ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222170.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222170.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222168.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222152.html
ถนนทางการเมืองจากนี้เรียกได้เลยว่า จะไม่ราบรื่นเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะหากนับจริงๆ แล้ว นี่คือจุดหักเลี้ยวของรอยต่อแห่งอำนาจของ คสช. เนื่องจากเรียกได้ว่า นี่คือโค้งสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สอง หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหมาย เมื่อพ้นจุดหักเลี้ยวนี้แล้วเราก็จะก้าวเข้าสู่โหมดเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง
เหตุใดเราจึงไม่เรียกว่า นี่คือโค้งสุดท้ายของ คสช. เพราะหากตามโรดแม็พก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่นั่นก็เพราะทุกอย่างยังคงไม่แน่นอน โดยเราสามารถย้อนกลับไปดูตัวอย่างได้เมื่อครั้งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ครั้งนั้นหลายคนก็พยายามจะเรียกเป็นโค้งสุดท้าย แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทุกอย่างก็เหมือนกลับหักเลี้ยวเข้าสู่จุดเริ่มต้น กระบวนการทุกอย่างถูกนับหนึ่งใหม่
ในครั้งนี้เราจึงไม่อาจเรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นโค้งสุดท้าย ก่อนจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เพราะยังไม่มีใครบอกได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” จะผ่านประชามติหรือไม่
ยิ่งดูจากเสียงตอบรับ เรายิ่งเห็นถึงความไม่แน่นอนของร่างฯ ฉบับนี้ เพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมีมากกว่าเสียงเยินยอยิ่งนัก และเป็นเสียงวิจารณ์ชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่ได้เป็นการวิจารณ์เพื่อแก้ไขแบบประนีประนอม แต่เป็นการวิจารณ์ชนิดแตกหัก ในทำนองว่า หากยังเป็นอย่างนี้ ทางเลือกมีทางเดียวคือ โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
และมิใช่เพียงฝั่งตรงข้ามกับอำนาจรัฐที่หวังจะใช้การประชามติเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านผู้ถืออำนาจในปัจจุบันและเรียกร้องการร่างรัฐธรรมนูญในอีกรูปแบบเท่านั้น หากแต่เสียงวิจารณ์ที่ดังกระหึ่มนั้น ส่วนหนึ่งมาจากคนที่เรียกว่า “คนกันเอง” ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหว
คำถามว่า เกิดอะไร คำตอบง่ายๆ คือ เนื้อหาที่ออกมานั้น ไม่ตรงใจ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ เนื้อหาเกี่ยวกับหลักประกันด้านแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ควรจะเป็นจุดขายของรัฐธรรมนูญ เพื่อมาทดแทนจุดอ่อนเรื่องความไม่ชอบธรรมของการร่างและการจัดโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่แย้งอยู่กับหลักประชาธิปไตยสากล
ที่ผ่านมาจุดเรื่องสิทธิเสรีภาพ เป็นจุดที่ทำให้ “คนกันเอง” มักจะกล้อมๆ แกล้มๆ หลับตาให้รัฐธรรมนูญผ่านไป โดยอ้างว่าเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน..!!!
แต่ร่างฯ ฉบับนี้ทำให้หลายคนมองว่า จริงๆ แล้วคนร่างไม่ได้ใส่ใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แม้จะมีเสียงชี้แจงว่าเป็นเรื่องหลักการการเขียนที่ต่างกัน โดยพวกเขาเขียนเพื่อให้รัฐธรรมนูญกระชับ และเขียนเฉพาะเรื่องที่ห้ามทำ แต่ไม่เขียนเรื่องที่ไม่ห้าม
แต่ก็ถูกแย้งว่า การเขียนให้กระทำก็เป็นหลักการหนึ่งของรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพื่อเป็นกรอบให้เห็นว่ารัฐต้องทำอะไรหรือรับรองสิทธิประชาชนอย่างไร การไม่เขียนไว้จะเป็นการเปิดช่องให้ตีความว่าไม่ต้องกระทำตาม
อย่างไรก็ตาม น่าสนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป หากเราย้อนไปดูรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 จะพบว่าเป็นรัฐธรรมนูญ “ปลายเปิด” ไม่มีการเขียนผูกมัด เพราะไม่ได้บอกถึงอนาคตหลังรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน
นาทีนี้มีสองสมมุติฐานคือ 1.เริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และดำเนินกระบวนการคล้ายๆ เดิม ซึ่งหมายถึงโรดแม็พที่อาจต้องเลื่อนออกไปชนิดไม่มีกำหนด
สมมุติฐานที่ 2 คือ รัฐบาลโดย “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ตัดสินใจเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเอง และไม่จำเป็นต้องผ่านการประชามติแต่อย่างใด ซึ่งแนวทางนี้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เพราะจะไม่เสียเวลาและต้องยืดโรดแม็พออกไปอีก ยิ่งหากไปดูคำสัมภาษณ์ของนายกฯ ในช่วงที่ผ่านๆ มา ก็ยิ่งสนับสนุนในเส้นทางนี้
หากเลือกใช้แนวทางนี้ ก็จะมีประโยชน์สองทางสำหรับผู้ถืออำนาจ 1.เป็นการกดดันให้ประชามติผ่านไปกลายๆ เพราะประชาชนจะหวั่นว่า หากไม่เลือกฉบับที่มองเห็นก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไรมา และ 2.ถึงที่สุดหากไม่ผ่านประชามติ พวกเขาก็จะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ ถือว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง
ถามว่าจะชัดเจนเมื่อไหร่ ตอบง่ายๆ เลยว่า น่าจะเร็วๆ นี้ เพราะในเฉพาะหน้าพวกเขาต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเสียงผ่านจะใช้ประชามติเท่าไหร่ และโอกาสนี้เองที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ไปในคราวเดียวกัน
จากนี้การเมืองจะชัดเจนและแหลมคมยิ่งขึ้น…!!!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222161.html
1.ตำรวจพบคราบเลือด เร่งตรวจดีเอ็นเอมัด’อาร์ตูร์’ฆ่าหั่นหนุ่มสเปน
2.เอกชนฮั้ว’บุญทรง’เจอฟ้องคดีข้าว 1.8 หมื่นล้านบาท
3.’วิษณุ’แย้ม หากร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ ให้ หัวหน้า คสช. ตัดสินใจจะใช้ฉบับใด
4.’ดีแทค’อัด 7 หมื่นล้านเสริมแกร่งเน็ตเวิร์ค จุดพลุค่ายมือถือ-อัดโปรแรงตรึงลูกค้า
5. แม่พิมพ์เฮ ‘ครม.บิ๊กตู่จัดให้’ลดดอกเบี้ยหนี้เหลือ 4%
6.ผู้ว่าฯแบงก์ชาติลั่นสงครามค่าเงินไม่มีใครได้ประโยชน์

7.แม่คะนิ้งขาวโพลนเหนือ ประปาเร่งแก้อีสานวิกฤติขาดน้ำ

8.มาดอนน่า ราชินีเพลงป๊อปของโลก ระเบิดความมันส์ในไทยครั้งแรก ท่ามกลางแฟนนับหมื่น
9. ‘โบว์’ แวนดา โพสต์ เล่าเรื่องประทับใจ ระหว่าง ‘ปอ’ ทฤษฎี สามี กับน้องมะลิลูกสาว
10.จับตาเลือกตั้งนายกสมาคมบอล 11 กุมภาพันธ์ หลังศาลรับไต่สวนฉุกเฉินจะได้เลือกหรือไม่
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160210/222162.html
ข้อสังเกตบางประการในร่างรัฐธรรมนูญ กับกรอบวินัยทางการเงินการคลังและงบประมาณ : กระดานความคิด โดยปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินคลัง
ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ยกเลิก ไม่จัดให้มี “หมวดการเงิน การคลัง และงบประมาณ” ดังเช่นในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่มีหมวด 8 ว่าด้วย “การเงิน การคลัง และงบประมาณ” และไม่มีมาตราที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเข้าเป็นเงินคงคลัง ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีเพียงกำหนดไว้ในมาตรา 135 มาตราเดียว คือหลักอนุญาตในการจ่ายเงินแผ่นดิน และข้อยกเว้นในการจ่ายเงินแผ่นดินในกรณีจำเป็นรีบด่วนเท่านั้น
ผลของมาตรานี้จะก่อให้เกิดปัญหากับหลายหน่วยงานของรัฐในการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องนำส่งเป็นเงินคงคลังแต่เป็นเงินแผ่นดิน กล่าวคือ เงินทั้งปวงที่อยู่ในความรับผิดชอบของทุกหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่เป็นเงินของเอกชน จะเป็น “เงินแผ่นดิน” ทั้งสิ้น แต่กฎหมายของหน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินนั้นๆ ไม่ใช่กฎหมายตามที่มาตรา 135 กำหนดไว้
กฎหมาย 4 ประเภทตามที่ระบุไว้เป็นการเฉพาะในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ตามมาตรา 135 คือ 1.กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย 2.กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ 3.กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ และ 4.กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ฉะนั้นถ้าเป็นกฎหมายอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในข่ายของกฎหมายดังกล่าวนี้ หากจ่ายเงินแผ่นดินไปก็จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ส่วนตัวเห็นด้วยในหลักการของมาตรา 135 ที่ยังคงให้ความสำคัญกฎหมายที่เป็นแก่นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดินทั้ง 4 ประเภทนี้ไว้ โดยเฉพาะกฎหมายเงินคงคลังและกฎหมายวิธีการงบประมาณ แม้จะใช้มานานมากแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังมีระบบวินัยการคลังที่ดี เพียงในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดมาตรารองรับที่กำหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ต้องนำส่งเข้าเงินคงคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เพราะเงินนอกงบประมาณทั้งปวงนี้ล้วนเป็นเงินแผ่นดินตามมาตรา 135 ทั้งสิ้น
ฉะนั้นถ้ามาตรานี้มีผลบังคับใช้แล้วโดยไม่มีบทเฉพาะกาล จะเป็นผลทำให้การจ่ายเงินนอกงบประมาณของทุกหน่วยงานของรัฐทุกประเภท ไม่ว่าจะมีฐานะเป็นส่วนราชการหรือไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ไม่สามารถจ่ายเงินนอกงบประมาณที่เป็นเงินแผ่นดินไปตามอำนาจกฎหมายของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ เพราะไม่อยู่ในข่ายกฎหมาย 4 ประเภทดังกล่าว อันจะก่อความเสียหายแก่ประเทศชาติ
แนวทางแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาและความเสียหายที่สำคัญนี้ สามารถทำได้โดยการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 135 โดยเพิ่มคำว่า “กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินและการคลังของรัฐ” เข้าไป เป็นกฎหมายประเภทที่ 5 ที่สามารถใช้จ่ายเงินแผ่นดินได้
สำหรับเนื้อหาอีกตอนหนึ่งของมาตรา 135 ที่เป็นข้อยกเว้นของวรรคแรก (การใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องเป็นไปตามกฎหมาย 4 ฉบับเท่านั้น) คือหลักเกณฑ์ในกรณีจำเป็นรีบด่วน จะจ่ายเงินแผ่นดินไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีเช่นว่านี้ ต้องตั้ง “งบประมาณรายจ่ายชดใช้” ในพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไป
ประเด็นนี้ ส่วนตัวไม่ติดใจที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตัดคำว่า “ให้บอกแหล่งที่มาของรายได้ในการตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้” ออกไป จากเดิมที่เคยบัญญัติไว้ในมาตรา 169 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทั้งๆ ที่มีแง่ดี คือ เมื่อต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติบังคับไว้ ก็จะต้องกำหนดแหล่งที่มาของรายได้เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วด้วย เพื่อแสดงว่าเงินคงคลังจำนวนดังกล่าวได้รับการชดใช้คืนอย่างแท้จริง มิใช่เป็นการแสดงตัวเลขทางบัญชีตามที่เคยปฏิบัติมาแต่เดิมก่อนรัฐธรรมนูญปี 2550
อีกประเด็นหนึ่ง คือ บทบัญญัติห้ามการมีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายที่มาจากผลการแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ และมีโทษที่จะได้รับจากการฝ่าฝืน
ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพียงแต่ขาดว่า เงินที่ปรับลดจำนวนนั้นจะให้นำไปเพิ่มในรายการใด เช่น รายการเงินงบกลาง นำไปใช้ในรายจ่ายตามข้อผูกพันชดใช้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ย หรือชดใช้เงินคงคลัง เพราะถ้าไม่บัญญัติไว้จะเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะจัดสรรให้แก่บางหน่วยงานที่ขอเพิ่มเติม และเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เพิ่มเติม อาจจะถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนบทบัญญัติที่ห้ามไว้นี้ เพราะคำว่า “มีส่วนไม่ว่าโดยตรงโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย” มีความหมายที่กว้าง อาจตีความได้หลายนัย
ในการนี้จึงควรมีคำนิยามไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐให้ชัดเจนว่า อย่างไรคือ “การมีส่วนไม่ว่าโดยตรงโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย” ในส่วนที่ปรับลดในการแปรญัตติ
กล่าวโดยสรุป ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่มี “หมวดว่าด้วยการเงินการคลังและงบประมาณ” และไม่ให้กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินและการคลังของรัฐ มีศักดิ์เป็น “กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ” และขาดหลักเกณฑ์การควบคุมเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องนำส่งเป็นเงินคงคลัง ทั้งยังใช้ระบบงบประมาณรายจ่าย “ขาเดียว” แทน “ระบบสองขา” ที่เป็นระบบงบประมาณที่ครบถ้วน แสดงทั้งรายจ่ายและรายรับเงินกู้และรายได้จากภาษีอากรอยู่ในกฎหมายงบประมาณฉบับเดียวกัน
โดยประเทศไทยเคยใช้ระบบนี้มาตั้งแต่กฎหมายงบประมาณรายจ่ายฉบับแรกของประเทศสยาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 คือ “พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พุทธศักราช 2457“ อันเป็นระบบงบประมาณสองขาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นงบประมาณขาเดียวที่แสดงแต่รายจ่ายตามกฎหมายวิธีการงบประมาณเมื่อปี 2502 ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222146.html
9ก.พ.59 พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า กระทรวงการคลัง เสนอโครงการลดภาระหนี้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เรียกว่าเงินตกทอดสู่ทายาทและเงินชพค.นำไปเป็นหลักประกันหรือค้ำประกันสำหรับเปิดเงินกู้ให้กับครู แต่มีข้อสังเกต ข้อเป็นห่วงจากหลายคนในที่ประชุมครม.ว่าเงินตรงนี้เมื่อเปิดให้กู้แล้วควรจะให้ครูนำกลับไปใช้หนี้เก่า ไม่ใช่หนี้เก่าก็ยังอยู่ แต่ไปสร้างหนี้ใหม่ก็ไม่ตรงหลักการแก้ปัญหาหนี้สินก็จะเป็นปัญหาไปใหญ่ ดังนั้นต้องเริ่มตั้งหลักคือเคลียร์หนี้เก่าก่อน
“ครม.จึงให้กลับไปพิจารณาตรงนี้ว่าสิ่งที่ครม.ให้ข้อสังเกตนั้นเป็นเรื่องจำเป็น ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลังต้องไปหารือในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงยังไม่ผ่านครม. แม้จะเป็นแค่วาระเพื่อทราบ แต่เมื่อครม.มีข้อสังเกตก็ต้องกลับไปทบทวนในสาระสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าถ้าแก้ปัญหาแบบนี้คุณครูจะมีเงินรายได้เข้ามาก้อนหนึ่งเพื่อความคล่องตัว แต่มันจะเป็นการสร้างหนี้ใหม่ และหนี้เก่าก็ไม่ได้แก้ไข แบบนี้ก็จะไปไม่รอด ”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
เคาะกู้ใหม่ลดดอกเบี้ยเหลือ4%
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวกระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ และธนาคารออมสินได้หารือกันแล้วได้ข้อสรุปว่าในการดำเนินการให้ธนาคารออมสินอนุมัติวงเงินสินเชื่อให ม่ให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดยใช้เงินทายาทจะได้รับในอนาคต เมื่อผู้กู้เสียชีวิต เพื่อใช้ค้ำประกัน ทั้ง เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ครอบครัว (ช.พ.ค.) หรือเงินบำเหน็จตกทอด นำมาขอเงินสินเชื่อใหม่เพื่อลดภาระหนี้หรือปิดบัญชีหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าปรกติให้ ขณะเดียวกันผู้กู้ก็ไม่ต้องผ่อนชำระหนี้ในวงเงินสินเชื่อใหม่ตลอดอายุสัญญาด้วย
ทั้งนี้การดำเนินการคาดว่าจะสามารถแก้ไขบรรเทาปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ประมาณ 2.83แสนราย และสามารถลดภาระหนี้ของครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เฉลี่ยรายละ300,000 – 600,000บาท ทำให้ลดภาระการผ่อนชำระหนี้เดิมลงได้2,000 – 4,000บาทต่อเดือน หรือบางรายสามารถชำระหนี้ปิดบัญชีได้
ทั้งนี้ครูและบุคคลากรทางการศึกษาจะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจาก 5.85 – 6.7%ต่อปี เหลือเป็นอัตราดอกเบี้ย4%ต่อปี ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระในระยะยาว อีกทั้งผู้กู้ยังไม่ต้องผ่อนชำระหนี้วงเงินสินเชื่อใหม่ตลอดอายุสัญญาด้วย ซึ่งจะทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานดีขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพครูในภาพรวมและส่งผลดีต่อการศึกษาของประเทศ
“การประชุมครั้งนี้มีข้อสังเกตจากนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายคนที่ให้ความเห็นประกอบการพิจารณาเอาไว้ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเรื่อง โดยแสดงความเป็นห่วงว่า เมื่อธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อใหม่ไปแล้ว ก็อยากให้ครูใช้วงเงินนี้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ คือ ต้องไปใช้หนี้เดิมก่อน ไม่ใช่ไปสร้างหนี้ใหม่ เพราะไม่อย่างนั้นก็คงจะไปไม่รอด โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ไปหารือกับกระทรวงศึกษาเพื่อพิจารณา แนวทางการป้องกันปัญหานี้อีกที และทั้งสองกระทรวงต้องไปติดตามการดำเนินโครงการและต้องรายงานมาให้ที่ประชุม ครม.ทราบภายใน3เดือน และต้องเสนอแนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาวมาให้ครม.ด้วย”พล.ต.สรรเสริญกล่าว
แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม.เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.เปิดเผยว่า นายอำพน กิตติอำพล เลขาธิการ ครม.ได้กล่าวในระหว่างการประชุมครม.ว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวควรจะต้องมีการตรวจสอบสถานะของผู้กู้ที่เป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนที่จะอนุมัติวงเงินสินเชื่อใหม่ให้ โดยธนาคารออมสินก็มีหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ที่เข้มงวดอยู่แล้ว พร้อมกับได้ตรวจสอบบัญชีของผู้กู้ด้วย จากนั้นเมื่อเห็นว่า มีความเหมาะสมที่ต้องเข้าให้ความช่วยเหลือรายที่มีความเดือดร้อนจริงๆ ก็พิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ได้ เช่น อาจเอาบัญชีมากางกันเลยว่าให้มีหลักประกันว่าการให้กู้ไม่ให้เกิดหนี้ก้อนใหม่ขึ้น
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้นำเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครู โดยธนาคารออมสินจะมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อนำไปใช้หนี้เดิม หรือรีไฟแนนซ์หนี้ก้อนเดิมที่มีอยู่กับออมสิน โดยปรับลดดอกเบี้ยลงให้เหลือ 4% พร้อมปรับวงเงินการผ่อนชำระต่องวดให้ลดลง
ทั้งนี้โครงการนี้เปิดให้ข้าราชการครูเข้าร่วมโดยสมัครใจ ไม่มีกำหนดเวลาปิดโครงการ แต่ให้ผ่อนชำระได้จนถึงอายุ 75 ปี จากเดิมกำหนดอายุไว้ที่ 74 ปี ข้าราชการครูจะร่วม หรือไม่ร่วมโครงการก็ได้ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อข้าราชการครูของออมสินมีอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222140.html
9ก.พ.2559 ที่สมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญ คร่าวๆแล้ว แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด ดังนั้นยังให้ความเห็นในรายละเอียดร่างดังกล่าวไม่ได้ แต่เชื่อว่าร่างฉบับนี้คงต้องมีการปรับปรุงอย่างมาก ส่วนกระแสวิพากวิจารณ์ที่มีอยู่ในหลากหลายประเด็น ทั้งการใช้บัตรเดียวเบอร์เดียวในการเลือกตั้ง และที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอก ส่วนตัวเห็นว่า ทุกประเทศก็เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอก แต่ในประเทศไทยที่เปิดช่องให้มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาก็ถือว่ามีนายกรัฐมนตรีทางอ้อมแล้ว ส่วนที่ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอกมานั้น ยังถือว่าเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอกในขณะนี้ โดยขอให้มองที่หลักการของประชาธิปไตยมากกว่า
นายอานันท์ กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์หรือฟันธงได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านการทำประชามติหรือไม่ เพราะขณะนี้เป็นเพียงร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งจะต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และเชื่อว่าจะต้องมีการปรับปรุงอีกมาก
เมื่อถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้เกิดความปรองดองได้หรือไม่ นายอานันท์ กล่าวว่าความปรองดองเกิดขึ้นจากจิตใจไม่ใช่จากรัฐธรรมนูญ เพราะปัญหาความขัดแย้งมีมาในประเทศไทย กว่า 80 ปี ดังนั้นอะไรที่เป็นการวางกรอบหรือการสร้างกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ สิ่งนั้นจะไม่ยั่งยืน จึงต้องปรับที่จิตสำนึกของคนเป็นเรื่องสำคัญด้วย
เมื่อถามว่าในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี อยากให้กำลังใจอะไร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนนี้หรือไม่ นายอานันท์ กล่าวว่า ตนให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีทุกคน และมองว่าใครมาอยู่ตำแหน่งนี้ก็เหนื่อยทุกคนและต่างคนต่างมีวิธีคิดและอารมณ์ที่แตกต่างกัน ส่วนตัวรู้จักพลเอกประยุทธ์ เพียงเล็กน้อย แต่เห็นถึงความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีในการทำงาน
เมื่อถามว่าจะฝากเรื่องใดถึงนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถึงการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายอานันท์ กล่าวว่ายังไม่ขอฝากในตอนนี้
ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการคนดีศรีอำนวยศิลป์
เมื่อเวลา 15.30น. สมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ร่วมกับมูลนิธินักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการคนดีศรีอำนวยศิลป์ โดยจะทำการ คัดเลือกนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ ที่ประสบความสำเร็จและสร้างคุณูปการต่อประเทศ เนื่องในวาระครบรอบการก่อตั้งโรงเรียนอำนวยศิลป์ 90 ปี เพื่อเชิดชูเกียรติสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศ จำนวน 90 คน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ กลุ่มภาคเอกชน และกลุ่มผู้ประสบความสำเร็จและสร้าง คุณประโยชน์ พร้อมทั้งเปิดตัวกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 คน โดยมีนายอานันท์ เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก
ทั้งนี้นายอานันท์ ในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์และประธานคณะกรรมการคัดเลือก กล่าวย้ำว่า การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งปัจจุบันบุคคลส่วนใหญ่เมื่อจบการคึกษาไปแล้วและประสบความสำเร็จในอาชีพ กลับไม่ให้ความสำคัญกับสถาบันการศึกษาที่เคยศึกษามา ซึ่งตนในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์ยอมรับว่ามีความผูกพันรักและเคารพคณาจารย์ทุกท่าน อีกทั้งต้องยอมรับว่าบุคลากรที่จบการศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์แห่งนี้ ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ จนถึงปัจจุบันครบรอบ 90 ปีแล้ว ดังนั้นจึงอยากให้อีก 90 ปีจากนี้ อำนวยศิลป์ เป็นสถาบันในการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพต่อไป พร้อมขอให้ทุกคนคำนึงถึงความสำคัญของการศึกษาด้วย
วิป3ฝ่ายชงกรธ.บัญญัติหมวดปฏิรูปในร่างรธน.
น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) แถลงว่า จากกรประชุมวิป 3 ฝ่าย ระหว่าง สนช. สปท. และครม. เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา มีความเห็นร่วมกันว่า เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ไม่ควรอยู่ในบทเฉพาะกาล เพราะการปฏิรูปเป็นประเด็นที่ต้องมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงเห็นว่า กรธ.ควรปรับแก้ให้การปฏิรูปแยกออกมาเป็นหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญ และยังเสนอว่า หากประเด็นการปฏิรูปด้านใดที่ต้องการออกพ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรใหม่เพื่อมาผลักดัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณ เพราะถือเป็นกฎหมายการเงิน ก็จะต้องมีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาร่วมชี้แจงด้วย ส่วนการทำงานร่วมกันระหว่าง สนช. กับสปท. เพื่อผลักดันการปฏิรูปให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วนั้น ก็ได้ทำการนัดประชุมร่วมกันครั้งแรกระหว่างประธานกมธ.สนช. 16 คน กับประธานกมธ.สปท. 11 คน ในวันที่ 10 ก.พ. เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา ห้อง 307
น.พ.เจตน์ กล่าวว่า ในส่วนของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ของสนช.นั้น ที่ประชุมพิจาณาเพื่อสรุปประเด็นของสมาชิกสนช.ที่ร่วมกันอภิปรายให้ความเห็นไปเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้น ที่ประชุมได้มีมติออกมาแล้ว 3 ประเด็น คือ 1.ระบบเลือกตั้งส.ส. กมธ.เสนอให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม เป็นเขตใหญ่ เบอร์เดียว 2.ที่มาส.ว. กมธ.เสนอให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด โดยให้เพิ่มกรรมการสรรหาให้มีจำนวนมากขึ้น และ 3.ที่มานายกรัฐมนตรี กมธ.ไม่เห็นด้วยกันแนวทางของ กรธ.ที่ให้เปิด 3 รายชื่อนายกฯ เนื่องจากเห็นควรให้การเสนอชื่อนายกฯเป็นของพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาฯ โดยที่จะเป็นหรือไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมจะสรุปประเด็นที่เหลือก่อนส่งให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งในวันที่ 12 ก.พ. นี้เพื่อส่งต่อให้ กรธ.ทันภายในวันที่ 15 ก.พ.ต่อไป
น.พ.เจตน์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 18 ก.พ. สนช.จะมีการพิจารณากฎหมายที่สำคัญคือ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณพ.ศ.2559 (งบกลางปี) กรอบวงเงิน 56,000 ล้านบาท เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวข้องกับส่วนท้องถิ่น ตามที่ครม.มีมติเห็นชอบ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาของกมธ.เศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ก่อนจะส่งให้ที่ประชุมสนช.พิจารณาเห็นชอบ 3 วาระรวดต่อไป
‘มีชัย’ระบุสปท.ไม่เกี่ยวข้องออกกฎหมายลูก
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) อภิปรายว่าขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูกของกรธ.เขียนไว้ยืดยาวอาจส่งผลให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2561 ว่า เรารู้ถึงความกังวลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ซึ่งระยะเวลาของการจัดทำกฎหมายลูกอีกประมาณ 8 เดือน กรธ.ก็อาจจะไปจัดสรรว่ากฎหมายใดที่จำเป็นก็จะดำเนินการจัดทำไปก่อน โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเวลาในการพิจารณากฎหมายลูกให้แล้วเสร็จประมาณ 2 เดือน ซึ่ง สปท.ไม่ได้ทำส่วนนี้จะไปคาดการณ์เองไม่ได้ ทั้งนี้การพิจารณากฎหมายลูกเราจะพิจารณาดูว่าฉบับใดมีความจำเป็นก็จะรีบดำเนินการ และเมื่อพิจารณาฉบับใดเสร็จก็จะทยอยส่งให้สนช.พิจารณา จะไม่ได้ส่งไปทีเดียวพร้อมกันหมดทั้ง 10 ฉบับ
ทั้งนี้นายมีชัย กล่าวถึงข้อเสนอของสมาชิกสปท.ที่ต้องการให้บทเฉพาะกาลเขียนกำหนดให้ส.ว.ชุดแรกมาจากการแต่งตั้งจากคสช.นั้น เข้าใจว่าเป็นการพูดเป็นรายคน คงต้องรอดูเขาก่อนว่าความเห็นทั้งหมดว่าอย่างไร เบื้องต้นเราก็คงต้องรับฟังไปก่อน อย่าเพิ่งไปคิด หรือตัดสินอะไร ควรจะรอดูมติที่ชัดเจนก่อน
เมื่อถามว่าแสดงว่ากรอบการจัดการเลือกตั้งก็จะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม 60 ใช่หรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า คงจะอยู่แถวๆนั้นไม่น่าจะผิดพลาดไปมาก เพราะเมื่อท่านนายกฯพูดแล้วก็ต้องเคารพ
เมื่อถามอีกว่า กรธ.ต้องอธิบายหรือชี้แจงประเด็นส.ว.เพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากหลายคนบอกว่ายังมีละเอียดไม่ชัดเจนอยู่ นายมีชัย กล่าวว่า ต้องดูเขาก่อนว่าสิ่งใดไม่ชัดเจน หากไม่ชัดเจนจริงเราเขียนได้เราก็เขียน หากเขียนไม่ได้ก็ต้องไปเขียนในกฎหมายลูก ในส่วนข้อเท็จจริงเราไม่เขียนละเอียด เพราะเพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนได้กรณีที่มันเกิดเป็นปัญหาและจะได้พัฒนาไปตามวิถีทาง ถ้าหากเขียนทั้งหมดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญก็จะทำให้เกิดเป็นปัญหาในภายหลังได้ หากว่าเราคิดไม่รอบคอบ ยกตัวอย่าง เราคิดว่าแก้ปัญหาเพื่อป้องกันการฮั้วกันได้ แต่เอาเข้าจริงป้องกันไม่ได้ เราก็จะได้ปรับปรุงแก้ไขได้ เบื้องต้นก็คงต้องรอฟังความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายไปก่อน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222112.html










ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222100.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160209/222097.html

