ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222499.html
คลิปเดือด! ม็อบพระสงฆ์ปะทะทหารหน้าพุทธมณฑล หลังฉุนถูกสกัดไม่ให้เข้าไปในพื้นที่













ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222499.html













ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222485.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222482.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222478.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222477.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222475.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222464.html
คำตัดสินล่าสุดของศาลฎีกายกฟ้องคดีพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่คล้ายว่าจะส่งแรงกระเทือนวงการการเมืองไทย เพราะการตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีสำหรับกรรมการบริหารพรรคและยุบพรรคไทยรักไทยที่เป็นพรรคที่ได้ ส.ส.เป็นอันดับหนึ่งของประเทศในการเลือกตั้งปี 2549 และสร้างประวัติศาสตร์ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกไปแล้วนั้น
แน่นอนว่าผลของมันนั้นไม่สามารถล้างประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่บทเรียนนี้น่าจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ควรศึกษาและไม่ให้มันซ้ำรอย ขณะเดียวกันเสียงของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่เป็นเสมือนนักโทษประหารโดยปราศจากความผิดนั้น สังคมควรรับฟังความรู้สึกนั้นบ้าง
กองบรรณาธิการเครือเนชั่นได้สัมภาษณ์ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เกี่ยวกับมุมมองทางการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก รวมทั้งสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับพรรคเพื่อไทย
“พรรคไทยรักไทยโดนยุบพรรค โดยตุลาการรัฐธรรมนูญเมื่อ 30 พฤษภาคม 2550 ซึ่ง คมช.ออกประกาศระบุลงโทษย้อนหลังคือยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คนได้ และรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 บัญญัติว่า บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ มีการนิรโทษกรรม คมช.และสิ่งต่างๆ ที่ดำเนินการไว้แล้ว รวมทั้งคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ระบุให้ทุกสิ่งผูกพันทุกองค์กร ซึ่งการตัดสินคดีจ้างพรรคเล็กนั้น มีการใช้ดุลพินิจและความเชื่อตัดสินว่า รองหัวหน้าพรรค (พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) น่าจะจ้างพรรคเล็กลงสมัครและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดต้องรับผิดชอบร่วมกัน ประชาชนสิบกว่าล้านเสียงที่เลือกพรรคไทยรักไทยในตอนนั้นก็เสมือนโดนตัดสิทธิไปด้วย เพราะพรรคที่เลือกมาไม่มีแล้ว”
คดีนี้เข้าสู่ศาลยุติธรรมและผลการตัดสินก็ออกมาแล้ว มีการสอบสวนสิ่งต่างๆ แล้วไม่ปรากฏว่า พล.อ.ธรรมรักษ์มีส่วนผิด แต่พรรคไทยรักไทยโดนยุบแล้วและพวกเรา 111 คน โดนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีแบบฟรีๆ มันเหมือนการโดนประหารชีวิตแบบไม่มีความผิด ตรงนี้คือปัญหาว่า อำนาจที่คณะรัฐประหารมีและกระทำไป โดยที่ตัวเองนิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้า แต่ฝ่ายอื่นที่อยู่ตรงข้ามและอาจทำสิ่งใดที่ผิดกติกาของคณะรัฐประหาร อาจเป็นฝ่ายผิด และไม่สามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกผมนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ คำขอโทษสักคำก็ไม่มี การเยียวยาพวกผมก็ไม่มี แต่พวกผมขอฟ้องประชาชนไว้ตรงนี้และขอค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระที่มากไป เพราะอนาคตอันใกล้หากมีอะไรที่เป็นปัญหา องค์กรเหล่านี้จะมีอำนาจตัดสินเรื่องราวต่างๆแทนประชาชนทันที และอาจสร้างความผิดพลาดให้บ้านเมือง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกผมถือเป็นอุทาหรณ์และไม่ควรเกิดขึ้นอีก เพราะประเทศประชาธิปไตยในโลกวันนี้มองว่าเรื่องนี้คือเรื่องใหญ่มาก”
วันนี้มีคำถามมากมายไปยังนักวิชาการและนักกฎหมายที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญว่า ระบบการเมืองที่ออกแบบกันในวันนี้ที่มอบอำนาจให้คนบางคนและบางองค์กรที่มีสิทธิตัดสินชีวิตคนอื่น ถามว่าอนาคตบ้านเมือง 20 ปีข้างหน้าที่พูดกันนั้น หากมีความผิดพลาดแบบในอดีต ใครจะรับผิดชอบ เพราะเรื่องนี้มีผลกับทิศทางบ้านเมืองทุกด้าน ฉะนั้นระบบต่างๆ ต้องมีความสมดุล อย่าซ้ำรอยเดิม รวมทั้งมีการแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำไป
“ผมฝากไว้ว่า บางองค์กรอย่ามีอำนาจเหนือฝ่ายอื่นๆ อย่าเชื่อมั่นคนดีมากกว่าระบบ ที่พูดแบบนี้ผมไม่ได้หมายความว่า ผมไม่ชอบคนดีนะ แต่ประเทศต้องมีระบบ วางหลักที่ดีและสังคมเชื่อมั่นก่อน หากได้คนดีเข้ามาอยู่ในระบบ มันก็ดีขึ้น แต่วันนี้หลายฝ่ายมีคำถามกับระบบที่ กรธ.ชุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ออกแบบ รวมทั้งความเชื่อมั่นในคนดีของสังคมไทยในวันนี้ด้วย”
ทั้งนี้หากเราตัดสินและปกครองบ้านเมืองโดยไม่ใช้ระบบ แต่ใช้วิธีอื่นแทน คือการ “มโน” นั้น มันจะเกิดความผิดพลาดกับบ้านเมืองที่ไร้ทางเยียวยา วันนี้มีการออกแบบระบบประเทศท่ามกลางเสียงวิจารณ์มากมาย หากคิดว่าตัวเองเป็นคนดีและทำสิ่งดีๆ ทำไมต้องนิรโทษกรรมตัวเองล่วงหน้า เพราะสิ่งที่เกิดกับผมเมื่อปี 2549-50 ในตอนนั้นผมคือคนการเมืองแต่ยังโดนขนาดนั้น ถามง่ายๆ หากเรื่องแบบนี้เกิดกับคนธรรมดาจะโดนขนาดไหน
“คนที่ไม่เคยโดนตัดสิทธิและลงโทษแบบพวกผมไม่รู้หรอก หลายประเทศในโลกไม่มีเรื่องแบบนี้ การตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี มันเหมือนการตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของชีวิตเลยนะ ผมพูดแบบนี้ไม่ได้อาฆาต แต่พูดไว้เป็นบทเรียนเพื่ออนาคต อย่าให้ประเทศผิดเพี้ยนไปมากกว่านี้ เพราะคนดีและการมโนนั้น มันพิสูจน์แล้ว”
-ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดนวิจารณ์มากมาย
สังคมประจักษ์เเล้วว่ามันมีปัญหา เสียงวิจารณ์ที่ออกมาตอนนี้มีมากและดังกว่าชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.เสียอีก แม้แต่บางส่วนในแม่น้ำ 5 สายของ คสช.ยังวิจารณ์เลย เพราะ 1.ขัดแย้งกันเองจากความเชื่อในปรัชญาการยกร่างรัฐธรรมนูญ เช่น พรรคจะเสนอชื่อนายกฯ 3 คน ที่อาจเป็นนายกฯ คนนอก
ถามว่าความคิดนี้ของนายมีชัยนั้น คงประทับใจจากเมื่อปี 2526 (เป็นช่วงที่ประเทศไทยยังมีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากกองทัพกับรัฐสภา, ประธานรัฐสภามาจากประธานวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี (ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง), มีรัฐสภาอันมีที่มาจากการเลือกตั้งคือสภาผู้แทนราษฎร และมีที่มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คือวุฒิสภา) สูตรนี้จะเสนอผู้มีอำนาจและคุมกองทัพเข้ามาเป็นหมายเลข 1 ของฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านระบบ หากพูดว่า มันคือประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยเรือหางยาวหรือจะเรียกประชาธิปไตยรถตุ๊กตุ๊กก็ตาม สังคมประชาธิปไตยทั่วโลกวันนี้ไม่ยอมรับ เพราะไม่เป็นไปตามหลักสากล หากต้องการตำแหน่งนายกฯ ควรกล้าหาญและประกาศกับประชาชนที่จะอาสามาทำงานนี้แบบชัดเจนกันเลย
2.ควรเปิดเวทีให้สังคมวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้สื่อและสถาบันการศึกษาจัดเวทีกลางขึ้นมาและเปิดโอกาสเต็มที่ เช่น การประชามติสกอตแลนด์ควรแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรหรือไม่ มีการสำรวจความเห็น ตั้งเวทีวิจารณ์ข้อดี-ข้อเสีย แล้วปล่อยให้ประชาชนคิดและตัดสินใจเลือกทางเดิน ผลออกมาอย่างไรทุกฝ่ายต้องยอมรับ เป็นต้น ไม่ใช่เวทีที่จัดการแบบทุกวันนี้ที่พูดกันฝ่ายเดียวแล้วก็กลับเลย ประชาชนไม่ได้สอบถามเลย
โฆษกรัฐบาลและโฆษก คสช.ก็แสดงความเห็นฝ่ายเดียว หากบางคนเสนอความเห็นที่คัดค้านก็โดนเชิญไปปรับทัศนคติ ผมถามว่า หากมั่นใจว่าทำดีเพื่อประเทศ ควรเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายได้วิจารณ์รัฐธรรมนูญ เพราะสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น สังคมและสื่อจะตรวจสอบมันเอง อย่ามองว่าความเห็นต่างคือความแตกแยก ผมชอบสิ่งที่คุณอำพล ลำพูน (นักร้องวงไมโคร) โพสต์ในสังคมออนไลน์ว่า “ความเห็นต่างไม่ใช่ความแตกแยก” ตรงนี้คือสิ่งที่ถูกต้องนะ
นักวิชาการและนักเทคนิคกฎหมายบางคนที่ร่วมงานกับรัฐบาล คสช.และฝ่ายนิติบัญญัติวันนี้ หากจะพูดอะไรเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ควรมีความละอายบ้าง เพราะตัวผมเองยังละอายกับบางเรื่องที่พวกท่านพูดออกมาเลย หากยังจะบีบไม่ให้สังคมคิดและแสดงความเห็นที่แตกต่าง และยังมองว่ามันคือความแตกแยกนั้น เราไปนำรูปแบบเกาหลีเหนือมาใช้เลยดีไหม ลองไปสอบถามประชาชนเลย หากสังคมส่วนใหญ่เอาด้วย ก็เอาตามนั้น แต่ผมคนหนึ่งที่ไม่เอาด้วย เพราะประเทศนี้ผมเคยไปมาแล้ว อยากให้ทุกคนลองไปดู กลับมาจะรู้สึกว่าเราควรห่วงแหนสิทธิและประชาธิปไตยเพียงใด
-พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนและอนาคตพรรคอย่างไร ท่ามกลางร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปและปราบโกงฉบับนี้
อนาคตของพรรคนั้น มันอยู่กับกติกาที่กำลังออกแบบกันอยู่ วันนี้ยังไม่รู้เลยว่ารัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกจะออกมาหน้าตาอย่างไร วันนี้คล้ายว่าจะใช้หลักเสียงข้างน้อยปกครองเสียงข้างมากแล้ว รวมทั้งการปรับระบบเพื่อรองรับอำนาจนอกระบบที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมย้ำนะว่า เสียดายความรู้ของนักเทคนิคกฎหมายและเนติบริกรบางคนที่รับใช้อำนาจนอกระบบ จนคิดว่ามันคือเรื่องปกติและละเลยการให้บริการประชาชน
คนที่มีความรู้นำยาพิษมาสู่สังคมไทย มันเหมาะหรือไม่ มันเป็นประชาธิปไตยที่เลอะเทอะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้บิดเบือนประชาธิปไตยที่เลวร้ายมากและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมย้ำว่า กติกาครั้งนี้มันไม่ปกติ เพราะออกแบบใหม่หมดท่ามกลางเสียงวิจารณ์
ผมยึดสำนวนที่ว่า “ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้” คือพรรคยังไม่ออกความเห็นที่มากกว่านี้จนกว่าเรื่องนี้จะยุติ แต่ย้ำว่า จุดยืนพรรคคือยืนหยัดในระบอบประชาธิปไตยและต่อสู้ให้ประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด อนาคตของบ้านเมืองต้องให้ประชาชนตัดสิน วันนี้โลกเป็นของคนรุ่นใหม่แล้ว ผู้นำที่อายุมากควรฟังคนรุ่นใหม่ที่พวกเขาติดตามสถานการณ์โลกด้วยโลกออนไลน์ เวทีต่างประเทศก็พูดเรื่องนี้กันแล้วว่าวันนี้คือวันของคนรุ่นใหม่ เพราะโลกเดินไปเร็ว ภัยต่างๆ มีรอบด้าน สังคมโลกตื่นตัวหมดแล้ว อาจจะเหลือสังคมไทยกระมังที่ยังไม่ตื่นตัว
-หากบางฝ่ายยืนยันไม่แก้และจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคเพื่อไทยจะคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่
ยังไม่ใช่เวลาที่จะคิด พรรคกำลังบอกว่า กรธ.ควรกระทำสิ่งที่สังคมรับได้ สิ่งที่พรรคเสนอไปนั้น ไม่ได้ทำไปเพราะพรรคเสียประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ แต่พรรคได้บอกสิ่งที่สังคมเสียประโยชน์ และชี้ทางให้ กรธ.เห็นว่าสิ่งใดคือนรก สิ่งใดคือสวรรค์ เพราะหากกติกาและโครงสร้างบ้านเมืองไม่ชัดเจน นานาชาติจะไม่เชื่อมั่น การลงทุนไม่เกิด ประชาชนเดือดร้อน บ้านเมืองไม่มีอนาคต ผมไม่ได้ก่อความวุ่นวายนะ แต่พูดเพื่ออยากเห็นบ้านเมืองเดินไปในทิศทางที่ดี
ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดได้เปรียบทางยุทธศาสตร์โลกนะ บางคนในรัฐบาลนี้บอกว่าต้องทำให้ไทยเป็นประตูอาเซียน แต่มันคงไร้ประโยชน์หากกติกาบ้านเมืองเป็นแบบนี้ เพราะใครจะกล้าลงทุน วันนี้ยังมีเวลาแก้ไขนะ เพื่อเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ดีขึ้น ทุกฝ่ายยอมรับ รัฐธรรมนูญที่ดีต้องแก้ไขได้ตามสภาวะสังคมที่เปลี่ยนไป อย่าปิดกั้นตัวเอง เพราะไทยต้องเดินตามสังคมโลกให้ได้
-ใครควรเป็นผู้นำพรรคในช่วงจากนี้ไป เพราะนายทักษิณ ชินวัตร, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น่าจะหมดสิทธิ
ผู้นำพรรคนั้น ต้องมองว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นใด พรรคนี้มีบุคลากรที่เหมาะสมเยอะ โดยต้องถามความเห็นของคนในพรรคและความต้องการของสังคม และต้องดูสถานการณ์ในตอนนั้น รวมทั้งกติกาบ้านเมืองด้วย การทำงานของพรรคนั้น พรรคมองว่าสังคมต้องให้การยอมรับด้วย การทำงานของพรรคและผู้นำพรรคจึงจะได้ผล พรรคเพื่อไทยไม่ได้นำเดี่ยว แต่ทำงานเป็นองค์คณะ และวันนี้เร็วไปที่พูดถึงเรื่องนี้
-มีการมองกันว่าพรรคเพื่อไทยอาจมีพรรคนอมินีรองรับไว้ล่วงหน้าเพราะมีบทเรียนมาแล้ว
เรื่องนี้อาจมีบางคนคิดไปแบบนั้น แต่ถามว่ากติกาวันนี้ชัดแล้วหรือ เพราะพรรคขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะได้รับผลอย่างไรบ้างกับกติกาใหม่ ต้องถามนายมีชัยว่าจะออกแบบกติกาอย่างไร
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222448.html
ร่างรัฐธรรมนูญได้เข้าสู่เส้นทางเดินหน้าทำประชามติอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่ประชุมร่วมของ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกฤษฎีกา และตัวแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้มีการเคาะวันที่ออกมาเรียบร้อยแล้วคือช่วง 31 กรกฎาคม และยังได้บทสรุปของการแก้รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนในเรื่องของการนับคะแนนประชามติเป็นที่เรียบร้อย รวมถึงงบประมาณหลักเกณฑ์ต่างๆ ก็วางให้เข้ารูปเข้ารอยไว้แล้ว
จากนี้ก็เป็นการปรับปรุงร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตามข้อเสนอแนะให้เป็นที่เรียบร้อย ก่อนเดินหน้าลุยตามโรดแม็พที่วางไว้
ทางฝั่งรัฐบาล และคสช.เอง ก็มีการส่งข้อเสนอแนะผ่านรองนายกฯวิษณุ ไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และนำรายงาน “นายกฯ” ก่อนบินลัดฟ้าไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์
ภาพในฉากแรกของการทำประชามตินั้น ดูเข้าที่และชัดเจนแล้ว แต่อีกจังหวะสัญญาณที่ต้องมองต่อไปคือ เมื่อผลคะแนนประชามติออกมาแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ หากประชาชนกาคะแนนออกมาว่าส่ายหน้าปฏิเสธ มากกว่า
ช่วงที่ผ่านมามีการพูดถึงความเป็นไปได้ของการนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาปรับแก้เนื้อหา แต่ก็ไม่มีความชัดเจน ซึ่ง “อ.วิษณุ” ได้บอกปัดเรื่องนี้ โดยบอกว่าเป็นเพียงตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเท่านั้น
“เหตุใดไม่แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวในเรื่องนี้ไปเลย ผมเลยบอกมันจะแก้ได้อย่างไร เพราะมันมีอยู่ 2-3 ประเด็น 1.ยังไม่รู้ว่าเราจะเอาฉบับไหนขึ้นมาแทน 2.จะทำให้เกิดอคติขึ้นในการลงประชามติ เหมือนมีสินค้า 2 ชิ้นมาเทียบกัน ซึ่งมันไม่ดีไม่ควรจะมาล่อใจกันแบบนั้น 3.ถ้าสรุปว่าสินค้าตัวนี้ไม่ผ่านแล้วจะเอาสินค้าตัวไหนมาวางประกบก็เป็นปัญหาทะเลาะกันจนทำให้เกิดอคติ ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร หรือถ้าตัดสินใจได้แล้วเปิดมาตอนนี้ก็จะกลายเป็นความขัดแย้งใหม่ในสังคม แม้ผลประชามติมันก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่จะนำมาประกอบ แต่อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ สักจะ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วมันผิดตรงไหน ถ้าสมมุติเกิดความแตกต่างนิดเดียวระหว่างรับหรือไม่รับร่างฯ คำว่านิดเดียวหรือมากผมไม่รู้จะวัดอย่างไร อย่างน้อยแต่มีคนจำนวนมากเห็นข้อดี แต่ก็มีคนเห็นข้อเสีย ตอนนั้นไม่ยากที่เราจะรู้ว่าข้อเสียคืออะไรก็แก้ตรงนั้นให้กลายเป็นข้อดีก็หมดเรื่อง แต่ไม่ได้แปลว่าต้องแบบนั้น” อ.วิษณุ แจงเหตุผลถึงการที่ยังไม่แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ชัดเจน ในกรณีที่ประชามติไม่ผ่านไปเลย และเรื่องนี้ที่ยังค้างคาอยู่
ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องให้ “บิ๊กตู่” เป็นผู้ตัดสินใจ ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียว่าจะทำความชัดเจนเรื่องนี้ในช่วงเวลาใด
ขณะที่ “อ.มีชัย” ประธาน กรธ.เองก็ย้ำว่า กรณีที่ประชามติไม่ผ่านเป็นเรื่องของอนาคต และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องคิด
เมื่อถนนทอดยาวมาถึงตรงนี้แล้ว “พล.อ.ประยุทธ์” เองก็ต้องตกผลึกให้ดีว่าจะมีความกระจ่างในเรื่องนี้เมื่อใด หากเป็นก่อนทำประชามติก็จะได้มองเห็นภาพชัดว่าเมื่อไม่เป็นแบบนี้แล้วจะหยิบร่างใดขึ้นมา ซึ่งต้องแลกกับการอาจทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบอย่างที่ รองฯวิษณุ อ้างเหตุผลไว้
แต่ถ้าเป็นหลังการทำประชามติ ก็จะได้เห็นผลที่ออกมาแล้วนำมาสังเคราะห์ด้วยการให้เหตุผลว่า นำเสียงของประชาชนมาเป็นตัวชี้วัด ซึ่งก็ไม่อาจพ้นกับเครื่องหมายคำถามถึงอนาคตที่คลุมเครือ และตกเป็นเป้าให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์
เชื่อว่าปมนี้จะถูกคลายก็อาจจะตอนที่แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวในเรื่องของผลประชามติ ซึ่งอาจจะแก้ในกรณีการถูกคว่ำไปด้วยกัน หรืออาจจะรอหยั่งกระแสเมื่อ “กฎหมายฉบับปราบโกง” ฉบับนี้ถูกปรุงแต่งจนแล้วเสร็จและเสิร์ฟไปสู่ประชาชน
เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” ย้ำแล้วว่าจะเส้นทางไปสู่การเลือกตั้ง ที่หมายหลักชัยคือปี 2560 แต่อย่าลืมรายละเอียดระหว่างทางที่จะไปถึงโดย “สวัสดิภาพ” ย่อมสำคัญเช่นกัน!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222470.html
1.ดอนเมืองป่วน-นักบินประท้วงนกแอร์งด9เที่ยวตกค้างเพียบ
2.หนุ่มใหญ่ตามง้อสาวไม่สำเร็จยิงคาห้างฆ่าตัวเซ่นวาเลนไทน์
3.สอบเพิ่มคลี่ทุกปมพ.ต.ท.ผูกคอสตช.ห้ามตร.นอกหน่วยพกปืน
4.ลูกสาวสุรชัยเผยพ่อหนุ่มทันตาหมอจี้สคบ.ฟันโฆษณาเกินจริง
5.เพื่อไทยท้าดึงทุกฝ่ายร่วมดีเบตสปท.นัดถกแก้ร่างรธน.15ก.พ.
6.ตร.มั่นใจหลักฐานเอาผิด”อาร์ตูร์”จ่อแจ้งอีก3ข้อหาหนัก-ลุ้นดีเอ็นเอ
7.สยอง!ฆ่าหั่นศพเผาซ้ำสาวใหญ่ตร.คาดปมชู้สาว-ธุรกิจร้านนวด
8.ซิโก้ลั่นพร้อมจับเข่าคุยสมยศกางแผนบอลทีมชาติตลอดปี
9.วิทยาลัยเอกชนนัดประชุมใหญ่แจงควบรวมอาชีวะ19กุมภานี้
10.วาเลนไทน์อบอวลทั่วประเทศบางรักแห่จองคิวตี2แต่ง300คู่
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160215/222454.html
เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งการลุ้นระทึกสำหรับครูและนักเรียน เพราะเป็นเทศกาลของการสอบโอเน็ต ไม่น่าเชื่อว่า การสอบโอเน็ตสำหรับนักเรียนไทย จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไม่ต่างอะไรกับการ “สอบจอหงวน” ของพวกขุนนางจีนโบราณไปเสียแล้ว ฤดูกาลสอบโอเน็ต เป็นช่วงที่บรรดาผู้บริหารโรงเรียนน้อยใหญ่พากันหวาดวิตก กลัวคะแนนรวมในโรงเรียนของตนจะติดอันดับรั้งท้าย ส่วนพวกนักเรียนก็ไม่ต้องได้เรียนหนังสือกันล่ะ เพราะครูจับมาติวข้อสอบ หลายแห่งมีการ “ซ้อมสอบ” เอานักเรียนมานั่งในห้องสอบ เอากรรมการคุมสอบมาคุม และสอนเรื่องการทำข้อสอบว่าต้องฝน หรือต้องกรอกข้อมูลอะไรลงไปบ้าง ทำกันขนาดนี้ เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดในวันสอบจริงๆ
การสอบโอเน็ตมีชื่อรียกเต็มๆ ว่า “การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน” เป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้และความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีเนื้อหาวิชาที่สอบครอบคลุม 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ผลการทดสอบจะนำไปใช้ประโยชน์หลายเรื่อง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เป็นการจัดอันดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน โดยเทียบกับมาตรฐานคะแนนระดับชาติ เรื่องนี้เองที่ทำเอาผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครูผู้สอน ผู้บริหารพากันวิตกกังวลกันทั่วหน้า กลัวว่าผลคะแนนของเด็กๆ จะออกมาไม่ดีพอ ซึ่งเท่ากับเป็นการประจานโรงเรียนของตนนั่นเอง
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จนนำไปสู่การฉ้อโกงระดับชาติ เพราะคะแนนโอเน็ตเป็นคะแนนที่จัดอันดับความสำเร็จของโรงเรียนโดยปริยาย กลุ่มผู้บริหารไล่มาตั้งแต่ระดับจังหวัดและระดับสำนักงานเขตพื้นที่ไปจนถึงระดับผู้อำนวยการโรงเรียนจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะให้นักเรียนในสังกัด ทำคะแนนสอบให้สูงที่สุด ไม่ว่าวิธีการนั้นจะชอบมาพากลหรือไม่ ผลการสอบโอเน็ตแต่ละปี สทศ. หรือสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ จะรู้บ้างไหมว่า มีคะแนนสอบโอเน็ตของหลายจังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่ไม่ได้สะท้อนสภาพความเป็นจริง สทศ.เคยส่งคนมาดูบ้างหรือเปล่าว่า กระบวนการเตรียมสอบโอเน็ตของผู้บริหารและครูในระดับเขตพื้นที่นั้น ผิดเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษาและการสอบโดยสิ้นเชิง เท่านั้นยังไม่พอ มันยังก่อให้เกิดขบวนการโกงการสอบ ที่ทำกันอย่างเป็นระบบ จนถึงขั้นบางแห่งให้ครูแก้ข้อสอบของนักเรียนเสียใหม่ คือไอ้ที่นักเรียนกามาในแบบทดสอบนั้น จะถูกครูที่ได้รับคำสั่งมอบหมายจากเจ้านาย ลบออก แล้วกาใหม่ เพื่อให้มีคำตอบที่ถูกมากที่สุด
เขาทำกันถึงขนาดนี้แล้วนะครับ จึงไม่แปลกที่บางสำนักงานเขตพื้นที่ จะมีคะแนนสอบโอเน็ตสูงติดอันดับของประเทศ ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ กลายเป็นความภาคภูมิใจของบรรดาผู้บริหารน้อยใหญ่ ว่าผลคะแนนในเขตความรับผิดชอบของตนอยู่ระดับที่น่าพอใจ ทั้งที่ช่วยกันโกงมาแท้ๆ แม้จะมีครูผู้สอนหลายคนไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับการกระทำเหล่านี้ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าออกมาเปิดโปงให้สังคมได้รับรู้ กลไกอำนาจของผู้บริหารมันมากล้นเสียจนข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยไม่กล้าหือ พวกเขาจึงได้แต่หวานอมขมกลืนไปเท่านั้นเอง
การสอบโอเน็ตก็ดี การประกันคุณภาพการศึกษาก็ดี เป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น มันเป็นการประเมินขีดความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียน ปัญหาก็คือ โรงเรียนจำนวนมาก ไม่ได้จัดการเรียนการสอบอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่หลักสูตรกำหนด เพราะมัวแต่ไปวุ่นวายกับกิจการอื่นๆ สารพัด แต่ไม่ใช่เรื่องการเรียนการสอน พอสอนไม่ครบหลักสูตร เด็กไม่มีความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานที่กำหนด ก็ทำให้เกิดความกลัวเรื่องการสอบโอเน็ตจนขี้ขึ้นสมอง กลัวว่าผลคะแนนของนักเรียนในความรับผิดชอบของตนจะรั้งท้ายให้ขายหน้า ก็เลยคิดหาทางสารพัดวิธี เริ่มตั้งแต่จับเด็กนักเรียนมาติวเป็นแรมเดือน รวมไปถึงวิธีการที่ไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเสาะหา “เฉลย” ข้อสอบมาบอกเด็ก การให้ครูไปแก้ไขข้อสอบของนักเรียน การทำแบบนี้ มันต้องทำเป็นระบบและขั้นตอนเท่านั้นจึงจะทำได้ เอาไปเอามาการสอบโอเน็ตก็ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์และจุดมุ่งหมายที่แท้จริง
พูดเรื่องสอบโอเน็ตของประเทศนี้ จึงได้แต่รู้สึก โอ้ละหนอ โอละหน่าย พร้อมๆ กับให้อเนจอนาถใจกับการศึกษาของไทย คือดูไปดูมามันก็เลวร้ายไปเสียทั้งหมด ในขณะที่รัฐทุ่มเทงบประมาณในการจัดการศึกษาจำนวนมหาศาล แต่ผลที่มันออกมายิ่งถอยหลังเข้าคลองเข้าไปทุกวัน ตอนนี้ถ้าเทียบคุณภาพการศึกษาของไทยกับของประเทศในอาเซียน เราก็คงได้เอาปี๊บมาคลุมหัวกันเท่านั้น