ธัมมชโยสะท้าน…สมเด็จช่วงสะเทือน วงการสงฆ์สั่นคลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415416

ธัมมชโยสะท้าน...สมเด็จช่วงสะเทือน วงการสงฆ์สั่นคลอน

โดย..เอกชัย จั่นทอง

เรื่องราวความอื้อฉาวของวัดพระธรรมกายถูกวิจารณ์อย่างแพร่หลาย ทั้งการเดินธุดงค์กลางเมืองแสวงบุญ แต่เรื่องใหญ่ที่สุดที่คนทั้งประเทศไม่อาจลืม คือคดีความที่เกิดขึ้นกับ “พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)” ผู้นำทางจิตวิญญาณของวัดแห่งนี้ นั่นคือคดียักยอกทรัพย์สินของวัดพระธรรมกายไปเป็นสมบัติส่วนตัว

ย้อนไปเมื่อปี 2541 พระอดิศักดิ์ วิริสโก อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย ได้กล่าวหาธัมมชโยว่ายักยอกเงินและที่ดินของญาติโยมที่บริจาคให้กับวัด อีกทั้งยังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับความเป็นพระ เช่น อวดอุตริและมีความใกล้ชิดสีกา ฯลฯ ต่อมากรมที่ดินได้สำรวจพบว่า ธัมมชโยมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินและบริษัทที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายกว่า 400 แปลง เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ ใน จ.พิจิตร และเชียงใหม่

มหาเถรสมาคม (มส.) จึงมอบหมายให้ พระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ซึ่งเป็นเจ้าคณะภาค 1 (ในสมัยนั้น) ตรวจสอบ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าเรื่องดังกล่าวเป็นจริงตามที่ถูกกล่าวหา ทำให้ มส.มีมติให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของเจ้าคณะภาค 1 คือ ให้ปรับปรุงคำสอนของวัดพระธรรมกายว่า นิพพานเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา และยุติการเรี่ยไรเงินนอกวัด และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้มีพระลิขิตให้คืนที่ดินและทรัพย์สินขณะเป็นพระให้วัดพระธรรมกาย แต่ธัมมชโยไม่ยอม กรมการศาสนาจึงได้เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม กล่าวโทษในคดีอาญา ฐานเบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จนมีการต่อสู้ทางคดีความเกือบ 7 ปี ตั้งแต่ปี 2542-2547

ที่สุดคดีธัมมชโยกลับพลิก เมื่ออัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ทุกข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นช่วงสมัยที่ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

ถัดมาในปี 2558 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปัดฝุ่นแฟ้มคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่รับไว้ตั้งแต่ปี 2556 ดีเอสไอได้เข้าจับกุมยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายของ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตฯ กว่า 3,000 ล้านบาท มีผู้เสียหายในคดีนี้ 5.6 หมื่นราย แต่ก็ค่อยๆ เงียบหายไป

จากนั้นชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้นำคดียักยอกทรัพย์ความเสียหายกว่า 27 ล้านบาท เข้าร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม จนเกิดแรงกระเพื่อมทางคดีอีกครั้ง

ดีเอสไอในฐานะเจ้าของคดี จึงสอบสวนในเชิงลึกลงไปที่เช็ค 878 ฉบับ จนทราบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ยักยอกทรัพย์ และเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มการเมืองและวัดพระธรรมกาย ปฏิบัติการแกะรอยเงินสหกรณ์ฯ คืนจึงได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อดีเอสไอเข้าค้นบริษัทของสถาพร วัฒนาศิรินุกุล อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย ที่มีชื่อรับเช็คสั่งจ่ายจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ บริษัทมีที่ตั้งไม่ห่างจากวัดพระธรรมกาย จนนำไปสู่การออกหมายเรียกพระลูกวัดพระธรรมกายและธัมมชโย เข้าให้ปากคำเพื่อชี้แจงการรับเช็คบริจาค

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุชัดเจนว่า จะดำเนินคดีฟอกเงินกับศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์ฯ ที่ขณะนั้นอยู่ในเรือนจำ กับผู้ที่มีชื่อรับเช็ค 878 ฉบับ ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอแยกการสอบสวนออกเป็น 7 กลุ่มประกอบด้วย

1.นิติบุคคลที่มีมูลหนี้ต่อกัน 2.วัดพระธรรมกาย 3.สหกรณ์อื่นๆ 4.ผู้ต้องหาและผู้ที่เข้าข่าย 5.บุคคลธรรมดา 6.นายหน้าค้าที่ดินและ 7.นิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกันซึ่งทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีข้อหารับของโจรและฟอกเงิน

โดยเฉพาะในส่วนของวัดพระธรรมกาย พบว่า มีการรับบริจาคโดยไม่มีมูลหนี้รวมกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการบริจาคให้วัดเข้าบัญชีธัมมชโยและเข้าบัญชีพระรูปอื่นในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ส่วนการดำเนินคดีฟอกเงินหากพบว่ามีทรัพย์สินที่ได้จากการยักยอกสหกรณ์หลงเหลืออยู่กับบุคคลใด พนักงานสอบสวนจะยึดอายัดทันที โดยคดีฟอกเงินคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานสามารถดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้

นอกจากนี้ ธัมมชโยยังมีคดีความที่ต้อง “สะท้านวงการสงฆ์” คือกรณีการฝืนพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ระบุชัดเจนว่า ธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระ จากคดียักยอกเงินและที่ดินตามพระลิขิต แต่เรื่องกับถูกดึงเวลาล่วงเลยมานาน จนที่สุดดีเอสไอได้ส่งหนังสือถึงสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และมหาเถรสมาคม (มส.) ดีเอสไอยืนยันว่าพระลิขิตมีผลตามกฎหมาย

เรื่องนี้สังคมกำลังจับตามองว่าท้ายที่สุด มส. ที่นำโดย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ธัมมชโย และสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะกล้าจัดการกับปัญหานี้หรือไม่

และแม้ว่า มส.จะสรุปว่าไม่ดำเนินการใดๆ กับธัมมชโย ก็จะถูกกลุ่มที่ต่อต้านวัดพระธรรมกายยื่นฟ้องต่อสำนักพุทธหรือ มส. ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 157 เป็นคดีไม่จบสิ้น

ขณะเดียวกันยังเกิดวิบากกรรมกับ “สมเด็จช่วง” พระอุปัชฌาย์ธัมมชโย และยังเป็นถึงรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ที่มีมลทินทางคดีเข้ามาพัวพันไม่ต่างจากธัมมชโยในคดีครอบครองรถหรูโบราณ ทะเบียน ขม 99

คดีนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างการสอบข้อเท็จจริงถึงที่มาที่ไปของรถคันดังกล่าวว่าผิดกฎหมายหรือไม่ นั่นยังส่งผลให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 หยุดชะงัก เพราะนายกรัฐมนตรี ระบุชัดว่า หากยังมีปัญหาและความขัดแย้งก็จะยังไม่มีการแต่งตั้งใดๆ เพราะผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำสงฆ์ต้องไร้มลทินทุกประการ

เรื่องราวทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันระหว่างธัมมชโยและสมเด็จช่วง สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และมหาเถรสมาคมต้องตัดสินใจได้แล้วว่าจะคงไว้ซึ่งศาสนาที่ถูกต้องตามประเพณี ขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นกับวงการสงฆ์ ก่อนที่จะลุกลามขยายหนักหน่วงกว่านี้

 

ชำแหละ “ข้อสอบระดับชาติ” เพิ่มเด็กด้อยโอกาส-ไม่สะท้อนความรู้ในห้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415386

ชำแหละ "ข้อสอบระดับชาติ" เพิ่มเด็กด้อยโอกาส-ไม่สะท้อนความรู้ในห้องเรียน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพเด็กนักเรียนฟุบหลับ เท้าคาง ทำหน้าเบื่อหน่าย ถึงขั้นทนไม่ไหวลุกออกจากห้องก่อนเวลาอันควร ปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้งทุกช่วงมหกรรมการสอบแข่งขันระดับชาติ

ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ เว็บไซต์ของสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ประกาศผลการทดสอบวิชาสามัญ 9 วิชา สำหรับเด็กนักเรียนที่จะสอบตรงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ประจำปีการศึกษา 2559 ปรากฎว่า มีคะแนนเฉลี่ยผ่าน 50 % เพียงแค่วิชาเดียวคือภาษาไทย 50.65 % และต่ำสุดคือ คณิตศาสตร์ที่ 20.88 %

บรรดานักเรียนและผู้ปกครองต่างพร้อมใจกันเปล่งเสียงกันระงมว่า “ทำไมข้อสอบถึงยากเหลือเกิน”

3 ต้นตอเด็กทำข้อสอบไม่ได้

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อสอบยากนั้นมีด้วยกัน 3 ประการ คือ

สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) พยายามออกแบบข้อสอบ ให้เด็กต้องรู้ลึกและรู้รอบ แต่วิธีการเรียนการสอนของเด็กกลับเป็นไปในลักษณะท่องจำ ซึ่งขัดแย้งกับวิธีวัดผล จึงไม่สามารถทำข้อสอบได้

สทศ. พยายามออกแบบยกระดับข้อสอบให้พ้นไปจากโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งโรงเรียนกวดวิชาก็พยายามดักทางข้อสอบเรื่อยๆ วนเวียนอยู่อย่างนี้ ปัญหาจึงตกอยู่กับเด็กที่พยายามวิ่งตามและเรียนอย่างหนักจนเกิดความกดดัน นอกจากนี้การให้ทำข้อสอบยากนั้นขัดกับนโยบายลดเรียนเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของกระทรวงการศึกษาด้วย

กลุ่มอาจารย์ส่วนใหญ่ที่ออกข้อสอบเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและโรงเรียนสาธิต ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั้นมีน้อยมาก พูดง่ายๆคนสอนไม่ได้สอบ คนสอบไม่ได้สอน ออกแบบโดยไม่ดูความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กในเมืองและชนบท

“ความยากของข้อสอบ ทำให้เด็กไม่มีความสุข เครียด กดดัน และมีความทุกข์กับผลคะแนนที่ออกมา จนเริ่มตั้งคำถามว่าข้อสอบนั้นวัดศักยภาพที่แท้จริงของเขาได้หรือไม่ ผมมองว่าจุดเริ่มต้นของทางออกคือรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต้องเป็นเจ้าภาพ นำ สทศ. สพฐ. มหาวิทยาลัยและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด มาร่วมกันหารืออย่างจริงจังเพื่อเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันให้ได้”

ไร้ความสอดคล้องระหว่างเรียนกับสอบ

หลายปีที่ผ่านมา เด็กนักเรียนจำนวนมากมักบ่นอยู่เสมอๆหลังเดินออกจากห้องสอบว่า เนื้อหามันยากเย็นเหลือเกิน ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองคณบดี ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ชัดว่า ต้นตอของปัญหาคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างหลักสูตรและการประเมินวัดผล ปัจจุบันโรงเรียนแต่ละแห่งสามารถเลือกเนื้อหาตำราเรียนเองได้ ทำให้ความลึกของแต่ละวิชาในแต่ละช่วงชั้นนั้นไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนหรือตายตัว ขอเพียงอยู่ภายใต้มาตรฐานแกนกลางที่กระทรวงกำหนดไว้กว้างๆ ความหลากหลายตรงนี้จึงนำไปสู่ปัญหาในการวัดผล

มาตรฐานการวัดผลภายในโรงเรียน ค่อนข้างสอดคล้องกับสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้จากห้องเรียน แต่พอเป็นการวัดผลระดับประเทศ ข้อสอบกลางอย่างโอเน็ตจะพบปัญหาทันที เพราะระดับการสอนในห้องเรียนของแต่ละแห่งนั้นมีเนื้อหาระดับความลึกและความหลากหลายไม่เท่ากัน แต่กลับต้องมาเจอกับข้อสอบที่มีความลึกเหมือนกัน ทำให้เสี่ยงมากที่จะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้จริงในห้อง พูดง่ายๆว่าคุณหลากหลายในการเรียน แต่สอบแบบเดียวกัน จนเกิดเป็นความลักลั่นไม่สอดคล้อง ตัวอย่างเช่นวิชาสังคมศึกษาที่ถามเรื่อง “นางจูฬสุภัททา” บางโรงเรียนไม่ได้เรียน บางโรงเรียนไม่รู้จักชื่อนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่มีมาตรฐานของเนื้อหาตรงกลางที่ทุกคนรู้ว่าต้องสอนหรือเรียนอะไร เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ เเละตราบใดที่คนออกข้อสอบยังเชื่อว่าเด็กทุกคนต้องรู้เเบบนี้เท่านั้น เสียงบ่นเรื่องข้อสอบก็ไม่มีวันจางหายไป”

รศ.ดร.ศิริเดช บอกว่า การเรียนพิเศษของเด็กถือเป็นเรื่องจำเป็นในปัจจุบัน ที่ผ่านมาเคยทำการวิจัยวิเคราะห์สิ่งที่ครูสอนกับสิ่งที่เด็กต้องไปสอบจริง พบว่า แทบไม่มีความสอดคล้องกันเลย ลำพังความรู้ที่เด็กได้รับจากโรงเรียนอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ซึ่งครูมีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการสอน และอื่นๆอีกมากมาย จนทำให้ไม่สามารถสอนได้ในระดับโรงเรียนกวดวิชา

“ผลของการแห่ไปเรียนพิเศษก็คือ ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยนับวันจะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนออกข้อสอบจะพยายามพัฒนาเนื้อหารูปเเบบให้เเตกต่างไปจากสำนักติว เนื่องจากหากออกข้อสอบด้วยความยากเท่าเดิม เด็กจะทำได้กันเยอะมาก และจำแนกไม่ออกว่าใครควรอยู่คณะไหน จนคะแนนขึ้นไปติดเพดาน ระบบนี้เด็กที่ได้เปรียบก็คือเด็กที่มีโอกาส โดยเฉพาะคนในเมือง พวกเขาวิ่งตามได้ แต่เด็กที่ด้อยโอกาสจำนวนมากในสังคม จะถูกถ่างโอกาสที่น้อยอยู่แล้วให้น้อยลงเรื่อยๆ”

ดร.ศิริเดช บอกว่า โจทย์หลักในการตั้งมาตรฐานความรู้ของนักเรียนเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องทบทวนให้ตรงกับวัตถุประสงค์หลักของการสอบโอเน็ต หรือการวัดผลมาตรฐานทางการศึกษา

มาตรฐานระดับความลึกของเนื้อหาเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องกลับมาตั้งหลักและทบทวน เพื่อแจ้งให้ผู้สอนและผู้เรียนได้ทราบว่า ความรู้ระดับไหนที่ชี้วัดว่าเป็นมาตรฐาน เเละมาตรฐานต้องเป็นขั้นต่ำไม่ใช่ขั้นสูง เพื่อเป็นการบ่งบอกว่า การจัดการศึกษาของประเทศทำให้เด็กมีการเรียนรู้ถึงเกณฑ์มาตรฐาน มันอาจทำให้เด็กบางโรงเรียนได้คะแนนสูงจำนวนมาก เเต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะแปลว่าพวกเขาได้มาตรฐาน ปัจจุบันคนออกข้อสอบมีความคิดว่าหากเด็กทำข้อสอบได้กันเยอะแปลว่าข้อสอบไม่ดี ซึ่งจริงๆเเล้วไม่ใช่ เราต้องมีมาตรฐานความลึกกลางๆ ถ้าเราไปหนีข้อสอบให้ห่างจากความรู้ที่เขาได้เรียนจริงในห้อง มันจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆอีกมากมาย เพราะสิ่งที่สอบกับสิ่งที่สอนมันตามกันไม่ทัน”

เลิกปลูกฝังระบบ”แพ้คัดออก”

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าผู้ออกข้อสอบคงกำลังสะใจอย่างมากที่เห็นผู้แพ้เพิ่มมากขึ้น

ข้อสอบยากขึ้นทุกปีเพื่อหาผู้แพ้ให้ได้ คนออกข้อสอบคงสะใจมากที่เด็กทำข้อสอบไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าความยากของข้อสอบนั้นเป็นปัญหาทุกปี มีสถานะอย่างนี้มาต่อเนื่องจนไม่เข้าใจว่าผู้ออกข้อสอบแกเมาหมัดหรืออย่างไร พอมีปัญหาก็ออกมาแถลงข่าวโน่นนั่นนี่ แต่ไม่เห็นการพัฒนาหรือยกระดับการศึกษาในปีถัดมาแต่อย่างไร ระบบแบบนี้ไม่มีเด็กคนไหนหรือผู้ปกครองคนใดอยากเป็นผู้แพ้

ทางออกของเด็กๆคือ การหันหน้าพึ่งโรงเรียนกวดวิชากันอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายและขัดแย้งกับนโยบายของเจ้ากระทรวงอย่างพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการที่ประกาศว่า“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” จนกลายเป็นคำถามว่า พวกเราจะเดินไปสู่นโยบายที่ว่านั้นอย่างไร เมื่อระบบการเรียนการสอนไทยคือระบบแพ้คัดออก

ตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งเกรดเฉลี่ย4.00ได้คะแนนโอเน็ตเต็ม100แต่กลับไม่เคยคิดจะทำอะไรเพื่อส่วนรวม มีความเห็นแก่ตัวสูง กับเด็กอีกคนได้เกรดเฉลี่ย3.00กว่า โอเน็ตได้80คะแนน แต่เต็มร้อยกับกิจกรรมเพื่อส่วนร่วม เรื่องนี้ยังไม่เคยมีเจ้ากระทรวงท่านใดบอกว่าตกลงจะเลือกเด็กคนไหนขึ้นเป็นที่หนึ่งของประเทศ เราไม่เคยให้น้ำหนักความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับสังคม นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้จะเป็นผลได้อย่างไร

โรงเรียนบางแห่ง พ่อแม่จับกลุ่มเป็นก๊กเป็นเหล่า เมื่อคุณครูมอบหมายกิจกรรมให้ลูก กลุ่มพ่อแม่จะช่วยกันทำ เพื่อให้ลูกมีเวลาไปติวหนังสือ ผลคะแนนออกมาก็นำไปเกทับกับกลุ่มอื่นว่าลูกของฉันเก่งกว่า เรื่องแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบแพ้คัดออกได้ส่งเสริมภาพสังคมแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น จนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว

นพ.สุริยเดว บอกว่า ถึงเวลาที่ผู้ออกข้อสอบต้องทบทวนตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่กับระบบและเด็กที่ไร้โอกาส ไม่มีพ่อแม่มานั่งซัพพอร์ต ไม่อย่างนั้นผู้แพ้จะกลายเป็นชนชั้นด้อยโอกาส และเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากขึ้นในสังคม ทุกวันนี้เด็กที่เอาชนะระบบในปัจจุบันมากมายที่เอาตัวไม่รอดหรือขาดคุณภาพในการใช้ชีวิต เรียนเยอะจนไม่หลงเหลือเวลารู้เท่าทันสื่อ เพศศึกษา สุขภาวะหรือภัยพิบัติธรรมชาติ สอบได้คะแนนดีใช่ว่าจะการันตีคุณภาพในการใช้ชีวิตของคนผู้นั้น

นพ.สุริยเดว บอกว่า ระบบการเลื่อนชั้นสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นต้องถูกปรับเปลี่ยน คล้ายกับระบบอุตสาหกรรมในภาคเอกชน เมื่ออยากได้วัตถุดิบที่ดีเพื่อสินค้ามีคุณภาพ การลงไปตรวจสอบคัดเลือกวัตถุดิบด้วยตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ระดับอุดมศึกษาควรทำข้อตกลงจับมือกับระดับมัธยม ลงมาตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอนด้วยตัวเอง เปลี่ยนการเรียนการสอนจากการนั่งเรียนหน้าชั้นไปสู่การถกเวทีอภิปรายเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการค้นคว้าหาความรู้ ทำให้ทุกคะแนนที่เขาได้เกิด มีที่มาจากความสามารถของตัวเอง ลงไปล้วงลูกเองแบบนี้ ท่านจะได้สินค้าที่คุณภาพ ค่อยๆพัฒนาจนเกิดพื้นที่การเรียนรู้ลักษณะนี้ ณ ปัจจุบันเราไม่เห็นฝั่ง ไม่เห็นอนาคตที่ดีในอีก10ข้างหน้า เด็ก ม.4วันนี้กำลังนั่งต้องอ่านหนังสือ ม.6 เรียนวิชาที่ไม่ตรงกับศักยภาพของตัวเอง”

ปัญหาข้อสอบยาก กลายเป็นปัญหาคลาสสิคในวงการศึกษาไทยที่สังคมพูดถึงเสมอในทุกฤดูกาลสอบ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

 

สปท.ส่งข้อเสนอถึงกรธ. แนะอย่าทิ้งร่าง‘บวรศักดิ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415187

สปท.ส่งข้อเสนอถึงกรธ. แนะอย่าทิ้งร่าง‘บวรศักดิ์’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเอกฉันท์ 179 เสียง ให้ส่งคำอภิปรายของสมาชิก สปท.ที่มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญระหว่างวันที่ 8-9 ก.พ. ไปให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

นอกจากนี้ ยังมีมติ 178 ต่อ 1 เสียงให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของ สปท.ทุกคณะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญมาคณะละหนึ่งอนุมาตราว่าจะปฏิรูปประเทศในเรื่องใดบ้าง และส่งมาให้กับ กมธ.วิสามัญกิจการ สปท. (วิป สปท.) พิจารณาภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะส่งมอบให้กับ กรธ.ไปดำเนินการนำไปบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายมาตรา 269 ต่อไป

สำหรับการอภิปรายของสมาชิก สปท.เมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ได้มีสมาชิก สปท.แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่หลากหลายทั้งประเด็นทางการเมืองและสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.มีจุดดีหลายจุด โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการทุจริต แต่ควรนำบทบัญญัติสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางส่วนที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาพิจารณาด้วย

คุรุจิต นาครทรรพ ประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อภิปรายว่า เห็นด้วยกับการบัญญัติคุ้มครองพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ และคุ้มครองศาสนาอื่นอย่างเท่าเทียมกัน และรัฐไม่ควรประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

“รัฐธรรมนูญออกแบบให้รัฐบาล และพรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้รับเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว” คุรุจิต กล่าว

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สปท.และอดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปรายว่า เห็นด้วยกับระบบเลือกตั้ง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อ แต่อยากทราบข้อดีของการใช้บัตรใบเดียวและคนที่เสียประโยชน์มีมากน้อยแค่ไหน เพราะเท่าที่พบพรรคเล็กจะเสียประโยชน์มาก พรรคเหล่านี้จะไม่มีโอกาสได้คะแนนบัญชีรายชื่อจากคนที่สนับสนุนเลย

นอกจากนี้ ระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว จะทำให้คนที่ได้เป็น สส.ต้องอกสั่นขวัญหายในช่วง 1 ปี เพราะหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบแดง ก็ต้องมาคิดคำนวณคะแนนในส่วนของพรรคที่ถูกใบแดงใหม่ อาจจะทำให้พรรคที่ถูกใบแดงเสียที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อได้

“กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อล่วงหน้า 3 คนนั้น อยากฝากเพิ่มเติมคือ ในกรณีที่พรรคการเมืองเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ ที่ไม่ใช่ สส. ถ้าสภาจะลงมติเลือกควรมีเสียง สส.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน สส.ทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นได้ในปี 2561 เนื่องจากกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีขั้นตอนยาวมาก ถ้าเขียนไม่กระชับจะไม่เป็นไปตามโรดแมปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้

“กรธ.มีขั้นตอนทั้งการพิจารณากฎหมายลูก 10 ฉบับ ในเวลา 8 เดือน การส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาอีก 2 เดือน รวมทั้งการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระถูกสอบความชอบธรรมของกฎหมาย ซึ่งอาจจะต้องส่งกลับไปให้ สนช.แก้กฎหมายอีก แค่ขั้นตอนการปรับแก้กฎหมายเลือกตั้งก็ใช้เวลากว่า 1 ปีแล้ว” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวเสริมว่า ขณะเดียวกัน ในเมื่อ กรธ.ยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการที่เป็นไปตามหลักนิติธรรม แต่กลับพบว่าในร่างรัฐธรรมนูญมีคำว่านิติธรรมแค่สองจุดเท่านั้น ซึ่งอยู่ในมาตรา 3 และ 26 จึงอยากให้มีการบัญญัติคำว่าหลักนิติธรรมมากกว่านี้ เพื่อเป็นการยืนยันในหลักการดังกล่าว

ดุสิต เครืองาม สมาชิก สปท. วิพากษ์ว่า การปฏิรูปประเทศผ่านร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนัก เพราะมีการกระจายอยู่เป็นรายมาตรา จึงอยากเสนอให้ กรธ.จับเอาบทบัญญัติที่จะเป็นการปฏิรูปประเทศมารวมกัน และทำขึ้นเป็นหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในรัฐธรรมนูญเหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศมีความเป็นรูปธรรม

“ที่สำคัญที่เห็นว่าเป็นปัญหา คือ การให้ สปท.มีเวลาการทำงานอยู่อีก 1 ปีหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพราะถ้า สปท.พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จะส่งผลให้ไม่เกิดกลไกการติดตามการปฏิรูปประเทศ จึงเห็นว่านอกจากรัฐธรรมนูญควรจะมีบทบัญญัติการปฏิรูปประเทศแล้วจะต้องมีการตราร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญด้วยว่า ด้วยการปฏิรูปด้วย เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้าได้ต่อไป” ดุสิต เสนอ

ขณะที่ ขวัญชัย ดวงสถาพร สมาชิก สปท. ตั้งข้อสังเกตว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ แม้จะมีการบัญญัติไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและหน้าที่ของรัฐก็ตาม ซึ่งอาจทำให้ประสบปัญหาในการตีความและการออกกฎหมายลูกในอนาคต

“ที่สำคัญในมาตรา 53 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน แต่ขาดคำว่าความสมดุล ซึ่งเป็นคำที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมที่ตกไปก่อนหน้านี้ใช้มาตลอด โดยส่วนตัวมีความรู้สึกว่าควรนำเอามาตรา 91 ของร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปที่ว่าด้วยการให้รัฐต้องอนุรักษ์ สงวน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและจัดให้มีแผนการบริหารเพื่อดำเนินการอย่างเป็นระบบ มาเสริมไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย” ขวัญชัย เสนอแนะ

ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน กมธ.วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เสนอว่า ควรกำหนดหลักการการปราบปรามทุจริตที่มีประสิทธิภาพ คือ 1.กำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องในคดีทุจริตได้ 2.กำหนดให้รัฐต้องเปิดเผยผลการจัดซื้อจัดจ้างและการเงินการคลังให้ประชาชนรับทราบ 3.กำหนดให้ผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง ผู้สมัครเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองต้องแสดงแบบรายการภาษีย้อนหลัง 3 ปี 4.ไม่คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาในสมัยประชุมกรณีทุจริตต่อหน้าที่ และ 5.ให้ฝ่ายค้านเป็นประธาน กมธ.ตรวจสอบการทุจริตและกำกับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ

“ควรยกหมวดการปฏิรูปประเทศในเรื่องการปราบทุจริตขึ้นมาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญให้เห็นชัด เพราะอาศัยรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่อาจลดน้อยลงได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคประชาชน”

ทั้งหมดนี้ กรธ.จะปรับให้ตามคำท้วงติงเสนอแนะหรือไม่ต้องตามกันอย่ากะพริบ

 

ปลุกชาวเน็ตต้านรัฐ จำกัดสิทธิประชาชน-ละเมิดสิทธิส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414939

ปลุกชาวเน็ตต้านรัฐ จำกัดสิทธิประชาชน-ละเมิดสิทธิส่วนตัว

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

เป็นข่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สะท้อนความพยายามในการให้สื่อออนไลน์ขนาดยักษ์ 3 บริษัท ตั้งแต่กูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ เบิกทางให้รัฐ “สอดส่อง” ข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี รวมถึงเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ง่ายขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสื่อ

แปลว่าจากเดิมที่ต้องขอ ”หมายศาล” เพื่ออนุญาตให้มีการสอดส่อง หากทั้งสามบรรษัทขนาดยักษ์ให้ความร่วมมือ “เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง” ก็สามารถเหวี่ยงแห ตรวจสอบได้ทุกโพสต์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และขัดต่อศีลธรรมที่รัฐคิดว่าดีงาม

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารกูเกิลปฏิเสธไม่เล่นด้วย และยืนยันการใช้หมายศาล ขณะที่ไลน์ก็ไม่ได้ตอบรับท่าทีดังกล่าว เพียงแต่บอกว่าพร้อมให้ความร่วมมือ โดยยึดหลักการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เท่านั้น

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ท่าทีดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องจากฝ่ายความมั่นคงมานาน แต่ก็ยังติดอยู่ล็อกเดิมคือ ต้องใช้หมายศาล จึงจะให้มีการสอดส่องข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม หากนำล็อกดังกล่าวนี้ทิ้งไป หรือมีการนำกฎหมายพิเศษมาใช้ บรรษัทอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก หรือไลน์ ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าแคร์ลูกค้าหรือไม่ เพราะหากรัฐประกาศออกสู่สาธารณะ ลูกค้าย่อมตกใจ และรู้สึกไม่เชื่อใจโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เคยใช้อยู่ทุกวันแน่นอน

ทศพล ยกตัวอย่างเรื่องที่ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา ออกมาแฉว่าบริษัท AT&T เปิดโอกาสให้รัฐบาลสหรัฐสามารถ “ดักฟัง” การใช้งานโทรศัพท์ได้ เมื่อปี 2555 ได้สร้างความสั่นคลอนความไว้วางใจต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมากว่าบริการติดต่อสื่อสารที่ใช้งานอยู่ทุกวันนั้น มีความเป็นส่วนตัวหรือไม่ ซึ่งหากผู้บริโภคพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐดักฟัง ย่อมทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ และบริษัทเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้แน่นอน

“ความไม่ไว้ใจของผู้ใช้งานได้สร้างโอกาสให้กับบริษัททางเลือก ที่ใช้ความเป็นส่วนตัวเป็นจุดขาย รวมถึงมีการตั้งค่าเข้ารหัส เพื่อรักษาความปลอดภัยของลูกค้า ให้มีโอกาสได้เติบโตมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่สามารถรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้าได้ ก็มีสิทธิที่ลูกค้าจะเลิกใช้งานเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่า รัฐมีโอกาสที่จะอาศัยอำนาจที่มีออกกฎหมาย เพื่อสอดส่องการใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ ทำธุรกิจในประเทศไทย รวมถึงได้รายได้จากคนไทยเป็นจำนวนมหาศาล

“เพราะฉะนั้น รัฐอาจประกาศใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อให้บริษัทเหล่านี้ต้องอนุญาตให้รัฐสอดส่องข้อมูล หรืออาจใช้มาตรการทาง “ภาษี” จากเงินค่าโฆษณา ซึ่งทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ ได้รับอยู่เป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี เพื่อเป็นการบีบให้บรรษัทเหล่านี้ต้องเปิดช่องให้รัฐเข้าไปสอดแนมในที่สุด ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้”  ทศพล ระบุ

ทั้งนี้ ทศพล เสนอแนะว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตควรใช้พลังที่มี เพื่อกดดันไปยังผู้ให้บริการต่างๆ ว่า “ความเป็นส่วนตัว” นั้น มีค่ามากแค่ไหน และหากเปิดช่องให้รัฐเข้ามาแทรก ผู้ใช้งาน จะคว่ำบาตรการใช้งาน เพราะหากอินเทอร์เน็ตปราศจากความเป็นส่วนตัว ประชาชนก็ต้องตกอยู่ในความหวาดระแวงจากการแทรกแซงโดยรัฐมากขึ้นไปอีก

ขณะที่ สฤณี อาชวานันทกุล ประธานมูลนิธิเพื่ออินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง กล่าวว่า น่าเสียใจที่คณะกรรมาธิการว่าด้วยการปฏิรูปสื่อ ไม่ได้ตั้งใจปฏิรูปสื่อเพื่อเพิ่มสิทธิให้กับประชาชน แต่กลับไปเน้นการจำกัดสิทธิประชาชนมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตามยังเห็นข้อดีอยู่บ้างว่า การขอความร่วมมือหมายถึง รัฐไม่สามารถสอดส่องได้ จึงต้องอาศัยการเจรจากับผู้ให้บริการอย่างในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สฤณี เห็นว่า การขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอย่างกูเกิล เพื่อเซ็นเซอร์เนื้อหานั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะกูเกิลไม่มีทางรู้ได้เลยว่าข้อความไหน หรือเนื้อหาแบบไหน ที่เข้าข่ายเป็น “ผู้ต้องสงสัย” ของรัฐ การขอความร่วมมือ จึงเป็นลักษณะสอดแนมแบบเหวี่ยงแห

“ที่แย่กว่าก็คือการขอความร่วมมือจากไลน์ ซึ่งเป็นลักษณะการสื่อสารส่วนตัว สะท้อนให้เห็นว่ารัฐมีแนวคิดที่จะข้ามเส้นความเป็นส่วนตัว โดยเอาเหตุผลเรื่องความมั่นคงเข้ามาสอดส่อง ซึ่งก็อาจจะอธิบายได้อีกอย่างว่าความเป็นส่วนตัวของคนไทยไม่มีความหมายอีกแล้ว” สฤณี ระบุ

อย่างไรก็ตาม สฤณี เชื่อว่า เป็นไปได้ยาก ที่รัฐจะใช้อำนาจพิเศษเร่งออกกฎหมายให้ผู้ประกอบการเปิดช่องให้เกิดการสอดแนม เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อคิดจะเริ่มใช้ Single Gateway ก็ถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง จนต้องถอยในภายหลัง ขณะเดียวกันก็ยากที่ผู้ประกอบการจะให้ความร่วมมือกับรัฐ เพราะความเป็นส่วนตัวยังเป็นนโยบายหลักของผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ และเป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด

“ที่ผ่านมา จึงมีการขีดเส้นว่า หากรัฐต้องการได้ข้อมูลจากการใช้บริการก็ต้องขอหมายศาลเป็นอันดับแรก และให้สอดส่องเฉพาะผู้ที่ต้องสงสัยว่าอาจกระทำความผิดเท่านั้น เพราะหากปล่อยให้มีการเซ็นเซอร์อย่างอิสระโดยรัฐ บริษัทเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความเชื่อถือ ลูกค้าหาย รวมถึงไม่สามารถทำธุรกิจได้อีกต่อไป” สฤณี ระบุ

 

“ชุมชนเดชาพัฒนา 87” เมื่อรถไฟฟ้าทำลายวิถีชุมชน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414715

"ชุมชนเดชาพัฒนา 87" เมื่อรถไฟฟ้าทำลายวิถีชุมชน?

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ทันทีที่ชาวบ้านทราบข่าวรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง นั่นบ่งบอกให้รู้ว่า ความศิวิไลซ์กำลังจะเดินทางมาถึงในไม่ช้านี้

คนชานกรุงจะได้ขึ้นรถไฟฟ้าเข้าเมืองกับเขาเสียที

ทว่าด้วยการวางแผนอันไร้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การวางผังโดยขาดความรู้ความเข้าใจในพื้นที่และวิถีท้องถิ่น ส่งผลให้ชาวบ้านนับพันหลังคาเรือนเดือดร้อนแสนสาหัส

หนึ่งในนั้นคือ “ชุมชนเดชาพัฒนา 87” ย่านรังสิต ปทุมธานี

ชุมชนที่กำลังจะถูกปิดตาย

ย้อนกลับไปช่วงบ่ายแก่ๆของวันที่ 1 ก.พ. ชาวบ้านกว่า 200 หลังคาเรือนในชุมชนเดชาพัฒนา 87 ริมทางรถไฟฝั่งทิศตะวันออก ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ต้องพบกับฝันร้ายกลางแดด จู่ๆมีวิศวกรและคนงานบริษัทอิตาเลียนไทย ซึ่งรับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายแดง บางซื่อ-รังสิต เดินมาเคาะประตูบ้านพร้อมบอกว่า “อีก 3 เดือนข้างหน้า จะเริ่มกันรั้วปิดทางเข้าออกที่เชื่อมไปสู่ถนนเลียบทางรถไฟ กินระยะทาง 7 กิโลเมตร ตั้งแต่สถานีรถไฟหลักหกถึงประตูระบายน้ำคลองรังสิต”

นั่นหมายความว่า ชุมชน 4 แห่ง รวมทั้งชาวบ้านกว่าสองพันหลังคาเรือนจะได้รับผลกระทบจากการกั้นรั้วอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

ภิรมย์ เพียรเก็บ ประธานชุมชนเดชาพัฒนา อธิบายให้ฟังว่า เดิมทีถนนเลียบทางรถไฟ (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง) เป็นเส้นทางหลักที่ชาวบ้านหลักหกทั้งสองฝั่งใช้สัญจรมานานหลายสิบปีแล้ว

“สมัยก่อนถนนสายนี้เป็นคลอง รุ่นปู่ย่าตายายก็พายเรือไปมาหาสู่กัน ต่อมามีการถมคลองเป็นถนน ชาวบ้านก็ใช้เป็นเส้นทางเดินเท้าไปขึ้นรถไฟที่สถานีหลักหก ปั่นจักรยานไปโรงเรียน ไปวัด ไม่ก็ขับรถยนต์ไปทำงานในเมือง นอกจากนี้ยังใช้เป็นทางผ่านข้ามไปมาหาสู่กันระหว่างคนฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก พอมีข่าวว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงจะมา พวกเราก็ดีใจ จะได้ขึ้นรถไฟฟ้าเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ออกจากชุมชนเข้าถนนเลียบทางรถไฟไปขึ้นรถไฟฟ้า แป๊บเดียวก็ถึง”

แต่เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศว่าจะทำรั้วกั้นระหว่างชุมชนฝั่งตะวันออกกับถนนเลียบทางรถไฟ ส่งผลให้ชุมชน 4 แห่งฝั่งตะวันออก ประกอบด้วยชุมชนเดชาพัฒนา ชุมชนเดชาพัฒนา 87 ชุมชนสินสมุทร และชุมชนสุขเกษม ต่างออกมาคัดค้านอย่างหนัก

แผนที่จำลองผลกระทบที่ชุมชนเดชาพัฒนา 87 จะได้รับ หากมีการกั้นรั้วปิดทางเข้าออก

“ชุมชนทั้ง 4 แห่งได้รับผลกระทบในหลายระดับ ชุมชนเดชาพัฒนา และชุมชนสินสมุทร หากมีการปิดทางเข้าออก ยังสามารถเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นในการออกไปสู่ภายนอกได้ แต่จะไม่สามารถข้ามทางรถไฟไปฝั่งตะวันตกได้เหมือนแต่ก่อน ส่วนชุมชนเดชาพัฒนา 87 และชุมชนสุขเกษมนั้นเดือดร้อนที่สุด เพราะไม่มีทางเข้าออกอื่น ฝั่งด้านหลังก็ติดที่ดินรกร้าง ร่องสวน นั่นเท่ากับเป็นที่ดินตาบอด ถูกปิดตายไปไหนไม่ได้เลย

ที่ผ่านมา ตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ตัวแทนบริษัทอิตาเลียนไทย เคยเข้าร่วมประชุมกับชาวบ้านเพื่อหาทางออกมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าจะมีทางออกให้ชาวบ้านอย่างไร ผ่านไปจนกระทั่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาก็ให้วิศวกรเดินมาบอกว่าอีก 3 เดือนจะทำการปิดทางเข้าออก แบบนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน”วิจินต์ เปรมสมบัติ ชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านการปิดกั้นทางเข้าออกชุมชน กล่าว

ธีรวุฒิ กลิ่นสุม นายกเทศมนตรีนครรังสิต เผยว่า ที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน และทำหนังสือประสานไปยังรฟท. เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้เปิดทางเข้าออก แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ ขณะเดียวกันได้ยื่นเรื่องไปยังศูนย์ดำรงธรรมให้ช่วยไกล่เกลี่ยแต่ก็ไม่เป็นผล

“ผมไม่เห็นด้วยกับรฟท.ที่จะกั้นรั้วปิดทางเข้าออกชาวบ้าน หวังว่าเร็วๆนี้จะมีการพูดคุยเพื่อหาข้อยุติ ถ้าไม่สำเร็จ ทางสุดท้ายของชาวบ้านก็ต้องฟ้องศาลปกครอง”

ถนนฝั่งตะวันตกที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการกั้นรั้วรถไฟฟ้าสายสีแดง

อย่าปล่อยให้ชาวบ้านคลำทางเอง

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2554 หนึ่งในชาวชุมชนเดชาพัฒนา 87 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ชุมชนที่กำลังจะถูกปิดตาย หากมีการกั้นรั้วปิดทางเข้าออกในอีก 3 เดือนข้างหน้า

“ผมตั้งข้อสังเกตว่า หนึ่ง ทำไมการรถไฟไม่อนุญาตให้มีทางเข้าออก ทั้งที่ในเอกสารจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยเรื่องรถไฟฟ้าสายสีแดงระบุว่า จะมี ‘ถนนเลียบทางรถไฟ’ แต่ในความเป็นจริง เขาจะกั้นรั้วทางฝั่งตะวันออก ไม่ให้มีถนนเลียบทางรถไฟ แต่ฝั่งตะวันตกกลับมีทั้งถนนโลคัลโรด และจะมีการขยายถนนเพิ่มอีก ไม่มีปัญหาเหมือนฝั่งนี้ สอง พื้นที่ที่เขาจะกั้นโดยอ้างว่าไม่อยากให้ไปรบกวนการก่อสร้างและเพื่อความปลอดภัยจากไฟฟ้าแรงสูง พื้นที่ตรงนั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ชาวบ้านเดาว่าน่าจะเป็นการปักเขตกั้นรั้วไว้สำหรับก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะมาสร้างในอนาคต สาม ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของผมคือ ทำไมถึงเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ – รังสิต บริเวณสถานีหลักหกถึงเอาลงมาวิ่งในระดับดินระดับเดียวกับรางรถไฟเดิม ทั้งที่ตรงนี้เป็นที่ต่ำ เคยประสบเหตุการณ์น้ำท่วมมาแล้ว ทำไมไม่สร้างต่อม่อให้รถไฟขึ้นไปวิ่งข้างบนเหมือนเส้นทางรถไฟฟ้าเส้นทางอื่น ส่วนด้านล่างของตอม่อทำเป็นถนนเลียบทางรถไฟให้รถใช้สัญจรกัน “

สุชาติบอกว่า จนป่านนี้ทางกระทรวงคมนาคม รฟท. หรืออิตาเลียนไทยก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะกั้นรั้ว ประเภทไหน อย่างไร

“บ้านทุกหลังในชุมชนเป็นที่ดินมีโฉนดถูกกฎหมาย ถ้าปิดกั้นรั้วเข้าออกไปยังถนนเลียบทางรถไฟ บ้านผมก็เหมือนถูกปิดตาย เพราะด้านหลังก็ติดที่ดินของคนอื่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินรกร้าง และร่องสวน โดยเจ้าของก็อยู่ที่อื่นไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ ถ้าจะให้ไปใช้ที่ดินเหล่านั้นตัดถนนทำทางเข้าออกใหม่คงเป็นไปไม่ได้ วุ่นวายมาก 10 ปีก็ไม่เสร็จ ต่อจากนี้ไปจะมาบ้านผมได้ทางเดียวคือ กระโดดร่มลงมา”

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ กำลังชี้ให้ดูแบบแปลนที่ตั้งของชุมชน

 

ในเอกสารจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่ประเทศไทยเรื่องรถไฟฟ้าสายสีแดงระบุว่าจะมีถนนเลียบทางรถไฟ

ในมุมมองของศิลปินแห่งชาติรายนี้ การทำเมกะโปรเจกต์ หรือโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนใดๆก็ตาม ควรอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงและใช้บริการได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะถนนเลียบทางรถไฟ อันเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับภายนอก แต่นี่กลับจะทำรั้วกั้นทางเข้าออก ปิดตายไม่ให้ประชาชนเข้าถึง

ข้อเรียกร้องของชาวบ้านคือ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยทำถนนเลียบทางรถไฟ ขนาด 6-8เมตร เพื่อสัญจรไปยังถนนเลียบคลองรังสิตประยูรศักดิ์  เปิดเส้นทางเข้าออกแก่ชุมชนไปยังสถานีรถไฟฟ้าหลักหก ทำสะพานข้ามระหว่างชุมชนกับวัดรังสิต โรงเรียน และสถานีอนามัย และจัดทำระบบลำรางระบายน้ำแบบเปิดป้องกันน้ำท่วม

“การกั้นรั้วปิดทางเข้าออกครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชาวบ้านโดยสิ้นเชิง เหมือนกำแพงเบอร์ลิน เหมือนกำแพงแบ่งเขตเกาหลีเหนือเกาหลีใต้ คนสองฝั่งซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันจะไปมาหาสู่กันไม่ได้ ชาวบ้านจะไปทำงาน จ่ายตลาด หาหมอ เด็กๆจะไปโรงเรียนก็ไม่ได้ ถามว่าจะให้เราบุกป่าฝ่าดงไปหรืออย่างไร ตอนนี้เหมือนรฟท.ปล่อยให้ชาวบ้านคลำทางกันเอง ผมไม่อยากให้นักการเมืองหรือทหารเข้ามายุ่ง มันเป็นเรื่องจิตสำนึกของการรถไฟที่ต้องเอื้ออาทรให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการรถไฟฟ้าได้ และถนนเลียบทางรถไฟก็ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของระบบขนส่งมวลชน”

ลัดดา อัมพร ชาวบ้านในชุมชนเดชาพัฒนา บอกว่า ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านเรื่องการกั้นรั้วในการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าสีแดง บางซื่อ-รังสิต เพียงแต่อยากได้ความชัดเจนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะกั้นรั้วแบบไหน อย่างไร

ถนนเลียบทางรถไฟฝั่งตะวันออกที่กำลังอยู่ในขั้นตอนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง

ทางออกที่ยังไร้ข้อสรุป

เหตุผลหลักๆในการกั้นรั้วในการก่อสร้างทางรถไฟสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) คือ เพื่อความสะดวกในการดำเนินการก่อสร้าง และเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

สาธิต มาลัยธรรม วิศวกรที่ปรึกษาโครงการ  เปิดเผยระหว่างประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2558 ว่า รฟท.จำเป็นจะต้องสร้างรั้วกั้นเพื่อไม่ให้ประชาชนข้ามไปมา เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย

“ที่ผ่านมาไม่ทราบว่ามีปัญหาทางเข้าออกชุมชนเกิดขึ้น เพราะทุกครั้งที่มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น ไม่มีข้อมูลแจ้งปัญหาในประเด็นนี้ แต่เมื่อรับทราบปัญหาทาง รฟท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน ก็จะต้องมีการลงไปสำรวจพื้นที่เพื่อหาทางแก้ไข”

ด้าน วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ได้ทราบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจากชาวบ้านแล้ว

“เบื้องต้นเราคงทุเลาไปก่อนโดยให้เปิดทางเข้าออกได้ชั่วคราว ยังไม่ปิดแน่นอน ส่วนเรื่องแนวรั้วกำลังดูอยู่ว่าจะแก้ไขยังไง สัปดาห์หน้าผมจะลงพื้นที่เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ขอยืนยันว่ารฟท.คำนึงถึงเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนอยู่แล้ว ขณะนี้กำลังให้ทีมวิศวกรออกแบบว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ได้ข้อสรุปแน่นอน

ทางออกของเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร ไม่เกินสัปดาห์หน้าคงรู้ผลว่า รฟท.จะบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้านทั้ง 4 ชุมชนได้มากน้อยแค่ไหน

หนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน

 

หมดยุค “เถ้าแก่” แจกอั่งเปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414631

หมดยุค "เถ้าแก่" แจกอั่งเปา

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

แม้สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะคึกคัก โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เข้ามากว่า 1 ล้านคน แต่บรรยากาศการจับจ่ายภายในประเทศกลับไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีลูกค้ามาซื้อทองคำเพื่อที่จะแจกเป็นอั่งเปาน้อยมาก เนื่องจากปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ไม่มีกำไรมาก ก็ลดค่าใช้จ่าย และไม่นิยมแจกอั่งเปาเป็นทองคำ แต่จะจ่ายเป็นเงินสดแทน ส่วนใหญ่จะจ่ายโบนัสในช่วงปีใหม่แทน ซึ่งจะมีแต่คนจีนที่เป็นเถ้าแก่รุ่นอาวุโสเท่านั้นที่ยังแจกอั่งเปา แม้ว่าคนที่ได้รับอั่งเปาในช่วงตรุษจีนเป็นเงินสด จะมาซื้อทองเก็บไว้ก็น้อยลงมากเช่นกัน

ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาก็เห็นชัดว่าบริษัทห้างร้านที่ปกติจะซื้อทองคำแจกให้เป็นรางวัลลูกค้าก็ลดลงประมาณ 20-25% และลดลงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา บริษัทไม่มีกำไรมากเหมือนเมื่อก่อน

“เมื่อเปรียบเทียบราคาทองคำในช่วงปีใหม่กับช่วงตรุษจีนราคาทองคำก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก โดยราคาทองคำในประเทศที่ลดลงเล็กน้อยเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้ราคาทองคำลดลง ทั้งๆ ที่ราคาทองคำโลกยังคงทรงตัว อย่างไรก็ตามคาดว่าในระยะสั้น-กลาง ประมาณไตรมาสแรก ราคาทองคำมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นบ้างเล็กน้อย” จิตติ กล่าว

วีรนาถ วัฒนศรี เจ้าของร้านขายขนมสำหรับไหว้ช่วงตรุษจีน ในย่านเยาวราช บอกว่า การซื้อสินค้าสำหรับไหว้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้นลดลงราว 50% เมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลเดียวกันในปีก่อน โดยลูกค้าจะหันมาซื้อสินค้าขนมไหว้ ในขนาดซองบรรจุที่ลดปริมาณลง ซึ่งแม้ว่าจะยังมีประชาชนเข้ามาซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่องในย่านการค้าเยาวราชก็ตาม

“พฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าในช่วงตรุษจีนที่ตลาดเยาวราชในปีนี้ ซึ่งแม้ว่าจะยังมีลูกค้าหมุนเวียนตลอด แต่รูปแบบการซื้อของจะลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมเคยซื้อครั้งละจำนวนมากๆ หรือเป็นกิโลกรัม ตอนนี้ซื้อเฉลี่ย 2-5 ห่อ เพื่อเอาไปประกอบพิธีไหว้เท่านั้น ไม่ได้ซื้อขนมไปเพื่อแจกจ่ายเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา” วีรนาถ กล่าว

จากการสำรวจร้านค้ารายย่อยที่เปิดแผงจำหน่ายสินค้าทั้งกลุ่มอุปโภคบริโภคทั่วไป บริเวณริมทางเท้ารายหนึ่ง กล่าวว่า ภาพรวมตลาดเยาวราชในขณะนี้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาดมาจากหลายสาเหตุประกอบกัน ทั้งสภาวะเศรษฐกิจ การเมืองที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างชาติหายไป

ขณะเดียวกัน ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ยังพบว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปที่เข้ามาหาซื้อสินค้าที่ร้านจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เช่น จากเดิมเคยซื้อสินค้าหมวดอาหาร ขนม ที่มีปริมาณบรรจุกระป๋องขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้จะเลือกซื้อสินค้าที่มีขนาดเล็กลงแทน ซึ่งเป็นเช่นนี้มาได้พักใหญ่แล้ว เรียกได้ว่าย่านการค้าตลาดเยาวราชในช่วงนี้อยู่ในภาวะทรงตัวมากกว่า

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ตรุษจีนปีนี้จะมีการใช้จ่ายเครื่องเซ่นไหว้มูลค่า 6,100-6,200 ล้านบาท เติบโต 2-3% ซึ่งจะมาจากกำลังซื้อของคนรุ่นเก่าวัยกลางคนถึงสูงอายุเป็นหลัก เนื่องจากยังยึดมั่นกับการประกอบพิธีไหว้ในเทศกาลตรุษจีน ขณะที่กลุ่มลูกหลานจีนรุ่นใหม่ พบว่า ค่อนข้างระมัดระวังการใช้จ่ายตามปัจจัยด้านกำลังซื้อ และคาดว่าเม็ดเงินจากลูกค้ากลุ่มนี้อาจไม่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจะส่งผลให้เทศกาลตรุษจีนในระยะข้างหน้าไม่คึกคักเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

“สภาพเศรษฐกิจ สังคม และกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูกหลานคนจีนเปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือ มีการแยกครอบครัวไปเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น แม้ว่าบางส่วนจะยังมีความเชื่อความศรัทธาเช่นคนรุ่นก่อน แต่อาจมีอุปสรรคบางประการที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการไหว้ เช่น ข้อจำกัดของที่พักอาศัยอย่างอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียม ทำให้ไม่สะดวกต่อการประกอบพิธีไหว้ หรือการที่ลูกหลานจีนรุ่นใหม่บางส่วนที่แม้จะยังคงมีความต้องการสืบทอดประเพณี แต่ก็ติดปัญหาความเข้าใจในการจัดของเซ่นไหว้ด้วยตัวเอง อีกทั้งมีข้อจำกัดทางด้านเวลาในการเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เป็นต้น”

ธเนศ ศิริกิจ นักวิชาการด้านการตลาดรุ่นใหม่ และที่ปรึกษากลยุทธ์การตลาดองค์กรหลายแห่ง กล่าวว่า กำลังซื้อผู้บริโภคที่สะท้อนผ่านแนวโน้มการจับจ่ายซื้อสินค้าที่ลดขนาดลงในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ คาดว่าจะมาจาก 4 ปัจจัยหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมผู้บริโภค

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ผ่านทฤษฎี PETS ประกอบด้วย 1.การเมือง (Political) จากบรรยากาศทางการเมืองต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาผู้บริโภคส่วนหนึ่ง และทำให้ไม่มีอารมณ์จับจ่ายสินค้าเหมือนในช่วงที่สถานการณ์ปกติ

2.เศรษฐกิจ (Economic) จากภาพรวมเศรษฐกิจถดถอย กระทบต่อกำลังซื้อสินค้าผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงด้านอารมณ์ที่ซื้อด้วยความน่าเชื่อถือหรือศรัทธาที่มีต่อสินค้า กิจกรรมต่างๆ ที่ลดลงที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นปัจจัยกระทบจากสิ่งแวดล้อมภายนอก

3.เทคโนโลยี (Technology) ที่เข้ามาใกล้ชิดกับรูปแบบการใช้ชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากการใช้อินเทอร์เน็ต มีดิจิทัลเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ทำให้ได้เห็นเด็กๆ รุ่นใหม่ในปัจจุบันมีการกราบไหว้หรือร่วมกิจกรรมประเพณีต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นจำนวนมากขึ้น

ปัจจัยสุดท้าย 4.สังคม (Social) อาจรวมถึงด้านวัฒนธรรมที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางสังคมที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้คนยุคใหม่ ที่มีการศึกษามากขึ้น และมองต่อไปยังด้านเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า อีโคโนมิก แมน (Economic Man) กล่าวคือ การจะทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ว่าจะมีผลกระทบ หรือสอดคล้องกับการทำงานที่มีอยู่หรือไม่

“หากเป็นกิจกรรมทางประเพณีที่มีผลกับการทำงาน เช่น เทศกาลตรุษจีนที่มีระยะเวลาหยุดยาว คนรุ่นใหม่ก็อาจให้ความสำคัญลดลง เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ที่มีอยู่ เพราะปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาทำกิจการส่วนตัวกันมากกว่าการเป็นพนักงานประจำ” ธเนศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งกำลังซื้อส่วนใหญ่เข้าสู่ยุคของคนรุ่นเจนวาย ที่อาจมองว่าประเพณีเทศกาลตรุษจีนเป็นกิจกรรมที่ทำสืบทอดต่อๆ กันมามากกว่า ทำให้ขาดความลึกซึ้งต่อประเพณี ต่างกับคนรุ่นก่อนที่มีต่อเทศกาลนี้ ที่ทำเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือระลึกถึงบรรพบุรุษ ไปจนถึงความเชื่อด้านกราบไหว้สถานที่ความเชื่อทางศาสนา เพื่อสะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง เป็นต้น

“กลุ่มคนรุ่นใหม่อาจเริ่มมีพฤติกรรมการใช้จ่ายซื้อสินค้าต่อกิจกรรมประเพณีต่างๆ ที่มีปริมาณลดลง ด้วยต้องการซื้อของเพื่อไปกราบไหว้บรรพบุรุษเท่านั้น เป็นการแสดงออกต่อเทศกาลเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น” ธเนศ กล่าว

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นนิวเจเนอเรชั่นกำลังจะเข้ามามีบทบาทสูงต่อกำลังซื้อในยุคนี้ ขณะที่กำลังซื้อกลุ่มคนรุ่นเก่าก็จะค่อยๆ ลดลง ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคถึงจุดเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น

 

“ประหารไม่ทำให้ข่มขืนลด” ความเห็นอีกมุมจากวงการยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414270

"ประหารไม่ทำให้ข่มขืนลด" ความเห็นอีกมุมจากวงการยุติธรรม

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คดีสุดสะเทือนขวัญ กลุ่มวัยรุ่นพัทลุง ลวงคู่อริไปฆ่าฝังดิน พร้อมข่มขืนแฟนสาวและโยนลงเหวอย่างเหี้ยมโหด เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม ผู้คนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่กฎหมายควรเพิ่มโทษคดีข่มขืนให้ประหารชีวิตสถานเดียวและไม่ควรให้มีการอภัยโทษคนกลุ่มนี้เด็ดขาด

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า หลายประเทศทั่วโลก เห็นตรงกันแล้วว่า การลงโทษผู้กระทำความผิดคดีข่มขืน ด้วยการประหารชีวิต ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่แท้จริง และอาจส่งผลเสียอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

“ถ้าโทษอย่างเดียวของการข่มขืน คือ ประหาร ผลที่ตามมาก็คือ หนึ่ง เหยื่อทุกรายจะตาย เนื่องจากเกิดการฆ่าปิดปากและอาจมีการอำพรางศพร่วมด้วย สอง หากกระบวนการยุติธรรมผิดพลาด อาจมีกรณีจับแพะหรือเกิดการใส่ร้ายขึ้น สาม อาจมีการติดสินบนเจ้าพนักงาน เนื่องจากผู้ต้องหาทราบล่วงหน้าแล้วว่า มีความตายรออยู่และจะพยายามวิ่งหาทางเอาตัวรอดทุกช่องทาง จนอาจนำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่น จากการเปลี่ยนแปลงหลักฐานของเจ้าหน้าที่รัฐ”

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ กล่าวว่า ทุกครั้งเมื่อปรากฎคดีที่มีการกระทำความผิดรุนแรง ด้วยอารมณ์โกรธแค้นของสังคม หลายคนต้องการให้ผู้ต้องหาถูกลงโทษด้วยความรุนแรง แต่สิ่งที่ควรตระหนักคือ เรายังไม่ทราบสาเหตุ แรงจูงใจของการกระทำผิดที่รอบด้านเพียงพอ หลายเคสมีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน บางเคสกระทำเพื่อล้างแค้นและข่มขืนเป็นพลพลอยได้ที่ตามมา  ประหารชีวิตได้ความสะใจและข่มขู่คนบางกลุ่มในสังคมได้เท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

บทลงโทษของกฎหมายไม่ได้มีไว้แก้แค้น แต่มีไว้เพื่อป้องกันการกระทำความผิด การประหารชีวิตเป็นมาตรการที่ไม่ให้โอกาสแก้ไขปรับตัวได้อีก สังคมอยากแก้แค้นหรือว่าข่มขวัญ  ขอให้เข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเยาวชน

กระบวนการยุติธรรม พยายามส่งคนใหม่กลับคืนสู่สังคม

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.)  ที่บอกว่า กระบวนการยุติธรรม เชื่อในทฤษฎี “มนุษย์เราสามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้” เมื่อวันเวลาเปลี่ยน เหตุการณ์สภาพแวดล้อมเปลี่ยน พฤติกรรมและนิสัยก็เปลี่ยนได้ กระบวนการยุติธรรม พยายามส่งคนใหม่กลับคืนสู่สังคม ไม่ใช่ส่งคนเดิมหรือคนที่แย่กว่าเดิมกลับมา

รองปลัดยธ.ยืนยันว่า ที่ผ่านมาพบว่า ผู้กระทำความผิดซ้ำซากนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น โดยเด็กและเยาวชน พบว่ามีเพียง 12 เปอร์เซนต์ ขณะที่ผู้ใหญ่มีประมาณ 14 เปอร์เซนต์ เพียงแต่ถูกนำไปเสนอเป็นข่าวบ่อยครั้ง

“คนที่กระทำอาชญากรรมนั้นจิตใจไม่ได้อยู่ในลักษณะปกติที่จะมีตรรกะความคิดถึงผลที่จะตามมา  การกระทำความผิดแต่ละครั้งมีองค์ประกอบร่วมมากมาย ทั้งภาวะในจิตใจของเขาเอง สภาพแวดล้อมและการเย้ายวนจากปัจจัยภายนอก ผมเองเคยสัมภาษณ์เยาวชน ผู้ต้องหาคดีข่มขืน พบว่า เด็กที่ก่อเหตุ บางรายมีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ ช่วยเหลือตัวเองบ่อยครั้ง และเคยมีความสัมพันธ์กับสัตว์ วันดีคืนดี พบเจอเหยื่อแต่งตัวเย้ายวนในที่มืด ประกอบกับจังหวะและโอกาส ความเสี่ยงที่จะก่อเหตุก็เพิ่มมากขึ้น สังคมต้องดูปัจจัยต้นทางอย่างรอบด้าน

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า ไม่มีใครสนับสนุนหรืออยากให้เกิดอาชญากรรม แต่โอกาสในการแก้ตัวคือสิ่งที่เขาควรได้รับ ซึ่งภายในคุกมีการจำแนกความผิดและแนวทางพัฒนาผู้ต้องหาที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ว่าหลายคนเรียนจบปริญญาตรี  การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ธรรมมะศึกษาและวิชาชีพ จนสามารถปรับตัวออกมาเป็นคนที่ดีขึ้นได้ในสังคม

ปรับบทลงโทษ อาจเป็นเพียงปลายสุดของปัญหา

นอกจากกระบวนการยุติธรรมแล้ว ในแง่จิตวิทยา จิตแพทย์ระบุว่า การปรับบทลงโทษ อาจเป็นเพียงปลายสุดของปัญหา

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์  จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย” ในประเด็นดังกล่าว โดยมีดังใจความสำคัญดังนี้

งานวิจัยและบทความมากมายทางด้านอาชญาวิทยา ระบุตรงกันว่า อสูรร้ายไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใน 1 วัน แต่ถูกสร้างขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยนานนับปี คดีเล็กๆที่เคยก่อขึ้นถูกละเลยและพัฒนากลายเป็นคดีสะเทือนขวัญ ทุกๆ คดีมักมีสัญญานนำมาก่อน สัญญานที่ล่องหนในสายตาของคนในสังคม และเมื่อนำฆาตกรคดีสะเทือนขวัญทั้งหลายมาสัมภาษณ์ เกือบทั้งหมด เคยผ่านชะตาชีวิตอันโหดร้ายเกินกว่าจินตนาการมาแล้วทั้งนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจถ่ายทอดบาดแผลของตัวเองไปให้ผู้บริสุทธิ์ในท้ายที่สุด

“ผมเองก็เคยได้คุยกับคนกลุ่มนี้ครับ บอกได้คำเดียวว่าประวัติอดีตยาวพรืดเป็นหน้า แถมดราม่าแบบละครไทยชิดซ้ายเลย เราควรกลับมาถามตัวเองว่า ชุมชนแบบไหน สังคมแบบไหน ที่ผลิตฆาตกร 4 คนให้มารวมตัวอยู่ในที่เดียวกัน  เราพลาดเรื่องราวอะไรไปก่อนหน้านี้รึเปล่า คนในชุมชน เคยรับรู้ปัญหาหรือไม่ แก้ไขอย่างไร ครูที่โรงเรียน เคยเห็นพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ จัดการอย่างไร ตำรวจ เคยได้รับแจ้งคดีเล็กๆน้อยๆหรือไม่ ติดตามต่อเนื่องอย่างไร แพทย์ เคยได้ตรวจและสงสัยเรื่องยาเสพติดหรือไม่ ส่งต่อไปยังใคร สังคมสงเคราะห์ เคยได้มีบทบาทหรือไม่ เพราะอะไร หรือ คนกลุ่มนี้ เขาแค่ ‘Invisible’ ในขณะที่เรากำลังจดจ่ออยู่กับการปรับบทลงโทษทั้งหลาย …เรากำลังจมอยู่กับปลายสุดของปัญหารึเปล่า เรากำลังมองข้ามเส้นทางสู่อสูรร้ายก่อนหน้านี้รึเปล่า หรือว่าเราเคยมองเห็น แต่คิดไปว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา…เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ”

นพ.วรตม์ระบุว่า “สังคมไทย อาจจะยังมีเด็กชายผู้ล่องหน อีกไม่รู้เท่าไหร่ ที่ดันโชคร้ายเพราะยังต้องหายใจอยู่ ทนอยู่กับ ‘บาดแผลที่ไม่มีใครมองเห็น’ และรอวันที่จะส่งต่อบาดแผลนั้นให้ผู้บริสุทธิ์รายถัดไป”

 

ส่องกระบวนการยุติธรรมต่างชาติ ตัดสินโทษ “เยาวชนทำผิด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413838

ส่องกระบวนการยุติธรรมต่างชาติ ตัดสินโทษ "เยาวชนทำผิด"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คดีกลุ่มวัยรุ่นพัทลุง ลวงหนุ่มคู่อริไปฆ่าฝังดิน พร้อมข่มขืนแฟนสาวก่อนโยนลงเหว กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมโดยเฉพาะประเด็นการลงโทษ ที่ผู้คนบางส่วนมองว่าควรมีการพิจารณาคดีและลงโทษเยาวชนที่ก่อเหตุในครั้งนี้เช่นเดียวกับผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่โหดร้ายทารุณ

ขณะที่ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้เปิดช่องให้มีการโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้ตาม มาตรา97 ที่ระบุว่า “คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ สติปัญญา และนิสัยแล้ว เห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือในระหว่างการพิจารณา เด็ก หรือเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้มีอำนาจสั่งโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้”

อย่างไรก็ตามเมื่อลองสืบค้นกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศต่างๆ ก็พบว่ามีหลักคิดและแนวทางการพิจารณาแตกต่างกัน ซึ่งใน วิทยานิพนธ์ ของ อโนทัน ศรีดาวเรือง คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เรื่อง “การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดอาญา : ศึกษากรณีอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวในการโอนคดี ตามมาตรา 97 วรรคสอง” ได้ศึกษากระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนใน 3 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส, เยอรมัน และ แคนาดาไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

“ฝรั่งเศส” กระทำผิดร้ายแรงไม่ได้รับการคุ้มครองพิเศษ

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กเเละเยาวชน เมืองน้ำหอม มีการกำหนดให้เด็กที่อายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ต้องรับโทษทางอาญา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น หรือเยาวชนที่อายุไม่เกิน 18 ปี จะได้รับโทษอาญาเพียงบางส่วนรวมถึงการให้ความสำคัญด้านการศึกษาเเก่เด็กเเละเยาวชนที่กระทำความผิด มากกว่าการควบคุมเพื่อลงโทษ เป็นต้น

เเต่ถ้าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายเเรงมากๆ เด็กเเละเยาวชน นั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครองที่เป็นพิเศษเเบบนี้ โดยการพิจารณาพิพากษาเเละการกำหนดบทลงโทษจะมีความรุงเเรงต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรู้สำนึกในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ  ซึ่งเด็กเเละเยาวชนที่กระทำผิดอาญาในเเต่ละช่วงอายุ จะมีความรับผิดทางอาญา เเตกต่างกันออกไป โดยเด็กหรือเยาวชน ที่มีอายุตั้งเเต่ 16-18 ปี เมื่อต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุกอาจถูกคุมขังในเรือนจำเเละอาจไม่สามารถอาศัยข้ออ้างในเรื่องความเด็กหรือเยาวชนมา เป็นข้อยกเว้นได้

และ เนื่องจากฝั่งเศส มีเเนวโน้มว่าผู้กระทำผิดอาญาเป็นผู้มีอายุน้อยมากขึ้น จึงได้มีการกำหนดโทษสำหรับเด็กหรือเยาวชน ที่มีอายุระหว่าง 13 – 18 ปี โดยกำหนดอัตราโทษจำคุกไว้อย่างสูง 5 ปี เเละ มาตรการทางเลือกได้เเก่ การคุมประพฤติ การควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ การบำบัดโดยชุมชนเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กฎหมายสำหรับเด็กเเละเยาวชน ของฝรั่งเศส กำหนดเกณฑ์อายุสูงสุดของความเป็นผู้เยาว์ ไว้ที่ อายุ 18 ปี ฉะนั้นหากบุคคลเหล่านี้เเม้จะได้กระทำผิดอาญาที่ร้ายเเรงเพียงใด ก็ไม่อาจนำตัวผู้กระทำความผิดไปพิจารณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้ การพิจารณาพิพากษาคดีเด็กเเละเยาวชนที่กระทำความผิดอาญาของฝรั่งเศส จึงอยู่ภายใต้ ศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น จึงทำให้ศาลเยาวชนเเละครอบครัวไม่มีการโอนคดีไปพิจารณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา

การกระทำผิดที่ร้ายเเรงมากๆ การพิจารณาพิพากษาคดี เเละการกำหนดบทลงโทษจะมีความรุนเเรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรู้ สำนึกในการกระทำผิด โดยมาตราการสูงสุด อย่าง “การจำคุก” หากเยาวชนอายุ 16 ปี เเต่ไม่เกิน 18 ปี ได้กระทำผิดซ้ำสองครั้งหรือมากกว่า หรือกระทำผิดอาญาร้ายเเรงหรืออาจถูกศาลพิพากษาให้จำคุก โดนไม่มีอาจนำความเป็นเยาวชนมาอ้างต่อศาลได้

“เยอรมัน” จำคุกสูงสุด 10 ปี-ไม่มีการโอนคดีไปศาลธรรมดา

กฎหมายศาลคดีเด็กเเละเยาวชนของเยอรมนี ศาลจะใช้มาตรการการลงโทษจำคุกกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กหรือเยาวชน ต่อเมื่อศาลพิจารณาเเล้วเห็นว่า การกระทำนั้นเเสดงให้เห็นว่าเด็กหรือเยาวชน มีเเนวโน้มที่จะกระทำผิดอีกหากไม่ถูกลงโทษเเละการใช้มาตรการควบคุมหรือมาตรการทางวินัยไม่เพียงพอ หรือในกรณีที่ความผิดดังกล่าวมีลักษณะร้ายเเรง โดยมีโทษจำคุกอย่างต่ำ 6 เดือน เเต่ไม่เกิน 5 ปี

“หากเป็นการกระทำที่มีความผิดอาญาร้ายเเรง โทษจำคุกอย่างสูงจะเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 10 ปี (โดยไม่นำโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นในกฎหมายอาญามาใช้บังคับกับเด็กเเละเยาวชน) เเต่ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกแบบใดก็ตาม ต้องมีการให้การศึกษาเเก่เด็กและเยาวชนควบคู่กันไปเสมอ”

โดยสรุปประเทศอินทรีเหล็ก ไม่มีการโอนคดีที่เด็กและเยาวชนกระทำความผิดร้ายแรงไปยังศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาคดีธรรมดา

“เเคนาดา” ความผิดร้ายแรงโทษจำคุกตลอดชีวิต

ประเทศแคนาดา ได้กำหนดความรับผิดทางอาญาของเด็กเเละเยาวชน โดยถือเกณฑ์อายุขณะกระทำความผิด คือมีอายุตั้งเเต่ 12 ปีขึ้นไปเเต่ไม่ถึง 18 ปี  เยาวชนที่กระทำความผิดอาญาของเเคนาดา ได้รับการพิจารณาเเละพิพากษาคดี ในศาลเยาวชนเเละครอบครัวเท่านั้น ไม่ต้องมีการโอนคดีเยาวชนไปพิจาณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา

โดยการกระทำความผิดอาญาร้ายเเรง ถูกกำหนดไว้ดังนี้

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเเละไตร่ตรองไว้ก่อน , ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น , ความผิดฐานพยายามฆ่า , ความผิดฐานมิได้มีเจตนาฆ่าเเต่ทำร้านผุ้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงเเก่ความตาย ,ความผิดฐานข่มขืนผู้อื่นจนเป็นผู้ถูกข่มขืนได้รับอันตรายสาหัส

“หากเยาวชนได้กระทำความผิดร้ายเเรง เเละพิจารณาพฤติการณ์ทั้งปวงเเล้ว เห็นว่า การลงโทษวิธีการสำหรับเด็กเเละเยาวชน ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถเเก้ไขเเละบำบัดฟิ้นฟูผู้กระทำความผิดได้ ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษทางอาญา เเต่ก่อนนั้นจะมีการไต่สวนพิจารณาเเวดล้อมต่างๆ อย่างรอบคอบ รวมทั้ง เปิดโอกาสให้อัยการ ที่ปรึกษากฎหมายของเยาวชนเเละครอบครัว เข้าร่วมในการพิจารณาด้วย”

อนึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษทางอาญา ต่อเยาวชนที่กระทำความผิดอาญาร้ายเเรง อยู่ภายใต้หลักการ ที่ว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเยาวชนนั้น ต้องแยกเด็ดขาด จากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของผู้ใหญ่ โดยพื้นฐานของปรัชญาในการลงโทษเด็กเเละเยาวชน ว่าเป็นการค้นหาสาเหตุของการกระทำความผิด เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข ฟื้นฟูเเละให้เด็กกลับคืนสู่สังคม โดยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างปกติสุขเเละสังคมมีความปลอดภัย

หากท้ายที่สุดศาลมีคำสั่งให้ลงโทษทางอาญา จะมีโทษจำคุกดังนี้

1. ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 14-15 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ First Degree murder (การฆ่าคนโดยมีเจตนาร้ายและได้วางแผนการไว้ล่วงหน้า) , Second degree murder (ฆ่าโดยเกิดจากสิ่งเร้า ไม่ได้มีการเตรียมการหรือไตร่ตรองล่วงหน้า) หรือจำคุกตลอดชีวิต จะได้รับมาตรการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 5-7 ปี

2.ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 16 – 17 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ First Degree murder หรือจำคุกตลอดชีวิตจะได้รับมาตราการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 10 ปี

3.ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 16 – 17 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ Second degree murder  หรือจำคุกตลอดชีวิตจะได้รับมาตราการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 7 ปี

ที่มา  http://libdoc.dpu.ac.th/thesis/153990.pdf

 

ส่องมาตรฐานเชฟมือโปร “ซูชิ-ซาชิมิ” ที่ดีต้องเป็นเช่นไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413606

ส่องมาตรฐานเชฟมือโปร "ซูชิ-ซาชิมิ" ที่ดีต้องเป็นเช่นไร?

โดย….วรรณโชค ไชยสะอาด

หลังจากมีกระแสลูกค้าออกมาโวยว่ารับประทานอาหารประเภทปลาดิบ หรือ “ซาชิมิ” จากร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง แล้วเกิดอาการท้องเสียอาหารเป็นพิษ กลายเป็นเหตุให้กองสุขาภิบาลอาหาร สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก่อนพบว่ามีการปนเปื้อนเชื้อโรคจริง

เรื่องนี้ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ถึงร้านอาหารญี่ปุุ่นทุกร้านว่า แท้จริงแล้วกรรมวิธีการคัดเลือกสรรและปรุง ก่อนเสิร์ฟลงจานให้แก่ผู้บริโภคมีมาตรฐานความปลอดภัยแค่ไหน

ขั้นตอนปรุง”ปลาดิบ”อย่างมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่น เชฟเบนซ์-พงษ์พันธุ์ พลละคร จากร้าน The Crib – Japanese Sushi & Fusion Restaurant กล่าวว่า มาตรฐานชั้นสูงของการปรุงแต่งอาหารประเภทซูชิและซาชิมิ  ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบโดยผู้เชี่ยวชาญ เลือกปลาที่สด สะอาด จากสถานที่ที่ได้รับการยอมรับ ก่อนนำมาแล่ด้วยกรรมวิธีที่สะอาด และห่อด้วยพลาสติกแรปถนอมอาหาร เก็บไว้ในช่องแช่แข็งภายใต้อุณหภูมิติดลบ 18 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำให้อาหารสด และปลอดจากเชื้อโรค

ขณะที่การแปรรูปพร้อมจำหน่ายในระหว่างวันนั้น ซาชิมิจะถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เชื้อโรคไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และไม่ทำให้ปลาแข็ง ทั้งหมดเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ร้านระดับมืออาชีพใช้กัน 

ทั้งนี้ การรับประทานเนื้อดิบ ต้องรับประทานภายในระยะเวลา 3 วัน หลังจากนั้นต้องนำไปปรุงสุก ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

เชฟเบนซ์ บอกต่อว่า ร้านอาหารคุณภาพจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจวัดปริมาณค่าความปลอดภัย เชื้อโรค แบคทีเรียที่อยู่ในปลาดิบ ไม่ให้เกินค่ากำหนด อันเป็นอันตรายต่อร่างกายผู้บริโภค รวมทั้งถูกตรวจความสะอาดของสภาพแวดล้อมภายในร้านอย่างสม่ำเสมอจากทางกทม. ขณะเดียวกันเชฟทุกคน ยังต้องผ่านการสอบ “ผู้สัมผัสอาหารตามมาตรฐานกรมอนามัย” ทั้งหมดเหมือนเป็นใบรับรอง และตัวชี้วัดให้ลูกค้ามั่นใจ

สำหรับร้านอาหาร “ซูชิและซาชิมิ” ตามตลาดนัดหรือข้างทาง เนื้อดิบจากร้านเหล่านี้ถือว่าเสี่ยงอันตรายต่อการรับประทาน เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค

“ซูชิและซาชิมิ ราคาถูกที่วางขายกลางแดด ริมถนน หรือตามป้ายรถเมล์ ส่วนใหญ่อยู่ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ไม่มีตู้แช่ ยิ่งอากาศร้อนเท่าไหร่ โอกาสที่เชื้อโรคจะเจริญเติบโตและแพร่กระจายก็มีมากขึ้นเท่านั้น ร้านพวกนี้แล่ปลาตอนเช้า กว่าจะปั้นซูชิเสร็จก็ราว 2 ชั่วโมง ขนย้ายอีก 1 ชั่วโมง จากนั้นเป็นเวลาของการจัดเตรียมหน้าร้าน เบ็ดเสร็จ 5 ชั่วโมงตั้งแต่กระบวนการแร่ถึงจำหน่าย พ่อค้าแม่ค้าบางคนยังขาดความสะอาด หยิบเงินทอนให้ลูกค้า แล้วมาจับอาหารต่อ  แล่ปลาชนิดหนึ่งเสร็จ ตามหลักจำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดมีดก่อนกลับไปแล่ปลาชนิดอื่นต่อ ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเชื้อโรคได้มาก”

เชฟเบนซ์ ทิ้งท้ายว่า สุขลักษณะของพ่อครัวสำคัญไม่แพ้วัตถุดิบ บางคนพักเบรค เข้าห้องน้ำ สูบบุหรี่ กลับเข้ามาทำอาหารไม่ล้างมือ บางคนเกาหัวเสร็จ จับมีด คว้าข้าวปั้นซูชิ ก็อาจจะนำมาซึ่งการปนเปื้อนของแบคทีเรียได้ ต้องยอมรับว่า คุณภาพของปลาดิบขึ้นอยู่ที่ความเป็นมืออาชีพของเชฟแต่ละคน

รัชพล ธนินโชติกร

คำแนะนำจากเชฟ วิธีเลือกกินปลาดิบคุณภาพ 

รัชพล ธนินโชติกร ผู้เป็นทั้งเชฟและเจ้าของร้าน  “KOKEN Sushi & Dining Bar”  (โคเคน)  แนะนำถึงผู้บริโภคว่า การเลือกสรรร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีคุณภาพ ให้เริ่มจากการสังเกตสภาพแวดล้อมภายในร้าน ดูใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหารที่ติดอยู่ภายใน ซึ่งการันตีได้จากสำนักงานเขต สุดท้ายการตรวจสอบที่ดีที่สุด คือการสัมผัสลิ้มรสด้วยตัวเอง

“เชื้อโรคมองด้วยตาเปล่านั้นยาก จะให้ผู้บริโภคเดินดู หาป้ายยืนยันความปลอดภัยด้วยตัวเองก็ดูยุ่งยากเกินไป พื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆคือ สังเกตความสะอาดเรียบร้อยก่อนเข้าใช้บริการ เมื่อลองทานแล้ว ให้ใช้สัมผัสที่เรามี อย่างเนื้อปลา ของดีต้องสีต้องสด ไม่ซีด ไม่ขุ่นมัว กลิ่นต้องไม่มี เนื้อต้องแน่น เคี้ยวแล้วรู้สึกเฟิร์ม ไม่เละ แบบนั้นคือคุณภาพดี”

รัชพล บอกว่า ปลาสดต้องเก็บอยู่ที่อุณหภูมิ 4- 10 องศา ไม่เช่นนั้น หากเกิน 2 ชั่วโมง นับว่าเสี่ยงที่จะถูกปนเปื้อนจากแบคทีเรียและเน่าเสีย อย่างไรก็ดี ทุกอย่างเป็นไปตามราคา จะเอามาตรฐานของมืออาชีพไปเทียบกับร้านค้าข้างทางนั้นเป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ผู้บริโภค จะเลือกคุณภาพแบบไหน ราคาแบบใดให้เหมาะสมกับตัวเอง

“เนื้อปลาแซลมอนนำเข้า”ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

เมื่อเร็วๆนี้ จารุวรรณ ลิ้มสัจจะกุล ผอ.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการเก็บตัวอย่างเนื้อปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศ ระหว่างปี 2555-2558 เพื่อหาโลหะหนัก 3 ชนิดคือ ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม พบว่า จากตัวอย่างเนื้อปลาแซลมอน 78 ตัวอย่าง พบปนเปื้อน “สารปรอท” 46 ตัวอย่าง หรือมากกว่า 59 % ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ โดยปริมาณที่พบคือ 0.01-0.04 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

“สารตะกั่ว” จากตัวอย่างทั้งหมด 62 ตัวอย่าง พบ 5 ตัวอย่างปนเปื้อน ปริมาณที่พบน้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

“สารแคดเมียม” จากตัวอย่างทั้งหมด 153 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนใน 3 ตัวอย่าง ปริมาณที่พบ 0.02-0.12 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

กล่าวโดยสรุปคือ จากการตรวจปริมาณโลหะหนัก 3 ตัว พบการปนเปื้อนในปริมาณต่ำ ไม่เกินจากประมาณที่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขกำหนด กรณีของแคดเมียมนั้นประเทศไทยไม่มีประกาศกำหนดปริมาณไว้ แต่ก็ได้นำไปเทียบเคียงกับมาตรฐานโคเด็กซ์ และมาตรฐานของอียู ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ก็ยังอยู่ในประมาณต่ำ ดังนั้นจึงถือว่าเนื้อปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

ผอ.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร กล่าวว่า ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เพราะมีโอกาสได้รับเชื้อโรค และพยาธิ แต่หากอยากรับประทานอาหารญี่ปุ่น ขอให้เลือกซื้อในร้านที่มีสุขลักษณะการผลิตที่ดี สุขอนามัยส่วนตัวของผู้ประกอบอาหารต้องดี ไม่เป็นพาหะของโรคติดต่อบางชนิด ขณะเดียวของสดที่เอามาทำซาชิมิต้องมีเกรด หากจะซื้อกลับมาทำรับประทานเองที่บ้าน ขอให้เลือกซื้อชนิดที่ใช้สำหรับการทำซาชิมิโดยเฉพาะ เลือกจากร้านที่เก็บไว้ในอุณหภูมิที่พอเหมาะและสะอาดอย่างแท้จริง

รู้อย่างนี้แล้ว คนไทยจำนวนมากที่หลงใหลความสด อร่อยเเบบวัฒนธรรมญี่ปุ่น อย่าลืมเลือกสรรร้านที่มีคุณภาพเพื่อสุขภาพตัวเองด้วย

 

Maziga Cafe in Clarke Quay updates traditional Indian dishes while keeping their flavours

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/aec/Maziga-Cafe-in-Clarke-Quay-updates-traditional-Ind-30279240.html

Wong Ah Yoke
The Straits Times
 FOOD & RESTAURANTS SAT, 13 FEB, 2016 1:00 AM

SINGAPORE – Cafes often bring to mind a generic menu of sandwiches, burgers, salads, pastas, main courses of pan-fried or grilled fish and meat, and desserts.

But you will not find those at Maziga Cafe, which opened in Clarke Quay last month.

That’s because the eatery has an Indian menu created by Javed Ahamad, executive chef of the upmarket Punjab Grill in Marina Bay Sands, a restaurant known for its modern take on northern Indian cuisine.

Maziga Cafe – as its name suggests – is a much more casual place, but the cooking boasts a similar direction: Traditional Indian dishes are updated without being robbed of their flavour.

The cafe is located below the Bollywood Club, which is opened by the same owners, and the menu is planned with clubbers in mind.

So you find a selection of Indian tapas or small bites to be shared around the table. However, unlike Spanish tapas, which are served on small plates, the ones here come in more substantial servings.

For the Tandoori Garma Garam Prawns ($18.90), for example, there are four large prawns, each sitting on a mound of bright-yellow seafood pilaf rice and topped with kaffir lime foam.

The rice is cooked softer and wetter than usual, perhaps to make it easier for the lump to stay in shape, but it tastes deliciously of seafood stock.

The flavour of kaffir lime in the foam is not very evident, but the dish works nonetheless, with the tasty, crunchy tandoori prawn going perfectly with the rice.

The Miyan Hyderabad Chicken 65 ($13.90) comes as seven bite-sized pieces, each on a skewer. The meat is fried with chilli and curry leaves and comes coated in what the cafe calls a “bloody merry ketchup”, a tomato-based sticky sauce that is sweet and spicy.

Another tapas I order, Jerky Lamb Ribs ($22.90), is a platter of tender baby lamb ribs marinated in spices and roasted in the oven. They are served with crispy masala potato wafers, but the meat is good on its own too. It’s best eaten using your hands, tearing the meat off the bone with your teeth – which I do with little effort.

The Burger ($10.50 for three small ones) is filled with lamb galouti kebab in place of the usual beef patties.

However, I am not fond of galouti kebab because the lamb is often ground so finely that the patty dissolves in the mouth. I prefer minced meat that is left with some bite, but if you do not, you may like these mini burgers that are presented in a small chest like treasures.

The burgers come with potato wedges that are lightly spiced, which I like for their crisp edges and fluffy insides.

The main courses appear more conventional at first, served in small pots like in typical Indian restaurants, but look more closely and you find they are not that traditional after all.

The San Marzano Murg Makhai ($15.90), for example, looks like a traditional butter chicken, but it is cooked with San Marzano plum tomatoes, which are used more often in Italian cooking.

It is very good butter chicken, with tender pieces of meat simmered in a rich, creamy curry. The bit of tartness that comes from the tomatoes makes you forget how heavy it is.

Still, do not make my mistake of slurping up the gravy. Because it is packed with butter and cream, I find my stomach soon feeling like there is a rock in it.

The Baked Khumb & Palak ($17.50) is also an unconventional mix of ingredients with ricotta cheese, baby spinach and mushrooms baked with saffron korma. The cheese gets gratinated on top, but dig your spoon deep into the pot and you discover mushroom chunks and soft spinach in a creamy sauce that is comforting and satisfying.

My dining companions and I also dig into it spoon by spoon till the pot is empty. By that time, we are so stuffed, we cannot find any room for dessert.

Which is why even intriguing concoctions such as Rasmalai Tiramisu ($11.50) will have to wait for another visit.