ปรับโหมดลดแรงต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573450

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ก.พ. 2559 05:01

 

เหยียบเบรกกันตัวโก่งกับคิวปรับโรดแม็ปเลือกตั้งของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตามสูตรใหม่ 6-4-8-5 ยืดเวลาหย่อนบัตรคืนประชาธิปไตยเป็นปลายปี 2560

จุดพลุอยู่ได้ไม่กี่วัน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ต้องเสียงอ่อย วกกลับสู่ปฏิทินเดิม ตามสูตรเก่า 6-4-6-4 ร่นวันเลือกตั้งกลับมาอยู่เดือน ก.ค.ปีหน้า ตามธงที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัญญาประชาคมกับชาวโลกไว้

หลังจากสูตรใหม่ของ “ซือแป๋มีชัย” กลายเป็นเป้าล่อ ลาก “บิ๊กตู่” เข้าสู่โซนตำบลกระสุนตก โดนถล่มเละเทะ ถูกมองมีเป้าหมายแฝง ขอต่อเวลาสืบทอดอำนาจ

ปลุกอารมณ์เดือดของหัวหน้า คสช.ให้เล่นบทบู๊กับสื่อมวลชนต่อเนื่องกลายเป็นช็อตออนแอร์ผ่านหน้าจอโชว์ให้คนเห็นทั่วประเทศเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ต้องหันมาใช้ตัวช่วย พึ่งบทเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” ของ “ธีร์ ไชยเดช” ฟังเพลงซอฟต์ๆนุ่มๆ ปลอบประโลมเติมกำลังใจให้ตัวเอง ดับอารมณ์เกรี้ยวกราดที่กำลังพลุ่งพล่าน

ลดโทนอารมณ์เดือดลง ก่อนฝากคำขอโทษผ่านโทรโข่งรัฐบาล “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มายังสื่อมวลชน

ในท่วงทำนองที่ “เสธ.ไก่อู” แอ่นอกให้เหตุผลปกป้องลูกพี่ว่า เป็นผลมาจากต้องแบกรับภาระปัญหาไว้บนบ่า จึงถูกกดดันด้วยความคาดหวังของประชาชนอยู่คนเดียว ทำให้รู้สึกอ้างว้างและเดียวดายกับการแก้ไขปัญหา

สะท้อนสถานการณ์เบอร์หนึ่ง คสช.เจอไฟต์บังคับให้กัดฟันสู้อยู่ในสนามต่อ ในภาวะที่ไม่สามารถลงจากหลังเสือกลางทางได้ บีบให้อยู่บู๊เผชิญกับแรงกดดันต่อไป โดยที่ยังไม่รู้ชะตากรรมในวันข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การใส่เกียร์ถอย หันกลับมาใช้โรดแม็ปเดิมเข้าสู่โหมดเลือกตั้งของ กรธ.เที่ยวนี้ เป็นเพียงการผ่อนคลายแรงเสียดทานเบื้องต้นที่พุ่งใส่ “บิ๊กตู่”

เพราะปมร้อนของจริงอยู่ที่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายดาหน้าอยากล้มกระดาน

ไม่ใช่แค่พวกขาประจำอย่างพรรคเพื่อไทย และหัวโจก นปช. ที่จองกฐินผูกขาด ประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาตั้งแต่ไก่โห่ในฐานะไม้เบื่อไม้เมากับเครือข่าย คสช.

แต่รวมไปถึงคิวก๊วนพันธมิตรดั้งเดิมก็ยังส่ายหน้า ไม่อยากใช้กติกาฉบับปราบโกงในรอบนี้

ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จ่อขยับต้านกันยกแผง

โดยเฉพาะกลุ่ม 40 ส.ว. ที่จัดอยู่ในประเภทมิตรรักแฟนคลับของฝ่ายอำนาจพิเศษ เคยเชียร์กันออกหน้าออกหน้า ก็ยังมีท่าทีไม่ค่อยสบอารมณ์กับพิมพ์เขียวลอตแรก

ต่างออกมาทักท้วงประเด็นเลือกตั้ง ส.ว.ทางอ้อม 20 กลุ่มอาชีพ ตามโมเดลใหม่ของ กรธ.

เนื่องจากมีปมให้ต้องลุ้น หายใจหายคอไม่สะดวกในการคัมแบ็กนั่งเก้าอี้ ส.ว.สมัยหน้า เพราะมีกลไกกลั่นกรองเฟ้นหา ให้เลือกไขว้กันไปมาระหว่างกลุ่มอาชีพถึง 3 ชั้นตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และส่วนกลาง

กว่าจะกรุยทางกลับเข้าสภาสูงได้ ต้องหืดจับฝ่า 3 ด่าน ซึ่งไม่แน่ว่า ขาประจำกลุ่ม 40 ส.ว. จะเล็ดลอดกลับมาครองอำนาจได้ครบเซตหรือไม่

ก๊วนอดีต 40 ส.ว.ได้แหยงกันทั่วหน้า เพราะระบบเลือกตั้งทางอ้อม มันไม่ชัวร์เหมือนระบบลากตั้ง

ตลอดจนยังมีคิวต้านแรงๆจากผู้แทนองค์กรชุมชน และเอ็นจีโอ ก๊วนคนคุ้นเคย ก็เริ่มออกมาโหวกเหวกที่ไม่มีมาตราเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อยู่ในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังไม่มีหลักประกันชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญ

ประเด็นหัวใจสำคัญของเครือข่ายประชาชนเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยังมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนในสายตาเอ็นจีโอ

ยังไม่รวมถึงเสียงคัดค้านหนักๆจาก นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่กล่าวในเวทีสัมมนาของ สนช. ท้วงติงความมีอิสระมากเกินไปขององค์กรอิสระต่างๆ เสี่ยงต่อการควบคุมไม่ได้ พุ่งเป้าเน้นๆไปที่อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่มีมากเกินเหตุ

ดีกรีระดับอดีตผู้นำเบอร์หนึ่ง สปช. ออกโรงมาวิจารณ์เอง ถือว่ามีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย ยังไงต้องเงี่ยหูฟังไว้บ้าง

เสียงเจี๊ยวจ๊าวจากฝั่งขาประจำ และฝั่งคนกันเอง ชักส่งสัญญาณเซ็งแซ่ถี่ขึ้น ไม่รับมุกกติกาฉบับ “มีชัย” ในลอตแรก

เรียกร้องให้รื้อประเด็นล่อแหลม ในโมเดลรัฐธรรมนูญเรือแป๊ะ

ที่ยังมีรูรั่วให้ต้องปะอีกเยอะ ก่อนลากเข้าสู่โหมดทำประชามติ

ขืนดันทุรังเดินหน้าต่อ ก็วิ่งชนปังตอสถานเดียว.
ทีมข่าวการเมือง

ในจุดที่ต้องประคองตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572965

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ก.พ. 2559 05:01

 

น่าเป็นฤทธิ์ของ “ดนตรีบำบัด” ที่ทำให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ลดโทนอารมณ์เย็นลงแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน

ร้อนแทบปรอทแตก

ออกอาการฉุนเฉียวใส่นักข่าว ชนิดมีเขวี้ยงมีโยนข้าวของกันเลย

ล่าสุดคงได้บทเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” ของ “ธีร์ ไชยเดช” ปลอบประโลม ด้วยเนื้อหาเพลงที่ระบุ การทำความดี ถึงไม่มีใครเห็น ฟ้าดินไม่รู้ แต่ก็ยังภูมิใจในการทำคุณงามความดี

“วันนี้ต้องเดินหน้าประเทศ วันหน้าเราก็จะได้ภูมิใจ ตายไปแล้วคนก็พูดถึง”

เคยฟังเพลงไหม “คนดีไม่มีวันตาย”

“บิ๊กตู่” กลับมาฮึดสู้แล้ว

ถึงคิวลูบหลังสื่อรอบนี้ จะไม่ออกมาชี้แจงกับนักข่าวที่ตัวเองแสดงอารมณ์

พลุ่งพล่านใส่ แต่ “บิ๊กตู่” ก็ฝากบอกผ่าน “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ขอโทษขอโพยน้องๆนักข่าว

ล่าสุดก็ได้โอกาสชี้แจง ที่โมโหและหงุดหงิดไม่ใช่เรื่องอะไร อารมณ์พุ่งปรี๊ดเพราะมีคนมาสวนกลับ เมื่อสอบถามเรื่องเข้าไปดูแอพพลิเคชั่นที่มีอินโฟกราฟฟิก ภาพประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลแล้วหรือยัง

“มีคนตอบว่าเห็นแล้วจะให้ทำอย่างไร ไม่รู้ส่งมาทำไม รกโทรศัพท์ ตรงนี้ควรโมโหมั้ย”

ไม่รู้ใครหาญกล้ากระตุกต่อมฉุนทั่นนายกฯ

แต่นั่นก็น่าจะเป็นอีกเหตุหนึ่ง เพราะจุดสำคัญจริงๆก็เป็นไปตามที่ “โฆษกไก่อู” ระบุ นายกฯมีแรงกดดันมาก เพราะความคาดหวังจากประชาชน

“นายกฯอาจรู้สึกว่าเมื่อท่านเหลียวไปข้างหลัง ท่านเดินอยู่คนเดียวหรือเปล่า เพราะสังคมไทยส่วนใหญ่จะนิ่ง รอรับฟัง ทำให้คนตั้งใจแก้ไขปัญหารู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย”

ผู้นำต้องแบกปัญหาไว้บนบ่าคนเดียว

นั่นก็พอเข้าใจได้ กับสถานการณ์ในห้วงการถือดุล “อำนาจพิเศษ” ของ “บิ๊กตู่” ในห้วงใกล้ขวบปีที่ 2 ที่เคยมองว่า “ไม่ยาก” อะไรๆชักจะแปรเปลี่ยน

ไม่เพียงเสียงทวงถามกำหนดการเลือกตั้ง ชนิดซักเช้าถามเย็น ทั้งๆที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ปั๊มออกมาก็แค่โฉมแรก แต่ก็ยังโดนซักไซ้เรื่องคิวยื้อโรดแม็ปเลือกตั้งไปปลายปี 2560

ใครเป็น “บิ๊กตู่” ก็คงอดท้อไม่ได้

เหมือนจะเร่งวันเร่งคืนให้ไปกันแล้ว

และแน่นอนต้องมาคอยตอบคำถาม ถึงร่างแรก รธน.ในแต่ละประเด็นร้อน นอกจาก “ซือแป๋มีชัย” แล้ว ก็ “บิ๊กตู่” นี่แหละ ต้องรับเละ

แต่อีกเรื่องที่ทำ “บิ๊กตู่” ซีเรียสหนัก ก็มีคนจ้องไปในปมระหองระแหงในเครือข่ายอำนาจพิเศษกันเอง เรื่องราวของเพื่อนพ้อง–น้อง–พี่ในรัฐนาวา “เรือแป๊ะ” ชักจะมีรายการ “สร้างดาวคนละดวง”

เริ่มมองต่างมุม มองมุมต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ

จับอาการของผู้นำ จากปรากฏการณ์เอ่ยปมหวาดเสียว “ปฏิวัติซ้อน–รัฐประหารซ้ำ” ในหมู่บิ๊กท็อปบูตเมื่อวันครบรอบก่อตั้งโรงเรียนเตรียมทหาร ตีคู่ไปกับการออกมาเปิดปม “ด็อกเตอร์แอบอ้างโกง”

นอกจากถูกมองเรื่องเบรกเพื่อน–ปรามพี่ ดักทางสูตรพิเศษ

รวมสาย “พี่ใหญ่–เพื่อนรัก” ที่เคยอยู่ต่างขั้ว ถ่วงอำนาจกันภายใต้ผู้ถือดุลอย่าง “บิ๊กตู่”

เริ่มมีการจูนสายเป็น “บูรพา–เทวัญ” ภาคพิเศษ

โหมดร่วมด้วยช่วยกัน แต่ออกนอกบทนอกสคริปต์ของผู้นำ

ผู้ถือดุลอำนาจอย่าง “บิ๊กตู่” จึงต้องติดเบรก

โดยเฉพาะคิวเปิดโพย “ด็อกเตอร์อ้างโกง” นอกจากผิดโจทย์หลักอำนาจพิเศษ ที่สำคัญรายการนี้ เนื้อไม่ได้กิน­–หนังไม่ได้รองนั่ง “บิ๊กตู่” ก็ไม่อยากเอา “กระดูก” มาแขวนคอ

เรื่องของเรื่อง เพราะจะกระทบปัจจัยสำคัญในแผน “ลงหลังเสือ” หลังเสร็จภารกิจ ต้องเป็นไปอย่างนุ่มนวลแบบซอฟต์แลนดิ้ง

มี “ที่ปลอดภัย” เซฟตี้โซนให้อยู่ให้ยืน

ในเงื่อนไขสำคัญ จะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไม่ได้.

ทีมข่าวการเมือง

ลุ้นเกมยึดประชาธิปัตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572406

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ก.พ. 2559 05:01

 

“ผมน่ะไร้ค่า”

ประโยคทิ้งท้ายก่อนที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. จะกระชากสคริปต์กระดาษ ตบโพเดียมจนแว่นตากระเด็น

เป็นอารมณ์ต่อเนื่องจากอาการ “ต่อมฉุนอักเสบ” ตลอดทั้งวัน

มันบ่งบอกเบื้องลึกของผู้นำรัฏฐาธิปัตย์กำลังเกิดอาการ “น้อยใจ” อย่างแรง

แน่นอนถ้าเป็นอย่างบทสรุปเบื้องต้นที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์โมโหแกมน้อยใจสื่อที่ถามแต่เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ เร่งวันเร่งคืนให้เลือกตั้ง เหมือนอยากให้รัฐบาลทหารคสช.พ้นไปไวๆ

มันก็ไม่น่าจะออกแอ็กชั่นแรงอะไรมากมายแบบที่คนตะลึงกันทั้งบ้านทั้งเมือง ในเมื่อปมรัฐธรรมนูญกับเลือกตั้งมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักข่าวก็ตั้งคำถามรูทีนประจำทุกวัน

มันน่าจะชินเป็นปกติอยู่แล้ว

เรื่องของเรื่อง สังเกตแววตา อากัปกิริยา ด้วยอาการ “ต่อมฉุนอักเสบ” ขนาดนี้ มันน่าจะมีปมที่กดดันภายในจิตใจมากกว่าการน้อยใจนักข่าวที่เป็นแค่กระโถนให้ระบายอารมณ์ “กระฉอก” น่าจะเก็บกดจากปมคนวงในใกล้ชิดด้วยกันมากกว่า

ตามสูตรทำอะไรไม่ได้ ก็มาลงกับสื่อมวลชน

ที่แน่ๆโดยปรากฏการณ์ที่เห็นกัน ณ วันนี้ โดยอาการมันชัดเจนเลยว่า พล.อ.ประยุทธ์มาถึงจุดที่ชักจะทนต่อแรงกดดันต่อไปไม่ไหว

ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ตอกย้ำกระแสการเลือกตั้งที่เป็นทางออกตามฟอร์มทางการเมืองทั่วไป

อีกทั้งจากการยืนยันของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือการที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขอปรับสูตรใหม่จาก 6–4–6–4 เป็น 6–4–8–5 ยืดเวลาออกไป

การเลือกตั้งก็ยังอยู่ในกรอบโรดแม็ปคือปี 2560

และนั่นก็ไม่แปลกที่นักเลือกอาชีพจะขยับเตรียมพร้อมลงสนามกันตั้งแต่ตอนนี้

อย่างล่าสุดที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช. เปิดปฏิบัติการปูด “ทฤษฎีกองผ้าป่า” อ้างเลยว่าตลอดปีที่ผ่านมามีการดึงนักเลือกตั้ง อดีต ส.ส.กลุ่มละ 10 คน หลายกลุ่ม เพื่อให้ได้พรรคขนาดเล็กหลายพรรคในการเลือกตั้ง นำไปสู่การตั้งรัฐบาลหลายพรรค

เพื่อทำให้เป็นอุปสรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ดักคอการวางหมากอำนาจของฝ่ายต้าน “ทักษิณ”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ล้อกับข่าววงในที่เช็กไปในหมู่บิ๊กท็อปบูตที่แรกๆมีข่าวต่อสายกับนักเลือกตั้งอาชีพระดับขาใหญ่ ต่างบอกปัดการตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่ใช้ต้นทุนสูง ไม่คุ้มค่าความเสี่ยง

ถึงตอนนี้พรรคนอมินีทหาร พรรคขั้วที่สาม พับแผนกันหมด

และที่ชัดเจนที่สุด ก็คือปฏิบัติการกลับไป “ยึดที่มั่นเดิม”

ตามจังหวะการเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรงของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ที่แตะมือกับ “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่เริ่มต้นในการจุดพลุไปตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อรองรับโครงสร้างอำนาจตามสูตรท็อปบูต

แต่ภายหลังกระแสพลิกกลับไปที่การตั้งธงยึดพรรคประชาธิปัตย์แรงกว่า อย่างที่ชื่อของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะถูกดันเสียบแทน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แต่เข็นไม่ขึ้น ก็มีชื่อของนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน โผล่มาเป็นแคนดิเดต

ตอกย้ำธงของสาย “ลุงกำนัน” มุ่งไปที่การลุยยึดประชาธิปัตย์

“รีโนเวต” พรรคเก่าแทนแผนไปตั้งป้อมค่ายใหม่

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มาถึงตรงนี้เก้าอี้หัวหน้าประชาธิปัตย์ไม่ได้เซ้งกันง่ายๆ

ตามปรากฏการณ์อย่างที่ทีมงาน “อภิสิทธิ์” กล้าเดินหน้าหักดิบ เปิดแถลงข่าวตัดหาง “คุณชายสุขุมพันธุ์” สวนหมัดเกมยึดเก้าอี้ทันที

ไม่สนบารมี “ลุงกำนัน” จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน

นั่นก็เพราะเบื้องหลังของหัวหน้า “แก๊งไอติม” ได้มวยรุ่นใหญ่อย่างนายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษา กับ “น้าหยัด” บัญญัติ บรรทัดฐาน แท็กทีมกันถือหาง “อภิสิทธิ์” บล็อกการบุกยึดพรรคของกองทัพ กปปส.

“รุ่นเดอะ” ซัดกัน ประชาธิปัตย์ไม่เคยผิดหวังเรื่องความมัน.
ทีมข่าวการเมือง

‘ต่อมฉุน’ อักเสบเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571887

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ก.พ. 2559 05:01

 

ว่ากันไปมันก็เหมือนจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

จากกระแสคลั่ง “ตุ๊กตาเทพ” ที่เป็นข่าวแปลกดังไปทั่วโลก ต่อเนื่องด้วยปรากฏการณ์รุมทึ้งคิวซื้อรองเท้ารุ่นใหม่ยี่ห้อดังไม่ต่างจากฉากของซอมบี้รุมแย่งเหยื่อในหนังฝรั่ง และล่าสุดประเด็นร้อนแรงกรณีการเบี้ยวทุนการศึกษาของคนระดับด็อกเตอร์ “ฮาวาร์ด”

ภาพสะท้อนคุณภาพสังคมของเมืองไทย

โดยมาตรฐานความนึกคิดในการดำรงชีวิตประจำวัน ต่อมสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมยังบกพร่อง ซึ่งต้องใช้เวลาปลูกฝังกันอีกนานอาจต้องรอให้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

เรื่องของเรื่องมันก็โยงไปถึงสถานการณ์การปฏิรูปประเทศที่เป็นโจทย์ใหญ่ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับ “ซือแป๋มีชัย” หรือฉบับโคตรเซียนกฎหมายยี่ห้อไหน เนื้อหาโหด เข้ม กติกาจะถูกออกแบบมาเลิศหรูอลังการสักปานใด

มันก็ยากจะประสบความสำเร็จในวิถีปฏิบัติจริง

ในเมื่อคนที่ใช้กติกายังไม่พร้อมจะรองรับกติกากฎหมายแบบนานาอารยประเทศ

เอาเป็นว่า ณ เบื้องนี้ มันก็แค่ปมหัวเชื้อเกมยื้อยุดฉุดกระชากอำนาจ

ตามท้องเรื่องที่ยังวนไปวนมา ล่าสุดปมร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวโยงปมเลือกตั้งไปกระตุกต่อมฉุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.อารมณ์บูดต่อเนื่อง

พานให้บรรยากาศงานอีเวนต์ก่อนประชุม ครม.กร่อยไปถนัดตา

ถึงขั้นที่นักร้องดังอย่าง “บี้ สุกฤษฏิ์” ที่มารณรงค์การป้องกันโรคมะเร็ง ยังตกอกตกใจกับบทดุดันของท่านผู้นำ แบบที่ชี้หน้าด่านักข่าวว่าเป็นไอ้พวกดื้อยา ไอ้พวกดื้อตาใส เจตนาดื้อ ดื้อแบบไม่บริสุทธิ์ พาลไปถึงนักวิชาการก็ต้องรีบพัฒนา เพราะหลังจากรัฐบาลนี้ ก็คงไม่มีใครกล้าทำแล้ว

“บิ๊กตู่” เครียด เสียงดังตลอดเวลา

ในอารมณ์หงุดหงิดที่ติดพันกับกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่เป็นไปตามสากล โดนตั้งแง่กดดันในการเลือกตั้งตามโรดแม็ป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ภายใต้น้ำเสียงดุๆ อาการฉุนเฉียวของ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังยืนยันว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามโรดแม็ปเดิมในปี 2560 ส่วนจะเดือนไหนไม่รู้

ขึ้นอยู่กับกระบวนการร่างกฎหมายลูกเป็นสำคัญ ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โยนสูตรตัวเลขใหม่ 6-4-8-5 ขอต่อเวลาพิเศษออกไปปลายปี 2560

“บิ๊กตู่” ยังไม่หลุดกรอบโรดแม็ป หลบแรงเสียดทานจากนานาชาติที่จับตาไม่กะพริบ

แบบที่นายเกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา รีบเดินทางเข้าพบ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในทันทีที่มีข่าวนายมีชัยขอเวลาร่างกฎหมายลูก เลื่อนการเลือกตั้งออกไปปลายปี 2560 โดยย้ำเป็นเชิงมัดคอ หวังให้ประเทศไทยเลือกตั้งตามโรดแม็ป

แต่นั่นก็หนังคนละม้วนกับการเคลียร์แรงต้านภายใน

ตามจังหวะล้อกับบทดุดันของท่านผู้นำ ล่าสุด คสช.เรียก “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช. เข้าค่ายกองทัพภาคที่ 1 เพื่อปรับทัศนคติ

แน่นอน ปมเหตุต้องโยงกับกระบวนท่าในการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ถึงขั้นประกาศคว่ำประชามติล่วงหน้า บวกกับการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในการนำกลุ่มแนวร่วมคนเสื้อแดงล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา

คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยชักจะย่ามใจ ไม่กลัวกระบองยักษ์

งานนี้เลยต้อง “หักดิบ” ให้รู้ว่ายังมีฤทธิ์

และที่ลึกไปกว่านั้น โดยปมเหตุที่ พล.อ.ประยุทธ์หงุดหงิด ไม่ใช่แค่ปมร่างรัฐธรรมนูญหรือเลือกตั้งเท่านั้น มันยังมีประเด็นที่แหล่งข่าววงในท็อปบูตได้แจ้งกับนักข่าวเลยว่า นายกฯได้ใช้เวลาอ่านหนังสือหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นข่าวเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง

รวมทั้งปมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารที่มีการเช็กผ่านไลน์ส่วนตัวของนายกฯ

จึงมีการมอบหมายให้ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ส่งข้อความข่าวมายังไลน์กลุ่มสื่อทำเนียบ ขอให้สื่อมวลชนยกระดับการทำหน้าที่

ตามรูปการณ์ พล.อ.ประยุทธ์คงไม่อยากตามน้ำ ปมร้อนๆที่กำลังลือกันให้เซ็งแซ่กับกระแสปฏิวัติซ้อน รัฐประหารซ้ำ.

ทีมข่าวการเมือง

ไทยชู‘พอเพียง’ทำหน้าที่ประธานกลุ่มจี-77

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160229/223269.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559
ไทยชู‘พอเพียง’ทำหน้าที่ประธานกลุ่มจี-77

ไทยชู‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ ทำหน้าที่ประธานกลุ่มจี-77 : โดยนันทิดา พวงทอง สำนักข่าวเนชั่น

             สปอตไลท์ฉายจับมายังประเทศไทยอีกครั้ง ในโอกาสที่ไทยนั่งหัวโต๊ะทำหน้าที่ประธานการประชุมกลุ่มความร่วมมือประเทศกำลังพัฒนา หรือที่เรียกว่า “กลุ่ม จี-77” เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ในเดือนมกราคม 2559

การประชุมครั้งนี้ จัดระหว่างวันที่ 28–29 กุมภาพันธ์ 2559 ที่โรงแรม สยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ กระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งานหลัก ในการประสานงานและต้อนรับประเทศสมาชิกกลุ่ม จี-77 ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั้ง 134 ประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นสมาชิกในสหประชาชาติ (ยูเอ็น) การทำหน้าที่เป็นประธาน จี-77 มีความสำคัญสำหรับไทย ในการแสดงบทบาทนำในระดับเวทีระหว่างประเทศ ภายใต้หัวข้อใหญ่ของการประชุมนี้ว่า “การประชุมโต๊ะกลมกลุ่ม จี-77 บนแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : สู่การบรรลุเป้าหมายพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ G-77 Bangkok Roundtable on Sufficiency Economy: an Approach to Implementing the Sustainable Development Goals : SDGs”

“ดอน ปรมัตถ์วินัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการที่ไทยรับทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม จี-77 ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยจะมีการนำเสนอแนวคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งต้องสมดุลกับสถานการณ์โลก

“การประชุมครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการประชุมครั้งแรกของกลุ่มประเทศ 77 ในประเทศไทยนับตั้งแต่ไทยรับตำแหน่งประธานกลุ่มประจำนครนิวยอร์ก เมื่อเดือนมกราคม 2559 แล้ว ยังเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในการนำเสนอให้ประเทศสมาชิกกลุ่ม 77 เข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งใช้เป็นธีมของการประชุมตลอดวาระปี 2559 ที่ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม จี-77 รวมถึงจะมีการเชื่อมโยงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของยูเอ็น (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยเป็นเรื่องยูเอ็นและประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญในระยะ 15 ปีข้างหน้า” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว

“เสข วรรณเมธี” อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy Philosophy) ซึ่งเป็นหัวใจหลักและเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ ตลอดจนประโยชน์หลังจากนำไปปฏิบัติใช้ ทางกระทรวงการต่างประเทศจึงได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นธีมหลักของการประชุม สำหรับใช้เผยแพร่ และเป็นแนวทางการพัฒนาให้แก่ประเทศสมาชิกกลุ่ม จี-77

นายเสข ชี้ว่า “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” จะเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถสนับสนุนให้เกิดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของยูเอ็นได้ ภายหลังจากที่ผู้นำทั่วโลกได้รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยที่ 70 เมื่อเดือนกันยายน 2558 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

นายเสขกล่าวด้วยว่า สำหรับประเทศไทยแล้ว “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นหนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งไทยได้ใช้แนวทางนี้สำหรับการวางรากฐานให้ประชาชนในประเทศได้รู้จักการ “พึ่งพาตนเองได้” มากว่า 40 ปี ดั่งจะเห็นว่า ในยุคที่ประเทศต้องประสบปัญหาเศรษฐกิจ “ฟองสบู่แตก” ปี 2540 นั้น เราได้นำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ปฏิบัติจนสามารถฟื้นคืนเศรษฐกิจประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติได้

ในส่วนการประชุมที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ (29 ก.พ.) นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะกล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม ซึ่งจะว่าด้วยเรื่องแนวทางการพัฒนาประเทศให้เข้ากับยุคโลกาภิวัตน์ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และจากนั้น รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิมั่นพัฒนา จะกล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้ และในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างแนวทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสนับสนุนการบรรลุ SDGs ส่วนของการประชุม ทางรัฐบาลไทยได้มอบหมายให้นายวีรชัย พลาศรัย ผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติไทย ณ นครนิวยอร์ก เป็นตัวแทนประเทศไทยทำหน้าที่ประธานการประชุมกลุ่ม จี-77 และคาดว่าผู้ร่วมงานจากประเทศกลุ่ม 77 กว่า 120 คน และยังมีผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตในกรุงเทพมหานคร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และวิชาการไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้ วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายวีรชัย พร้อมด้วยนางนันทนา ศิวะเกื้อ เอกอัครราชประจำกระทรวง และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะผู้แทนต่างชาติจากประเทศสมาชิกกลุ่ม จี–77 เดินทางไปดูงานยังพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ณ  “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เพื่อศึกษาดูงานด้านการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมี นายอนุวัชร โพธินาม ผอ.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ต้อนรับและบรรยายสรุปตลอดงาน จากนั้นคณะไปเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์บ้านดิน” และเยี่ยมแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ตลอดจนพบปะชุมชนและเกษตรกรท้องถิ่น ที่ ต.บ้านซ่อง ซึ่งได้รับเลือกเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจชุมชน “อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่น ประจำปี 2558

สำหรับการประชุมในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 จะแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรก หัวข้อ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติเพื่อบรรลุให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของยูเอ็น” (Sufficiency Economy Philosophy: an Approach to Sustainable Development) และช่วงที่สอง หัวข้อ “จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติเพื่อความสำเร็จ” (From Vision to Action: Success Stories of the Application of SEP) ทั้งนี้ แต่ละประเทศจะได้พิจารณานำแนวทางดังกล่าว และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของประเทศตนเอง

“จี-77”
คือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่รวมตัวกันตั้งแต่ปี 2507 ขณะนั้นมี 77 ประเทศรวมทั้งไทย ปัจจุบันมีสมาชิก 134 ประเทศ

บทบาทของจี-77

การช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถแสดงออกและส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาร่วมกัน และเพิ่มอำนาจการเจรจาต่อรองในประเด็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สำคัญในสหประชาชาติ ซึ่งมีสมาชิก 193 ประเทศ

การรับหน้าที่ประธานจี-77

จะหมุนเวียนไปตามภูมิภาค ได้แก่ แอฟริกา เอเชียและแปซิฟิก ละตินอเมริกา และแคริบเบียน

จับตาภาคประชา‘ชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160229/223270.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559
จับตาภาคประชา‘ชน’

จับตาภาคประชา‘ชน’ : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง สำนักข่าวเนชั่น

             ช่วงนี้ถ้าดูความเคลื่อนไหวของ “ภาคประชาชน” นับวันก็ได้เห็นปฏิกิริยาไม่พอใจ ไม่ค่อยจะแฮปปี้กับหลายเรื่อง และนับวันจะยิ่งสะสมความไม่พอใจขึ้นเรื่อยๆ ประหนึ่งกำลังตั้งระเบิดเวลา ที่รอถึงเวลาระเบิดเท่านั้น

เริ่มจากฟากมุมของการคัดค้านคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3 และ 4 เกี่ยวกับการยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองจาก “เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่กลุ่มนี้เป็นการรวมกลุ่มกันของภาคประชาชนกว่า 100 เครือข่ายที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งคสช.ทั้งสองฉบับ โดยหัวหอกของเครือข่าย อาทิ กลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินและกลุ่มเชียงรากใหญ่ จ.ปทุมธานี ที่ต่อสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอยู่ในพื้นที่

ซึ่งคนกลุ่มนี้เดินทางมานับร้อยชีวิตที่ศูนย์บริการประชาชน ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล และได้ออกแถลงการณ์ข้อเรียกร้องจำนวน 4 ข้อ ถึง “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.” เพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งคสช.ทั้ง 2 ฉบับทันที โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องระบุเนื้อหาว่า

“คสช.กลายเป็นผู้สร้างเงื่อนไขแห่งความขัดแย้งภายใต้คำสั่งยกเลิกผังเมืองซึ่งเครือข่ายไม่อยากเห็นประเทศเดินไปสู่หายนะและความขัดแย้งครั้งใหม่จากเงื่อนไขที่คสช.สร้างขึ้น จากการยกเลิกกติกา กลไกและกฎหมาย เป็นการทำลายเกราะป้องกันที่สังคมสร้างมาหลายสิบปี จึงเหลือเพียงปราการด่านสุดท้ายคือการลุกขึ้นสู้ของประชาชน ความขัดแย้ง การนองเลือดจะเกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่หลังจากนี้ ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้นปกป้องบ้านตัวเอง”

ซึ่งเป็นแถลงการณ์ที่เป็นสัญญาณเดินหน้าชนของเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะหลังจากการยื่นหนังสือเสร็จแล้วก็ไม่ได้เดินทางกลับทันทีได้ทำการปักหลักชุมนุมแบบสงบ และพักค้างแรมกันอยู่ใกล้ๆ ทำเนียบรัฐบาลภายในวัดโสมนัสฯ ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อเกาะติดความเคลื่อนไหวในการแก้ปัญหาในสิ่งที่ได้เรียกร้อง และอาจจะมีปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์อะไรให้เห็นเป็นระยะ

และในส่วนประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ภาคประชาชนวิจารณ์ผ่านเวทีเสวนา “เมื่อสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญหายไป ชาวบ้านจะพึ่งพาใคร?” ซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ที่เชิญภาคประชาชนหลายเครือข่ายมาร่วมงาน ที่เห็นตรงกันว่า “สิทธิของชุมชนและประชาชน” ในการปกป้องชุมชนของตัวเองได้หายไปจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเมื่อนำไปเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ถือว่าให้สิทธิในการต่อสู้มากกว่า

“นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน” บอกว่าฝ่ายกรธ.อาจจะมีข้อโต้แย้งว่า เรื่องดังกล่าวเขียนอยู่ในร่างฯ นี้ ที่กำหนดให้ชุมชนเข้าร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและชุมชน แต่ถามกลับว่าที่ผ่านมาชุมชนเข้าร่วมกับอปท.ได้แค่ไหน ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้ชุมชนใช้สิทธิ์ตัวเองแต่ต้องใช้ผ่านอปท. ที่ประชาชนจะกลายเป็นผู้ถูกปกครองตลอดเวลา ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และ2550 ที่ให้เราร่วมปกป้องคุ้มครองดูแลชุมชนของตัวเอง แต่รัฐมีหน้าที่เพียงต้องเข้ามาส่งเสริมบทบาทหน้าที่เท่านั้น

“แต่ปรากฏว่าในร่างฯ นี้ กระบวนการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมหายไปทุกมาตรา คือ มาตรา 56 57 58 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ในเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน การตัดสินใจให้ความเห็นในการที่รัฐเปิดรับฟังความเห็นก็หายไป กลายเป็นว่านี่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะให้ข้อมูลหรือไม่ หรือเข้ามาจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนั้น ถ้าร่างรธน.ฉบับนี้ถูกประกาศใช้ทั้งหมดได้รับการรับรองประชามติ น่ากลัวมากในการที่ประชาชนจะออกใช้สิทธิ์ใช้เสียง หากบุคคลเหล่านั้นจะลุกขึ้นมาปกป้อง เขามีสิทธิ์ แต่เขาจะใช้สิทธิ์อะไร อะไรคือสิ่งที่ก่อตั้งสิทธิ์ของประชาชนนับจากนี้ไป

ตรงนี้ยังไม่นับถึงอารมณ์ไม่พอใจกับผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จ.เลย ที่มีความเป็นไปได้ในการสร้าง และยังมีเรื่องการจะเดินหน้าสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่เคยมีความขัดแย้งมาแล้ว ที่จะเพิ่มอารมณ์ความไม่พอใจมากขึ้น

ท็อปเท็น-10ข่าวเด่นวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160229/223289.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559
ท็อปเท็น-10ข่าวเด่นวันนี้

ท็อปเท็น-10ข่าวเด่นวันนี้

           1.บิ๊กป้อมสั่งผบ.ตร.ดำเนินคดีกับ พล.อ.พะจุณณ์กรณีปูดไลน์พาดพิง “พล.อ.” เซ็งลี้เก้าอี้ตำรวจ ยืนยันยุคผมไม่มีเรื่องซื้อขายเก้าอี้แน่นอน

2.รถหรูพระหลวงพี่น้ำฝนส่อสำแดงเท็จตั้งแต่แรกหลังดีเอสไปตรวจพบว่ามีลักษณะคล้ายแพนเตอร์รุ่น เจ 72 ซึ่งไม่ตรงกับที่แจ้งไว้กับกรมศุลกากรว่าเป็นรถจากัวร์

3.ชาคริต บวชเงียบที่อยุธยาฉายา อัก-คะ-ปัน-โย แปลว่า ผู้มีปัญญาเลิศ โดยจะบวชประมาณ 2 สัปดาห์

4.ห้าตังเกชาวเขมรว่ายน้ำขึ้นฝั่งที่เกาะกูดบุกฉุดคร่าทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสก่อนจับ 2 แหม่มสาวข่มขืน

5.สี่โจ๋รุมฆ่าหน้าร้านเกมมอบตัวตำรวจอ้างโดนชักมีดขู่ก่อนตร.พาทำแผน

6.จับตาศาลอาญาพิพากษาคดีบริษัทไร่ส้มทุจริตเรียก รับ เงินค่าโฆษณาทำให้อสมท.เสียหายกว่า 150 ล้านวันจันทร์นี้

7.แกรมมี่ลดพนักงานในกลุ่มเพลง 10 เปอร์เซ็นต์ อ้างเป็นการปรับบุคลากรตามปกติของธุรกิจเพลงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี

8..สมยศ วาง 3 เป้ายกระดับเปาไทย เตรียมให้เชิ๊ตดำกว่า200คนร่วมทดสอบความฟิต

9.ตำรวจไม่เชื่อแม่น้องไอดินลงมือคนเดียวจ่อสอบพ่อ-ตรวจดีเอ็นเอ

10.ตร.ส่งลายนิ้วมือ-ดีเอ็นเอในรถที่ใช้คาร์บอมบ์ให้ตรวจล่ามือบึ้ม พร้อมจับตานกลุ่มเมาลานา สาเมาะ คาดมือระเบิด

ความหมายของภูกระดึงที่รัฐมองไม่เห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160229/223279.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559
ความหมายของภูกระดึงที่รัฐมองไม่เห็น

ความหมายของภูกระดึงที่รัฐมองไม่เห็น : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

             ฝันร้ายสำหรับนักต่อต้านการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงกลับมาอีกแล้ว หลังจากที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่หลายสิบปี แต่การกลับมาครั้งนี้ออกจะขึงขังกังฟูมากกว่าครั้งก่อนๆ แถมมาในช่วงของรัฐบาลทหารเสียด้วย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ฝันร้ายครั้งนี้จะกลายเป็นจริง เพราะแม้แต่รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ให้สัมภาษณ์สถานีข่าวช่องหนึ่งอย่างมั่นใจว่า มีผู้เห็นด้วยให้ก่อสร้างถึง 99.99% เลยทีเดียว

ความพยายามที่จะสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่เริ่มชงกันมาตั้งแต่ปี 2525 แล้ว น่าชมเชยเหลือเกินว่า ต่อให้ผ่านมานานแค่ไหน แต่ความคิดแย่ๆ นี้ก็ไม่เคยหมดสิ้นไปเสียที ทั้งที่ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่มีการขยับในเรื่องนี้ ฝ่ายต่อต้านก็จะกรูกันเข้ามาคัดค้านทันทีเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรับ ผลัดกันรุก คุมเชิงกันมาโดยตลอด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทันทีที่มีการปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกมา นักต่อต้านเจ้าเก่าเจ้าใหม่ก็ออกมาแสดงปฏิกิริยาทันที ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน หรือสื่อมวลชนบางแขนง

ความพยายามของฝ่ายจะสร้างกระเช้าไฟฟ้าได้พัฒนามาถึงจุดที่สามารถโน้มน้าวให้คนจำนวนมากเคลิบเคลิ้มไปกับผลพลอยได้ที่เกิดขึ้น ด้วยข้ออ้างค่อนข้างสวยหรู และมีข้อแก้ต่างไว้ตอบคำถามฝ่ายต่อต้านที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ว่าข้ออ้างเรื่องเปิดโอกาสให้คนสูงอายุและคนพิการได้มีโอกาสเข้าถึงความงามของธรรมชาติในภูกระดึงอย่างเท่าเทียม การสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ข้อแก้ตัวเรื่องการไม่ทำลายป่าไม้ในกระบวนการและขั้นตอนการก่อสร้าง รวมถึงปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น ฯลฯ แต่ถ้าลองพิจารณาให้ถี่ถ้วนทั้งหมดมันคือ “ข้ออ้าง” เท่านั้น เหตุผลหลักคือเรื่องของการหาเงิน ดูเหมือนหน่วยงานอย่าง อพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) กระเหี้ยนกระหือรือและมาดมั่นว่า ความพยายามในครั้งนี้ต้องบรรลุผล เพราะรอเพียงขั้นตอนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เท่านั้น ถ้าขั้นตอนนี้ผ่าน การก่อสร้างจะเริ่มต้นในทันที

วิธีคิดของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเราจะอยู่ในภาวะวิกฤติด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ไม่ว่าจะมีตัวอย่างความหายนะที่เกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งแล้วแห่งเล่ามากเพียงไร แต่วิธีคิดของหน่วยงานกลุ่มนี้ก็ยังวนเวียนอยู่กับว่า จะขายภูเขา ป่าไม้ ท้องทะเล หรือแหล่งธรรมชาติใดๆ อย่างไร ที่ตรงไหนมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์ มีจุดขาย หน่วยงานเหล่านี้ก็จะรุกเข้าไปเปิดพื้นที่เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำจนพินาศเป็นที่ที่ไป

หากเราติดตามเหตุผลของฝ่ายคัดค้านด้วยจิตใจที่เป็นธรรม และไม่มีอคติเกินไป ก็จะเห็นถึงความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากความสำเร็จของโครงการนี้ ภูกระดึงเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศต่างจากแห่งท่องเที่ยวธรรมชาติใดๆ ในประเทศนี้ ในขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ และ อพท.คิดว่านี่คือแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่โดดเด่น เป็นจุดขายที่ขายได้ แต่นักนิยมภูกระดึงต่างนิยามและให้ความหมายของภูกระดึงในฐานะ “พื้นที่พิเศษ” ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติสมบูรณ์แบบ พื้นที่ของการพิสูจน์และทดสอบศักยภาพทางจิตใจและร่างกาย พื้นที่ของการแสวงหาความหมายให้แก่ชีวิต พื้นที่แห่งการผจญภัยและท้าทาย พื้นที่ของคนหนุ่มสาว หรือสำหรับนักนิยมภูกระดึงแบบสุดโต่ง บางคนอาจมองภูกระดึงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ของจิตวิญญาณไปเลยก็มี แต่มีน้อยมากที่จะมองและให้ความหมายของภูกระดึงว่าเป็นแหล่งที่จะทำรายได้ในเชิงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะภูกระดึงมันยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบเกินกว่าที่ใครสักคนจะคิดเข้าไปทำมาค้าขาย แสวงหาผลประโยชน์ หากคุณมีจิตวิญญาณที่นบนอบต่อธรรมชาติจริงๆ เมื่อไปถึงภูกระดึงคุณแทบจะก้มลงกราบผืนแผ่นดินและผืนป่าแห่งนั้นเสียด้วยซ้ำ

ผมไม่ได้เขียนแบบดราม่า หรือเป็นพวกโลกสวย แต่ภูกระดึงมีคุณค่าและความหมายมากกว่าเป็นแห่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่เข้าถึงยาก ที่คนของรัฐคิดเพียงตรรกะง่ายๆ ว่า ถ้าทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายก็จะนำมาซึ่งรายได้มหาศาล ภูกระดึงคือตำนานการท่องเที่ยว และความทรงจำร่วมของผู้คนและสังคม มันคือพื้นที่ที่บุคคลแต่ละคนสามารถนิยามและให้ความหมายได้หลากหลายและอิสระ ภูกระดึงในหลายครั้งเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนบางคนค้นพบตัวเอง ค้นพบความหมายของชีวิต เป็นจุดสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นอะไรอีกได้ตั้งมากมาย ที่ละเอียดอ่อน งดงามและมีความหมาย หากใครสักคนลองรวบรวมความทรงจำของผู้คนที่มีโอกาสได้ขึ้นไปสัมผัสภูกระดึงมาทำเป็นหนังสือสักเล่ม ก็จะพบว่า สิ่งที่ผมกล่าวมาไม่ใช่เรื่องเกินเลย

เรามีสถานที่ท่องเที่ยวแบบฉาบฉวยและมักง่ายมากพอแล้ว การเว้นภูกระดึงเอาไว้สักที่ มันจะทำให้ชาติล่มจมมากไหม?

รัฐบาลแจงยังไม่อนุมัติสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160228/223265.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559
รัฐบาลแจงยังไม่อนุมัติสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง

รัฐบาลแจงยังไม่อนุมัติสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง เป็นเพียงรับทราบผลการศึกษาโครงการ ย้ำต้องคำนึงถึงประโยชน์ทั้งปริมาณและคุณภาพ วอนประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริง

             28ก.พ.59 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสข่าวการจัดสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จ.เลย ว่า ครม. เพียงแค่รับทราบผลการศึกษาโครงการที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรืออพท. เสนอมาเท่านั้น ยังไม่ได้มีการเห็นชอบหรืออนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น

“ครม.มีมติให้ อพท.ไปหารายละเอียดเพิ่มเติมทั้งด้านเทคนิคและความคุ้มค่า ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าไม่ควรให้น้ำหนักไปที่เรื่องมูลค่าของตัวเงินที่จะได้รับจากนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเมื่อขึ้นภูสะดวกขึ้น ก็จะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของธรรมชาติและเกิดความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้น การพัฒนาจึงต้องพิจารณาทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพควบคู่กัน” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เนื่องจากยังมีความเห็นที่ยังไม่ตรงกันของหลายฝ่าย แม้ว่าส่วนหนึ่งต้องการให้ก่อสร้าง แต่หลายส่วนก็ยังอยากให้คงสภาพแบบเดิมๆ ไว้เพื่อความเป็นธรรมชาติและทดสอบกำลัง อย่างไรก็ตาม หากใครอยากขึ้นภูแต่สุขภาพไม่แข็งแรง ก็ยังสามารถไปท่องเที่ยวตามสถานที่อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังจำเป็นต้องรอผลการพิจารณาเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกกว่า 6 เดือน ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนได้เข้าใจตามข้อเท็จจริงนี้ เพื่อลดความสับสนตามที่มีการกล่าวอ้างกัน

‘พท.’จี้รัฐบาลทำตามก.ม.ปมตั้งสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160228/223258.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559
‘พท.’จี้รัฐบาลทำตามก.ม.ปมตั้งสังฆราช

“เพื่อไทย”จี้รัฐบาลทำตามกฎหมาย ปมตั้งสังฆราช

วันที่ 28 ก.พ.59 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการณ์รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 ก.พ.59 ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางไปนมัสการพระธาตุพนม และร่วมพิธียกเสาเอกอาคารเรียมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครพนม โดยมี พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี ฯ เป็นประธานยกเสาเอกในพิธีฯ มีพระเถรานุเถระมาร่วมพิธีจำนวนมาก ในฐานะเป็นนักการเมือง มีพระสงฆ์รูปหนึ่งถามตนเป็นการส่วนตัวว่า “เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลือกนายกรัฐมนตรีในสภาฯ ได้บุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การนำรายชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอถามว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิ์ประวิงเวลาไม่นำชื่อนายกรัฐมนตรีที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้หรือไม่ โดยอาจอ้างว่ามีประชาชนร้องเรียนไม่เห็นด้วยกับมติของสภาผู้แทนราษฎร ตนตอบไปว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยการนำชื่อนายกรัฐมนตรีที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ไม่อาจประวิงเวลาโดยอ้างเหตุใดๆ ก็ตามจะเป็นการผิดกฎหมายเสียเอง” ทั้งนี้เมื่อมหาเถรสมาคมได้ปฏิบัติตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฯ ด้วยการมีมติเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ทำไมนายกฯ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คือพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ การประวิงเวลาการนำขึ้นทูลเกล้า ฯ นอกจากหมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดกฎหมายแล้ว สิ่งที่หนักหนาสาหัสมากกว่า คือ ความขัดแย้งระหว่างสององค์กร คือ รัฐบาลกับมหาเถรสมาคม ภาพอย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยและได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ
          นายชวลิต ฯ กล่าวว่า จะนำความเห็นดังกล่าวสื่อต่อสาธารณะ เพราะขณะนี้ประเทศของเราก็มีปัญหามากมายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และยังจะลุกลามไปยังคณะสงฆ์อีก เรียกว่าถ้าไม่รีบคลี่คลายปัญหาจะเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า ทุกภาคส่วน โดยส่วนตนเห็นว่า อาณาจักรและศาสนจักร จะต้องเกื้อกูลและเคารพซึ่งกันและกันการที่มหาเถรสมาคมซึ่งเป็นองค์กรตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฯประกอบด้วยพระเถระชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายมหานิกาย และฝ่ายธรรมยุติ ได้มีมติแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชแล้ว เป็นการปฏิบัติตามข้อกฎหมายครบถ้วน รัฐบาลควรดำเนินการตามกฎหมายเช่นกันถ้ายังปล่อยคาราคาซังอยู่อย่างนี้ไม่เป็นผลดีแก่บ้านเมืองอย่างแน่นอน ความร้าวฉานจะแผ่ขยายอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ซึ่งไม่ควรจะเกิดถ้ารัฐบาลทำตามกฎหมายคณะสงฆ์ดังกล่าว ส่วนการร้องเรียนต่างๆ ก็ต้องแยกส่วนกัน มิเช่นนั้น ไม่สามารถตั้งใครได้เมื่อมีผู้ร้องเรียนคัดค้าน ประการสำคัญที่สุด นับแต่มีกรณีมีผู้ร้องเรียนคัดค้าน มหาเถรสมาคมยังคงยืนยันมติเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติแต่ประการใด รัฐบาลควรทำตามกฎหมายคณะสงฆ์ฯ ด้วยการทูลเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชตามมติมหาเถรสมาคมต่อไป