‘ประวิตร’เชื่อร่างรธน.ผ่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222170.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
‘ประวิตร’เชื่อร่างรธน.ผ่านประชามติ

‘พล.อ.ประวิตร’ เชื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพราะไม่ได้เสียหายอะไร-ป้องกันการทุจริต อุบตอบข้อเสนอแนะร่างรธน.

      10 ก.พ.59 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีข้อเสนอแนะในส่วนกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้ยังเปิดเผยไม่ได้เนื่องจากต้องผ่านคณะกรรมการของคณะรัฐมนตรี และให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ดูก่อนว่ามีส่วนใดต้องปรับหรือไม่ปรับ อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถตามใจทุกคนได้ แค่จะพยายามทำรัฐธรรมนูญในภาพรวมให้ดีที่สุด
      เมื่อถามว่า จะมีการเสนอเรื่องการระบุอำนาจหน้าที่ของกองทัพให้ชัดเจนหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ เช่น เรื่องการพัฒนา จึงไม่น่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะดีอยู่แล้ว ส่วนหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการประชามติจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาปรับแก้หรือไม่นั้น ตนไม่รู้ แต่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญต้องผ่านการทำประชามติ ทำไมจะไม่ผ่าน เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก รัฐธรรมนูญที่ป้องกันการทุจริตหายาก
‘ประวิตร’ ระบุ ตร.หนุนยุบพนักงานสอบสวน ชี้ทำให้สายงานกว้างขึ้น
      พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงคำสั่งมาตรา 44 ที่ 6/2559 ให้ ยุบ เลิก ตำแหน่งและเงินประจำตำแหน่งพนักงานสอบสวน ว่า ไม่ได้ปรับโครงสร้างของตำรวจ ส่วนการยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวนก็เพื่อให้งานลื่นไหลได้ โดยสายงานอื่นสามารถเข้ามาร่วมทำงานได้ด้วย เช่นเดียวกับการทำงานของการทำงานทหาร
      เมื่อถามว่า แต่เจ้าหน้าที่ในฝ่ายสอบสวนเดิมก็วิตกว่าจะทำให้การทำงานไม่เป็นเอกเทศเหมือนเดิม พล.อ.ประวิตร กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่มีอะไรหรอก การทำงานยังปกติเช่นเดิม มีเพียงบางคนที่วิตกกังวลไปเอง ส่วนที่มองว่าจะทำให้งานสืบสวนแคบลงไปนั้น คิดแบบนี้ไปกันคนอื่นหมด ก็แย่สิ ”
      เมื่อถามย้ำว่า มีข่าวว่าหลังยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวนแล้ว จะมีโครงสร้างและตำแหน่งใหม่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีตำแหน่งใหม่ แต่เป็นเพียงพนักงานสอบสวนธรรมดา เป็นเพียงการยุบชื่อ ไม่มี สบ.4 สบ.2 สบ.3 แล้ว ถือเป็นเจ้าพนักงานของตำรวจ ไม่เช่นนั้นผู้กำกับไม่มีอำนาจในการสั่งการพนักงานสอบสวน เพราะที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนทำงานเป็นเอกเทศ ตำรวจฝ่ายอื่นจะเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้ ต่อจากนี้ไปผู้กำกับจะมีอำนาจในการดูแล โดยส่วนตัวมองว่าไม่เป็นปัญหา แต่เป็นเรื่องดี
      “เดิมมันเป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับใคร ผู้กำกับไม่สามารถลงไปจี้งานต่างๆได้ เดิมเป็นอิสระ แต่ตอนนี้ผู้บังคับบัญชาจะได้มีส่วนรับผิดชอบในคดีต่างๆด้วย ผมว่าดีแล้ว ตำรวจส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยว่ามันดีขึ้น มีเพียงส่วนน้อยที่ไปคิดกันเอาเอง และในองค์กร สตช.เขาก็เข้าใจ” พล.อ.ประวิตร กล่าว
      พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ส่วนที่มีข่าวว่าการปฏิรูปตำรวจหลังจากนี้จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานจับกุมใส่เครื่องแบบ ส่วนงานอื่นๆไม่ต้องใส่เครื่องแบบนั้น ไม่เป็นความจริง คนเป็นตำรวจก็ต้องแต่งเครื่องแบบตำรวจ จะมีก็เพียงแต่ นักเรียนนายร้อยตำรวจที่เป็นผู้หญิง ที่ต่อไปจะต้องเติบโตเป็นหัวหน้าสถานี ซึ่งตรงนี้ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ต้องค่อยๆมาคิดกัน
      เมื่อถามว่า การปฏิรูปตำรวจจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็วหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็ทำไปเรื่อยๆ เมื่อเสร็จระยะที่ 1 แล้วก็ทำต่อๆไป ในขั้นตอนของการปฏิรูป ระยะแรกนี้ถือยังไม่ใช่การปรับโครงสร้าง แต่เป็นเพียงการปรับการทำงานของตำรวจ ตำรวจตอนนี้ถือว่าดี
‘พล.อ.ประวิตร’ ระบุฝ่ายความมั่นคงเข้มอาชญากรรมข้ามชาติ
      พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ว่า วันนี้มาตรการที่เราจะนำมาใช้คือเรื่องเครื่องมือที่ทันสมัยในการพิสูจน์ใบหน้า ซึ่งเรากำลังจัดหาใหม่ เวลานี้กำลังประสานความร่วมมือกับหลายๆ หน่วยงานที่อยู่ตามแนวชายแดน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยฝ่ายความมั่นคงก็พยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งวันนี้ก็สามารถจับกุมได้จำนวนมาก

‘นพดล’ป้อง‘ทักษิณ’วิจารณ์รธน.สร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222168.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
‘นพดล’ป้อง‘ทักษิณ’วิจารณ์รธน.สร้างสรรค์

‘นพดล’ ป้อง ‘ทักษิณ’ วิจารณ์รธน.อย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ประเทศ

     10 ก.พ.59 นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ วิจารณ์รัฐธรรมนูญโดยไม่เข้าใจเนื้อหาว่า ทุกฝ่ายที่วิจารณ์รัฐธรรมนูญเป็นการติเพื่อก่อทั้งนั้น ไม่ได้ติเพื่อทำลาย และวิจารณ์เพื่อประเทศ ไม่ใช่เพื่อพรรคตนเอง ดังนั้น รัฐบาล ,คสช. และกรธ.ควรทำใจนิ่งๆ อย่ารีบออกมากล่าวหาและหมิ่นคนอื่นว่าไม่เข้าใจ เพราะทุกคนอ่านภาษาไทยออกและเข้าใจ แต่มีสิทธิไม่เห็นด้วยในเนื้อหาหลายประเด็น และต้องขอบคุณ กรธ.บางท่านที่บอกให้คนที่ไม่เห็นด้วยอย่าเอาแต่วิจารณ์ ควรเสนอเนื้อหาที่จะแก้ไขด้วย
     นายนพดล กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอเนื้อหาที่ควรแก้ไขไปให้กรธ.แล้ว แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เช่น เนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่ให้กาบัตรเดียวนั้นไม่สะท้อนเจตจำนงประชาชน การให้เสนอชื่อนายกฯ 3 คน การไม่ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งตัวแทนไปเป็นส.ว. เนื้อหาที่ทำให้การถ่วงดุลตรวจสอบการใช้อำนาจเสียไปโดยให้องค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงประชาชนมามีอำนาจเกินควรในการถ่วงดุลฝ่ายบริหารที่ประชาชนเลือกเข้ามา ซึ่งควรแก้ไข และประเด็นที่ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะต้องได้เสียงจากทุกพรรคที่มีส.ส.เกิน 10 คน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใดในอดีต
     “ประเทศไทยเป็นภาคีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เนื่องจากสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นสากลและทุกประทศที่ต้องยึดถือและปฏิบัติตาม เนื้อหารัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นสากล ไม่มีประชาธิปไตยแบบไทยๆ แต่ร่างของนายมีชัยยังไม่เป็นสากลและควรแก้ไข แต่ถ้ากรธ.เห็นว่าเป็นสากลก็ช่วยบอกด้วยว่า ประเทศใดมีรัฐธรรมนูญเหมือนฉบับนายมีชัยบ้าง ซึ่งไม่ยากเลยที่จะตรวจสอบ นายดอนน่าจะช่วยได้ เพราะเคยประจำการหลายปีในอังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศแม่แบบประชาธิปไตยทั้งนั้น” นายนพดล กล่าว

เส้นทาง‘รัฐธรรมนูญ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222152.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
เส้นทาง‘รัฐธรรมนูญ’

เส้นทาง‘รัฐธรรมนูญ’ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

               ถนนทางการเมืองจากนี้เรียกได้เลยว่า จะไม่ราบรื่นเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะหากนับจริงๆ แล้ว นี่คือจุดหักเลี้ยวของรอยต่อแห่งอำนาจของ คสช. เนื่องจากเรียกได้ว่า นี่คือโค้งสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สอง หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหมาย เมื่อพ้นจุดหักเลี้ยวนี้แล้วเราก็จะก้าวเข้าสู่โหมดเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

เหตุใดเราจึงไม่เรียกว่า นี่คือโค้งสุดท้ายของ คสช. เพราะหากตามโรดแม็พก็น่าจะเป็นเช่นนั้น  แต่นั่นก็เพราะทุกอย่างยังคงไม่แน่นอน  โดยเราสามารถย้อนกลับไปดูตัวอย่างได้เมื่อครั้งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ครั้งนั้นหลายคนก็พยายามจะเรียกเป็นโค้งสุดท้าย แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)  ทุกอย่างก็เหมือนกลับหักเลี้ยวเข้าสู่จุดเริ่มต้น กระบวนการทุกอย่างถูกนับหนึ่งใหม่

ในครั้งนี้เราจึงไม่อาจเรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นโค้งสุดท้าย ก่อนจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เพราะยังไม่มีใครบอกได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” จะผ่านประชามติหรือไม่

ยิ่งดูจากเสียงตอบรับ เรายิ่งเห็นถึงความไม่แน่นอนของร่างฯ ฉบับนี้ เพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมีมากกว่าเสียงเยินยอยิ่งนัก  และเป็นเสียงวิจารณ์ชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่ได้เป็นการวิจารณ์เพื่อแก้ไขแบบประนีประนอม  แต่เป็นการวิจารณ์ชนิดแตกหัก ในทำนองว่า หากยังเป็นอย่างนี้ ทางเลือกมีทางเดียวคือ โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

และมิใช่เพียงฝั่งตรงข้ามกับอำนาจรัฐที่หวังจะใช้การประชามติเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านผู้ถืออำนาจในปัจจุบันและเรียกร้องการร่างรัฐธรรมนูญในอีกรูปแบบเท่านั้น หากแต่เสียงวิจารณ์ที่ดังกระหึ่มนั้น ส่วนหนึ่งมาจากคนที่เรียกว่า “คนกันเอง” ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหว

คำถามว่า เกิดอะไร คำตอบง่ายๆ คือ เนื้อหาที่ออกมานั้น ไม่ตรงใจ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ เนื้อหาเกี่ยวกับหลักประกันด้านแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ควรจะเป็นจุดขายของรัฐธรรมนูญ เพื่อมาทดแทนจุดอ่อนเรื่องความไม่ชอบธรรมของการร่างและการจัดโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่แย้งอยู่กับหลักประชาธิปไตยสากล

ที่ผ่านมาจุดเรื่องสิทธิเสรีภาพ เป็นจุดที่ทำให้ “คนกันเอง” มักจะกล้อมๆ แกล้มๆ หลับตาให้รัฐธรรมนูญผ่านไป โดยอ้างว่าเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน..!!!

แต่ร่างฯ ฉบับนี้ทำให้หลายคนมองว่า จริงๆ แล้วคนร่างไม่ได้ใส่ใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แม้จะมีเสียงชี้แจงว่าเป็นเรื่องหลักการการเขียนที่ต่างกัน โดยพวกเขาเขียนเพื่อให้รัฐธรรมนูญกระชับ และเขียนเฉพาะเรื่องที่ห้ามทำ แต่ไม่เขียนเรื่องที่ไม่ห้าม

แต่ก็ถูกแย้งว่า การเขียนให้กระทำก็เป็นหลักการหนึ่งของรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพื่อเป็นกรอบให้เห็นว่ารัฐต้องทำอะไรหรือรับรองสิทธิประชาชนอย่างไร  การไม่เขียนไว้จะเป็นการเปิดช่องให้ตีความว่าไม่ต้องกระทำตาม

อย่างไรก็ตาม น่าสนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป  หากเราย้อนไปดูรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 จะพบว่าเป็นรัฐธรรมนูญ “ปลายเปิด” ไม่มีการเขียนผูกมัด เพราะไม่ได้บอกถึงอนาคตหลังรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน

นาทีนี้มีสองสมมุติฐานคือ  1.เริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และดำเนินกระบวนการคล้ายๆ เดิม ซึ่งหมายถึงโรดแม็พที่อาจต้องเลื่อนออกไปชนิดไม่มีกำหนด

สมมุติฐานที่ 2 คือ รัฐบาลโดย “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ตัดสินใจเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเอง และไม่จำเป็นต้องผ่านการประชามติแต่อย่างใด ซึ่งแนวทางนี้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เพราะจะไม่เสียเวลาและต้องยืดโรดแม็พออกไปอีก ยิ่งหากไปดูคำสัมภาษณ์ของนายกฯ ในช่วงที่ผ่านๆ มา ก็ยิ่งสนับสนุนในเส้นทางนี้

หากเลือกใช้แนวทางนี้ ก็จะมีประโยชน์สองทางสำหรับผู้ถืออำนาจ 1.เป็นการกดดันให้ประชามติผ่านไปกลายๆ เพราะประชาชนจะหวั่นว่า หากไม่เลือกฉบับที่มองเห็นก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไรมา และ 2.ถึงที่สุดหากไม่ผ่านประชามติ พวกเขาก็จะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ ถือว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ถามว่าจะชัดเจนเมื่อไหร่  ตอบง่ายๆ เลยว่า น่าจะเร็วๆ นี้ เพราะในเฉพาะหน้าพวกเขาต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเสียงผ่านจะใช้ประชามติเท่าไหร่ และโอกาสนี้เองที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ไปในคราวเดียวกัน

จากนี้การเมืองจะชัดเจนและแหลมคมยิ่งขึ้น…!!!

ท็อปเท็น-ข่าวฮ็อตเช้านี้กลั่นจากกองบก.เครือเนชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222161.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
ท็อปเท็น-ข่าวฮ็อตเช้านี้กลั่นจากกองบก.เครือเนชั่น

ท็อปเท็น-ข่าวฮ็อตเช้านี้ กลั่นจากกองบก.เครือเนชั่น

            1.ตำรวจพบคราบเลือด เร่งตรวจดีเอ็นเอมัด’อาร์ตูร์’ฆ่าหั่นหนุ่มสเปน

2.เอกชนฮั้ว’บุญทรง’เจอฟ้องคดีข้าว 1.8 หมื่นล้านบาท

3.’วิษณุ’แย้ม หากร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ ให้ หัวหน้า คสช. ตัดสินใจจะใช้ฉบับใด

4.’ดีแทค’อัด 7 หมื่นล้านเสริมแกร่งเน็ตเวิร์ค จุดพลุค่ายมือถือ-อัดโปรแรงตรึงลูกค้า

5. แม่พิมพ์เฮ ‘ครม.บิ๊กตู่จัดให้’ลดดอกเบี้ยหนี้เหลือ 4%

6.ผู้ว่าฯแบงก์ชาติลั่นสงครามค่าเงินไม่มีใครได้ประโยชน์

7.แม่คะนิ้งขาวโพลนเหนือ  ประปาเร่งแก้อีสานวิกฤติขาดน้ำ

8.มาดอนน่า ราชินีเพลงป๊อปของโลก ระเบิดความมันส์ในไทยครั้งแรก ท่ามกลางแฟนนับหมื่น

9. ‘โบว์’ แวนดา โพสต์ เล่าเรื่องประทับใจ ระหว่าง ‘ปอ’ ทฤษฎี สามี กับน้องมะลิลูกสาว

10.จับตาเลือกตั้งนายกสมาคมบอล 11 กุมภาพันธ์ หลังศาลรับไต่สวนฉุกเฉินจะได้เลือกหรือไม่

ข้อสังเกตบางประการในร่างรัฐธรรมนูญของปรีชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222162.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559
ข้อสังเกตบางประการในร่างรัฐธรรมนูญของปรีชา

ข้อสังเกตบางประการในร่างรัฐธรรมนูญ กับกรอบวินัยทางการเงินการคลังและงบประมาณ : กระดานความคิด โดยปรีชา สุวรรณทัต ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินคลัง

ข้อสังเกตบางประการในร่างรัฐธรรมนูญ กับกรอบวินัยทางการเงินการคลังและงบประมาณ : กระดานความคิด โดยปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินคลัง

ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ยกเลิก ไม่จัดให้มี “หมวดการเงิน การคลัง และงบประมาณ” ดังเช่นในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่มีหมวด 8 ว่าด้วย “การเงิน การคลัง และงบประมาณ” และไม่มีมาตราที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเข้าเป็นเงินคงคลัง ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีเพียงกำหนดไว้ในมาตรา 135 มาตราเดียว คือหลักอนุญาตในการจ่ายเงินแผ่นดิน และข้อยกเว้นในการจ่ายเงินแผ่นดินในกรณีจำเป็นรีบด่วนเท่านั้น

ผลของมาตรานี้จะก่อให้เกิดปัญหากับหลายหน่วยงานของรัฐในการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องนำส่งเป็นเงินคงคลังแต่เป็นเงินแผ่นดิน กล่าวคือ เงินทั้งปวงที่อยู่ในความรับผิดชอบของทุกหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่เป็นเงินของเอกชน จะเป็น “เงินแผ่นดิน” ทั้งสิ้น แต่กฎหมายของหน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินนั้นๆ ไม่ใช่กฎหมายตามที่มาตรา 135 กำหนดไว้

กฎหมาย 4 ประเภทตามที่ระบุไว้เป็นการเฉพาะในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ตามมาตรา 135 คือ 1.กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย 2.กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ 3.กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ และ 4.กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ฉะนั้นถ้าเป็นกฎหมายอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในข่ายของกฎหมายดังกล่าวนี้ หากจ่ายเงินแผ่นดินไปก็จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ส่วนตัวเห็นด้วยในหลักการของมาตรา 135 ที่ยังคงให้ความสำคัญกฎหมายที่เป็นแก่นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดินทั้ง 4 ประเภทนี้ไว้ โดยเฉพาะกฎหมายเงินคงคลังและกฎหมายวิธีการงบประมาณ แม้จะใช้มานานมากแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังมีระบบวินัยการคลังที่ดี เพียงในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดมาตรารองรับที่กำหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องนำส่งเข้าเงินคงคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เพราะเงินนอกงบประมาณทั้งปวงนี้ล้วนเป็นเงินแผ่นดินตามมาตรา 135 ทั้งสิ้น

ฉะนั้นถ้ามาตรานี้มีผลบังคับใช้แล้วโดยไม่มีบทเฉพาะกาล จะเป็นผลทำให้การจ่ายเงินนอกงบประมาณของทุกหน่วยงานของรัฐทุกประเภท ไม่ว่าจะมีฐานะเป็นส่วนราชการหรือไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ไม่สามารถจ่ายเงินนอกงบประมาณที่เป็นเงินแผ่นดินไปตามอำนาจกฎหมายของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ เพราะไม่อยู่ในข่ายกฎหมาย 4 ประเภทดังกล่าว อันจะก่อความเสียหายแก่ประเทศชาติ

แนวทางแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาและความเสียหายที่สำคัญนี้ สามารถทำได้โดยการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 135 โดยเพิ่มคำว่า “กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินและการคลังของรัฐ” เข้าไป เป็นกฎหมายประเภทที่ 5 ที่สามารถใช้จ่ายเงินแผ่นดินได้

สำหรับเนื้อหาอีกตอนหนึ่งของมาตรา 135 ที่เป็นข้อยกเว้นของวรรคแรก (การใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องเป็นไปตามกฎหมาย 4 ฉบับเท่านั้น) คือหลักเกณฑ์ในกรณีจำเป็นรีบด่วน จะจ่ายเงินแผ่นดินไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีเช่นว่านี้ ต้องตั้ง “งบประมาณรายจ่ายชดใช้” ในพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไป

ประเด็นนี้ ส่วนตัวไม่ติดใจที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตัดคำว่า “ให้บอกแหล่งที่มาของรายได้ในการตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้” ออกไป จากเดิมที่เคยบัญญัติไว้ในมาตรา 169 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทั้งๆ ที่มีแง่ดี คือ เมื่อต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติบังคับไว้ ก็จะต้องกำหนดแหล่งที่มาของรายได้เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วด้วย เพื่อแสดงว่าเงินคงคลังจำนวนดังกล่าวได้รับการชดใช้คืนอย่างแท้จริง มิใช่เป็นการแสดงตัวเลขทางบัญชีตามที่เคยปฏิบัติมาแต่เดิมก่อนรัฐธรรมนูญปี 2550

อีกประเด็นหนึ่ง คือ บทบัญญัติห้ามการมีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายที่มาจากผลการแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ และมีโทษที่จะได้รับจากการฝ่าฝืน

ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพียงแต่ขาดว่า เงินที่ปรับลดจำนวนนั้นจะให้นำไปเพิ่มในรายการใด เช่น รายการเงินงบกลาง นำไปใช้ในรายจ่ายตามข้อผูกพันชดใช้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ย หรือชดใช้เงินคงคลัง เพราะถ้าไม่บัญญัติไว้จะเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะจัดสรรให้แก่บางหน่วยงานที่ขอเพิ่มเติม และเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เพิ่มเติม อาจจะถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนบทบัญญัติที่ห้ามไว้นี้ เพราะคำว่า “มีส่วนไม่ว่าโดยตรงโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย” มีความหมายที่กว้าง อาจตีความได้หลายนัย

ในการนี้จึงควรมีคำนิยามไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐให้ชัดเจนว่า อย่างไรคือ “การมีส่วนไม่ว่าโดยตรงโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย” ในส่วนที่ปรับลดในการแปรญัตติ

กล่าวโดยสรุป ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่มี “หมวดว่าด้วยการเงินการคลังและงบประมาณ” และไม่ให้กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินและการคลังของรัฐ มีศักดิ์เป็น “กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ” และขาดหลักเกณฑ์การควบคุมเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องนำส่งเป็นเงินคงคลัง ทั้งยังใช้ระบบงบประมาณรายจ่าย “ขาเดียว” แทน “ระบบสองขา” ที่เป็นระบบงบประมาณที่ครบถ้วน แสดงทั้งรายจ่ายและรายรับเงินกู้และรายได้จากภาษีอากรอยู่ในกฎหมายงบประมาณฉบับเดียวกัน

โดยประเทศไทยเคยใช้ระบบนี้มาตั้งแต่กฎหมายงบประมาณรายจ่ายฉบับแรกของประเทศสยาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 คือ “พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พุทธศักราช 2457“ อันเป็นระบบงบประมาณสองขาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นงบประมาณขาเดียวที่แสดงแต่รายจ่ายตามกฎหมายวิธีการงบประมาณเมื่อปี 2502 ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ครม.ตีกลับแก้หนี้ครูกู้ใหม่ลดดอกเบี้ยเหลือ4%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222146.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559
ครม.ตีกลับแก้หนี้ครูกู้ใหม่ลดดอกเบี้ยเหลือ4%

ครม.ตีกลับแก้หนี้ครูของก.คลังหวั่นสร้างหนี้เพิ่ม ไฟเขียวออมสินแก้ 2.83 แสนรายใช้เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือเงินบำเหน็จตกทอด ค้ำกู้ใหม่ลดดอกเบี้ยเหลือ4%

             9ก.พ.59 พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า  กระทรวงการคลัง เสนอโครงการลดภาระหนี้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เรียกว่าเงินตกทอดสู่ทายาทและเงินชพค.นำไปเป็นหลักประกันหรือค้ำประกันสำหรับเปิดเงินกู้ให้กับครู แต่มีข้อสังเกต ข้อเป็นห่วงจากหลายคนในที่ประชุมครม.ว่าเงินตรงนี้เมื่อเปิดให้กู้แล้วควรจะให้ครูนำกลับไปใช้หนี้เก่า ไม่ใช่หนี้เก่าก็ยังอยู่ แต่ไปสร้างหนี้ใหม่ก็ไม่ตรงหลักการแก้ปัญหาหนี้สินก็จะเป็นปัญหาไปใหญ่ ดังนั้นต้องเริ่มตั้งหลักคือเคลียร์หนี้เก่าก่อน

“ครม.จึงให้กลับไปพิจารณาตรงนี้ว่าสิ่งที่ครม.ให้ข้อสังเกตนั้นเป็นเรื่องจำเป็น ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลังต้องไปหารือในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงยังไม่ผ่านครม. แม้จะเป็นแค่วาระเพื่อทราบ แต่เมื่อครม.มีข้อสังเกตก็ต้องกลับไปทบทวนในสาระสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าถ้าแก้ปัญหาแบบนี้คุณครูจะมีเงินรายได้เข้ามาก้อนหนึ่งเพื่อความคล่องตัว แต่มันจะเป็นการสร้างหนี้ใหม่ และหนี้เก่าก็ไม่ได้แก้ไข แบบนี้ก็จะไปไม่รอด ”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
เคาะกู้ใหม่ลดดอกเบี้ยเหลือ4%

พล.ต.สรรเสริญ  กล่าวต่อว่า  โครงการดังกล่าวกระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ และธนาคารออมสินได้หารือกันแล้วได้ข้อสรุปว่าในการดำเนินการให้ธนาคารออมสินอนุมัติวงเงินสินเชื่อให ม่ให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดยใช้เงินทายาทจะได้รับในอนาคต เมื่อผู้กู้เสียชีวิต เพื่อใช้ค้ำประกัน ทั้ง เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ครอบครัว (ช.พ.ค.) หรือเงินบำเหน็จตกทอด นำมาขอเงินสินเชื่อใหม่เพื่อลดภาระหนี้หรือปิดบัญชีหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าปรกติให้ ขณะเดียวกันผู้กู้ก็ไม่ต้องผ่อนชำระหนี้ในวงเงินสินเชื่อใหม่ตลอดอายุสัญญาด้วย

ทั้งนี้การดำเนินการคาดว่าจะสามารถแก้ไขบรรเทาปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ประมาณ 2.83แสนราย และสามารถลดภาระหนี้ของครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เฉลี่ยรายละ300,000 – 600,000บาท ทำให้ลดภาระการผ่อนชำระหนี้เดิมลงได้2,000 – 4,000บาทต่อเดือน หรือบางรายสามารถชำระหนี้ปิดบัญชีได้

ทั้งนี้ครูและบุคคลากรทางการศึกษาจะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจาก 5.85 – 6.7%ต่อปี เหลือเป็นอัตราดอกเบี้ย4%ต่อปี ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระในระยะยาว อีกทั้งผู้กู้ยังไม่ต้องผ่อนชำระหนี้วงเงินสินเชื่อใหม่ตลอดอายุสัญญาด้วย ซึ่งจะทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานดีขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพครูในภาพรวมและส่งผลดีต่อการศึกษาของประเทศ

“การประชุมครั้งนี้มีข้อสังเกตจากนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายคนที่ให้ความเห็นประกอบการพิจารณาเอาไว้ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเรื่อง โดยแสดงความเป็นห่วงว่า เมื่อธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อใหม่ไปแล้ว ก็อยากให้ครูใช้วงเงินนี้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ คือ ต้องไปใช้หนี้เดิมก่อน ไม่ใช่ไปสร้างหนี้ใหม่ เพราะไม่อย่างนั้นก็คงจะไปไม่รอด โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ไปหารือกับกระทรวงศึกษาเพื่อพิจารณา แนวทางการป้องกันปัญหานี้อีกที และทั้งสองกระทรวงต้องไปติดตามการดำเนินโครงการและต้องรายงานมาให้ที่ประชุม ครม.ทราบภายใน3เดือน และต้องเสนอแนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาวมาให้ครม.ด้วย”พล.ต.สรรเสริญกล่าว

แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม.เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.เปิดเผยว่า นายอำพน กิตติอำพล เลขาธิการ ครม.ได้กล่าวในระหว่างการประชุมครม.ว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวควรจะต้องมีการตรวจสอบสถานะของผู้กู้ที่เป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนที่จะอนุมัติวงเงินสินเชื่อใหม่ให้ โดยธนาคารออมสินก็มีหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ที่เข้มงวดอยู่แล้ว พร้อมกับได้ตรวจสอบบัญชีของผู้กู้ด้วย จากนั้นเมื่อเห็นว่า มีความเหมาะสมที่ต้องเข้าให้ความช่วยเหลือรายที่มีความเดือดร้อนจริงๆ ก็พิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ได้ เช่น อาจเอาบัญชีมากางกันเลยว่าให้มีหลักประกันว่าการให้กู้ไม่ให้เกิดหนี้ก้อนใหม่ขึ้น

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้นำเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครู โดยธนาคารออมสินจะมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อนำไปใช้หนี้เดิม หรือรีไฟแนนซ์หนี้ก้อนเดิมที่มีอยู่กับออมสิน โดยปรับลดดอกเบี้ยลงให้เหลือ 4% พร้อมปรับวงเงินการผ่อนชำระต่องวดให้ลดลง

ทั้งนี้โครงการนี้เปิดให้ข้าราชการครูเข้าร่วมโดยสมัครใจ ไม่มีกำหนดเวลาปิดโครงการ แต่ให้ผ่อนชำระได้จนถึงอายุ 75 ปี จากเดิมกำหนดอายุไว้ที่ 74 ปี ข้าราชการครูจะร่วม หรือไม่ร่วมโครงการก็ได้ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อข้าราชการครูของออมสินมีอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท

‘อานันท์’ไม่ฟันธงร่างรธน.ผ่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222140.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559
‘อานันท์’ไม่ฟันธงร่างรธน.ผ่านประชามติ

‘อานันท์’ไม่ฟันธงร่างรธน.ผ่านประชามติหรือไม่ เชื่อตัวรายละเอียดของเนื้่อหายังต้องปรับอีกมาก วิป3ฝ่ายชงกรธ.บัญญัติหมวดปฏิรูปในร่างรธน.

            9ก.พ.2559 ที่สมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญ คร่าวๆแล้ว แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด ดังนั้นยังให้ความเห็นในรายละเอียดร่างดังกล่าวไม่ได้ แต่เชื่อว่าร่างฉบับนี้คงต้องมีการปรับปรุงอย่างมาก ส่วนกระแสวิพากวิจารณ์ที่มีอยู่ในหลากหลายประเด็น ทั้งการใช้บัตรเดียวเบอร์เดียวในการเลือกตั้ง และที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอก ส่วนตัวเห็นว่า ทุกประเทศก็เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอก แต่ในประเทศไทยที่เปิดช่องให้มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาก็ถือว่ามีนายกรัฐมนตรีทางอ้อมแล้ว ส่วนที่ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอกมานั้น ยังถือว่าเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอกในขณะนี้ โดยขอให้มองที่หลักการของประชาธิปไตยมากกว่า

นายอานันท์ กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์หรือฟันธงได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านการทำประชามติหรือไม่ เพราะขณะนี้เป็นเพียงร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งจะต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และเชื่อว่าจะต้องมีการปรับปรุงอีกมาก

เมื่อถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้เกิดความปรองดองได้หรือไม่ นายอานันท์ กล่าวว่าความปรองดองเกิดขึ้นจากจิตใจไม่ใช่จากรัฐธรรมนูญ เพราะปัญหาความขัดแย้งมีมาในประเทศไทย กว่า 80 ปี ดังนั้นอะไรที่เป็นการวางกรอบหรือการสร้างกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ สิ่งนั้นจะไม่ยั่งยืน จึงต้องปรับที่จิตสำนึกของคนเป็นเรื่องสำคัญด้วย

เมื่อถามว่าในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี อยากให้กำลังใจอะไร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนนี้หรือไม่ นายอานันท์ กล่าวว่า ตนให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีทุกคน และมองว่าใครมาอยู่ตำแหน่งนี้ก็เหนื่อยทุกคนและต่างคนต่างมีวิธีคิดและอารมณ์ที่แตกต่างกัน ส่วนตัวรู้จักพลเอกประยุทธ์ เพียงเล็กน้อย แต่เห็นถึงความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีในการทำงาน

เมื่อถามว่าจะฝากเรื่องใดถึงนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถึงการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายอานันท์ กล่าวว่ายังไม่ขอฝากในตอนนี้
ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการคนดีศรีอำนวยศิลป์

เมื่อเวลา 15.30น. สมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ร่วมกับมูลนิธินักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการคนดีศรีอำนวยศิลป์ โดยจะทำการ คัดเลือกนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ ที่ประสบความสำเร็จและสร้างคุณูปการต่อประเทศ เนื่องในวาระครบรอบการก่อตั้งโรงเรียนอำนวยศิลป์ 90 ปี เพื่อเชิดชูเกียรติสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศ จำนวน 90 คน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ กลุ่มภาคเอกชน และกลุ่มผู้ประสบความสำเร็จและสร้าง คุณประโยชน์ พร้อมทั้งเปิดตัวกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 คน โดยมีนายอานันท์ เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก

ทั้งนี้นายอานันท์ ในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์และประธานคณะกรรมการคัดเลือก กล่าวย้ำว่า การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งปัจจุบันบุคคลส่วนใหญ่เมื่อจบการคึกษาไปแล้วและประสบความสำเร็จในอาชีพ กลับไม่ให้ความสำคัญกับสถาบันการศึกษาที่เคยศึกษามา ซึ่งตนในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์ยอมรับว่ามีความผูกพันรักและเคารพคณาจารย์ทุกท่าน อีกทั้งต้องยอมรับว่าบุคลากรที่จบการศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์แห่งนี้ ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ จนถึงปัจจุบันครบรอบ 90 ปีแล้ว ดังนั้นจึงอยากให้อีก 90 ปีจากนี้ อำนวยศิลป์ เป็นสถาบันในการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพต่อไป พร้อมขอให้ทุกคนคำนึงถึงความสำคัญของการศึกษาด้วย

 

วิป3ฝ่ายชงกรธ.บัญญัติหมวดปฏิรูปในร่างรธน.

น.พ.เจตน์  ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) แถลงว่า จากกรประชุมวิป 3 ฝ่าย ระหว่าง สนช. สปท.  และครม. เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา มีความเห็นร่วมกันว่า เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ไม่ควรอยู่ในบทเฉพาะกาล เพราะการปฏิรูปเป็นประเด็นที่ต้องมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงเห็นว่า กรธ.ควรปรับแก้ให้การปฏิรูปแยกออกมาเป็นหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญ และยังเสนอว่า หากประเด็นการปฏิรูปด้านใดที่ต้องการออกพ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรใหม่เพื่อมาผลักดัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพราะถือเป็นกฎหมายการเงิน ก็จะต้องมีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาร่วมชี้แจงด้วย ส่วนการทำงานร่วมกันระหว่าง สนช. กับสปท. เพื่อผลักดันการปฏิรูปให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วนั้น ก็ได้ทำการนัดประชุมร่วมกันครั้งแรกระหว่างประธานกมธ.สนช. 16 คน กับประธานกมธ.สปท. 11 คน ในวันที่ 10 ก.พ. เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ห้อง 307

น.พ.เจตน์   กล่าวว่า   ในส่วนของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ของสนช.นั้น ที่ประชุมพิจาณาเพื่อสรุปประเด็นของสมาชิกสนช.ที่ร่วมกันอภิปรายให้ความเห็นไปเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้น ที่ประชุมได้มีมติออกมาแล้ว 3 ประเด็น คือ 1.ระบบเลือกตั้งส.ส. กมธ.เสนอให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม เป็นเขตใหญ่ เบอร์เดียว  2.ที่มาส.ว. กมธ.เสนอให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด โดยให้เพิ่มกรรมการสรรหาให้มีจำนวนมากขึ้น และ 3.ที่มานายกรัฐมนตรี กมธ.ไม่เห็นด้วยกันแนวทางของ กรธ.ที่ให้เปิด 3 รายชื่อนายกฯ เนื่องจากเห็นควรให้การเสนอชื่อนายกฯเป็นของพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาฯ โดยที่จะเป็นหรือไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมจะสรุปประเด็นที่เหลือก่อนส่งให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งในวันที่ 12 ก.พ. นี้เพื่อส่งต่อให้ กรธ.ทันภายในวันที่ 15 ก.พ.ต่อไป

น.พ.เจตน์ กล่าวต่อว่า   ในวันที่ 18 ก.พ. สนช.จะมีการพิจารณากฎหมายที่สำคัญคือ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณพ.ศ.2559 (งบกลางปี) กรอบวงเงิน 56,000 ล้านบาท เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวข้องกับส่วนท้องถิ่น ตามที่ครม.มีมติเห็นชอบ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาของกมธ.เศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ก่อนจะส่งให้ที่ประชุมสนช.พิจารณาเห็นชอบ 3 วาระรวดต่อไป

 

‘มีชัย’ระบุสปท.ไม่เกี่ยวข้องออกกฎหมายลูก

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) อภิปรายว่าขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูกของกรธ.เขียนไว้ยืดยาวอาจส่งผลให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2561 ว่า เรารู้ถึงความกังวลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ซึ่งระยะเวลาของการจัดทำกฎหมายลูกอีกประมาณ 8 เดือน กรธ.ก็อาจจะไปจัดสรรว่ากฎหมายใดที่จำเป็นก็จะดำเนินการจัดทำไปก่อน โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเวลาในการพิจารณากฎหมายลูกให้แล้วเสร็จประมาณ 2 เดือน ซึ่ง สปท.ไม่ได้ทำส่วนนี้จะไปคาดการณ์เองไม่ได้ ทั้งนี้การพิจารณากฎหมายลูกเราจะพิจารณาดูว่าฉบับใดมีความจำเป็นก็จะรีบดำเนินการ และเมื่อพิจารณาฉบับใดเสร็จก็จะทยอยส่งให้สนช.พิจารณา จะไม่ได้ส่งไปทีเดียวพร้อมกันหมดทั้ง 10 ฉบับ

ทั้งนี้นายมีชัย กล่าวถึงข้อเสนอของสมาชิกสปท.ที่ต้องการให้บทเฉพาะกาลเขียนกำหนดให้ส.ว.ชุดแรกมาจากการแต่งตั้งจากคสช.นั้น เข้าใจว่าเป็นการพูดเป็นรายคน คงต้องรอดูเขาก่อนว่าความเห็นทั้งหมดว่าอย่างไร เบื้องต้นเราก็คงต้องรับฟังไปก่อน อย่าเพิ่งไปคิด หรือตัดสินอะไร ควรจะรอดูมติที่ชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่าแสดงว่ากรอบการจัดการเลือกตั้งก็จะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม 60 ใช่หรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า คงจะอยู่แถวๆนั้นไม่น่าจะผิดพลาดไปมาก เพราะเมื่อท่านนายกฯพูดแล้วก็ต้องเคารพ

เมื่อถามอีกว่า กรธ.ต้องอธิบายหรือชี้แจงประเด็นส.ว.เพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากหลายคนบอกว่ายังมีละเอียดไม่ชัดเจนอยู่ นายมีชัย กล่าวว่า ต้องดูเขาก่อนว่าสิ่งใดไม่ชัดเจน หากไม่ชัดเจนจริงเราเขียนได้เราก็เขียน หากเขียนไม่ได้ก็ต้องไปเขียนในกฎหมายลูก ในส่วนข้อเท็จจริงเราไม่เขียนละเอียด เพราะเพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนได้กรณีที่มันเกิดเป็นปัญหาและจะได้พัฒนาไปตามวิถีทาง ถ้าหากเขียนทั้งหมดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญก็จะทำให้เกิดเป็นปัญหาในภายหลังได้ หากว่าเราคิดไม่รอบคอบ ยกตัวอย่าง เราคิดว่าแก้ปัญหาเพื่อป้องกันการฮั้วกันได้ แต่เอาเข้าจริงป้องกันไม่ได้ เราก็จะได้ปรับปรุงแก้ไขได้ เบื้องต้นก็คงต้องรอฟังความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายไปก่อน

‘ผบ.สส.-ทูตสหรัฐฯ’ร่วมเปิดฝึกคอบร้าโกลด์2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222112.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559
‘ผบ.สส.-ทูตสหรัฐฯ’ร่วมเปิดฝึกคอบร้าโกลด์2016

‘ผบ.สส.-ทูตสหรัฐฯ’ ร่วมพิธีเปิดการฝึก ‘คอบร้าโกลด์ 2016’ ย้ำความสัมพันธ์สองประเทศเข้มแข็งมั่นคง

      9 ก.พ.59 ที่กองบัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนาย กลิน ที. เดวีส์ (Glyn T. Davies) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึก คอบร้าโกลด์ 2016 โดยมี เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย อัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย และอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย เข้าร่วมด้วย
      นาย กลิน ที. เดวีส์ ได้กล่าว สุนทรพจน์ในพิธีเปิดการฝึกซ้อมคอบร้าโกลด์ ตอนหนึ่งว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมพิธีเปิดการฝึกซ้อมคอบร้าโกลด์ 2559 ในวันนี้ คอบร้าโกลด์เป็นการฝึกซ้อมทางทหารระดับพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาของกว่า 20 ประเทศที่จะทำงานร่วมกันเพื่อดำรงซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของหนึ่งในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยพลังและมีความสำคัญที่สุดในโลก ขอขอบคุณ พล.อ.สมหมาย ที่เป็นผู้นำวางแผนการจัดงานที่ซับซ้อนนี้ และขอบคุณที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น อีกทั้งขอขอบคุณหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินของไทยที่เป็นเจ้าภาพจัดพิธีเปิดงานครั้งนี้ และขอบคุณพลโท Crutchfield ที่เดินทางจากฮาวายมาอยู่กับเราวันนี้
      นาย กลิน ที. เดวีส์ กล่าวอีกว่า ขอต้อนรับนายทหารและเจ้าหน้าที่ชายหญิงจาก 5 ประเทศที่เข้าร่วมการฝึกซ้อมอย่างเต็มรูปแบบในครั้งนี้ ซึ่งได้แก่ อินโดนีเซีย ,ญี่ปุ่น ,มาเลเซีย ,สิงคโปร์ และสาธารณรัฐเกาหลี ในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ ตนขอต้อนรับทุกท่านที่มาจากประเทศที่เข้าร่วมคณะทำงานช่วยการวางแผนผสมหลายชาติ (Multinational Planning Augmentation Team) คณะผู้แทนประเทศผู้สังเกตการณ์ รวมทั้งขอต้อนรับจีนและอินเดียที่จะมาร่วมงานในโครงการช่วยเหลือประชาชนกับเราด้วย และขอขอบคุณทุกท่านที่มาในวันนี้ ผมขออวยพรให้การฝึกคอบร้าโกลด์ครั้งนี้ประสบความสำเร็จ
      ปีนี้เป็นปีที่ 35 ที่ราชอาณาจักรไทยและสหรัฐอเมริการ่วมเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกซ้อมคอบร้าโกลด์ แต่เป็นครั้งแรกที่ตนได้มีโอกาสมาร่วมงาน ทุกคนที่ตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงและพัฒนาการในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จะรู้จักคอบร้าโกลด์และชื่อเสียงอันยอดเยี่ยมของคอบร้าโกลด์ในฐานะการฝึกซ้อมทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ครอบคลุมหลากหลายที่สุด และทรงคุณค่าที่สุดในภูมิภาคที่สำคัญยิ่งของโลกเรานี้ เป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่า คอบร้าโกลด์คือมาตรฐานสูงยิ่งของการฝึกซ้อมทางทหารระดับพหุภาคี
      นาย กลิน ที. เดวีส์ กล่าวอีกว่า การที่วันนี้เราได้เห็นเครื่องแบบของแต่ละประเทศทั้ง 20 ประเทศมารวมกันเป็นทีมหนึ่งเดียวนั้นเน้นย้ำถึงประเด็นนี้ เรามาชุมนุมกันเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ด้านมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและเสถียรภาพตลอดทั่วภูมิภาคนี้ เราล้วนเผชิญความท้าทายเดียวกัน เราจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการร่วมมือกันเท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่เรามาอยู่ที่นี่
      ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเชื่อมต่อถึงกันมากขึ้นทุกวัน การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเมื่อปลายปีที่แล้วเพิ่มปริมาณการค้า ส่งเสริมการลงทุน และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกทั้ง ยังสานสายสัมพันธ์ระดับประชาชนให้เฟื่องฟูยิ่งขึ้น และลดความขัดแย้งด้วยการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกันและการพึ่งพาซึ่งกันและกัน
      ทว่า ในฐานะบุคลากรด้านความมั่นคงของประเทศ หน้าที่ของเราคือ ต้องตื่นตัวระแวดระวังและเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากโลกที่เชื่อมถึงกันมากขึ้น อันเป็นภัยที่เราต้องพิจารณาและปฏิบัติการตอบสนองอย่างจริงจังเช่นเดียวกับประเด็นความมั่นคงในรูปแบบเดิม
      นาย กลิน ที. เดวีส์ กล่าวต่อว่า ความท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้มีมากมายจนน่าหวั่นใจ ตั้งแต่โรคภัยไข้เจ็บไปจนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตั้งแต่การก่อการร้ายไปจนถึงการลักลอบการค้าผิดกฎหมาย และตั้งแต่การต่อต้านการกระทำที่เป็นโจรสลัดไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บางท่านที่อยู่ที่นี่ในวันนี้อาจเคยร่วมกิจกรรมคอบร้าโกลด์มาหลายสิบปีแล้ว และได้เห็นการฝึกซ้อมทางทหารชุดนี้มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัย โดยมีการปรับเปลี่ยนทั้งสาระและขอบเขตเพื่อให้เหมาะกับกาลเวลาและตามความจำเป็นเพื่อจะได้สามารถรับใช้ประชาชนในภูมิภาคนี้ได้อย่างดีที่สุด
      คุณค่าของคอบร้าโกลด์นั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ ด้วยความพยายามร่วมกันของประเทศต่างๆ ที่ส่งตัวแทนมาในวันนี้ เราจึงสามารถดำเนินการปฏิบัติการตอบสนองระดับพหุภาคีได้อย่างราบรื่นในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัย บรรเทาทุกข์ ช่วยบูรณะซ่อมแซมและให้ความหวังเมื่อเกิดมหันตภัย เช่น มหันตภัยสึนามิเมื่อปี พ.ศ. 2547 เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น และวาตภัยไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวร้ายแรงยิ่งในเนปาลเมื่อเดือนเมษายน ประเทศของพวกเราได้นำประโยชน์จากความสัมพันธ์ บทเรียนและประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกคอบร้าโกลด์มาใช้ในปฏิบัติการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ไม่ไกลจากจุดที่เราอยู่กันนี้ คือสนามบินอู่ตะเภาของราชนาวีไทยที่สหรัฐอเมริกาและไทยร่วมกันจัดตั้งกองกำลังผสมเพื่อนำเสบียงบรรเทาทุกข์ที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยส่งไปยังกรุงกาฐมาณฑุ
      ตนจึงมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาอยู่ที่นี่กับทุกท่านในการเปิดการฝึกซ้อมคอบร้าโกลด์ 2559 เพื่อแสดงถึงพันธสัญญาอันยาวนานไม่คลอนแคลนของสหรัฐฯ ที่มีต่อภูมิภาคนี้ พันธสัญญานี้เข้มแข็งและยืนยง อันรวมถึงพันธสัญญาที่มีต่อประเทศไทยซึ่งสามารถข้ามผ่านอุปสรรคท้าทายชั่วคราวที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของเรา แม้ว่าความสัมพันธ์ของเราในวันนี้จะเข้มแข็งมั่นคงและครอบคลุม แต่ความร่วมมือนี้จะยังเติบโตเข้มแข็งขึ้นไปอีกเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันแล้วว่า ประเทศไทยจะกลับสู่การปกครองที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ด้วยระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน บทบาทของไทยในฐานะผู้นำในภูมิภาคนี้ และความเป็นพันธมิตรของประเทศเราทั้งสองจะสามารถบรรลุซึ่งศักยภาพสูงสุดได้
      นายกลิน ที. เดวีส์ กล่าวว่า ไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรสนธิสัญญาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2497 เราได้เสียสละและต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันในหลายสนามรบ และจากนั้น ก็ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร่วมมือของเรามีอดีตที่รุ่งโรจน์และอยู่บนพื้นฐานที่แข็งแรง พื้นฐานนั้นทำให้เราสามารถมองอนาคตได้ด้วยความเชื่อมั่น เพราะอนาคตคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย สำหรับสหรัฐอเมริกา และสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คอบร้าโกลด์เป็นศูนย์กลางของความพยายามเหล่านั้นอย่างแท้จริง ด้วยการฝึกซ้อมทางทหารชุดนี้สร้างความมั่นคงให้แก่อนาคตโดยการเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค ส่งเสริมการทำงานร่วมกันและความพร้อม ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจที่มีประสิทธิผลทั้งในด้านการรักษาสันติภาพ ปฏิบัติการความมั่นคงทางทะเล และการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการรับมือกับภัยพิบัติ นี่คือเป้าหมายที่ห้าวหาญของคอบร้าโกลด์ มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่ต้องทำในสิบวันข้างหน้า ตนขอขอบคุณทุกท่านที่ทุ่มเททำงาน ซึ่งจะทำให้การฝึกคอบร้าโกลด์ 2559 ประสบความสำเร็จด้วยดี และจะเป็นแบบอย่างที่โดดเด่นของความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ
      พล.อ.สมหมาย กล่าวว่า การฝึกคอบบร้าโกลด์ เป็นการฝึกร่วมผสมระดับพหุภาคี ที่กองทัพไทยและกองทัพสหรัฐร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี จนเป็นปีที่35แล้ว การฝึกคอบบร้าโกลด์เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือทางทหาร ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ซึ่งกองทัพไทยมีความภาคภูมิใจ ที่มีส่วนก่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ คุณสมบัติที่โดดเด่นของการฝึกคอบบร้าโกลด์คือ เป็นการฝึกในลักษณะที่เปิดเผย และดำรงความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพมิตรประเทศ ที่เข้าร่วมการฝึกนอกจากนั้นยังต้องการขยายความร่วมมือในการปฏอบัติการร่วมด้วยการปฏิบัติการทางทหารที่มิใช่สงคราม รวมทั้งจะดให้มีการฝึกปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมในโครงการช่วยเหลือประชาชนใรพื้นที่อื่นด้วย
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การฝึกคอบร้าโกลด์ เป็นการฝึกร่วมผสมทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งกองทัพไทยและกองกำลังสหรัฐอเมริกาภาคพื้นแปซิฟิก ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี ในครั้งนี้นับเป็น ครั้งที่ 35 โดยมีวัตถุประสงค์การฝึก เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงในการแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้ง เพื่อมุ่งไปสู่กองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาภัยพิบัติ นอกจากนี้  ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางทหาร ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพมิตรประเทศที่เข้าร่วมการฝึกฯ ที่ดีอยู่แล้วให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
      การฝึกคอบร้าโกลด์ในปีนี้ระหว่างวันที่ 9 – 19 กุมภาพันธ์2558 มีประเทศที่เข้าร่วมการฝึกรวมทั้งสิ้น 27 ประเทศ โดยมีประเทศเข้าร่วมการฝึกหลัก จำนวน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยมีประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน และอินเดีย เข้าร่วมในส่วนโครงการช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ยังมีประเทศในโครงการฝ่ายเสนาธิการผสมนานาชาติ (MPAT) จำนวน 9 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี บังกลาเทศ เนปาล มองโกเลีย และฟิลิปปินส์ ประเทศที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การฝึก (COLT) จำนวน 9 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ลาว เวียดนาม ชิลี เนเธอร์แลนด์ บรูไน แอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย โดยใช้พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเป็นหลัก
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการฝึกคอบร้าโกลด์ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อนานาชาติในการเตรียมความพร้อมด้านการทหารที่มีความเข้มแข็ง ทันสมัย สามารถตอบสนองภารกิจในการรักษาสันติภาพ และการบรรเทาภัยพิบัติของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถและพัฒนาการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างเหล่าทัพต่างๆ ภายในกองทัพไทย กับกองทัพมิตรประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกอองทัพ และพัฒนาความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการสร้างเสริมรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่การฝึกอีกทางหนึ่งด้วย
      สำหรับกำลังพล ประกอบด้วย ไทย 4,296นาย สหรัฐฯ 3,288 นาย ญี่ปุ่น 327 นายสิงคโปร์ 51 นาย อินโดนีเซีย 32 นาย สาธารณรัฐเกาหลี 387 นาย และมาเลเซีย133 นาย อินเดีย 10นาย จีน 10 นาย รวมทั้งสิ้น 8,775 นาย ทั้งนี้ ปีที่แล้ว สหรัฐฯส่งทหารเข้าร่วมประมาณ 3,600 นาย

‘สมชาย’อัดร่างรธน.ไม่ยึดโยงประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222100.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559
'สมชาย'อัดร่างรธน.ไม่ยึดโยงประชาชน

‘สมชาย’ อัดร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ยึดโยงประชาชน แนะเปิดกว้างรับฟังความเห็น อดีตรองประธานวุฒิสภา ค้านเลือกตั้ง ส.ว.จากกลุ่มอาชีพ เชื่อบล็อกโหวตได้

                       9 ก.พ. 59  นายสมชาย วงสวัสดิ์ อดีตนายรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงร่างรัฐธรรมนูญ ว่า หลังการเผยร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นแล้ว อยากให้ประชาชนทุกคนศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก่อนจะตัดสินใจออกเสียงประชามติ และรัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนและพรรคการเมือง หารือเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่ปิดกั้น โดยไม่ต้องกลัวความคิดของประชาชนที่จะสะท้อนออกมา รวมถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ ซึ่งตนเชื่อว่า ทุกความเห็นที่แสดงออกมาจะเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ
                       นายสมชาย กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายประเด็นที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ทั้งการเลือกแบบกาใบเดียวที่ทำให้ได้ ส.ส.ไม่สะท้อนความต้องการ และยึดโยงกับประชาชน รวมถึงการได้มาของ ส.ว.เป็นต้น เชื่อว่าถ้ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยอมเปิดรับความเห็นต่างๆ ก็จะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่ควรให้เพียงคนกลุ่มเดียวคิด
                       ส่วนกรณีที่กองทัพบกมอบหมายให้นักศึกษาวิชาทหารลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ นายสมชาย กล่าวว่า หากจะทำความเข้าใจก็ควรจะชี้แจงให้ครอบคลุมทุกประเด็น โดยไม่ใช่การชี้นำ ทั้งนี้ ทางพรรคเพื่อไทยได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว และเตรียมหารือในรายละเอียด เพื่อส่งความเห็นข้อเสนอแนะก่อนวันที่ 15 ก.พ.นี้
อดีตรองประธานวุฒิสภา ค้านเลือกตั้ง ส.ว.จากกลุ่มอาชีพ เชื่อบล็อกโหวตได้
                       นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ อดีตรองประธานวุฒิสภา และอดีต ส.ว.สุรินทร์ กล่าวถึงกรณีที่ กรธ. ให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มาจากเลือกตั้งทางอ้อมจาก 20 กลุ่มอาชีพ ว่า คนที่เป็น ส.ว.ต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิ มีคุณสมบัติเป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ และเป็นกลางทางการเมือง แต่ที่ผ่านมาไม่ว่าจะใช้ระบบเลือกตั้งหรือสรรหา ก็มี ส.ว.จำนวนหนึ่งไม่ได้มีคุณสมบัติข้างต้น การที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดคุณสมบัติของ ส.ว.ว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ตามสาขาอาชีพ แต่จะพบกับปัญหาที่สำคัญ คือ ในแต่ละกลุ่มจะมีการบล็อกโหวต ซึ่งจะแก้ไขได้อย่างไร และกลุ่มวิชาชีพเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างไร รวมทั้งผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกเป็น ส.ว.สายอาชีพก็มักจะมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้มีภูมิลำเนากระจายไปทั่วประเทศ
                       นายอนันต์ กล่าวว่า ส.ว.ควรมาจากจังหวัดโดยการสรรหาและให้ประชาชนเลือก ส.ว.จำนวน 200 คน แบ่งตามโควตาประชากร เช่น จังหวัดสุรินทร์มีประชากร 1.4 ล้านคน จะมี ส.ว.ได้ 4 คน ทั้งนี้ กรรมการสรรหาเชิญผู้ทรงคุณวุฒิต่างมาลงสมัคร จากนั้นผู้สมัครคัดเลือกกันเองเหลือ 3 เท่าของจำนวน ส.ว. ที่จะได้ของแต่ละจังหวัดหากถ้าไม่ถึง 3 เท่าก็ให้ประชาชนเลือกต่อไป และประชาชนเลือกได้หนึ่งเสียงหนึ่งคนซึ่งหากเลือก ส.ว.ตามนี้ก็จะได้ ส.ว.ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เป็นกลางทางการเมือง และเชื่อมโยงกับประชาชนได้
                       “ผมยืนยันว่า ระบบการสรรหาในรอบ 10 ปีที่ผ่านมายังใช้ระบบอุปถัมภ์ ไม่มีคนไหนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับกรรมการ เพราะฉะนั้นการสรรหา ส.ว. ในครั้งหน้าก็จะมีระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือกัน มีการบล็อกโหวตในกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งดูได้จากการเลือก สปช. เมื่อ 2 ปีก่อน ผู้ที่ได้รับการสรรหาเกือบ 90%กระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะอยู่ใกล้ชิดและรู้จักกับกรรมการ และที่สำคัญเราจะได้ ส.ว. หลายคนที่ไม่ดีจริง”
                       นายอนันต์ กล่าวว่า ส่วนการห้ามผู้เคยเล่นการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ตำแหน่งในพรรคการเมือง เป็น รมต. ต้องเว้น 10 ปี จึงจะสมัคร ส.ว.ได้นั้น ตนเห็นด้วยที่จะให้ ส.ส. และ ส.ว. เดินคนละเส้นทางไปเลย รวมถึงการห้ามลงห้ามไปถึงบุพการี คู่สมรส บุตรด้วย ส่วนที่มีการกำหนดให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียวนั้น ตนเห็นว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็น่าจะอยู่ในข่ายต้องห้ามด้วย เพราะทำหน้าที่ ส.ส. – ส.ว. มาเกือบ 3 ปีแล้ว

แห่อวยพร’สุวัจน์’61ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222097.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559
แห่อวยพร'สุวัจน์'61ปี

นักการเมือง นักธุรกิจ บุคคลสำคัญแวดวงกีฬา แห่อวยพร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 61 ปี ‘สุวัจน์’ แนะ กรธ.-ฝ่ายการเมือง ร่วมมือกันอย่างเป็นมิตร

                       9 ก.พ. 59  นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา เปิดบ้านพักย่านราชวิถีให้อวยพรวันเกิด เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 61 ปี
                       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 07.00 น. มีการประกอบพิธีทางศาสนา ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 9 รูป โดยมีพระพรหมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยทำบุญพร้อมกับครอบครัว พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ภรรยา , นายพสุ บุตรชาย และ น.ส.พราวพุธ บุตรสาว โดยมีคนใกล้ชิดและญาติสนิทเข้าร่วม
                       ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีทั้งบรรดานักการเมือง นักธุรกิจ และบรรดาบุคคลสำคัญในแวดวงกีฬา นำกระเช้าดอกไม้ และกระเช้าของขวัญเข้าร่วมอวยพรอย่างต่อเนื่อง โดยฝั่งการเมืองมีบุคคลสำคัญ อาทิ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ได้นำสมาชิกพรรค อาทิ นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรม อีกทั้งนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายนิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้นำกระเช้าดอกไม้เข้าอวยพร
                       ต่อมาเวลา 09.15 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย , นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ ได้นำช่อดอกไม้ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และในนามพรรคเพื่อไทยมาร่วมอวยพร รวมถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิ เข้าร่วมอวยพรด้วย
                       จากนั้นเวลา 10.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำกระเช้าดอกไม้เข้าร่วมอวยพรเช่นเดียวกัน
                       สำหรับของที่ระลึก นายสุวัจน์ได้มอบหลวงพ่อรุ่นยอดธง ปริสุทฺโธ รุ่น 9 พร้อมกับข้อความเขียนว่า “ขอบารมีหลวงพ่อคุณ ให้ทุกท่านมีแต่ความสุขครับ” พร้อมทั้งมอบเหรียญเฮ่งเจีย วัดไตรมิตร และส้ม ซึ่งเป็นผลไม้มงคลช่วงเทศกาลตรุษจีน ให้กับผู้เข้าร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดด้วย
แนะ กรธ.-ฝ่ายการเมือง ร่วมมือกันอย่างเป็นมิตร 
                       เมื่อเวลา 11.30 น. นายสุวัจน์ กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ขณะนี้ กรธ.อยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นก่อนที่จะนำไปสรุปเพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ซึ่งมีข้อเสนอแนะมากมายหลายมุม ทั้งจากด้านนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ซึ่งตนเชื่อมั่นทั้งฝ่ายที่ร่างและฝ่ายที่เสนอแนะ เพราะต่างคนต่างมีประสบการณ์การทำงาน โดยตนอยากให้มีความร่วมมือแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ต่อกัน ในบรรยากาศที่เป็นมิตรภาพ หากสร้างบรรยากาศแบบนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการร่างรัฐธรรมนูญต่อไป
                       นายสุวัจน์ กล่าวต่อไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดในภาวะพิเศษ ที่ทุกคนเห็นตรงกันว่าควรจะปฏิรูป สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับรู้ ข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เป็นกลางเพื่อจะได้ตัดสินใจในวันลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับ นอกจากนี้ส่วนตัวยังคิดว่า กรธ. ต้องระบุกลไกให้รัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไปได้ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรต่อ หรือถ้ากลไกไม่ทำงาน เดินหน้าไม่ได้จะทำอย่างไรต่อไป เราควรเดินสายกลาง ไม่ใช่บัญญัติให้แก้ง่ายเกินไปหรือบัญญัติแก้ยากจนแทบทำอะไรไม่ได้เลย โดยจะต้องคำนึงถึงสถานการณ์ และต้องทำให้เป็นกติกาที่ประชาชนยอมรับได้
                       ผู้สื่อข่าวถามว่า เร็วไปหรือไม่ที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ยังมีเวลา ต้องดูร่างฉบับสุดท้ายก่อน ทั้งนี้ทุกพรรคคงมีความพร้อมเลือกตั้งแล้วแต่ต้องวางแผนตามกติกาที่ใช้ และถ้ามีการเลือกตั้งแล้วพรรคการเมืองควรหันหน้าพูดคุยกัน ลดความขัดแย้ง เพื่อยุติปัญหาต่างๆ แบบในอดีต ซึ่งประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้
                       ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีข้อเสนอแนะในการร่างรัฐธรรมนูญไปถึง กรธ.หรือไม่ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ทุกคนก็มีสิทธิ์พูด แต่ตอนนี้ร่างรัฐธรรมไม่ใช่ร่างฉบับสุดท้าย ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่ โดยส่วนตัวรับได้หมด เหมือนนักกีฬาทีต้องเล่นตามกติกา ที่เขาออกแบบมา ดังนั้นการฟังความคิดเห็นและการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรัฐธรรมนูญต้องดีและประชาชนต้องชอบ ด้วยพื้นฐานของคนในประเทศคิดต่างกัน จำเป็นต้องหาจุดที่เหมาะสมร่วมกัน สอดคล้องกัน ให้การยอมรับ แต่คงไม่ใช่งานง่าย ทุกคนก็คงเอาใจช่วย หากเดินหน้าตามโรดแม็พเชื่อว่าจะเดินหน้าประเทศไทยได้ทั้งนี้อยากเห็นคนรุ่นใหม่นักการเมืองใหม่ๆ เข้ามาทำงานในยุคปฏิรูป เพื่อมาเป็นทรัพยากรที่มีค่าต่อไป ส่วนตัวตอนนี้ไม่ได้อยากเป็นอะไรหรือมีตำแหน่งอะไรแล้ว