‘สพม.’ชำแหละ‘ร่างรธน.’พบหลายจุดบกพร่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160214/222434.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559
‘สพม.’ชำแหละ‘ร่างรธน.’พบหลายจุดบกพร่อง

สพม.”ชำแหละ“ร่าง รธน.”พบหลายจุดบกพร่องเชื่อปล่อยไว้ก่อปัญหาในอนาคตแน่จ่อร่อนข้อเสนอให้ “กรธ.”15 ก.พ.นี้ ชง “คสช.”จัดเลือกตั้งเลยหากมั่นใจโหวตประชามติถูกคว่ำ

          วันที่ 14 ก.พ.59 เมื่อเวลา 10.00 น. นายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง (สพม.)  แถลงถึงมติของ สพม.ต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังมีข้อบกพร่องหลายประการและไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้เป็นรัฐธรรมนูญปกครองประเทศ ข้อบกพร่องของร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนี้เป็นปัญหาเชิงหลักการ หากยังนำยึดหลักการตามร่างนี้ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาการเมืองและการปกครองในอนาคต สพม.จึงมีความเห็นดังนี้ ประเด็นสิทธิและเสรีภาพ ที่ยังมีความคลุมเครือขาดความชัดเจน จึงอยากให้ปรับปรุงแก้ไขหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพให้ชัดเจน และต้องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตามที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 ส่วนการที่ กรธ.กำหนดใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเลือก ส.ส.เขต และนำคะแนนไปคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือเป็นการบังคับให้ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องลงคะแนนให้กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อซึ่งสังกัดพรรคเดียวกับที่ลงคะแนนให้กับ ส.ส.เขต ซึ่งขัดต่อทฤษฎีเลือกตั้ง ขัดเจตนารมณ์และขัดหลักสากล นอกจากนี้ยังเห็นว่า วิธีการได้มาซึ่งส.ว. ที่กำหนดให้มาจากผู้แทนสาขาอาชีพเป็นการนำหลักการตัวแทนกลุ่มอาชีพมาทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มอาชีพไม่เป็นไปตามหลักการที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย โดยเห็นควรให้ส.ว.เลือกตั้งโดยตรง
          นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังเห็นว่า การที่ย้ายมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาบัญญัติให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นการบิดเบือนไปจากประเพณีการปกครอง และยังเป็นการช่วงชิงพระราชอำนาจของกษัตริย์มาเป็นของศาลรัฐธรรมนูญด้วย ขณะเดียวกัน ยังไม่เห็นด้วยกับ กรธ.ที่กำหนดหลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแบบปิดตาย โดยเฉพาะการกำหนดให้ ส.ส.จากทุกพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ10 ของแต่ละพรรคต้องให้ความเห็นชอบอย่างไรก็ตาม ข้อเสนอทั้งหมดนี้จะนำส่งให้กรธ.ในวันที่ 15 ก.พ.นี้
          ” ในฐานะส่วนตัวผมอยากเสนอความเห็นเพิ่มเติมว่า 1.หากร่างรัฐธรรมนูญที่กรธ.ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว แต่พบว่ายังไม่เป็นที่พอใจองประชาชนไปให้ประชาชนลงประชามติแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบ ผมคิดว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้แต่งตั้ง กรธ.ชุดนี้เข้ามาทำหน้าที่ และขอตั้งคำถามว่าเมื่อถึงจุดนั้น คสช.จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร
          2.หากจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามตินั้นตนไม่ขัดข้อง แต่ขอเสนอให้ระบุเพิ่มเติมไปด้วยว่า”อย่างน้อยต้องมีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิประชามติมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดด้วย”เพราะถ้าประชาชนออกมาใช้สิทธิไม่ถึงกึ่งหนึ่งต่อให้เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ถือว่าผ่านไม่ได้ ยกตัวอย่าง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 48 ล้านคน กึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิต้องมากกว่า 24 ล้านคน ถ้ามาแค่ 10 ล้านคน แล้ว 8 ล้านคนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าไม่ผ่านการทำประชามติ เพราะต้องมีประชาชนออกมาใช้สิทธิมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จึงขอฝากผู้มีอำนาจได้พิจารณาเพราะหากจะปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ก็อย่าคิดแก้ไขแค่เพียงประเด็นเดียว” นายธีรภัทร์ กล่าว
          นายธีรภัทร์ กล่าวอีกว่า 3.การที่รัฐบาลบอกว่าจะแก้ไขจำนวนการแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนมาเป็นอย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกช่องทางจากเดิมกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนนั้น โดยอ้างว่าประชาชนไม่อ่าน ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองนั้น ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะแก้ไขประเด็นนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) กำหนดไว้อย่างไรก็ต้องดำเนินการเช่นนั้น จะไปคิดล่วงหน้าว่าประชาชนอ่านหรือไม่อ่านไม่ได้
          4.รัฐบาลไม่ควรปิดกั้นหรือขัดขวางการแสดงความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ควรเปิดเวทีจัดเสวนาได้อย่างอิสระ เพราะหากขัดขวางก็จะเป็นอันตรายทำให้ประชาชนออกมาต่อต้าน
         และ 5. ทางออกที่ดีที่สุดของเวลานี้ ถ้าคสช.เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มไม่ผ่านประชามติ อย่าไปเสียเวลาเลย ควรเร่งจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด หากถามว่าจะจัดการเลือกตั้งโดยเร็วได้ด้วยวิธีการอย่างไรนั้น ขอให้มาถามตนได้ พร้อมยินดีบอก ไม่ใช่เรื่องยากเลย วิธีการนี้จะเป็นการลงจากอำนาจที่สวยงาม เป็นการลงจากหางเสือโดยที่ไม่บาดเจ็บ ประชาชนก็จะให้การยกย่องและชมเชย และขอย้ำว่า ตนไม่ได้กลัวการสืบทอดอำนาจแต่ให้ความสำคัญกับวิกฤติทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ควรเร่งหาทางออกโดยไม่ต้องรอถึงปี 2560 ปีนี้ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้

‘วัชระ’ยก6ข้อสังเกตการตาย‘พ.ต.ท.จันทร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160214/222432.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559
‘วัชระ’ยก6ข้อสังเกตการตาย‘พ.ต.ท.จันทร์’

“วัชระ”เปิดข้อความสุดท้ายที่คุยผ่านไลน์ “พ.ต.ท.จันทร์” “ผบ ไม่ชอบ พงส. เอาทหารมารุม” ยก 6 ข้อสังเกตการตาย “พ.ต.ท.จันทร์” แกนนำค้านยุบ “พงส.” วอน พิสูจน์ศพใหม่

“วัชระ” เปิดข้อความสุดท้ายที่คุยผ่านไลน์ “พ.ต.ท.จันทร์” “ผบ ไม่ชอบ พงส เอาทหารมารุม”
สำนักข่าวเนชั่น  โดย  ณัฐภัทร พรหมแก้ว
วันที่ 14 ก.พ.59 เมื่อเวลา 10.30 น. นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีการเสียชีวิตด้วยการผูกคอของ พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ เลขาสมาพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ผู้ชำนาญการพิเศษ สถานีตำรวจนครบาลเทียนทะเล หลังจากก่อนหน้านี้ได้เดินทางมายืนหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อคัดค้านคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่6/2559 ให้ยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวน (พงส.) โดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวว่า วันรุ่งขึ้นหลังจาก พ.ต.ท.จันทร์ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ตนได้รับข้อความผ่านแอพลิเคชั่นไลน์จาก พ.ต.ท.จันทร์เป็นข้อความสุดท้าย ในเวลา 12.54 น. ของวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา ก่อนจะพบ พ.ต.ท.จันทร์ เสียชีวิตในช่วงเช้าวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ระบุว่า “ต่อเช้าฝากข่าวนายกให้กัน” ในภาษาใต้หมายความว่า พรุ่งนี้เช้าฝากข่าวให้นายกฯด้วย รวมถึงข้อความที่ระบุว่า “ผบ ไม่ชอบ พงส. เอาทหารมารุม” หมายความว่า ผบ.ตร.ไม่ชอบ พงส.ที่เคลื่อนไหวคัดค้านแยก พงส. ออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่วนที่ระบุว่า เอาทหารมารุมนั้นตนไม่ทราบว่าหมายความว่าอย่างไร โดยตนพร้อมนำหลักฐานชิ้นนี้มอบให้ผู้เกี่ยวข้องต่อไป
          นายวัชระ กล่าวว่า แม้ตนเคารพผลการชันสูตรศพการเสียชีวิตของ พ.ต.ท.จันทร์ ของแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชและเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ควรตอบให้ได้ว่า 1.สภาพศพนั้นไม่ใช่สภาพศพของคนผูกคอตายทั่วไป ขนาด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวช อดีต ผบ.ตร. และเพื่อนตำรวจทุกนายในภาตใต้ ต่างยังไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น 2.แขนทั้งสองข้างมีรอยแดงคล้ายถูกความร้อนแรงสูงเฉียบพลัน เมื่อผู้ที่เคลื่อนย้ายศพไปแตะโดนปรากฎว่าผิวหนังหลุดลอกจนเห็นชั้นไขมันทันที 3.กุญแจและโทรศัพท์ส่วนตัวหายสาบสูญ 4.รถมอเตอร์ไซค์ถูกนำไปจอดทิ้งไว้ที่ปากซอย โดยกุญแจเสียบคาไว้อยู่ ถ้า พ.ต.ท.จันทร์ ผูกคอตายจริง ทำไมต้องเอามอเตอร์ไซค์ไปทิ้งที่ปากซอย 5. พ.ต.ท.จันทร์ หายไปสองวันไม่มีใครติดต่อได้ก่อนพบศพ  6.เหตุใดผู้บังคับบัญชาถึงรีบสรุปทันทีว่า พ.ต.ท.จันทร์ผูกคอตาย หากกรณีนี้ สตช.ไม่สามารถทำให้โปร่งใสหรือคลี่คลายคดีได้จะเกิดวิกฤตศรัทธาตามมา
          นายวัชระ กล่าวว่า การเสียชีวิตของ พ.ต.ท.จันทร์ มีเงื่อนงำชัดเจน คสช.ต้องสร้างความอุ่นใจ ปลอดภัยให้ประชาชน ไม่ใช่เป็นถึงขนาด พ.ต.ท.ยังถูกอุ้มฆ่าแล้วนำศพมาแขวนหลังบ้านเช่นนี้ แล้วประชาชนจะมีความปลอดภัยได้อย่างไร ตนจะยื่นเรื่องถึง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้รับเรื่องนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นคดีที่สลับซับซ้อน มีเงื่อนงำ สะเทือนขวัญสังคม และพัวพันอำนาจมืด จึงขอเรียกร้องให้มีการตรวจพิสูจน์ศพอีกครั้ง นอกจากนั้น บรรดาอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ จะผลักดันเจตนารมณ์ของ พ.ต.ท.จันทร์ที่ให้แยกพนักงานสอบสวนออกจาก สตช. ต่อไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการปฏิรูป สตช.และเป็นประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมเบื้องต้นต่อประชาชนทั้งประเทศ แต่ถ้าไม่รับเป็นคดีพิเศษ ย่อมส่อพิรุธชัดเจนว่าเพราะอะไร
          นายวัชระ กล่าวว่า อาจจะมีอำนาจลึกลับบางอย่างอยู่เบื้องหลังคดีนี้ ตนเชื่อว่าถ้าจะให้ประเทศเดินหน้าได้และต้องการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริงต้องไม่มีการอุ้มฆ่ากันอีก ส่วนกรณีที่ประธานสมาพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติประกาศลาออก หลัง พ.ต.ท.จันทร์ เสียชีวิต นั้น “เพราะถูกบีบคั้นด้วยความจำเป็น พ.ต.ท.จันทร์ ถูกฆ่าแล้วนำมาแขวนคอเป็นตัวอย่าง ทำให้พนักงานสอบสวนทั่วประเทศหวาดกลัวจะได้ไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป แต่เท่าที่ทราบพนักงานสอบสวนจะไม่ยุติการเคลื่อนไหว ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ได้พูดไว้ชัดเจนว่า ให้แยกพนักงานสอบสวนออกจาก สตช.” อย่างไรก็ตาม ตนไม่มีความเชื่อมั่นในการปฏิรูปตำรวจภายใต้ทิศทางของ คสช.และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และหากนายกฯ ไม่มีการทบทวนคำสั่งยุบพนักงานสอบสวน อาจเกิดเหตุอะไรขึ้นได้อีกหลายอย่าง เช่น อาจมีพนักงานสอบสวนฆ่าตัวตายมากขึ้นอีก

‘พท.’จวกรัฐขวางเวทีกลุ่มสตรีฯปิดกั้นเสรีภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160214/222430.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559
‘พท.’จวกรัฐขวางเวทีกลุ่มสตรีฯปิดกั้นเสรีภาพ

“เพื่อไทย” จวกรัฐบาล ขวางเวทีกลุ่มสตรีฯ ปิดกั้น เสรีภาพ

          วันที่ 14 ก.พ.59 นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีต รมช.แรงงาน กล่าวว่า เป็นห่วงภาพข่าวทหารสั่งให้องค์กรสตรียุติเวทีวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดขึ้นใน จ.อำนาจเจริญ วันที่ 13 ก.พ ที่ผ่านมา จะยิ่งทำลายภาพพจน์ของรัฐบาลในการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสตรีไม่ให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ ร่าง รธน.อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อยากให้รัฐบาลเข้าใจต่อสิ่งที่กลุ่มสตรีได้แสดงออกนั้นก็ด้วยความห่วงใยต่อข้อบัญญัติต่างๆ ในร่าง รธน.ที่ริดรอนสิทธิ์ของประชาชน แต่ขณะเดียวกันกลับให้อำนาจแก่ข้าราชการมากจนเกินไป รัฐบาลควรจะนำข้อห่วงใยนี้เสนอให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. รับไปแก้ไขปรับปรุง ให้เป็นที่พอใจของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสังเกตของบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิระดับชาติ ทั้งที่เป็นกลาง และที่เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งข้อสังเกตจากพรรคเพื่อไทยซึ่งได้สรุปประเด็นสำคัญไว้อยางชัดเจน
          ทั้งนี้อยากให้มีการนำมาพิจารณาแก้ไขให้เป็น รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เพราะถ้าขืนจัดการเลือกตั้งภายใต้ รัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยจะไม่เกิดผลดีต่อบ้านเมืองเลย เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระมีจะอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ขัดหลักการประชาธิปไตยที่เป็นสากลอย่างสิ้นเชิง
          นอกจากนี้รัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อคนไทยทุกคน ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง น่าเป็นห่วงมากหากรัฐบาลปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนจะยิ่งทำให้เกิดความไม่พอใจและจะยิ่งเพิ่มกระแสคัดค้านร่าง รธน.มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งไม่ผ่านการทำประชามติ

‘พท.’วอนเปิดเวทีดีเบต‘รธน.’ทุกฝ่ายร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160214/222429.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559
‘พท.’วอนเปิดเวทีดีเบต‘รธน.’ทุกฝ่ายร่วม

“เพื่อไทย” วอน เปิดเวทีดีเบต “รธน.”ทุกฝ่ายร่วม แนะกรธ.ควรปรับเนื้อหารธน.ให้เป็นสากลและเป็นปชต. อ้างเหตุทุกฝ่ายจะสามารถยอมรับได้

          วันที่ 14 ก.พ.59 นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ตนเรียกร้องให้เปิดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญผ่านรายการโทรทัศน์โดยมีตัวแทน กรธ. ตัวแทนสื่อมวลชน ตัวแทนประชาชน และนักการเมืองเข้าร่วม เนื่องจากขณะนี้ กรธ. ใช้สื่อของรัฐฝ่ายเดียว การเชิญหลายฝ่ายเข้าร่วมจะทำให้ กรธ. ได้ชี้แจงตรงประเด็นที่ประชาชนสงสัย และให้ประชาชนเข้าถึงสื่อของรัฐซึ่งเป็นของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการรับรู้และการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
          เนื่องจาก กรธ. อ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญมีความเป็นสากล ซึ่งไม่เป็นความจริง และประชาชนควรรู้ว่าไม่เป็นสากลอย่างไรและจะมีปัญหาอย่างไรในอนาคต เช่นประเด็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในเยอรมันและฝรั่งเศสให้สภาผู้แทนฯและวุฒิสภาแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงยึดโยงกับตัวแทนประชาชน แต่ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามร่าง นายมีชัยไม่เป็นเช่นนั้น และมีคำถามจากหลายฝ่ายว่าร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากจนเป็นซุปเปอร์องค์กรและมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายของฝ่ายอื่นๆ ที่มาจากประชาชนโดยไม่มีการถ่วงดุลการใช้อำนาจใช่หรือไม่
          “ในขณะนี้คนไทยด้วยกันเองไม่ไว้วางใจอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้เกิดกติกาที่ขัดหลักการประชาธิปไตย ให้อำนาจองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชนและรับผิดชอบต่อประชาชนมาควบคุมตัวแทนประชาชนจนเกินสมควรและเสียสมดุล จึงเสนอให้ กรธ.เขียนรัฐธรรมนูญป้องกันการเบียดบังอำนาจประชาชนด้วย สมมติว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่ประชาชนเกือบครึ่งค่อนประเทศไม่เห็นด้วย กติกานี้จะทำให้ประเทศมั่งคั่ง ยั่งยืนได้อย่างไร ดังนั้น กรธ. ควรรับฟังเสียงประชาชนบ้างและปรับเนื้อหาให้เป็นสากลและเป็นประชาธิปไตย ที่ทุกฝ่ายพอรับกันได้ อย่าทำให้คำกล่าวที่ว่าชนชั้นใดเขียนกฎหมายเพื่อชนชั้นนั้นเป็นจริงเพราะจะไม่เป็นผลดีต่อความปรองดองในชาติ” นายนพดล กล่าว

จี้‘คสช.’เลิกคุกคามเวทีมีส่วนร่วมปชช.ต่อ‘ร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160214/222428.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559
จี้‘คสช.’เลิกคุกคามเวทีมีส่วนร่วมปชช.ต่อ‘ร่างรธน.

“เครือข่ายวีมูฟ” จี้ “คสช.” เลิกคุกคามเวทีมีส่วนร่วมปชช.ต่อร่างรธน.ใหม่ พร้อมแนะควรสนับสนุนเพื่อให้เกิดประโยชน์ช่วงทำประชามติ

          วันที่ 14 ก.พ.59 นางสุนีย ไชยรส ผู้ประสานงานเครือข่ายขบวนการผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (วีมูฟ) กล่าวถึงกรณีที่ทางฝ่ายความมั่นคงในนามของหน่วยงาน คสช.จังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมด้วยตำรวจ และพนักงานปกครอง อ้างคำสั่งให้ยุติการจัดเวทีนำเสนอและรับฟังความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อวันที่ 13 – 14 ก.พ.? ซึ่งจัดในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นการคุกคามประชาชนต่อกระบวนการการมีส่วนร่วมในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้การจัดเวทีดังกล่าวยอมรับว่าไม่ได้ขออนุญาตจากฝ่ายใด เพราะมองว่าไม่ใช่เวทีทางการเมือง แต่เป็นเวทีวิชาการที่ให้ความรู้
          ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมาทางเครือข่ายวีมูฟ ได้จัดเวทีลักษณะดังกล่าวมาแล้วจำนวน 2 ครั้ง คือ ที่กทม. และ ที่จ.ลำปาง ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตแต่สามารถจัดงานผ่านมาได้อย่างดี อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้ามายุติเวทีนั้นให้เหตุผลว่าหากให้เวทีเครือข่ายดำเนินการจัดเวทีได้ อาจมีกลุ่มอื่นๆ ขอจัดบ้าง ซึ่งตนเข้าใจ แต่กรณีที่เกิดขึ้นขอให้ทุกฝ่ายได้พิจารณาความสำคัญด้วยว่ากระบวนการทำร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสำคัญและบังคับใช้กับประชาชนทั้งประเทศ หากขาดการมีส่วนร่วมและการแสดงความเห็นของประชาชนแล้วช่วงของการออกเสียงประชามติจะมีประโยชน์อะไร
          “ขอเรียกร้องไปยัง คสช. ให้เลิกการกระทำที่คุกคามการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการทำร่างรัฐธรรมนูญต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งลำพัง กรธ.ที่จัดเวทีรับฟังความเห็นช่วงเวลาสั้นนั้น คงไม่สามารถทำครอบคลุมได้ ดังนั้นต้องอาศัยเครือข่ายภาคประชาชนดำเนินการ ทั้งนี้ คสช.ควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ภาคประชาชนตื่นตัวในเรื่องนี้ ดังนั้นขออย่าคุกคามอีก ส่วนการจัดงานของเครือข่ายยืนยันจะเดินหน้าต่อไป เพราะยังมีเวทีที่จ.พัทลุงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้” นางสุนี กล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เวทีรับฟังความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญของเครือข่ายขบวนการผู้หญิงฯ ถูกระงับไปเมื่อวันที่ 13 ก.พ. และต่อเนื่องถึงงานที่จะจัดในวันที่ 14 ก.พ. และพบว่ามีเจ้าหน้าที่ในจังหวัดส่งกำลังติดตามคณะผู้จัดงานไปถึงโรงแรมที่พักนั้น ล่าสุดทางเครือข่ายได้ออกแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องไปยังคสช. ยุติการคุกคาม สิทธิ เสรีภาพของประชาชนต่อการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้การคุกคามดังกล่าวไม่เกิดประโยชน์ใดๆ และหากยังพบการคุกคามในลักษณะดังกล่าวต่อไปภาคประชาชนไม่สามารถลงประชามติให้กับร่างรัฐธรรมนูญที่ปราศจากมีส่วนร่วมของประชาชนได้ อย่างไรก็ตามในวันที่ 17 ก.พ. นี้ทางน.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง อนุกรรมการสิทธิมนุษยชนจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้พิจารณาด้วย

‘นายกฯ’บินร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160214/222420.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559
‘นายกฯ’บินร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ

“นายกฯ”บินร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ 14-18 ก.พ.แล้ว เล็งถกประเด็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทุกมิติ พร้อมปฎิเสธจ้อกับสื่อ

          วันที่ 14 ก.พ.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา สมัยพิเศษ (The U.S. – ASEAN Leaders Summit) ณ Sunnylands เมือง Rancho Mirage มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์นี้ โดยนายกฯปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ก่อนออกเดินทาง
          สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา เป็นการประชุมหลังจากอาเซียนได้รวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) และเป็นตามคำเชิญของนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการประชุมระหว่างผู้นำอาเซียน-สหรัฐ เป็นการโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ด้วย (the First ever standalone U.S.-ASEAN summit) เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมว่า สหรัฐฯ มีความจริงจังในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและสหรัฐ ฯ ในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (the ASEAN-US Strategic Partnership) ตามที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ประกาศในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 3 ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2558 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียที่ผ่านมา
          โดยการประชุม ฯ ได้แบ่งออกเป็น 3 หัวข้อใน 3 ช่วง คือวันที่ 15 ก.พ. ช่วงบ่าย การหารือช่วงที่ 1 หัวข้อ คือ การส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคผ่านนวัตกรรมและประกอบการธุรกิจ (Promoting Regional Prosperity Through Innovation and Entrepreneurship) และในช่วงค่ำ การหารือระหว่างอาหารค่ำ (Working Dinner) หัวข้อ คือ ทิศทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค (Regional Strategic Outlook) ส่วนวันที่ 16 ก.พ.ช่วงเช้า การหารือช่วงที่ 2 ในหัวข้อ คือ การรักษาสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงในเอเชีย-แปซิฟิก (Protecting peace, Prosperity and Security in the Asia-Pacific) ครอบคลุมประเด็น การก่อการร้าย และความท้าทายข้ามชาติ โดยจะมีเอกสารผลลัพธ์การประชุม ฯ ครั้งนี้ คือหลักการซันนีแลนด์
          โดยประเด็นสำคัญที่ไทยและอาเซียนจะผลักดันในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-สหรัฐฯ ในทุกมิติ การเน้นย้ำบทบาทที่สร้างสรรค์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคการสนับสนุนนโยบาย Rebalancing ที่มีอาเซียนเป็นแกนกลางของภูมิภาค และการสานต่อความเป็นหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งการขยายความร่วมมือในประเด็นความมั่นคงรูปแบบใหม่และประเด็นท้าทายข้ามชาติ นอกจากนี้ ไทยและอาเซียนยังคาดหวังว่า การประชุมสุดยอดฯ ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนในสหรัฐฯ และความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนสหรัฐฯ อีกด้วย

4 ทางเลือก หาก ‘ประชามติไม่ผ่าน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160214/222411.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559
4 ทางเลือก หาก 'ประชามติไม่ผ่าน'

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : 4 ทางเลือก หาก ‘ประชามติไม่ผ่าน’ : โดย…โอภาส บุญล้อม

                      เคาะออกมาเรียบร้อยแล้วว่า วันที่  31 กรกฎาคมนี้ เป็นวันลงประชามติ หลังจาก “สมชัย ศรีสุทธิยากร ” กกต.ด้านการบริหารงานการเลือกตั้ง ได้หารือกับ วิษณุ เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหลังจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นออกมาก็มีเสียงสะท้อนกลับมา ทั้งที่เห็นด้วย เห็นแย้ง                       ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากฝ่ายต่างๆ เพื่อแก้ไขนำไปสู่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ต่อไป
                      แต่นาทีนี้คำถามว่า หากประชามติไม่ผ่านจะทำอย่างไรกันต่อไป ดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ
                      ขณะที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557  แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) เขียนแต่เพียงว่า “ในการออกเสียงประชามติ ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ” แต่กลับไม่ได้เขียนว่า “ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป”
                      ดังนั้น หากเกิดกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ  คนที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรต่อไปก็คงหนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เพราะก่อนหน้านี้ “วิษณุ” เคยให้สัมภาษณ์ว่า “หากประชามติไม่ผ่าน…หัวหน้า คสช.จะเป็นผู้ตัดสินใจ”
                      ซึ่งขณะนี้มีวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ 2 วิธี หาก “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์” ไม่ผ่านประชามติ คือ 1.แก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน 2.ใช้มาตรา 44
                      ก่อนอื่นขอกล่าวถึงมาตรา 44  ซึ่งเป็นมาตราที่ค่อนข้างครอบจักรวาล หลายคนจึงมองว่า มาตรา 44 ทำให้หัวหน้า คสช.มีอำนาจเหนือนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ และมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป เป็นการใช้อำนาจในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์” แปลว่า อะไรที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ หัวหน้า คสช.อาจใช้มาตรา 44 เขียนอุดช่องได้
                      อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้่  “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ มือกฎหมายของรัฐบาล เคยบอกว่า การนำมาตรา 44 มาใช้ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติว่าจะทำอย่างไร อาจจะไปแย้งกันเองกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) เพราะว่ารัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไรต่อไป เขียนแต่ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติว่าให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเท่านั้น   ในขณะที่มาตรา 44  ก็เป็นมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งตามหลักกฎหมายขัดแย้งกันเองไม่ได้ ดังนั้นโอกาสที่จะใช้มาตรา 44 จึงค่อนข้างต่ำ อีกทั้งมาตรา 44 เป็นอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ดังนั้นการที่ พล.อ.ประยุทธ์จะใช้อำนาจของตัวเองในการเขียนรัฐธรรมนูญภาพจะไม่สวยเท่าไหร่
                      ดังนั้น กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จึงน่าจะใช้วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มากกว่า
                      อีกทั้งขณะนี้มีประเด็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) อยู่แล้ว เช่น เสียงการผ่านประชามติของร่างรัฐธรรมนูญ  ซึ่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ใช้คำว่า “ผู้มีสิทธิออกเสียงโดยเสียงข้างมาก” ซึ่งหากดูตามถ้อยคำที่ใช้ ก็ต้องหมายถึง เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง แต่ฝ่าย คสช.กลับแปลความว่า เสียงข้างมากของผู้ออกเสียงใช้สิทธิ ซึ่งขัดแย้งกับถ้อยคำที่ใช้  ดังนั้นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว)  ให้ชัดลงไปว่า “ใช้เสียงข้างมากของผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียง” หากต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านโดยง่าย
                      นอกจากนี้้ยังมีประเด็นขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้มาจากการพูดคุยระหว่าง กกต.กับตัวแทนรัฐบาล เกี่ยวกับกรณีที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งบัญญัติว่า “ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนดวันออกเสียงประชามติ นับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ” ซึ่ง กกต.เห็นว่า เป็นเรื่องอันตราย เพราะหาก กกต.ส่งร่างรัฐธรรมนูญได้ไม่ถึงร้อยละ 80 ของครัวเรือนของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ก็ไม่สามารถลงประชามติกันได้  ดังนั้นจึงจะยกเลิกเกณฑ์เกี่ยวกับการส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ได้ถึงร้อยละ 80 ของครัวเรือน จึงจะลงประชามติได้ เปลี่ยนเป็นว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีส่งร่างรัฐธรรมนูญถึง กกต. ให้จัดให้มีการลงประชามติภายในเวลาไม่เกิน 120 วัน ซึ่งเป็นหลักประกันว่า การลงประชามติเกิดขึ้นได้แน่ๆ จึงเป็นที่มาของการกำหนดวันลงประชามติในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ และการยกเลิกเกณฑ์ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติก่อนลงประชามติ ก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเช่นกัน
                      ส่วนประเด็นสำคัญที่ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเอาอย่างไรต่อ จะนำรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ก็ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ไปพร้อมกันก่อนที่จะถึงวันลงประชามติ เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจลงประชามติว่า หากไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ จะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้แทน และน่าจะเป็นที่ยอมรับได้กว่าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้หลังผลประชามติออกมาแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยไม่ผ่านประชามติ เพราะเท่ากับว่าประชาชนไม่มีโอกาสรู้มาก่อนเลยว่าจะต้องเจอกับอะไรหากลงประชามติไม่ผ่าน “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย”
                      อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ “วิษณุ” รองนายกฯ ได้พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ ว่า จะทำให้เกิดอคติขึ้นในการลงประชามติ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” เหมือนมีสินค้า 2 ชิ้นมาเทียบกัน ซึ่งมันไม่ดีไม่ควรจะมาล่อใจกันแบบนั้น หรืออาจจะกลายเป็นความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ในสังคม เพราะนอกจากกระแสไม่เห็นด้วยกับ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” แล้ว อาจมีกระแสขึ้นมาใหม่ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่จะหยิบนำเอามาใช้แทนด้วย ซึ่งถ้าแปลความจากคำพุูดของ “วิษณุ” ว่า จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติว่าจะเอาอย่างไรต่อ น่าจะทำหลังผลประชามติออกมาแล้วว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” ไม่ผ่าน
                      อีกทั้ง “ยุทธศาสตร์” ของ คสช.ที่ผ่านมา จะดำเนินการเรื่องอะไรก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ดังนั้นจึงน่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ในประเด็นนี้หลังผลประชามติออกมาแล้วว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยไม่ผ่าน เว้นแต่ คสช.ทนกระแสเรียกร้องที่ต้องการความชัดเจนในประเด็นนี้้ ซึ่งขณะนี้แรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ไหว ก็อาจแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าจะเอาอย่างไรกรณี “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” ไม่ผ่านก่อนผลประชามติจะออกมาก็ได้ เหมือนกับที่เคยแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาแล้วในเรื่องให้มีการ “ลงประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญเพราะทนกระแสเรียกร้องในขณะนั้นไม่ไหว ทั้งที่ตอนแรกรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ไม่มีเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
                      ส่วนแนวทาง กรณีที่ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” ไม่ผ่านประชามติ มีอยู่ 4 ทางเลือก ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะเลือกแนวทางใด ได้แก่ 1.นำเอา “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” มาเป็นต้นร่างแล้วปรับปรุง จากนั้นประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ซึ่งแนวทางนี้มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด 2.นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุง เช่น รัฐธรรมนูญในอดีต ปี 2540, ปี 2550 หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือนำเอารัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาปรับปรุงแล้วประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรก็ได้ หรือนำเอารัฐธรรมนูญหลายฉบับมายำรวมกัน แล้วประกาศใช้
                      3.เริ่มกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ โดยตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ รับฟังความคิดเห็นกันใหม่ นับหนึ่งใหม่ แต่เป็นไปได้น้อย เพราะทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และวิษณุเคยบอกตั้งแต่แก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ครั้งแรกว่า คงไม่ปล่อยให้ทำกันไม่รู้จบ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ย้ำแล้วย้ำอีกว่า ปี 2560 ต้องเลือกตั้งให้ได้ ดังนั้นหากยกร่างกันใหม่ เลือกตั้งไม่ทันกำหนดแน่
                      4.ให้อำนาจหัวหน้า คสช.ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นของตัวเองเลย เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พล.อ.ประยุทธ์  ซึ่งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ก็เคยพูดทำนองนี้ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ผมก็ทำของผมเอง เพื่อไม่ให้เสียของ และต้องหารัฐธรรมนูญมาให้เลือกตั้งจนได้ อาจมีมาตราเดียว หรือ 2-3 มาตรา ก็พอแล้ว คือ 1.ให้มีการเลือกตั้ง 2.เรื่องสิทธิมนุษยชน 3.เรื่องประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ  อีกทั้งก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่า นายกฯ เตรียมร่างรัฐธรรมนูญไว้ 50 มาตรา ซึ่งหากใช้ทางเลือกนี้ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประยุทธ์” น่าจะมีดีกรีแรงกว่า “ฉบับของอาจารย์มีชัยและบวรศักดิ์”
                      ทั้งนี้ทางเลือกทั้ง 4 ทาง จะไม่มีการทำประชามติอีก ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญให้หมดปัญหากันไปเลย
——————-
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : 4 ทางเลือก หาก ‘ประชามติไม่ผ่าน’ : โดย…โอภาส บุญล้อม)

‘เนวิน’ซัด’โลกสวย’วิจารณ์กามสูตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222404.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
'เนวิน'ซัด'โลกสวย'วิจารณ์กามสูตร

ฮือฮาภาพแกะสลักกามสูตร 12 ท่ารายล้อมรอบแท่นศิวลึงค์ขนาดใหญ่ภายในสวนสุขภาพศิวะ 12 ชาวเน็ตวิจารณ์แซดถึงความเหมาะสม ‘เนวิน’ อมยิ้ม ‘โลกสวยไปหรือเปล่า’

                      13 ก.พ. 59  โลกออนไลน์มีการเผยแพร่ภาพหินทรายแกะสลักรูปชายหญิงร่วมเพศด้วยท่าทางต่างๆ ไปติดตั้งล้อมรอบแท่นศิวลึงค์ขนาดใหญ่ ภายในสวนสุขภาพศิวะ 12 ข้างปราสาทพนมรุ้งจำลอง ภายในบริเวณศูนย์การค้า “บุรีรัมย์ คาสเซิล” ที่กำลังเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวและช็อปปิ้งแห่งใหม่ของ จ.บุรีรัมย์ ในเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “paiboon Intasri” และมีข้อความระบุด้วยว่า “เห็นข่าวนี้แล้วเพลียใจ บุรีรัมย์ไม่มีอะไรจะส่งเสริมหรือไรไม่ทราบ shopping mall แห่งใหม่ของบุรีรัมย์ กลางสวนประดับด้วยรูปปั้นท่าร่วมเพศกาลามสูตร 12 ท่าให้เด็กเดินศึกษาว่าจะเอาท่าไหนดีหรืออย่างไร”
                      “ทั้งนี้ เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม ยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมายที่จะเอามาให้เด็กชื่นชมความงามของศิลปวัฒนธรรม ทั้งเทวรูป นางอัปสรา ศิวนาฏราช ทับหลัง ฯลฯ ทำไมไม่เอามา จะส่งกันไปไหนกาลามสูตรทุกวันนี้ก็มีข่าวข่มขืนกระทำชำเรากันตั้งแต่คนแก่ยันเด็กอนุบาลไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ทราบว่าเป็นโครงการของใคร ฝากท่านพ่อเมืองเนวินช่วยหน่อยครับ ที่ทำดีเราก็ชื่นชมครับ ทำกีฬาให้มีชื่อจนใครๆ ก็อยากใส่เสื้อทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำลานกีฬาให้เด็กเล่น ทำสนามให้เด็กแว้นเข้ามาแข่งในสนามไม่ต้องไปแข่งในถนนหลวงให้ชาวบ้านเดือดร้อนผมปรบมือให้จากใจจริง ทั้งหมดนี้ติเพื่อก่อครับ ไม่มีเจตนาอื่นใด…จากคนรักบ้านเกิด” ซึ่งมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม
                      จากความคิดเห็นดังกล่าวได้กลายเป็นกระแสฮือฮาขึ้นมา มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้คัดค้านสลับกันไป ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบตามที่ได้รับทราบข้อมูลพบว่ามีการเร่งตกแต่งรูปปั้นกามสูตร 12 ชิ้นล้อมรอบศิวลึงค์ขนาดใหญ่จริงบริเวณด้านหลังสนามไอ โมบายจริง โดยจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ ผู้ดูแลการจัดสวนสุขภาพดังกล่าวให้ข้อมูลว่า เป็นภาพแกะสลักจากกาลามสูตร และเป็นแนวคิดของประธานสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่ไม่ทราบถึงจุดประสงค์ที่นำรูปแกะสลักดังกล่าวมาตกแต่ง
                      ด้าน นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ชี้แจงว่า ถือว่าประสบความสำเร็จที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ เพราะจุดมุ่งหมายในการสร้างเมืองบุรีรัมย์ได้ประกาศมาตลอดว่า 1. ต้องแปลก 2. ต้องอลังการ เพราะไม่แปลกใหม่ก็ไม่มีใครมาดู ถ้าทำเป็นรูปปั้นปกติก็ไม่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีใครสนใจ แต่ก็ขอบคุณที่ให้ความสนใจ นี่แสดงว่าสิ่งที่วางแผนไว้ประสบความสำเร็จ
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า การนำรูปปั้นกามสูตรในท่าทางต่างๆ มาตกแต่งไว้ในสวนสุขภาพจะกระทบกับเด็ก เยาวชนหรือไม่ นายเนวินตอบด้วยสีหน้าอมยิ้มว่า “โลกสวยไปหรือเปล่า” พร้อมระบุต่อว่า มนุษย์เราเกิดมา นี่เป็นจุดกำเนิดจักรวาล คนเราก็เกิดมาจากสิ่งนี่แหละ ทำไมไม่เรียนรู้หาวิธีที่สอนให้เด็กได้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แล้วถ้าหากไม่ใช่ของที่มีประโยชน์คงไม่มีคนกำหนดให้เป็นสูตร และก็มีเรื่องราวมีคำวิพากษ์วิจารณ์ตามมา
                      “หากใครเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมก็ลองเข้ามาดูมามันเหมาะสมมั้ย สำหรับใครที่คิดว่ามันเหมาะสมก็ลองมาดูว่ามันดีขนาดไหน ส่วนแนวคิดก็ได้มาจากปราสาทหินพนมรุ้ง หากใครเคยไปก็จะเห็นว่าแกนกลางของปราสาทหินมีศิวลึงค์ตั้งอยู่ ซึ่งเป็นอาวุธหรือเครื่องมือของพระศิวะที่ใช้ในการสร้างโลก ก่อให้เกิดกำเนิดจักรวาล ซึ่งคอนเซ็ปต์ก็เอามาจากของโบราณ ฉะนั้นกามสูตร 12 ท่าก็ไม่ใช่อะไรที่แปลกประหลาด ซึ่งถ้าไม่ดีจริงคนโบราณเขาคงไม่เขียน และไม่กำหนดเป็นกามสูตรไว้หรอก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย อินเดียก็มีการจัดแสดงรูปปั้นในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ระบุ
                      ขณะที่ ผศ.สรเชต วรคามวิชัย อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และเจ้าของศูนย์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน มองว่า ภาพแกะสลักในลักษณะดังกล่าวจัดแสดงอยู่ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นภาพที่แกะสลักจากเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของศาสนาฮินดู จึงมองว่าผู้ที่จัดทำน่าจะลอกเลียนแบบแนวคิดมาจากประเทศอินเดีย เพื่อต้องการให้เป็นจุดสนใจที่แปลกใหม่ และเป็นที่ศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หรือชีวิตจริงของมนุษย์โลก
                      “ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าจะมองในแง่มุมไหน แต่ส่วนตัวมองว่าไม่ได้เป็นอะไรที่เสียหาย และคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เยาวชนเอาเป็นแบบอย่างในทางที่ไม่เหมาะสม เพราะปัจจุบันก็มีภาพในลักษณะดังกล่าวปรากฏอยู่ตามสถานที่ต่างๆ มากมายที่เด็กเยาวชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย” อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ฯ กล่าว

ชมภาพ!งานบอล‘จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’ครั้งที่71

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222400.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
ชมภาพ!งานบอล‘จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’ครั้งที่71

ชมภาพ! บรรยากาศงานฟุตบอลประเพณี ‘จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’ ครั้งที่ 71 คสช.เข้มขบวนพาเหรดล้อการเมือง

      13 ก.พ.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานฟุตบอลประเพณี “จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์” ครั้งที่ 71 ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่เวลา 12.00 น. โดยในส่วนของมาตรการรักษาความปลอดภัย ทาง พล.ม.2 รอ. ที่รับผิดชอบพื้นที่เขตปทุมวัน ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจาก ม.พัน1 รอ. นอกเครื่องแบบ จำนวน 100 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน คอยดูแลรักษาความสงบรอบบริเวณงาน ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้กำหนดเขตรับผิดชอบเป็น 3 เขต คือ 1.ดูแลความเรียบร้อยภายนอกรั้วสนามกีฬา และพื้นที่โดยรอบ 2.ดูแลความเรียบร้อยภายในรั้วสนามกีฬา และ 3.ดูแลความเรียบร้อยภายในสนามกีฬา
      ทั้งนี้สิ่งที่น่าจับตามองสำหรับฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ในทุกปี คือขบวนพาเหรดล้อการเมือง โดยที่ผ่านมาทางคณะผู้จัดงานได้ประชุมร่วมกับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยได้มีการขอความร่วมมือใน 3 ประเด็นคือ 1.อย่าแสดงอะไรที่หมิ่นประมาทบุคคล และหมิ่นประมาทหน่วยงาน 2.อย่าสร้างความแตกแยกในสังคม และ 3.อย่าทำให้เสียภาพลักษณ์ส่วนรวมของประเทศ หากผิดข้อตกลงก็จะให้หยุดการแสดง
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 13.00 น. ก่อนจะเริ่มขบวนล้อการเมือง ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบได้เข้ามาเจรจากับเจ้าหน้าที่กลุ่มอิสระล้อการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อขอดูข้อความบนป้ายผ้า และหุ่นล้อการเมือง ก่อนจะสั่งยึดป้ายผ้า 1 ผืน ซึ่งมีข้อความคำว่า คสช.บนป้ายผ้าดังกล่าว

กต.สั่ง‘สถานทูต-กงสุลใหญ่’แจงร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222399.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
กต.สั่ง‘สถานทูต-กงสุลใหญ่’แจงร่างรธน.

กต.สั่ง ‘สถานทูต-กงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก’ แจงต่างชาติปมร่างรธน. ระบุรัฐบาลเน้น ‘ปฏิรูปประเทศควบคู่ยกร่างรธน.ฉบับใหม่’ ยันจัดเลือกตั้งภายในปี 60

     13 ก.พ.59 นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สื่อต่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์กำหนดการเลือกตั้งของไทย หลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า กระทรวงการต่างประเทศ(กต.) ได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลกชี้แจงและทำความเข้าใจกับภาคส่วนต่างๆ และสื่อมวลชนต่างประเทศถึงพัฒนาการทางการเมืองของไทยแล้ว โดยขอยืนยันว่า ไทยกำลังดำเนินการตามโรดแม็พของรัฐบาลในการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย ในขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 ของโรดแม็พคือการปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน ควบคู่ไปกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อนำสู่การเลือกตั้งทั่วไปภายในปี 2560
     ทั้งนี้ ขอให้มั่นใจว่าประเทศไทยกำลังดำเนินการตามโรแม็พของรัฐบาลในการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง และสร้างสังคมที่มีความปรองดองและทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ