รบ.แจงแผนภาพบริหารงานโยงแม่น้ำ5สาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222398.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
รบ.แจงแผนภาพบริหารงานโยงแม่น้ำ5สาย

‘สรรเสริญ’ แจงเผยแพร่แผนภาพการบริหารงาน เชื่อมโยงแม่น้ำ 5 สาย หวังสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม วอนทุกฝ่ายขยายผลสร้างการรับรู้ ร่วมเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น

       13 ก.พ.59 พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการตีพิมพ์เผยแพร่แผนภาพการบริหารราชการแผ่นดินของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และความเชื่อมโยงของแม่น้ำ 5 สาย ว่า รัฐบาลต้องการเน้นย้ำสร้างการรับรู้แก่ประชาชนทุกระดับทั้งคนไทยและต่างประเทศ เพื่อให้เขัาใจกระบวนการทำงานของรัฐบาล และแม่น้ำอีก 4 สาย ที่บูรณาการภารกิจที่มีอยู่มากมายร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพื่อมุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น โดยแผนภาพทั้งหมด เป็นการสื่อสารโดยใช้ข้อความที่สั้นกระชับ ร่วมกับแผนผัง รูปภาพ และสีสันต่าง ๆ เชื่อมโยงการทำงานของแม่น้ำ 5 สาย ให้ประชาชนเข้าใจง่าย เสริมเพิ่มเติมจากสิ่งที่รัฐบาลเคยพูดหรือสื่อมวลชนเคยนำเสนอในรูปแบบของตัวหนังสือไปแล้ว แต่มักจะมีคำถามอยู่เสมอว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ และมีระยะเวลาอย่างไร
       พลตรีสรรเสริญ กล่าวต่ออีกว่า คสช.และรัฐบาล เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของประเทศที่ตกอยู่ในภาวะกำลังจะล้มเหลวให้สามารถเดินต่อไปได้ ภายใต้นโยบายวาระแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ระยะยาว ในกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกลไกประชารัฐลงถึงระดับพื้นที่
       “ท่านนายกฯ อยากให้ประชาชนได้ศึกษาทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้รู้แจ้งถึงความเป็นจริงทั้งหมด โดยยืนยันว่าทุกอย่างมีความชัดเจนมาตั้งแต่ต้น แต่ที่ผ่านมาอาจมีผู้ที่พยายามบิดเบือนให้สังคมเกิดความสับสน เข้าใจผิด และกล่าวหารัฐบาลต่าง ๆ นานา โดยการวางกรอบกติกาทั้งหมดก็เพื่อเป็นหลักให้การบริหารบ้านเมืองในวันข้างหน้ามีเป้าหมายชัดเจน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน” พล.ต.สรรเสริญ กล่าวและว่า พร้อมทั้งขอความร่วมมือทุกฝ่ายช่วยกันขยายความจริงนี้ให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่เป็นผู้ชี้นำสังคม ได้สะท้อนข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อสร้างความกระจ่างชัดแก่ผู้ที่ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจ ให้ได้รับทราบอย่างถูกต้องโดยทั่วกัน

คึกคัก!ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ครั้งที่71

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222397.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
คึกคัก!ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ครั้งที่71

คึกคัก! งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 71 ที่สนามศุภชลาศัย จับตาขบวนพาเหรดล้อการเมือง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารกว่า 100 นาย

      13 ก.พ.59 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 71 ที่จะเริ่มต้นขบวนพาเหรดล้อการเมือง โดยยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาว่าจะซ้ำรอยเหตุความวุ่นวายเหมือนปีที่ผ่านมาหรือไม่
      โดยงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 71 จะเริ่มต้นขึ้นบ่ายวันนี้ ซึ่งยังคงถูกจับตามองไปที่การแสดงออกทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา ผ่านการแปรอักษรและขบวนพาเหรดล้อการเมืองในปีนี้ว่าจะซ้ำรอยเหตุความวุ่นวายกับเจ้าหน้าที่เหมือนเมื่อปีที่ผ่านมาหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ โฆษกกองทัพบก พันเอกวินไทย สุวารี ชี้แจงว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยและขอความร่วมมือให้นิสิตนักศึกษาแสดงออกทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ พร้อมย้ำว่าในปีนี้ คณะกรรมการจัดงานจะเป็นผู้ตรวจขบวนล้อการเมืองด้วยตัวเอง หากพบว่าจะมีปัญหาก็สามารถหยุดการแสดงได้ทันที
      ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตัวแทนกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่รับผิดชอบขบวนล้อเลียนการเมืองได้ย้ายสถานที่ในการจัดขบวนพาเหรดจากสนามเทพหัสดิน มายังประตู 11 ของสนามศุภชลาศัย เพื่อให้สะดวก และใกล้ต่อการเดินขบวนเข้าไปภายในสนามศุภชลาศัยได้มากขึ้น หลังมีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่ทหารอาจขอเข้ามาตรวจสอบ
      สำหรับบรรยากาศที่สนามศุภชลาศัยในขณะนี้ เริ่มคึกคัก นิสิตนักศึกษาและศิษย์เก่าของทั้งสองสถาบัน พร้อมประชาชนทั่วไป ทยอยเดินทางเข้าสู่สนามศุภชลาศัยเพื่อร่วมกิจกรรมการเชียร์และแปรอักษร รวมถึงรอชมการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทั้งสองสถาบันในวันนี้
      ขณะที่ มาตรการรักษาความปลอดภัย เป็นไปอย่างเข้มงวด โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบกว่า 100 นาย ประสานกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกสนามศุภชลาศัย

‘ปึ้ง’โต้‘จิรชัย’ชี้จำนำข้าวผิด3กระทง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222396.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
‘ปึ้ง’โต้‘จิรชัย’ชี้จำนำข้าวผิด3กระทง

‘สุรพงษ์’ โต้ ‘จิรชัย’ ชี้จำนำข้าวผิด 3 กระทง แค่พยายามปรักปรำเอาผิดแบบเอาเป็นเอาตายกับ ‘ยิ่งลักษณ์’ จวกไม่ลืมหูลืมตา ไม่ดูพยานหลักฐานข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน

     13 ก.พ.59 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดในโครงการรับจำนำข้าว รีบออกมาชี้แจงเพิ่มเติมว่าโครงการจำนำข้าวทำความเสียหายอย่างไรบ้าง แม้ว่าการดำเนินนโยบายจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือว่าไม่ผิดก็ตาม และดูเหมือนกับว่านายจิรชัยคงจะถูกใครตำหนิติติงมา กรณีที่ให้ข่าวไปเมื่อวันที่11ก.พ.ที่ผ่านมา คงจะทำให้ใครบางคนไม่สบอารมณ์ นายจิรชัยจึงต้องรีบออกมาแก้ตัวว่าโครงการจำนำข้าวผิดแน่นอน 3 กระทง คือ กระทงแรก ทำให้ราคาข้าวบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้พันธุ์ข้าวดีๆ เสียหายกลายพันธุ์ และทำให้เกิดวิกฤติน้ำเพราะใช้น้ำต้นทุนในเขื่อนไปมาก ซึ่งฟังคำชี้แจงของท่านแล้วก็รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ขบวนการทางความคิดและเหตุผลตรรกะที่ใช้ในการสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น เป็นอะไรที่ฟังแล้วไม่น่าจะเป็นข้อสรุปที่มีเหตุและมีผลได้เลย เนื่องจากการปลูกข้าวต้องใช้น้ำ และเมื่อรัฐบาลมีนโยบายรับจำนำข่าวเกิดขึ้น ชาวนาก็ต้องรีบแห่ปลูกข้าว และพันธุ์ข้าวที่ชาวนาใช้ในการเพาะปลูกก็เป็นสิทธิของชาวนาที่จะเลือกปลูกข้าวพันธุ์อะไรที่หน่วยงานรัฐกำหนดก็ได้ และชาวนาก็จะได้ราคาจำนำตามชนิดและผลผลิตของข้าวที่ใช้ปลูก และต้องขึ้นอยู่กับความชื้นด้วย แต่ถ้าจะได้ราคาเกินความเป็นจริงก็ต้องมีการร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับโรงสีและพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จับมือร่วมกันโกงเท่านั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์คงไม่รู้ได้ เพราะท่านไม่ได้ไปนั่งเฝ้าตอนเขารับจำนำที่หน้าโรงสี และการที่กรมชลประทานปล่อยน้ำจากเขื่อนลงคูคลองเพื่อให้ชาวนามีน้ำเพื่อใช้ทำนา หรือให้ประชาชนได้ใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค หรือใช้ผลักดันน้ำทะเลออกสู่อ่าวไทย เป็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำของอธิบดีกรมชลประทานที่ต้องกำกับดูแล คงไม่ใช่หน้าที่ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ต้องไปยืนเฝ้าดูระดับน้ำอยู่หน้าเขื่อนว่าน้ำก้อนไหนใช้ทำนา หรือก้อนไหนใช้ไล่น้ำทะเล
     นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการกำหนดราคารับจำนำนั้น คงต้องรับจำนำในราคาที่นำตลาดหรือสูงกว่าราคาตลาด เพื่อยกระดับราคาซื้อขายในตลาดให้สูงขึ้นตาม คงไม่มีใครที่จะรับจำนำในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด เพราะถ้าทำเช่นนั้นก็คงไม่ได้ช่วยชาวนา และไม่มีชาวนาคนไหนคิดจะนำข้าวมาจำนำกับรัฐอย่างแน่นอน ที่ตนสรุปให้เห็นนี้คือหลักความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่คิดหาข้อสรุปขึ้นเองชนิดที่มีใบสั่งมาแล้วก็รีบกุลีกุจอทำตามใบสั่ง สำหรับกระทงที่ 2 ที่บอกว่ามีข้าวในโกดังหาย มีการเอานั่งร้านไปยัดไส้เอาไว้ตรงกลางกองข้าว และเห็นเพียงโกดังเดียวเท่านั้น ซึ่งการสูญหายของข้าวนั้นเป็นเรื่องที่เจ้าของโกดัง กระทรวงพาณิชย์ อตก. อคส. และเซอร์เวย์เยอร์ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะมีสัญญาข้อตกลงร่วมกันอยู่ ถ้าเกิดการสูญหายหรือเสียหายใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ คงไม่ใช่หน้าที่ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่จะต้องไปนั่งเฝ้าอยู่หน้าโกดังข้าวตลอด 24 ชั่วโมง และสัญญาจีทูจีก็เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องดูแลความถูกต้องของสัญญาเอง คงไม่ใช่เรื่องที่น.ส.ยิ่งลักษณ์จะรับรู้ได้ เพราะท่านไม่ใช่คนลงนามในสัญญา
     ส่วนกระทงที่ 3 เรื่องป.ป.ช.ท้วงติงโครงการจำนำข้าวมานั้น ก็รู้กันอยู่ว่าเป้าหมายของป.ป.ช.นั้นเป็นอย่างไร พอจะสรุปได้ว่า การสรุปว่าโครงการจำนำข้าวมีความผิดทั้ง 3 กระทงนั้น เรื่องง่ายๆ เช่นนี้เด็กป.4 ก็น่าจะให้คำตอบแก่ท่านได้ ไม่อยากเห็นวิธีการที่เอาแต่คิดพยายามที่จะปรักปรำกล่าวหาเอาผิดเอาเป็นเอาตายกับน.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่คนเดียวโดยไม่ลืมหูลืมตา ไม่ดูพยานหลักฐานข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนทุกๆ ด้าน อยากจะฝากถึงนายจิรชัยว่า ขอให้ช่วยกรุณาปฎิบัติหน้าที่ให้ตรงไปตรงมา ใครผิดใครถูกก็ว่ากันไป ใครจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงในแต่ละขั้นตอนในขบวนการรับจำนำข้าวก็ให้เอาคนผิดมารับโทษ แต่ขอร้องว่าอย่าใช้วิธีมั่วๆ มากล่าวหาคนแบบส่งเดชก็แล้วกัน ขอให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนด้วย อย่าคิดว่ามาตรา 44 จะปกป้องใครได้ถ้าทำผิด

‘เด็กพท.’ป้อง‘ปู’ปัดจ้อสื่อนอกทำร้ายปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222392.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
‘เด็กพท.’ป้อง‘ปู’ปัดจ้อสื่อนอกทำร้ายปท.

‘เด็กพท.’ ป้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ ยันให้สัมภาษณ์สื่อนอกไม่ได้ทำร้ายประเทศ ยํ้าทุกคนมีสิทธิ์แสดงความเห็นได้

      13 ก.พ.59 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า มีคนไปพูดกับสื่อต่างประเทศ ทำชาติเสียหายว่า ไม่แน่ใจว่าท่านผู้นำหมายถึงใครหรือเหตุการณ์ใด แต่ถ้าหมายถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศนั้น ไม่รู้ว่าท่านได้อ่านบทสัมภาษณ์ดังกล่าวด้วยตัวเองทั้งหมด หรือมีคนแปลให้ท่านอ่าน ซึ่งหากแปลผิดหรือแปลมาไม่ครบก็อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ คนที่เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ย่อมสำนึกในความไว้วางใจของประชาชน ไม่ทำอะไรให้ประเทศชาติเสียหายแน่นอน
      ทั้งนี้หากไปตรวจดูเนื้อหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ระมัดระวังท่าที เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติตลอดมา ในสังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีหรืออาชีพใด ทุกคนย่อมมีสิทธิ์แสดงความเห็นได้ ประเทศไทยไม่ใช่ค่ายทหารที่จะสั่งซ้ายหันขวาหัน สั่งให้ใครพูดหรือไม่พูดอะไร คสช.บอกว่าจะเข้ามาสร้างความปรองดอง แต่ยิ่งเวลาผ่านไปกลับไม่เห็นอะไรนำไปสู่สิ่งนั้น มีแต่ความไม่ไว้วางใจ หวาดระแวง ซึ่งอาจกลายเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ขึ้นมา เราเห็นด้วยว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่ประเทศอาจถูกทำลายในเหตุการณ์ครั้งเดียว การส่งออกติดลบ การลงทุนต่างชาติลด 78 %  ยางพารา ข้าว ราคาตก เกษตรกรผูกคอตาย เกิดจากอะไร ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา นำพาประเทศฝ่าวิกฤติไปให้ได้ ประเทศไม่สามารถเดินหน้าไปได้ด้วยคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว อย่าผูกขาดความรักชาติไว้เพียงผู้เดียว กลุ่มเดียว แล้วผลักคนอื่นไปเป็นผู้ไม่รักชาติ
‘พิชัย’ เย้ย ‘สมคิด’ หมดปัญญาปั๊ม GDP
      13 ก.พ. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า จากกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีหน้าที่ปั๊มจีดีพี เรามีหน้าที่ปฏิรูป เรื่องปั๊มจีดีพีเป็นเรื่องรัฐบาลหน้านั้น ตนไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดของนายสมคิด เนื่องจากทุกรัฐบาลต้องมีหน้าที่ดูแลจีดีพี เพราะจีดีพีเป็นตัวเลขหนึ่งในการวัดความสำเร็จในการบริหารประเทศทางด้านเศรษฐกิจ และเป็นเครื่องชี้ถึงความสุขของประชาชน หากอ้างว่ามาปฏิรูปซึ่งจับต้องไม่ได้ และที่ผ่านมาก็ไม่เห็นปฏิรูปอะไรได้ มีแต่ความเสื่อมทางเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออกทรุด และการลงทุนหดหาย ขนาดดิ้นรนแห่ไปญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นยังลงทุนลดลง 81% หรือแปลว่าเขาไม่มาลงทุนแล้ว ถ้าหากบริหารไม่ได้ก็ควรรีบจัดการเลือกตั้งด้วยกติกาที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ประชาคมโลกจะได้ยอมรับ ประเทศจะได้เดินหน้าได้ ซึ่งเคยเตือนแต่แรกตอนปรับครม.แล้วว่า ระวังคนเก่งๆ จะเสียคน และเชื่อว่าที่นายสมคิดต้องพูดแบบนี้เพราะต้นสัปดาห์หน้าจะมีประกาศจีดีพีปี 2558 ที่แย่ แค่ 3% ก็จะยังไม่ถึง ทั้งๆ ที่อัดเงินเข้าไปเป็นแสนๆ ล้านบาท

กทม.เตรียมพร้อมจดทะเบียนสมรส‘วาเลนไทน์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222391.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
กทม.เตรียมพร้อมจดทะเบียนสมรส‘วาเลนไทน์’

กทม.พร้อมจัดจดทะเบียนสมรสในวัน ‘วาเลนไทน์’ 14 ก.พ.นี้ หลายเขตเตรียมแจกของขวัญเพียบ

      13 ก.พ.59 นางสาวนภาภรณ์ สวัสดิมงคล ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน กรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า เพื่อมอบความสุขให้กับคู่รักที่จะเดินทางมาจดในวันวาเลนไทน์ วันที่ 14 ก.พ. หลายสำนักงานเขตได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันดังกล่าว อาทิ เขตดุสิต จัดกิจกรรม “ดุสิตลิขิตรัก” ชวนคู่รักทุกคู่มาจดทะเบียนสมรสในวันวาเลนไทน์ พร้อมรับของที่ระลึกมากมาย เขตหนองจอก ได้จัดเตรียมสถานที่ไว้ให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เขตคันนายาว จัดกิจกรรม “รักนิรันดร์ที่คันนายาว” มีกิจกรรมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกของคู่รักกับซุ้มดอกไม้ พร้อมมอบกรอบใส่ทะเบียนสมรสหุ้มด้วยผ้าไหม บัตรเที่ยวสวนสยามแก่คู่สมรส รวมทั้งรับบริการตรวจแนะนำด้านการวางแผนครอบครัวจาก ร.พ.สินแพทย์ เขตบางคอแหลม จัดกิจกรรม “รักไม่จางที่บางคอแหลม” คู่รักที่มาจดทะเบียนสมรสจะได้รับของที่ระลึกมากมาย อาทิ ผลิตภัณฑ์เครื่องครัว สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์กีฬาห่วงรักห่วงสุขภาพ (hula hoop) เครื่องมือออมรักออมเงิน (กระปุกออมสิน) ฯลฯ เขตพญาไท จัดกิจกรรม “รักยิ่งใหญ่ที่สำนักงานเขตพญาไท”
      นางสาวนภาภรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเขตราษฎร์บูรณะ ได้จัดเตรียมของที่ระลึกมอบให้คู่สมรสทุกคู่ เขตสะพานสูง จัดกิจกรรม “สะพานสูงรักนิรันดร์”เพื่อมอบความสุขเติมความหวานให้กับคู่รักที่มาจดทะเบียนสมรสวันวาเลนไทน์ พร้อมรับของที่ระลึก ลุ้นรับทองคำและรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย เขตวัฒนา จัดพิธีจดทะเบียนสมรสนอกสำนักทะเบียน ในแนวคิด “การเดินทางของความรัก” ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ถ.สุขุมวิท โดยเตรียมของรางวัลและของที่ระลึกแก่คู่สมรสทุกคู่ และทุกคู่มีสิทธิลุ้นรางวัลใหญ่ ได้แก่ บัตรพักห้องสวีทโรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ สุขุมวิท จำนวน 1 คืนพร้อมอาหารเช้า นอกจากนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่คอยคำแนะนำและตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ สำหรับคู่รักและประชาชนอีกด้วย เขตสวนหลวง จัดกิจกรรมมอบความสุขเติมความหวานให้กับคู่รักที่มาจดทะเบียนสมรสภายใต้ชื่องาน “ผูกพันสองใจ บันทึกไว้ ณ สวนหลวง” พร้อมรับของที่ระลึก การบริการตรวจสุขภาพและถ่ายภาพ ณ ซุ้มแห่งความรัก
      นางสาวนภาภรณ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่เขตดอนเมือง จัดโครงการสมรส สมรัก วันวาเลนไทน์ @เขตดอนเมือง โดยมอบของที่ระลึก พระหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน อ.โพธิ์ทะเล จ.พิจิตร และหลวงพ่อแคล้ว วัดดอนเมือง เพื่อมอบเป็นของขวัญแก่คู่สมรสที่มาจดทะเบียนสมรส เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นชีวิตคู่ รวมทั้งได้จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการจดทะเบียนสมรส การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันและให้ความรู้เรื่องข้อระเบียบ กฎหมายตาม พ.ร.บ. ทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2542 เขตป้อมปราบฯจัดกิจกรรม “ร้อยดวงใจ ผูกรักไว้ ที่ป้อมปราบ ตราบนิรันดร์” เพื่อส่งเสริมความรัก ความอบอุ่น และความมั่นคงในครอบครัว พร้อมมอบของรางวัล อาทิ บัตรกำนัลห้องพักพร้อมอาหารฟรีจากโรงแรมหรู เครื่องใช้ไฟฟ้า ชุดของขวัญแทนความรักอันแสนหวาน ช็อกโกแลตจากร้านดัง พร้อมรับบริการตรวจสุขภาพร่างกายฟรี
      ด้านเขตบางพลัด จัดงาน “BIKE FOR LOVE” ปั่นมาพบรักที่บางพลัด ในวันที่ 14 ก.พ. 59 พร้อมลุ้นรับของขวัญของรางวัลมากมาย อาทิ บัตรกำนัลล่องเรือสำราญรับประทานอาหารค่ำแบบบุฟเฟ่ต์นานาชาติ จากโรงแรมริเวอร์ไซด์ บัตรกำนัลจากห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง บัตรชมภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ห้องพักโรงแรมเอส ดี อเวนิว จักรยาน และของขวัญของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีบริการให้คำปรึกษาวางแผนครอบครัว บริการให้คำปรึกษาทางการเงิน และถ่ายภาพเป็นที่ระลึกโดยมีบริการแต่งหน้า-ทำผม บริการให้ยืมชุดไทย บริเวณซุ้มรูปหัวใจสีชมพู  ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้อย่างงดงาม
      เขตหลักสี่ จัดงาน “สัญญารักที่หลักสี่” โดยคู่รักที่จดทะเบียนสมรสในงานจะได้รับของขวัญของที่ระลึกมากมาย และสำคัญที่สุดคือคู่รักที่จดทะเบียนสมรสในงาน “สัญญารักที่หลักสี่” เปรียบเสมือนมี 4 เสาหลักที่เป็นสิริมงคลยึดเหนี่ยวความรักของครอบครัวให้มั่นคง เจริญรุ่งเรือง ได้แก่ หลักหนึ่ง คือ “อดทน” หลักสอง คือ “รู้หน้าที่” หลักสาม คือ “คุณธรรมสร้างความดี” และ หลักสี่ คือ “ครอบครัวท่านหมั่นดูแล” เขตตลิ่งชัน จัดงาน ”ตลิ่งชัน รักคงมั่น นิรันดร” แจกของชำร่วยที่ระลึกจากนายทะเบียน พร้อมถ่ายรูปเก็บภาพประทับใจจากซุ้มที่จัดไว้อย่างสวยงาม และบริการส่งรูปให้ตามที่อยู่ทางไปรษณีย์ฟรี
      นางสาวนภาภรณ์ กล่าวว่า เขตพระโขนง จัดโครงการจดทะเบียนสมรสเนื่องในวันวาเลน์ไทน์ ภายใต้กิจกรรม “จดสมรสที่พระโขนง รักมั่นคงนิรันดร์” โดยร่วมกับศูนย์การค้าเดอะฟิล จัดกิจกรรม “The Phyll in love” ระหว่างวันที่ 12–14 ก.พ. 59 ณ ศูนย์การค้าเดอะฟิล สุขุมวิท 54 ซึ่งมีกิจกรรมสุดพิเศษและของกำนัลแก่คู่รักมากมาย อาทิ ลุ้นรับแหวนทองคำคู่รัก The Phyll แพคแกจท่องเที่ยวฮันนีมูน แพคเกจถ่ายรูป Pre Wedding บัตรกำนัลรับประทานอาหารฟรี ที่ร้านอาหารชื่อดัง และบริการตรวจสุขภาพ เป็นต้น เขตปทุมวัน จัดโครงการการจดทะเบียนสมรส พร้อมมอบของที่ระลึกให้แก่คู่บ่าว-สาว เขตบางซื่อ ร่วมกับผู้สนับสนุน บ.เอสซีจี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาจตุจักร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โรงพยาบาลบางโพ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น ไปรษณีย์ศูนย์จ่ายบางซื่อ ร่วมฉลองวันพิเศษสำหรับทุกคู่รักที่มาจดทะเบียนสมรส ที่เขตบางซื่อ ด้วยรางวัลพิเศษมากมาย อาทิ บัตรกำนัลดูแลผิวหน้า บริการตรวจสุขภาพ ฯลฯ เขตบางกอกใหญ่ ให้บริการจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก พร้อมมอบเหรียญที่ระลึกครบ 100 ปี บางกอกใหญ่ แก่คู่สมรส
      นอกจากนี้เขตบางนาจะให้บริการจดทะเบียนสมรส พร้อมมอบของที่ระลึก และจัดซุ้มถ่ายภาพ เขตพระนคร จัดกิจกรรม “รักเรามั่นคง…ที่พระนคร” มอบของที่ระลึก และวัตถุมงคลจากวัดบวรนิเวศ พร้อมถ่ายภาพคู่เก็บไว้เป็นที่ระลึกที่ซุ้มประดับ และลุ้นรับ Gift Voucher พักฟรี 1 คืน จาก Riva Surya BangkokHotel ถนนพระอาทิตย์ จำนวน 2 รางวัล และบัตรกำนัลจากห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง เป็นเงิน 2,000 บาท จำนวน 1 รางวัล สำหรับคู่รักที่จะมาจดทะเบียนสมรสขอให้นำหลักฐานมาแสดงในวันจดทะเบียนสมรส ดังนี้ บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารอื่น ๆ เช่น หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-สกุล ใบสำคัญการหย่า สำหรับผู้ที่อายุ 17 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ บิดาและมารดาต้องมาให้ความยินยอมด้วยตนเอง หรือทำหนังสือให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียน
      ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน กทม. กล่าวด้วยว่า แจ้งอย่างไรก็ตามเนื่องจากปี 2559 นี้ตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ สำนักงานเขตจึงได้เปิดให้บริการจดทะเบียนสมรสเป็นกรณีพิเศษ โดยมีสำนักงานเขต จำนวน 38 เขต เปิดให้บริการจดทะเบียนสมรส ระหว่างเวลา 08.00 -16.00 น. ในจำนวนนี้มี 5 สำนักงานเขตที่เปิดให้บริการนอกสถานที่ ประกอบด้วย 1.เขตบางกะปิให้บริการบริเวณสนามกีฬาแฟลตการเคหะแห่งชาติ หลังที่ 22 แขวงคลองจั่น 2.เขตบางรักให้บริการที่อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง 3.เขตวัฒนาให้บริการที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ถนนสุขุมวิท 4.เขตสะพานสูงให้บริการที่ศูนย์การค้าเดอะพาซิโอ ทาวน์(รามคำแหง) ถนนรามคำแหง และ5.เขตบางเขนให้บริการบริเวณโครงการเวนิส ดิไอริส ถนนวัชรพล
      นอกจากนี้อีก 33 สำนักงานเขต ให้บริการจดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขตตามปกติ ประกอบด้วย เขตคลองสามวา เขตคันนายาว เขตจตุจักร เขตจอมทอง เขตดอนเมือง เขตดุสิต เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ เขตบางขุนเทียน เขตบางคอแหลม เขตบางซื่อ เขตบางนา เขตบางบอน เขตบางพลัด เขตบึงกุ่ม เขตปทุมวัน เขตประเวศ เขตป้อมปราบฯ เขตพญาไท เขตพระนคร เขตพระโขนง เขตมีนบุรี เขตยานนาวา เขตราชเทวี เขตราษฎร์บูรณะ เขตสายไหม เขตสวนหลวง เขตภาษีเจริญ เขตหนองจอก เขตหลักสี่ และเขตห้วยขวาง อย่างไรก็ตามในส่วนของ 12 สำนักงานเขตที่ไม่ได้เปิดให้บริการจดทะเบียนสมรสในวันดังกล่าว ได้แก่ เขตคลองเตย เขตคลองสาน เขตดินแดง เขตทุ่งครุ เขตธนบุรี เขตบางแค เขตลาดกระบัง เขตลาดพร้าว เขตวังทองหลาง เขตสาทร เขตสัมพันธวงศ์ และเขตหนองแขม
——————————————
(ภาพแฟ้มข่าว)

รวบ’จ่านิว’ส่งตำรวจรถไฟธนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222405.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
รวบ'จ่านิว'ส่งตำรวจรถไฟธนบุรี

ทหาร – ตร.รวบ ‘จ่านิว’ เดินทางมางานบอลประเพณีจุฬา – ธรรมศาสตร์ ตามหมายจับส่งสถานีตำรวจรถไฟธนบุรี

           การเมืองยังคงเป็นเรื่องที่น่าจับตา โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คุมเข้มขบวนพาเหรดล้อการเมืองในงานแข่งขันฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ที่อาจสร้างความแตกแยกขึ้นในสังคมได้ ท่ามกลางกระแสความคิดเห็นในเรื่องการจััดทำร่างรัฐธรรมนูญ และความคิดต่างทางการเมืองในเรื่องคดีจำนำข้าว
           เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่สนามศุภชลาศัย เขตปทุมวัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการแข่งขันฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 71 ซึ่งปีนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โดยตั้งแต่ช่วงบ่ายเริ่มมีนิสิติ นักศึกษาและศิษย์เก่าของสองสถาบันทยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่รอติดตามขบวนล้อการเมือง ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ คสช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบปะปนเข้าไปตรวจสอบขบวนล้อการเมืองก่อนการแข่งขันเริ่มขึ้น
           อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวแจ้งว่า  ขบวนล้อการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีหุ่นตัวหนึ่งเป็นรูปนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนถือพานรัฐธรรมนูญตั้งไว้บนศีรษะ และมีปืนเอ็ม 16 ตั้งอยู่ด้านหน้า จึงถูกเจ้าหน้าที่สั่งให้เลื่อยตัดบางส่วนออก เนื่องจากไม่เหมาะสมและรุนแรง หากไม่ปฏิบัติตามจะไม่อนุญาตให้นำหุ่นตัวดังกล่าวเข้าไปภายในสนาม ทำให้นักศึกษาบางส่วนแสดงความไม่พอใจ
           มีรายงานว่า ที่ผ่านมาคณะผู้จัดงานได้ประชุมร่วมกับ คสช. โดยได้ขอความร่วมมือใน 3 ประเด็น คือ 1.อย่าแสดงอะไรที่หมิ่นประมาทบุคคล และหมิ่นประมาทหน่วยงาน 2.อย่าสร้างความแตกแยกในสังคม และ 3.อย่าทำให้เสียภาพลักษณ์ส่วนรวมของประเทศ หากผิดข้อตกลงก็จะให้หยุดการแสดง ทั้งนี้ก่อนเริ่มขบวนล้อการเมืองมีเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่กลุ่มอิสระล้อการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อขอดูข้อความบนป้ายผ้าและหุ่นล้อการเมือง ก่อนสั่งยึดป้ายผ้า 1 ผืน ซึ่งมีข้อความคำว่า คสช.บนป้ายผ้าดังกล่าว
           สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในงาน กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้สั่งการให้ พล.ม.2 รอ. ที่รับผิดชอบพื้นที่เขตปทุมวัน ดูแลรักษาความปลอดภัย โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจาก ม.พัน.1 รอ.นอกเครื่องแบบจำนวน 100 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารได้กำหนดเขตรับผิดชอบเป็น 3 เขต ประกอบด้วย 1.ดูแลความเรียบร้อยภายนอกรั้วสนามกีฬา และพื้นที่โดยรอบ 2.ดูแลความเรียบร้อยภายในรั้วสนามกีฬา และ 3.ดูแลความเรียบร้อยภายในสนามกีฬา
โห่จนท.ตรวจเข้ม-จ่านิวโผล่เจอจับ
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.50 น. เกิดเหตุชุลมุนขึ้นที่บริเวณประตูทางเข้าขบวนพาเหรดล้อการเมือง งานบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ เนื่องจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบปิดประตูไม่ให้ขบวนล้อการเมืองเข้าไปภายในสนามศุภชลาศัย เนื่องจากต้องขอตรวจสอบป้ายข้อความของขบวนพาเหรดว่ามีข้อความใดที่พาดพิงบุคคลหรือหน่วยงานใดหรือไม่ และกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศหรือไม่ ท่ามกลางเสียงนักศึกษาที่ตะโกนโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ จากนั้นมีตัวแทนนักศึกษาเข้าไปเจราจากับเจ้าหน้าที่ประมาณ 5 นาที ก่อนจะอนุญาตให้ขบวนพาเหรดล้อการเมืองเคลื่อนเข้าสู่สนามได้
           ขณะที่ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมขบวนพาเหรดล้อการเมืองว่า ที่เข้ามาแทรกในขบวนพาเหรดล้อการเมืองของธรรมศาสตร์ เพราะมีสิทธิในฐานะนักศึกษาธรรมศาสตร์คนหนึ่ง ที่ผ่านมาเคยเข้าร่วมกิจกรรมนี้ตั้งแต่ปี 2554 โดยปีนี้ก็เข้าร่วมงานตามปกติ แต่ที่เข้าไปอยู่ในขบวนล้อการเมือง เพราะถูกเบียดเสียดเข้าไปจนไม่สามารถออกมาจากขบวนได้
           ต่อมาเวลา 15.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมนายสิรวิชญ์ไปสอบสวนที่ สน.รถไฟธนบุรี เนื่องจากมีหมายจับค้างเก่าไม่ไปรายงานตัวในคดีชักชวนให้ประชาชนเดินทางไปยังอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์
           อย่างไรก็ตาม งานฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 70 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2558 กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ซ่อนหุ่นรูปร่างคล้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ไว้ในหุ่นไอเอส ซึ่งเล็ดลอดการตรวจสอบของทหารและตำรวจเข้าไปในสนามได้

‘ปู’ใช้โซเชียล-ดึงสื่อนอกเป็นเกราะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222386.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
‘ปู’ใช้โซเชียล-ดึงสื่อนอกเป็นเกราะ

‘ยิ่งลักษณ์’ ใช้โซเชียล ดึงสื่อนอกเป็นเกราะ : ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี รายงาน

             เป็นที่น่าจับตามองขึ้นมาทันที ภายหลังจากที่สื่อต่างประเทศได้นำเสนอคำให้สัมภาษณ์ของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ

เปิดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว และยังยิงคำถามแบบเน้นๆ ว่า นับตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจมา “ยิ่งลักษณ์” ใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง ซึ่งสื่อต่างประเทศ 3 สื่อที่นำเสนอบทสัมภาษณ์ของ “ยิ่งลักษณ์” ในครั้งนี้คือ สเตรทไทม์ วอลล์สตรีทเจอร์นัล และซีเอ็นเอ็น

สำหรับที่มาที่ไปของการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศในครั้งนี้ เนื่องจากสื่อต่างประเทศต่างตัดพ้อว่า “ยิ่งลักษณ์” ไม่ให้ความสำคัญกับสื่อต่างประเทศเลย แคร์แต่กับสื่อไทย

เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการนำเสนอข่าวการเปิดสวนผักที่บ้านของ “ยิ่งลักษณ์” โดยมีสื่อไทยเดินทางไปทำข่าวกันอย่างเนืองแน่นจนถูก คสช.จับตามาแล้ว

อีกทั้งตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศได้ขอนัดสัมภาษณ์ “ยิ่งลักษณ์” มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับไป ดังนั้น ทีมงานของ “ยิ่งลักษณ์” จึงเสนอให้สื่อต่างประเทศส่งแนวคำถามมาให้พิจารณาก่อนเป็นอันดับแรก

ส่วนสาเหตุที่ “ยิ่งลักษณ์” ตัดสินใจให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ 3 สื่อดังกล่าว เนื่องจากแนวคำถามของทั้ง 3 สื่อข้างต้นนั้น เน้นไปที่ชีวิตความเป็นอยู่หลังการยึดอำนาจ และแนวทางการต่อสู้ในคดีรับจำนำข้าวเป็นหลัก อาทิ ความเป็นอยู่หลังการยึดอำนาจเป็นอย่างไร ปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง และเวลานี้โครงการรับจำนำข้าวที่เป็นนโยบายที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งนั้น กำลังถูกโจมตีว่ามีการคอร์รัปชั่น “ยิ่งลักษณ์” มีแนวทางต่อสู้อย่างไร เป็นต้น

ขณะที่สื่อต่างประเทศอื่นๆ นั้น มีแนวคำถามที่ทีมงาน “ยิ่งลักษณ์” มองแล้วว่ามีความสุ่มเสี่ยง อาทิ จะเอาอย่างไรกับ คสช. หรือมีการพูดคุยในทางลับกับคสช.หรือไม่ เป็นต้น ซึ่งแนวคำถามแบบนี้ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เสี้ยมให้ชนกับคสช.เต็มๆ ทีมงาน “ยิ่งลักษณ์” จึงต้องปฏิเสธไป เพื่อไม่ให้เป็นการเติมเชื้อไฟลงไปในกองฟืนเข้าไปอีก

นอกจากนี้ โซเชียลมีเดีย ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ถูกทีมงาน “ยิ่งลักษณ์” หยิบขึ้นมาใช้ ทั้งให้อดีตรัฐมนตรีหลายต่อหลายท่าน ทั้ง “วัฒนา เมืองสุข” “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” และ“ยรรยง พวงราช” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

รวมถึงการดึงคำสัมภาษณ์บางประโยคที่ไม่เคยพูดหรือให้สัมภาษณ์สื่อที่ไหนมาก่อน ของ “ยิ่งลักษณ์” กับสื่อต่างประเทศ มาทำกราฟฟิกและแปลเป็นภาษาไทยเพื่ออธิบายกับคนไทยด้วยกันด้วย ไม่ว่าจะเป็น

“ดิฉันพยายามอยู่เงียบๆ มานานเกือบ 2 ปี ปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศไป แต่บางครั้งจำเป็นต้องออกมาพูดเพราะเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อน”

“ดิฉันไม่มีตำแหน่งอะไร เป็นแค่คุณแม่ลูกหนึ่ง ฉะนั้น ไม่ต้องหวาดหวั่นอะไรในตัวดิฉัน”

“นักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้แทนของปวงชน ถ้าคุณไม่เชื่อถือนักการเมือง นั่นแปลว่าคุณไม่ไว้วางใจประชาชน

แต่ที่ฮือฮาที่สุดเห็นจะเป็นคำถามที่ดูเหมือนว่าสื่อต่างประเทศเองก็มีคำถามค้างคาใจเหมือนๆ กับคนไทยคนอื่นๆ ว่า ถ้าต้องคดีจริงๆ สุดท้ายแล้ว “ยิ่งลักษณ์” จะหนีเหมือน “ทักษิณ ชินวัตร” พี่ชายหรือไม่

“ถ้าต้องการหนี ดิฉันคงหนีไปแต่แรกแล้ว ดิฉันจะไปขึ้นศาลทำไม” คือคำตอบที่ออกมาจากปากของ “ยิ่งลักษณ์” เอง คงแทนคำยืนยันในคำถามที่หลายคนยังค้างคาใจได้เป็นอย่างดี

แว่วด้วยว่า ภายหลังจากที่ “ยิ่งลักษณ์” ตัดสินใจให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ 3 สื่อดังกล่าวไปแล้วนั้น ทีมงาน “ยิ่งลักษณ์” เกรงว่าสื่อต่างประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์อาจจะเข้าใจผิดว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือไม่

คิดไปคิดมาว่าจะเอาอย่างไรดีอยู่นานสองนาน จะไม่ให้สัมภาษณ์ก็กลัวจะถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ แต่ครั้นจะให้สัมภาษณ์ด้วยคำถามที่สุ่มเสี่ยงที่จะชนกับคสช.แบบเต็มๆ นั้น ก็กลัวว่า สิ่งที่ได้กลับคืนมามันจะไม่คุ้มเสีย

จึงเป็นที่มาของการเปิดแปลงสวนผักที่บ้าน “ยิ่งลักษณ์” เป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยเชิญสื่อต่างประเทศกว่า 25 สำนักมาพบปะและพูดคุยกันด้วย

เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกมองว่ามีการเลือกปฏิบัติ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ “ยิ่งลักษณ์” จำเป็นต้องดึงสื่อต่างประเทศให้หันมาเป็นพวกนั่นเอง

โปรโมเตอร์ท่องเที่ยวอิหร่าน-เก้าอี้ที่เปี่ยมอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160213/222377.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559
โปรโมเตอร์ท่องเที่ยวอิหร่าน-เก้าอี้ที่เปี่ยมอำนาจ

โปรโมเตอร์ท่องเที่ยวอิหร่าน-เก้าอี้ที่เปี่ยมอำนาจ : ล้วงตับการเมือง

            จุดพลุฉลองความสำเร็จให้กับผลการเยือนอิหร่านของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ในการนำคณะเจ้าหน้าที่พร้อมนักธุรกิจไปเจรจาการค้า และขยายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พันธุวิศวกรรม และการแพทย์ระหว่างไทย-อิหร่าน

งานนี้ ข้าวไทยได้เฮ!! เพราะสามารถจับมือภาคเอกชนผู้ส่งออกข้าวของไทยและผู้นำเข้าข้าวของอิหร่าน เซ็นเอ็มโอยูตกลงซื้อขายข้าว รวม 4 ฉบับ ปริมาณรวม 3 แสนตัน มูลค่าราว 4,300 ล้านบาท และยังขายยางได้ 2 หมื่นต้น มูลค่ารวม 900 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมออเดอร์ยางพาราธรรมชาติ และสินค้าไทยในรายการอื่นๆ อีกหลายประเภท

ว่าไปแล้ว ไทยนับเป็นประเทศที่สอง รองจากจีน บินไปเจรจาการค้ากับอิหร่านทันที หลังอิหร่านถูกยกเลิกแซงชั่นทางเศรษฐกิจ

ขณะที่อิหร่านก็อ้าแขนรับสวมกอดไทยทันที ชื่นมื่นแฮปปี้ถึงขีดสูงสุด ถึงขั้นรองประธานาธิบดีอิหร่านเอ่ยชมว่า การเดินทางมาของคณะรองฯ สมคิดแสดงให้เห็นมิตรภาพและสัมพันธ์ทางการทูตกว่า 61 ปี แม้ยามสุขหรือทุกข์ในช่วงที่ผ่านมา

ด้านรองฯ สมคิด ก็โปรยยาหอมใส่ พร้อมยินดีเป็น “โปรโมเตอร์การท่องเที่ยวให้อิหร่าน” ในไทย

ทางเจ้าบ้านได้ยินเช่นนี้ เลยปลื้มหนัก จัดทริปและบอดี้การ์ดเข้มให้ “รองฯ สมคิด” เดินดูงานทุกซอกทุกมุมของ “เอสฟาฮาน” เมืองโบราณของนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก เพราะสวยไม่แพ้ หลายประเทศในยุโรปใต้

แต่ภาระหนักน่าจะตกอยู่กับกลุ่มนักธุรกิจไทย ต่างแพ้แรงเชียร์ รองฯ สมคิด “โปรโมเตอร์มือสมัครเล่น” โน้มน้าวใจให้ซื้อ “พรมเปอร์เซียร์” สินค้าโอท็อปของอิหร่าน เริ่มต้นสนนราคาต่อผืนเป็นหลักแสน ไล่เรียงไปถึงหลักล้านกว่าๆ ทำเอาเถ้าแก่ร่วมคณะบางคนบ่นอุบ “พรมเหาะได้ไหมนิ”
เก้าอี้ที่เปี่ยมอำนาจ

และแล้วผลการเลือกตั้งนายกฯ สมาคมลูกหนังเมืองไทยที่มีเรื่องวุ่นๆ มาหลายนาที ตอนนี้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้วว่า “บิ๊กอ๊อด” คว้าตำแหน่งประมุขลูกหนังสยามประเทศแล้ว ตอนนี้รอเพียงฟีฟ่าประทับตรารับรองเท่านั้น

แว่วมาว่า เก้าอี้นายกสมาคมตัวนี้บารมีไม่น้อยกว่าตำแหน่งใดๆ ในวงการการเมือง/ราชการ/ท้องถิ่นเลย เพราะเก้าอี้ตัวนี้กลายเป็นบัลลังก์ศักดิ์ศรี/อำนาจ/เงินตราที่ใครหลายคนถวิลหาและต้องการครอบครอง

ฉะนั้นภาพของ “ร่างทรง” ที่ใครหลายคนรู้กันภายในว่าเป็น “สายใดทางการเมือง” นั้น คนที่หย่อนบัตรลงแต้มให้นายกลูกหนังคราวนี้ย่อมทราบกันเป็นอย่างดี

แต่ร่างทรงครั้งนี้ไม่ใช่ร่างทรงที่ไร้อำนาจ เพราะคอนเนกชั่นทางการเมืองหลายสายทั่วทิศเมืองไทยต่างต่อสายไว้ล่วงหน้ากันแล้ว เพราะหลายสิ่งหลายอย่างของร่างทรงเชื่อมโยงกับขั้วอำนาจทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้

ดี..ไม่ดี ร่างทรงจะเป็นตัวหลักในการเชื่อมคอนเนกชั่นทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ก็เป็นได้ เพราะกฎหมายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการปฏิรูปและปราบโกงในยุค คสช.และรอยต่อนั้น การใช้เงินซื้อเสียงเป็นไปได้ยาก ฉะนั้นการผันงบสนับสนุนทางการเมืองมาลงสนามหญ้าที่มีนักเตะไล่ล่าลูกหนังนั้น น่าจะสะดวกกว่า

หากยิ่งทำให้ฟุตบอลไทยโตแบบก้าวกระโดดและไปไกลนั้น คนในพื้นที่ย่อมยกนิ้วและหนุนทีมประจำจังหวัดแบบลืมตาย

ฉะนั้นทีมลูกหนังในพื้นที่มันคือแต้มต่อทางการเมืองที่ใครหลายคนในตอนนี้ยอมทุ่มทุนสร้างชนิดที่เรียกว่าเสียเท่าใดไม่ว่า แต่อย่าเสียหน้าเป็นพอ

การเข้าร่วมสังฆกรรมสมาคมลูกหนังเมืองไทยในช่วงนี้นั้น มันเป็นจุดเชื่อมกับการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นไปโดยปริยาย ดี..ไม่ดีคีย์แมนลูกหนังเมืองไทยในช่วงจากนี้ไปจะเข้ามาเป็นคีย์แมนของพรรคใหม่บางพรรคที่กำลังก่อหวอดตั้งตัวขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นฐานการเมืองของใครบางคนก็เป็นได้

‘บิ๊กตู่’ลั่นไม่เคยห้ามแสดงความเห็นที่บริสุทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222376.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
‘บิ๊กตู่’ลั่นไม่เคยห้ามแสดงความเห็นที่บริสุทธิ์

‘บิ๊กตู่’ลั่น‘รบ.-คสช.’ไม่เคยห้ามคนที่ต้องการแสดงความคิดเห็นที่บริสุทธิ์ใจ และทำให้ถูกช่องทาง ‘บิ๊กแก้ว’แจงมาตรการรปภ.บอลประเพณี‘จุฬา-ธรรมศาสตร์’

            12ก.พ.2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ตอนหนึ่งถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญว่า เป็นประเด็นการเมือง ตลอดระยะเวลาเป็นเดือนมาแล้ว โดยเฉพาะ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา จนวุ่นวายไปหมดแล้ว ก็ให้เขาทำงานไป ท่านก็ไปศึกษา แล้วก็ไปดูซิว่าจะลงมติกันอย่างไร แต่ต้องนึกถึงปัญหาประเทศด้วย ฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง อีกฝ่ายหนึ่งอยากปฏิรูป ฝ่ายหนึ่งไม่สนใจ จะประชาธิปไตยอย่างเดียว

“ถึงเวลานี้ผมเหนื่อยจะพูด นี่ไปไม่ได้สักอัน ถ้าเรามองอย่างที่เรามองกันทุกวันนี้ ขัดแย้งกันทุกเรื่อง เพราะงั้นไปดูซิว่าอะไรสากล อะไรที่ต้องเปลี่ยนผ่าน มีกลไกอะไรไหม ผมพูดหลายครั้งแล้วนะ ไปคิดกันให้ได้แล้วกันนะครับตรวจสอบได้อย่างไร ป้องกันปราบปรามอย่างไร ขัดแย้งกันจะทำอย่างไร ติดล็อกแล้วจะทำอย่างไร ทำงบประมาณไม่ได้จะทำอย่างไร รัฐบาลไม่มีจะทำอย่างไร นี่เขากำลังคิดอยู่ทั้งสิ้น กรธ.เขาถึงออกรัฐธรรมนูญมาแบบนั้น แล้วไปตี เทียบกับโน่นนี่ มันเหมือนกันไหมล่ะ สถานการณ์เหมือนกันไหมล่ะ เราไม่ได้ไปทาบทับอำนาจกับทางการบริหาร เพียงแต่ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีกเท่านั้นเอง”

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ถ้าประชาชนคิดเองยังไม่ได้ ไม่ทำความเข้าใจ แล้วก็ให้บรรดานักเคลื่อนไหวทั้งหมด หรือนักการเมืองที่ไม่ดี มาชี้นำประเทศ มันไปไม่ได้ ไม่หลุดพ้นจากกับดักประชาธิปไตย กับดักประเทศ ที่มีรายได้ปานกลาง กับดักความล้มเหลว ก็ไม่มีใครแก้ไขได้ รัฐบาล คสช. แม่น้ำ 5 สายก็แก้ไม่ได้ ถ้าไม่ทำกันวันนี้ ประชาชน 70 ล้านคนต้องช่วยกัน อะไรร่วม อะไรต่าง ก็ว่าไป แต่ประเทศต้องมาก่อน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงเรื่องการปฏิรูปประเทศว่า ต้องทำอย่างต่อเนื่อง บางเรื่องอาจจบภายในปีเดียว หรือภายใน 5 ปี หรือภายใน 1 ปี หรือภายในเวลา 20 ปี อาจจะนานกว่านั้นก็ได้เพราะว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ 20 ปีข้างหน้าไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น วันนี้เราต้องเตรียมความพร้อม ต้องมีมาตรการลดความเสี่ยง แล้วมีกลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ตามห้วงระยะเวลาที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เหมือนทหาร เขาใช้คำว่าแผนเผชิญเหตุ มีสมมุติฐาน แล้วก็ทำแผนรองรับไว้ 1–2–3–4–5 แผน ปกติเขาใช้แผนแรกเป็นคำสั่ง จากนั้นมาถ้าไม่มีเหตุการณ์แทรกซ้อนมา ก็ใช้แผนเผชิญเหตุ เข้ามาประกอบ แล้วมาปฏิบัติเพื่อเป็นการชดเชย การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากแผนแรกใช้ไม่ได้ผล ไม่มีประสิทธิภาพ

“อยากจะเรียนว่า การปฏิรูปประเทศนั้น อย่าใจร้อนมากนะครับ เพราะว่ามหาอำนาจบางประเทศผมไม่อาจจะกล่าวนามได้นะ ยังไม่หยุดการปฏิรูปเลยวันนี้ เพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมีรายได้น้อยอยู่นะครับ มากกว่าเราอีก แต่ส่วนรวยคือรวย ส่วนตรงกลางก็ตรงกลาง แต่เขามากกว่าเรา เพราะอย่างนั้นเขาต้องพัฒนาไปสู่ข้างล่าง เพราะว่าเป็นสาเหตุของการที่มีความขัดแย้ง หรือความเหลื่อมล้ำในสังคมนะครับ” พล.อ.ประยุทธ์
ระบุขอคนไปต้อนรับในสหรัฐอยู่ในความสงบ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันที่ 14-18 กุมภาพันธ์นี้ มีภารกิจเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ สมัยพิเศษ ที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สำหรับรายละเอียดต่างๆ ผลการปฏิบัติงาน ผลการประชุม จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไป แต่ไม่อยากให้มีการขัดแย้งในต่างประเทศเกิดขึ้น

“ขอขอบคุณบรรดาพ่อแม่พี่น้อง ที่จะไปรับผมที่โน่น ให้กำลังใจผม ขอบคุณนะครับ ขอให้อยู่ในความสงบนะครับ ผมทำเพื่อทุกคน เพื่อประเทศชาติ ใครไม่ทำเขาก็ต้องมีผลกรรมของเขาเองนะ ทำไม่ดีล่ะก็ ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะแยะไป” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
‘บิ๊กแก้ว’แจงแนวรปภ.บอล‘จุฬา-ธรรมศาสตร์’

พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2รอ.) กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 71 ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย ว่า ทางกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้สั่งการให้พล.ม.2 รอ.ที่รับผิดชอบพื้นที่เขตปทุมวัน ดูแลรักษาความปลอดภัย โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจาก ม.พัน1 รอ. นอกเครื่องแบบ จำนวน 100 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้กำหนดเขตรับผิดชอบเป็น 3 เขต คือ 1.ดูแลความเรียบร้อยภายนอกรั้วสนามกีฬา และพื้นที่โดยรอบ 2.ดูแลความเรียบร้อยภายในรั้วสนามกีฬา และ 3.ดูแลความเรียบร้อยภายภายในสนามกีฬา

พล.ต.เฉลิมพล กล่าวต่อว่า ส่วนตัวไม่รู้สึกกังวลอะไรกับงานฟุตบอลประเพณี แต่ว่าการจัดกิจกรรมแสดงสัญลักษณ์ในรูปของขบวนพาเหรด และการแปรอักษรนั้น ทางคณะกรรมการผู้จัดงานได้ประชุมร่วมกันกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ก็จะร่วมกันดูความเรียบร้อยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ทำนองเดียวกันทางที่พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ให้แนวทางสามประเด็นในกิจกรรมดังกล่าว นั่นคือ 1. การจัดกิจกรรมอย่าไปแสดงออกอะไรที่หมิ่นประมาทบุคคล และหมิ่นประมาทหน่วยงาน 2. การจัดกิจกรรมอย่าไปสร้างความแตกแยกในสังคม และ3.การจัดกิจกรรม อย่าไปทำให้เสียภาพลักษณ์ส่วนรวมของประเทศ

เมื่อถามว่าหากมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้ามาแสดงออก และไม่เป็นไปตามข้อตกลงทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างไร พล.ต.เฉลิมพล กล่าวว่า “ประเด็นนี้ทางคณะกรรมการจัดงานจะเป็นผู้ตรวจขบวนล้อการเมืองเอง และจะประสานกับเจ้าหน้าที่ หากพบว่าจะมีปัญหาก็หยุดการแสดงในทันที ซึ่งแนวทางดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารจะเป็นเพียงผู้ร่วมสังเกตเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้ไปตรวจ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ควบคุมกิจกรรม”

“ทั้งนี้ผมคิดว่าทางคณะผู้จัดฯได้ทำความเข้าใจกับนักศึกษาที่จะแสดงออกต่างๆแล้วให้เป็นไปตามประเพณี ทั้งยังคิดว่านักศึกษามีความสำนึก และมีความเข้าใจดี และทางอาจารย์ก็พูดว่าอย่าเอาฟุตบอลประเพณีที่จัดกันยาวนานมาแสดงออกอะไรที่ทำให้เกิดความเสียหาย เพราะถ้าเสียหาย อาจกระทบถึงขั้นไม่มีขบวนพาเหรด และการแปรอักษรในปีต่อๆไปเลย เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จะเป็นสิ่งไม่ดีต่อฟุตบอลประเพณี” ผบ.พล.ม.2 กล่าว

‘บิ๊กป้อม’ไม่แปลกใจ’ปู’โวยคดีข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222332.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
'บิ๊กป้อม'ไม่แปลกใจ'ปู'โวยคดีข้าว

‘ประวิตร’ ไม่แปลกใจ ‘ยิ่งลักษณ์’ ให้สัมภาษณ์สื่อนอก ‘ไม่ได้รับความเป็นธรรม’ คดีข้าว เชื่อ พ.ต.ท.ผูกคอดับไม่เกี่ยวยุบ พนง.สอบสวน – ผ่านประชามติจะ ‘ปรองดอง’

                     12 ก.พ. 59  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ สิงคโปร์ ในประเด็นไม่ได้ความเป็นธรรมจากคดีจำนำข้าว ว่า ก็รู้อยู่แล้ว ธรรมดา อย่างไรก็ตาม ตนไม่ทราบว่าการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบหรือจะนำมาซึ่งเหตุต่อต้านการไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ – อาเซียน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 14 – 18 ก.พ.นี้ ของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่รัฐบาลได้รับเชิญให้ไปประชุม จึงเป็นหน้าที่ของผู้เชิญที่จะต้องดำเนินการ ก็คนไม่ชอบกันก็แบบนี้แหละไม่เป็นไร
เชื่อ พ.ต.ท.ผูกคอดับไม่เกี่ยวยุบ พนง.สอบสวน
                     เมื่อเวลา 12.15 น.  พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ เลขาสมาพันธ์พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สถานีตำรวจนครบาลเทียนทะเล ผูกคอตัวเองเสียชีวิตภายในบ้านพัก หลังจากที่ก่อนหน้านี้เดินทางมายืนหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้ยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวน โดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว ว่า รู้ได้อย่างไรว่าได้รับผลกระทบ บุคคลดังกล่าวกำลังจะได้เป็น พ.ต.อ.ในวันที่ 18 ก.พ.นี้ จะฆ่าตัวตายทำไม ส่วนเรื่องอื่นตนไม่รู้ เขาจะต้องไปสอบสวนกัน ถ้ามาจากสาเหตุนี้คงไม่ใช่ แต่เชื่อว่าไม่ใช่เกิดจากสาเหตุนี้ ถามว่าจะเกิดได้อย่างไร เพราะเขาจะเลื่อนตำแหน่งขึ้นจากคำสั่ง คสช.
                     ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอื่นหรือมาจากการฆาตกรรม พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่รู้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไปว่ากันเอง แต่ยอมรับว่าก็เป็นห่วงเหมือนกัน ส่วนเรื่องที่เขามาร้องเรียนก่อนหน้านี้ ก็เป็นไปในฐานะเลขาสมาพันธ์ฯ จึงไม่รู้ว่าเขาได้รับการบีบบังคับในเรื่องอะไร แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่สาเหตุมาจากที่รัฐบาลมีมาตรการใดๆ ออกไป ขอให้เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นคนชี้แจงรายละเอียด ส่วนตนจะดูในภาพกว้างเท่านั้น และประเด็นเรื่องการปรับภายในองค์กรตำรวจ มีผู้เสนอขึ้นมาทั้งนั้น ไม่ใช่ตนไปคิดไปทำเอง
เยือนรัสเซีย 23-27 ก.พ.ถกเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ก่อการร้าย-ไซเบอร์-ยุทโธปกรณ์
                     พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงการเดินทางเยือนประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 23 – 27 ก.พ.นี้ ว่า จะพูดคุยกันหลายเรื่องทั้ง เศรษฐกิจ ความมั่นคง เรื่องการก่อการร้ายว่าจะมีความร่วมมือกันอย่างไร ในส่วนของรัสเซียที่จะพูดคุยกับเรา เป็นเรื่องเทคโนโลยีและไซเบอร์ และอาจพูดคุยเรื่องยุทโธปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเราอยากได้เครื่องบินสำหรับดับไฟป่า รถถังช่าง รถแบคโฮ แต่ก็ต้องดูว่าไปแล้วจะได้พูดคุยหรือไม่ เวลานี้ยุทโธปกรณ์ต่างๆ ทางกองทัพได้จัดซื้อทั้งหมด ไม่ได้รับการสนับสนุนจากใคร เพราะพยายามยืนอยู่บนขาของตัวเอง ส่วนที่มีข่าวว่าเราสนใจรถถังรุ่น T-90 A และรถถังรุ่น T-14 จากรัสเซียนั้น ไม่จริง
ขอให้ดูเนื้อหาร่างรธน.เชื่อผ่านประชามติจะยุติขัดแย้ง
                     พล.อ.ประวิตร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทยคณะที่ 5 โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคมแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม
                     จากนั้นเวลา 12.15 น. พล.อ.ประวิตร กล่าวให้สัมภาษณ์โดยตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังพูดคุยกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ว่า ไม่มีอะไร ไม่ได้คุยเรื่องประชามติ ตนจะไปคุยทำไม เขามีโรดแม็พและการดำเนินงานของเขาอยู่แล้ว ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 หากประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน จะต้องดำเนินการหรือไม่นั้น ถ้าเรื่องนี้ไม่มีในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ต้องทำ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร ก็ต้องมีการแก้ไข แต่ขณะนี้ตนยังไม่รู้ว่าจะมีการแก้ไขหรือไม่
                     ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมาจะเข้าตาประชาชน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมนี่นะมั่นใจ แต่ไม่มั่นใจว่าจะเข้าตานักข่าวหรือเปล่า ก็ผมทำให้ประชาชน เพราะฉะนั้นนักข่าวผมไม่รู้ว่าจะพอใจหรือไม่ แต่รัฐบาลทำเต็มที่ ก็เห็นอยู่”
                     “หน้าที่ผมต้องการให้เกิดความสงบในประเทศ นอกนั้นก็ทำตามรัฐธรรมนูญ หน้าที่ผมมีแค่นั้น เพราะผมไม่ได้เล่นการเมือง รัฐธรรมนูญที่กำลังเขียนก็เขียนไป คนชอบก็ลงว่ารับร่างฯ คนไม่ชอบก็ลงว่าไม่รับร่างฯ แต่ต้องเข้าใจในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ถามแค่ว่าจะคว่ำหรือไม่คว่ำ ไม่รู้ผมจะตอบอย่างไร เราต้องหาเหตุว่ามันดีหรือไม่ดีตรงไหน กรธ.จะได้ตอบได้”
                     ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อออกมาจะยุติความขัดแย้งในประเทศได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมก็อยากให้จบ แต่จะจบหรือไม่อยู่ที่แต่ละบุคคล หากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แสดงว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญนี้จะเป็นกติกาที่จะทำให้เกิดความปรองดองของคนในชาติ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ว่าไป ถ้าทุกคนเข้าใจกติกาก็โอเค ถ้ายอมรับในรัฐธรรมนูญ ถ้าผ่านประชามติมันก็จะต้องอยู่ให้ได้ เพราะมีรัฐธรรมนูญฉบับเดียว ผมก็อยากให้เป็นอย่างนั้น”
ชาวบ้าน ‘หาดราไวย์’ ต้องมีที่อยู่
                     พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มชาวบ้านหาดราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เพื่อขอให้แก้ปัญหากรณีถูกบริษัทเอกชนปิดล้อมทางเข้าทางออกชุมชน รวมถึงพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล ว่า เรื่องนี้ตนเคยพูดไปแล้วว่าต้องไปพูดคุยกันระหว่างชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาก่อนเป็นเวลานาน กับผู้ที่จะมาออกเอกสารสิทธิ์ทับว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ และจะต้องพูดคุยตกลงกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งชาวเลดังกล่าวจะต้องมีที่อยู่อาศัย และไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวจะต้องเป็นของนายทุนทั้งหมด ขณะนี้หน่วยงานอื่นๆ ได้เข้าไปดูแลและทำการพูดคุยกัน ยืนยันว่า เรื่องนี้ทางการดูแลอยู่แล้ว