‘ปู’ไม่หนีเชื่อประชาชนหนุนเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222326.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
'ปู'ไม่หนีเชื่อประชาชนหนุนเพื่อไทย

‘ยิ่งลักษณ์’ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ยืนยัน จะไม่หนีออกนอกประเทศ พร้อมต่อสู้คดีรับจำนำข้าว เชื่อประชาชนยังหนุน ‘เพื่อไทย’

                     น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ สิงคโปร์ ฉบับวันที่ 11 ก.พ. ในความตอนหนึ่ง ยืนยันว่า ไม่เคยคิดหลบหนีการพิจารณาคดีรับจำนำข้าว เพราะถ้าต้องการหนี ก็คงทำไปตั้งแต่แรกก่อนจะขึ้นศาลแล้ว โดยที่ผ่านมาได้พยายามอยู่เงียบๆ มานานเกือบ 2 ปี ปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศ แต่บางครั้งจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจประเด็นที่คลาดเคลื่อน
                     อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า แม้พรรคเพื่อไทยถูกทหารปิดกั้นการเคลื่อนไหวทางการเมือง การแจกปฏิทินปีใหม่ แต่ยังเชื่อว่าพรรคจะยังคงได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน ส่วนข้อเรียกร้องที่ให้ตระกูลชินวัตร ยุติบทบาททางการเมืองโดยสิ้นเชิง เชื่อว่าเรื่องนี้ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจเอง
                     นอกจากนี้ ยังรายงานด้วยว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้ถูกกล่าวหา ได้สรุปความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเงินกว่า 2.5 แสนล้านบาท อันเกิดจากความไม่รอบคอบ ไม่ระมัดระวังอย่างเพียงพอ ส่งมาที่คณะกรรมการความรับผิดทางละเมิด กระทรวงการคลัง
                     ด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบ ระบุว่า การจำนำข้าวของรัฐบาลอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีความผิดอย่างน้อย 3 ประเด็น
                     1. จำนำข้าวทุกเม็ดด้วยราคาที่สูงเกินจริง
                     2. ทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ “จีทูจี” เก๊ ทำรัฐเสียหาย
                     3. มีการทักท้วงจาก ป.ป.ช.ให้รัฐบาลหยุดดำเนินการ แต่อดีตนายกฯ ไม่หยุด จึงมีความผิดอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

‘ชายหมู’ชี้แก้น้ำท่วมกรุงต้องขยายท่อ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222325.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
'ชายหมู'ชี้แก้น้ำท่วมกรุงต้องขยายท่อ!

‘สุขุมพันธุ์’ ตรวจ ‘อุโมงค์ยักษ์’ บางซื่อ เชื่อแก้น้ำท่วมเรื้อรัง 6 เขตได้ เผยจำเป็นต้องเปลี่ยนท่อระบายน้ำทั่วกรุง แต่รัฐบาลต้องสนับสนุน คาดใช้เวลา 20 ปี

                     12 ก.พ. 59  เมื่อเวลา 10.25 น.  ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ จากคลองลาดพร้าวถึงแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ก่อสร้างบริเวณถนนกําแพงเพชร (บ่อ 3) เขตจตุจักร โดยมีนายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองผู้อํานวยการสํานักการระบายน้ำ และคณะผู้บริหารสํานักการระบายน้ำ ได้รายงานความก้าวหน้าโครงการ จากนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ลงลิฟท์ลึกลงมา 30 เมตร พร้อมนั่งรถรางในอุโมงค์ระยะทาง 700 เมตร เพื่อตรวจความคืบหน้าของโครงการ ซึ่งมีการขุดเจาะตลอด 24 ชั่วโมง หรือประมาณ 15 เมตรต่อวัน
                     ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ จากคลองลาดพร้าวถึงแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มจากถนนรัชดาภิเษก ลอดใต้คลองบางซื่อไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเกียกกาย สร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเนื่องจากฝนตกหนัก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 56 ตารางกิโลเมตร รวม 6 เขต อีกทั้งจะช่วยแก้ไขปัญหาพื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วมทั้ง 6 จุด ประกอบด้วย 1. ถนนพหลโยธิน ช่วงจากสี่แยกสะพานควายถึงห้าแยกลาดพร้าว 2. ถนนวิภาวดีรังสิต ช่วงจากสี่แยกสุทธิสารถึงห้าแยกลาดพร้าว 3. ถนนรัชดาภิเษก ช่วงจากสี่แยกรัชโยธินถึงคลองบางซื่อ 4. ถนนลาดพร้าว ช่วงจากสี่แยกรัชดาลาดพร้าวถึงคลองบางซื่อ 5. ถนนกําแพงเพชร ช่วงจากใต้ทางด่วนศรีรัชถึงตลาดนัดสวนจตุจักร 6. ถนนสามเสน ช่วงจากคลองบางกระบือถึงสี่แยก เกียกกาย นอกจากนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในคลองบางซื่อบริเวณคอขวดช่วงถนนพหลโยธินถึงถนนวิภาวดีรังสิตด้วย
                     ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ อุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ มีสถานีสูบน้ำตั้งอยู่ตอนปลายของอุโมงค์แนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณเกียกกาย โดยมีกําลังสูบรวมขนาด 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีอาคารรับน้ำจํานวน 3 แห่ง อุโมงค์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ระยะทางยาวประมาณ 6,400 เมตร พร้อมกับมีอาคารสํานักงานจํานวน 1 แห่ง ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 2,442 ล้านบาท เป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 50 เปอร์เซ็นต์ โดยมีค่าว่าจ้างที่ปรึกษาจํานวน 41 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งโครงการ 2,483 ล้านบาท ซึ่งสํานักการระบายน้ำได้ว่าจ้างบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จํากัด (มหาชน) เป็นผู้ดําเนินการ ก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำฯ และได้ว่าจ้างบริษัท ไทยเอนยิเนียริ่งคอนซัลแตนทส์ จํากัด ร่วมกับบริษัท คอนซัลติ้ง เอนยิเนีย จํากัด เป็นที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงาน ซึ่งขณะนี้ ผลงานการก่อสร้างดําเนินการไปแล้ว 46.50 เปอร์เซ็นต์ เร็วกว่าตามแผนงานจากเดิมที่ 44.74 เปอร์เซ็นต์ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2560
                     “ส่วนอาคารสูบน้ำ อาคารรับน้ำ มีความคืบหน้าอยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อแล้วเสร็จ อุโมงค์ยักษ์บางซื่อจะระบายน้ำได้ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะสามารถแก้ไขพื้นที่ที่มีน้ำท่วมเรื้อรัง อาทิ ถนนรัชดา ถนนวิภาวดีฯ และถนนพหลโยธิน ส่วนมาตรการก่อนอุโมงค์ยักษ์เสร็จสิ้น กทม.ต้องเตรียมพร้อมทั้งการลอกท่อ เปิดทางน้ำไหล และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ อย่างไรก็ตาม ภารกิจต่อไปที่ต้องดำเนินการ คือ การเปลี่ยนท่อระบายน้ำกรุงเทพฯ ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปี ซึ่งผมและท่าน มท.1 ก็เคยคุยกันไว้แล้วว่าอย่างไรก็ต้องมีการขยายท่อระบายน้ำในกรุงเทพฯ”

‘พท.’ชี้นโยบายจำนำข้าวไม่ผิดแล้ว‘ปู’จะผิดได้อย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222307.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
‘พท.’ชี้นโยบายจำนำข้าวไม่ผิดแล้ว‘ปู’จะผิดได้อย่างไร

“พท.ชี้ นโยบายจำนำข้าวไม่ผิด แล้วผู้กำกับนโยบายจะผิดได้อย่างไร

          วันที่ 12 ก.พ.59 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ระบุตัวโครงการจำนำข้าวไม่ก่อความเสียหาย แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผิดพฤติการณ์ว่า ถือเป็นตรรกะที่ย้อนแย้ง ตัวนโยบายไม่ผิด แต่จะให้นายกฯซึ่งเป็นผู้กำกับนโยบายผิด ทั้งที่โครงการรับจำนำข้าว ดำเนินการในรูปแบบของคณะบุคคล แต่งตั้งโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกชื่อว่า “คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ” (หรือ กขช.)  ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 24 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเสนอกรอบนโยบาย การอนุมัติแผนงาน โครงการและมาตรการเกี่ยวกับการผลิตและการตลาด รวมถึงการติดตาม กำกับดูแลการปฏิบัติตามนโยบาย มาตรการและโครงการที่อนุมัติ
          นอกจากนี้ กขช. ยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 2 ชุด รับผิดชอบงานด้านปฏิบัติการประกอบด้วย (1) คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการจำนำข้าว และ (2) คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ตามคำสั่ง กขช. ที่ 4 และ 5/2554 ลงวันที่ 12 กันยายน 2554 ทั้งสองฉบับ โครงการรับจำนำข้าวเปลือก เป็นโครงการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือกเพื่อช่วยเหลือชาวนาอันเป็นนโยบายสาธารณะทางเศรษฐกิจตามมาตรา 84 (8) ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่บัญญัติให้รัฐต้อง “คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด” มีผลเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เกษตรกรเกิดกำลังซื้อเพื่อให้เกิดการบริโภค จึงไม่ใช่การค้าขายโดยรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ สามารถช่วยชาวนาได้กว่า 4 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 10 ล้านคน ดังนั้น ผลสอบที่บอกว่าการดำเนินนโยบายจำนำข้าวไม่ผิด ไม่ก่อความเสียหาย ถือเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า โครงการจำนำข้าวไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยยืนยันตอกย้ำเสมอมา
          ดังนั้นเมื่อโครงการรับจำนำข้าว เป็นนโยบายที่ถูกต้อง ไม่ผิด ไม่ก่อความเสียหาย แล้วจะไปดำเนินคดีหรือให้ท่านอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายใดๆได้อย่างไร เพราะเมื่อนโยบายไม่ผิด ผู้กำกับนโยบายก็ยิ่งต้องไม่ผิด การช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาล โครงการรับจำนำข้าวก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทั้งกับเกษตรกรที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมโครงการ เป็นมูลค่ามหาศาล ส่วนเรื่องทุจริตคอรัปชั่นในระดับปฏิบัติการหรือระดับใด หากตรวจสอบพบ ก็ต้องเร่งดำเนินการเอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ไม่ใช่จ้องจะมาเอาผิดกับผู้กำกับนโยบาย

จาก4จีถึงการเปิดเสรี’ดิวตี้ฟรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222289.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559
จาก4จีถึงการเปิดเสรี'ดิวตี้ฟรี'

จาก4จีถึงการเปิดเสรี’ดิวตี้ฟรี’ : กระดานความคิด โดยน้ำเชี่ยว บูรพา

            น่าจะถือเป็นมหกรรมคืนความสุขแก่คนในชาติที่ทุกฝ่ายเพรียกหาอย่างแท้จริง กับตลาดมือถือ 4จี ในบ้านเราเวลานี้ ที่กำลัังระอุแดด แต่ละค่ายต่างงัดกลยุทธ์ลดแลกแจกแถมขึ้นมาห้ำหั่นเพื่อช่วงชิงลูกค้ากันสนั่นเมือง หลังจากรัฐบาลและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดประมูลคลื่นความถี่ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ไม่เพียงจะสามารถดึงเม็ดเงินเข้ารัฐทะลักไปกว่า 2.3 แสนล้านบาท ผลพวงจากการแจกใบอนุญาต หรือ “ไลเซนส์” 4จี ดังกล่าว ยังทำให้ประชาชนผู้ใช้มือถือแทบจะสำลักกับบรรดาโปรโมชั่นที่แต่ละค่ายงัดขึ้นมาห้ำหั่นกันละลานตาจริงๆ

เห็นผลพวงของมือถือ 4จี ยามนี้ ที่ทำเอาเศรษฐกิจประเทศไทยกระเพื่อมแล้ว ก็ทำให้อดนึกไปถึงสัมปทานร้านปลอดภาษี “ดิวตี้ฟรี” ทั้งในสนามบิน และนอกสนามบิน ที่รัฐบาลและบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้บริษัทเอกชนรายหนึ่งผูกขาดกิจการอยู่เจ้าเดียวในเวลานี้จริงๆ

แม้จะมีการยืนยันว่า ได้สัมปทานมาอย่างถูกต้องชอบธรรม ประมูลแข่งกับเจ้าใหญ่ๆ ในเมืองไทยมาแล้วทั้งนั้น แถมได้จ่ายค่าสัมปทาน ภาษีนำเข้าและภาษีเงินได้อะไรต่อมิอะไรให้รัฐกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท มีส่วนในการนำเงินตราเข้าประเทศกว่า 3 แสนล้าน แต่ก็มีคนสงสัยว่า จริงแล้วที่ได้ประมูลแข่งขันจนได้มานั้น เฉพาะที่สนามบินดอนเมือง ที่ประมูลไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก่อนที่ดอนเมืองจะกลับมาเปิดใช้ได้อีก ส่วนที่สนามบินสุวรรณภูมิ กับอีก 3 สนามบิน ที่ ทอท.ดูแลอยู่นั้น มีคนถามว่า มีการประมูลกันตั้งแต่เมื่อไหร่

โดยเฉพาะ “ร้านปลอดภาษีในเมือง” ที่มีทั้งกรุงเทพฯ และชลบุรี นั้น มีการประมูลกันจริงหรือไม่ ถ้ามี เปิดประมูลเมื่อไหร่?

เรื่องนี้ ในสมัย พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เคยตั้งคณะทำงานเข้าตรวจสอบสัญญาร้านปลอดภาษีเหล่านี้มาแล้ว ได้รับการยืนยันว่า รายได้ประกอบการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีนอกสนามบินเหล่านี้ ไม่สามารถจะนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ ทอท.ได้ เพราะการจัดตั้งร้านปลอดอากรในเมืองดังกล่าว ไม่ได้อยู่ใต้สัมปทานของ ทอท.

มันหมายความว่าอย่างไรรู้ไหมท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านรองฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ !

มันแปลว่า การจัดตั้งและขายสินค้าปลอดอากร “นอกสนามบิน” เหล่านี้ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานใดๆ ให้แก่รัฐ หรือ ทอท. แม้สตางค์แดงเดียว นอกจากจ่ายค่าเช่าพื้นที่อันที่ที่ตั้ง “จุดส่งมอบสินค้า” หรือ พิคอัพ เซ็นเตอร์ ที่ผู้ประกอบการร้านปลอดอากรรายอื่นๆ กำลังร้องโวยวายอยู่นี้เท่านั้น!

แล้วก็ทำให้เข้าใจได้ว่า ยิ่งจำหน่ายสินค้าปลอดอากรนอกสนามบินได้มากเท่าไหร่ ทอท.และประเทศชาติก็ยิ่งได้ค่าสัมปทานดิวตี้ฟรีในสนามบินน้อยลงไปเท่านั้น เผลอๆ รายรับที่บอกว่าสูงถึงปีละ 6.5 หมื่นล้าน และปี 2559 นี้จะทะลักไปถึง 8.5-9 หมื่นล้านบาททนั้น แต่ ทอท.อาจได้ค่าสัมปทานแค่ “การันตีขั้นต่ำ” ตามสัญญาเท่านั้น!

เท็จจริงอย่างไรท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ และท่านรองนายกฯ สมคิด ก็ลองเรียกเอกสารจากท่านประธาน ประสงค์ พูนธเนศ และ “ดร.อ๊อป” นิตินัย ศิริสมรรถการ มาดูได้

ดูแล้วอาจจะเงิบเหมือนกับคนอื่นที่ได้เห็นเอกสารนี้ิก็เป็นได้

เรื่องของสัมปทาน “ดิวตี้ ฟรี” ทั้งภายในและนอกสนามบินนั้น ยังมีปมที่น่าสนใจ น่าติดตามกันอีกเยอะ !

มท.เร่งงานเศรษฐกิจพอเพียงปูพรหมกว่า23,000หมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222301.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
มท.เร่งงานเศรษฐกิจพอเพียงปูพรหมกว่า23,000หมู่บ้าน

มท.เร่งงานเศรษฐกิจพอเพียงปูพรหมกว่า23,000หมู่บ้านทั่วประเทศ

          เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่กระทรวงมหาดไทย กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดการประชุมชี้แจงนโยบายการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคเกษตรและชนบท ถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานมีผู้ร่วมชี้แจง ประกอบด้วย นายประสาท พาศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานภาคี แกนนำหมู่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน ทีมประเทศไทยตำบล หรือทีมประชารัฐ ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ทราบถึงนโยบายและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ เกิดความเข้าใจและการมีส่วนร่วม และนำไปสู่การปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า  สังคมไทยยังมีปัญหา รัฐบาลจึงได้น้อมนำหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน มาเป็นแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ สร้างกระบวนการพัฒนาบนฐานความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้ปัญหาต่างๆ ลดลง โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (พ.ศ.2557-2560) ขึ้น ภายใต้ 7 ยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งด้านการเกษตร การศึกษา เศรษฐกิจ ธุรกิจ ความมั่นคง การต่างประเทศ นำไปขับเคลื่อนให้เกิดผลพร้อมๆ กัน

นายกฤษฎา กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทย และ สำนักงาน กปร. ได้รับผิดชอบใน 2 เรื่อง สำคัญ คือ การพัฒนาแหล่งน้ำ และ การลดรายจ่าย เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติต่อไปในอนาคต จึงขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันตรวจสอบว่ามีแหล่งน้ำในพื้น/ปริมาณน้ำต้นทุนมีเท่าไหร่ มีความต้องการใช้น้ำอย่างไร เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ทั้งน้ำเพื่อการเกษตร น้ำอุปโภคบริโภค พื้นที่ต้องรู้ต้นทุนของตนเอง จากนั้น ต้องมีการจัดทำแผนชุมชน  จากนั้นเราจะจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือ ในระยะแรกนี้มีหมู่บ้านพื้นที่เป้าหมายจำนวน 23,587 หมู่บ้าน หรือประมาณร้อยละ 25 ของหมู่บ้านทั่วประเทศ

ด้านนายอภิชาต  โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน รับผิดชอบในการจัดเก็บข้อมูลและจัดทำแผนชุมชน โดยการจัดเก็บข้อมูล จะทำให้ชาวบ้านประจักษ์ชัดในข้อเท็จจริงของตัวเอง เห็นเหตุของปัญหา และความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในครอบครัวและชุมชน ซึ่งจะทำให้เกิด “ระเบิดจากข้างใน” นำไปสู่วางแผนร่วมกันเพื่อในการแก้ไขปัญหา โดยมีข้อมูลที่จำเป็น 4 ส่วน คือ ข้อมูลบัญชีครัวเรือน ข้อมูลแหล่งน้ำ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจสังคม และข้อมูล จปฐ.และ กชช.2ค

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้ข้อมูลแล้ว คณะทำงานระดับตำบลจะร่วมกับแกนนำและอาสาสมัครของชุมชนวิเคราะห์ ในเวทีประชาคมหมู่บ้าน จัดทำเป็นแผนชุมชน แผนพัฒนาหมู่บ้าน แล้วให้นำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามระบบการบูรณาการและเชื่อมโยงแผนในพื้นที่ เช่น จัดส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ส่งให้ทีมบูรณาการแผนระดับตำบล และส่งให้อำเภอ ซึ่งข้อมูลจากแผนพัฒนาแหล่งน้ำ แผนพัฒนาอาชีพต่างๆ ก็จะถูกจัดกลุ่มเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

‘วิษณุ’ถกทุนเรียนนอกโผล่อีกเบี้ยวผู้ค้ำรับกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222271.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
'วิษณุ'ถกทุนเรียนนอกโผล่อีกเบี้ยวผู้ค้ำรับกรรม

‘วิษณุ’ถกทุนเรียนนอก หวังให้สอดคล้อง ยุทธศาสตร์ชาติ โผล่อีกรายอาจารย์สาวม.ดังเรียนป.เอกที่อเมริกา “พล.ต.”ค้ำประกันจ่าย1.3ล้าน โร่ร้องกองปราบเอาผิด

           เมื่อวันที่11ก.พ. เวลา12.30น.ที่ห้องm4ชั้น ร.ร.เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เรื่องการพิจารณาให้ทุนของรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ได้สั่งการตั้งแต่เดือนธ.ค.58 ก่อนจะเกิดกรณีทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ทันตแพทย์มหาวิทยาลัยมหิดลหนีการใช้ทุนคืน โดยออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า อยากให้มีการพูดคุยเรื่องทุนที่ส่งคนไปเรียนต่อให้ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่อยากเรียนอะไรก็ไป โดยให้วางแผนอัตรากำลังล่วงหน้า ไม่ใช่ขอเป็นรายปี เช่น กระทรวงต่างประเทศได้มีการวางแผนขอล่วงหน้าไว้เป็น10ปี เพื่อวางแผนบริหารจัดการภายในของเขาว่าใครจะไปที่ไหน เป็นเวลาเท่าไร เรียนวิชาอะไร แล้วกลับมาทำงานในส่วนไหนเพื่อกลับมาทดแทนคนที่เกษียณอายุราชการไป เป็นต้น โดยในวันที่12ก.พ.นี้รองเลขาธิการก.พ. จะหารือกับเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นายวิษณุ  กล่าวต่อว่า ตนเสนอให้มีการจัดประชุมแล้วเชิญหน่วยงานที่ให้ทุนในประเทศไทย ประมาณ20หน่วยงานมาคุยถึงการจัดสรรทุน การหานักเรียนไปเรียน การใช้ทุนคืน เพราะทุนบางแห่งมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน บางที่ต้องใช้คืน บางทุนใช้คืนเป็น2เท่า เพื่อวางระเบียบแบบแผน และเมื่อเกิดกรณีของทพญ.ดลฤดี ก็จะได้พูดถึงวิธีการใช้ทุน การค้ำประกัน เนื่องจากกฎหมายค้ำประกันมีการปรับปรุงแก้ไขก็ต้องมาปรับเรื่องสัญญาค้ำประกันให้เข้ากัน และอาจผูกโยงกับการลาออกจากราชการที่เดิมไม่ได้มีเรื่องนี้
โผล่อีกรายอาจารย์สาวม.ดังเรียนป.เอกที่อเมริกา

เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.กิตติภพ มนูญนิมิตร รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมผู้เกี่ยวข้องเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.วรพงษ์ ภคเวส พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ กก.1 บก.ป. เพื่อร้องทุกข์กรณีที่ต้องตกเป็นหนี้ ภายหลังค้ำประกันอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาเอก หรือดุษฎีบัณฑิต ที่คณะบริหารธุรกิจการจัดการ มหาวิทยาลัยแห่งเมืองซาราโซตา รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้ทุนการศึกษาที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.จำนวนเงิน 10 ล้านบาท จนอดีตอาจารย์คนดังกล่าวมีการติดต่อขอผ่อนชำระมาแล้วจำนวน 6 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายคงเหลือ 4 ล้านบาท โดยนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน

พล.ต.กิตติภพ กล่าวว่า สาเหตุได้รับความเสียหายจากการค้ำประกันให้กับอดีตอาจารย์คนดังกล่าวซึ่งมีความสนิทสนมกัน และเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาที่อาจารย์จะได้ศึกษาต่อและกลับมาพัฒนาเรื่องการศึกษาของประเทศชาติ จึงยินยอมลงชื่อค้ำประกันให้ แต่หลังจากที่อดีตอาจารย์คนดังกล่าวศึกษาสำเร็จจนกลับมารายงานตัวกับทางมหาวิทยาลัยต้นสังกัด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 แต่เพียง 1 เดือนเศษ คือประมาณต้นเดือนเมษายนปีเดียวกันอดีตอาจารย์คนดังกล่าวได้ลาออกจากราชการและทางมหาวิทยาลัยดังกล่าวก็อนุมัติให้ลาออกได้

พล.ต.กิตติภพ กล่าวต่อว่า เมื่อทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้ อนุมัติให้อดีตอาจารย์คนดังกล่าวลาออกได้ ตนก็ไม่ทราบว่ามีการติดตามทวงถามกรณีการใช้คืนทุนในการศึกษาต่อด้วยหรือไม่ และไม่มีการแจ้งมาที่ตนในฐานะผู้ค้ำประกันได้ทราบ กระทั่งปีต่อมาคือเมื่อปี 2547 ทางมหาวิทยาลัยดังกล่าวได้ฟ้องคดีกับตนเพื่อบังคับให้ตนกับอาจารย์อีก 2 คน ในฐานะผู้ค้ำประกันชดใช้ค่าเสียหาย ที่ผ่านมาเราก็ได้ติดตามทวงถามกับนางภัทรพร แต่ปรากฏว่าได้มีการทำหนังสือมายังมหาวิทยาลัยและถึงตน แจ้งว่ายินดีจะชดใช้เงินคืน หลังจากนั้นก็พบว่ามีการชดใช้ทุนให้ทางมหาวิทยาลัย ประมาณ 6 ล้านบาท

พล.ต.กิตติภพ กล่าวอีกว่า ขณะนั้นตนยังเชื่อมั่นว่าอดีตอาจารย์คนดังกล่าวจะยินยอมชดใช้ทุนให้จนหมด แต่เมื่อปี 2557 ก็มีหนังสือจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปฟ้องต่อศาลล้มละลาย ให้ผู้ค้ำประกันทั้ง 3 รวมถึงอดีตอาจารย์คนดังกล่าวด้วย เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งตนยังรับราชการอยู่ จะปล่อยให้เป็นบุคคลล้มละลายไม่ได้ จึงเห็นว่าสิ่งที่อดีตอาจารย์คนดังกล่าวกระทำมาตลอดคือการหลอกลวง พวกตนจึงต้องไปขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะชดใช้คืนเฉพาะเงินต้น หลังจากอดีตอาจารย์คนดังกล่าวผ่อนชำระมาแล้วประมาณ 6 ล้านบาท เราก็จะขอชำระคืนต่อให้ในส่วนที่เหลือโดยไม่ต้องเสียค่าปรับ

“มีการตกลงกันระหว่างทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้กับทางกรมบัญชีกลาง เพื่อให้เราชดใช้เงินคืนในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 4 ล้านบาท แล้วให้ผู้ค้ำประกันทั้ง 3 หารเฉลี่ยกันไป ก็เป็นเงินประมาณคนละ 1.34 ล้านบาทเศษ ให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 8 และ 12 ปี พอเรารับสภาพหนี้ดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยก็ถอนฟ้องพวกเรา ซึ่งเรารับสภาพนี้แล้ว แต่ตัวอดีตอาจารย์คนดังกล่าวปัจจุบันศาลตัดสินให้ล้มละลาย โดยคดีล้มละลายภายใน 3 ปี ก็จะพ้นอายุความ เขาก็สบายไม่ต้องเดือดร้อนอะไร เพราะใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอเมริกา แต่เราต้องเดือดร้อนด้วยภาระหนี้ที่ไม่ได้ก่อ” พล.ต.กิตติภพ กล่าว

รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ตนอยากให้ทางตำรวจดำเนินการในเรื่องนี้เพราะหากไม่เป็นคดีก็คงดำเนินการอะไรไม่ได้ ที่ผ่านมาตนเคยไปขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่มีใครช่วยเหลือเรา แต่หากทางกองบังคับการปราบปรามช่วยนำเรื่องนี้แจ้งต่อกระทรวงการต่างประเทศ หรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อติดตามตัวอดีตอาจารย์คนดังกล่าวกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา หากสามารถประสานงานให้เขากลับมาก็จะจัดการเรื่องหนี้สินตรงนี้ได้ ที่สำคัญตนทราบมาว่าอดีตอาจารย์คนดังกล่าวได้สัญชาติอเมริกาแล้ว จึงอยากให้มีการตรวจสอบด้วยเพราะคนที่มีปัญหา มีประวัติอยู่ในเมืองไทย ไม่น่าจะได้รับการพิจาณณาให้ได้รับสัญชาติ

พล.ต.กิตติภพ กล่าวด้วยว่า อีกส่วนหนึ่งก็อยากให้มีการประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพราะปัจจุบันบุคคลที่หนีคดีแบบนี้ก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์ ทำให้สามารถเดินทางเข้าออกเมืองได้ตามปกติ หากว่ามีการช่วยกันดำเนินการหลายๆ ฝ่าย ก็คงดำเนินคดีกับคนเหล่านี้ได้ เพราะเราเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เราก็คงไม่สามารถไปจับกุมใครได้ แต่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ ก็จะเป็นคดีตัวอย่าง เพราะกรณีเช่นนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ได้มีเฉพาะของตน หรือกรณีทันตแพทย์หญิง ที่ตกเป็นข่าว โดยน่าจะมีอีกนับร้อยราย กรณีของผู้ที่หนีทุนสามารถตรวจสอบไปยังกรมบัญชีกลางได้ ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ รวมมูลค่าเสียหายเท่าไหร่

ยกฟ้องหนุ่มชุมนุมหอศิลป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222261.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
ยกฟ้องหนุ่มชุมนุมหอศิลป์

ยกฟ้องหนุ่มนักวิชาการกฎหมาย ฝ่าฝืนประกาศ คสช.ชุมนุมหอศิลป์กรุงเทพฯ ชี้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อัยการเตรียมตรวจดูประเด็นที่ศาลวินิจฉัย ก่อนตัดสินใจอุทธรณ์หรือไม่

                      11 ก.พ. 59  เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 2 ศาลแขวงปทุมวัน ถ.พระรามสี่  ศาลอ่านคำพิพากษาคดี อ.363/2558 พนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลแขวง 6 (ปทุมวัน) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาติ พงษ์สวัสดิ์ นักวิชาการด้านกฎหมาย และนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยฝ่าฝืนประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 57 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก และกระทำผิดต่อ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 มาตรา 8 และ 11 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 , 216 , 368 วรรคแรก ประกอบมาตรา 90
                      ตามฟ้องอัยการโจทก์ วันที่ 28 เม.ย. 58 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ภายหลังการยึดอำนาจปกครองจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ววันที่ 22 พ.ค. 57 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตั้ง คสช.และประกาศ คสช.เรื่องการห้ามชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 57 เวลากลางคืน จำเลยกับพวกอีก 500 คนที่หลบหนีไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้มั่วสุมชุมนุมคัดค้านการรัฐประหารของ คสช. โดยจำเลยกับพวกชูป้ายว่า “ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน” บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และด่าทอ โห่ร้อง เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และยังปลุกระดมกลุ่มผู้ชุมนุม ให้ร่วมชุมนุมมากขึ้นเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เหตุเกิดที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถ.พระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม.
                      จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และนำสืบว่า จำเลยทำงานที่ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย วันที่ 23 พ.ค. 57 หลังเลิกงานเวลา 16.30 น. จำเลยไปที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เนื่องจากวันที่ 22 พ.ค. 57 มีการส่งข้อความในเฟซบุ๊กว่าจะมีการรวมตัวที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จำเลยจึงเดินทางไปในเวลา 18.00 น. ขณะเดินอยู่บนสกายวอล์คทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งขณะนั้นมีการชุมนุมอยู่ จำเลยจึงนำป้ายที่เตรียมมาชูประท้วงไม่เห็นด้วย จากนั้น 30 นาทีมีเจ้าหน้าที่ทหาร 4 – 5 คน เดินมาจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ตรงมาที่จำเลยแล้วควบคุมตัวไปโดยไม่มีการแจ้งสิทธิ์และแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ขณะที่ประชาชนมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยในการทำรัฐประหาร และการชุมนุมนั้นต่างคนต่างมาโดยไม่ได้นัดหมายและไม่ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย
                      ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบในชั้นพิจารณาแล้ว ความผิดที่โจทก์ฟ้องนั้น เกิดที่บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในเขตปทุมวัน กทม. ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติถึงบุคคลที่จะมีอำนาจสอบสวนความผิดที่เกิดใน กทม.ว่า ให้ตำรวจที่มียศตั้งแต่ชั้นร้อยตำรวจตรีขึ้นไป หรือเทียบเท่า มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญา ซึ่งคดีนี้ได้ความจากนายตำรวจยศร้อยตำรวจโท พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พยานโจทก์ เบิกความว่า เป็นผู้สอบสวนความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ศาลเห็นว่าการที่จะมีอำนาจสอบสวนความผิดตามฟ้องได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 16 เรื่อง เขตอำนาจการสอบสวนด้วยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ซึ่งปรากฏตามคำเบิกความของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงว่า พยานรับราชการในตำแหน่งพนักงานสอบสวน กก.1 ป. และพยานรับตัวจำเลยคดีนี้จาก ร.ต.ต.พีรพันธ์ สรรเสริญ และเจ้าหน้าที่ทหารที่คุมตัวมาโดยมีหนังสือของกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ส่งมอบให้ รวมทั้งภาพถ่ายจำเลยขณะร่วมชุมนุม พยานจึงรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดสรุปสำนวนเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยให้อัยการ
                      แต่ไม่ปรากฏจากคำเบิกความพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนว่า ความผิดในข้อหาที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนั้น เป็นความผิดที่เกิดขึ้นในท้องที่ในเขตอำนาจการสอบสวนของกองบังคับการปราบปราม โดยเมื่อพิจารณา พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 เรื่อง การจัดระเบียบราชการใน สตช.พบว่า การแบ่งส่วนราชการให้ออกเป็นกฎกระทรวง กำหนดอำนาจหน้าที่ แต่ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ และคำเบิกความพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน รวมทั้งไม่มีกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการใน สตช.มาแสดงเป็นหลักฐานเพื่อให้รับฟังได้ว่า สตช.แบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการปราบปราม และกฎกระทรวงกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ว่า ความผิดที่เกิดในท้องที่ปทุมวัน กทม.นั้นอยู่ในเขตอำนาจและหน้าที่การสอบสวน กองบังคับการปราบปราม สตช.
                      ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมา จึงฟังไม่ได้ว่า กองบังคับการปราบปราม สตช. มีอำนาจหน้าที่การสอบสวนความผิดอาญาในท้องที่เขตปทุมวันในคดีนี้ และยังฟังไม่ได้ว่า พนักงานสอบสวน กก.1 ป. มีอำนาจหน้าที่สอบสวนความผิดในคดีนี้ กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า มีการสอบสวนความผิดตามข้อกล่าวหาโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่น จึงพิพากษาให้ยกฟ้อง
                      ภายหลังศาลมีคำวินิจฉัยข้อกฎหมายให้ยกฟ้องแล้ว จ.ส.อ.อภิชาติ พงษ์สวัสดิ์ จำเลย กล่าวว่า รู้สึกดีใจและขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจ ผลที่ศาลยกฟ้องทำให้ตนพ้นข้อกล่าวหา แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ เช่น ประเด็นคำสั่ง คสช.หรืออำนาจประชาชนที่จะออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน ซึ่งหากศาลได้วินิจฉัยก็น่าจะเป็นบรรทัดฐานให้สังคมได้ แต่วันนี้ก็ถือว่ายืนยันได้ระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่เวลานี้ส่วนตัวยังไม่คิดจะฟ้องกลับใคร แต่อยากให้เป็นบทเรียนของตำรวจ และอัยการ ให้มีประสิทธิภาพที่จะกลั่นกรองคดีให้ระมัดระวังกว่านี้ ซึ่งช่วงจะดำเนินคดีตนถูกควบคุมตัวไว้หลายวัน และตนยังถูกสอบสวนวินัยด้วย
                      “ผมขอให้กำลังใจพี่น้องทุกคนที่ถูกดำเนินคดีในสภาวการณ์เช่นนี้ ก็อยากให้ทุกคนต่อสู้และยืนหยัดต่อไปว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นโดยสงบและเปิดเผย เป็นสิ่งที่ทำได้” จ.ส.อ.อภิชาติ กล่าวและว่า เราแสดงออกเพราะเห็นว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและวิถีทางประชาธิปไตย
                      ด้านนายรัษฎา มนูรัษฎา หนึ่งในทีมทนายความคดีนี้ กล่าวด้วยว่า คดีนี้อัยการยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีกภายใน 30 วัน โดยประเด็นเรื่องอำนาจการสอบสวน ทนายความเราก็ได้ถามซักค้านพยานโจทก์ไว้ในชั้นสืบพยานด้วยว่าการดำเนินคดีมีการแจ้งให้ตำรวจในท้องที่ปทุมวันดำเนินการด้วยหรือไม่ คดีนี้ก็มีความสำคัญ การที่ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ก็ไม่ควรถูกดำเนินคดี บ้านเมืองเราหากขาดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานไปจะอยู่ได้อย่างไร วันนี้ต้องขอบคุณผู้พิพากษาที่ประทานความยุติธรรม ยกฟ้องคดี จำเลยไม่ต้องมีความผิด
                      ขณะที่คณะทำงานอัยการรับผิดชอบ กล่าวว่า จากนี้ต้องดำเนินการคัดรายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็มมาตรวจดูประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัย เพื่อพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่อย่างไร ซึ่งการอุทธรณ์จะมีเวลา 30 วันนับจากที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ทันก็ต้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ ขณะที่คำพิพากษาวันนี้ศาลได้วินิจฉัยเรื่องข้อกฎหมาย โดยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยพฤติการณ์จำเลยว่ากระทำผิดหรือไม่
                      อย่างไรก็ดี การที่ศาลมีคำวินิจฉัยเรื่องอำนาจสอบสวนออกมาในคดีนี้ ไม่น่าจะกระทบต่อผลคดีอื่น เพราะต้องพิจารณาตามพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแต่ละคดี ซึ่งรายละเอียดแตกต่างกัน ขณะที่ปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของกองบังคับการกองปราบปราม เข้าใจว่าดำเนินการได้ ดังนั้น หากพิจารณารายละเอียดข้อกฎหมายแล้วถ้าอัยการไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยศาลชั้นต้น ก็จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป
———————-
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)

‘ไพบูลย์’จ่อเอาผิด‘มส.-พศ.’อุ้ม‘ธัมมชโย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222259.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
‘ไพบูลย์’จ่อเอาผิด‘มส.-พศ.’อุ้ม‘ธัมมชโย’

‘ไพบูลย์’ จ่อยื่น ‘ดีเอสไอ-ผู้ตรวจฯ’ เอาผิด ‘มส.-พศ.’ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตาม ม.157 หลังอุ้ม ‘ธัมมชโย’ รอดปาราชิก

      11 ก.พ.59 นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรฐานปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) พร้อมด้วยเครือข่ายป้องป้องพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช และเครือข่ายสตรีปกป้องพระพุทธศาสนา ร่วมกันแถลงข่าวถึงมติของมหาเถรสมาคม(มส.) ที่ปฏิเสธที่จะดำเนินการตามหนังสือแจ้งของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่ให้พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราซิก ตามพระลิขิตของสมเด็จญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช ว่า การที่ มส.ระบุว่า ไม่สามารถดำเนินการตามดีเอสไอได้ โดยอ้างว่าคดีของพระธัมมชโยสิ้นสุดในคณะผู้พิจารณาชั้นต้นแล้ว จึงเห็นว่าการกระทำของ มส. และสำนักพระพุทธศาสนา (พศ.) อาจจะเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
      นอกจากนี้ ที่ประชุม มส.ยังได้รับรองการดำเนินการให้คณะผู้พิจารณาชั้นต้นดำเนินการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าผู้พิจารณาชั้นต้นไม่ได้รายงานข้อเท็จจริงของกฎหมายและธรรมวินัยที่เกี่ยวข้องต่อ มส. เพื่อให้พิจารณาตามกฎของ มส.ฉบับที่ 21(พ.ศ.2538) ข้อ 4 วรรคแรกและวรรคท้าย จึงอาจจะเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดังนั้นเพื่อให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายดำเนินการให้ได้ข้อยุติ พวกตนจะนำเรื่องไปยื่นหนังสือร้องทุกข์ กล่าวโทษ ต่อดีเอสไอ และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยต่อไป
‘สุวพันธุ์’ สั่ง ‘พศ.-มส.’ แจงสังคมกรณี ‘ธัมมชโย’ รอดปาราชิก
      11 ก.พ.59 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณี มหาเถรสมาคม(มส.) มีมติว่า พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่อาบัติปาราชิก ว่า หลังจากมีมติออกมาแล้วต้องไปดูหนังสือชี้แจงของ มส. และ พศ.ที่จะทำไปถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะที่ทำเรื่องสอบถามเข้ามาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ ตนได้บอก พศ.ไปว่าเรื่องนี้สังคมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ข้อบังคับ หรือพระธรรมวินัยเท่านั้น แต่เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาต่อองค์กร สถาบันพระพุทธศาสนา พศ.จึงต้องชี้แจงกับสังคมให้เข้าใจว่าที่ผ่านมาได้ทำไปตามอำนาจหน้าที่ของตัวเองอย่างไรบ้าง สุดขอบเขตอำนาจตัวเองแล้วหรือยัง ขณะที่ทาง มส.คงต้องทำแบบนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งตนได้เสนอข้อเสนอแนะไปแล้ว
      ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำอย่างไรเพราะมีข้อครหาเกี่ยวกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชกับวัดพระธรรมกาย ซึ่งยังเป็นที่สงสัยของสังคมอยู่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเราต้องแยกกันก่อน เมื่อวันที่ 10 ก.พ. มส.หารือกันเรื่องพระภิกษุรูปหนึ่ง เขามองแล้วว่าข้อกฎหมายหรือข้อธรรมวินัยที่ออกมาก็เป็นไปตามมตินั้น แต่ว่ามีเรื่องของศรัทธาอยู่ จึงต้องดูสังคมรู้สึกอย่างไร จำเป็นต้องชี้แจงหรือทำความเข้าใจอะไรเพิ่มเติม
      เมื่อถามว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรเพราะประชาชนเริ่มเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนากันแล้ว นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ก็ต้องเอาศรัทธากลับมาให้ได้ ให้เข้มแข็ง เมื่อถามว่า หลังจากนี้พศ.จะดูแลอย่างไรให้พระสงฆ์อยู่ในกฎระเบียบที่ถูกต้อง ไม่ทำอะไรผิดแปลกข้อบัญญัติทางพระพุทธศาสนา นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เราเคยบอกกันว่าต้องยึดข้อกฎหมาย ข้อบังคับของมส. และพระธรรมวินัย แต่วันนี้ตนคิดว่าเราคงต้องเพิ่มอีกสักเรื่องหนึ่งแล้วคือ ต้องคำนึงถึงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กร พระพุทธศาสนา จะคิดแบบเดิมไม่ได้แล้ว ตนเห็นว่าเรื่องของคณะสงฆ์หรือของใครก็แล้วแต่ ว่ากันไปเป็นกรณีไป โดยยึดกฎหมายและพระธรรมวินัยเป็นหลักแล้วดำเนินการไปตามนั้น ส่วนประเด็นใดที่ไปเชื่อมโยงกับความศรัทธาของสังคมก็ต้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม ดังนั้น เรื่องที่ยังค้างคา ก็ต้องติดตาม ดูไปตามข้อกฎหมายที่มีอยู่ ดีเอสไอก็ทำของเขาต่อไป
      เมื่อถามว่า เมื่อเรื่องนี้จบแล้วจะทำให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่เดินต่อไปได้หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน แต่สังคมอาจจะมองถึงความเชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชยังอยู่ในขั้นตอนของตนอยู่ ยังไม่ได้เดินหน้าไปไหน เพราะตนยังเข้าใจสถานการณ์ได้ไม่ครบถ้วน

‘ปึ้ง’จี้‘บิ๊กตู่’สอบทุจริตขุดลอกคูคลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222239.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
‘ปึ้ง’จี้‘บิ๊กตู่’สอบทุจริตขุดลอกคูคลอง

‘สุรพงษ์’ จี้ คสช.สอบ ‘อผศ.’ เช่าอุปกรณ์ขุดลอกคูคลองส่อมีเงื่อนงำ แนะ ‘นายกฯ’ เร่งขจัดเหลือบโกงกินแผ่นดิน

     11 ก.พ.59 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การที่มีหลายๆ ฝ่ายเริ่มออกมาเปิดโปงขบวนการเรียกเก็บเงินค่าหัวคิว และวิธีการถ่ายโอนงานขุดลอกคูคลอง และการปรับปรุงแหล่งน้ำที่องค์การทหารผ่านศึก(อผศ.) ได้รับสิทธิพิเศษ และได้รับอนุมัติเห็นชอบจาก คสช.ให้ทำงานรับเหมาจากหน่วยงานของรัฐได้ เพื่อจะได้มีรายได้มาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวพี่น้องทหารผ่านศึกนั้นก็ไม่ว่ากัน และเห็นด้วย แต่ทางราชการเขามีข้อกำหนดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้องค์การทหารผ่านศึกไปจ้างเหมาช่วงต่อ ซึ่งหมายความว่า อผศ.ต้องทำงานเองเท่านั้น ทั้งๆ ที่ก็เป็นที่รู้กันว่า อผศ. ไม่มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือในการทำการรับเหมาก่อสร้างได้เองอยู่แล้วที่จะทำงานเหล่านี้ได้ทั่วทั้งประเทศ แต่ดูเหมือนว่าการดำเนินการขณะนี้ของ อผศ.มีการตรวจพบว่าได้มีการดำเนินการหลายรูปแบบที่ขัดต่อกฎเกณท์และระเบียบที่กำหนดไว้ของทางราชการ อยากให้ คสช.รีบตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความกระจ่างโดยด่วน
     และเมื่อวานนี้(10 ก.พ.) นายถาวร เสนเนียม ได้นำเอาหลักฐานออกมาเปิดโปงโครงการขุดลอกคูคลองที่ อ.หาดใหญ่ เรื่องการเช่าอุปกรณ์ในการขุดลอกคูคลองที่ดูเหมือนจะมีเงื่อนงำอยู่ และยิ่งในขณะนี้ก็ได้มีการกล่าวหาว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลชุดนี้ถูกนำชื่อไปแอบอ้างหาผลประโยชน์ในหลายๆ โครงการ ทำให้ประชาชนและสังคมเกิดข้อสงสัยและข้อกังขา เพราะบอกว่ารัฐบาลชุดนี้จะมาปราบโกง การทุจริตคอร์รัปชั่นจะต้องลดลง ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ รีบตรวจสอบและชี้แจงในเรื่องนี้เป็นการด่วน อย่าปล่อยให้ขบวนการเหลือบของแผ่นดินมาหากินบนความทุกข์ยากลำบากของชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ที่ไม่มีน้ำใช้เพื่อทำเกษตรกรรม อย่าซ้ำเติมชีวิตอันรันทดของพี่น้องเกษตรกรอีกเลย

ปลดล็อก‘แม่วัยทีน’มีที่ยืนในสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222220.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
ปลดล็อก‘แม่วัยทีน’มีที่ยืนในสังคม

ปลดล็อก‘แม่วัยทีน’มีที่ยืนในสังคม : ประภาศรี โอสถานนท์ สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

             “ท้องในวัยเรียน  ท้องในวัยรุ่น”  ถือว่าเป็นปัญหาสังคมไทยที่มีต่อเนื่องมานาน  เพราะการคบเพื่อนต่างเพศเป็นเรื่องธรรมดาของวัยรุ่นทั่วไป  เด็กบางคนมีอิสระในการใช้ชีวิต ทำอะไรตามใจตัวเอง สภาพพ่อไปทางแม่ไปทางหรือพ่อแม่มุ่งแต่ทำมาหากิน ไม่มีเวลาให้ลูก ทำให้ไปคบเพื่อนต่างเพศ  จนขาดความยับยั้งชั่งใจ ประกอบกับเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก ทั้งแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือการใช้เฟซบุ๊กติดต่อ ทำให้การสื่อสารระหว่างเพื่อนต่างเพศเป็นเรื่องง่าย

จากการสำรวจพบว่า  การมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นและปัญหาการตั้งท้องในวัยที่ไม่พร้อมเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มเด็กนักเรียนในประเทศไทย โดยมีรายงานว่าการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกทั้งของเพศหญิงและเพศชาย เริ่มเมื่ออายุเฉลี่ยประมาณ 13 ปี มีวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมมากกว่า 1 แสนราย ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง  โดยวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี มีอัตราตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมเพิ่มจาก 4 คนต่อวัน ในปี 2543 เป็น 9 คนต่อวัน ในปี 2556 และวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี มีอัตราการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมจาก 240 คนต่อวัน เป็น 334 คนต่อวัน  และยังพบการตั้งครรภ์ในเด็กวัยแค่ 10 ปี อีกด้วย

ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นคือ  ส่วนใหญ่อยู่ในวัยเรียน เมื่อผิดพลาดจน “ท้อง” แน่นอนว่า เด็กคงไม่สามารถอยู่ในโรงเรียนเพราะเกิดความอับอายขายหน้าถูกเพื่อนล้อเลียนเหยียดหยาม ทำให้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน หมดอนาคต บางคนตัดสินใจไป “ทำแท้ง” ที่คลินิกเถื่อน ซึ่งแม่วัยใสบางคนโชคดีสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ บางคนโชคร้ายเสียชีวิตหรือติดโรคในระหว่างการทำแท้ง บางคนก็ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์  แต่บางคนครอบครัวพ่อแม่พี่น้องรับไม่ได้กดดันทำให้ต้อง “ฆ่าตัวตาย” ที่ผ่านมาหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่อาจแก้ไขได้สำเร็จ เพราะปัญหามีความซับซ้อน ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

ล่าสุด สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติผ่านกฎหมายการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นต้อนรับ “วันวาเลนไทน์” ที่จะมาถึงเร็วๆ นี้ โดยช่วงนี้เป็นช่วงเสี่ยงที่จะชักนำให้วัยรุ่นไปมีเพศสัมพันธ์หรือ “เสียตัว” ได้ง่ายๆ โดยอาศัยเทศกาล “วาเลนไทน์”  ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม หรือติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ตามมา

กฎหมายฉบับนี้ “นพ.เจตน์  ศิรธรานนท์”  สมาชิก สนช. พร้อมสมาชิกได้เสนอเพื่อต้องการให้มีกฎหมายท้องในวัยรุ่นเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาท้องในวัยรุ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยสร้างกลไกในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของรัฐ เอกชน และประชาสังคม

เนื้อหาหลักๆ ของกฎหมายฉบับนี้เน้นให้สถานศึกษาต้องจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่อง “เพศวิถีศึกษา” โดยต้องจัดให้สอนเพศศึกษาและการให้คำปรึกษาเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งท้องในวัยรุ่น  ให้มีระบบดูแลช่วยเหลือ และคุ้มครองนักเรียน นักศึกษา ที่ตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสม ให้มีการจัดสวัสดิการสังคมเกี่ยวกับการป้องกันและการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จัดหาครอบครัวทดแทนในกรณีที่วัยรุ่นไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งมีระบบส่งต่อให้ได้รับการบริการอนามัยเจริญพันธุ์และสวัสดิการอย่างเหมาะสม ทั้งนี้หากใครฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวก็มีทั้งโทษจำและโทษปรับ โดยจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ

หลังจากกฎหมายนี้ ผ่าน สนช.ไปแล้ว ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 120  วัน

“นพ.เจตน์” ผู้เสนอกฎหมาย บอกว่า  กฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเด็กและเยาวชนเพราะจะให้วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมได้รับบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งการป้องกันไม่ให้มีการตั้งครรภ์ซ้ำอีก และเด็กก็จะไม่เสียอนาคต สามารถศึกษาต่อจนจบได้ เป็นการแก้ปัญหาสังคมได้ระดับหนึ่ง ที่สำคัญกำหนดให้มีกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ  พร้อมทั้งให้อำนาจกระทรวงออกกฎหมายระเบียบในการปฏิบัติ และให้มีคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการ จำนวน 17 คน เป็นตัวแทนจากข้าราชการผู้ทรงคุณวุฒิ และตัวแทนของสภาเด็กและเยาวชนด้วย

กฎหมายฉบับนี้จึงถือเป็นกฎหมายสำคัญด้านสังคมอีกฉบับหนึ่งที่คลอดออกได้ในสมัยของ สนช. เพราะหลายปีมีความพยายามที่จะออกกฎหมายแต่ก็ไม่สำเร็จ เดิมกฎหมายนี้ใช้ชื่อว่า พ.ร.บ.คุ้มครองการอนามัยเจริญพันธุ์ แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็น พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น  ซึ่งก็มีเนื้อหาหลักคือการแก้ไขปัญหาท้องในวัยรุ่น

อย่างไรก็ตามแม้การออกกฎหมายนี้จะรองรับ  “แม่วัยโจ๋” สามารถอยู่ในสังคมได้ และดูแลเด็กในครรภ์ ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี  และทำให้ลดสถิติการตั้งท้องได้ในวัยรุ่นได้ก็ตาม แต่ก็ต้องสอดคล้องกับการ “ป้องกัน” เพื่อไม่ให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร จนนำไปสู่การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ก็ต้องถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกันเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาตั้งแต่แต่ต้น   ดังสุภาษิตของไทยที่ว่า  “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน”

การบังคับใช้กฎหมายในสถานศึกษาจึงมีความสำคัญยิ่งยวด ประกอบกับบุคลากรด้านเพศศึกษาที่มีความรู้และข้าใจสภาพจิตใจของวัยรุ่น จะเป็นส่วนส่งเสริมให้การป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  เพราะปัญหาท้องในวัยเรียนไม่สามารถแก้ได้ด้วยยุทธศาสตร์หรือกฎหมายฉบับใดแต่ต้องลงมือทำในทุกๆ ฝ่าย ทั้งโรงเรียน ด้วยความร่วมมือของครูทุกคนที่เข้าใจเด็ก รวมไปถึงครอบครัวที่ต้องเข้าใจและดูแลลูกหลานอย่างใกล้ชิด

สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.การป้องกันและการแก้ไขปัญหาในวัยรุ่น

1.กำหนดให้วัยรุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 10-19 ปีบริบูรณ์ มีสิทธิ์รับข้อมูลและการบริการตามสิทธิ์อนามัยการเจริญพันธุ์

2.สถานศึกษาต้องจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่อง “เพศวิถีศึกษา” อย่างเหมาะสม จัดหาและพัฒนาผู้สอนให้สามารถสอนเพศศึกษาและให้การปรึกษาเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น รวมทั้งจัดให้มีระบบการดูแล ช่วยเหลือ คุ้มครองนักเรียน นักศึกษาที่ตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมต่อเนื่อง ตลอดจนจัดให้มีระบบการส่งต่อให้ได้รับบริการอนามัยเจริญพันธุ์และการจัดสวัสดิการสังคม

3.สถานบริการต้องให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ จัดให้มีบริการให้การปรึกษาและอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งจัดให้มีระบบการส่งต่อให้ได้การจัดสวัสดิการสังคม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ให้มีการจัดสวัสดิการสังคมเกี่ยวกับการป้องกันและการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

4.กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

5.ให้มีคณะกรรมการระดับชาติ เรียกว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นเลขานุการ และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนเด็กและเยาวชน รวมทั้งหมด 17 คน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่สำคัญในการกำหนดนโยบายแนวปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น