ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221979.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221979.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221953.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221948.html
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่ากรณีที่ศาลฎีกาตัดสินจำคุก อดีตเจ้าหน้าที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) และอดีตนักการเมืองในคดีพรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหาว่าจ้างวานพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งเมื่อปี 2549 ขณะที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้สั่งการนั้น ซึ่งเรื่องนี้ที่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต่อเนื่องมาถึงศาลฎีกาสะท้อนให้เห็นว่าพยานหลักฐานในคดีนี้มีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะเอาผิดพรรคไทยรักไทยที่ถูกกล่าวหาว่าจ้างวานพรรคเล็ก แต่กลับกลายมีน้ำหนักให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คนไปก่อนหน้านี้เป็นที่เรียบร้อยเเล้ว ซึ่งสร้างความสับสนอย่างมากในบรรทัดฐานของศาลยุติธรรมกับศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงว่าใครกันแน่เป็นผู้จ้างวานพรรคเล็กให้ลงสมัคร และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคำให้การของพยานและจำเลยที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด
นายอุเทน กล่าวว่ากระบวนการยุติธรรมไทยเป็นระบบกล่าวหาและให้น้ำหนักกับพยานบุคคล แต่การกล่าวหาพรรคไทยรักไทยจนมีผลให้ถูกยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคนั้น ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้จ้างวานพรรคเล็กเหล่านั้นกันแน่ และอาจมีขบวนการสร้างพยานเท็จขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ถูกกล่าวหาอาจกระทำผิดจริงก็ได้ ดังนั้นจึงมีคำถามไปถึงการทำหน้าที่ของ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญว่าได้พิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด หรือให้น้ำหนักกับพยานบุคคลเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากมีการเพิ่มอำนาจให้องค์กรอิสระตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แล้วเราจะเชื่อมั่นความถูกต้องชอบธรรมได้ขององค์กรเหล่านี้ได้อย่างไร
นายอุเทน กล่าวว่าดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ควรแยกออกมาเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ควรให้ไปอยู่ภายใต้บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ หมวด 10 ที่ว่าด้วยเรื่องศาลเพื่อเข้าระบบ 3 ศาล คือ ชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา ที่มีการยื่นคำร้องต่อสู้ และให้ศาลได้พิจารณาทบทวนตามขั้นตอน ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญใหม่ถูกวางระบบให้เป็นศาลเดียว ทำให้ฝ่ายผู้ถูกร้องไม่สามารถยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาได้เลย
นายอุเทน กล่าวว่า พรรคคนไทยเชื่อมั่นในทฤษฎี 3 เสาหลัก ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ที่จะมีอำนาจในการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ไม่ควรมีองค์กรใดเป็นอิสระจากเสาหลักของประชาธิปไตยเหล่านั้น อีกทั้งตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีองค์กรอิสระเป็นต้นมา ก็พบปัญหาจากองค์กรเหล่านี้มากมายจนถูกกล่าวหาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อีกทั้งในขณะที่มีหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่น แต่ก็มีการกระทำผิดและถูกกล่าวหาเสียเอง ทั้ง กกต. หรือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ดังนั้นเราจึงไม่ควรหลอกตัวเอง เพราะประเทศไทยเรายังไม่พัฒนาไปถึงขนาดมีองค์กรใดมาทำหน้าที่อย่างอิสระโดยขาดการถ่วงดุลจากองค์กรอื่นๆ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221940.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221941.html


6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ณ อุทยาน ร.2 อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221933.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221927.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221895.html
เซอร์ไพรส์! ไปทั้งวงการการเมืองและการทหาร เมื่อ “บิ๊กกี่” พล.อ.นพดล อินทปัญญา หนุ่มใหญ่วัย 70 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เปิดตัว “น้องอร” ประวีณ์นุช เลิศจิตติสุทธิ์ สาวสวยวัย 40 ปี เป็นคู่ใจคนใหม่ พร้อมโชว์ใบทะเบียนสมรส
ทั้งคู่เพิ่งไปจดทะเบียนสมรสที่เขตบางรัก เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พร้อมประกาศใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนวันตาย
พล.อ.นพดล อินทปัญญา เปิดใจอย่างอารมณ์ดีถึงการคบกับ “น้องอร” ดีกรีปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า ความเห็นตรงกัน และนิสัยก็ตรงกัน น้องอร เป็นคนน่ารัก ทำให้เกิดความประทับใจ ที่สำคัญอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขมากเท่านั้นเอง
แม้อายุ 70 ปีแล้ว แต่ “บิ๊กกี่” กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างมันก็ลงตัวหมดแล้วนะ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร เข้ากันได้ดี และสิ่งที่ประทับใจผู้หญิงคนนี้คือ เธอเป็นคนดี
“พี่ว่าพี่ดูผู้หญิงคนนี้ไม่ผิด เป็นคนร่าเริง และอยู่กับพี่แล้วพี่มีความสุข พี่เหนื่อยจากการทำงาน เครียดงาน และเมื่อกลับมาเจอน้องอรก็มีความสุขเท่านั้นเอง เมื่อมีความสุขก็เลยตกลงแต่งงานกัน”
เมื่อถามว่า คนนี้จะเป็นคนสุดท้ายของชีวิต พล.อ.นพดล กล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง ว่า เอ่อ…น่าจะเป็นคนสุดท้ายแล้ว แต่อายุขนาดนี้จะไม่สุดท้ายได้อย่างไร เราสัญญากันแล้วว่า จะสร้าง และวางอนาคตไปด้วยกัน และเคียงกันไปอย่างนี้
“เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาของผู้หญิงและผู้ชายคนหนึ่ง แม้ว่าอายุจะห่างกันมากหน่อย แต่ความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกันก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลย เป็นเรื่องธรรมชาติจะตายไป”
พล.อ.นพดล ย้ำคำมั่นสัญญาว่า “พี่พูดกับน้องอรตลอดเวลา You‘re not my first love, but you’re my last”
ขณะที่ “น้องอร” ประวีณ์นุช เลิศจิตติสุทธิ์ ได้เริ่มสนทนาว่า ได้รู้จักกับ พล.อ.นพดล ในระหว่างงานเลี้ยงสังสรรค์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยมีรุ่นพี่ที่สนิทกับ พล.อ.นพดล ได้แนะนำให้รู้จัก โดยรู้จักกันมาระยะหนึ่งแล้ว ประมาณ 7-8 เดือน จึงตัดสินใจที่จะคบหากัน
น้องอร เล่าให้ฟังต่อว่า การพูดคุยกันครั้งแรกก็ไม่ได้หวือหวาอะไร เป็นการพูดคุยกันตามปกติ โดยการแนะนำให้รู้จักกันว่า “พี่กี่” เป็นใคร หลังจากนั้นก็เจอกันบ่อย และได้คุยกันมากขึ้น จนรู้นิสัยใจคอกันมากขึ้นกว่าเดิมว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร
“พี่กี่เล่าให้ฟังทุกเรื่องไม่ได้ปิดบัง แต่ทุกคนก็มีอดีตอยู่แล้ว เราเองก็มีอดีต ดังนั้นก็ต้องลืมอดีตให้หมด และจะต้องมีปัจจุบันกับอนาคตอยู่ด้วยกันว่าจะทำอะไรให้มีความสุข”
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้เข้าไปเป็นหนึ่งใน “สะใภ้เตรียมทหารรุ่นที่ 6” (ตท.6) น้องอร กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า จริงๆ แล้วไม่ได้คิดแบบนั้นนะ ใจอยากอยู่เงียบๆ ไม่อยากจะเป็นข่าวอะไร ไม่อยากเด่น ดัง ไม่อยากเป็นที่จับตาของสังคม ว่าจะพรีเซ็นต์ หรืออวดอะไร แต่บังเอิญวันนั้นเจอนักข่าวเลยมาถ่ายรูป พอมีการนำรูปไปลงมีทั้งชื่นชมยินดี และมีการต่อว่า ก็รู้สึกว่าตั้งรับไม่ทัน ทั้งนี้ อยากฝากเนื้อฝากตัวกับพี่ๆ ตท.6 ที่ได้เข้ามาเป็นสะใภ้ของรุ่นนี้
“พี่กี่เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย และดูแลเอาใจใส่อย่างดี ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน และเปลี่ยนมาคบกัน จนกระทั่งมาจดทะเบียนด้วยกัน ซึ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมมาจนถึงทุกวันนี้ และวันนี้ก็รู้สึกว่าพี่กี่ทำให้มากมาย และมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะพี่กี่เป็นคนอารมณ์ดี ไม่เครียดอะไร เราก็รู้สึกว่าเมื่ออยู่ด้วยและมีความสุข”
ส่วนประเด็นที่สังคมสนใจคือ “น้องอร” เป็นน้องสาวแท้ๆ ภรรยาของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.พรรคเพื่อไทยนั้น น้องอร กล่าวว่า เรื่องนี้อย่ามาโยงในเรื่องการเมืองเลย ตนกับพี่กี่เป็นความรักที่เกิดขึ้นมาระหว่างคนสองคน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง แม้ว่าจะมีพี่เขยเป็นอดีต รมว.ไอซีที เรื่องนี้จะมาโยงกันไม่ได้ เพราะไม่ได้อิงทางการเมือง ที่สำคัญพี่กี่ก็รู้จักกับครอบครัวของพี่เขย โดยเฉพาะคุณพ่อ ที่เป็นทหารเหมือนกัน ก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันมาก่อน
“ตอนนี้พี่กี่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเราแล้ว และได้เจอครอบครัวของทั้งสองฝ่ายแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องราวดีๆ เป็นเรื่องที่สวยงามไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ตอนนี้มีคนพยายามจับโยงให้เข้าไปเกี่ยวข้องทางการเมือง โดยเฉพาะกระแสข่าวที่จะให้พี่กี่เป็นตัวประสานทางการเมือง ซึ่งความจริงไม่เกี่ยวกันเลย และพี่กี่ก็ไม่เคยพูดถึงในเรื่องนี้”
น้องอร ยังรู้สึกกังวลเกี่ยวกับกระแสข่าวในโลกออนไลน์ ที่มีการตั้งคำถามว่า ทั้งสองอายุต่างกันมาก ฝ่ายหญิงจะมาหวังเงินทอง หรือสมบัติของพี่กี่หรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย เพราะไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการเงิน แต่เป็นความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ อย่ามาพูดว่าจะไปปอกลอกอะไรจากพี่กี่ ซึ่งเราใช้ความเป็นธรรมชาติรู้จักกันมาตลอด ตอนนี้มีคนมาเมนท์ว่าตนตลอด
จริงๆ แล้ว พื้นฐานครอบครัวน้องอร ก็ค่อนข้างมีฐานะ โดยน้องอรเรียนจบมัธยมที่โรงเรียนมาแตร์ จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล และมีธุรกิจส่วนตัว ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่องราวความรักที่บริสุทธิ์ของคนสองคน แม้ว่าอายุจะต่างกัน ก็ไม่ได้เกิดช่องว่างระหว่างวัย
“เพราะพี่กี่เป็นคนอารมณ์ดี ร่าเริง และแอ็กทีฟตลอดเวลา เมื่ออยู่ด้วยก็มีความสุข และมีน้ำใจกับทุกๆ คน”
ส่วนเพื่อนรักของ “บิ๊กกี่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้น น้องอรก็เคยได้พบ พล.อ.ประวิตร ต้อนรับสะใภ้เตรียมทหารรุ่น 6 เป็นอย่างดี
“ท่านให้ความรักความเมตตาเราดี ต้องขอบคุณพี่ๆ ทุกท่าน ที่ให้กำลังใจ และเห็นเราเข้าใจกันได้ดีมีความเหมาะสม และเห็นว่าเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และเข้าใจกันด้วยดี เราอยู่ด้วยกันไม่เคยทะเลาะกันอยู่ด้วยความเข้าใจกันมาตลอด”
สำหรับวาเลนไทน์ปีนี้ ได้มีการเตรียมของหวังเซอร์ไพรส์กันหรือไม่น้องอร กล่าวพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยว่า อันนี้ขอเก็บเป็นเซอร์ไพรส์บอกไม่ได้ เพราะเราทั้งสองคนชอบทำเซอร์ไพรส์เหมือนกัน ดังนั้นขอเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์กันดีกว่า ซึ่งอยากให้เก็บความประทับใจเอาไว้ในวันนั้น
ในวัย 70 ปี ของผู้ชายคนนี้ ที่น้องอรจะฝากชีวิตไว้ จะเป็นอุปสรรคหรือไม่? น้องอร กล่าวอย่างมั่นใจ พี่กี่ยังแข็งแรง และอารมณ์ดี ดูแล้วยังไม่แก่เลย
&nnbsp; “มั่นใจในสิ่งที่พี่กี่มอบให้ตั้งแต่วันแรกมาจนถึงทุกวันนี้ หากไม่มั่นใจก็จะไม่ตกลงใจชีวิตอยู่ร่วมกัน ส่วนทายาทยังไม่คิด และคิดว่าคงจะไม่มี เพราะชอบเที่ยวกัน ชอบทะเล และภูเขา”
แม้จะต่างวัย แต่ทั้งคู่มั่นใจในรัก และรักนั้นจะยืงยงชั่วนิจนิรันดร์
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221893.html
หลังวันที่ลมหนาวพัดห่างจากเมืองกรุงไม่เท่าไร ก๊วน (อดีต) ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุด “อ.ปื๊ด” บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ฤกษ์พบปะนัดหมาย ตามประสาคนทำงานใกล้ชิดเกือบ 1 ปี
บรรยากาศรียูเนี่ยนนั้น เป็นไปด้วยความสนุกสนาน กินข้าวกันไป อัพเดทชีวิต และความเป็นอยู่ หน้าที่การงาน เพราะบรรดาคนที่ร่วมงานล้วนมีบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกัน หลังจากพ้นตำแหน่ง “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” อาทิ ยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และกลับไปเป็นอาจารย์ตามองค์กรวิชาการที่สังกัดเดิม รวมถึงกลับไปเป็นนักเคลื่อนไหว นักต่อสู้เพื่อภาคประชาชน
ขณะประเด็นที่ยกมาคุย แน่นอนว่าถูกจับตาว่าจะมีเนื้อหาอะไรเกี่ยวถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับ
กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่…? โดย ข่าววงในกระซิบบอก ว่า การพูดคุยเรื่องนั้นมีบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ถึงยกประเด็นถกกันแบบหน้าดำคร่ำเครียด หากเทียบกับช่วงที่ลงมือทำร่างรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ “อ.ปื๊ด” ที่ถูกจับตา เงี่ยหูฟังแบบลืมหายใจว่า เขาจะวิจารณ์อะไรบ้าง? ปรากฏว่า “เปล่าค่ะ…. ไม่มีแม้แต่แอะ…เดียว”
ก่อนจบบรรยากาศรียูเนี่ยน และอำลา มีช็อตเด็ดที่ต้องบันทึกไว้… คือ ช่วงที่ชาวคณะตกลงกันได้แล้วว่าจะเจอกันอีกเมื่อใด “ทูตกฤต ไกรจิตติ” เสนอให้นัดเจอกันเดือนละครั้งแทนต้องเว้นจังหวะไปไกล ทำให้ “อ.มานิจ สุขสมจิตร” ร้องขอให้รับรองญัตติ… ปรากฏว่าไม่มีใครยกมือให้ ทำเอาบรรยากาศก่อนจบงาน ฮากันท้องคัดท้องแข็ง
แต่บทสรุปของการพบปะ (อีกครั้ง) คือ วันที่ 5 เมษายนนี้ ซึ่งเวลานั้นคือวันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว คงต้องมาเงี่ยหูฟังอีกครั้งว่า…จะมีบทสนทนาประเด็นร้อนหรือเปล่า
คู่ดูโอ
กลายเป็นคู่หูกันไปซะแล้ว สำหรับ “หมอเจตน์” นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ และ ทั่นยุทธนา ทัพเจริญ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในนาม “วิปสนช. ซึ่งทั้ง 2 คนมีหน้าที่หลักเป็นกระบอกเสียงแถลงผลการประชุมวิปสนช. ทุกๆ วันอังคาร เวลา 15.30 น.
ทุกๆ บ่ายวันอังคาร กระจอกข่าวก็จะยกทัพไปรอที่ห้องแถลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮอต ไม่ฮอต โฆษกทั้ง 2 ทั่น ก็ทำหน้าที่แบบไม่ขาดตกบกพร่อง มีการจัดสรรหน้าที่การแถลงกันอย่างชัดเจน หมอเจตน์จะมีหน้าที่แถลงเกี่ยวกับผลการประชุมเรื่องฮอตๆ ที่เป็นประเด็นทางการเมือง ที่ สนช.จะต้องถกแถลง ซึ่งมือเก๋ามากประสบการณ์อย่าง “หมอเจตน์” ไม่ต้องห่วงไม่มีพลาด ครบทุกประเด็น
ขณะที่ทั่น “ยุทธนา” ที่เป็น ”มือใหม่” ก็ถูกยกหน้าที่เป็นผู้แถลงข่าวเกี่ยวกับเนื้อหาสาระร่างกฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสนช. แม้จะเป็นมือใหม่ แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะแถลงแบบรวดเดียวจบ
เมื่อถึงเวลาตามนัด โฆษกวิปสนช. ก็ลงมาที่ห้องแถลงข่าวพร้อมกัน เริ่มด้วย “พี่ใหญ่” หมอเจตน์ ตามด้วย ”น้องเล็ก” ทั่นยุทธนา
แต่…ก็มีหลายครั้งที่ไม่มา “ตามนัด” โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองร้อนๆที่เกี่ยวข้องกับ สนช. ซึ่งบางเรื่องจำเป็นต้องรอมติวิปสนช. บางสัปดาห์ก็ทำให้เวลาล่วงเลยไปกว่า 16.00 น.
โดย “หมอเจตน์” จะเป็นผู้ที่อยู่รอมติวิป ส่วนทั่น “ยุทธนา” ก็จะลงมาตามเวลา เป็น “แนวหน้า” รับสื่อ แต่ก็มักจะออกอาการเขินๆ อาจเป็นเพราะ “คู่หู” ไม่อยู่เคียงข้าง และคงด้วยความเกรงใจสื่อที่ต้องให้รอนาน ก็มักจะออกตัวกับสื่อว่า “รอสักพัก นะครับ เด๋ว หมอเจตน์ ลงมา” แล้วก็โทรศัพท์เช็กตลอดเวลา พี่เสร็จหรือยังครับ สื่อมาพร้อมแล้วครับ แถมมองไปยังประตูห้องทุกครั้ง หวังว่าจะเห็น “พี่ใหญ่” เดินมาห้องแถลงข่าวเสียที พอเห็น “หมอเจตน์” เดินลงมา สีหน้าบ่งบอกเร้ย เฮ้อ “โล่งอก” จากนั้นทั้ง 2 โฆษกก็จะเริ่ม “จ้อ” ทันที
แหม…น้องๆ สื่อสภา ไม่ได้เป็นเสือ สิงห์ กระทิง แรด ซะหน่อย อย่าได้กล้วคร้า ทั่น “ยุทธนา”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221923.html
นางรัตนา กิจวรรณ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวว่า จากการเตรียมการรับมือภัยแล้ง ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ของ กปภ. ในทุกพื้นที่ทั้ง 234 สาขาทั่วประเทศ ทำให้ขณะนี้ยังไม่มี กปภ.สาขาใดที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงในระดับที่ไม่สามารถส่งจ่ายน้ำประปาให้แก่ประชาชนได้ อย่างไรก็ตาม กปภ.ต้องขอความร่วมมือให้ลูกค้าใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อเป็นการรักษาปริมาณน้ำดิบให้เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปาตลอดช่วงฤดูแล้งด้วย
แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำดิบในปี 2559 กปภ.วางมาตรการบริหารจัดการแหล่งน้ำดิบ โดย กปภ.สาขา เริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่องแล้วตั้งแต่ปี 2558 และติดตามรายงานสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำท่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนและวางแผนบริหารจัดการแหล่งน้ำดิบให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ สำรวจและประเมินแหล่งน้ำดิบ พร้อมสำรวจแหล่งน้ำสำรองที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ปรับปรุงพัฒนาสระเก็บน้ำให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพื่อให้เก็บกักน้ำได้ปริมาณมากที่สุด พร้อมทั้งประสานงานกับกรมชลประทานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี 2559 จากการประเมินสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า จะรุนแรงในปี 2559 กปภ.ได้เตรียมพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ตลอดจนการเตรียมการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยแล้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เงินงบประมาณปี 2559 รวม 2,097 ล้านบาท
แผนงานระยะเร่งด่วน ปี 2559 1.งบประมาณเพื่อการบริหารจัดการแหล่งน้ำโดยการสูบผันน้ำและขุดลอกคูคลองวงเงินประมาณ 235 ล้านบาท และ 2.งบประมาณเจาะบ่อบาดาล วางท่อน้ำดิบ ก่อสร้างระบบผลิตและวางท่อ ก่อสร้างระบบผลิต ปรับปรุงแหล่งน้ำ ขุดสระเก็บน้ำและวางท่อขยายเขต เป็นเงิน 706 ล้านบาท
แผนงานระยะสั้นปี 2559 งบประมาณจัดหาแหล่งน้ำสำรองในการแก้ปัญหาภัยแล้ง 17 โครงการ รวมประมาณ 1,155 ล้านบาท ประกอบด้วยแผนงานวางท่อน้ำดิบ ก่อสร้างระบบผลิตและวางท่อ และก่อสร้างระบบผลิต ดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กปภ.สาขาปักธงชัย (หน่วยบริการวังน้ำเขียว) จ.นครราชสีมา กปภ.สาขาเมืองพล กปภ.สาขาหนองเรือ จ.ขอนแก่น กปภ.สาขาแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ กปภ.สาขาอุดรธานี จ.อุดรธานี และ กปภ.สาขารัตนบุรี จ.สุรินทร์ ภาคตะวันออก กปภ.สาขาพนัสนิคม กปภ.สาขาชลบุรี จ.ชลบุรี และ กปภ.สาขาปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ภาคกลาง กปภ.สาขาพระพุทธบาท จ.สระบุรี กปภ.สาขาลพบุรี กปภ.สาขาบ้านหมี่ จ.ลพบุรี กปภ.สาขาธัญบุรี จ.ปทุมธานี กปภ.สาขาอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และ กปภ.สาขาบ้านโป่ง จ.ราชบุรี
นอกจากแผนระยะเร่งด่วนและระยะสั้นข้างต้นแล้ว กปภ.ยังได้จัดซื้อรถบรรทุกน้ำเพิ่ม 10 คัน และจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขภัยแล้งของ กปภ. ทั้งในส่วนของสำนักงานใหญ่ กปภ.เขต และ กปภ.สาขา
สำหรับแผนระยะยาวป้องกันภัยแล้ง ปี 2560-2561 กปภ.จัดสรรงบประมาณเพื่อเจาะบ่อบาดาล วางท่อน้ำดิบ ก่อสร้างระบบผลิตและวางท่อ ก่อสร้างระบบผลิต ปรับปรุงแหล่งน้ำ และขุดสระเก็บน้ำ ในปี 2560-2561 รวม 4,550 ล้านบาท
มาตรการประชาสัมพันธ์สถานการณ์ภัยแล้งและรณรงค์ประหยัดน้ำ ในปี 2559 กปภ.กำหนดแนวทางการประชาสัมพันธ์องค์กรภายใต้แนวคิด (Theme) “น้ำดิบมีเหลือน้อย ใช้สอยต้องประหยัด” เพื่อให้ประชาชนตระหนักในการประหยัดน้ำและร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำควบคู่กันไปกับการสื่อสารภารกิจและกิจกรรมต่างๆ ของ กปภ. ให้สอดคล้องกับค่านิยมองค์กร “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน” โดยใช้สื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมและทั่วถึง นอกจากนี้ กปภ.เขต 1-10 และ กปภ.สาขา ยังมีมาตรการประชาสัมพันธ์ที่มุ่งเน้นการบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ชลประทานในพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำเป็นประจำ รวมถึงประสานกับสื่อมวลชน ผู้นำมวลชนในพื้นที่ เพื่อรายงานสถานการณ์ภัยแล้งและขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์ประหยัดน้ำ
มาตรการช่วยเหลือประชาชนในขณะเกิดภัยแล้งของ กปภ. ได้แก่ 1.กปภ.สาขาจ่ายน้ำโดยไม่คิดมูลค่าให้แก่ประชาชนที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค 2.กปภ.สาขาใช้รถบรรทุกแจกน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้ง 3.กปภ.สาขาร่วมกับกองทัพบกและอีก 3 หน่วยงาน ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในโครงการราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง ที่ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 12 ปี โดย กปภ.ให้ท้องถิ่นมารับน้ำฟรีได้ทุกสาขา 4.กปภ.สาขาร่วมกับกรมทางหลวง ในโครงการ “กรมทางหลวง-การประปาส่วนภูมิภาค รวมใจต้านภัยแล้ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง” 5.ศูนย์ประปาทันใจช่วยเหลือลูกค้า 24 ชั่วโมง โทร.กปภ. 57 สาขา และสายด่วน 1662 ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2558 กปภ.จ่ายน้ำฟรีเพื่อภัยแล้งไปแล้วประมาณ 642 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 11.6 ล้านบาท
สำหรับเตรียมการเป็นพิเศษในพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงในปี 2558 ได้แก่
กปภ.สาขาธัญบุรี จ.ปทุมธานี ในปี 2558 กปภ.สาขาธัญบุรีประสบปัญหาปริมาณน้ำดิบไม่เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปา ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำหลายหมื่นครัวเรือนไม่มีน้ำใช้อุปโภคบริโภค ในการป้องกันภัยแล้งปี 2559 กปภ.สาขาธัญบุรีได้ก่อสร้างระบบสูบน้ำดิบและสร้างระบบผลิตน้ำประปาในพื้นที่รับผิดชอบของ กปภ.สาขาธัญบุรี รวม 3 โครงการ ด้วยงบลงทุนเพิ่มเติมปีงบประมาณ 2559 กว่า 107 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 90-120 วัน แล้วเสร็จทันรับมือภัยแล้งปี 2559 ได้แก่ 1.เจาะบ่อบาดาล 2 บ่อ และก่อสร้างระบบสูบจ่ายน้ำแรงสูงบริเวณสถานีจ่ายน้ำหนองเสือ พร้อมก่อสร้างถังน้ำใสขนาด 1,000 ลบ.ม. (23 ล้านบาท) 2.ก่อสร้างโรงสูบน้ำแรงต่ำและวางท่อน้ำดิบจากบ่อดินคลอง 13 มายังสถานีผลิตน้ำพืชอุดม (24 ล้านบาท) 3.ก่อสร้างระบบสูบน้ำดิบ และ Mobile Plant ขนาด 300 ลบ.ม./ชม. กปภ.สาขาบ้านนา หน่วยบริการองครักษ์ (60 ล้านบาท)
กปภ.สาขาพระพุทธบาท จ.สระบุรี ปัญหาหลักที่ กปภ.สาขาพระพุทธบาทต้องเผชิญในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา คือ น้ำในคลองชัยนาท-ป่าสักแห้งขอด จนไม่มีน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ให้บริการขาดน้ำประปาสำหรับการอุปโภคบริโภค จึงต้องแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการนำรถบรรทุกน้ำจาก กปภ.สาขาใกล้เคียงออกแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ทั้งนี้ ในปี 2559 กปภ.แก้ปัญหาในจุดนี้ด้วยการเพิ่มงบลงทุนประมาณ 49 ล้านบาท เพื่อวางท่อน้ำดิบระยะทาง 7.5 กิโลเมตร จากทะเลสาบบ้านหมอไปยังสถานีสูบน้ำแรงต่ำหนองโดน ใช้ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 150 วัน
กปภ.สาขาลพบุรี จ.ลพบุรี ในปี 2558 กปภ.สาขาลพบุรีได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาตรน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสักลดลงอย่างต่อเนื่องจนเกิดเนินดินเป็นช่วงๆ ทำให้น้ำไม่สามารถไหลผ่านตลอดคลองชัยนาท-ป่าสักได้ และการสูบน้ำบางส่วนไปใช้ในทำการเกษตร ทำให้ กปภ.สาขาลพบุรีไม่มีน้ำดิบเพียงพอที่จะผลิตน้ำประปาให้บริการประชาชนในบางพื้นที่ได้ตามปกติ สภาพปัญหานี้ กปภ.ได้หาแหล่งน้ำอื่นๆ สำรอง จึงเป็นที่มาของโครงการวางท่อน้ำดิบความยาวรวม 9.7 กิโลเมตร เพื่อส่งน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ให้แก่โรงกรองน้ำ เพื่อแก้ปัญหาช่วงฤดูแล้งและรองรับผู้ใช้น้ำบริเวณค่ายทหารศูนย์การทหารปืนใหญ่ งบลงทุน 75 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 120 วัน
กปภ.สาขาบ้านหมี่ จ.ลพบุรี กปภ.สาขาบ้านหมี่ประสบปัญหาใกล้เคียงกับ กปภ.สาขาลพบุรี เนื่องจากใช้น้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักมาใช้ผลิตน้ำประปา ในปี 2559 กปภ.จึงเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำดิบบริเวณคลองบางขาม และวางท่อน้ำดิบระยะทาง 15 กิโลเมตร ไปยังสถานีผลิตน้ำบ้านหมี่ด้วยงบลงทุนเพิ่มเติม 49 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 150 วัน