คลิปเดือด!พระสงฆ์ปะทะทหารหน้าพุทธมณฑล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222499.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
คลิปเดือด!พระสงฆ์ปะทะทหารหน้าพุทธมณฑล

คลิปเดือด! ม็อบพระสงฆ์ปะทะทหารหน้าพุทธมณฑล หลังฉุนถูกสกัดไม่ให้เข้าไปในพื้นที่

     เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 เจ้าหน้าที่ทหาร กองพันทหารช่างที่ 9 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พุทธมณฑล จำนวนกว่า 50 นาย ได้เข้าตรึงกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณรอบพุทธมณฑล พร้อมทั้งมีคำสั่งปิดประตูทางเข้าด้านถนนพุทธมณฑล สาย 4 ไม่ให้รถยนต์ทุกชนิดเข้าไปด้านในพุทธมณฑล ต่อมาช่วงสายวันเดียวกัน กลุ่มคณะสงฆ์และฆราวาสได้ทยอยเข้ามาชุมนุมด้านหน้าทางเข้า โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อร้องขอไม่ให้เข้าร่วมชุมนุม เนื่องจากขัดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
     จนกระทั่งเวลา 13.00 น. พระภิกษุสงฆ์นับร้อยพยายามผลักดันให้ทหารหลีกทางเพื่อให้รถเข้าไป ก่อนที่ทหารนำรถจี๊ปมาปิดกั้นเส้นทางทำให้กลุ่มพระสงฆ์ไม่พอใจจึงทำการช่วยกันยกรถ ด้านทหารก็พยายามดันกลับไม่ให้ยกรถ จึงเกิดการผลักดันกันและพระบางรูปได้เข้าล็อคคอทหารจนเกิดการยุดยื้อชุลมุนกันขึ้น ก่อนจะห้ามปรามให้เหตุการณ์ยุติลง โดยทหารยินยอมให้รถผ่านไปโดยไม่เต็มใจ เพราะไม่สามารถสกัดกั้นได้
     ทั้งนี้ตามนัดหมายเริ่มชุมนุม 13.00 น. พร้อมจัดสัมมนา “สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย” โดยศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา และองค์กรภาคี ประกอบด้วยเครือข่ายพระนิสิต มจร.ทั่วประเทศ เปรียญธรรมสมาคม สมาคมทางสายกลาง สมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค สหพันธ์เปรียญธรรม องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และเครือข่ายพระสงฆ์ภาค นอกจากนี้จะออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเวลา 17.30 น.และมีกระแสข่าวว่าจะปักหลักชุมนุมที่พุทธมณฑลจนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ขณะเดียวกันมีการปราศรัยว่าจะอยู่ถึงวันมาฆบูชา 22 กุมภาพันธ์นี้

ร้อง‘ไพบูลย์’สั่งDSIรับคดี‘พ.ต.ท.จันทร์’เป็นคดีพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222485.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
ร้อง‘ไพบูลย์’สั่งDSIรับคดี‘พ.ต.ท.จันทร์’เป็นคดีพิเศษ

“วัชระ”เรียกร้อง“ไพบูลย์”สั่งดีเอสไอรับคดี ”พ.ต.ท.จันทร์” เป็นคดีพิเศษหวั่นให้ สตช.รับคดียิ่งทำสังคมไม่เชื่อมั่นพร้อมเรียกร้อง รบ.คุ้มครองความปลอดภัยครอบครัว

          วันที่ 15 ก.พ.59 นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ร.ต.อ.พีระพัฒน์ ดวงจันทร์ทิพย์ ร้อยเวรสอบสวนคดี พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ สน.แสมดำ โทรศัพท์ติดต่อตนไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน โดยได้สอบถามเรื่องการส่งไลน์ระหว่างตนกับ พ.ต.ท.จันทร์ ว่าจริงไหม มีข้อความใดบ้าง ตนก็บอกว่าจริงตามที่ อดีต ส.ส.ของพรรค 3 คน คือ อดีต ส.ส.วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.วิรัช ร่มเย็น นายราเมศ รัตนะเชวง และตนได้ร่วมกันแถลงเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา  โดยไลน์ข้อความนั้นส่งมาครั้งสุดท้ายวันอังคารที่ 9 ก.พ. เวลา 12.54 น. สองประโยคสุดท้าย พ.ต.ท.จันทร์เขียนว่า “ต่อเช้า(พรุ่งนี้) ฝากบอกนายกฯ (พลเอกประยุทธ์) กัน (ด้วย)” “ผบ. (พลตำรวจเอกจักรทิพย์) ไม่ชอบพงส. (พนักงานสอบสวน)เอาทหารมารุม (ทำร้าย)” คำว่า “รุม” เป็นภาษาถิ่นใต้หมายถึงทำร้ายร่างกาย ตนบอกว่า ได้รายงานและแคปข้อความส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และนายชวน หลีกภัยไปแล้ว ตนยินดีนำหลักฐานไปให้พนักงานสอบสวน แต่ไม่ใช่ที่ สน.แสมดำ ขอให้มาสอบสวนที่พรรคประชาธิปัตย์
          นายวัชระ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังถาม ร.ต.อ.พีระพัฒน์ อีกว่ากุญแจบ้านและโทรศัพท์ของ พ.ต.ท.จันทร์หา เจอหรือยัง ร.ต.อ.พีระพัฒน์ตอบว่ายังหาไม่พบ ตนถามต่อว่าแล้วรถมอเตอร์ไซค์ของ พ.ต.ท.จันทร์ไปจอดทิ้งไว้หน้าปากซอยได้อย่างไร ร.ต.อ.ระพีพัฒน์ตอบว่าไม่ทราบกำลังไล่เช็กวงจรปิดอยู่ ตนบอกร้อยเวรทิ้งทายว่า พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ เป็นคนหาดใหญ่ คนสงขลา คนใต้เขาไม่ยอมให้ตายฟรี ส่วนจะนัดตนเมื่อไหร่ให้บอกมาได้ทุกเวลา แต่ สน.แสมดำ ตนขออภัย ตนไม่กล้าไป สน.แสมดำ กรุณามาที่พรรคประชาธิปัตย์ เรื่องนี้สะเทือนขวัญสังคมอย่างยิ่ง ไม่มีใครเชื่อผลสอบของ สตช. ตนจึงเรียกร้อง พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รมต.ยุติธรรมให้ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ พลเอกไพบูลย์มีอำนาจสั่งอยู่แล้วไม่ต้องรอหนังสือร้องเรียนก็ได้เพราะหากปล่อยให้ สตช.ทำคดีต่อไปสังคมก็ยิ่งเกิดความไม่เชื่อมั่นและอาจกระทบต่อรัฐบาลได้ คำพูดสุดท้ายก่อนขาดการติดต่อ พ.ต.ท.จันทร์ ยังพูดถึงพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. โดยตรง เรียกว่าเป็นคู่กรณีแล้วจะเชื่อได้ผลการสอบสวนของตำรวจซึ่งเป็นลูกน้องของ ผบ.ตร.ได้อย่างไร
          นายวัชระ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทราบว่ากลุ่มเพื่อนๆ ของพ.ต.ท.จันทร์ ได้เผยแพร่ข้อความขอพลังโซเซียลค้นหาความจริงสาเหตุการตายของ พ.ต.ท.จันทร์ บริเวณหมู่บ้านพระปิ่น5 บางบอนและ สน.เทียนทะลที่ทำงานของ พ.ต.ท.จันทร์ อาจได้เบาะแสจากกล้องวงจรปิดหรือผู้เห็นเหตุการณ์ช่วงวันที่ 9-12 ก.พ. เส้นทางถนนเอกชัยออกซอย สน.แสมดำ หรือถ.พระราม2 ซอย100 ไปสน.เทียนทะเล จากกลุ่มเพื่อนจันทร์ จึงใคร่ขอให้พี่น้องประชาชนที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดย่านดังกล่าวช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย นอกจากนี้ทราบว่าเพื่อนของ พ.ต.ท.จันทร์ได้ขอร้องครอบครัว พ.ต.ท.จันทร์ว่าอย่าเพิ่งเผาศพ เพราะศพคือหลักฐานสำคัญที่สุดที่จะบอกกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.และนายกรัฐมนตรีว่า พ.ต.ท.จันทร์ไม่ได้ผูกคอตายอย่างแน่นอน ขณะนี้ครอบครัวของ พ.ต.ท.จันทร์เกิดความหวาดกลัวอย่างมาก ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองความปลอดภัยให้ครอบครัว พ.ต.ท.จันทร์ด้วยครับ

‘นายกฯ’มั่นใจประชุมอาเซียน-สหรัฐเป็นประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222482.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
‘นายกฯ’มั่นใจประชุมอาเซียน-สหรัฐเป็นประโยชน์

“นายกฯ”มั่นใจประชุมอาเซียน-สหรัฐฯเป็นประโยชน์มากสั่งสำรวจผู้รับทุนเรียนมาต่อยอดประเทศเปรียบคนไทยที่มีศักยภาพทำงานในตปท.รวมเป็นคกก.รัฐ-เอกชน อีกคณะ

          วันที่ 15 ก.พ.59 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมประชุมอาเซียน-สหรัฐ สมัยพิเศษ ว่า เชื่อว่าจะได้ประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหรัฐ และการมองประเทศไทยว่าจะไปข้างหน้าอย่างไร จะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มประชาคมโลกอื่นได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ต้องเริ่มจากการประชุมอาเซียน-สหรัฐ ไทยเป็นประเทศหนึ่งในอาเซียน การทำงานของรัฐบาลในวันนี้จะเป็นไปในลักษณะอาเซียนบวกหนึ่ง ที่จะพัฒนาอย่างยั่งยืนสร้างความเชื่อมโยงเพื่อให้ทุกประเทศในอาเซียนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงประเทศเพื่อนบ้านที่มีความแตกต่างเรื่องรายได้และการพัฒนา ซึ่งจะเป็นไปตามหลักการของอาเซียน 10 ประเทศที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
          “การมาในวันนี้จะแสดงให้เห็นถึงการเอาใจใส่ของมิตรประเทศ สหรัฐอเมริกาที่มองอาเซียนตามนโยบายของสหรัฐในปัจจุบัน ซึ่งในส่วนของไทยพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ชาติมหาอำนาจเข้าใจว่าเราต้องเดินหน้าประเทศให้ได้ในช่วงที่อยู่ในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีแผนต่าง ๆ ดำเนินการ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการพบกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไทย ผู้แทนสมาคมวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada – ATPAC) และกลุ่มนักวิชาชีพไทยสาขาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสหรัฐอเมริกาว่า ดีใจที่ได้พบกับผู้ประกอบธุรกิจทำงานด้านวิทยาศาสตร์ในองค์กรต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งพร้อมร่วมมือกับประเทศไทย ที่กำลังพัฒนาและกำลังจะปฏิรูปในหลายด้าน ซึ่งเรามีศักยภาพ จึงขอให้คนไทยทุกคนร่วมมือกัน ถ้าเราเอาปัญหามาทะเลาะหรือขัดแย้งจะเกิดความเสียหายต่อประชาชนและประเทศชาติ ขอใช้เวลาที่มีอยู่ในการเดินหน้าประเทศต่อไป
          “ต้องเปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารถึงกันให้ได้ และจะนำสิ่งที่หารือในวันนี้ไปสู่การพัฒนาที่ต่อเนื่อง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ที่ผมให้นโยบายสอดแทรกวิชาที่เกี่ยวกับอาชีวะ เนื่องจากพบว่าบางคนไม่รู้ความต้องการของตัวเอง นอกจากนี้ ยังรวมถึงการวิจัยและการผลิตบุคคลให้ตรงต่อความต้องการของประเทศเรื่องของบุคคลได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีรวบรวมเรื่องทุนวิจัยทั้งของรัฐ เอกชน และต่างประเทศว่าผลิตคนตรงต่อความต้องการของประเทศหรือไม่ ซึ่งมีทุนในทุกระดับ แต่ผู้รับทุนจะต้องกลับมารับใช้ประเทศ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาในอนาคต “ นายกรัฐมนตรี กล่าว
          นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำรวจผู้ที่รับทุนและจบการศึกษาไปแล้วไปทำอะไร อยู่ที่ใด ซึ่งบางส่วนสามารถนำบุคคลเหล่านั้นกลับมาต่อยอด รวมทั้งกรณีผู้ที่มีงานทำอยู่แล้ว แต่สามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้ ซึ่งจะเป็นการปูพื้นฐานให้กับประเทศ เพราะคือประชารัฐ ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ที่ทำงานในต่างประเทศและทำงานอยู่ต่างประเทศสามารถรวมกลุ่มกันได้ ซึ่งปัจจุบันเรามีกลุ่มคณะทำงานร่วม รัฐ เอกชน ประชาชน หรือประชารัฐ ภายใต้กรอบคณะกรรมการภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่มีอยู่แล้ว 12 คณะ จึงอยากให้กลุ่มคนไทยที่มีศักภาพและทำงานในต่างประเทศ มาเป็นกลุ่มที่ 13

นายกฯ ชี้ วิทย์-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นกุญแจสำคัญให้ไทยหลุดจากประเทศรายได้ปานกลาง
          เมื่อวันที่ 14 ก.พ. เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 15 ชั่วโมง ที่โรงแรม RitzCarlton เมือง Rancho Mirage สหรัฐอเมริกา พล.อ.กประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบปะกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไทย ผู้แทนสมาคมวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada – ATPAC) และกลุ่มนักวิชาชีพไทยสาขาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และรับทราบนโยบายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
         โดย พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการเข้าพบ ว่า นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้มีโอกาสพบกับกลุ่มคนไทยที่มีความรู้ มีศักยภาพและเป็นสมองของประเทศ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในสาขาที่ต่างกันออกไป แต่เชื่อว่าทุกคนมีความปรารถนาดีจะร่วมกันการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าและก้าวทันประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก พร้อมรับฟังความคิดเห็นและแนวทางการปฏิรูปและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย
         รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนที่จะใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลางคือ เร่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากร การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมระบบการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Stem) เพื่อพัฒนาประเทศ ผลิตกำลังคนคุณภาพในสาขาที่ขาดแคลน และกำหนดให้การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สร้างบุคลกรคุณภาพ เพื่อรองรับการก้าวไปสู่การเป็นเศรษฐกิจ
         นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องการที่จะร่วมมือกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยี ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาวิจัยกับภาคเอกชน/อุตสาหกรรม รวมทั้งการดึงภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการลงทุนในนวัตกรรม ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีนโยบายส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ ซึ่งในเป้าหมายระยะแรกมีทั้งสิ้น 6 คลัสเตอร์ แบ่งเป็นซุปเปอร์คลัสเตอร์ 4 สาขา ประกอบด้วย (1) ยานยนต์และชิ้นส่วน (2) เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์โทรคมนาคม (3) ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(4) ดิจิทัล และอีก 2 คลัสเตอร์ที่เกี่ยวกับ เกษตรแปรรูป สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และมีกิจการเป้าหมาย ได้แก่ ซอฟท์แวร์ Digital Content ศูนย์ Data Center การสร้าง Software Park การสร้าง Movie Town การสร้างภาพยนตร์ และการบริการธุรกิจสร้างภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งหมด นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการผลักดันเป้าหมาย การสร้างผู้ประกอบการ SME และการสร้างสตาร์ทอัพด้วย
         พล.ต.วีรชน กล่าวว่า โอกาสนี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไทย ผู้แทนสมาคมวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada – ATPAC) และกลุ่มนักวิชาชีพไทยสาขาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสนับสนุนแนวทางการพัฒนาประเทศที่อยู่บนพื้นฐานการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยผู้แทนกลุ่มวิทยาศาสตร์ สนับสนุนการเตรียมความพร้อมประเทศ โดยให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ เพราะไทยจำเป็นต้องแข่งขันกับประเทศต่างๆ รวมทั้งประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ทั้งในแง่การพัฒนาและความมั่นคง ซึ่งจะต้องส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชน ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ให้มากยิ่งขึ้น
         กลุ่มวิศวกร จากกลุ่ม ATPAC ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการบริหารจัดการน้ำ พร้อมให้การสนับสนุนแนวทาง การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ เนื่องจากเห็นว่าไทยประสบปัญหาเรื่องน้ำแล้ง น้ำท่วมและน้ำเสีย ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม แต่สามารถบริหารจัดการเพื่อบรรเทาปัญหาได้ และยินดีให้ความร่วมมือและประสานกับรัฐบาลและหน่วยงานของไทย
         คณะคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ ได้กล่าวถึงการบริหารจัดสรรทุนภาครัฐทั้งกระบวนการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การส่งไปเพื่อฝึกอบรม การกระจายทุน การบริหารจัดการทุน ให้ตรงกับความต้องการของประเทศให้มากที่สุด เสนอให้มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ร่วมให้การสนับสนุนทุน เพื่อใช้จำนวนเงินทุนของรัฐที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งส่งเสริมให้มีความร่วมมือระหว่างนักวิจัยสหรัฐ ฯ เพื่อมาร่วมวิจัย จะทำให้มีถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
         กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (animation and digital content) กล่าวว่า สิ่งสำคัญ คือ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ไทย แม้จะมีศักยภาพในการผลิตงานในระดับโลก แต่มักไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้น การสนับสนุนการสร้างผลงานร่วมระหว่างไทยและสหรัฐ ฯ เพื่อทำให้ศักยภาพและฝีมือของคนไทยสามารถเผยแพร่และเป็นทีรู้จักในสหรัฐ ฯ มากยิ่งขึ้น รวมทั้ง การดึงนิทรรศการศิลปะ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้จัดขึ้นในเมืองไทย สนับสนุนศิลปิน นักคิดสร้างสรรค์ของไทยร่วมการประกวดการแข่งขันในระดับสากล นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐเตรียมความพร้อม ตั้งแต่ การผลิตหลักสูตรการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย การจัด online training programme เพื่อพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย
         พลตรีวีรชน กล่าวด้วยว่า ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน และยืนยันว่า รัฐบาลบรรจุแผนการพัฒนาและการบริหารราชการแผ่นดิน ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งการแบ่งกลุ่มออกเป็น 6 กลุ่มงาน ครอบคลุม ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา กฎหมายและการต่างประเทศ และการ บูรณาการแผนงานงบประมาณ เพื่อผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ มีการปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยต้องผูกพันกับการพัฒนา มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับไทยด้วย ก็จะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม รัฐบาลส่งเสริมอุตสาหกรรมในระบบ cluster เดิมจากการผลิตเป็นชิ้นส่วนให้เน้นการพัฒนาเทคโลยี ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน

‘โสภณ’ยื่นขอให้‘บิ๊กตู่’ใช้ม.44สร้างเขื่อนแม่วงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222478.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
‘โสภณ’ยื่นขอให้‘บิ๊กตู่’ใช้ม.44สร้างเขื่อนแม่วงก์

“โสภณ พรโชคชัย”ยื่นขอให้ “บิ๊กตู่”ใช้ม.44สร้างเขื่อนแม่วงก์ อ้างสำรวจพบปชช.เห็นด้วยเพิ่มขึ้น ชี้ในพื้นที่ไม่มีเสือโคร่ง แจงที่ออกมาไม่ได้มาหาเสียง

          วันที่ 15 ก.พ.59 เมื่อเวลา 10.00น. นายโสภณ พรโชคชัย ผู้ประสานงานกลุ่มสร้างเขื่อนแม่วงก์เพื่อป่าไม้ สัตว์ป่าและประชาชน นำคณะทำงานในกลุ่มฯ เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลผลักดันโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ให้สำเร็จ โดยเนื้อหาในหนังสือระบุข้อเสนอ 3 ข้อว่า 1.ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งให้มีการสร้างเขื่อนแม่วงก์เพื่อประโยชน์แก่ทุกฝ่ายโดยด่วน  2.ขอให้รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยห้ามให้กลุ่มเอ็นจีโอหรือกลุ่มบุคคลอื่นใดใช้กฎหมู่ขัดขวางการตรวจสอบข้อเท็จจริง และ3.ให้มีการทำประชามติเพื่อให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวฯ
          นอกจากนี้นายโสภณ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการนำทีมงานสำรวจในพื้นที่รอบที่สาม ช่วงวันที่ 16-17 ม.ค. 2559 พบว่ามีประชาชนที่เห็นด้วยกับโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 79% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งแรกเมื่อ 2-3 ต.ค. 2559 ที่เห็นด้วย 69% ครั้งที่สองระหว่างวันที่ 11-12 ก.ค. 2557 เพิ่มขึ้นจำนวน 71% ซึ่งส่วนที่ชาวบ้านเห็นด้วยมากขึ้นเพราะว่าชาวบ้านเรียนรู้เรื่องน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ซึ่งรัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการชดเชยให้ทุกปีหลายร้อยล้านบาท และส่วนยังไม่เห็นด้วยนั้นก็เป็นคนในเมืองไม่ได้อยู่ในพื้นที่หรือทำนาทำไร่ และถูกทำให้เข้าใจผิด โดยมีการอ้างว่าจะทำลายป่าไม้และที่อยู่ของเสือโคร่ง ได้นำรูปเสือโคร่งที่มีโลโก้ของ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ในภาพและอ้างว่ามีการพบเสือในพื้นที่แม่วงก์ว่า โดยนายโสภณยืนยันว่าในพื้นที่ไม่มีเสือเพราะไม่เช่นนั้นชาวบ้านจะอยู่ไม่ได้ เพราะเสือคงไม่สามารถเดินออกจากป่าลึกได้ ดังนั้นภาพนี้เป็นภาพโกหก รวมทั้งยังระบุว่ามีนกยูงนั้นก็เป็นการสร้างภาพเพราะนกยูงเหล่านั้นถูกจับมาเลี้ยงเท่านั้น
          “เอ็นจีโอชอบสร้างกระแสดราม่า เพราะการสร้างเขื่อนไม่ได้ทำลายป่า แต่เขื่อนจะช่วยให้แถวนั้นมีความชุ่มชื้นมากขึ้นอาหารป่ามีมากขึ้น ชาวบ้านจะได้ประโยชน์เพราะทำไฟฟ้าก็ได้ ทำประปาก็ได้ ประมงก็ได้ แม้ผมจะไม่ได้เป็นคนในพื้นที่แต่ผมก็ลงทุนสำรวจเองทุกอย่างเพื่อประโยชน์กับส่วนรวมไม่ได้หวังว่าจะไปหาเสียงอะไร”นายโสภณ กล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อมูลของนายโสภณ ซึ่งสืบค้นจากเว็บไซต์วิกิพีเดียร์www.wikipedia.com ระบุข้อมูลว่า นายโสภณ เคยสมัครรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 หมายเลข 4 ได้คะแนน 1,144 และช่วงหลังการรัฐประหารโดยคสช. นายโสภณ ถูก พลโทกัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป(ศปป.) เรียกเข้าพบเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2557 เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างความสมานฉันท์ภายในชาติ

ศาลแพ่งสั่ง‘พุทธะอิสระ-แกนนำกปปส.’จ่าย1.4ล.บุกตึกDSI

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222477.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
ศาลแพ่งสั่ง‘พุทธะอิสระ-แกนนำกปปส.’จ่าย1.4ล.บุกตึกDSI

ศาลแพ่ง พิพากษาสั่ง “ หลวงปู่พุทธะอิสระ – 4 แกนนำ กปปส.” ร่วมชดใช้ กว่า 1.4 ล้าน บุกตึกดีเอสไอ ปี56-57ด้านทนาย เตรียมหารือลูกความก่อนตัดสินใจอุทธรณ์หรือไม่

          ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 15 ก.พ.59 เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ 5034/2557 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง หลวงปู่พุทธะอิสระ หรือพระสุวิทย์ธีรธัมโม, พล.ต.สมเกียรติ วัฒนวิกย์กิจ, นายชุมพล จุลใส,นายนิติธร ล้ำเหลือ  และน.ส.อัญชลี ไพรีรัก แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) เป็นจำเลยที่ 1-5 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 2,663,409 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากกรณีระหว่างเดือน พ.ย.56 – เดือน ม.ค.57 จำเลยทั้ง 5 เป็นแกนนำ พาผู้ชุมนุม กปปส. ร่วมกันบุกเข้าไปใน อาคารดีเอสไอ ถ.แจ้งวัฒนะ แล้ว ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สายไฟ กล้องวงจรปิด ที่อยู่ในความครอบครองของดีเอสไอ โจทก์
          โดยโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาล เมื่อวันที่ 18 พ.ย.57 ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีว่า การชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ดำเนินการโดยปราศจากอาวุธ ซึ่งการแสดงออกถือเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
          ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ – จำเลย นำสืบแล้ว เห็นว่า กลุ่ม กปปส. ได้จัดการชุมนุมตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค.56 และสิ้นสุดวันที่ 22 พ.ค.57 เมื่อมีการยึดอำนาจ โดยระหว่างนั้นจำเลยทั้งห้าเป็นผู้นำชุมนุมที่บริเวณอาคารสำนักงานดีเอสไอของโจทก์ ทำให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ โดยระหว่างการชุมนุมมีการตัดสายไฟฟ้าเมนหลัก และทำให้เครือข่ายระบบอินเตอร์กับคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหายด้วย ซึ่งระหว่างนั้นดีเอสไอ โจทก์ ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดหาอาหารและเครื่องดื่มเพื่อจัดให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องมาดูแลความปลอดภัยบริเวณอาคารโจทก์ในการดูแลอาคารและทรัพย์สินตามหน้าที่ของโจทก์ เมื่อฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้าพาผู้ชุมนุมมายังอาคารโจทก์แล้วมีการตัดสายไฟแล้วไล่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ออกจากบริเวณนั้น ทำให้ข้าราชการโจทก์ไม่สามารถงานปฏิบัติหน้าที่งานได้ จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย จนโจทก์ต้องย้ายสถานที่ปฏิบัติงานและย้ายเครือข่ายคอมพิวเตอร์-ระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งโจทก์ได้เช่าพื้นที่ของทีโอทีในการติดตั้งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และระหว่างการชุมนุมยังทำให้กล้องวงจรปิดในอาคารโจทก์ได้รับความเสียหายด้วย

‘นายกฯ’ถึงสหรัฐฯเตรียมถกอาเซียนสมัยพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222475.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
‘นายกฯ’ถึงสหรัฐฯเตรียมถกอาเซียนสมัยพิเศษ

“พล.อ.ประยุทธ์” นายกฯ และคณะเดินทางถึงสหรัฐฯ เตรียมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ

วันที่ 15 ก.พ.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงเมือง Rancho Mirage มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในเวลา 13.00 น . ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 04.00 น. ตามเวลาประเทศไทย  โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ฯ สมัยพิเศษ
          โดยภารกิจแรกของนายกรัฐมนตรีเมื่อเดินทางถึง ในช่วงเย็นวันนี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไทย ผู้แทนสมาคมวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา  (Association of Thai Professionals in America and Canada – ATPAC) และกลุ่มนักวิชาชีพไทยสาขาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสหรัฐอเมริกา จะเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เพื่อรับฟังแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งรัฐบาลจัดให้เป็นวาระแห่งชาติ

มองร่างรธน.แบบ‘ภูมิธรรม’วันนี้ขอดับเครื่องชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222464.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
มองร่างรธน.แบบ‘ภูมิธรรม’วันนี้ขอดับเครื่องชน

มองร่างรธน.แบบ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’วันนี้ขอดับเครื่องชน : อังสุมา ศรีดอกคำ สำนักข่าวเนชั่น สมัชชา หุ่นสาระ

            คำตัดสินล่าสุดของศาลฎีกายกฟ้องคดีพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่คล้ายว่าจะส่งแรงกระเทือนวงการการเมืองไทย เพราะการตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีสำหรับกรรมการบริหารพรรคและยุบพรรคไทยรักไทยที่เป็นพรรคที่ได้ ส.ส.เป็นอันดับหนึ่งของประเทศในการเลือกตั้งปี 2549 และสร้างประวัติศาสตร์ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกไปแล้วนั้น

แน่นอนว่าผลของมันนั้นไม่สามารถล้างประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่บทเรียนนี้น่าจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ควรศึกษาและไม่ให้มันซ้ำรอย ขณะเดียวกันเสียงของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่เป็นเสมือนนักโทษประหารโดยปราศจากความผิดนั้น สังคมควรรับฟังความรู้สึกนั้นบ้าง

กองบรรณาธิการเครือเนชั่นได้สัมภาษณ์ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เกี่ยวกับมุมมองทางการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก รวมทั้งสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับพรรคเพื่อไทย

“พรรคไทยรักไทยโดนยุบพรรค โดยตุลาการรัฐธรรมนูญเมื่อ 30 พฤษภาคม 2550 ซึ่ง คมช.ออกประกาศระบุลงโทษย้อนหลังคือยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คนได้ และรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 บัญญัติว่า บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ มีการนิรโทษกรรม คมช.และสิ่งต่างๆ ที่ดำเนินการไว้แล้ว รวมทั้งคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ระบุให้ทุกสิ่งผูกพันทุกองค์กร ซึ่งการตัดสินคดีจ้างพรรคเล็กนั้น มีการใช้ดุลพินิจและความเชื่อตัดสินว่า รองหัวหน้าพรรค (พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) น่าจะจ้างพรรคเล็กลงสมัครและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดต้องรับผิดชอบร่วมกัน ประชาชนสิบกว่าล้านเสียงที่เลือกพรรคไทยรักไทยในตอนนั้นก็เสมือนโดนตัดสิทธิไปด้วย เพราะพรรคที่เลือกมาไม่มีแล้ว”

คดีนี้เข้าสู่ศาลยุติธรรมและผลการตัดสินก็ออกมาแล้ว มีการสอบสวนสิ่งต่างๆ แล้วไม่ปรากฏว่า พล.อ.ธรรมรักษ์มีส่วนผิด แต่พรรคไทยรักไทยโดนยุบแล้วและพวกเรา 111 คน โดนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีแบบฟรีๆ มันเหมือนการโดนประหารชีวิตแบบไม่มีความผิด ตรงนี้คือปัญหาว่า อำนาจที่คณะรัฐประหารมีและกระทำไป โดยที่ตัวเองนิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้า แต่ฝ่ายอื่นที่อยู่ตรงข้ามและอาจทำสิ่งใดที่ผิดกติกาของคณะรัฐประหาร อาจเป็นฝ่ายผิด และไม่สามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกผมนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ คำขอโทษสักคำก็ไม่มี การเยียวยาพวกผมก็ไม่มี แต่พวกผมขอฟ้องประชาชนไว้ตรงนี้และขอค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระที่มากไป เพราะอนาคตอันใกล้หากมีอะไรที่เป็นปัญหา องค์กรเหล่านี้จะมีอำนาจตัดสินเรื่องราวต่างๆแทนประชาชนทันที และอาจสร้างความผิดพลาดให้บ้านเมือง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกผมถือเป็นอุทาหรณ์และไม่ควรเกิดขึ้นอีก เพราะประเทศประชาธิปไตยในโลกวันนี้มองว่าเรื่องนี้คือเรื่องใหญ่มาก”

วันนี้มีคำถามมากมายไปยังนักวิชาการและนักกฎหมายที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญว่า ระบบการเมืองที่ออกแบบกันในวันนี้ที่มอบอำนาจให้คนบางคนและบางองค์กรที่มีสิทธิตัดสินชีวิตคนอื่น ถามว่าอนาคตบ้านเมือง 20 ปีข้างหน้าที่พูดกันนั้น หากมีความผิดพลาดแบบในอดีต ใครจะรับผิดชอบ เพราะเรื่องนี้มีผลกับทิศทางบ้านเมืองทุกด้าน ฉะนั้นระบบต่างๆ ต้องมีความสมดุล อย่าซ้ำรอยเดิม รวมทั้งมีการแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำไป

“ผมฝากไว้ว่า บางองค์กรอย่ามีอำนาจเหนือฝ่ายอื่นๆ อย่าเชื่อมั่นคนดีมากกว่าระบบ ที่พูดแบบนี้ผมไม่ได้หมายความว่า ผมไม่ชอบคนดีนะ แต่ประเทศต้องมีระบบ วางหลักที่ดีและสังคมเชื่อมั่นก่อน หากได้คนดีเข้ามาอยู่ในระบบ มันก็ดีขึ้น แต่วันนี้หลายฝ่ายมีคำถามกับระบบที่ กรธ.ชุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ออกแบบ รวมทั้งความเชื่อมั่นในคนดีของสังคมไทยในวันนี้ด้วย”

ทั้งนี้หากเราตัดสินและปกครองบ้านเมืองโดยไม่ใช้ระบบ แต่ใช้วิธีอื่นแทน คือการ “มโน” นั้น มันจะเกิดความผิดพลาดกับบ้านเมืองที่ไร้ทางเยียวยา วันนี้มีการออกแบบระบบประเทศท่ามกลางเสียงวิจารณ์มากมาย หากคิดว่าตัวเองเป็นคนดีและทำสิ่งดีๆ ทำไมต้องนิรโทษกรรมตัวเองล่วงหน้า เพราะสิ่งที่เกิดกับผมเมื่อปี 2549-50 ในตอนนั้นผมคือคนการเมืองแต่ยังโดนขนาดนั้น ถามง่ายๆ หากเรื่องแบบนี้เกิดกับคนธรรมดาจะโดนขนาดไหน

“คนที่ไม่เคยโดนตัดสิทธิและลงโทษแบบพวกผมไม่รู้หรอก หลายประเทศในโลกไม่มีเรื่องแบบนี้ การตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี มันเหมือนการตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของชีวิตเลยนะ ผมพูดแบบนี้ไม่ได้อาฆาต แต่พูดไว้เป็นบทเรียนเพื่ออนาคต อย่าให้ประเทศผิดเพี้ยนไปมากกว่านี้ เพราะคนดีและการมโนนั้น มันพิสูจน์แล้ว”

-ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดนวิจารณ์มากมาย

สังคมประจักษ์เเล้วว่ามันมีปัญหา เสียงวิจารณ์ที่ออกมาตอนนี้มีมากและดังกว่าชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.เสียอีก แม้แต่บางส่วนในแม่น้ำ 5 สายของ คสช.ยังวิจารณ์เลย เพราะ 1.ขัดแย้งกันเองจากความเชื่อในปรัชญาการยกร่างรัฐธรรมนูญ เช่น พรรคจะเสนอชื่อนายกฯ 3 คน ที่อาจเป็นนายกฯ คนนอก

ถามว่าความคิดนี้ของนายมีชัยนั้น คงประทับใจจากเมื่อปี 2526 (เป็นช่วงที่ประเทศไทยยังมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากกองทัพกับรัฐสภา, ประธานรัฐสภามาจากประธานวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี (ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง), มีรัฐสภาอันมีที่มาจากการเลือกตั้งคือสภาผู้แทนราษฎร และมีที่มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คือวุฒิสภา) สูตรนี้จะเสนอผู้มีอำนาจและคุมกองทัพเข้ามาเป็นหมายเลข 1 ของฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านระบบ หากพูดว่า มันคือประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยเรือหางยาวหรือจะเรียกประชาธิปไตยรถตุ๊กตุ๊กก็ตาม สังคมประชาธิปไตยทั่วโลกวันนี้ไม่ยอมรับ เพราะไม่เป็นไปตามหลักสากล หากต้องการตำแหน่งนายกฯ ควรกล้าหาญและประกาศกับประชาชนที่จะอาสามาทำงานนี้แบบชัดเจนกันเลย

2.ควรเปิดเวทีให้สังคมวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้สื่อและสถาบันการศึกษาจัดเวทีกลางขึ้นมาและเปิดโอกาสเต็มที่ เช่น การประชามติสกอตแลนด์ควรแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรหรือไม่ มีการสำรวจความเห็น ตั้งเวทีวิจารณ์ข้อดี-ข้อเสีย แล้วปล่อยให้ประชาชนคิดและตัดสินใจเลือกทางเดิน ผลออกมาอย่างไรทุกฝ่ายต้องยอมรับ เป็นต้น ไม่ใช่เวทีที่จัดการแบบทุกวันนี้ที่พูดกันฝ่ายเดียวแล้วก็กลับเลย ประชาชนไม่ได้สอบถามเลย

โฆษกรัฐบาลและโฆษก คสช.ก็แสดงความเห็นฝ่ายเดียว หากบางคนเสนอความเห็นที่คัดค้านก็โดนเชิญไปปรับทัศนคติ ผมถามว่า หากมั่นใจว่าทำดีเพื่อประเทศ ควรเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายได้วิจารณ์รัฐธรรมนูญ เพราะสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น สังคมและสื่อจะตรวจสอบมันเอง อย่ามองว่าความเห็นต่างคือความแตกแยก ผมชอบสิ่งที่คุณอำพล ลำพูน (นักร้องวงไมโคร) โพสต์ในสังคมออนไลน์ว่า “ความเห็นต่างไม่ใช่ความแตกแยก” ตรงนี้คือสิ่งที่ถูกต้องนะ

นักวิชาการและนักเทคนิคกฎหมายบางคนที่ร่วมงานกับรัฐบาล คสช.และฝ่ายนิติบัญญัติวันนี้ หากจะพูดอะไรเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ควรมีความละอายบ้าง เพราะตัวผมเองยังละอายกับบางเรื่องที่พวกท่านพูดออกมาเลย หากยังจะบีบไม่ให้สังคมคิดและแสดงความเห็นที่แตกต่าง และยังมองว่ามันคือความแตกแยกนั้น เราไปนำรูปแบบเกาหลีเหนือมาใช้เลยดีไหม ลองไปสอบถามประชาชนเลย หากสังคมส่วนใหญ่เอาด้วย ก็เอาตามนั้น แต่ผมคนหนึ่งที่ไม่เอาด้วย เพราะประเทศนี้ผมเคยไปมาแล้ว อยากให้ทุกคนลองไปดู กลับมาจะรู้สึกว่าเราควรห่วงแหนสิทธิและประชาธิปไตยเพียงใด

-พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนและอนาคตพรรคอย่างไร ท่ามกลางร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปและปราบโกงฉบับนี้

อนาคตของพรรคนั้น มันอยู่กับกติกาที่กำลังออกแบบกันอยู่ วันนี้ยังไม่รู้เลยว่ารัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกจะออกมาหน้าตาอย่างไร วันนี้คล้ายว่าจะใช้หลักเสียงข้างน้อยปกครองเสียงข้างมากแล้ว รวมทั้งการปรับระบบเพื่อรองรับอำนาจนอกระบบที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมย้ำนะว่า เสียดายความรู้ของนักเทคนิคกฎหมายและเนติบริกรบางคนที่รับใช้อำนาจนอกระบบ จนคิดว่ามันคือเรื่องปกติและละเลยการให้บริการประชาชน

คนที่มีความรู้นำยาพิษมาสู่สังคมไทย มันเหมาะหรือไม่ มันเป็นประชาธิปไตยที่เลอะเทอะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้บิดเบือนประชาธิปไตยที่เลวร้ายมากและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมย้ำว่า กติกาครั้งนี้มันไม่ปกติ เพราะออกแบบใหม่หมดท่ามกลางเสียงวิจารณ์

ผมยึดสำนวนที่ว่า “ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้” คือพรรคยังไม่ออกความเห็นที่มากกว่านี้จนกว่าเรื่องนี้จะยุติ แต่ย้ำว่า จุดยืนพรรคคือยืนหยัดในระบอบประชาธิปไตยและต่อสู้ให้ประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด อนาคตของบ้านเมืองต้องให้ประชาชนตัดสิน วันนี้โลกเป็นของคนรุ่นใหม่แล้ว ผู้นำที่อายุมากควรฟังคนรุ่นใหม่ที่พวกเขาติดตามสถานการณ์โลกด้วยโลกออนไลน์ เวทีต่างประเทศก็พูดเรื่องนี้กันแล้วว่าวันนี้คือวันของคนรุ่นใหม่ เพราะโลกเดินไปเร็ว ภัยต่างๆ มีรอบด้าน สังคมโลกตื่นตัวหมดแล้ว อาจจะเหลือสังคมไทยกระมังที่ยังไม่ตื่นตัว

-หากบางฝ่ายยืนยันไม่แก้และจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคเพื่อไทยจะคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่

ยังไม่ใช่เวลาที่จะคิด พรรคกำลังบอกว่า กรธ.ควรกระทำสิ่งที่สังคมรับได้ สิ่งที่พรรคเสนอไปนั้น ไม่ได้ทำไปเพราะพรรคเสียประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ แต่พรรคได้บอกสิ่งที่สังคมเสียประโยชน์ และชี้ทางให้ กรธ.เห็นว่าสิ่งใดคือนรก สิ่งใดคือสวรรค์ เพราะหากกติกาและโครงสร้างบ้านเมืองไม่ชัดเจน นานาชาติจะไม่เชื่อมั่น การลงทุนไม่เกิด ประชาชนเดือดร้อน บ้านเมืองไม่มีอนาคต ผมไม่ได้ก่อความวุ่นวายนะ แต่พูดเพื่ออยากเห็นบ้านเมืองเดินไปในทิศทางที่ดี

ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดได้เปรียบทางยุทธศาสตร์โลกนะ บางคนในรัฐบาลนี้บอกว่าต้องทำให้ไทยเป็นประตูอาเซียน แต่มันคงไร้ประโยชน์หากกติกาบ้านเมืองเป็นแบบนี้ เพราะใครจะกล้าลงทุน วันนี้ยังมีเวลาแก้ไขนะ เพื่อเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ดีขึ้น ทุกฝ่ายยอมรับ รัฐธรรมนูญที่ดีต้องแก้ไขได้ตามสภาวะสังคมที่เปลี่ยนไป อย่าปิดกั้นตัวเอง เพราะไทยต้องเดินตามสังคมโลกให้ได้

-ใครควรเป็นผู้นำพรรคในช่วงจากนี้ไป เพราะนายทักษิณ ชินวัตร, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น่าจะหมดสิทธิ

ผู้นำพรรคนั้น ต้องมองว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นใด พรรคนี้มีบุคลากรที่เหมาะสมเยอะ โดยต้องถามความเห็นของคนในพรรคและความต้องการของสังคม และต้องดูสถานการณ์ในตอนนั้น รวมทั้งกติกาบ้านเมืองด้วย การทำงานของพรรคนั้น พรรคมองว่าสังคมต้องให้การยอมรับด้วย การทำงานของพรรคและผู้นำพรรคจึงจะได้ผล พรรคเพื่อไทยไม่ได้นำเดี่ยว แต่ทำงานเป็นองค์คณะ และวันนี้เร็วไปที่พูดถึงเรื่องนี้

-มีการมองกันว่าพรรคเพื่อไทยอาจมีพรรคนอมินีรองรับไว้ล่วงหน้าเพราะมีบทเรียนมาแล้ว

เรื่องนี้อาจมีบางคนคิดไปแบบนั้น แต่ถามว่ากติกาวันนี้ชัดแล้วหรือ เพราะพรรคขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะได้รับผลอย่างไรบ้างกับกติกาใหม่ ต้องถามนายมีชัยว่าจะออกแบบกติกาอย่างไร

‘ประชามติ’โดย ‘สวัสดิภาพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222448.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
‘ประชามติ’โดย ‘สวัสดิภาพ’

‘ประชามติ’โดย ‘สวัสดิภาพ’ : ขยายปมร้อน โดย อนพัทย์ ดีช่วย (@anapat_nna)

           ร่างรัฐธรรมนูญได้เข้าสู่เส้นทางเดินหน้าทำประชามติอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่ประชุมร่วมของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกฤษฎีกา และตัวแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้มีการเคาะวันที่ออกมาเรียบร้อยแล้วคือช่วง 31 กรกฎาคม และยังได้บทสรุปของการแก้รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนในเรื่องของการนับคะแนนประชามติเป็นที่เรียบร้อย รวมถึงงบประมาณหลักเกณฑ์ต่างๆ ก็วางให้เข้ารูปเข้ารอยไว้แล้ว

จากนี้ก็เป็นการปรับปรุงร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตามข้อเสนอแนะให้เป็นที่เรียบร้อย ก่อนเดินหน้าลุยตามโรดแม็พที่วางไว้

ทางฝั่งรัฐบาล และคสช.เอง ก็มีการส่งข้อเสนอแนะผ่านรองนายกฯวิษณุ ไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และนำรายงาน “นายกฯ” ก่อนบินลัดฟ้าไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

ภาพในฉากแรกของการทำประชามตินั้น ดูเข้าที่และชัดเจนแล้ว แต่อีกจังหวะสัญญาณที่ต้องมองต่อไปคือ เมื่อผลคะแนนประชามติออกมาแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ หากประชาชนกาคะแนนออกมาว่าส่ายหน้าปฏิเสธ มากกว่า

ช่วงที่ผ่านมามีการพูดถึงความเป็นไปได้ของการนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาปรับแก้เนื้อหา แต่ก็ไม่มีความชัดเจน ซึ่ง “อ.วิษณุ” ได้บอกปัดเรื่องนี้ โดยบอกว่าเป็นเพียงตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเท่านั้น

“เหตุใดไม่แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวในเรื่องนี้ไปเลย ผมเลยบอกมันจะแก้ได้อย่างไร เพราะมันมีอยู่ 2-3 ประเด็น 1.ยังไม่รู้ว่าเราจะเอาฉบับไหนขึ้นมาแทน 2.จะทำให้เกิดอคติขึ้นในการลงประชามติ เหมือนมีสินค้า 2 ชิ้นมาเทียบกัน ซึ่งมันไม่ดีไม่ควรจะมาล่อใจกันแบบนั้น 3.ถ้าสรุปว่าสินค้าตัวนี้ไม่ผ่านแล้วจะเอาสินค้าตัวไหนมาวางประกบก็เป็นปัญหาทะเลาะกันจนทำให้เกิดอคติ ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร หรือถ้าตัดสินใจได้แล้วเปิดมาตอนนี้ก็จะกลายเป็นความขัดแย้งใหม่ในสังคม แม้ผลประชามติมันก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่จะนำมาประกอบ แต่อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ สักจะ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วมันผิดตรงไหน ถ้าสมมุติเกิดความแตกต่างนิดเดียวระหว่างรับหรือไม่รับร่างฯ คำว่านิดเดียวหรือมากผมไม่รู้จะวัดอย่างไร อย่างน้อยแต่มีคนจำนวนมากเห็นข้อดี แต่ก็มีคนเห็นข้อเสีย ตอนนั้นไม่ยากที่เราจะรู้ว่าข้อเสียคืออะไรก็แก้ตรงนั้นให้กลายเป็นข้อดีก็หมดเรื่อง แต่ไม่ได้แปลว่าต้องแบบนั้น” อ.วิษณุ แจงเหตุผลถึงการที่ยังไม่แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ชัดเจน ในกรณีที่ประชามติไม่ผ่านไปเลย และเรื่องนี้ที่ยังค้างคาอยู่

ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องให้ “บิ๊กตู่” เป็นผู้ตัดสินใจ ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียว่าจะทำความชัดเจนเรื่องนี้ในช่วงเวลาใด

ขณะที่ “อ.มีชัย” ประธาน กรธ.เองก็ย้ำว่า กรณีที่ประชามติไม่ผ่านเป็นเรื่องของอนาคต และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องคิด

เมื่อถนนทอดยาวมาถึงตรงนี้แล้ว “พล.อ.ประยุทธ์” เองก็ต้องตกผลึกให้ดีว่าจะมีความกระจ่างในเรื่องนี้เมื่อใด หากเป็นก่อนทำประชามติก็จะได้มองเห็นภาพชัดว่าเมื่อไม่เป็นแบบนี้แล้วจะหยิบร่างใดขึ้นมา ซึ่งต้องแลกกับการอาจทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบอย่างที่ รองฯวิษณุ อ้างเหตุผลไว้

แต่ถ้าเป็นหลังการทำประชามติ ก็จะได้เห็นผลที่ออกมาแล้วนำมาสังเคราะห์ด้วยการให้เหตุผลว่า นำเสียงของประชาชนมาเป็นตัวชี้วัด ซึ่งก็ไม่อาจพ้นกับเครื่องหมายคำถามถึงอนาคตที่คลุมเครือ และตกเป็นเป้าให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์

เชื่อว่าปมนี้จะถูกคลายก็อาจจะตอนที่แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวในเรื่องของผลประชามติ ซึ่งอาจจะแก้ในกรณีการถูกคว่ำไปด้วยกัน หรืออาจจะรอหยั่งกระแสเมื่อ “กฎหมายฉบับปราบโกง” ฉบับนี้ถูกปรุงแต่งจนแล้วเสร็จและเสิร์ฟไปสู่ประชาชน

เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” ย้ำแล้วว่าจะเส้นทางไปสู่การเลือกตั้ง ที่หมายหลักชัยคือปี 2560 แต่อย่าลืมรายละเอียดระหว่างทางที่จะไปถึงโดย “สวัสดิภาพ” ย่อมสำคัญเช่นกัน!

ท็อปเท็น-ข่าวฮ็อตวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222470.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
ท็อปเท็น-ข่าวฮ็อตวันนี้

ท็อปเท็น-ข่าวฮ็อตวันนี้

          1.ดอนเมืองป่วน-นักบินประท้วงนกแอร์งด9เที่ยวตกค้างเพียบ

2.หนุ่มใหญ่ตามง้อสาวไม่สำเร็จยิงคาห้างฆ่าตัวเซ่นวาเลนไทน์

3.สอบเพิ่มคลี่ทุกปมพ.ต.ท.ผูกคอสตช.ห้ามตร.นอกหน่วยพกปืน

4.ลูกสาวสุรชัยเผยพ่อหนุ่มทันตาหมอจี้สคบ.ฟันโฆษณาเกินจริง

5.เพื่อไทยท้าดึงทุกฝ่ายร่วมดีเบตสปท.นัดถกแก้ร่างรธน.15ก.พ.

6.ตร.มั่นใจหลักฐานเอาผิด”อาร์ตูร์”จ่อแจ้งอีก3ข้อหาหนัก-ลุ้นดีเอ็นเอ

7.สยอง!ฆ่าหั่นศพเผาซ้ำสาวใหญ่ตร.คาดปมชู้สาว-ธุรกิจร้านนวด

8.ซิโก้ลั่นพร้อมจับเข่าคุยสมยศกางแผนบอลทีมชาติตลอดปี

9.วิทยาลัยเอกชนนัดประชุมใหญ่แจงควบรวมอาชีวะ19กุมภานี้

10.วาเลนไทน์อบอวลทั่วประเทศบางรักแห่จองคิวตี2แต่ง300คู่

โอ้ละหนอโอเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222454.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559
โอ้ละหนอโอเน็ต

โอ้ละหนอโอเน็ต : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

           เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งการลุ้นระทึกสำหรับครูและนักเรียน เพราะเป็นเทศกาลของการสอบโอเน็ต ไม่น่าเชื่อว่า การสอบโอเน็ตสำหรับนักเรียนไทย จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไม่ต่างอะไรกับการ “สอบจอหงวน” ของพวกขุนนางจีนโบราณไปเสียแล้ว ฤดูกาลสอบโอเน็ต เป็นช่วงที่บรรดาผู้บริหารโรงเรียนน้อยใหญ่พากันหวาดวิตก กลัวคะแนนรวมในโรงเรียนของตนจะติดอันดับรั้งท้าย ส่วนพวกนักเรียนก็ไม่ต้องได้เรียนหนังสือกันล่ะ เพราะครูจับมาติวข้อสอบ หลายแห่งมีการ “ซ้อมสอบ” เอานักเรียนมานั่งในห้องสอบ เอากรรมการคุมสอบมาคุม และสอนเรื่องการทำข้อสอบว่าต้องฝน หรือต้องกรอกข้อมูลอะไรลงไปบ้าง ทำกันขนาดนี้ เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดในวันสอบจริงๆ

การสอบโอเน็ตมีชื่อรียกเต็มๆ ว่า “การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน” เป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้และความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีเนื้อหาวิชาที่สอบครอบคลุม 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ผลการทดสอบจะนำไปใช้ประโยชน์หลายเรื่อง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เป็นการจัดอันดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน โดยเทียบกับมาตรฐานคะแนนระดับชาติ เรื่องนี้เองที่ทำเอาผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครูผู้สอน ผู้บริหารพากันวิตกกังวลกันทั่วหน้า กลัวว่าผลคะแนนของเด็กๆ จะออกมาไม่ดีพอ ซึ่งเท่ากับเป็นการประจานโรงเรียนของตนนั่นเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จนนำไปสู่การฉ้อโกงระดับชาติ เพราะคะแนนโอเน็ตเป็นคะแนนที่จัดอันดับความสำเร็จของโรงเรียนโดยปริยาย กลุ่มผู้บริหารไล่มาตั้งแต่ระดับจังหวัดและระดับสำนักงานเขตพื้นที่ไปจนถึงระดับผู้อำนวยการโรงเรียนจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะให้นักเรียนในสังกัด ทำคะแนนสอบให้สูงที่สุด ไม่ว่าวิธีการนั้นจะชอบมาพากลหรือไม่ ผลการสอบโอเน็ตแต่ละปี สทศ. หรือสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ จะรู้บ้างไหมว่า มีคะแนนสอบโอเน็ตของหลายจังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่ไม่ได้สะท้อนสภาพความเป็นจริง สทศ.เคยส่งคนมาดูบ้างหรือเปล่าว่า กระบวนการเตรียมสอบโอเน็ตของผู้บริหารและครูในระดับเขตพื้นที่นั้น ผิดเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษาและการสอบโดยสิ้นเชิง เท่านั้นยังไม่พอ มันยังก่อให้เกิดขบวนการโกงการสอบ ที่ทำกันอย่างเป็นระบบ จนถึงขั้นบางแห่งให้ครูแก้ข้อสอบของนักเรียนเสียใหม่ คือไอ้ที่นักเรียนกามาในแบบทดสอบนั้น จะถูกครูที่ได้รับคำสั่งมอบหมายจากเจ้านาย ลบออก แล้วกาใหม่ เพื่อให้มีคำตอบที่ถูกมากที่สุด

เขาทำกันถึงขนาดนี้แล้วนะครับ จึงไม่แปลกที่บางสำนักงานเขตพื้นที่ จะมีคะแนนสอบโอเน็ตสูงติดอันดับของประเทศ ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ กลายเป็นความภาคภูมิใจของบรรดาผู้บริหารน้อยใหญ่ ว่าผลคะแนนในเขตความรับผิดชอบของตนอยู่ระดับที่น่าพอใจ ทั้งที่ช่วยกันโกงมาแท้ๆ แม้จะมีครูผู้สอนหลายคนไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับการกระทำเหล่านี้ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าออกมาเปิดโปงให้สังคมได้รับรู้ กลไกอำนาจของผู้บริหารมันมากล้นเสียจนข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยไม่กล้าหือ พวกเขาจึงได้แต่หวานอมขมกลืนไปเท่านั้นเอง

การสอบโอเน็ตก็ดี การประกันคุณภาพการศึกษาก็ดี เป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น มันเป็นการประเมินขีดความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียน ปัญหาก็คือ โรงเรียนจำนวนมาก ไม่ได้จัดการเรียนการสอบอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่หลักสูตรกำหนด เพราะมัวแต่ไปวุ่นวายกับกิจการอื่นๆ สารพัด แต่ไม่ใช่เรื่องการเรียนการสอน พอสอนไม่ครบหลักสูตร เด็กไม่มีความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานที่กำหนด ก็ทำให้เกิดความกลัวเรื่องการสอบโอเน็ตจนขี้ขึ้นสมอง กลัวว่าผลคะแนนของนักเรียนในความรับผิดชอบของตนจะรั้งท้ายให้ขายหน้า ก็เลยคิดหาทางสารพัดวิธี เริ่มตั้งแต่จับเด็กนักเรียนมาติวเป็นแรมเดือน รวมไปถึงวิธีการที่ไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเสาะหา “เฉลย” ข้อสอบมาบอกเด็ก การให้ครูไปแก้ไขข้อสอบของนักเรียน การทำแบบนี้ มันต้องทำเป็นระบบและขั้นตอนเท่านั้นจึงจะทำได้ เอาไปเอามาการสอบโอเน็ตก็ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์และจุดมุ่งหมายที่แท้จริง

พูดเรื่องสอบโอเน็ตของประเทศนี้ จึงได้แต่รู้สึก โอ้ละหนอ โอละหน่าย พร้อมๆ กับให้อเนจอนาถใจกับการศึกษาของไทย คือดูไปดูมามันก็เลวร้ายไปเสียทั้งหมด ในขณะที่รัฐทุ่มเทงบประมาณในการจัดการศึกษาจำนวนมหาศาล แต่ผลที่มันออกมายิ่งถอยหลังเข้าคลองเข้าไปทุกวัน ตอนนี้ถ้าเทียบคุณภาพการศึกษาของไทยกับของประเทศในอาเซียน เราก็คงได้เอาปี๊บมาคลุมหัวกันเท่านั้น