ตรวจตลาดเออีซี ปูนใหญ่ลุยแขมร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575403

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.พ. 2559 05:01

 

ประเดิมเดือนแรกของศักราชใหม่ ต้อนรับการเปิดตลาด เออีซี ปี 2016 ก่อนอัพเดตสถานการณ์ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านรั้วชิดติดกัน อย่างกัมพูชาว่า มีอะไรน่าสนใจมาเล่าขาน ขอกล่าวคำทักทายสไตล์ชาวแขมร์ “อรุณ-ซัว-ซะ-เดย” (สวัสดียามเช้า)

ประเด็นแรก หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อนว่า เพื่อนบ้านอย่างชาวกัมพูชา ไม่ชอบให้ใครเรียกขานพวกเขาว่า “ชาวเขมร” แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นชินกับคำนี้ แต่โปรดทราบ ถือเป็นคำเรียกในเชิงไม่ให้เกียรติกัน เปรียบเหมือนใช้เรียกผู้ที่ยังอยู่ในป่าดง หรือดินแดนดิบเถื่อน

จะให้ดีคนกัมพูชาชอบให้เรียกพวกเขาว่า “แขมร์” (ขะ-แม-ร์) หรือไม่ก็เรียกชาวกัมพูชาไปเลย ฟังดูรื่นหูกว่า

ในแง่ของภาษาพูด ศัพท์หลายคำในภาษาไทยกับภาษาแขมร์มีความหมายเหมือนหรือซ้ำกันอยู่ถึง 30% หลายครั้งการสื่อสารจึงพอเข้าใจกันได้ เหมือนคนไทยกับคนลาวคุยกันโดยไม่ต้องแปล นอกจาก ภาษาพูดที่ตรงกันหลายคำ นิสัยใจคอของคนไทยกับคนแขมร์ ก็ยังมีความคล้ายคลึง

ว่ากันว่า หนึ่งในวิธีสังเกตดูว่าใครเป็น “ชาวแขมร์” ของแท้หรือเทียม ให้ดูที่อาหารการกิน ถ้าชอบกินปลาร้า ถึงขั้นขาดปลาร้าแล้วกินข้าวกินปลาไม่ลง แม่นแล้ว…นั่นแหละ ชาวแขมร์ขนานแท้ เพราะไม่ว่าจะย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากอยู่ ณ ที่ใด พวกเขาจะมีปลาร้าตามติดไปด้วยเสมอ

ปัจจุบันนอกจากเพื่อนบ้านของไทยรายนี้ กลายเป็นจุดหมายของการลงทุนที่สำคัญ เพราะมีตลาดผู้บริโภคที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดินแดนแห่งนี้ยังมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีอยู่ในอันดับต้นของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยล่าสุดมีจีดีพีสูงถึงประมาณ 6.8% ต่อปี

ส่งผลให้ในเมืองหลวงอย่างพนมเปญ นอกจากมีค่าครองชีพค่อนข้างสูง ค่าเช่าอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมระดับกลาง ยังมีค่าเช่าสูงถึงห้องละประมาณ 600-700 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือน ยิ่งถ้าเป็นคอนโดมิเนียมระดับหรู จะมีค่าเช่าสูงถึงเดือนละ 1,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 36,000 บาทขึ้นไป

นอกจากนี้ ทั้งที่ กรุงพนมเปญ และเมืองใหญ่อย่าง เสียมเรียบ กำลังมีการพัฒนาและก่อสร้างอาคารสูงไปทั่ว มองโดยรอบจะเห็นปั้นจั่นเครน ทอดแขนยาวเหยียดสูงเสียดฟ้าเป็นหย่อมๆ สะท้อนให้เห็นถึง โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และที่อยู่อาศัย เบ่งบานไปทั่ว

เศรษฐกิจขาขึ้นของกัมพูชา ทำให้ธุรกิจรายใหญ่สัญชาติไทย อย่างค่าย ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เอสซีจี” ซึ่งมองขาดและเห็นโอกาสมานานแล้ว ตัดสินใจโกอินเตอร์เข้าไปปักหลักทำธุรกิจในกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2535 หรือเมื่อ 24 ปีที่แล้ว โดยระยะแรกได้ดำเนินธุรกิจในรูปของ “เอสซีจี เทรดดิ้ง”

ต่อมาเมื่อปี 2538 ได้เริ่มก่อตั้งเป็นโรงงานผลิตคอนกรีตผสมเสร็จขึ้นเป็นแห่งแรกในกัมพูชา ตามด้วยปี 2539 ตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งแรกในกัมพูชาขึ้นที่ จังหวัดกัมปอต (Kampot) โดยใช้ชื่อว่า บริษัทเค ซีเมนต์ (K Cement) ซึ่งปัจจุบันถือเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่สุด และมีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดในกัมพูชา ด้วยส่วนแบ่งการตลาดเกินกว่า 50%

บริษัทดังกล่าวผลิตปูนชนิด Portland และ Plastering ส่งขายให้ตั้งแต่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง อาคารพาณิชย์ หมู่บ้านจัดสรร โครงการสร้างสะพาน เขื่อน และงานก่อสร้างอีกหลายรูปแบบในกัมพูชา โดยมียอดขายรวมสูงถึงปีละประมาณ 1 ล้านตัน

อารีย์ ชวลิตชีวินกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารกลาง ซึ่งรับผิดชอบดูแลตลาดปูนซีเมนต์ในอาเซียน บอกว่า ปีที่แล้วกัมพูชามีความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ทั่วประเทศ อยู่ที่ประมาณ 4 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ กัมพูชายังมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจภาครัฐอยู่ในอันดับต้นของอาเซียน ทั้ง 2 ปัจจัย ช่วยกระตุ้นให้ปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างในกัมพูชาเติบโตในอัตราสูงตามไปด้วย

เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศดังกล่าว ก่อนหน้านี้ ทาง “เค ซีเมนต์” จึงได้ขยายไลน์การผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันมีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์รวมเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ปูนภายในกัมพูชาได้สูงถึงปีละประมาณ 2 ล้านตัน

“เราเป็นผู้นำตลาด ทั้งปูนซีเมนต์ เกรดพรีเมียม ปูนซีเมนต์ทั่วไป และหลังคากระเบื้องคอนกรีต สินค้าซึ่งผลิตที่นี่มีมาตรฐานเดียวกันกับที่เมืองไทยทุกอย่าง”

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการซึ่งอยู่ในพื้นที่พัฒนาแห่งใหม่ของกัมพูชาที่ Koh Pic หรือที่คนไทยชอบเรียกกันติดปากว่า “เกาะเพชร” โครงการ Chroy Changva และโครงการที่ Kam Ko ซึ่งแต่ละโครงการล้วนมีชื่อเสียง และใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล มูลค่าหลักร้อยหรือพันล้านบาท ล้วนวางใจเลือกใช้ปูนสัญชาติไทยทั้งสิ้น

อารีย์มองว่า ปัจจุบันแม้จะมีบริษัทปูนสัญชาติจีนเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตปูนขายในกัมพูชา แต่ก็ยังไม่น่าจะอยู่ในฐานะที่เรียกว่า เป็นคู่แข่งระดับเดียวกัน เพราะผู้ผลิตปูนฯสัญชาติจีน เน้นขายสินค้าราคาถูก แต่ในแง่คุณภาพสินค้าถือว่าเป็นคนละตลาดกับสินค้าของบริษัทเค ซีเมนต์

“ผู้ผลิตรายใหญ่จากจีนเพิ่งเริ่มเข้ามาผลิตปูนเมื่อปีที่แล้ว มีกำลังการผลิตราวๆ 1 ล้านตันต่อปี แม้เราจะเป็นผู้นำตลาด แต่ก็ไม่เคยประมาท และยังคงยืนหยัดนโยบาย csr ดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบๆชุมชนที่ธุรกิจของเราไปตั้งฐานการผลิต ภายใต้แนวคิดเมื่อไปทำธุรกิจที่ไหน เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่นเสมอ”

ซึ่งประเด็นนี้ พรพิมล มฤคทัต รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดการดูแลกิจการความรับผิดชอบต่อสังคม สำนักการสื่อสาร บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ยืนยันสอดรับกับอารีย์ว่า

“เรามิได้จ้องแต่จะแสวงกำไร หรือกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศที่เข้าไปลงทุน แต่ยังเน้นที่ความมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชุมชนรอบๆโรงงาน ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจด้วย”

เธอยกตัวอย่างในกัมพูชา นอกจากเอสซีจีใช้กิจกรรมกีฬา นำหน้าเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยได้นำคณะผู้ฝึกสอนจากทีมฟุตบอลเอสซีจีเมืองทอง ยูไนเต็ด และนักกีฬาของทีม เข้าไปแนะนำความรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนของกัมพูชาที่สนใจในกีฬาฟุตบอล

ยังได้จัดการแข่งขันฟุตบอล ระหว่างทีม SCG Muangthong United กับทีม K-Cement Cambodian All Stars ของกัมพูชาขึ้น เพื่อมอบรายได้ทั้งหมดเป็นการกุศล

“อย่างครั้งนี้ เรานำเงินรายได้จากการขายบัตรค่าเข้าชมการแข่งขันทั้งหมด ซึ่งมีผู้ชมให้ความสนใจอย่างล้นหลาม เข้าชมแมตช์นี้ถึง 45,000 ที่นั่ง มอบให้แก่โรงพยาบาลเด็ก 2 แห่งในกัมพูชา รวมเป็นเงิน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งยังมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กเรียนดี แต่ยากจน อีกหลายทุน”

“การที่ธุรกิจของเรามุ่งจะเติบโตในตลาดอาเซียน การทำธุรกิจข้ามประเทศยุคนี้ ไม่เพียงต้องสร้างแบรนด์สินค้าของเราให้เป็นที่รู้จักและชื่นชอบในรูปแบบที่สร้างสรรค์ ยังต้องสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้แบรนด์ของเราได้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้นด้วย”

ถึงบรรทัดนี้ ขอกล่าวคำอำลา “จุมเรียบเลีย” ฉบับหน้าจะมาว่ากันต่อถึงลู่ทางการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชา ซึ่งกำลังทวีความร้อนแรง แซงหน้าทุกประเทศในอาเซียน.

ยืน 1,300 จุด!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575740

โดย อินเด็กซ์ 51 11 ก.พ. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 10 ก.พ.59 ปิดที่ 1,304.74 จุด เพิ่มขึ้น 0.78 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 30,807.05 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 2,505.35 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 167.50 บาท บวก 2.50 บาท, PTT ปิด 236 บาท ลบ 5 บาท, KBANK ปิด 166.50 บาท บวก 1 บาท, IRPC ปิด 4.30 บาท บวก 0.06 บาท และ KTB ปิด 17.70 บาท ลบ 0.30 บาท

หุ้นไทยกลับมายืนเหนือ 1,300 จุดได้ หลังโดนแรงขายออกมากดดัชนีร่วงตามตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยมีแรงซื้อคืนในหุ้นใหญ่รายตัวทั้งสื่อสารและแบงก์ช่วยพยุงตลาด

บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) มองนักลงทุนลดความกังวลเกี่ยวกับการส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยคาดว่ามีโอกาสน้อยมากที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มี.ค.นี้ หลังตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 58 ออกมายังไม่ฟื้นตัวแข็งแกร่งมากนัก ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า อาจทำให้เงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่

ประเมินตลาดระยะสั้นคาดหุ้นไทยแกว่งในกรอบ 1,295-1,315 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนเลี่ยงเก็งกำไรหุ้นพลังงาน-ส่งออก แต่ให้เลือกเล่นเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นค้าปลีก สื่อสาร ท่องเที่ยว โรงแรมได้

บล.บัวหลวง จัดเสวนาแนวโน้มเศรษฐกิจการลงทุนและมุมมองการขับเคลื่อนของประเทศปี 59 “ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย ประเมินดัชนีหุ้นไทยปี 59 ไปได้ที่ 1,450-1,550 จุด บน P/E ที่ 15.5 เท่า

หุ้นเด่นแนะลงทุนกลุ่มการแพทย์ จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี และกำไรฟื้นตัว กลุ่มรับเหมาและปูนซีเมนต์ ได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน UNIQ-CK-STEC-SCC เด่น กลุ่มค้าปลีกอุปโภคบริโภคชอบ CPN-BEAUTY จากกำไรโตแข็งแกร่งหุ้นสายการบิน AAV-BA ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลง

ปิดท้าย ตลาดหลักทรัพย์สรุปภาพรวมตลาดเดือน ม.ค.ดัชนีปิดที่ 1,300.98 จุด เพิ่มขึ้น 1.0% จากสิ้นปี 58 เป็นการปรับขึ้นมากสุดในภูมิภาคโดยตลาดได้ปัจจัยบวกจากผลการประชุมเฟดที่มีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ย และการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่นอยู่ที่ -0.1% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ปรับตัวขึ้นมา

ต่างชาติขายสุทธิ 8,319 ล้านบาท ลดลงจาก ธ.ค.58 ที่ขายสุทธิอยู่ที่ 32,495 ล้านบาท!!

อินเด็กซ์ 51

ดัชนีเศรษฐกิจ 11/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575805

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.พ. 2559 05:01

 

เล็งตั้งวอร์รูม คุมเข้มขนย้ายข้าวเสื่อม ป้องไม่เล็ดลอดสู่ผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575712

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2559 21:04

 

ประธานบอร์ด อคส. ดึง คสช.-ตำรวจ ตั้งวอร์รูม คุมเข้มขนย้ายข้าวเสื่อมออกจากคลัง อคส.-อ.ต.ก. จนถึงโรงงานผลิตปุ๋ย มั่นใจไม่มีข้าวหลุดเข้าสู่การบริโภคแน่ ด้าน ปลัดพาณิชย์ ยันข้าวรัฐไม่ได้หาย 3.9 แสนตัน อย่างที่คลังอ้าง แค่ยังไม่ได้ข้อสรุปทางบัญชี สั่ง อคส.-อ.ต.ก.ตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงใน 3 วัน หรือ 12 ก.พ.นี้

พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) เปิดเผยถึงการกำกับดูแลการขนย้ายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรมว่า หลังจากที่บริษัท ว.ธนทรัพย์ จำกัด ผู้ชนะการประมูลซื้อข้าวสารในสต็อกรัฐบาลปริมาณ 21,180 ตัน เพื่อนำไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ได้มาทำสัญญากับ อคส. เมื่อวันที่ 29 ม.ค.59 ไปแล้วนั้น บริษัทได้ชำระเงินงวดแรกสำหรับข้าว 5,000 ตันแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.พ.59 และเริ่มขนย้ายข้าวออกจากโกดังทันที ทั้งคลังที่จังหวัดพิษณุโลก นครปฐม นครศรีธรรมราช และสุรินทร์ โดยล่าสุดจนถึงวันที่ 9 ก.พ. สามารถขนข้าวได้แล้ว 640 ตัน

นอกจากนี้ ในวันที่ 12 ก.พ.นี้ บริษัทจะมาชำระเงินงวดที่ 2 สำหรับข้าวอีก 5,000 ตัน และจะต้องขนย้ายทั้ง 10,000 ตันแรกออกโกดังภายใน 20 วันทำการ หรือภายในวันที่ 28 ก.พ.นี้ หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา บริษัทจะต้องถูกปรับ ส่วนการขนย้ายข้าวออกจากคลังขององค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) ที่จังหวัดนครสวรรค์ จะใช้มาตรฐานการขนย้ายเดียวกันนี้

สำหรับการขนย้ายข้าวออกจากโกดังจนถึงโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของบริษัทนั้น อคส.ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามการขนย้ายระบายข้าวสารตามนโยบายรัฐบาล (วอร์รูม) เพื่อกำกับดูแลการขนย้ายให้เป็นไปตามแผน และไม่ให้มีข้าวไหลเข้าสู่ผู้บริโภค โดยได้วางแผนคุมการขนย้ายอย่างรัดกุมที่สุด และทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยคุมเข้มตั้งแต่กระบวนการขนย้าย ตรวจสอบประวัติผู้ขับขี่รถบรรทุก การขนข้าวขึ้นบรรทุก การคลุม (ซีล) ผ้าใบ การชั่งน้ำหนัก และติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อบันทึกภาพการขนข้าว เคลื่อนย้ายข้าวจากสถานที่เก็บไปสู่โรงงาน มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่บริษัท รวมถึงที่จุดการผลิต บ่อหมัก เพื่อให้เห็นว่า ข้าวเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่า จะไม่มีข้าวหลุดออกไปสู่ผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม อคส. ได้ประสานศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอใช้โทรศัพท์สายด่วน 1599 เพื่อรับแจ้งข้อมูลเบาะแสที่เกี่ยวข้อง โดยหากมีการนำข้าวในโครงการไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และมีผู้แจ้งเบาะแส จนสามารถนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย จะมีเงินรางวัลนำจับ 100,000 บาท

ด้านนางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่กระทรวงการคลังระบุว่า มีข้าวหายไปจากสต๊กรัฐบาลประมาณ 390,000 ตันนั้น ยืนยันว่า ข้าวไม่ได้หาย แต่อาจจะเป็นการลงบัญชีที่ผิดพลาด และยังไม่ได้ข้อสรุปทางบัญชีเท่านั้น ซึ่งตนได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง อคส. และ อ.ต.ก. มาหารือแล้ว พร้อมกับได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ข้อสรุปทางบัญชี และข้อเท็จจริงภายในวัน ที่ 12 ก.พ.นี้ จากนั้นจะนำส่งให้กับคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานต่อไป.

เอสซีฯ รุกหนักอสังหาฯ เปิดโครงการพร้อมกัน 3 ทำเล ดีเดย์ 27-28 ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575667

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2559 19:21

 

เอสซี แอสเสท แถลงแผนธุรกิจ 59 ตั้งเป้ารายได้ 15,000 ล้าน จ่อเปิด 10 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 24,000 ล้าน ขณะที่ ไตรมาสแรก โชว์ 3 โครงการลักซ์ชัวรี่ 1 คอนโด-2 คฤหาสน์หรู ทำเลดี ตอบโจทย์การใช้ชีวิตผู้อยู่อาศัย เปิดพร้อมกัน 27-28 ก.พ.นี้…

วันที่ 10 ก.พ.59 นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวแถลงแผนธุรกิจปี 2559 ว่า ในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 20% โดยเป็นยอดขายและรายได้ที่ 15,000 ล้านบาท พร้อมกับแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 10 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 8 โครงการ มูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท พร้อมกับคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท โดยวางงบประมาณการซื้อที่ดินไว้ 5,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 62 ตั้งเป้าว่า บริษัทจะมีรายได้ 20,000 ล้านบาท

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)

สำหรับไตรมาสแรกนี้ SC เปิด 3 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 10,000 ล้านบาท ได้แก่ คอนโดมิเนียม 1 โครงการ และเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดบ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ เป็น คฤหาสน์หรูซีรีย์ใหม่ 2 โครงการ ที่สร้างสรรค์นวัตกรรม eldercare solution สำหรับห้องนอนชั้นล่างเป็นพิเศษ เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งพร้อมเปิดเป็นทางการวันที่ 27-28 ก.พ.นี้ คือ

1. โครงการ BEATNIQ สุขุมวิท 32 คอนโดมิเนียมขนาดอาคารสูง 34 ชั้น ติดถนนสุขุมวิท และอยู่ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีทองหล่อเพียง 250 เมตร มีดีไซน์เอกลักษณ์และสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจสไตล์โมเดิร์นช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ในยุค Mid-Century Modern (MCM) พื้นที่โครงการ 1-3-69 ไร่ จำนวน 197 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 12 ล้านบาท ซึ่งผู้สนใจสามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ www.beatniq32.com

โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-จรัญฯ ติดถนนตัดใหม่ พรานนก-พุทธมณฑลสาย 4

2. โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-จรัญฯ ติดถนนตัดใหม่ พรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 เป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง ด้วยถนนใหญ่ขนาด 8 เลน ใกล้ รพ.ศิริราช เพียง 15 นาที พื้นที่ 61-1-20.3 ไร่ มูลค่าโครงการ 3,200 ล้านบาท เพียง 92 หลัง ราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท

โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด สุขุมวิท ต้นถนนบางนา-ตราด

3. โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด สุขุมวิท ต้นถนนบางนา-ตราด ใกล้รถไฟฟ้าสถานีแบริ่ง และไบเทคบางนา ใกล้โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา พื้นที่ 47-3-56.1 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท เพียง 65 หลัง ราคาเริ่มต้น 35 ล้านบาท

นายณัฐพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ นอกจากเรื่องคุณภาพสินค้าและบริการที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งแล้ว เรื่องของนวัตกรรม จะเป็นอีกกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญ เพื่อให้ SC สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้มากที่สุด ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนไปทุกปี และเปลี่ยนแปลงเร็วมากภายใน 5 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเร็วของการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในฐานะของผู้พัฒนาอสังหาฯ จึงต้องวิ่งเร็วกว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงทุกปี

สำหรับในปี 2559 เศรษฐกิจประเทศไทยน่าจะยังเติบโตได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ด้วย 3 สิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ คือ การลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนถึงเกือบ 40% ของ GDP ประเทศ

ขณะที่ ปัจจัยบวกเพิ่มเติมของธุรกิจอสังหาฯ คือ ต้นทุน ที่ยังไม่เพิ่มขึ้น 3 อย่าง คือ น้ำมัน ค่าก่อสร้าง และดอกเบี้ย ส่วนข้อน่ากังวลสำหรับปีนี้ คือ สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ยังสูงอยู่ ถึงแม้ว่าการเติบโตของหนี้จะชะลอตัวอย่างชัดเจน และสัดส่วนของหนี้ NPL ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงคาดการณ์ว่า สถานการณ์ของหนี้จะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ 2560 เป็นต้นไป.

หุ้นไทยปิดตลาด ขยับขึ้นเล็กน้อย 0.78 จุด ค่าซื้อขาย 30,807.05 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575655

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2559 17:26

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 0.78 จุด ที่ระดับ 1,304.74 จุด มูลค่าซื้อขาย 30,807.05 ล้าน…

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 59 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดการซื้อขาย เพิ่มขึ้น 0.78 จุด หรือ 0.06% ที่ระดับ 1,304.74 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 30,807.05 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน).

ทีดีอาร์ไอชี้ไทย-ชาติผู้ผลิตยาง กำหนดราคาตลาดโลกไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575561

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.พ. 2559 15:08

 

นักวิชาการทีดีอาร์ไอชี้ไทยต้องใช้เวลาผลักดันการแปรรูปยางในประเทศให้ได้เป้า 50% พร้อมยกตัวอย่างมาเลเซียอีกชาติผู้ผลิตยางแม้ใช้เองมากกว่า 50% ก็ไม่สามารถกำหนดราคาในตลาดโลกได้…

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. มีรายงานว่า นายวิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยถึงนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการเพิ่มการใช้ หรือแปรรูปยางในประเทศให้ได้ถึง 50% ของผลผลิตหรือมากกว่า 2 ล้านตันจากที่ใช้อยู่ในขณะนี้ 1.4 ล้านตันว่า เป็นตัวเลขที่สูงมาก ไม่มีใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้เชื่อว่าจะสามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น เว้นแต่รัฐจะเอาเงินภาษีนับแสนล้านไปใช้เพื่อผลิตสินค้าที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจออกมา “เอาเข้าจริงการใช้ยางคงเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่เปอร์เซ็นต์ และจากประสบการณ์ของมาเลเซียจะเห็นได้ว่าต่อให้ใช้หรือแปรรูปในประเทศมากกว่า 50% มากกว่าส่งออกก็ไม่สามารถกำหนดราคายางในประเทศได้

ทั้งนี้สัดส่วนการใช้ยางในประเทศ 10-15% ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคายางตกต่ำ จะเห็นได้จากในช่วงที่ราคายางปรับตัวขึ้นสูงสัดส่วนใช้ในประเทศก็อยู่ประมาณนี้ โดยสัดส่วนการใช้ยางของไทยเพิ่มขึ้นจาก 7.7% ในปี 2537 เป็น 10.3% ในปี 2543 และเป็น 15% ในปี 2553 แต่ลดลงมาเหลือ 12.5% ในปี 2556-57 เพราะผลผลิตยางในไทยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมามีเพียง 3 ประเทศที่ทำการปลูกยางคือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยส่วนใหญ่น้ำยางที่ได้จะใช้เพื่อผลิตล้อยางมีสัดส่วนในองค์ประกอบ ประมาณ 25-35% ที่เหลือจะใช้ยางสังเคราะห์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยางธรรมชาติ 100% เช่น ถุงมือยาง ถุงยาง ยางวง พื้นรองเท้ายาง ส่วนใหญ่ไทยจะเป็นผู้ผลิต และส่งออก แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ปริมาณยางไม่มากเช่น กรณีถุงยางในไทยใช้ยางไม่ถึง 10,000 ตัน ถุงมือยาง 50,000-60,000 ตันต่อปีเท่านั้น

ทั้งนี้ไทยและอินโดนีเซียส่งออกยางที่ผลิตได้เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่มาเลเซียเป็นประเทศที่เริ่มทิ้งยาง หันมาปลูกปาล์มแทนตั้งแต่ 40 ปีก่อนพร้อมกับพัฒนาอุตสาหกรรมยางจนทำให้มาเลเซียกลายเป็นประเทศเดียวในสามประเทศผู้ผลิตที่ใช้ยางมากกว่าครึ่งของที่ผลิตได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้เป็นผู้กำหนดราคายางในตลาดโลกได้.

คมนาคม วางศิลาฤกษ์ สร้างรถไฟทางคู่จิระ-ขอนแก่น อย่างเป็นทางการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575453

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2559 12:12

 

คมนาคม เริ่มสร้างรถไฟทางคู่จิระ-ขอนแก่น อย่างเป็นทางการแล้ว เผย อยู่ภายใต้วงเงิน 23,400 ล้าน 187 กม. ใช้เวลาสร้าง 3 ปี ระบุ ช่วยกระจายความเจริญ สร้างความเข้มแข็งต่อ ศก.ในประเทศ ขณะที่ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 เตรียมจัดประกวดราคาดำเนินการสร้าง…

วันที่ 10 ก.พ. 59 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ทำพิธีเปิดโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ที่สถานีรถไฟท่าพระ จังหวัดขอนแก่น ถือเป็นการเริ่มต้นลงมือก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางนี้อย่างเป็นทางการ โดยพื้นที่ก่อสร้างจะเริ่มจาก 2 สถานี คือ สถานีรถไฟขอนแก่น และสถานีรถไฟหนองบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากมีความพร้อมทั้งวัสดุและแรงงานมากที่สุด

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น อยู่ภายใต้กรอบวงเงิน 23,400 ล้านบาท ระยะทางประมาณ 187 กิโลเมตร รวม 19 สถานีโดยสาร และ 3 สถานีขนถ่ายตู้สินค้า ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี โดยมี บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ช.ทวีก่อสร้าง ดำเนินการก่อสร้าง

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว เป็นการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคทั้งการท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้า ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สามารถสร้างความเข้มแข็งต่อเศรษฐกิจในประเทศได้

นายออมสิน กล่าวด้วยว่า ส่วนความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย นั้น ในสัปดาห์ต่อไปจะจัดให้มีการประกวดราคาเพื่อดำเนินการสร้าง.

ทองเปิดตลาดผันผวน ปรับครั้งที่ 2 ลด 50 รูปพรรณ ขายบาทละ 20,350

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575367

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2559 09:58

 

ราคาทองเปิดตลาดปรับขึ้น 50 บาท ก่อนผ่านไป 8 นาทีเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ทองแท่ง รับซื้อบาทละ 19,850 บาท ขายบาทละ 19,950 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,556.40 บาท ขายบาทละ 20,350 บาท…

วันที่ 10 ก.พ. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ปรับขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,900 บาท ขายออกบาทละ 20,000 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,617.04 บาท ขายออกบาทละ 20,400 บาท

จากนั้น ในเวลา 09.38 น. ได้เปลี่ยนแปลงในครั้งที่ 2 ปรับลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่ง รับซื้อบาทละ 19,850 บาท ขายออกบาทละ 19,950 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,556.40 บาท ขายออกบาทละ 20,350 บาท

สั่ง รฟท.ผุดคอนโดฯช่วยคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575253

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.พ. 2559 06:15

 

“บิ๊กตู่” ชี้บรรเทาผลกระทบโปรเจกต์ยักษ์รถไฟ

นายกฯ บี้คมนาคมตั้งกรมราง วาดฝันเอกชนเช่ารางเดินรถไฟในอนาคต ขณะที่เร่ง ร.ฟ.ท.สร้างคอนโดฯรอบสถานีให้คนที่ต้องย้ายที่อยู่จากการรถไฟ พ่วงสร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ สั่งด่วนแก้ไขปัญหาคนดอนเมืองถูกปิดทางออกจากการสร้างรถไฟฟ้าสีแดง

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (9 ก.พ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตี เป็นประธาน ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดการจัดตั้งกรมรางให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้รับทราบถึงแนวทางการกำกับดูแลและบริการจัดการระบบรางของประเทศที่ชัดเจน โดยเฉพาะการบริหารจัดการระบบรางในอนาคต ว่าจะสามารถเปิดให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาเช่ารางเพื่อเดินรถเองได้หรือไม่อย่างไร เพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนรับทราบแนวทางการดำเนินนโยบายที่ชัดเจน

รวมทั้งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กลับไปจัดทำแผนการดำเนินการจัดสร้างที่อยู่อาศัยในแนวสูงบริเวณรอบสถานีต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่เขตทางรถไฟบริเวณที่ ร.ฟ.ท.นำไปใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟ รวมทั้งสร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยอื่นๆด้วย นอกจากนี้ นายกฯ ยังสั่งให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์บนพื้นที่รอบๆ 2ข้างทางรถไฟว่าสามารถทำได้หรือไม่ และหากทำได้ควรจะทำธุรกิจใดจึงจะเหมาะสม ทั้งนี้ ในส่วนของการสร้างที่อยู่อาศัยตนได้สั่งการให้ ร.ฟ.ท. ไปสำรวจพื้นที่ทั้งหมดของ ร.ฟ.ท.แล้วว่าบริเวณใดมีเขตทางเหลือพอที่จะสร้างที่อยู่อาศัยได้บ้าง

“นายกรัฐมนตรียังได้ขอให้ ร.ฟ.ท. เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้อยู่อาศัยบริเวณดอนเมืองกว่า 1,000 หลังคาเรือนที่ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบกรณีที่ผู้รับก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต มีการปิดทางสัญจรเข้าและออก ซึ่งเบื้องต้นทราบว่า ผู้รับเหมากันเป็นพื้นที่ก่อสร้างเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ที่สัญจรผ่านบริเวณจุดก่อสร้าง โดยหลังจากนี้ ร.ฟ.ท. ต้องไปเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหา และทำทางเข้าออกให้กับชาวบ้านด้วย”

นายออมสินยังกล่าวด้วยว่า ครม.ยังมีมติอนุมัติให้ปรับกรอบวงเงินลงทุนโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต จากเดิมประมาณ 75,500 ล้านบาท เป็น 93,900 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้อนุมัติปรับกรอบวงเงินสัญญาที่3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมตู้รถไฟฟ้าบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน จาก 25,600 ล้านบาท เป็น 32,300 ล้านบาท ตามผลการเจรจากับกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็มเอชเอสซี ประกอบด้วยบริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสเตรียล บริษัท ฮิตาชิ และบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น ที่เป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก็จะต้องดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักงบประมาณได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องวงเงินสัญญา 3 ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอีก 473 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณเห็นว่าน่าจะไปเจรจาลดลงมาได้ แต่ ร.ฟ.ท.จะเจรจาได้หรือไม่อย่างไร ให้แจ้งไปที่สำนักงบประมาณเพื่อทราบเท่านั้น จากนั้นเรื่องคงจะจบลง เพราะ ครม.อนุมัติกรอบวงเงินแล้ว โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ร.ฟ.ท.ต้องไปเรียกกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็มเอชเอสซีมาเจรจาว่าจะลดราคาได้อีกหรือไม่ แต่เท่าที่ทราบตัวเลข 473 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นมา คือการสร้างทางวิ่งเพิ่มเติมในช่วงบางซื่อ-รังสิต

ด้านนายประเสริฐ อัตตะนันท์ รองผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวเพิ่มเติมในกรณีการก่อสร้างรถไฟฟ้าทางคู่ และรถไฟความเร็วสูงว่า ตามแผนการก่อสร้างจะต้องใช้พื้นที่แนวเขตทางรถไฟด้านละ 10 เมตร ทำให้ชาวบ้านที่บุกรุกพื้นที่สองข้างทางจะต้องย้ายออกไป แต่ ร.ฟ.ท.มีการพิจารณาจ่ายค่ารื้อย้ายให้ ส่วนนโยบายนายกฯที่ให้มีการสร้างที่พักอาศัยเพื่อช่วยเหลือผู้ที่จะต้องถูกย้ายออกไปนั้น คงจะต้องไปพิจารณาว่ามีพื้นที่ว่างใดที่จะดำเนินการได้ ต้องขอเวลาไปศึกษาสำรวจก่อน

ทั้งนี้ ยอมรับว่าผู้รับเหมามีการปิดกั้นตลอดแนวเส้นทางก่อสร้างเป็นเรื่องของความปลอดภัย เพราะหลังจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงแล้วเสร็จ ตลอดแนวเส้นทางด้านล่างระดับดินจะต้องมีการทำรั้วกั้นอย่างมิดชิด เพื่อป้องกันปัญหาการก่อการร้ายหรือมีการวางระเบิดใต้ฐานเสารถไฟฟ้าจะส่งผลกระทบกับโครงการได้ ซึ่งเป็นเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัย ส่วนแนวทางในการช่วยเหลือให้ชาวบ้านมีทางสัญจรนั้นจะต้องไปพิจารณาว่าจะทำเป็นสะพานลอยข้าม หรือรูปแบบใดที่เหมาะสม แต่ในระหว่างการก่อสร้างจะต้องไปเจรจากับผู้รับเหมาว่าจะมีการบรรเทาเยียวยาในส่วนนี้ได้อย่างไรบ้าง

ขณะที่ กรณีสัญญาที่ 3 นั้นของรถไฟฟ้าสายสีแดงนั้น ขณะนี้ตัวร่างสัญญาทางสำนักงานอัยการได้ตรวจแก้สัญญาให้หมดแล้ว ร่างสัญญาทางองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) ก็เห็นชอบแล้ว การลงนามในสัญญาจึงคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน หากมีหนังสือจาก ครม.มาอย่างเป็นทางการ คาดว่าประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็สามารถลงนามได้ทันที เพราะทุกอย่างจบหมดแล้ว.