ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222326.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222326.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222325.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222307.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160212/222289.html
น่าจะถือเป็นมหกรรมคืนความสุขแก่คนในชาติที่ทุกฝ่ายเพรียกหาอย่างแท้จริง กับตลาดมือถือ 4จี ในบ้านเราเวลานี้ ที่กำลัังระอุแดด แต่ละค่ายต่างงัดกลยุทธ์ลดแลกแจกแถมขึ้นมาห้ำหั่นเพื่อช่วงชิงลูกค้ากันสนั่นเมือง หลังจากรัฐบาลและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดประมูลคลื่นความถี่ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ไม่เพียงจะสามารถดึงเม็ดเงินเข้ารัฐทะลักไปกว่า 2.3 แสนล้านบาท ผลพวงจากการแจกใบอนุญาต หรือ “ไลเซนส์” 4จี ดังกล่าว ยังทำให้ประชาชนผู้ใช้มือถือแทบจะสำลักกับบรรดาโปรโมชั่นที่แต่ละค่ายงัดขึ้นมาห้ำหั่นกันละลานตาจริงๆ
เห็นผลพวงของมือถือ 4จี ยามนี้ ที่ทำเอาเศรษฐกิจประเทศไทยกระเพื่อมแล้ว ก็ทำให้อดนึกไปถึงสัมปทานร้านปลอดภาษี “ดิวตี้ฟรี” ทั้งในสนามบิน และนอกสนามบิน ที่รัฐบาลและบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้บริษัทเอกชนรายหนึ่งผูกขาดกิจการอยู่เจ้าเดียวในเวลานี้จริงๆ
แม้จะมีการยืนยันว่า ได้สัมปทานมาอย่างถูกต้องชอบธรรม ประมูลแข่งกับเจ้าใหญ่ๆ ในเมืองไทยมาแล้วทั้งนั้น แถมได้จ่ายค่าสัมปทาน ภาษีนำเข้าและภาษีเงินได้อะไรต่อมิอะไรให้รัฐกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท มีส่วนในการนำเงินตราเข้าประเทศกว่า 3 แสนล้าน แต่ก็มีคนสงสัยว่า จริงแล้วที่ได้ประมูลแข่งขันจนได้มานั้น เฉพาะที่สนามบินดอนเมือง ที่ประมูลไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก่อนที่ดอนเมืองจะกลับมาเปิดใช้ได้อีก ส่วนที่สนามบินสุวรรณภูมิ กับอีก 3 สนามบิน ที่ ทอท.ดูแลอยู่นั้น มีคนถามว่า มีการประมูลกันตั้งแต่เมื่อไหร่
โดยเฉพาะ “ร้านปลอดภาษีในเมือง” ที่มีทั้งกรุงเทพฯ และชลบุรี นั้น มีการประมูลกันจริงหรือไม่ ถ้ามี เปิดประมูลเมื่อไหร่?
เรื่องนี้ ในสมัย พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เคยตั้งคณะทำงานเข้าตรวจสอบสัญญาร้านปลอดภาษีเหล่านี้มาแล้ว ได้รับการยืนยันว่า รายได้ประกอบการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีนอกสนามบินเหล่านี้ ไม่สามารถจะนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ ทอท.ได้ เพราะการจัดตั้งร้านปลอดอากรในเมืองดังกล่าว ไม่ได้อยู่ใต้สัมปทานของ ทอท.
มันหมายความว่าอย่างไรรู้ไหมท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านรองฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ !
มันแปลว่า การจัดตั้งและขายสินค้าปลอดอากร “นอกสนามบิน” เหล่านี้ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานใดๆ ให้แก่รัฐ หรือ ทอท. แม้สตางค์แดงเดียว นอกจากจ่ายค่าเช่าพื้นที่อันที่ที่ตั้ง “จุดส่งมอบสินค้า” หรือ พิคอัพ เซ็นเตอร์ ที่ผู้ประกอบการร้านปลอดอากรรายอื่นๆ กำลังร้องโวยวายอยู่นี้เท่านั้น!
แล้วก็ทำให้เข้าใจได้ว่า ยิ่งจำหน่ายสินค้าปลอดอากรนอกสนามบินได้มากเท่าไหร่ ทอท.และประเทศชาติก็ยิ่งได้ค่าสัมปทานดิวตี้ฟรีในสนามบินน้อยลงไปเท่านั้น เผลอๆ รายรับที่บอกว่าสูงถึงปีละ 6.5 หมื่นล้าน และปี 2559 นี้จะทะลักไปถึง 8.5-9 หมื่นล้านบาททนั้น แต่ ทอท.อาจได้ค่าสัมปทานแค่ “การันตีขั้นต่ำ” ตามสัญญาเท่านั้น!
เท็จจริงอย่างไรท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ และท่านรองนายกฯ สมคิด ก็ลองเรียกเอกสารจากท่านประธาน ประสงค์ พูนธเนศ และ “ดร.อ๊อป” นิตินัย ศิริสมรรถการ มาดูได้
ดูแล้วอาจจะเงิบเหมือนกับคนอื่นที่ได้เห็นเอกสารนี้ิก็เป็นได้
เรื่องของสัมปทาน “ดิวตี้ ฟรี” ทั้งภายในและนอกสนามบินนั้น ยังมีปมที่น่าสนใจ น่าติดตามกันอีกเยอะ !
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222301.html
เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่กระทรวงมหาดไทย กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดการประชุมชี้แจงนโยบายการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคเกษตรและชนบท ถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานมีผู้ร่วมชี้แจง ประกอบด้วย นายประสาท พาศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานภาคี แกนนำหมู่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน ทีมประเทศไทยตำบล หรือทีมประชารัฐ ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ทราบถึงนโยบายและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ เกิดความเข้าใจและการมีส่วนร่วม และนำไปสู่การปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สังคมไทยยังมีปัญหา รัฐบาลจึงได้น้อมนำหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน มาเป็นแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ สร้างกระบวนการพัฒนาบนฐานความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้ปัญหาต่างๆ ลดลง โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (พ.ศ.2557-2560) ขึ้น ภายใต้ 7 ยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งด้านการเกษตร การศึกษา เศรษฐกิจ ธุรกิจ ความมั่นคง การต่างประเทศ นำไปขับเคลื่อนให้เกิดผลพร้อมๆ กัน
นายกฤษฎา กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทย และ สำนักงาน กปร. ได้รับผิดชอบใน 2 เรื่อง สำคัญ คือ การพัฒนาแหล่งน้ำ และ การลดรายจ่าย เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติต่อไปในอนาคต จึงขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันตรวจสอบว่ามีแหล่งน้ำในพื้น/ปริมาณน้ำต้นทุนมีเท่าไหร่ มีความต้องการใช้น้ำอย่างไร เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ทั้งน้ำเพื่อการเกษตร น้ำอุปโภคบริโภค พื้นที่ต้องรู้ต้นทุนของตนเอง จากนั้น ต้องมีการจัดทำแผนชุมชน จากนั้นเราจะจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือ ในระยะแรกนี้มีหมู่บ้านพื้นที่เป้าหมายจำนวน 23,587 หมู่บ้าน หรือประมาณร้อยละ 25 ของหมู่บ้านทั่วประเทศ
ด้านนายอภิชาต โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน รับผิดชอบในการจัดเก็บข้อมูลและจัดทำแผนชุมชน โดยการจัดเก็บข้อมูล จะทำให้ชาวบ้านประจักษ์ชัดในข้อเท็จจริงของตัวเอง เห็นเหตุของปัญหา และความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในครอบครัวและชุมชน ซึ่งจะทำให้เกิด “ระเบิดจากข้างใน” นำไปสู่วางแผนร่วมกันเพื่อในการแก้ไขปัญหา โดยมีข้อมูลที่จำเป็น 4 ส่วน คือ ข้อมูลบัญชีครัวเรือน ข้อมูลแหล่งน้ำ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจสังคม และข้อมูล จปฐ.และ กชช.2ค
ทั้งนี้ หลังจากที่ได้ข้อมูลแล้ว คณะทำงานระดับตำบลจะร่วมกับแกนนำและอาสาสมัครของชุมชนวิเคราะห์ ในเวทีประชาคมหมู่บ้าน จัดทำเป็นแผนชุมชน แผนพัฒนาหมู่บ้าน แล้วให้นำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามระบบการบูรณาการและเชื่อมโยงแผนในพื้นที่ เช่น จัดส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งให้ทีมบูรณาการแผนระดับตำบล และส่งให้อำเภอ ซึ่งข้อมูลจากแผนพัฒนาแหล่งน้ำ แผนพัฒนาอาชีพต่างๆ ก็จะถูกจัดกลุ่มเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222271.html
เมื่อวันที่11ก.พ. เวลา12.30น.ที่ห้องm4ชั้น ร.ร.เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เรื่องการพิจารณาให้ทุนของรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ได้สั่งการตั้งแต่เดือนธ.ค.58 ก่อนจะเกิดกรณีทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ทันตแพทย์มหาวิทยาลัยมหิดลหนีการใช้ทุนคืน โดยออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า อยากให้มีการพูดคุยเรื่องทุนที่ส่งคนไปเรียนต่อให้ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่อยากเรียนอะไรก็ไป โดยให้วางแผนอัตรากำลังล่วงหน้า ไม่ใช่ขอเป็นรายปี เช่น กระทรวงต่างประเทศได้มีการวางแผนขอล่วงหน้าไว้เป็น10ปี เพื่อวางแผนบริหารจัดการภายในของเขาว่าใครจะไปที่ไหน เป็นเวลาเท่าไร เรียนวิชาอะไร แล้วกลับมาทำงานในส่วนไหนเพื่อกลับมาทดแทนคนที่เกษียณอายุราชการไป เป็นต้น โดยในวันที่12ก.พ.นี้รองเลขาธิการก.พ. จะหารือกับเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ตนเสนอให้มีการจัดประชุมแล้วเชิญหน่วยงานที่ให้ทุนในประเทศไทย ประมาณ20หน่วยงานมาคุยถึงการจัดสรรทุน การหานักเรียนไปเรียน การใช้ทุนคืน เพราะทุนบางแห่งมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน บางที่ต้องใช้คืน บางทุนใช้คืนเป็น2เท่า เพื่อวางระเบียบแบบแผน และเมื่อเกิดกรณีของทพญ.ดลฤดี ก็จะได้พูดถึงวิธีการใช้ทุน การค้ำประกัน เนื่องจากกฎหมายค้ำประกันมีการปรับปรุงแก้ไขก็ต้องมาปรับเรื่องสัญญาค้ำประกันให้เข้ากัน และอาจผูกโยงกับการลาออกจากราชการที่เดิมไม่ได้มีเรื่องนี้
โผล่อีกรายอาจารย์สาวม.ดังเรียนป.เอกที่อเมริกา
เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.กิตติภพ มนูญนิมิตร รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมผู้เกี่ยวข้องเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.วรพงษ์ ภคเวส พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ กก.1 บก.ป. เพื่อร้องทุกข์กรณีที่ต้องตกเป็นหนี้ ภายหลังค้ำประกันอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาเอก หรือดุษฎีบัณฑิต ที่คณะบริหารธุรกิจการจัดการ มหาวิทยาลัยแห่งเมืองซาราโซตา รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้ทุนการศึกษาที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.จำนวนเงิน 10 ล้านบาท จนอดีตอาจารย์คนดังกล่าวมีการติดต่อขอผ่อนชำระมาแล้วจำนวน 6 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายคงเหลือ 4 ล้านบาท โดยนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน
พล.ต.กิตติภพ กล่าวว่า สาเหตุได้รับความเสียหายจากการค้ำประกันให้กับอดีตอาจารย์คนดังกล่าวซึ่งมีความสนิทสนมกัน และเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาที่อาจารย์จะได้ศึกษาต่อและกลับมาพัฒนาเรื่องการศึกษาของประเทศชาติ จึงยินยอมลงชื่อค้ำประกันให้ แต่หลังจากที่อดีตอาจารย์คนดังกล่าวศึกษาสำเร็จจนกลับมารายงานตัวกับทางมหาวิทยาลัยต้นสังกัด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 แต่เพียง 1 เดือนเศษ คือประมาณต้นเดือนเมษายนปีเดียวกันอดีตอาจารย์คนดังกล่าวได้ลาออกจากราชการและทางมหาวิทยาลัยดังกล่าวก็อนุมัติให้ลาออกได้
พล.ต.กิตติภพ กล่าวต่อว่า เมื่อทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้ อนุมัติให้อดีตอาจารย์คนดังกล่าวลาออกได้ ตนก็ไม่ทราบว่ามีการติดตามทวงถามกรณีการใช้คืนทุนในการศึกษาต่อด้วยหรือไม่ และไม่มีการแจ้งมาที่ตนในฐานะผู้ค้ำประกันได้ทราบ กระทั่งปีต่อมาคือเมื่อปี 2547 ทางมหาวิทยาลัยดังกล่าวได้ฟ้องคดีกับตนเพื่อบังคับให้ตนกับอาจารย์อีก 2 คน ในฐานะผู้ค้ำประกันชดใช้ค่าเสียหาย ที่ผ่านมาเราก็ได้ติดตามทวงถามกับนางภัทรพร แต่ปรากฏว่าได้มีการทำหนังสือมายังมหาวิทยาลัยและถึงตน แจ้งว่ายินดีจะชดใช้เงินคืน หลังจากนั้นก็พบว่ามีการชดใช้ทุนให้ทางมหาวิทยาลัย ประมาณ 6 ล้านบาท
พล.ต.กิตติภพ กล่าวอีกว่า ขณะนั้นตนยังเชื่อมั่นว่าอดีตอาจารย์คนดังกล่าวจะยินยอมชดใช้ทุนให้จนหมด แต่เมื่อปี 2557 ก็มีหนังสือจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปฟ้องต่อศาลล้มละลาย ให้ผู้ค้ำประกันทั้ง 3 รวมถึงอดีตอาจารย์คนดังกล่าวด้วย เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งตนยังรับราชการอยู่ จะปล่อยให้เป็นบุคคลล้มละลายไม่ได้ จึงเห็นว่าสิ่งที่อดีตอาจารย์คนดังกล่าวกระทำมาตลอดคือการหลอกลวง พวกตนจึงต้องไปขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะชดใช้คืนเฉพาะเงินต้น หลังจากอดีตอาจารย์คนดังกล่าวผ่อนชำระมาแล้วประมาณ 6 ล้านบาท เราก็จะขอชำระคืนต่อให้ในส่วนที่เหลือโดยไม่ต้องเสียค่าปรับ
“มีการตกลงกันระหว่างทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้กับทางกรมบัญชีกลาง เพื่อให้เราชดใช้เงินคืนในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 4 ล้านบาท แล้วให้ผู้ค้ำประกันทั้ง 3 หารเฉลี่ยกันไป ก็เป็นเงินประมาณคนละ 1.34 ล้านบาทเศษ ให้ผ่อนชำระเป็นเวลา 8 และ 12 ปี พอเรารับสภาพหนี้ดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยก็ถอนฟ้องพวกเรา ซึ่งเรารับสภาพนี้แล้ว แต่ตัวอดีตอาจารย์คนดังกล่าวปัจจุบันศาลตัดสินให้ล้มละลาย โดยคดีล้มละลายภายใน 3 ปี ก็จะพ้นอายุความ เขาก็สบายไม่ต้องเดือดร้อนอะไร เพราะใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอเมริกา แต่เราต้องเดือดร้อนด้วยภาระหนี้ที่ไม่ได้ก่อ” พล.ต.กิตติภพ กล่าว
รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ตนอยากให้ทางตำรวจดำเนินการในเรื่องนี้เพราะหากไม่เป็นคดีก็คงดำเนินการอะไรไม่ได้ ที่ผ่านมาตนเคยไปขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่มีใครช่วยเหลือเรา แต่หากทางกองบังคับการปราบปรามช่วยนำเรื่องนี้แจ้งต่อกระทรวงการต่างประเทศ หรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อติดตามตัวอดีตอาจารย์คนดังกล่าวกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา หากสามารถประสานงานให้เขากลับมาก็จะจัดการเรื่องหนี้สินตรงนี้ได้ ที่สำคัญตนทราบมาว่าอดีตอาจารย์คนดังกล่าวได้สัญชาติอเมริกาแล้ว จึงอยากให้มีการตรวจสอบด้วยเพราะคนที่มีปัญหา มีประวัติอยู่ในเมืองไทย ไม่น่าจะได้รับการพิจาณณาให้ได้รับสัญชาติ
พล.ต.กิตติภพ กล่าวด้วยว่า อีกส่วนหนึ่งก็อยากให้มีการประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพราะปัจจุบันบุคคลที่หนีคดีแบบนี้ก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์ ทำให้สามารถเดินทางเข้าออกเมืองได้ตามปกติ หากว่ามีการช่วยกันดำเนินการหลายๆ ฝ่าย ก็คงดำเนินคดีกับคนเหล่านี้ได้ เพราะเราเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เราก็คงไม่สามารถไปจับกุมใครได้ แต่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ ก็จะเป็นคดีตัวอย่าง เพราะกรณีเช่นนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ได้มีเฉพาะของตน หรือกรณีทันตแพทย์หญิง ที่ตกเป็นข่าว โดยน่าจะมีอีกนับร้อยราย กรณีของผู้ที่หนีทุนสามารถตรวจสอบไปยังกรมบัญชีกลางได้ ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ รวมมูลค่าเสียหายเท่าไหร่
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222261.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222259.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222239.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222220.html
“ท้องในวัยเรียน ท้องในวัยรุ่น” ถือว่าเป็นปัญหาสังคมไทยที่มีต่อเนื่องมานาน เพราะการคบเพื่อนต่างเพศเป็นเรื่องธรรมดาของวัยรุ่นทั่วไป เด็กบางคนมีอิสระในการใช้ชีวิต ทำอะไรตามใจตัวเอง สภาพพ่อไปทางแม่ไปทางหรือพ่อแม่มุ่งแต่ทำมาหากิน ไม่มีเวลาให้ลูก ทำให้ไปคบเพื่อนต่างเพศ จนขาดความยับยั้งชั่งใจ ประกอบกับเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก ทั้งแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือการใช้เฟซบุ๊กติดต่อ ทำให้การสื่อสารระหว่างเพื่อนต่างเพศเป็นเรื่องง่าย
จากการสำรวจพบว่า การมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นและปัญหาการตั้งท้องในวัยที่ไม่พร้อมเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มเด็กนักเรียนในประเทศไทย โดยมีรายงานว่าการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกทั้งของเพศหญิงและเพศชาย เริ่มเมื่ออายุเฉลี่ยประมาณ 13 ปี มีวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมมากกว่า 1 แสนราย ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง โดยวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี มีอัตราตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมเพิ่มจาก 4 คนต่อวัน ในปี 2543 เป็น 9 คนต่อวัน ในปี 2556 และวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี มีอัตราการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมจาก 240 คนต่อวัน เป็น 334 คนต่อวัน และยังพบการตั้งครรภ์ในเด็กวัยแค่ 10 ปี อีกด้วย
ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นคือ ส่วนใหญ่อยู่ในวัยเรียน เมื่อผิดพลาดจน “ท้อง” แน่นอนว่า เด็กคงไม่สามารถอยู่ในโรงเรียนเพราะเกิดความอับอายขายหน้าถูกเพื่อนล้อเลียนเหยียดหยาม ทำให้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน หมดอนาคต บางคนตัดสินใจไป “ทำแท้ง” ที่คลินิกเถื่อน ซึ่งแม่วัยใสบางคนโชคดีสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ บางคนโชคร้ายเสียชีวิตหรือติดโรคในระหว่างการทำแท้ง บางคนก็ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ แต่บางคนครอบครัวพ่อแม่พี่น้องรับไม่ได้กดดันทำให้ต้อง “ฆ่าตัวตาย” ที่ผ่านมาหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่อาจแก้ไขได้สำเร็จ เพราะปัญหามีความซับซ้อน ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
ล่าสุด สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติผ่านกฎหมายการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นต้อนรับ “วันวาเลนไทน์” ที่จะมาถึงเร็วๆ นี้ โดยช่วงนี้เป็นช่วงเสี่ยงที่จะชักนำให้วัยรุ่นไปมีเพศสัมพันธ์หรือ “เสียตัว” ได้ง่ายๆ โดยอาศัยเทศกาล “วาเลนไทน์” ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม หรือติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ตามมา
กฎหมายฉบับนี้ “นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์” สมาชิก สนช. พร้อมสมาชิกได้เสนอเพื่อต้องการให้มีกฎหมายท้องในวัยรุ่นเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาท้องในวัยรุ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยสร้างกลไกในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของรัฐ เอกชน และประชาสังคม
เนื้อหาหลักๆ ของกฎหมายฉบับนี้เน้นให้สถานศึกษาต้องจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่อง “เพศวิถีศึกษา” โดยต้องจัดให้สอนเพศศึกษาและการให้คำปรึกษาเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งท้องในวัยรุ่น ให้มีระบบดูแลช่วยเหลือ และคุ้มครองนักเรียน นักศึกษา ที่ตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสม ให้มีการจัดสวัสดิการสังคมเกี่ยวกับการป้องกันและการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จัดหาครอบครัวทดแทนในกรณีที่วัยรุ่นไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งมีระบบส่งต่อให้ได้รับการบริการอนามัยเจริญพันธุ์และสวัสดิการอย่างเหมาะสม ทั้งนี้หากใครฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวก็มีทั้งโทษจำและโทษปรับ โดยจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ
หลังจากกฎหมายนี้ ผ่าน สนช.ไปแล้ว ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วัน
“นพ.เจตน์” ผู้เสนอกฎหมาย บอกว่า กฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเด็กและเยาวชนเพราะจะให้วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมได้รับบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งการป้องกันไม่ให้มีการตั้งครรภ์ซ้ำอีก และเด็กก็จะไม่เสียอนาคต สามารถศึกษาต่อจนจบได้ เป็นการแก้ปัญหาสังคมได้ระดับหนึ่ง ที่สำคัญกำหนดให้มีกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ พร้อมทั้งให้อำนาจกระทรวงออกกฎหมายระเบียบในการปฏิบัติ และให้มีคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการ จำนวน 17 คน เป็นตัวแทนจากข้าราชการผู้ทรงคุณวุฒิ และตัวแทนของสภาเด็กและเยาวชนด้วย
กฎหมายฉบับนี้จึงถือเป็นกฎหมายสำคัญด้านสังคมอีกฉบับหนึ่งที่คลอดออกได้ในสมัยของ สนช. เพราะหลายปีมีความพยายามที่จะออกกฎหมายแต่ก็ไม่สำเร็จ เดิมกฎหมายนี้ใช้ชื่อว่า พ.ร.บ.คุ้มครองการอนามัยเจริญพันธุ์ แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็น พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งก็มีเนื้อหาหลักคือการแก้ไขปัญหาท้องในวัยรุ่น
อย่างไรก็ตามแม้การออกกฎหมายนี้จะรองรับ “แม่วัยโจ๋” สามารถอยู่ในสังคมได้ และดูแลเด็กในครรภ์ ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี และทำให้ลดสถิติการตั้งท้องได้ในวัยรุ่นได้ก็ตาม แต่ก็ต้องสอดคล้องกับการ “ป้องกัน” เพื่อไม่ให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร จนนำไปสู่การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ก็ต้องถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกันเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาตั้งแต่แต่ต้น ดังสุภาษิตของไทยที่ว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน”
การบังคับใช้กฎหมายในสถานศึกษาจึงมีความสำคัญยิ่งยวด ประกอบกับบุคลากรด้านเพศศึกษาที่มีความรู้และข้าใจสภาพจิตใจของวัยรุ่น จะเป็นส่วนส่งเสริมให้การป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะปัญหาท้องในวัยเรียนไม่สามารถแก้ได้ด้วยยุทธศาสตร์หรือกฎหมายฉบับใดแต่ต้องลงมือทำในทุกๆ ฝ่าย ทั้งโรงเรียน ด้วยความร่วมมือของครูทุกคนที่เข้าใจเด็ก รวมไปถึงครอบครัวที่ต้องเข้าใจและดูแลลูกหลานอย่างใกล้ชิด
สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.การป้องกันและการแก้ไขปัญหาในวัยรุ่น
1.กำหนดให้วัยรุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 10-19 ปีบริบูรณ์ มีสิทธิ์รับข้อมูลและการบริการตามสิทธิ์อนามัยการเจริญพันธุ์
2.สถานศึกษาต้องจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่อง “เพศวิถีศึกษา” อย่างเหมาะสม จัดหาและพัฒนาผู้สอนให้สามารถสอนเพศศึกษาและให้การปรึกษาเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น รวมทั้งจัดให้มีระบบการดูแล ช่วยเหลือ คุ้มครองนักเรียน นักศึกษาที่ตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมต่อเนื่อง ตลอดจนจัดให้มีระบบการส่งต่อให้ได้รับบริการอนามัยเจริญพันธุ์และการจัดสวัสดิการสังคม
3.สถานบริการต้องให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ จัดให้มีบริการให้การปรึกษาและอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งจัดให้มีระบบการส่งต่อให้ได้การจัดสวัสดิการสังคม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ให้มีการจัดสวัสดิการสังคมเกี่ยวกับการป้องกันและการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
4.กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
5.ให้มีคณะกรรมการระดับชาติ เรียกว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นเลขานุการ และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนเด็กและเยาวชน รวมทั้งหมด 17 คน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่สำคัญในการกำหนดนโยบายแนวปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น