ผัก-ผลไม้ ปรับขึ้นราคา 5-10 บ. รับตรุษจีน พาณิชย์คุมเข้มตรวจสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572100

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 12:15

 

อธิบดีกรมการค้าภายใน เผย การจับจ่ายใช้สอยช่วงตรุษจีนคึกคักขึ้นกว่าปีก่อน ส่วนราคาผัก-ผลไม้ ปรับเพิ่มขึ้น 5-10 บาท พร้อม มีมาตรการตรวจสอบราคา ป้องกันผู้ค้าฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค ระบุ ราคาสินค้าต้องเป็นไปตามกลไกตลาด มีป้ายแสดงราคาชัดเจน…

วันที่ 3 ก.พ. 59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ ถึงการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนช่วงวันตรุษจีน ว่า แนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งมีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจในปีนี้ การจับจ่ายน่าจะกระเตื้องขึ้นประมาณ 10% ในส่วนของราคาสินค้าส่วนใหญ่ ราคาอยู่ระหว่างทรงตัว ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำคัญๆ ที่ใช้ในช่วงเทศกาล อย่างเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งอาจจะมีปรับเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว 5-10 บาท แต่ขณะที่สินค้าอื่นๆ จำพวกเครื่องอุปโภคบริโภคราคาไม่สูงขึ้น เพราะมีการแข่งขันค่อนข้างมาก โดยในช่วงนี้เสื้อผ้าสีแดงจะขายดีที่สุด เพราะประชาชนคนไทยเชื้อสายจีนมักหาเสื้อใหม่ใส่เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล มีความเชื่อว่าจะมีความโชคดี เจริญรุ่งเรืองและเงินทองไหลมาเทมา ส่วนวันที่ 5-6 ก.พ.นี้ มองว่าการจับจ่ายส่วนใหญ่จะเป็นการซื้ออาหารเพื่อเตรียมตัวไหว้เทพเจ้าต่างๆ คาดว่าในช่วงนี้เงินสะพัดจะมาก

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ กล่าวด้วยว่า สินค้าจะไม่มีการควบคุมราคาแต่จะมีการตรวจสอบราคา ข้อแรกคือ ต้องการติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน ข้อสองคือ ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาดหรือไม่ เพราะทางกรมการค้าภายในมีการสืบราคาสินค้าและตรวจสอบทุกวัน ตั้งแต่เกษตรกรค้าส่งมาจนถึงค้าปลีก ว่าราคาเป็นไปตามสัดส่วนหรือไม่อย่างไร

นอกจากนั้น กรมการค้าภายในยังมีการส่งสายตรวจออกตรวจทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อย่างในช่วงเทศกาล ท่านรองอธิบดีของกระทรวง จะออกตรวจตามตลาด ทั้งภาคเหนือในจังหวัดเชียงใหม่ ภาคใต้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งผลจากการตรวจสอบราคาโดยทั่วไป พบว่า ราคายังทรงตัว ไม่สูงขึ้น มีเพียงผัก-ผลไม้บางชนิด ที่จะปรับเพิ่มขึ้นหรือปรับลดลงตามค่าขนส่ง

ทั้งนี้ ในการป้องปรามที่ได้ทำการออกตรวจตลาดนั้น ก็เพื่อให้ประชาชนสบายใจที่รัฐบาลเอาใจใส่ดูแล ไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาส เอาเปรียบผู้บริโภคเกินควรในช่วงเทศกาล

แม่ค้าขายเป็ด-ไก่ เทศกาลตรุษจีน

“ใกล้เทศกาลตรุษจีนแล้ว โอกาสแรกขออวยพรให้พี่น้องประชาชน รวมทั้งผู้ค้าทุกท่าน มีความสุข มีสุขภาพแข็งแรง มีกำไร ร่ำรวยๆ จากการประกอบธุรกิจ ในส่วนของผู้บริโภค ขอให้มีความมั่นใจได้ว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดูแลราคาสินค้าให้เป็นไปตามกลไกตลาด และสอดคล้องกับต้นทุน หากประชาชนพบเห็นราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่เบอร์ 1569 เรามีสายด่วนที่จะดูแลให้ความเป็นธรรมด้วย” อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวทิ้งท้าย.

เปิดจอง-ซื้อสลาก พิมพ์เพิ่ม 10 ล้านคู่ เอื้อผู้ค้ารายย่อย ยังไม่พบปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572053

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 10:35

 

โฆษกฯ เผย กองสลากเปิดจอง-ซื้อสลากพิมพ์เพิ่ม 10 ล้านฉบับคู่ พร้อม ปรับเงื่อนไข-ปรับเวลาการซื้อ ยังไม่พบปัญหาแต่อย่างใด ระบุ ช่วยให้คนเข้าถึงสลากได้มากขึ้น…

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.59 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เปิดให้จอง และซื้อสลากที่มีการพิมพ์เพิ่มอีก 10 ล้านฉบับคู่ หรือ 20 ล้านฉบับ ทำให้สลากในตลาดในงวด 16 ก.พ.นี้ จะมีถึง 120 ล้านฉบับ จากก่อนหน้านี้พิมพ์อยู่ 100 ล้านฉบับ โดยการพิมพ์สลากเพิ่มดังกล่าวนำมาขายให้กับผู้ค้ารายย่อยผ่านธนาคารกรุงไทย

ทั้งนี้ คาดว่าจะทำให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถซื้อสลากได้ทั้งหมดถึง 7 หมื่นราย จากก่อนหน้านี้ซื้อกันได้ 4 หมื่นราย ในการจองและซื้อสลากวันที่ 3 ก.พ. มีการปรับเงื่อนไขด้วยการให้นำเงินเท่ากับจำนวนที่จะซื้อหรือจองสลากเข้าไป ใส่ไว้ในบัญชีธนาคารกรุงไทยตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 2 ก.พ. และปรับเวลาการซื้อจากเดิมเปิดให้ซื้อผ่านเอทีเอ็มเน็ตแบงก์เป็น 08.15 น. จากเดิม 08.00 น. ส่วนเคาน์เตอร์เป็นเวลา 08.30 น. เหมือนเดิมเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้คนพิการ และผู้สูงวัยที่ไม่ชินกับระบบเอทีเอ็ม และคอมพิวเตอร์มีโอกาสเข้าถึงสลากมากขึ้น

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยกับ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า ขณะนี้ยังไม่พบรายงานปัญหาแต่อย่างใด หลังจากมีการปรับเงื่อนไขแล้ว พบว่า คนเข้าถึงสลากได้มากขึ้น เป็นการอำนวยความสะดวกให้คนจองสลากได้มากขึ้น.

ราคาทองเปิดตลาด ปรับขึ้น 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 19,500

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572042

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 09:49

 

ราคาทองเปิดตลาดปรับขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,000 ขายออกบาทละ 19,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,722.60 ขายออกบาทละ 19,500…

วันที่ 3 ก.พ. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ปรับขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,000.00 บาท ขายออกบาทละ 19,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,722.60 บาท ขายออกบาทละ 19,500.00 บาท

ดัชนีเชื่อมั่นนักเศรษฐศาสตร์ต่อศก.ไทย 3-6 เดือนข้างหน้า สูงสุดรอบ 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572018

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 09:34

 

กรุงเทพโพลล์ เผยดัชนีเชื่อมั่นนักเศรษฐศาสตร์ต่อ ศก.ไทย 3-6 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 33.93 จากเต็ม 100 สูงสุดรอบ 2 ปี แต่ระดับยังต่ำกว่า 50 ชี้ให้เห็น ศก.ยังอ่อนแอ จากส่งออก-ลงทุน-บริโภคเอกชน หวังลงทุนภาครัฐตัวขับเคลื่อน ในอีก 3 เดือน…

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 28 แห่ง จำนวน 62 คน เรื่อง “ดัชนีความเชื่อมั่นนักเศรษฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทยใน 3-6 เดือนข้างหน้า” โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 25 ม.ค.-1 ก.พ. 59 ที่ผ่านมา พบว่า อยู่ที่ระดับ 33.93 (เต็ม 100) เพิ่มขึ้น จากการสำรวจครั้งที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับ 31.69 และเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 2 ปี นับจากเดือนม.ค. 57

อย่างไรก็ตาม การที่ค่าดัชนีอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ค่อนข้างมากสะท้อนให้เห็นถึงสถานะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่ยังอ่อนแอเป็นอย่างมาก เมื่อวิเคราะห์ลงไปในแต่ละปัจจัยขับเคลื่อนพบว่าปัจจัยที่ทำให้ค่าดัชนีอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 50 ค่อนข้างมาก ได้แก่ การส่งออกสินค้า (ดัชนีเท่ากับ 5.74) การลงทุนภาคเอกชน (ดัชนีเท่ากับ 9.84) และการบริโภคภาคเอกชน (ดัชนีเท่ากับ 12.30) ขณะที่ปัจจัยด้านการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้า ทำให้ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 60.66 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับจากเริ่มมีการจัดทำดัชนีเมื่อปี 2553 เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงสุดนับจากมีการจัดทำดัชนีเช่นเดียวกัน โดยมีค่าดัชนีเท่ากับ 81.15

เมื่อมองออกไปในระยะ 3 เดือนข้างหน้า ค่าดัชนีอยู่ที่ 58.17 ลดลงจากการสำรวจครั้งที่ผ่านมา (ค่าดัชนีเท่ากับ 67.39) และเมื่อมองออกไปในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ค่าดัชนีอยู่ที่ 67.69 ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจครั้งก่อน (ค่าดัชนีเท่ากับ 79.69) เมื่อพิจารณาจากดัชนีองค์ประกอบพบว่าในระยะ 3 เดือนข้างหน้าปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญคือ การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ รองลงมาเป็นปัจจัยด้านการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ส่วนปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะ 6 เดือนข้างหน้าคือ การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน การท่องเที่ยวจากต่างประเทศ และการบริโภคภาคเอกชน ตามลำดับ

ด้านความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ในประเด็นวัฏจักรเศรษฐกิจว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงใดของวัฏจักร พบว่า ร้อยละ 54.8 เห็นว่าอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัว รองลงมาร้อยละ 25.8 เห็นว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงถดถอย ร้อยละ 11.3 เห็นว่าอยู่ที่จุดต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ ขณะที่ร้อยละ 6.5 เห็นว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดและอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัว

ทั้งนี้ สรุปได้ว่า 1.เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจนมากที่สุด ในรอบ 2 ปี 2.ปัจจัยขับเคลื่อนการฟื้นตัวที่สำคัญคือ การใช้จ่ายและลงทุนของภาครัฐ และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ดัชนีอยู่ในระดับสูงที่สุดนับจากเริ่มมีการจัดทำดัชนี และ 3.เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2559

‘ปลัดพลังงาน’ หวังกระตุ้นศก.รากหญ้า อัดฉีดเงินลงทุนเกือบ 6 แสนล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571917

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2559 06:15

 

ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับภาพรวมการประเมินมูลค่าการลงทุนจากภาครัฐ–เอกชน และศักยภาพการลงทุนทางด้านพลังงานในปี 2559 เท่าที่ได้มีการตรวจสอบ และเก็บข้อมูลมาจากหน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่าในปีนี้ มีเม็ดเงินจากภาคเอกชน รวมถึงภาครัฐเข้ามาลงทุนด้านพลังงานสูงถึง 587,572 ล้านบาท และสูงเป็นอันดับ 1 ในบรรดาข้อเสนอการลงทุนด้านต่างๆที่มีเข้ามา

ทั้งนี้ในสาขาไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) มีวงเงินลงทุนรวม 121,060 ล้านบาท ภาครัฐจะลงทุนเป็นเงิน 91,060 ล้านบาท เพื่อขยายและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าและพัฒนาปรับปรุงโรงไฟฟ้าของ กฟผ.เช่น โครงการโรงไฟฟ้าเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โครงการระบบส่งเพื่อรีบซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำงึม 3 และน้ำเทิน 1 ตลอดจนถึงโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 และระบบจำหน่ายไฟของ กฟน.กับ กฟภ.

ขณะที่ภาคเอกชนมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับโรงงานอุตสาหกรรมของตนเองโดยรวม 30,000 ล้านบาท “ยังมีสาขาปิโตรเลียมที่กระทรวงวางแผนไว้ว่าจะต้องลงทุนอีก 262,284 ล้านบาท เพื่อการขยายคลังของก๊าซ LPG (ก๊าซหุงต้ม) ขยายระบบโครงข่ายท่อส่งก๊าซตามแผนแม่บทฉบับที่ 3 รวมถึงการลงทุนสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมของ ปตท.สผ.ที่ต้องทำต่อไป”

ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวด้วยว่า ยังมีภาคเอกชนแจ้งความจำนงจะลงทุนสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทาน อย่างบริษัท เชฟรอนด้วยอีกประมาณ 80,000 ล้านบาท

นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังมีผู้ประสงค์จะลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนที่ประกาศให้เอกชนทราบภายใต้วงเงินลงทุนรวมอีก 102,228 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินลงทุนจากภาครัฐ 3,000 ล้านบาทเพื่อการสนับสนุนการศึกษาและวิจัยต้นแบบ ซึ่งจะเป็นเงินที่มาจากกองทุนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน ในขณะที่ภาคเอกชนให้ความสนใจกับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆมากมาย

“ที่เป็นความนิยมสูงสุดก็คือ โซลาร์เซลล์ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ขยะ และลม รวมกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ ภายใต้วงเงินลงทุน 99,228 ล้านบาท” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว ยังมีการลงทุนในสาขาอนุรักษ์พลังงานตามแผนอนุรักษ์พลังงานของรัฐด้วยอีก 126,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนจากภาครัฐ 8,000 ล้านบาท ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน และเงินลงทุนของภาคเอกชนอีก 14,000 ล้านบาท เพื่อร่วมกันปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเครื่องปรับอุณหภูมิ เช่น โรงงานน้ำแข็ง และห้องเย็นใน 5 จังหวัดทำประมง เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าที่สูงถึง 50% ของค่าใช้จ่ายลง

สำหรับความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศด้านพลังงานนั้น เท่าที่สำรวจพบจากข้อมูลของ บีโอไอ มีการเสนอขอรับการส่งเสริมการลงทุน 248 โครงการ คิดเป็นมูลค่าลงทุน 166,586 ล้านบาท โดยการลงทุนด้านพลังงานทดแทน มีมูลค่าสูงถึง 68,476 ล้านบาท “เราคำนวณผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศที่กระจายสู่ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมจากพืชพลังงานได้กว่า 125,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตเอทานอล ซึ่งจะมีรายได้หมุนเวียนในระยะ 5 ปี (2559-2564) รวม 226,575 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายได้กระจายไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 37,841.92 ล้านบาท สู่ผู้ปลูกอ้อย 48,438 ล้านบาท

ขณะที่ไบโอดีเซลจะช่วยสร้างให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในปีนี้กว่า 40,000 ล้านบาท และผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจะอยู่ที่ 1,443 ล้านบาทต่อปี รวม 5 ปีเป็นเงิน 8,850 ล้านบาท “ยังมีการลงทุนเรื่องการขนส่งน้ำมันทางท่อ 3 สายคือ สระบุรี-ลำปาง, สระบุรี-ขอนแก่น และ ระยอง-สระบุรี ระยะทาง 1,167.51 กม.คิดเป็นเงินลงทุน 64,768 ล้านบาท และลดต้นทุนการขนส่งได้มากถึง 40%

“มีหลายเรื่องมากที่กระทรวงพลังงานต้องรับผิดชอบ เรื่องที่สำคัญคือเรื่องการช่วยเตรียมการสำรองน้ำอุปโภค-บริโภคที่ได้จากเพื่อนบ้านซึ่งจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้ประเทศไทย ที่สำคัญอีกประการก็คือ เราได้รับมอบหมายจาก พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.กระทรวง และรัฐบาล ให้เร่งศึกษา และจัดสร้างสถานีเพื่อการชาร์จแบตเตอรี่ของรถยนต์ที่กำลังจะเข้ามาใช้ในอนาคตอันใกล้ด้วย ส่วนที่หลายคนห่วงว่า จะมีไฟฟ้าไม่พอมาใช้เพื่อรถยนต์นั่งหรือรถโดยสารสาธารณะนั้น ผมยืนยันว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าเรามีมากพอ เช่นเดียวกับปริมาณสำรองตามกติกาสากล” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว.

หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งแรงตามราคาน้ำมัน แนสแด็กร่วงเกิน 2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571952

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 06:10

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงอย่างมากในวันอังคาร เช่นเดียวกับตลาดหุ้นยุโรป หลังจากราคาน้ำมันร่วงอีกครั้ง เน้นย้ำความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 2 ก.พ. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 295.64 จุด หรือ 1.80% ปิดที่ 16153.54 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 36.35 จุด หรือ 1.87% ปิดที่ 1903.03 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 103.42 จุด หรือ 2.24% ปิดที่ 4516.95 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า การลดลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันอังคาร เป็นผลมาจากการลดลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันของราคาน้ำมันจนไปปิดต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอีกรอบ อย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากยิ่งราคาน้ำมันอ่อนแอมากเท่าใด ก็หมายความว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจอ่อนแอลงมากเท่านั้น.

เคาะงบปี 60 ขาดดุล3.9 แสนล้าน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571911

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2559 06:01

 

นายสมศักดิ์ โชติรัตนศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 60 มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย 2.733 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 จำนวน 13,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.5% แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2.1214 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 จำนวน 21,282 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1% คิดเป็น 77.6%ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่รายจ่ายเพื่อการลงทุนมีจำนวน 546,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 จำนวน 2,245 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.4% คิดเป็นสัดส่วน 20% ของวงเงินงบประมาณ ส่วนรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มี 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 จำนวน 3,008 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.9% และคิดเป็น 2.4% ของวงเงินงบประมาณ

ทั้งนี้ คาดว่าปีงบประมาณ 60 จะมีรายได้ 2.343 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 จำนวน 13,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.6% คิดเป็นวงเงินงบประมาณขาดดุล 390,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับปีงบประมาณ 59 และคิดเป็น 2.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมีสมมติฐานว่าจีดีพีปี 60 จะขยายตัว 6% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2%

สำหรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 60 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์และ 1 รายการคือ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ, ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน, ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายใน, ด้านการจัดการน้ำและสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน, ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ และรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐ

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้กำหนดกรอบงบประมาณเพดานสูงสุด ตามที่หน่วยงานต่างๆเสนอของบฯมาวงเงินสูงสุดอยู่ที่ 3.313 ล้านล้านบาทก่อนที่จะปรับลด โดยมีแผนงานบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ 25 แผนงาน วงเงินรวม 772,989 ล้านบาท หากหน่วยงานเห็นว่ามีแผนงานยุทธศาสตร์ที่สำคัญสามารถเสนอของบฯเพิ่มเติมได้ไม่เกิน 5%ของกรอบวงเงิน โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้การทำงบประมาณปี 60 หน่วยงานต่างๆต้องมีแผนงานมาประกอบการเสนอของบฯ และให้ความสำคัญกับโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเตรียมความพร้อมให้โครงการเกิดก่อน ไม่ใช่เน้นแค่ที่โครงการใดมีความพร้อมก่อนเท่านั้น.

เทสโก้ โลตัส หนุนประชารัฐ ส่งเสริมชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571282

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 06:01

 

ตรุษจีนปีนี้ “มะพร้าวน้ำหอม” ขึ้นแท่นของไหว้สุดฮอตไม่แพ้ กล้วยหอม หรือ ส้ม เลยแม้แต่น้อย

นายณรงค์ศักดิ์ จรณะหุต ชาวสวนมะพร้าวน้ำหอมดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี กล่าวว่า ยอดขายมะพร้าวในช่วงเทศกาลตรุษจีนดีมากๆ พุ่งขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเลยทีเดียว หนึ่งอาจเพราะ มะพร้าวน้ำหอมเป็นของไหว้ที่คนไทยนิยมไหว้กันช่วงตรุษจีน สองคือกระแสความนิยมการรับประทานมะพร้าวน้ำหอมเพื่อสุขภาพ

ยิ่งในโลกออนไลน์มีแชร์ถึงประโยชน์ของมะพร้าวอ่อน หรือ เป็นผลไม้ยอดฮิตเคล็ดลับ “ชะลอแก่” ของซุปเปอร์สตาร์ดังระดับโลก ก็ยิ่งเป็นแรงส่งสำคัญ

นางสาวพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า ปัจจุบันเทสโก้ โลตัส รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกร ประมาณ 40,000 ลูกต่อสัปดาห์ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีนถือเป็นฤดูขาย มะพร้าวน้ำหอม เป็นที่ต้องการของตลาด เป็นของไหว้ประเภทผลไม้ที่ขาดไม่ได้ เพราะมีความหมายดี สื่อถึง การอยู่ร่วมกัน ดังนั้นในช่วงเทศกาล มะพร้าวน้ำหอมจึงมียอดขายมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า หรือประมาณ 120,000 ลูก ในช่วงวันจ่าย

“เทสโก้ โลตัส เน้นการรับซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกรไทย เน้นส่งเสริมนโยบายประชารัฐ สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทย เพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนาสินค้าคุณภาพดีและมีความปลอดภัยร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอมที่ขายในเทสโก้ โลตัส เรารับซื้อจากบริษัทเอแอนด์เจ ผลไม้ไทย ซึ่งเป็นคู่ค้ากับเทสโก้ โลตัส มาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2558 โดยเน้นการพัฒนาสินค้าและคุณภาพร่วมกัน”

ด้าน นายสรรค์ชัย ปวุติภัทรพงศ์ กรรมการ บริษัท เอ แอนด์ เจ ผลไม้ไทย จำกัด เจ้าของสวนและผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่ส่งขายให้กับเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “ปัจจุบันส่งมะพร้าวน้ำหอมให้เทสโก้ โลตัส 3 รูปแบบ คือ มะพร้าวควั่น มะพร้าวเจีย และ มะพร้าวหัวโต โดยยอดที่จัดส่งในรอบปี 2558 คือ 1.2 ล้านลูก โดยรูปแบบที่ขายดีที่สุดคือ มะพร้าวควั่น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมียอดขายมากกว่าปกติถึง 3 เท่าตัว เพราะมะพร้าวน้ำหอม เป็นหนึ่งในของไหว้ที่ได้รับความนิยมมาก ซึ่งปกติเทสโก้ โลตัส รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมประมาณสัปดาห์ละ 30,000 – 40,000 ลูก แต่ช่วงเทศกาลตรุษจีน จะรับซื้อเพิ่มขึ้นถึงสัปดาห์ละมากกว่า 120,000 ลูก”

ว่าไปแล้วการร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการ ชาวสวน ภาครัฐ และเทสโก้ โลตัส ได้ทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การวางแผนการปลูกตามความต้องการของตลาด มาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานด้านคุณภาพ อาทิ ขนาด น้ำหนัก รูปทรง รอยช้ำแดง ค่าความหวาน ฯลฯ นำมาซึ่ง “มะพร้าวน้ำหอม” ที่ดีมีคุณภาพ ลดปัญหาผลผลิตล้นหรือขาดตลาด สินค้าได้มาตรฐาน โดยเอแอนด์เจฯ ผู้รวบรวมผลผลิตและมีพื้นที่ปลูกเองกว่า 700 ไร่ และลูกสวนในเครือข่ายอีกกว่า 45 สวน หรือราว 1,000 ไร่ ได้รับประโยชน์ร่วมกัน

นางสาวพรเพ็ญ กล่าวอีกว่า ความน่าสนใจของการพัฒนาร่วมกันกับคู่ค้ารายนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ การเก็บผลผลิตด้วยวิธีการลากลงร่องสวน ที่ไม่ต้องลงทุนมาก แต่ช่วยให้ผลผลิตที่ได้มีรอยช้ำน้อย นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย โดยสุ่มตรวจสารฟอกขาวตลอด ซึ่งจะต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพได้ ไม่เพียงเท่านั้น เทสโก้ โลตัส และชาวสวนยังวางแผนที่จะพัฒนาคุณภาพร่วมกันในอนาคต โดยเฉพาะการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด”

นี่เป็นหนึ่งในรูปแบบความร่วมมือ ตามนโยบายประชารัฐ ที่เทสโก้ โลตัส กำลังขับเคลื่อนให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจนในการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ทำให้ชาวสวนยิ้มได้!

ผู้ส่งออกทางเรือยืนเป้าส่งออกปีนี้ที่ 2% หวังวัดฝีมือการทำงานรองนายกฯสมคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571904

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2559 05:45

 

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.ยังคงเป้าหมายการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในปี 59 ที่ 2% จากปี 58 ตามเดิม แม้ในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนักวิชาการจะเห็นตรงกันว่า จะไม่ขยายตัวจากปี 58 หรืออาจติดลบ 0.2% ได้ เพราะต้องการวัดฝีมือการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะสามารถผลักดันให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 5%

“นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล้ามากที่ประกาศว่า การส่งออกปีนี้จะฟื้นกลับมาบวก 5% ได้ ทั้งๆที่ก็มีข้อมูลในมือมากมาย แสดงว่าต้องมีความตั้งใจและมั่นใจ นี่จึงเป็นความหวัง ทำให้ สรท.ยังคงเป้าไว้ เพราะถ้าปล่อยไปตามกลไกตลาด โดยที่ไม่มีแรงผลักดัน ก็คงติดลบอีก”

อย่างไรก็ตาม ถ้าทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันผลักดันแล้ว การส่งออกในปีนี้ยังไม่ฟื้นกลับมาเป็นบวกอีก ประเทศไทยคงน่าเป็นห่วงมาก เพราะไม่มีความหวังอะไรเหลือเลย เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะสิ่งที่ทั้งรัฐบาลและเอกชนพูดไปแล้ว ยังทำไม่ได้เลย แล้วความมั่นใจของนักลงทุนในประเทศจะยังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาวคือ ไทยไม่มีขีดความสามารถการแข่งขัน แล้ว ซึ่งต่อไปลูกค้าที่จะมาซื้อสินค้าจะค่อยๆ หายไป และยิ่งมีเรื่องความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ก็จะยิ่งทำให้ลูกค้าหนีไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นสมาชิกแทน จึงต้องการให้ติดตามว่า มาตรการต่างๆที่รัฐบาลบอกจะทำนั้น จะทำได้จริงหรือไม่ หรือแค่พูดเพื่อรักษาคะแนนเท่านั้น

โดยสิ่งที่เป็นห่วงขณะนี้คือ กลไกการขับเคลื่อนอย่างระบบราชการและกฎระเบียบที่ไม่ยอมปรับให้เร็วขึ้นมากกว่า เพราะอาจมองว่ารัฐบาลชุดนี้ เหลือเวลาอีกแค่ปีเดียว คงทำอะไรมากไม่ได้แล้ว.

ยินดีมากสินค้าลดราคา 1-25%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571895

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2559 05:30

 

นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังตรวจสอบราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ห้างเทสโก้ โลตัส สาขาแคราย จ.นนทบุรี ว่า จากการติดตามพบว่า ราคาสินค้าลดลงตามต้นทุนน้ำมันที่ได้แจ้งปรับลดราคากับกรมไว้จริง และยังได้รับการแจ้งจากผู้ผลิตและห้างค้าปลีก ค้าส่ง ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศว่า ได้ปรับลดราคาสินค้าลงแล้วทุกรายการ ตามต้นทุนราคาน้ำมันที่ลดลง หากคิดเป็นราคาต่อหน่วยจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2-40 บาท หรือลดลง 1-25% “ยังมีโอกาสที่ราคาสินค้าจะลดลงได้อีก ทั้งจากต้นทุนน้ำมันที่ลดลงและต้นทุนจากยางพารา คาดว่าหลังเทศกาลตรุษจีน หรืออย่างช้าไม่เกินกลางเดือน ก.พ.นี้ จะมีสินค้าลดราคาลงได้อีก”

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้กรมได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตปรับลดราคาสินค้าลงตามต้นทุนน้ำมันแล้ว 2 ครั้ง คือ ช่วงปลายปี 58 โดยมีสินค้าลดราคา 21 สินค้า 274 รายการ และต้นปี 59 ลดอีก 13 สินค้า 112 รายการ เช่น นมผง นมถั่วเหลือง นมพาสเจอร์ไรส์ นมเปรี้ยว ข้าวหอมมะลิบรรจุถุง ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำส้มสายชู ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น และยังมีสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับลดราคาอีก เช่น น้ำปลา (รายการใหม่) สบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน ยางรถยนต์

ส่วนสถานการณ์ราคาสินค้าที่จำหน่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน พบว่า ของเซ่นไหว้ราคาจะไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา อาจมีบางรายการปรับขึ้นมาบ้าง แต่หลังพ้นตรุษจีนไปแล้วราคาจะลดลง ซึ่งเป็นปกติของทุกปี หากประชาชนเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วน 1569 กรมจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบทันที หากพบว่ากระทำผิดจริงจะดำเนินการตามกฎหมาย.