‘ผบ.ทบ.’จวก‘ตู่-เต้น’อย่าใส่ร้าย-ทำลายกำลังใจ‘นทศ.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160208/222010.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559
‘ผบ.ทบ.’จวก‘ตู่-เต้น’อย่าใส่ร้าย-ทำลายกำลังใจ‘นทศ.’

“พล.อ.ธีรชัย”จวก“ตู่-เต้น”อย่าใส่ร้าย-ทำลายกำลังใจ นทศ. รณรงค์ประชาชนลงประชามติร่าง รธน. ชี้เป็นจิตอาสา พร้อมปฏิเสธตอบ“แม้ว”โฟนอินงานเลี้ยงตรุษจีน“สุดารัตน์”

          วันที่ 8 ก.พ.59 เมื่อเวลา 08.00 น. พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณี นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แกนนำ นปช. ออกมาโจมตีการให้นักศึกษาวิชาทหาร (นทศ.) รณรงค์และทำความเข้าใจกับประชาชนให้ใช้สิทธิ์ลงมติร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการชี้นำว่า พูดอย่างนี้ทำให้เด็กๆ และเยาวชนเสียกำลังใจ อย่าทำลายกำลังใจของเด็ก เด็กมีความตั้งใจมากชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องการปราบปรามการทุจริต เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่เดือดร้อน อย่าใส่ร้าย รด.เลยเพราะเด็กเหล่านี้เป็นจิตอาสาจริงๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็ชี้แจงไปแล้วหลายครั้งว่าไม่ใช้การชี้นำ
          อย่างไรก็ตาม พล.อ.ธีรชัย ปฎิเสธที่จะตอบพร้อมหันหน้าหนี หลังผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัติ อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาในงานเลี้ยงวันตรุษจีน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แกนนำ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขตกรุงเทพฯ ร่วมถึง สมาชิกพรรคเพื่อไทยอีกหลายคน เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา

วิพากษ์ร่างรธน.ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160208/221988.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559
วิพากษ์ร่างรธน.ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

วิพากษ์ร่างรธน.ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี

              “รัฐธรรมนูญ” นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น ต้องยอมรับว่าไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าฉบับไหนคือฉบับที่ดีที่สุด หรือว่าเป็นฉบับที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด

มีเพียงแค่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นมากที่สุดเท่านั้น เพราะแต่ละฉบับนั้นต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป

และอยากให้ทำความเข้าใจเสียด้วยว่า ระบอบประชาธิปไตยของประเทศหนึ่งนั้น ไม่สามารถที่จะนำไปใช้กับอีกประเทศหนึ่งได้อย่างสมบรูณ์แบบตามที่ตัวเองต้องการได้

เพราะธรรมชาติทางการเมืองของแต่ละประเทศ ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคมของประเทศนั้นๆ มีความแตกต่างกันออกไป

จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่หากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น ก็ต้องผ่านการวิพากษ์วิจารณ์โดยประชาชนจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ

แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” กลับปรากฏมุมของการห้ามวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ทั้งๆ ที่เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องมีการทำประชามติ อีกทั้งขณะนี้ก็อยู่ในช่วงของการรับฟังความเห็น

เพราะเมื่อมีผู้ออกมาเสนอความเห็นเข้าจริงๆ กลับกลายเป็นว่าถูกห้าม เช่น กรณีของ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. ที่โดยเรียกไปพูดคุยที่กองทัพภาคที่ 1 ทันที

รวมถึงกรณีล่าสุดที่ คสช.ไม่อนุญาตให้คณาจารย์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้าจัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ. ปฏิรูปได้จริงหรือ?” โดยให้เหตุผลว่าขออนุญาตไม่ถึง 7 วัน

ดังนั้น คงไม่ผิดนักหากจะพูดว่า รัฐบาลหวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อยๆ จึงพยายามปิดกั้นกลุ่มคนที่แสดงความเห็นสวนทางกับสิ่งที่ คสช.และรัฐบาลพยายามอธิบายว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ตอบโจทย์ของประเทศอย่างแท้จริง

ซึ่งถ้าเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีจริงแล้ว ก็คงไม่ต้องกลัวคนจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา เลย รัฐบาลสามารถใช้สื่อที่มีอยู่ในมือได้อย่างเต็มที่ในการอธิบายให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญได้อยู่แล้ว

การปิดกั้นหรือสกัดกั้นกลุ่มคนที่เห็นต่างนั้น รังแต่จะยิ่งทำให้การลงคะแนนประชามติมีปัญหาในเรื่องของความชอบธรรม

เพราะปัจจุบันประชาชนมีพัฒนาการทางการเมืองเกินกว่าที่อำนาจใดๆ จะชี้ให้ซ้ายหันขวาหันโดยปราศจากเหตุผลได้อีกแล้ว

ดังนั้น รัฐบาลต้องระวังเรื่องของกระแสตีกลับให้ดี เพราะอาจจะกลายเป็นการโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างท่วมท้นขึ้นมา และถูกเอาไปตีกินว่า ประชาชนไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นได้

สิ่งที่ควรจะเป็นคือ รัฐบาลจะใช้กลไกของรัฐในการรณรงค์เผยแพร่ก็ทำไป แต่ไม่ควรที่จะปิดกั้นกลุ่มที่เห็นแตกต่าง และไม่ควรใช้อำนาจกดดันกลุ่มคนที่เห็นต่างให้หันมาสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ข้อเสนอที่จะให้นักศึกษาวิชาทหารไปยืนที่หน้าหน่วยลงคะแนนประชามติด้วยนั้น เป็นสิ่งที่ต้องเลิกคิดทันที เพราะหากทำแบบนั้นก็เท่ากับว่ารัฐบาลจะถูกมองว่าในช่วงของการรณรงค์ก็ใช้อำนาจเต็มรูปแบบ ในวันลงคะแนนประชามติก็ยังให้นักศึกษาวิชาทหารไปยืนที่หน้าหน่วยลงคะแนนอีก กลายเป็นว่ารัฐบาลต้องการมัดมือชกเข้าไปอีก

จริงอยู่ว่า ทันทีที่กลุ่ม นปช.ประกาศจุดยืนในการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น การเคลื่อนไหวย่อมจะยากลำบาก แต่ก็ยังเห็นความพยายามทำอย่างสุดความสามารถ ให้ประชาชนเห็นถึงผลเสียของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

เพราะวันนี้กลุ่ม นปช.เองมองไปที่สนามรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก่อนเป็นอันดับแรก ยังไม่ได้มองไปถึงจุดที่ว่า สุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือว่าไม่ผ่านประชามติ

ที่สำคัญ การทำประชามติครั้งนี้อยู่ในสายตาของคนทั่วโลก ดังนั้น หากมีกระบวนการที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ย่อมจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไปด้วย

เพราะภูมิภาคอาเซียนในวันนี้ ประเทศไทยและพม่าถูกมองว่ากำลังเดินสวนทางกัน กองทัพของพม่ากำลังถอยออกจากอำนาจ สัญญาณในทางบวกจึงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

ขณะที่ประเทศไทยนั้น กองทัพกลับถูกมองว่ากำลังจะถลำลึกลงไปในอำนาจมากขึ้นทุกที ดังนั้น เชื่อว่าสายตาของชาวโลกในเวลานี้ จ้องมองมาที่ทั้ง 2 ประเทศด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากในอดีตไปแล้ว

การลงคะแนนประชามติครั้งนี้จึงสำคัญมากต่อประวัติศาสตร์การเมืองของไทย

อย่าให้ถูกมองว่าวัตถุประสงค์ของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา เพียงเพื่อต้องการวางกับดักไว้รอนักการเมืองบางคน บางพรรค

รัฐบาลต้องคิดและตระหนักให้ดีว่า การใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขตนั้น ไม่ให้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการเสมอไป

จำเป็นแค่ไหนที่ไทยต้องมีเรือดำน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160208/221989.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559
จำเป็นแค่ไหนที่ไทยต้องมีเรือดำน้ำ

จำเป็นแค่ไหนที่ไทยต้องมีเรือดำน้ำ : ทีมข่าวสืบสวนสอบสวน

              หากนับเอาความผิดหวังที่จะได้เรือดำน้ำมาประจำการ ก็ต้องบอกว่า ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ที่กองทัพเรือต้องผิดหวังกับการจัดหาเรือดำน้ำมาประจำการ

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า กองทัพเรือจะล้มเลิกความต้องการ ถึงแม้จะมีคำถามว่า ในสภาวะเช่นนี้ ประเทศไทยมีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องมีเรือดำน้ำมาประจำการ

เรือดำน้ำนับเป็นอาวุธลับที่แต่ละประเทศซื้อมาประจำการเพื่อต่อรองและหาข่าว การทำงานของเรือดำน้ำนั้น เรียกได้ว่า เงียบ ลับ เข้าทำลายฝ่ายตรงกันข้ามได้โดยที่ยังไม่ทันรู้ตัว ความสำคัญของเรือดำน้ำนั้น ถึงกับนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ว่า ในยุคสงครามเย็น ผู้ที่มีอำนาจที่สุดรองจาก ประธานาธิบดีสหรัฐ ประธานาธิบดีรัสเซีย ก็คือ ผู้บัญชาการเรือดำน้ำที่ติดตั้งขีปนาวุธ เพราะสามารถตัดสินใจยิงขีปนาวุธได้เอง

น.อ.วชิรพร วงศ์นครสว่าง ผู้อํานวยการกองวิชาความมั่นคงและวิชาพิเศษฝ่ายวิชาการ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ชี้ให้เห็นความจำเป็นที่กองทัพเรือไทยจะต้องมีเรือดำน้ำว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับความพร้อมรบที่จำเป็นจะต้องมีอาวุธ หรือยานรบ ให้ครบ 3 มิติ คือ ผิวน้ำ อากาศ และใต้น้ำ ซึ่งเป็นไปตามหลักคิดของกองทัพเรือทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันกองทัพเรือมีกำลังรบแค่ 2 มิติ ยังขาดมิติที่ 3 ที่ผ่านมากองทัพเรือเคยมีเรือดำน้ำประจำการ แต่ก็ปลดประจำการไปแล้ว กองทัพเรือก็อยากจะมีเรือดำน้ำขึ้นมาทดแทน แต่ขณะนี้มีปัญหาหลายอย่างที่ไม่สามารถมีเรือดำน้ำได้

ปัญหาที่ว่านั้น มีตั้งแต่ในระดับเทคนิคจนถึงระดับนโยบาย โดยระดับเทคนิคคือ หากจะต้องมีเรือดำน้ำ เราจะต้องเตรียมความพร้อมหลายอย่าง ทั้ง “องค์บุคคล” ที่ก่อนหน้านี้กองทัพจัดกำลังพลไปศึกษายังต่างประเทศ และ “องค์วัตถุ” คือเราจะต้องมีศูนย์ซ่อมเรือดำน้ำที่ปัจจุบันเรายังไม่ได้มีการเตรียมการในเรื่องนี้เลย

“ทั้งที่การเตรียมความพร้อมในการซ่อมบำรุงนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ปัจจุบันกองทัพเรือจะมีอู่ซ่อมเรืออยู่ แต่ยังไม่มีแผนกซ่อมเรือดำน้ำโดยเฉพาะ หากมีเรือดำน้ำมาประจำการ กองเรือดำน้ำจึงเป็นเพียงผู้ใช้เท่านั้น กรมอู่ทหารเรือเป็นผู้ซ่อม ซึ่งการซ่อมก็จะต้องมาซ่อมที่กรมอู่ทหารเรือ แต่ความจริงไม่ใช่เป็นแบบนั้น”

สิ่งที่บ่งบอกว่ามีการเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ก็คือ การตั้งงบประมาณ แต่ทุกครั้งที่กองทัพเรือผิดหวังจากการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้น ไม่แม้แต่ครั้งเดียวที่จะมีการเตรียมงบประมาณสำหรับการสร้างอู่ซ่อมเรือดำน้ำ

น.อ.วชิรพร บอกว่า จะไปหวังว่า หากทำสัญญากับจีนแล้วจีนจะซ่อมให้ไม่ได้ เพราะระยะยาวอาจเกิดปัญหา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากองทัพเรือเจาะจงซื้อเรือจากจีน เพราะช่วงนั้นยังมี เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเดน และเยอรมนี มาเสนอขายด้วย

“บางครั้งกองทัพเรือเราไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ หรือสร้างความรับรู้ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง กองทัพเรือเมื่อจะต้องมีเรือดำน้ำ หรือมีโอกาสได้เรือดำน้ำจากรัฐบาล จึงจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ นอกจากนี้อีกปัญหาที่พบคือ บางครั้งรัฐบาลให้งบประมาณแน่ๆ หรือรัฐบาลอาจจะมีความสนิทสนมกับรัฐบาลบางประเทศเป็นพิเศษ แต่ขณะที่กองทัพก็มีจุดยืนว่า ประเทศนั้นเรือดำน้ำไม่ตรงสเปก ดังนั้นผู้ขอกับผู้อนุมัติมีความเห็นไม่ตรงกันก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้”

น.อ.วชิรพร ยอมรับด้วยว่า มีเสียงสะท้อนจากภายในกองทัพเรือว่า เรือดำน้ำจากจีนไม่ตอบโจทย์ เพราะเรือฟริเกตที่จีนต่อให้ก็มีเสียงบ่นจากกำลังพลและเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทหารเรือบางส่วนกังวล เพราะว่าทหารเรือสำเร็จการศึกษาจากยุโรป ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าเรือดำน้ำของประเทศยุโรปน่าจะมีสมรรถนะและความคงทนดีกว่าประเทศจีน

แต่ความเชื่อกับความเป็นจริงก็สามารถหักล้างกันได้หากมีเหตุผลเพียงพอ เพราะที่ผ่านมาเรือดำน้ำจีนยังไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรง แต่ปัญหาระดับนโยบายคือ กองทัพเรือขอเรือดำน้ำ หรือจัดซื้อเรือดำน้ำในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทุกครั้ง

ย้อนกลับไปปี 2537 สมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ก็เคยอนุมัติซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ วงเงินจำนวน 1,700 ล้านบาท เลือกเรือดำน้ำชั้น Gotland ของบริษัท Kockums ประเทศสวีเดน เป็นเรือดำน้ำที่ทันสมัยมากในขณะนั้น แต่ถูกโจมตีเรื่องความโปร่งใส

7 ปีถัดมา สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีการขอซื้อเรือดำน้ำอีก แต่ก็ไม่สำเร็จ

และอีกครั้งในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งขณะนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีการขอซื้อเรือดำน้ำมือสอง อู 206 จากเยอรมนี วงเงิน 7,500 ล้านบาท แต่โครงการก็ถูกตีกลับอีก

“การจัดซื้อเรือดำน้ำคนจัดหาจะไม่พอใจ แต่คนพอใจหากได้ของยุโรป ซึ่งคนจัดหาส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักการเมือง หรือคนที่มาจากกองทัพ แล้วมีอำนาจทางการเมือง”

น.อ.วชิรพร บอกด้วยว่า เรือดำน้ำเป็นอาวุธทางรุก เหมือนจารชน จะต้องทำงานนอกบ้าน ต้องไปใช้น้ำในทะเลลึก

ถึงแม้จะพูดคุยกันในเรื่องของความจำเป็นตามหลักคิดของกองทัพเรือทั่วโลกที่จะต้องครองทะเลให้ได้ แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่กองทัพเรืออ้างถึงความจำเป็นในการจัดซื้อเรือดำน้ำ นั่นก็คือ การคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศในทะเล ซึ่งระบุว่า มีถึง 24 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

เอกสารแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ฉบับปี 2558-2564 ระบุว่า มีมูลค่า 17 ล้านล้านบาท แต่เอกสารที่กองทัพเรือนำออกมาชี้แจงให้สาธารณะได้เข้าใจเหตุผลที่กองทัพเรือต้องมีเรือดำน้ำประจำการนั้น ระบุว่า 24 ล้านล้านบาท

การคิดเม็ดเงินนั้นคิดได้หลายตำรา บางตำราคิดผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในเรื่องของกิจกรรมที่เกิดขึ้น บวกกับค่าเงิน กิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทประกันภัยทางทะเล หรืองานซ่อมอู่ต่อเรือ บางที่อาจจะคิดมูลค่าที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็มี ทั้งแหล่งก๊าซที่ตกลงกับประเทศกัมพูชาไม่ได้ รวมถึงโครงการทวาย ที่ไทยร่วมลงนามกับประเทศพม่าและญี่ปุ่น ที่จะเป็นมูลค่าที่เพิ่มมากขึ้น แต่โดยรวมนั้นมากมายมหาศาลแน่นอน

แม้ในอนาคตข้างหน้า ภัยสงครามขนาดใหญ่จะไม่เกิดขึ้น แต่ผลประโยชน์ของชาติจะมองในเรื่องภัยคุกคามรูปแบบเดิม คือการรุกรานจากกำลังทหารของต่างชาติอย่างเดียวไม่ได้ เพราะภัยคุกคามรูปแบบใหม่มีหลายอย่าง เช่น จากการก่อการร้าย ที่สามารถก่อวินาศกรรมท่าเรือ หรือการปล้นเรือ ที่กองทัพเรือได้จัดกำลังไปดูแลบริเวณอ่าวเอเดน ประเทศโซมาเลีย รวมทั้งช่องแคบมะละกา

นอกจากนี้ยังมีภัยคุกคามจากการอพยพลักลอบเข้าเมืองทางทะเล ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้เรือจำนวนมาก เป็นเรือที่มีขีดความสามารถในการบรรเทาทุกข์ หรือการให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ การช่วยเหลือกรณีเกิดภัยธรรมชาติ อย่างกรณีคลื่นยักษ์สึนามิที่จะต้องใช้เรือใหญ่ในการช่วยเหลือ โดยเฉพาะเรือโอพีวี หรือเรือหลวงอ่างทอง เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เรือสนับสนุนยกพลขึ้นพล ในการจัดตั้งโรงพยาบาลลอยน้ำ เรือกู้ภัย เรือซ่อมเครื่องยนต์ เรือขจัดคราบน้ำมัน

ขณะที่ภัยคุกคามประเทศในอนาคตอีก 10-20 ปี น.อ.วชิรพร กล่าวว่า ยังเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเป็นภัยคุกคามในเรื่องก่อการร้ายสูงขึ้น เนื่องจากว่าการก่อการร้ายเริ่มรุนแรงในหลายพื้นที่ ดังนั้นเราจะต้องรับมือให้พร้อมมากขึ้น เพราะอาจรวมถึงการแพร่กระจายอาวุธทำลายล้างสูง เช่น นิวเคลียร์ เคมี ชีวภาพ เราจะต้องสามารถต่อต้านภัยเหล่านี้ให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น

‘เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์’มิติใหม่ประชามติร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160208/221990.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559
‘เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์’มิติใหม่ประชามติร่างรธน.

‘เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์’มิติใหม่ประชามติร่างรธน. : ชนิกานต์ พุ่มหิรัญ สำนักข่าวเนชั่น

              31 กรกฎาคม 2559 ประชามติโหวต “รับ-ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญกำลังจะเกิดขึ้น หลายฝ่ายต่างเตรียมความพร้อมรับมือตามโรดแม็พของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีเนติบริกรอย่าง “มีชัย ฤชุพันธ์ุ” นั่งหัวโต๊ะ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้รับหน้าที่ “แม่บ้าน” จัดการออกเสียงประชามติตั้งแต่ร่างกติกากำกับการออกเสียง ตลอดจนการประกาศผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้

เร่งปรับกลยุทธ์เท่าทันสถานการ์ยุคดิจิทัล 4จี รับมือการทำประชามติอย่างเต็มที่ เห็นได้จากเจ้าพ่อโซเชียล “สมชัย ศรีสุทธิยากร” สตีฟ จ็อบส์ แห่ง กกต.เปิดตัว “แอพพลิเคชั่นดาวเหนือ” เพื่อใช้นำทางประชาชนไปสู่หน่วยเลือกตั้ง

“แอพพลิเคชั่นตาสับปะรด” ประชาชนสามารถตรวจสอบการกระทำผิดการทุจริตในการออกเสียงประชามติส่งตรงถึงมือ กกต.ได้ทันที

“แอพพลิเคชั่นฉลาดรู้” ใช้เผยแพร่ร่างเนื้อหาสาระและสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนก่อนตบเท้าโหวตประชามติ

เท่านั้นยังไม่พอ “5 เสือ กกต.” ชุดท่านประธาน “ศุภชัย สมเจริญ” ปิ๊งไอเดียนำ “เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์” ที่ใช้เวลาพัฒนามาแล้วกว่า 15 ปี ตั้งแต่รุ่นที่ 1 จนมาถึงรุ่นที่ 4 มาใช้ในการโหวตออกเสียงประชามติครั้งนี้ด้วย

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศสำหรับการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ในการลงคะแนนออกเสียงระดับประเทศ

“สมชัยศรี สุทธิยากร” กกต.ฝีปากกล้า เล่าให้ฟังว่า หลักคิดการพัฒนาเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดต้นทุนการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตบัตร การขนส่ง การจัดพิมพ์ และความสะดวกของประชาชน เพราะเราไม่ต้องพิมพ์บัตรไม่ต้องขนส่ง รวมถึงไม่ต้องวินิจฉัยบัตรดีบัตรเสียที่มีมากกว่า 3-5 เปอร์เซ็นต์ต่อการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง แต่หากใช้เครื่องลงคะแนนไม่มีทางที่บัตรเสียจะเกิดขึ้นเลย บัตรเสียก็จะกลายเป็น 0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการนับคะแนนเป็นการประมวลผลโดยเครื่องรวมคะแนนอิเล็กทรอนิกส์สามารถทำได้ด้วยความรวดเร็ว ไม่แปลกที่หลายประเทศใช้ในการเลือกตั้งทั้งประเทศ เช่น อเมริกา อินเดีย เนปาล หรือฟิลิปปินส์ เป็นต้น

“ตั้งแต่ปี 2545 กกต.ชุดที่ 2 ได้พัฒนาเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา โดยว่าจ้างบริษัทวิทยุการบินออกแบบให้ เครื่องลงคะแนนรุ่นที่ 1 นำรูปแบบมาจากประเทศอินเดีย มีลักษณะปุ่มกดง่ายๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน จากนั้นมีการรับฟังความเห็นและพัฒนาออกเป็นรุ่นที่ 2 รุ่นที่ 3 จนมาถึงรุ่นปัจจุบัน คือรุ่นที่ 4”

เมื่อพูดถึงเจ้าเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อโหวตประชามติหลายฝ่ายได้ยินคงร้อง โอ้ว..อะเมซิ่งมากๆ เพราะเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย

กกต.สมชัยจึงได้อธิบายให้ฟังว่า เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์รุ่นที่ 4 มีทั้งหมด 200 ชุด โดยมีปุ่มกดเพื่อรองรับผู้สมัคร 30 คนต่อเขตเลือกตั้ง มีระบบการพิมพ์เอกสารเพื่อบ่งบอกว่ามีการลงคะแนนเสียงอย่างไรบ้าง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยนำมาใช้ในการเลือกตั้งระดับประเทศ อยู่ในขั้นของการเผยแพร่ โดยที่ กกต.จังหวัดนำไปเผยแพร่ให้ประชาชนได้คุ้นเคย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้องค์กรต่างๆ นำไปใช้ เช่น การเลือกตั้งสหกรณ์ การเลือกตั้งครู หรือแม้กระทั่งการเลือกตั้งประธานนักเรียน เป็นต้น

“สำหรับการออกเสียงประชามติ 1 หน่วยเลือกตั้งจะใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (สีเขียว) 4 ชุด เท่ากับ 4 คูหาในการลงคะแนนพร้อมเครื่องควบคุมการลงคะแนน (สีส้ม) 1 ชุด โดยกรรมการประจำหน่วยจะเป็นผู้กดปุ่มที่ตัวเครื่องควบคุมการลงคะแนนสีส้มเมื่อมีผู้มาแสดงตนขอใช้สิทธิ จากนั้นประชาชนจะเข้าไปตามคูหาที่มีเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวอยู่เพื่อกดเห็นชอบ-ไม่เห็บชอบในแต่ละคำถามโดยออกแบบให้มี 3 คำถาม ทั้งนี้ประชาชนสามารถเปลี่ยนใจได้ถ้ายังไม่กดยืนยัน แต่เมื่อกดยืนยันแล้วผลคะแนนที่ลงจะถูกปริ๊นท์เป็นสลิปออกมาโดยอัตโนมัติ แล้วนำไปหย่อนที่หีบบัตรขนาดเล็กเพื่อเก็บไว้ตรวจสอบต่อไปหากมีผู้คัดค้าน”

กกต.ท่านนี้อธิบายต่อว่า เมื่อถึงเวลาปิดหีบเครื่องควบคุมการลงคะแนนสีส้มจะประมวลผลคะแนนพร้อมปริ๊นท์สลิปคะแนนออกมาทันที ซึ่งผลคะแนนดังกล่าวสามารถไปรีเช็กกับผลคะแนนที่ใส่ในหีบบัตรขนาดเล็กได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์นั้น ทำให้เราสามารถรู้ผลคะแนนได้ทันทีหลักปิดหีบไม่ถึง 1 นาที

“สมชัย” ย้ำว่า กกต.เปิดช่องให้ลงคะแนนแบบคู่ขนานเริ่มทำในบางพื้นที่ที่ประชาชนมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี เลือกหน่วยที่บุคคลสำคัญอยู่ เพื่อให้โอกาสได้ลองใช้เครื่องและประชาสัมพันธ์ไปในตัวการ เริ่มต้นครั้งแรกไม่อยากให้มีปัญหาถ้ากระจายใช้หลายพื้นที่ ดังนั้นสำหรับการออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ จะใช้บางหน่วยที่มีความพร้อมคือ กรุงเทพมหานครพื้นที่ชั้นใน 5 หน่วยเลือกตั้ง และ จ.ภูเก็ต 9 หน่วยเลือกตั้งรวมเป็น 14 หน่วยเลือกตั้ง

“การใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนี้เราไม่บังคับประชาชนว่าต้องลงคะแนนโดยเครื่องลงคะแนน เราให้โอกาสประชาชนเลือกลงคะแนนว่าจะลงแบบเดิมคือกาบัตร หรือลงแบบใหม่โดยใช้เครื่องลงคะแนนประชาชนมีสิทธิเลือก แต่ยืนยันว่าเราต้องเริ่มทำ ทำเพื่อเป็นแบบอย่าง ทำเพื่อเป็นต้นแบบ ทำเพื่อเบิกทางในการใช้เครื่องลงคะแนนในอนาคต เพราะถ้าไม่เริ่มใช้กับการเลือกตั้งจริงแม้แต่ครั้งเดียวก็จะเป็นเพียงของเล่นหรือทำขึ้นมาเพื่อเลือกประธานนักเรียน เลือกตั้งกรรมการครู เลือกตั้งกรรมการสหกรณ์เท่านั้น ดังนั้นก็ต้องตัดสินใจใช้ ถ้าไม่ใช่ต้องถามว่าเราพัฒนาเครื่องไปทำไม เราใช้เงินไปไม่น้อยในการพัฒนาเครื่องที่ผ่านมาหลายสิบล้านบาทแล้ว”

สำหรับเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์รุ่นที่ 4 ยังคงมีข้อจำกัดหลายอย่างเช่น จำนวนผู้สมัครจะสมัครได้ไม่เกิน 30 คนต่อเขตเลือกตั้ง ซึ่งหากรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้มีพรรคการเมืองและผู้สมัครเกิดขึ้นได้โดยง่ายเครื่องดังกล่าวก็ไม่ตอบสนอง หรือหากมีโจทย์การเลือกตั้งที่ซับซ้อนต้องเลือกหลายขั้นตอน เครื่องรุ่นนี้ก็คงไม่ตอบโจทย์

กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้งได้วาดฝันแผนการพัฒนาเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์รุ่นต่อไปว่า ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อระดมความคิดว่าเครื่องที่ตอบโจทย์การเลือกตั้งในปัจจุบันคือ

1.การผลิตเครื่องที่มีจอทัชสกรีนสามารถสัมผัสหน้าจอได้ การออกแบบเมนูหน้าจอทำได้โดยเสรี สามารถพัฒนาหน้าจอตามโจทย์การเลือกตั้งได้ นำรูปผู้สมัครมาแทนหมายเลขผู้สมัครก็เป็นได้ ประชาชนก็สัมผัสหน้าจอรูปผู้สมัครได้เลย

2.เป็นเครื่องระบบตั้งเดี่ยว (stand alone) ประมวลผลโดยตัวมันเองไม่ใช่ระบบออนไลน์ เพราะอาจเป็นปัญหาได้ ระบบอาจล่มได้หรืออาจมีการเข้ามาแฮ็กข้อมูล

3.ต้องมีปริ๊นเตอร์ขนาดเล็กสามารถพิมพ์ผลการลงคะแนนออกมาให้ประชาชนเห็น แต่สลิปผลการลงคะแนนไม่สามารถนำกลับบ้านได้ ต้องพับแล้วใส่หีบขนาดเล็ก สามารถตรวจสอบรีเช็กได้ ถ้ามีบุคคลคัดค้านเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นโดยไม่สุจริตยุติธรรมจะมีการเปิดหีบพิสูจน์ผลกันได้ว่า คะแนนที่ประมวลผลจากเครื่องและคะแนนที่ปริ๊นท์บัตรออกมาตรงกันหรือไม่ เราจะยึดคะแนนที่ปริ๊นท์บัตรออกมาเป็นคะแนนหลักหากมีการประท้วงเกิดขึ้น

“โจทย์ด้านเทคโนโลยีเราเห็นภาพแล้วว่าจะออกแบบให้เหมาะสมกับอนาคตอย่างไร เพราะถ้าเราออกแบบเช่นนี้แล้วอย่างน้อยที่สุดเครื่องลงคะแนนแบบนี้จะอยู่กับเราเป็น 10 ปี แต่โจทย์ด้านงบประมาณการเลือกตั้งแต่ละครั้งใช้เงินเกือบ 4,000 ล้านบาท เป็นเรื่องของบัตร การขนส่ง การจัดการเกือบ 1,000 ล้านบาท หากเราลงทุนกับเครื่องที่จะใช้ทั่วประเทศอาจจะต้องใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โจทย์นี้เป็นโจทย์ใหญ่ โดยฐานะประเทศไทยไม่สามารถที่จะลงทุนได้ขนาดนั้น พร้อมกันทีเดียว แม้ว่าในระยะยาวการใช้เครื่องจะประหยัดกว่าก็ตาม”

กกต.สตีฟ จ็อปส์ ท่านนี้มั่นใจว่า การเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 เราตั้งเป้าหมายโดยการพัฒนาเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ที่เป็นจอทัชสกรีนประมาณ 100 หน่วยเลือกตั้งในเขต กทม.เขตชั้นใน ซึ่งตั้งตัวเลขงบประมาณไว้ที่ 10 ล้านบาท ถือว่าน้อยมาก เพราะหากดำเนินการได้ก็จะเป็นบทเรียนที่ดีในการจัดการเลือกตั้งอนาคตต่อไป

เอาล่ะค่ะ ท่านผู้ชม…น่าตื่นเต้นเสียจริงกับเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์จอทัชสกรีน หวังว่าการเลือกตั้งปี 60 นี้ คนไทยจะได้ใช้จริงนะคะท่าน กกต.

ไชน่าดรีมด้านความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160208/222000.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559
ไชน่าดรีมด้านความมั่นคง

ไชน่าดรีมด้านความมั่นคง : มองมุมยุทธศาสตร์ เรือรบ เมืองมั่น

              จีนยุคสี่ จิ้นผิง ผู้นำรุ่นที่ห้า มีการปรับเปลี่ยนและสืบสานยุทธศาสตร์เดิมหลายอย่างที่ทำให้ดูแตกต่างจากผู้นำรุ่นก่อน พร้อมที่จะนำจีนพุ่งทะยานออกไปแผ่อิทธิพลและควบกล้ำผลประโยชน์มากกว่าเดิม หนึ่งในยุทธศาสตร์ใหม่ที่เขาใช้คือ “ไชน่าดรีม” หรือความฝันของจีน ซึ่งอ้างว่ามาจากการนำความฝันของคนจีนมาผนึกกันเพื่อเป็นเข็มมุ่งให้สู่เป้าหมายนั้นก็ได้ เช่น จีนต้องพ้นจากความเป็นชาติอดอยากสมัยเหมา เจ๋อตุง สร้างชาติปี 1949 ให้เป็นชาติพัฒนาแล้วภายในปี 2049 ให้ได้ และความยิ่งใหญ่เกรียงไกรนั้น ส่วนสำคัญเลยคือความมั่นคง

ไชน่าดรีมนี้อาจเป็นความฝันของสี่ และเหล่าผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์มากกว่าคนจีนอื่นก็เป็นได้ ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรอยู่เบื้องหลังแรงขับที่ทำให้จีนในยุคนี้ดูกร้าวในเวทีระหว่างประเทศมากกว่าในยุคเติ้ง เสี่ยวผิง หรือหู จินเทา ทำไมจีนต้องเร่งยึดเกาะแก่งในทะเลจีนใต้อย่างเป็นรูปธรรมและพร้อมที่จะเปิดศึกกับชาติใดที่ทำให้จีนต้องถอนตัวออกจากอธิปไตยเส้นประเก้าเส้น ขณะที่โครงการใหญ่อย่างเส้นทางสายไหมทั้งทางบกทางทะเลก็ดูกว้างยาวใหญ่โตเกินจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ต้องอาศัยกำลังกองทัพที่ยิ่งฉกาจฉกรรจ์พันลึก จนทำให้จีนต้องปฏิรูปกองทัพเพื่อตามให้ทัน ยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยมากขึ้นก็อาจยั่วยุความขัดแย้งแรงขึ้นด้วย

เหตุผลที่ว่าจีนต้องการใช้กำลังทางทหารคุ้มครองเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่ยาวไกลจากแปซิฟิกไปแอฟริกาและยุโรป หรือจีนต้องการให้ตนมีขอบหน้าพื้นที่การรบไกลบ้านแบบสหรัฐ หรือเป็นฐานต่อระยะเวลาต้องทำศึก หรือคิดง่ายๆ ว่าก็เพราะตรงนั้นมีน้ำมัน จีนต้องการพลังงานมหาศาลไว้ใช้ ล้วนแต่เป็นเหตุเป็นผลได้ทั้งนั้น แต่ก็มีข้อแย้งว่า มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ พลังงานน้ำมันจะล้าสมัยในอีกไม่นานนี้แล้วเพราะโลกกำลังหาพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง อีก 33 ปีที่จีนจะเป็นประเทศพัฒนานั้น โลกและจีนอาจไม่ใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนอีกแล้ว จีนไม่มีความจำเป็นต้องยึดเกาะเล็กน้อยที่ถมสร้างอย่างไรก็อาศัยไม่ได้เท่าไหร่หรอก เรือรบหรือเครื่องบินจริงๆ นั้นแล่นออกมาจากไหหลำเป็นหลัก ไม่ใช่โขดหินกลางทะเลเหล่านี้ เสรีเดินเรือในพื้นที่นั้นไม่เห็นจะขัดขวางการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งทางบกและทะเลของจีนเลย

แต่เพราะ “ไชน่าดรีม” ที่ทำให้จีนมาถึงจุดนี้ นั่นคือจีนต้องการทวงเกียรติภูมิจีนคืนมา ชาวจีนคิดอยู่เสมอว่าตนเองยิ่งใหญ่เหนือใครในทุกด้าน คิดมา 5,000 ปีแล้วและก็มีหลักฐานพยานสนับสนุนมากมาย แต่สักสองร้อยปีมานี้เองที่จีนตกต่ำ ยอมตกเป็นรองต่างชาติ แม้แต่คอมมิวนิสต์ยุคต้นจีนก็ยังล้าหลัง สมัยเติ้ง เสี่ยวผิงเคยบอกว่าปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ก็ให้ไปแก้ยุคหน้า ยุคนั้นมาถึงแล้วคือยุคที่ห้าของสี่ จิ้นผิง ที่จีนกินอิ่มอยู่ดีครบความต้องการพื้นฐานล้นเหลือ พวกเราจึงแสวงหาเกียรติภูมิที่เคยมีในอดีต ในเมื่อมีเงินแล้วต้องโชว์ต้องอวดโก้ให้คนเห็น นี่คือแนวคิดของฮั่นสิน ขุนศึกราชวงศ์ฮั่นเคยปรารภไว้ ยุคนี้พวกเขาจึงนำเอาความสำเร็จทางเศรษฐกิจมาแปลงเป็นความฮึกเหิมทางทหารและความกล้ายึดสิ่งที่คิดว่าเคยเป็นของจีน กลับสู่อ้อมอกครอบครองของจีนให้ได้

ไชน่าดรีม แบบนี้เป็นเรื่องของการวางเป้าหมายด้วยอารมณ์มากกว่าตรรกะ เป็นการยึดอุดมการณ์แบบหนึ่งซึ่งเมื่อขัดเกลาบ่มเพาะถึงที่สุดแล้วก็อาจยากที่จะลดทอนด้วยผลประโยชน์หรือความเป็นเหตุเป็นผล เราคงต้องดูกันต่อไปนะครับว่าไชน่าดรีมจะบรรลุตามหวังได้ไหม หรือจะไปทับเส้นกับดรีมของใครจนเกิดวุ่นวายไปก่อน

จ่อโยกย้ายขรก.รับเกณฑ์ประเมินใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221986.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
จ่อโยกย้ายขรก.รับเกณฑ์ประเมินใหม่

“ฉัตรชัย”เตรียมเรียกข้าราชการเกษตรฯทำความเข้าใจ เกณฑ์ประเมินทำงาน ขู่ประเมินรอบแรกเม.ย.ไม่ผ่าน โยกย้ายแน่

             7ก.พ.2559 ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ออกคำสั่งที่ 5/2559 เรื่อง มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมุ่งไปที่การประเมินผู้บริหารส่วนราชการระดับสูงที่ต้องขับเคลื่อนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

คำสั่งดังกล่าว จะมุ่งไปที่ประเมินประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานประจําหรืองานตามหน้าที่ปกติ และปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ นโยบาย หรือภารกิจที่มอบหมายเป็นพิเศษแก่บางหน่วยงานหรือข้าราชการบางตําแหน่งหน้าที่ เช่น ภารกิจในการปฏิรูปการสร้างความปรองดอง การแก้ปัญหาสําคัญเฉพาะเรื่อง

กระทรวงเศรษฐกิจหลายกระทรวงตกเป็นเป้าตามคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากหลายเรื่องที่เป็นนโยบายสำคัญและปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ไข แต่พบว่ายังเป็นไปอย่างล่าช้า

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเตรียมเรียกข้าราชการกระทรวงฯเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำสั่งหัวหน้าคสช. ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการเพื่อป้องกันการตื่นตระหนกและสับสนเกี่ยวกับรายละเอียดของการประเมินผลการทำงานของข้าราชการองข้าราชการ

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า เข้าใจว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการทั่วไป จึงได้มีการประเมินผลการทำงานก่อนที่จะประเมินเสนอรัฐบาลตามฤดูกาลในเดือนต.ค.2559

ประเมินรอบแรกเม.ย.ไม่ผ่านโยกทันที

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่ามาตรการที่ออกมาตามประกาศ คสช.ในช่วงนี้ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการ แต่ต้องเร่งสร้างความเข้าใจว่า การดำเนินการของ คสช.ไม่ได้ออกมาเพื่อทำลายขวัญและกำลังใจของคนทำงาน แต่เป็นการเร่งให้คนที่ต้องรับผิดชอบในการปฏิรูปประเทศในส่วนของตนเอง เร่งบูรณาการร่วมกันในการทำงาน

“หากประเมินในรอบแรกเม.ย.นี้เสร็จพบว่าต้องมีการโยกย้าย หรือจำเป็นต้องโยกย้ายข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ก็จะไม่รอประเมินในรอบ 2 คงสั่งให้มีการโยกย้ายนอกฤดูกาลเลยไม่ต้องรอเดือนก.ย.เพื่อประเมินใหม่และย้ายจริงต.ค. เพื่อให้งานเดินหน้าได้เร็วขึ้น”

เผยการทำงานมีปัญหาหลายด้าน

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่าการทำงานของข้าราชการหลังจากพล.อ. ฉัตรชัย เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ แทนนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อีกทั้งแต่งตั้งให้นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ ซึ่งเดิมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ แทนนายชวลิต ชูขจร ผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ขวัญและกำลังใจการทำงานของข้าราชการลดลง

นอกจากนี้ พล.อ. ฉัตรชัย เข้ามาบริหารกระทรวงใน2 เดือนแรกได้โยกย้ายข้าราชการระดับ10 หลายตำแหน่ง เช่น นางสาววราภรณ์ พรหมพจน์รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรในปัจจุบัน ถูกโยกย้ายจากตำแหน่งรองอธิบดีกรมประมง นายคนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบันโยกย้ายมาจากรองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นต้น

จากปัญหาของกระทรวงเกษตรฯที่ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไข เช่นปัญหาภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ พล.อ. ฉัตรชัย ต้องเร่งดำเนินการ โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาข้อมูลจัดทำแผนปฏิบัติการ แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ถูกติติงทุกครั้งเมื่อมีการประชุมทั้งในระดับผู้บริหาร หรือมีการเรียกเข้าพบ ทำให้ไม่สนใจจะปฏิบัติตามคำสั่ง การทำงานโดยปัจจุบันเป็นเพียงทำตามหน้าที่ ทำตามคำสั่งแต่ไม่มีการเร่งรัด

นอกจากนี้เมื่อการปฏิบัติงานในพื้นที่มีปัญหา การสอบถามเพื่อขอรับคำสั่งจากรัฐมนตรีโดยตรง เป็นไปได้ยาก เนื่องจากการขอเข้าพบ พล.อ.ฉัตรชัย แต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก หลายครั้งที่ข้าราชการระดับสูงต้องนั่งตามระเบียงเพื่อรอชี้แจงตั้งแต่9.00-16.30 น. ในขณะที่นายธีรภัทร ซึ่งเป็นปลัดใหม่ที่ข้ามห้วยมาจากต่างกระทรวงฯทำให้ขับเคลื่อนการทำงานของข้าราชในสังกัดเป็นไปได้อย่างลำบาก

ปัญหาที่พบในการทำงาน กรณีการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ที่กรมชลประทานมีบทเรียนกรณีออกประกาศงดทำนาปรังในปี 2557/58 ก่อนรายงานให้รัฐมนตรีรับทราบ ทำให้ในปี2558/59 กรมชลประทานต้องเสนอเรื่องทั้งหมดผ่านพลงอ. ฉัตรชัย ก่อนเสนอให้ครม.พิจารณา ถึง 3 ครั้งก่อนรัฐบาลจะประกาศแผนรับมือภัยแล้งได้ในปลายเดือน ต.ค. 2558

ในขณะที่ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำนั้น ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือยางพาราเท่านั้น โดยได้ดึงนางจิตนา ชัยยวรรณการ อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน และประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า(อคส.) มาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องยางโดยเฉพาะ

พาณิชย์จับตาขรก.เกียร์ว่างรอรัฐบาลใหม่

กระทรวงพาณิชย์ถือเป็นอีกหน่วยงานที่ถูกจับตามาก เนื่อลจากมีทั้งงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเฉพาะหน้าและนโยบายขับเคลื่อนปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่าขณะนี้ระดับรัฐมนตรีฯมองว่าการทำงานของข้าราชการระยะหลังได้กลายเป็นปัญหากับรัฐบาลมาก ซึ่งต่างจากเมื่อครั้งที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาใหม่ๆ ข้าราชการจะให้ความร่วมมือ ในการทำงานเป็นอย่างดีใน ทุกภาคส่วน ทุกระดับ

“ช่วงแรกๆข้าราชการทำงานเป็นทีม กระตือรือเร้นที่จะทำงานร่วมกัน แต่พอช่วงหลังๆกลายเป็นเกียร์ว่าง สั่งอะไรลงไปไม่ค่อยมีการตอบรับเท่าที่ควร สิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงอาจเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วง ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นปลายรัฐบาลแล้วก็ได้คิดว่าอย่างไรเดี๋ยวการเมืองก็เข้ามาแทน”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่ร่วมมือของข้าราชการเวลาในกระทรวงพาณิชย์ ทำให้การทำงานยากลำบากขึ้น บางครั้งสั่งอะไรไปก็ไม่ค่อยจะได้ผลลัพภ์กลับมา ยิ่งเป็นข้าราชการระดับสูงเวลานี้ดูเหมือนจะเฉื่อยชาเสียมากกว่า คงคิดว่าอีกไม่นานก็ต้องเปลี่ยนรัฐบาล หากทำไปแล้วไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่มาจะทำอย่างไร ยิ่งใกล้หมดวาระของรัฐบาลการทำงานยิ่งยากมากับข้าราชการ

ชี้ข้าราชการเคยชินกับนักการเมือง

“ปัญหาที่เกิดขึ้นยอมรับว่าทำให้การทำงานยากขึ้น ตอนนี้รัฐบาลนอกจากมีปัจจัยการเมืองที่เข้ามาเป็นอุสรรคแล้วยังมีปัญหาการทำงานของข้าราชการที่ไม่ค่อยจะฉับไวเท่าที่ควร ข้าราชการส่วนใหญ่เคยชินกับการเมืองมากกว่า”

ดังนั้นคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 5/2559 เรื่อง มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ น่าจะเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาในการทำงานของส่วนราชการได้ โดยเฉพาะข้าราชการระดับ ซึ่งจะต้องเป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการผู้น้อยที่สำคัญเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการทั่วไป พร้อมทั้งนำการประเมินผลการทำงานได้ น่าจะเป็นส่วนช่วยทำให้การทำงานในกระทรวงดีขึ้นบ้าง

คมนาคมขาดกำลังคนขับเคลื่อน

สำหรับกระทรวงคมนาคม ถือว่าหน่วยงานสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลสั่งดำเนินโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ

กระทรวงคมนาคม มีหน่วยงานระดับกรมที่สำคัญ อาทิ กรมเจ้าท่า กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมท่าอากาศยาน เป็นต้น และยังรวมถึงรัฐวิสาหกิจอีก 14 แห่ง เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ขนส่ง จำกัด

ปัญหาสำคัญของกระทรวงคมนาคมมีลักษณะคล้ายกัน คือ การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้า แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดกรอบเวลา แต่ในทางปฏิบัติยังถือว่าล่าช้า อย่าง เช่น กรณีแผนปลดล็อคธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งคสช.ต้องใช้คำสั่งตามมาตรา 44 เข้าแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่สามารถเร่งรัดได้เร็วนัก

ความล่าช้าที่เห็นได้ชัดก่อนหน้านี้ คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จนกระทังมีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจใหม่ มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลและได้เร่งให้กำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน เนื่องจากโครงการของกระทรวงคมนาคมเป็นโครงการให้เงินลงทุนสูงและรัฐบาลต้องการให้การลงทุนจขากภาครัฐ สร้างความเชื่อมั่น

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวว่าปัญหาใหญ่ของกระทรวงคมนาคม คือ หลายส่วนงานไม่มีกำลังคนเพียงพอ เมื่อเทียบกับนโยบายเร่งด่วนในหลายเรื่อง ทำให้งานมีความล่าช้า อีกทั้งเป็นเรื่องของโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลา และเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับบริหารหลังคสช.เข้าบริหารประเทศ

คนคลังเชื่อผ่านประเมิน

ด้านกระทรวงการคลัง ถือเป็นกระทรวงสำคัญที่นายสมคิด ให้ความสำคัญมากที่สุดกระทรวงหนึ่ง เนื่องจากสามารถออกมาตรการขับเคลื่อนที่เห็นผลทันทีด้วยมาตรการภาษี อีกทั้งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่น

แหล่งข่าวกล่าวว่าการดำเนินงานของข้าราการกระทรวงการคลังที่ผ่านมา มั่นใจว่าไม่ได้ใส่เกียร์ว่างที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนมาตรการที่ประกาศใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ผ่านมา โดยสะท้อนถึงความพร้อมในการทำงานของกระทรวงการคลัง

เผยมีเพียงไม่กี่เรื่องล่าช้า

แหล่งข่าวกล่าวว่าขณะนี้มาตรการตามนโยบายรัฐบาล ถือว่ามีเพียงส่วนน้อยที่ยังคงมีความล่าช้า ยกตัวอย่าง การเบิกจ่ายเงินลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาททั่วประเทศ ปัจจุบันมียอดการเบิกจ่ายได้กว่า 3% จากวงเงินรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่หากลงไปดูเชิงลึกจะพบว่า มีจำนวนโครงการที่เดินหน้ามากกว่านั้น แต่เป็นเพราะระบบการคีย์ข้อมูลระดับท้องถิ่นเพื่อแจ้งตรงมายังกรมบัญชีกลางนั้นมีข้อจำกัดจากระดับท้องถิ่น ซึ่งกรมบัญชีกลางได้เข้าไปร่วมแก้ไขแล้ว คาดผลรายงานการเบิกจ่ายจะเร่งตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ยังมีมาตรการสนับสนุนการลงทุนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อาทิ เร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐหรือ PPP Fast Track การสนับสนุน10อุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจัดตั้งกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์วงเงิน 1 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวว่าคลังยังมีมาตรการภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บที่อยู่ระหว่างการผลักดัน คือ การออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และการปรับปรุงโครงสร้างภาษี และ รายการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คาดว่า จะมีการสรุปนำเสนอระดับนโยบายเร็วๆนี้

‘สุวพันธุ์’เชื่อกลุ่มค้านไม่เข้าใจอยากเลือกตั้งเร็วแต่ต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221983.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
‘สุวพันธุ์’เชื่อกลุ่มค้านไม่เข้าใจอยากเลือกตั้งเร็วแต่ต้าน

“สุวพันธุ์” เชื่อ กลุ่มค้านร่างรธน.มีเป้าหมายแตกต่าง ไม่เข้าใจ อยากลต.เร็ว แต่กลับต้าน

          วันที่ 7 ก.พ.59 นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้ทำความเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญไว้แล้ว และรอฟังความเห็นของหน่วยงานที่กำกับดูแลอยู่ว่าจะมีประเด็นความเห็นเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร ในส่วนความเห็นของตนให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่เชื่อมโยงกับแผนการปฏิรูปประเทศเพื่อมีหลักประกันว่า รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะดำเนินการปฏิรูปประเทศต่อไป นอกจากนั้น ยังเห็นว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านระยะต้นอย่างน้อย 4 ปีข้างหน้า ประชาชนควรได้รับหลักประกันว่าจะเกิดระบบการเมืองที่มีธรรมาภิบาลและสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ สามารถทำให้ประเทศไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านมีความมั่นคงในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสามารถพัฒนาให้เข้มแข็งมากขึ้น เท่าที่ศึกษาก็พบว่าถูกกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นส่วนใหญ่แล้ว อะไรที่ควรเพิ่มเติมหรือปรับแก้ก็จะทำความเห็นเสนอไป
          นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ในเรื่องการเคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการลงประชามติ เท่าที่เห็นก็มีบางกลุ่มกำลังรณรงค์อยู่ ทำอินโฟกราฟฟิกแพร่กระจายในโลกโซเชียล หรือแสดงความคิดเห็นต่างกรรมต่างวาระทางช่องทางสื่อสารมวลชนต่างๆ ตนมีข้อสังเกตว่า ในกลุ่มรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแต่ละกลุ่มอาจมีเป้าหมายแตกต่างกัน บางกลุ่มต้องการให้มีการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจริงๆ บางกลุ่มอาจเพียงต้องการกดดันให้ กรธ. ไปปรับแก้ไขร่างให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของพวกตน บางกลุ่มต้องการแค่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของการต่อต้านหรือต้องการทดสอบกระแสทางการเมืองบางอย่าง แต่ที่น่าสนใจและไม่ค่อยเข้าใจคือ พวกที่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติก็เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งที่รู้ว่าถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งก็อาจจะเนิ่นนานออกไป คำถามคือคนเหล่านี้ต้องการอะไรกันแน่ คิดอะไรในใจ คิดอะไรที่ซับซ้อน ตนก็ตอบไม่ได้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ คงต้องรบกวนสังคมช่วยกันหาคำตอบ
          นายสุวพันธุ์ กล่าวชี้แจงว่า รัฐบาลยังยึดกรอบเวลาในการทำงานเหมือนเดิม การจัดทำแผนปฏิบัติการของส่วนราชการ การติดตามเร่งรัดการทำงานของกระทรวงต่างๆ ยึดตามกรอบเวลาเดิม ที่วิจารณ์เรื่องกรอบเวลาที่จะยาวออกไปอีกก็ต้องเข้าใจว่า เป็นผลจาก กรธ. มองเรื่องการจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและการเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 13 เดือนหรือ 8 + 5 เดือน หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ต่างจากกรอบเวลาเดิมของรัฐบาลที่กำหนดไว้ 10 เดือนหรือ 6 + 4 เดือน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็จะนานออกไปประมาณ 3 เดือน คำถามก็คือ กรธ.มีเหตุผลเพียงพอที่สังคมจะรับได้หรือไม่กับระยะเวลาที่ว่านั้นกับการต้องจัดทำร่างกฎหมายรวม 10 ฉบับและเตรียมการเลือกตั้งด้วย ถ้าเราติดตามข่าวทางสื่อมวลชนก็ดูเหมือนว่า กรธ.และ สนช. ได้มีการหารือกันแล้ว จะเร่งจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็วโดยคำนึงถึงกรอบเวลาที่รัฐบาลกำหนดไว้ เพราะฉะนั้นถ้าพิจารณาเรื่องพวกนี้โดยไม่มีอคติ ไม่มีวาระซ่อนเร้น ก็จะพบว่า ทุกฝ่ายมีเจตนาที่ดีต่อการทำให้มีรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย และทำให้กระบวนการทางการเมืองการปกครองที่กำลังออกแบบกันอยู่เป็นหลักประกันที่ดีต่อประเทศและประชาชนได้

‘วิษณุ’นัดครม.ส่งข้อเสนอ‘ร่างรธน.’ยันต้องมีหมวดปฎิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221984.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
‘วิษณุ’นัดครม.ส่งข้อเสนอ‘ร่างรธน.’ยันต้องมีหมวดปฎิรูป

“วิษณุ” นัด ครม.ส่งข้อเสนอร่าง รธน. 9 ก.พ. ยัน ต้องมีหมวดปฏิรูป ชี้ คนวิจารณ์ไม่ได้อ่านเนื้อหาทั้งหมด แนะ กรธ.หยุดตอบคำถามรายวัน แต่ควรออกแถลงการณ์ แจงเป็นระยะๆ

          วันที่ 7 ก.พ.59 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่การวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญว่า ขอให้แสดงความเห็นไปที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพราะส่วนตัวไม่ได้มีหน้าที่ปกป้องหรือสู้กับคนที่ออกมาวิจารณ์ และไม่ต้องการแสดงความเห็นในเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาแม้การแสดงความเห็นนั้นจะเป็นความเห็นส่วนตัว แต่เมื่อสื่อออกไปก็จะเหมือนความเห็นของรัฐบาล จึงไม่อยากพูดอะไรมาก อย่างไรก็ตามหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงพิจารณาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้มีบางกระทรวงส่งความเห็นมาแล้ว เบื้องต้นความเห็นต่างๆ ที่ส่งเข้ามาเป็นการตั้งข้อสังเกตหรือสงสัยในเนื้อหา จากนั้นทุกกระทรวงจะส่งความเห็น ข้อเสนอแนะมาให้ภายในวันที่ 9 ก.พ.นี้ ซึ่งจากนั้นก็จะรวบรวมความเห็นต่างๆ เพื่อเสนอยัง กรธ. ความเห็นของรัฐบาลที่จะส่งไปยัง กรธ.มีเบื้องต้นว่าจะเสนอ ในเพิ่มหมวดการปฏิรูปในร่างรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าวสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็เห็นด้วย แม้ร่างฯแรกจะมีมาตราที่เกี่ยวกับการปฏิรูปอยู่แล้ว ทั้งการปฏิรูปการศึกษา ตำรวจ และอื่นๆ แต่เราต้องการให้เขียนขึ้นเป็นหนึ่งหมวด และไม่ควรซุกไว้ในบทเฉพาะกาลเพราะจะเหมือนทำเพียงระยะเวลาสั้นๆ ทั้งที่การปฏิรูปต้องเกิดขึ้นในระยะยาว
          “ เหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูด เพราะผมคิดมานานแล้วว่า คนวิจารณ์รัฐธรรมนูญในขณะนี้ วิจารณ์โดยที่ไม่ได้อ่านเนื้อหาโดยรวม ทั้งคำถามจากสื่อ และคนอื่นๆ ที่มาวิจารณ์ ดังนั้น กรธ.จึงต้องชี้แจงรายละเอียดในมากขึ้น วันนี้ใครจะวิจารณ์ก็วิจารณ์ไป หน้าที่ของ กรธ.นั้นควรจะเก็บ รวบรวมเสียงที่มีการสะท้อนทั้งหมด และไม่ควรตอบคำถามรายวัน แต่ควรตอบเป็นยกๆ เพราะหากตอบเป็นรายวัน คำถามอื่นก็จะตามมา ไม่จบไม่สิ้น และทางที่ดีควรจะทำเป็นแถลงการณ์เลยก็ได้ ทั้งนี้ในส่วนของรัฐบาลเองยังไม่มีความคิดร่วมมือกับ กรธ.ในการชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญต่อประชาชน ” นายวิษณุ กล่าว

‘จุรินทร์’แนะ‘กรธ.’ควรแยกแยะความเห็นที่สร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221981.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
‘จุรินทร์’แนะ‘กรธ.’ควรแยกแยะความเห็นที่สร้างสรรค์

“จุรินทร์ ” แนะ “กรธ.” ควรแยกแยะ ความเห็นที่สร้างสรรค์ เพื่อ “รธน.” ออกมาดีที่สุดต่อส่วนรวม จี้ ให้ บทบาท ฝ่ายค้านในสภา เพื่อถ่วงดุล ฝ่ายบริหาร

          วันที่ 7 ก.พ.59 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ Aoodda” ว่า การออกมาแถลงของ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในช่วงวันสองวันนี้ว่าพร้อมจะนำความเห็นของฝ่ายต่างๆ ไปปรับแก้ในประเด็นการให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนและชุมชน ไม่น้อยไปกว่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 50 กับการแสดงท่าทีจะเร่งรัดการร่างกฎหมายลูกให้เสร็จตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในโรดแม็พ ถือได้ว่าเป็นการ “ส่งสัญญาณที่ดี” ว่า กรธ. ยังพร้อมรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ อยู่และไม่ได้มีลักษณะปิดกั้นไปเสียทั้งหมด ส่วนท่าทีด้านลบของ กรธ. ต่อฝ่ายการเมืองที่มีออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้งนั้น ตนก็ขอให้ข้อคิดว่าควรจะได้มีการแยกแยะไตร่ตรองว่าความเห็นใดเป็นความเห็นในทางอคติ ความเห็นใดเป็นความเห็นในทางสร้างสรรค์ของฝ่ายปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนความปรารถนาดีโดยประสงค์ให้รัฐธรรมนูญที่ออกมาเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ซึ่งหาก กรธ. สามารถแยกแยะและพร้อมรับฟังในส่วนที่เป็นความเห็นในทางสร้างสรรค์ก็จะช่วยให้รัฐธรรมนูญเข้ารูปเข้ารอยและเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น
          ซึ่งประเด็นที่คิดว่าควรจะได้มีการปรับปรุงและเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในฐานะฝ่ายปฏิบัติก็คือเรื่องของ “การตรวจสอบถ่วงดุล”ระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติ ซึ่งเห็นว่าหากสามารถออกแบบให้เป็นระบบที่สามารถถ่วงดุลกันได้อย่างมีดุลยภาพแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างยิ่ง จากการทำหน้าที่ถ่วงดุลซึ่งกันและกันของแต่ละฝ่าย ยกตัวอย่างเช่นในประเด็นที่ เคยเสนอและได้รับการบรรจุไว้ในร่างของนายบวรศักดิ์แล้วกรณีให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องมาจากฝ่ายค้านด้วย ไม่ใช่เป็นของรัฐบาลทั้งหมดทั้งประธานและรองประธานสภาทั้ง 2 คนเหมือนในอดีต ซึ่งมีผลทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของทั้งประธานและรองประธานหลายครั้ง เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภา จึงได้เกิดแนวคิดว่ารองประธานสภาคนหนึ่ง ควรจะมาจากฝ่ายค้าน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลในการปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุมสภา ดังเช่น ในบางประเทศที่พัฒนาแล้วทางประชาธิปไตยเขาก็ทำกัน ซึ่งการจะสร้างระบบถ่วงดุลเช่นนี้ได้ จะต้องไปปรับปรุงแก้ไขในมาตรา 101 ที่ระบุห้ามสมาชิกพรรคแกนนำฝ่ายค้านที่มีหัวหน้าพรรคเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ไปเป็น ประธานสภา หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการปิดทางไม่ให้พรรคแกนนำฝ่ายค้านซึ่งมีความสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารไม่ให้สามารถไปทำหน้าที่รองประธานสภา หรือประธานสภาได้ ซึ่งการกำหนดเช่นนี้นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดการถ่วงดุลในการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมดังกล่าวแล้ว หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น กรณีที่พรรคแกนนำรัฐบาลต้องกลับมาเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านและมีสมาชิกเป็นประธานหรือรองประธานสภาอยู่ในสภาเดิม หัวหน้าพรรคแกนนำรัฐบาลเดิมก็จะไม่สามารถมาทำหน้าที่ “ผู้นำฝ่ายค้าน”ในสภาได้ นอกจากต้องให้สมาชิกของพรรคลาออกจากตำแหน่งประธานสภาและหรือรองประธานสภาเสียก่อนเท่านั้น นอกจากนั้น ยังเห็นว่าประธานกรรมาธิการชุดสำคัญที่มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินและตรวจสอบการทุจริตในรัฐบาล ควรจะได้ประธานกรรมาธิการที่มาจากฝ่ายค้านด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลที่มีผลในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนได้มากขึ้น เป็นต้น

‘พท.’ซัด‘รธน.’ไม่เป็นปชต.ทำร้ายชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221982.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
‘พท.’ซัด‘รธน.’ไม่เป็นปชต.ทำร้ายชาติ

“เพื่อไทย” ซัด รัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำร้ายชาติ

          วันที่ 7 ก.พ.59 นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เสียงคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยมีมากกว่าฉบับบวรศักดิ์ และมาจากทุกภาคส่วนในสังคมจริงๆ แม้กระทั่งพวกเดียวกันเอง ถ้าเป็นตนคงต้องฟังและกลับไปทบทวนว่า การร่างมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข และ กรธ.ควรบอกความจริงกับประชาชนว่าเนื้อหาหลายประเด็นเป็นแนวคิดที่คิดไวๆ แบบไทยประดิษฐ์ ไม่เป็นสากล เช่นการเสนอชื่อนายกฯสามคน การกาบัตรใบเดียว การให้อำนาจองค์กรอิสระมากำกับรัฐบาลด้านนโยบายและการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้เสียงจากทุกพรรคที่มี ส.ส. 10 คนขึ้นไปในสภา ซึ่งขัดหลักการประชาธิปไตย ขัดหลักการแบ่งแยกอำนาจ ขัดหลักการตรวจสอบถ่วงดุล ลิดรอนสิทธิประชาชน ตนเชื่อว่าถ้าปล่อยผ่านไปจะทำให้ประเทศอ่อนแอเสียโอกาสพัฒนาไม่ทันโลกเพราะจะมีรัฐบาลเป็ดง่อยที่คอยถูกควบคุมโดยองค์กรต่างๆ เช่นปัญหาว่าควรทำให้ไทยไร้ถนนทางลูกรังก่อนมีรถไฟความเร็วสูงนั้น ควรเป็นเรื่องฝ่ายบริหารตัดสินเพราะประชาชนเลือกเข้ามาตามนโยบายที่หาเสียงและแถลงต่อสภา สังคมไทยรวมทั้ง กรธ.ต้องถามตนเองว่าในอนาคตเราจะตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระอย่างไร เราจะมีหลักประกันการตัดสินที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม มีเหตุผลและเท่าเทียมกันได้อย่างไร
         “ปัญหาของไทยยังมีอีกมาก รัฐธรรมนูญที่ดีอย่างเดียวก็ยังไม่พอ เราต้องทำให้พรรคการเมืองเคารพเสียงประชาชนและผลการเลือกตั้ง การเคารพและไม่ฉีกรัฐธรรมนูญไม่ว่าด้วยข้ออ้างใด การบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เลือกปฏิบัติตามสีเสื้อ แต่ถ้าเรามีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยตั้งแต่เริ่มต้นเสียแล้วก็จะทำลายความหวังคนไทยอย่างแน่นอน ดังนั้น กรธ.ต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือบั้งไฟอะไรคือจรวด” นายนพดล กล่าว