำเนินการมากว่า 30 ปีแล้ว โดยให้คูปองอาหารกลางวันแก่นิสิตซึ่งใครที่ได้คูปองก็นำคูปองนี้ไปรับประทานอาหารกลางวันได้ที่โรงอาหาร ซึ่งบางคนยังได้ใช้คูปองรับประทานในช่วงเช้าด้วยหากมีเรียนตอนเช้า เพราะการแจกคูปองเราแจกคูปองเป็นเดือน
“โครงการน้ำใจครูเกิดจากความตั้งใจของกลุ่มครูในคณะสังคมศาสตร์ เราตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อให้นิสิตที่มีความขัดสนได้มีอาหารกลางวันรับประทาน จากนั้นก็สืบต่อรุ่นต่อรุ่น ทุกวันนี้แม้ตัวเองจะเกษียณอายุราชการมาแล้ว 20 ปี ปัจจุบันอายุ 83 ปี ก็ยังทำอยู่โดยการขอร่วมบริจาคกับผู้ที่มีน้ำใจอยากช่วยเหลือนิสิตที่ขาดแคลน และอยากช่วยเหลือให้เขามีอาหารกลางวันได้รับประทาน”นางสุนทรี กล่าวและว่า
ตอนนี้ต้องพยายามหาผู้ที่มาสืบทอดเพื่อสานต่อโครงการน้ำใจครูให้อยู่ต่อไป คนรุ่นใหม่ๆ อยากช่วย แต่ไม่ค่อยมีใครอยากเข้ามารับผิดชอบเรื่องเงินทอง เพราะเขาไม่ถนัดในการหาระดมทุน วันนี้จึงอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อโครงการนี้
และหากใครที่เคยรับทุนในโครงการนี้อยากช่วยเหลือน้องๆ นิสิตรุ่นต่อไปให้มีโอกาสได้ทุนอาหารกลางวัน หรือบุคคลใดที่มีความต้องการช่วยเหลือนิสิตให้มีอาหารกลางวันรับประทาน สามารถฝากเงินเข้ามาที่บัญชี ออมทรัพย์ เลขที่ 124 สหกรณ์ออมทรัพย์ มศว ประสานมิตร หรือ ธนาคารทหารไทย บ/ช ออมทรัพย์ สาขาอโศก เลขที่บัญชี 053-2-35168-1 หรือสามารถติดต่อมาได้ที่ 081-6366384
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213160.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213156.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20150910/213117.html
เมื่อมวยไทยดังกระฉ่อนไปทั่วอียิปต์ และดูเหมือนเป็นที่กล่าวขานกันอีกนานเท่านาน สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยได้ดีทีเดียว หลังจากผลงานฝ่าย “สารนิเทศและวัฒนธรรม” สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ร่วมกับสมาคมมวยไทยอียิปต์ (อีซีเอ) จัดการแข่งขันมวยไทย Thailand’s Cup: Muay Thai Championship in Egypt กลิ่นอายความมันยังไม่ทันจางหาย ก็มีการจัดการแข่งขันขึ้นมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 28-29 สิงหาคม 2558 ที่ เอยูเอฟซี อคาเดมี ครั้งนี้ คือ สุดยอดของจริง เพราะจัดเต็มทุกรูปแบบของความเป็นไทย ตั้งแต่การไหว้ครู ซึ่งทำเอาผู้คนกว่า 600 คนเงียบกริบ ด้วยท่าร่ายรำการไหว้ครู และดนตรีซึ่งมีมนต์ขลัง ทำเอาผู้ชมซึ่งมีหลายเพศหลายวัยนิ่งเงียบ ปรบมือลั่นเวทีมวยเมื่อการแสดงสิ้นสุดลง
“โมฮัมหมัด อิบราฮีม” ได้ร่วมกับ “มะห์หมูด ซาอีด” จัดตั้งค่ายมวย เอยูเอฟซีอ อคาเดมี ตั้งอยู่ในเขตนัศร์ซิตี้ เพราะโมฮัมหมัด อิบราฮีม เป็นคนชอบกีฬามวยและใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศฮอลแลนด์และเป็นเบลเยียม ซึ่งเป็นประเทศที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขาในการเป็นเจ้าของแชมป์ “คิก บ็อกซิ่่ง” 7 สมัย ก่อนจะหันชีวิตัวเองมาเป็นกรรมการมวยบนเวที และเข้าเป็นกรรมการตัดสินมวยในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเบลเยียม ฮอลแลนด์ ทวีปแอฟริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไทย และกลายเป็นหัวหน้ากรรมการผู้ตัดสินมวยนานาชาติในปี 2006 ก่อนที่จะหันมาเปิดค่ายมวย เอยูเอฟซี อคาเดมี ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าค่ายมวยและครูฝึกซ้อม ค่ายนี้มีการสอนมวยหลายชนิด และหนึ่งในนั้นคือมวยไทย
โมฮัมหมัด เล่าว่า แม้จะผ่านการชกมวยมาหลายอย่าง แต่ยอมรับว่ามวยไทยเป็นกีฬาที่น่าทึ่งที่สุด ด้วยศิลปะเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เป็นกีฬาที่ไว้ป้องกันตัวโดยเฉพาะจริงๆ และเป็นการรวมความพร้อมของคนคนหนึ่ง ที่มีเป้าหมายเพื่อสังหารศัตรูได้อย่างฉลาดและมีไหวพริบที่สุด เขารักมวยไทยมาก และต้องขอขอบพระคุณท่านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร ที่ได้เมตตาให้การสนับสนุนในการแข่งขันชกมวยไทย
“มะห์หมูด ซาอีด” หุ้นส่วนคนสำคัญของค่ายเอยูเอฟซี อคาเดมี และเป็นครูฝึกสอนมวยหลายชนิด เช่น คาราเต้ คิกบ็อกซิ่ง และมวยไทย เล่าว่า ขณะนี้นักมวยอาหรับที่มีในกลุ่มมวยไทยของค่ายทั้งหมด 50 คน และมีความพร้อมที่จะขึ้นชกการแข่งขันชกมวยไทยในครั้งนี้ คือ การเปิดตัวที่ดีที่สุด ชาวอียิปต์ต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะชาวอาหรับอียิปต์ได้เห็นความมหัศจรรย์ของการร่ายรำแบบฉบับไหว้ครู เสียงดนตรี และการใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ที่มีเสน่ห์ และมีสติในการต่อสู้อย่างชาญฉลาด
“การใช้อวัยวะธรรมดาของร่างกายให้กลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวได้อย่างน่าทึ่ง และหวังเหลือเกินว่าจะได้รับความกรุณาจากครูมวยในประเทศไทยที่จะแวะมาเยือนและให้การสนับสนุนกับโครงการมวยไทยในอียิปต์ต่อไป”
“ฮาเกอร์ ทองธานี” สาวจาก จ.ระนอง หรือ “น้องตุ๊ก” เป็นผู้ช่วยและประสานงานในการแข่งขันในครั้งนี้ และเป็นล่ามบนเวทีในชุดไทยอย่างสง่า น้องตุ๊กเล่าว่า รู้จักกับนายมะห์หมูดมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว และได้ช่วยเหลือในเรื่องเอกสารหรือการจัดงานและได้เข้ามาดูแลการฝึกซ้อมของเด็กในค่าย วัยรุ่นอียิปต์ รักและชอบมวยไทยมาก พอมาเข้าการฝึกมวยไทย มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้และเข้าถึงมวยไทย หลังจากมวยไทยได้ออกอากาศไป คิดว่าคงเป็นการเริ่มต้นที่ดีของวงการมวยไทยในอียิปต์อย่างแน่นอน เพราะมวยไทยไม่ใช่ใช้กำลังอย่างเดียว หากแต่สติและการเคลื่อนไหวของร่างกายจะเคลื่อนไหวได้อย่างสวยงามทุกกระบวนท่า
กล้องที่จับไปทุกภาพในวันงาน คือความสุขที่ได้เห็นผู้คนหลากหลายแห่กันมาชม ไม่ว่าหญิง ชาย หรือวัยหนุ่มสาว เฒ่า แก่ จูงลูกหลานมาดูแม่ไม้มวยไทย และฟังเสียงดนตรีที่ไม่เคยมีในอียิปต์ แค่เสียงดนตรีก็ทำเอาทุกคนอึ้งแล้ว เพราะนั่นคือแรงดันให้นักมวยฮึดสู้อย่างมีสติ และผ่อนคลาย มวยไทยศิลปะแห่งชีวิตและจิตวิทยาจริงๆ