‘ปชป.’จี้‘รบ.คสช.’เปิดกว้างวิจารณ์‘ร่างรธน.’ได้เต็มที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221979.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
‘ปชป.’จี้‘รบ.คสช.’เปิดกว้างวิจารณ์‘ร่างรธน.’ได้เต็มที่

“ปชป.” จี้ “รบ.คสช.” เปิดกว้าง วิจารณ์ ร่างรธน. ได้เต็มที่ ชี้ เป็นประโยชน์ ประชาชน พิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับ พร้อมชู 5 จุดเด่น ปราบโกง

          วันที่ 7 ก.พ.59 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเรียกข้องรัฐบาลและ คสช.ควรเปิดกว้างให้สามารถวิพากย์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษา เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการพิจารณาและเห็นเนื้อหาอย่างรอบด้าน จากมุมมองของกลุ่มต่างๆ รวมถึงกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะได้นำจุดเด่นจุดด้อยมาปรับปรุงแก้ไขให้ร่างรัฐธรรมนูญให้เกิดความสมบูรณ์ และประชาชนจะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ อีกทั้งจะสร้างกระแสตื่นตัวและส่งผลให้เกิดความสนใจในการลงประชามติ ดีกว่าปิดกั้นหรือหาทางทำให้ความสนใจร่างรัฐธรรมนูญลดลง ดังนั้น รัฐบาลและ คสช.ควรปูทางด้วยบรรยากาศที่สร้างสรรค์ตั้งแต่ตอนนี้เพื่อจะนำไปสู่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นกลางปี 2560
          นายองอาจ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นมีจุดเด่นและจุดด้อยพอสมควร ส่วนที่เด่นที่เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งเพิ่มเติมหรือแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ คือ เรื่องการป้องกันและปรามปรามทุจริต ซึ่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ได้บัญญัติไว้ในหลายมาตรา ได้แก่ 1.ในม.47 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย โดยต้องไม่ร่วมมือ สนับสนุนในทุกรูปแบบ และใน ม.59 รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ความรู้ประชาชนถึงอันตรายของการทุจริต ทั้งในภาครัฐ เอกชน และต้องจัดให้มีมาตราการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบ
          2.โครงสร้างรัฐสภาและนิติบัญญัติ ได้บัญญัติไว้หลายมาตราอย่างเข้มข้นในการกลั่นกรองบุคคลเข้าทำหน้าที่ รวมถึงยังเข้มงวดในการพิจารณางบประมาณ การเงินการคลังของสมาชิกรัฐสภามากขึ้น  3.กลั่นกรองบุคคลเข้าทำหน้าที่ในโครงสร้างการบริหารภาครัฐเข้มงวดขึ้น มีโอกาสถูกตรวจสอบจากหลายช่องทาง
          4.หลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอื่น ให้มีอำนาจในการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และ5. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มักถูกวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใส แต่ร่างฉบับนี้บัญญัติถึงหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งจุดเด่น 5 ประการนี้จะทำให้การคอร์รัปชั่นเบาบางลง แต่การจะปฏิบัติให้สำเร็จได้อยู่ที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงขอฝาก กรธ. หวังว่าจะทำกฎหมายดังกล่าวให้ศักดิ์สิทธิ์ เข้มข้น สอดคล้องร่างรัฐธรรมนูญ
          นายองอาจ กล่าวว่า อีกประเด็นที่น่าสนใจ และหาก กรธ.ปรับแก้ไขจะเป็นประโยชน์มากกว่าปล่อยให้บังคับใช้ต่อไปในอนาคตคือ ไม่ควรให้อำนาจประธานรัฐสภาพิจารณาข้อกล่าวหา กรณีมีการร้องเรียนกรรมการ ป.ป.ช. ว่าร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง เพียงคนเดียว ก่อนนำหลักฐานอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ส่งถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานศาลฎีกา แต่ควรให้พิจารณาเป็นองค์คณะ
          “เราไม่ควรให้ประธานรัฐสภาคนเดียวมีหน้าที่พิจารณาเรื่องข้อกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ว่ามีความผิดตามกฎหมายข้อใด ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรให้มีการพิจารณาเป็นองค์คณะจากภาคส่วนต่างๆ กรธ.อาจพิจารณาเป็น 3 หรือ 5 คน น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะถ้าให้ประธานรัฐสภาพิจารณาคนเดียว เบื้องต้นกว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานศาลฎีกา อาจมีการวิ่งเต้นให้ประธานรัฐสภาพิจารณาว่า กรรมการ ป.ป.ช.ที่ถูกกล่าวหาไม่มีหลักฐานเพียงพอเสียตั้งแต่ต้น ประธานรัฐสภาคนเดียวอาจวินิจฉัยเบื้องต้นได้เลยว่า ที่ ส.ส. ส.ว. หรือประชาชน ลงชื่อกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าไม่มีมูล ก็จบไม่ต้องส่งต่อให้ใครทั้งสิ้น ผมคิดว่ามันไม่น่าจะถูกต้องที่ให้คนคนเดียวมาพิจารณา เพราะประธานรัฐสภาที่ขึ้นมาเป็นได้เพราะมีเสียงข้างมากในสภา เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ทำให้สามารถมองต่อไปได้ว่า ถ้าคนของรัฐบาลถูกกล่าวหา ส่งเรื่องไป ป.ป.ช. และ ป.ป.ช. ก็กำลังถูกกล่าวหาเช่นเดียวกัน อาจจะมีการฮั้วหรือสมรู้ร่วมคิดกันที่ทำให้ไม่สามารถพิจารณาข้อกล่าวหานั้นด้วยความเป็นธรรมได้ กรธ.จึงควรพิจารณาปรับแก้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ตรงนี้ถือเป็นหัวใจของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต” นายองอาจ กล่าวและว่า ส่วนการพิจารณารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ต้องพิจารณาร่างฉบับสมบูรณ์ที่จะออกมาในวันที่ 29 มี.ค.นี้ ถึงตรงนั้นจะชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ร่างจะผ่านประชามติหรือไม่

“รองโฆษกปชป.”จี้“กรธ.”บัญญัติ หมวด สิทธิ เสรีภาพ สื่อฯ   
นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ควรปรับแก้ในประเด็นสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นในวิชาชีพสื่อ เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องดังกล่าว โดยใน ม.34-35 ที่บัญญัติไว้เมื่อเทียบกับสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญ ปี 50 ถือว่าไม่คลอบคลุมเพราะโดนตัดออกไปพอสมควร
         “ขอเสนอแนะ กรธ.ว่า น่าจะนำส่วนที่เคยบัญัญติในรัฐธรรมนูญ ปี 50 ซึ่งชัดเจนทั้งเรื่องสิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งถูกตัดออกไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ ให้สื่อมวลชนมีสิทธิ เสรีภาพในการเสนอข่าว แสดงความเห็นโดยไม่ตกอยู่ในอาณัติของหน่วยงานราชการ หรือเจ้าของกิจการสื่อ ผมคิดว่านี่คือประเด็นสำคัญที่สื่อฯ จะมีเสรีภาพในการเสนอข่าวต่างๆ และที่สำคัญ รัฐธรรมนูญ ปี 50 เคยบัญญัติไว้อีกว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไม่ได้ และยังให้ความสำคัญกับองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ที่น่าจะมีกฎหมายระบุไว้โดยเฉพาะ เพื่อคุ้มครอง ปกป้องสิทธิของวิชาชีพสื่อฯ ผมจึงอยากให้กรธ.ได้นำส่วนที่ดีของรัฐธรรมนูญ ปี 50 มาใส่ไว้ในตัวร่างฉบับเบื้องต้น เพื่อเป็นประโยชน์กับสื่อฯ ”
         นายราเมศ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิ่งที่ขาดหายไปในการควบคุม ตรวจสอบ ถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะมาควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร ซึ่งสาระสำคัญที่ถูกตัดออกไปค่อนข้างและถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ คือกระบวนการตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยการตั้งกระทู้ ซึ่งเหตุผลที่ตนให้ความสำคัญเพราะว่า กระทู้ถามเป็นเรื่องของตัวแทนประชาชน ทั้ง ส.ส. ส.ว. เมื่อพบปะประชาชน เมื่อได้รับร้องเรียนถึงปัญหาความทุกข์ยาก ก็จะนำปัญหาต่างๆ เหล่านี้ มาตั้งกระทู้ถามในรัฐสภา เพื่อให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงตอบ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดว่ามาตรการควบคุมฝ่ายบริหารโดยการตั้งกระทู้ถาม มีผลประโยชน์กับประเทศอย่างมาก เช่น กรณีโครงการรับจำนำข้าว ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ที่จะมีการตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
         “เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับเบื้องต้นตัดส่วนนี้ออกไปทั้งหมด ผมว่า กรธ.น่าจะนำประเด็นนี้มาพิจารณาเพื่อบรรจุไว้ในหมวดของการควบคุมบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีหลักประกันกับประชาชนว่าได้ใช้สิทธิผ่านตัวแทนของประชาชนในการสะท้อนปัญหาสอบถามถึงการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร เมื่อเป็นเรื่องสำคัญก็ควรระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ ไม่ใช่เรียกร้องเพื่อผลประโยชน์นักการเมือง แต่เรียกร้องให้นักการเมืองเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน หลักเกณฑ์ดีๆในเรื่องกระบวนการตรวจสอบ เราคิดว่าไม่ว่าพรรคไหนมาเป็นฝ่ายค้าน เครื่องมือคือการตั้งกระทู้ถาม เป็นสิ่งสำคัญมากในกระบวนการตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหาร และที่อยากให้เพิ่มเติมคือ กรธ.ควรกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญว่า เมื่อสมาชิกรัฐสภาตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีรายใดแล้ว ต้องกำหนดให้รัฐมนตรีรายนั้นตอบ จะไม่มาตอบไม่ได้ หากจะอ้างเป็นเรื่องความลับ ความมั่นคง หรือเป็นเรื่องประโยชน์สำคัญของประเทศ กรธ.ควรระบุว่า ให้มีการประชุมลับ กรณีที่เป็นเรื่องสำคัญ แต่จะต้องมีการตอบในทุกเรื่องที่มีการซักถาม”

ปชช.ไม่เชื่อนักการเมืองพูด‘รธน.’ห่วงผลประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221953.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
ปชช.ไม่เชื่อนักการเมืองพูด‘รธน.’ห่วงผลประโยชน์

“สวนดุสิตโพล” เผย ประชาชน ไม่เชื่อนักการเมืองพูดวิจารณ์ร่าง รธน. ห่วงผลประโยชน์ แต่เชื่อความคิดเห็นของ“นายกฯตู่”มากที่สุด ตามด้วยความเห็นของ“มีชัย”

          วันที่ 7 ก.พ.59 จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้มีหลายกลุ่มที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในแง่มุมที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองที่ถูกจับตามองว่าเป็นการออกมาเพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่างทางการเมือง ในขณะที่ประชาชนเองคงต้องพิจารณาข้อมูลต่างๆอย่างรู้เท่าทัน เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือและเกิดความขัดแย้ง ในสังคม เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,348 คน กรณี ประชาชนกับกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ สำรวจระหว่างวันที่ 1-6 กุมภาพันธ์ 2559 สรุปผลได้ ดังนี้
          1.ประชาชนคิดอย่างไร ที่ “นักการเมือง” ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “การร่างรัฐธรรมนูญ”
          อันดับ 1 เกี่ยวข้องกับนักการเมืองโดยตรง เป็นเรื่องผลประโยชน์ การได้เปรียบเสียเปรียบ 75.05 %
          อันดับ 2 เป็นเรื่องปกติ เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้แต่จะต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม 62.58 %
          อันดับ 3 ขอให้นักการเมืองแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์ สร้างสรรค์และบริสุทธิ์ใจ 58.35 %
          อันดับ 4 ควรรับฟังและนำมาพิจารณาถึงผลดี-ผลเสีย เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ 49.48 % อันดับ 5 รู้สึกเบื่อหน่าย มีแต่ความวุ่นวาย ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก 44.54 %
          2.ประชาชนเชื่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของ “นักการเมือง” ที่ออกมาพูดเรื่อง “การร่างรัฐธรรมนูญ” มากน้อยเพียงใด
          อันดับ 1 ไม่ค่อยเชื่อ 43.48  เพราะ เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว พูดจากมุมมองของตนเอง เป็นห่วงเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง ฯลฯ
          อันดับ 2 ไม่เชื่อ 25.96 % เพราะ การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ กลัวการได้เปรียบเสียเปรียบกันมากกว่า ฯลฯ
          อันดับ 3 ค่อนข้างเชื่อ 22.40 % เพราะ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ น่าเชื่อถือ ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ฯลฯ
          อันดับ 4 เชื่อมาก 8.16 %  เพราะ เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ รู้และเข้าใจปัญหาบ้านเมืองเป็นอย่างดี ชี้ให้เห็นข้อดี-ข้อเสียของกฎหมาย ฯลฯ
          ประชาชนกับกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ประชาชนเชื่อหรือเห็นด้วยกับการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญของนักการเมืองที่ชื่นชอบมากน้อยเพียงใด
          อันดับ 1 ไม่ค่อยเชื่อ 36.87 % เพราะเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีนักการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์ รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ฯลฯ
          อันดับ 2 ค่อนข้างเชื่อ 30.50 % เพราะเป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ คนส่วนใหญ่ให้การยอมรับ มีประสบการณ์ทางการเมืองมานาน ฯลฯ
          อันดับ 3 ไม่เชื่อ 22.00 % เพราะเป็นเกมการเมือง เป็นบทบาทของนักการเมืองอย่างหนึ่งที่จะต้องออกมาสร้างกระแส ฯลฯ
          อันดับ 4 เชื่อมาก 10.63 % เพราะ รู้สึกชื่นชอบและเชื่อมั่นในตัวท่าน เป็นผู้ที่หวังดี อยากเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ฯลฯ
          4. ประชาชนเชื่อบุคคลหรือหน่วยงานใดที่วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ
          อันดับ 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 77.06 %
          อันดับ 2 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 74.59 %
          อันดับ 3 นักวิชาการ /อาจารย์ด้านนิติศาสตร์ /ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย 66.47 %
          อันดับ 4 ผู้อาวุโสทางการเมือง /หัวหน้าพรรคการเมือง /ตัวแทนพรรคการเมือง 64.12 %
          อันดับ 5 ข้าราชการทางการเมือง /สนช. /สปช. 59.41 %

‘อุเทน’เตือนอันตรายรธน.ใหม่แยกศาลรธน.เป็นอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221948.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
'อุเทน'เตือนอันตรายรธน.ใหม่แยกศาลรธน.เป็นอิสระ

‘อุเทน’เตือนอันตรายรธน.ใหม่แยกศาลรธน.เป็นอิสระ หวั่นพิจารณาคดีไม่รอบคอบ ยกเคสศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ‘แกนนำเพื่อไทย’จ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง

            นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่ากรณีที่ศาลฎีกาตัดสินจำคุก อดีตเจ้าหน้าที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) และอดีตนักการเมืองในคดีพรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหาว่าจ้างวานพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งเมื่อปี 2549 ขณะที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้สั่งการนั้น ซึ่งเรื่องนี้ที่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต่อเนื่องมาถึงศาลฎีกาสะท้อนให้เห็นว่าพยานหลักฐานในคดีนี้มีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะเอาผิดพรรคไทยรักไทยที่ถูกกล่าวหาว่าจ้างวานพรรคเล็ก แต่กลับกลายมีน้ำหนักให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คนไปก่อนหน้านี้เป็นที่เรียบร้อยเเล้ว ซึ่งสร้างความสับสนอย่างมากในบรรทัดฐานของศาลยุติธรรมกับศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงว่าใครกันแน่เป็นผู้จ้างวานพรรคเล็กให้ลงสมัคร และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคำให้การของพยานและจำเลยที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด

นายอุเทน กล่าวว่ากระบวนการยุติธรรมไทยเป็นระบบกล่าวหาและให้น้ำหนักกับพยานบุคคล แต่การกล่าวหาพรรคไทยรักไทยจนมีผลให้ถูกยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคนั้น ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้จ้างวานพรรคเล็กเหล่านั้นกันแน่ และอาจมีขบวนการสร้างพยานเท็จขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ถูกกล่าวหาอาจกระทำผิดจริงก็ได้ ดังนั้นจึงมีคำถามไปถึงการทำหน้าที่ของ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญว่าได้พิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด หรือให้น้ำหนักกับพยานบุคคลเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากมีการเพิ่มอำนาจให้องค์กรอิสระตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แล้วเราจะเชื่อมั่นความถูกต้องชอบธรรมได้ขององค์กรเหล่านี้ได้อย่างไร

นายอุเทน กล่าวว่าดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ควรแยกออกมาเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ควรให้ไปอยู่ภายใต้บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ หมวด 10 ที่ว่าด้วยเรื่องศาลเพื่อเข้าระบบ 3 ศาล คือ ชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา ที่มีการยื่นคำร้องต่อสู้ และให้ศาลได้พิจารณาทบทวนตามขั้นตอน ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญใหม่ถูกวางระบบให้เป็นศาลเดียว ทำให้ฝ่ายผู้ถูกร้องไม่สามารถยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาได้เลย

นายอุเทน กล่าวว่า พรรคคนไทยเชื่อมั่นในทฤษฎี 3 เสาหลัก ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ที่จะมีอำนาจในการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ไม่ควรมีองค์กรใดเป็นอิสระจากเสาหลักของประชาธิปไตยเหล่านั้น อีกทั้งตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีองค์กรอิสระเป็นต้นมา ก็พบปัญหาจากองค์กรเหล่านี้มากมายจนถูกกล่าวหาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อีกทั้งในขณะที่มีหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่น แต่ก็มีการกระทำผิดและถูกกล่าวหาเสียเอง ทั้ง กกต. หรือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ดังนั้นเราจึงไม่ควรหลอกตัวเอง เพราะประเทศไทยเรายังไม่พัฒนาไปถึงขนาดมีองค์กรใดมาทำหน้าที่อย่างอิสระโดยขาดการถ่วงดุลจากองค์กรอื่นๆ

ผลย่อมเกิดแต่เหตุ ปัจจัยแห่งอารมณ์ ‘ท่านผู้นำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160207/221940.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559
ผลย่อมเกิดแต่เหตุ ปัจจัยแห่งอารมณ์ 'ท่านผู้นำ'

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ผลย่อมเกิดแต่เหตุ ปัจจัยแห่งอารมณ์ ‘ท่านผู้นำ’ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                      โบราณท่านว่าไว้ ไม่มีไฟย่อมไม่มีควัน เช่นเดียวกับพุทธศาสนาก็มีคำกล่าวที่ว่า “สิ่งใดทั้งปวงล้วนเกิดแต่เหตุ” ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆ หรือไม่มีเหตุได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัจธรรม และเกิดขึ้นกับทุกเรื่องโดยไม่มีข้อยกเว้น การเมืองก็เช่นกัน
                      สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้เห็นอารมณ์โกรธของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ชนิดที่ทำเอาหลายๆ คนตกใจ จริงอยู่ที่ตลอดมาเรารู้กันแล้วว่า “นายกฯ ลุงตู่” ไม่ได้ใจดีเหมือนชื่อเล่นหรือฉายาที่เราเรียกกันอย่างน่ารักๆ หากแต่ติดอันดับนายกฯ อารมณ์ร้าย และยืนซดปะฉะดะกับทุกคนไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม โดยเฉพาะกับผู้สื่อข่าวชนิดที่เรียกกันว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมา
                      หากย้อนกลับไปในสมัยอดีต เราแทบจะไม่เห็นนายกฯ ที่มีภาพลักษณ์เช่นนี้ ต่อหน้าสาธารณะ หากแต่เราจะพบนายกฯ ที่มีบุคลิกท่าทีที่นิ่มนวล พูดจาดี ไม่แสดงอารมณ์ แม้จะมีความรู้สึกไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ ที่มาจากรัฐบาลปกติ ไม่ว่าจะเป็น นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือกระทั่งนายกฯ ที่มาในสถานการณ์พิเศษอย่าง นายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์
                      มีนายกฯ เพียงสองคนเท่านั้น ที่มีบุคลิกคล้ายคลึงกับ “พล.อ.ประยุทธ์” หนึ่งคือ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช และอีกหนึ่งคือ นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งแน่นอนว่าบุคลิกของทั้งสองโดยรวมแล้วไม่เป็นที่พึงใจของชนชั้นกลางเท่าใดนัก รวมทั้งทำให้ถูกเกลียดชังจากคนที่อยู่ขั้วตรงข้าม และลักษณะเช่นนี้ทำให้หลายครั้งถูกค่อนแคะค่อนขอดว่า “ตายเพราะปาก”
                      “พล.อ.ประยุทธ์” ก็เช่นกัน ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่านี่คือบุคลิกแห่งความมั่นใจของคนที่มีอำนาจเต็มแบบไม่ต้องเกรงใจใคร
                      แต่ที่ผ่านมาแม้จะดูอารมณ์ร้ายอยู่บ้างแต่ก็ไม่เท่าที่เป็นในสัปดาห์ที่ผ่านมา และหากย้อนกลับไปเมื่อช่วงปีใหม่ เรายังเห็นคำพูดของนายกฯ ที่บอกว่าจะเป็นกู๊ดกาย แต่พ้นปีใหม่ไม่นาน นายกฯ ก็กลับมาอารมณ์ฉุนเฉียวอีกหลายๆ ครั้ง
                      กระทั่งครั้งล่าสุดที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่านายกฯ อาจจะอารมณ์ไม่ดีมาจากที่อื่น แล้วเมื่อมาเจอผู้สื่อข่าวจึงระเบิดอารมณ์ใช่หรือไม่
                      จึงเกิดคำถามว่าอะไรที่ทำให้ “ลุงตู่” หัวเสียถึงปานนั้น หากดูตามที่ “พล.อ.ประยุทธ์” บอก ได้อ้างถึงสาเหตุของอารมณ์ฉุนเฉียวว่า  “ที่ผมหงุดหงิดมาหลายวัน เพราะเจอแต่คำถามเดิมๆ ถ้าฟังคำถามที่ถาม ผมน่าจะหงุดหงิดมากกว่านี้ อะไรที่เป็นความขัดแย้งขอให้ลดลงหน่อย มีแฟนคลับบอกชอบผมพูดรุนแรง แต่อีกพวกบอกว่าทำตัวแบบนี้เป็นนายกฯ ได้อย่างไร  เอาเป็นว่าผมนะดีแล้ว แต่วันนี้ผมหงุดหงิดมากกว่าเป็น ผบ.ทบ. ตอนเป็น ผบ.ทบ.ดูแลทหารสองแสนคน ยังไม่หงุดหงิดเท่านี้เลย”
                      สรุปความได้ว่าหลักๆ หงุดหงิดที่ถูกถามย้ำเรื่องเดิมๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเรื่องเดิมๆ ที่ถูกถามแบบย้ำๆ คือการเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อไหร่
                      แต่หากดูจากคำให้สัมภาษณ์ของ “พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด”  ที่ว่า “ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีรู้สึกไม่สบายใจ เพราะต้องเข้ามาแบกรับปัญหาต่างๆ รวมทั้งพยายามปรับปรุงแก้ไขและสร้างกติกาใหม่ๆ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายต่างๆ เพื่อวันข้างหน้า จึงอาจมีแรงกดดันมาก เนื่องจากแบกรับภาระในการแก้ไขปัญหาให้ประเทศ และอาจเกิดความรู้สึกเหมือนเดินอยู่คนเดียว และรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย จึงอยากเรียกร้องให้สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่เพิ่มมากขึ้น และให้ความร่วมมือในการนำเสนอข่าวที่เกิดประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านำเสนอข่าวในแง่ลบ”
                      ถอดความแล้ว ดูเหมือนจะค่อนข้างหนักกว่าที่นายกฯ ระบุเอาไว้ เพราะหากเป็นไปตามนี้เท่ากับว่านายกฯ มีอาการเครียดไม่น้อยจากแรงกัดดันและที่สำคัญคือ ความรู้สึก “เหมือนเดินคนเดียว”  “อ้างว้างเดียวดาย” อะไรทำให้นายกรัฐมนตรีรู้สึกเช่นนั้น ทั้งที่มีคนอยู่รายล้อมรายรอบ
                      ดังนั้นจึงมาถอดรหัสความเครียดของนายกฯ ที่มีอย่างมากมายจนสุดท้ายสะท้อนออกมาทางอารมณ์จนเป็นประเด็นใหญ่โตช่วงที่ผ่านมา
                      เรื่องแรก คือเรื่องการเลือกตั้งที่ถูกถามย้ำว่าจะมีขึ้นเมื่อไหร่ ในมุมของสื่อมวลชนและคนนอกอาจต้องการความมั่นใจว่าโรดแม็พยังคงเดินหน้าตามเดิมและที่สำคัญต้องการคำมั่นว่าเมื่อเลือกตั้งแล้ว ผู้กุมอำนาจปัจจุบันจะไม่สืบทอดอำนาจต่อไป เพราะสัญญาณจากต่างชาตินั้นต่างก็กดดันให้เราคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วและการกดดันไม่ได้กดดันเฉพาะคำพูด หากแต่กดดันผ่านวิธีต่างๆ เช่น การชะลอหรือระงับความร่วมมือด้านต่างๆ
                      แต่ในมุมของนายกฯ ต้องยอมรับว่ากดดันไม่น้อยกับคำถามนี้ เพราะท่านนายกฯ เองก็ยอมรับว่าท่านมาในสถานการณ์ไม่ปกติ และถืออำนาจที่ไม่ปกติ เช่นเดียวกับหอกดาบทั่วไปที่ยิ่งถือนานยิ่งมีโอกาสทำร้ายตัวเองสูง แต่หากรีบปล่อยก็หวั่นว่าสิ่งที่คาดหวังไว้จะไม่ประสบความสำเร็จ และที่สำคัญปัจจัยภายนอกอาจหวนกลับมาทิ่มแทงท่านภายหลังลงจากอำนาจได้เช่นกัน คำถามนี้จึงสร้างความกระอักกระอ่วนแก่ผู้นำไม่น้อย
                      เรื่องที่สอง เกี่ยวพันกับเรื่องแรก กล่าวคือปัญหาเศรษฐกิจที่ประเดประดังเข้ามา มีคำกล่าวว่าต่อให้รัฐบาลจะเป็นอย่างไรลิดรอนสิทธิแค่ไหนแต่หากปากท้องยังอิ่ม เศรษฐกิจยังดี รัฐบาลก็สามารถอยู่ได้ แต่ขณะนี้ไม่ใช่อย่างนั้น เศรษฐกิจเป็นที่รู้กันว่ายังคงดิ่งลงไม่หยุดซึ่งมิใช่เพียงเกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำเท่านั้น แต่รวมถึงการร่วมมือระงับการค้าการลงทุนกับไทย เหมือนกลายเป็นสองแรงบวกที่กระทำต่อสภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้
                      เมื่อเศรษฐกิจยังเป็นบาดแผลสำคัญ ย่อมทำให้รัฐบาลอยู่ในสภาวะโงนเงน โดยเฉพาะในยามที่ต้องรักษาสถานะของอำนาจ และความรู้สึกของประชาชนต่อการถูกละเมิดหรือถูกจำกัดสิทธิจะสะท้อนอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงเรื่องราคาสินค้า ราคาพืชผล สิ่งที่อยากให้ถูกกลับแพง สิ่งที่อยากให้แพงกลับถูก ยิ่งสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าไม่น้อย
                      การแก้ปัญหาต่างๆ ก็ดูเหมือนไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ หนึ่งอาจเป็นเพราะความเชื่อถือและสองอาจเป็นเพราะความไม่ชำนาญของทหารในการแก้ปัญหา เพราะไม่ได้ถูกฝึกมาให้ทำเรื่องแบบนี้
                      เรื่องที่สาม เรื่องรัฐธรรมนูญที่เมื่อเปิดออกมา ปรากฏว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มเสียยิ่งกว่าฉบับของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เสียอีก คนที่เคยหนุนก็ออกมาวิจารณ์ไม่น้อย รวมถึงเริ่มมีการรณรงค์ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะบานปลายเป็นเรื่องการเมืองและกระทบ คสช.ในตอนท้ายที่สุด
                      เรื่องที่สี่ เรื่องความโดดเดี่ยว เพราะแม้นายกรัฐมนตรีจะมีการตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน ขึ้นมาจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาเพื่อร่วมทำงาน แต่ด้วยลักษณะการปกครองในปัจจุบัน ที่นายกฯ เป็นเหมือนศูนย์กลางของประเทศทุกเรื่องแม้จะถูกทำในชั้นกรรมการหรือคณะทำงานก็จะย้อนกลับมายังนายกฯ อยู่ดีและในลักษณะเดียวกัน ปัญหาทุกเรื่องก็จะประเดประดังมาที่นายกฯ คนเดียว
                      นี่คือลักษณะพิเศษของการปกครองในลักษณะรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนคนเดียว ซึ่งเป็นชะตากรรมที่ต้องรับเพราะเลือกเป็นคนที่จะก้าวเข้ามาด้วยตัวเอง
                      ไม่แปลกที่อารมณ์ของนายกฯ จะฉุนเฉียวแต่ด้วยความเป็นผู้นำอาจต้องคุมอารมณ์ให้มากกว่านี้ เพราะต้องไม่ลืมว่าทุกอารมณ์ของผู้นำย่อมส่งผลถึงการทำงาน และบรรยากาศของบ้านเมือง ซึ่งอยู่ในสถานะผู้ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” ของประเทศไทย
—————–
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ผลย่อมเกิดแต่เหตุ ปัจจัยแห่งอารมณ์ ‘ท่านผู้นำ’ : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)

‘สมเด็จพระเทพฯ’เสด็จฯงานเฉลิมพระเกียรติร.2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221941.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559
'สมเด็จพระเทพฯ'เสด็จฯงานเฉลิมพระเกียรติร.2

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ณ อุทยาน ร.2 อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

 

 

 

6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ณ อุทยาน ร.2 อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

 

 

 

                      โดยมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ (มูลนิธิ ร.2) ร่วมกับจังหวัดสมุทรสงคราม กรมศิลปากร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดงาน “เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและงานอุทยานสโมสร เฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ” ระหว่างวันที่ 6 – 7 กุมภาพันธ์ 2559 ณ อุทยาน ร.2  อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ฯ และสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงพระราชทานศิลปวัฒนธรรมไว้เป็นมรดกแก่ชาติไทยจนได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)
                      ทั้งนี้ภายในงานมีนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงโขน “รามเกียรติ์” เรื่อง “พระอัครเทวีสีดา” การแสดงหุ่นกระบอก การแสดงละครชาตรี การแสดงดนตรีไทย นิทรรศการเรื่อง “กล้วย” นิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจต่างๆ นิทรรศการยุวเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง การสาธิตอาหารและขนมในราชสกุลต่างๆ การประกวดสำรับอาหารพื้นบ้าน ฯลฯ

‘เต้น’ชูคว่ำรัฐธรรมนูญขจัดรัฐประหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221933.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559
'เต้น'ชูคว่ำรัฐธรรมนูญขจัดรัฐประหาร

‘ณัฐวุฒิ’ อัด รัฐบาลใช้ทุกกลไกหวังผ่านประชามติต่อยอดอำนาจ คสช.ซ้ำเติมประชาชนให้บอบช้ำ ชี้ รัฐประหารหมดไปต้องคว่ำรัฐธรรมนูญ

                      6 ก.พ. 59  นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลใช้ทุกกลไก ทั้งสื่อของรัฐ หน่วยราชการทั้งพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง กระทั่งนักศึกษารักษาดินแดนที่ต้องไปยืนโฆษณาหน้าหน่วยในวันลงคะแนนเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ขณะที่สัญญาณการปิดกั้นฝ่ายที่เห็นต่างเข้มข้นขึ้นตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการดังกล่าวจึงขัดกับหลักการพื้นฐานของการทำประชามติที่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตัดสินใจโดยอิสระ ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อ้างอำนาจที่จะสงวนแนวทางหากประชามติไม่ผ่านโดยไม่ให้ความชัดเจนกับประชาชน ยิ่งทำให้การลงประชามตินี้ไม่น่าไว้วางใจ
                      นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจรู้ดีว่าเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าที่พูดไว้กับประชาชนว่าเป็นฉบับปราบโกงซึ่งไม่มีใครต่อต้าน แต่แท้จริงคือการบรรจุทุกเรื่องที่ต้องการไว้ครบถ้วน เช่น การนิรโทษกรรมสิ่งที่ คสช.และองคาพยพทำ การเปิดช่องนายกฯ คนนอก ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) ประหารรัฐบาลเลือกตั้ง ส.ว.สรรหาแบบคุมเกมได้ และเครือข่ายองค์กรอิสระอื่นที่เชื่อมโยงกันเป็นด่านมรณะของตัวแทนประชาชน จึงชี้ชัดได้ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้ ผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดคือเครือข่ายอำนาจของ คสช. ส่วนที่เสียหายมากที่สุดคือระบอบประชาธิปไตย ที่จะอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทรา ซึ่งจะซ้ำเติมชะตากรรมของประชาชนให้บอบช้ำยิ่งขึ้น เพราะรากแก้วของปัญหาที่ผ่านมาคือความไม่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้น การทำประชามติครั้งนี้จึงถือเป็นการลงคะแนนเสียงของประชาชนที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศไทย รัฐบาลบอกว่ารัฐธรรมนูญนี้จะทำให้ไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีก แต่ตนยืนยันว่า ถ้าจะให้รัฐประหารหมดไปต้องคว่ำรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อประกาศต่อสังคมโลกและเครือข่ายอนุรักษ์นิยมในประเทศไทยว่า ประชาธิปไตยแท้จริงเท่านั้นคือการแก้ปัญหาของประเทศ
                      “ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงกรอบการเรียนรู้เดิมของสังคม ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมขีดเส้นให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวาทกรรม และความดีความชั่วที่ตัดสินกันเพียงอารมณ์ความรู้สึก เป็นการยึดกุมหลักการที่เป็นสากล และใช้เหตุผลในการหาข้อสรุปร่วมกันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม ในอาเซียนวันนี้มี 2 ประเทศซึ่งประกาศว่ากำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย คือ เมียนมาร์ ซึ่งแม้หลายฝ่ายยังมีข้อห่วงใย แต่ก็มีรูปธรรมการถอนตัวจากอำนาจของรัฐบาลทหารชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ กับไทยซึ่งรัฐบาลทหารกำลังร่างกติกาที่เห็นชัดว่า อำนาจสูงสุดไม่ได้อยู่ในมือประชาชน น่าตกใจว่าวันนี้อนาคตประชาธิปไตยของไทยดูน่าเป็นห่วงกว่าเพื่อนบ้านหรือไม่”

‘กอบกาญจน์’เต้น!สั่งสอบใช้งบ1.8ล.รับ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221927.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559
‘กอบกาญจน์’เต้น!สั่งสอบใช้งบ1.8ล.รับ‘บิ๊กตู่’

‘กอบกาญจน์’ รมว.ท่องเที่ยวฯ สั่งตั้งคกก.ตรวจสอบการใช้งบฯจัดงานต้อนรับ ‘นายกฯ’ 1.8 ล้านบาท

        6 ก.พ.59 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ขณะนี้ได้มีคำสั่งด่วนที่สุดให้มีการดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีการใช้งบประมาณ 1.8 ล้านบาท เพื่อจัดงานเตรียมห้องประชุมต้อนรับนายกฯ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2559 ในชื่อโครงการ จ้างดำเนินการโครงการจัดประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า หน่วยงาน สำนักงาน ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักบริหารกลาง เหตุเพราะสังคมและสื่อมวลชนกำลังมีข้อคำถามว่าเป็นการใช้งบประมาณคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน เกณฑ์กำหนดราคากลางเป็นอย่างไร เนื่องจากหน้าที่การจัดเตรียมสถานที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่ของนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยตรง
        “เมื่อมาดูรายละเอียดในแต่ละจุดการใช้งบประมาณแล้วพบว่าจำเป็นต้องมีการชี้แจงให้เคลียร์และชัดเจนว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรในการตั้งงบประมาณจัดจ้าง เช่น การจัดเตรียมห้องพื้นที่ส่วนลงทะเบียน และรับรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า บริเวณชั้น 2 ที่ใช้งบ 59,000 บาท ยืนยันว่าจะต้องมีการชี้แจงเรื่องนี้และตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสให้ได้ ” นางกอบกาญจน์ กล่าว
        นางกอบกาญจน์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงท่องเที่ยวยุคนี้ รับฟังเสียงท้วงติงจากประชาชน และเน้นควบคุมการตรวจสอบการใช้งบประมาณที่คุ้มค่า เกิดประโยชน์ในเงินทุกบาทของประชาชนผู้เสียภาษี ดังนั้นหากได้รับข้อมูลเบาะแสเรื่องการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น กระทรวงจะเร่งดำเนินการหาข้อเท็จจริงโดยทันที

รักครั้งใหม่ของ‘บิ๊กกี่’ไม่ใช่รักแรกแต่เป็นรักนิรันดร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221895.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559
รักครั้งใหม่ของ‘บิ๊กกี่’ไม่ใช่รักแรกแต่เป็นรักนิรันดร
รักครั้งใหม่ของ‘บิ๊กกี่’ไม่ใช่รักแรกแต่เป็นรักนิรันดร

รักครั้งใหม่ของ‘บิ๊กกี่’ไม่ใช่รักแรกแต่เป็นรักนิรันดร : ปัญญา ทิ้วสังวาลย์

 

             เซอร์ไพรส์! ไปทั้งวงการการเมืองและการทหาร เมื่อ “บิ๊กกี่” พล.อ.นพดล อินทปัญญา หนุ่มใหญ่วัย 70 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เปิดตัว “น้องอร” ประวีณ์นุช เลิศจิตติสุทธิ์ สาวสวยวัย 40 ปี เป็นคู่ใจคนใหม่ พร้อมโชว์ใบทะเบียนสมรส

ทั้งคู่เพิ่งไปจดทะเบียนสมรสที่เขตบางรัก เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พร้อมประกาศใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนวันตาย

พล.อ.นพดล อินทปัญญา เปิดใจอย่างอารมณ์ดีถึงการคบกับ “น้องอร” ดีกรีปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า ความเห็นตรงกัน และนิสัยก็ตรงกัน น้องอร เป็นคนน่ารัก ทำให้เกิดความประทับใจ ที่สำคัญอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขมากเท่านั้นเอง

แม้อายุ 70 ปีแล้ว แต่ “บิ๊กกี่” กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างมันก็ลงตัวหมดแล้วนะ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร เข้ากันได้ดี และสิ่งที่ประทับใจผู้หญิงคนนี้คือ เธอเป็นคนดี

“พี่ว่าพี่ดูผู้หญิงคนนี้ไม่ผิด เป็นคนร่าเริง และอยู่กับพี่แล้วพี่มีความสุข พี่เหนื่อยจากการทำงาน เครียดงาน และเมื่อกลับมาเจอน้องอรก็มีความสุขเท่านั้นเอง เมื่อมีความสุขก็เลยตกลงแต่งงานกัน”

เมื่อถามว่า คนนี้จะเป็นคนสุดท้ายของชีวิต พล.อ.นพดล กล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง ว่า เอ่อ…น่าจะเป็นคนสุดท้ายแล้ว แต่อายุขนาดนี้จะไม่สุดท้ายได้อย่างไร เราสัญญากันแล้วว่า จะสร้าง และวางอนาคตไปด้วยกัน และเคียงกันไปอย่างนี้

“เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาของผู้หญิงและผู้ชายคนหนึ่ง แม้ว่าอายุจะห่างกันมากหน่อย แต่ความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกันก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลย เป็นเรื่องธรรมชาติจะตายไป”

พล.อ.นพดล ย้ำคำมั่นสัญญาว่า “พี่พูดกับน้องอรตลอดเวลา You‘re not my first love, but you’re my last”

ขณะที่ “น้องอร” ประวีณ์นุช เลิศจิตติสุทธิ์ ได้เริ่มสนทนาว่า ได้รู้จักกับ พล.อ.นพดล ในระหว่างงานเลี้ยงสังสรรค์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยมีรุ่นพี่ที่สนิทกับ พล.อ.นพดล ได้แนะนำให้รู้จัก โดยรู้จักกันมาระยะหนึ่งแล้ว ประมาณ 7-8 เดือน จึงตัดสินใจที่จะคบหากัน

น้องอร เล่าให้ฟังต่อว่า การพูดคุยกันครั้งแรกก็ไม่ได้หวือหวาอะไร เป็นการพูดคุยกันตามปกติ โดยการแนะนำให้รู้จักกันว่า “พี่กี่” เป็นใคร หลังจากนั้นก็เจอกันบ่อย และได้คุยกันมากขึ้น จนรู้นิสัยใจคอกันมากขึ้นกว่าเดิมว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร

“พี่กี่เล่าให้ฟังทุกเรื่องไม่ได้ปิดบัง แต่ทุกคนก็มีอดีตอยู่แล้ว เราเองก็มีอดีต ดังนั้นก็ต้องลืมอดีตให้หมด และจะต้องมีปัจจุบันกับอนาคตอยู่ด้วยกันว่าจะทำอะไรให้มีความสุข”

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้เข้าไปเป็นหนึ่งใน “สะใภ้เตรียมทหารรุ่นที่ 6” (ตท.6) น้องอร กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า จริงๆ แล้วไม่ได้คิดแบบนั้นนะ ใจอยากอยู่เงียบๆ ไม่อยากจะเป็นข่าวอะไร ไม่อยากเด่น ดัง ไม่อยากเป็นที่จับตาของสังคม ว่าจะพรีเซ็นต์ หรืออวดอะไร แต่บังเอิญวันนั้นเจอนักข่าวเลยมาถ่ายรูป พอมีการนำรูปไปลงมีทั้งชื่นชมยินดี และมีการต่อว่า ก็รู้สึกว่าตั้งรับไม่ทัน ทั้งนี้ อยากฝากเนื้อฝากตัวกับพี่ๆ ตท.6 ที่ได้เข้ามาเป็นสะใภ้ของรุ่นนี้

“พี่กี่เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย และดูแลเอาใจใส่อย่างดี ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน และเปลี่ยนมาคบกัน จนกระทั่งมาจดทะเบียนด้วยกัน ซึ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมมาจนถึงทุกวันนี้ และวันนี้ก็รู้สึกว่าพี่กี่ทำให้มากมาย และมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะพี่กี่เป็นคนอารมณ์ดี ไม่เครียดอะไร เราก็รู้สึกว่าเมื่ออยู่ด้วยและมีความสุข”

ส่วนประเด็นที่สังคมสนใจคือ “น้องอร” เป็นน้องสาวแท้ๆ ภรรยาของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.พรรคเพื่อไทยนั้น น้องอร กล่าวว่า เรื่องนี้อย่ามาโยงในเรื่องการเมืองเลย ตนกับพี่กี่เป็นความรักที่เกิดขึ้นมาระหว่างคนสองคน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง แม้ว่าจะมีพี่เขยเป็นอดีต รมว.ไอซีที เรื่องนี้จะมาโยงกันไม่ได้ เพราะไม่ได้อิงทางการเมือง ที่สำคัญพี่กี่ก็รู้จักกับครอบครัวของพี่เขย โดยเฉพาะคุณพ่อ ที่เป็นทหารเหมือนกัน ก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันมาก่อน

“ตอนนี้พี่กี่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเราแล้ว และได้เจอครอบครัวของทั้งสองฝ่ายแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องราวดีๆ เป็นเรื่องที่สวยงามไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ตอนนี้มีคนพยายามจับโยงให้เข้าไปเกี่ยวข้องทางการเมือง โดยเฉพาะกระแสข่าวที่จะให้พี่กี่เป็นตัวประสานทางการเมือง ซึ่งความจริงไม่เกี่ยวกันเลย และพี่กี่ก็ไม่เคยพูดถึงในเรื่องนี้”

น้องอร ยังรู้สึกกังวลเกี่ยวกับกระแสข่าวในโลกออนไลน์ ที่มีการตั้งคำถามว่า ทั้งสองอายุต่างกันมาก ฝ่ายหญิงจะมาหวังเงินทอง หรือสมบัติของพี่กี่หรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย เพราะไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการเงิน แต่เป็นความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ อย่ามาพูดว่าจะไปปอกลอกอะไรจากพี่กี่ ซึ่งเราใช้ความเป็นธรรมชาติรู้จักกันมาตลอด ตอนนี้มีคนมาเมนท์ว่าตนตลอด

จริงๆ แล้ว พื้นฐานครอบครัวน้องอร ก็ค่อนข้างมีฐานะ โดยน้องอรเรียนจบมัธยมที่โรงเรียนมาแตร์ จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล และมีธุรกิจส่วนตัว ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่องราวความรักที่บริสุทธิ์ของคนสองคน แม้ว่าอายุจะต่างกัน ก็ไม่ได้เกิดช่องว่างระหว่างวัย

“เพราะพี่กี่เป็นคนอารมณ์ดี ร่าเริง และแอ็กทีฟตลอดเวลา เมื่ออยู่ด้วยก็มีความสุข และมีน้ำใจกับทุกๆ คน”

ส่วนเพื่อนรักของ “บิ๊กกี่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้น น้องอรก็เคยได้พบ พล.อ.ประวิตร ต้อนรับสะใภ้เตรียมทหารรุ่น 6 เป็นอย่างดี

“ท่านให้ความรักความเมตตาเราดี ต้องขอบคุณพี่ๆ ทุกท่าน ที่ให้กำลังใจ และเห็นเราเข้าใจกันได้ดีมีความเหมาะสม และเห็นว่าเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และเข้าใจกันด้วยดี เราอยู่ด้วยกันไม่เคยทะเลาะกันอยู่ด้วยความเข้าใจกันมาตลอด”

สำหรับวาเลนไทน์ปีนี้ ได้มีการเตรียมของหวังเซอร์ไพรส์กันหรือไม่น้องอร กล่าวพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยว่า อันนี้ขอเก็บเป็นเซอร์ไพรส์บอกไม่ได้ เพราะเราทั้งสองคนชอบทำเซอร์ไพรส์เหมือนกัน ดังนั้นขอเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์กันดีกว่า ซึ่งอยากให้เก็บความประทับใจเอาไว้ในวันนั้น

ในวัย 70 ปี ของผู้ชายคนนี้ ที่น้องอรจะฝากชีวิตไว้ จะเป็นอุปสรรคหรือไม่? น้องอร กล่าวอย่างมั่นใจ พี่กี่ยังแข็งแรง และอารมณ์ดี ดูแล้วยังไม่แก่เลย

&nnbsp;   “มั่นใจในสิ่งที่พี่กี่มอบให้ตั้งแต่วันแรกมาจนถึงทุกวันนี้ หากไม่มั่นใจก็จะไม่ตกลงใจชีวิตอยู่ร่วมกัน ส่วนทายาทยังไม่คิด และคิดว่าคงจะไม่มี เพราะชอบเที่ยวกัน ชอบทะเล และภูเขา”

แม้จะต่างวัย แต่ทั้งคู่มั่นใจในรัก และรักนั้นจะยืงยงชั่วนิจนิรันดร์

 

‘กมธ.ยกร่างรธน.รียูเนี่ยน-คู่ดูโอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221893.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559
‘กมธ.ยกร่างรธน.รียูเนี่ยน-คู่ดูโอ’

‘กมธ.ยกร่างรธน.รียูเนี่ยน-คู่ดูโอ’ : ล้วงตับการเมือง

             หลังวันที่ลมหนาวพัดห่างจากเมืองกรุงไม่เท่าไร ก๊วน (อดีต) ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุด “อ.ปื๊ด” บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ฤกษ์พบปะนัดหมาย ตามประสาคนทำงานใกล้ชิดเกือบ 1 ปี

บรรยากาศรียูเนี่ยนนั้น เป็นไปด้วยความสนุกสนาน กินข้าวกันไป อัพเดทชีวิต และความเป็นอยู่ หน้าที่การงาน เพราะบรรดาคนที่ร่วมงานล้วนมีบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกัน หลังจากพ้นตำแหน่ง “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” อาทิ ยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และกลับไปเป็นอาจารย์ตามองค์กรวิชาการที่สังกัดเดิม รวมถึงกลับไปเป็นนักเคลื่อนไหว นักต่อสู้เพื่อภาคประชาชน

ขณะประเด็นที่ยกมาคุย แน่นอนว่าถูกจับตาว่าจะมีเนื้อหาอะไรเกี่ยวถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับ

กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่…? โดย ข่าววงในกระซิบบอก ว่า การพูดคุยเรื่องนั้นมีบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ถึงยกประเด็นถกกันแบบหน้าดำคร่ำเครียด หากเทียบกับช่วงที่ลงมือทำร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ “อ.ปื๊ด” ที่ถูกจับตา เงี่ยหูฟังแบบลืมหายใจว่า เขาจะวิจารณ์อะไรบ้าง? ปรากฏว่า “เปล่าค่ะ…. ไม่มีแม้แต่แอะ…เดียว”

ก่อนจบบรรยากาศรียูเนี่ยน และอำลา มีช็อตเด็ดที่ต้องบันทึกไว้… คือ ช่วงที่ชาวคณะตกลงกันได้แล้วว่าจะเจอกันอีกเมื่อใด “ทูตกฤต ไกรจิตติ” เสนอให้นัดเจอกันเดือนละครั้งแทนต้องเว้นจังหวะไปไกล ทำให้ “อ.มานิจ สุขสมจิตร” ร้องขอให้รับรองญัตติ… ปรากฏว่าไม่มีใครยกมือให้ ทำเอาบรรยากาศก่อนจบงาน ฮากันท้องคัดท้องแข็ง

แต่บทสรุปของการพบปะ (อีกครั้ง) คือ วันที่ 5 เมษายนนี้ ซึ่งเวลานั้นคือวันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว คงต้องมาเงี่ยหูฟังอีกครั้งว่า…จะมีบทสนทนาประเด็นร้อนหรือเปล่า

คู่ดูโอ

กลายเป็นคู่หูกันไปซะแล้ว สำหรับ “หมอเจตน์” นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ และ ทั่นยุทธนา ทัพเจริญ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในนาม “วิปสนช. ซึ่งทั้ง 2 คนมีหน้าที่หลักเป็นกระบอกเสียงแถลงผลการประชุมวิปสนช. ทุกๆ วันอังคาร เวลา 15.30 น.

ทุกๆ บ่ายวันอังคาร กระจอกข่าวก็จะยกทัพไปรอที่ห้องแถลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮอต ไม่ฮอต โฆษกทั้ง 2 ทั่น ก็ทำหน้าที่แบบไม่ขาดตกบกพร่อง มีการจัดสรรหน้าที่การแถลงกันอย่างชัดเจน หมอเจตน์จะมีหน้าที่แถลงเกี่ยวกับผลการประชุมเรื่องฮอตๆ ที่เป็นประเด็นทางการเมือง ที่ สนช.จะต้องถกแถลง ซึ่งมือเก๋ามากประสบการณ์อย่าง “หมอเจตน์” ไม่ต้องห่วงไม่มีพลาด ครบทุกประเด็น

ขณะที่ทั่น “ยุทธนา” ที่เป็น ”มือใหม่” ก็ถูกยกหน้าที่เป็นผู้แถลงข่าวเกี่ยวกับเนื้อหาสาระร่างกฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสนช. แม้จะเป็นมือใหม่ แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะแถลงแบบรวดเดียวจบ

เมื่อถึงเวลาตามนัด โฆษกวิปสนช. ก็ลงมาที่ห้องแถลงข่าวพร้อมกัน เริ่มด้วย “พี่ใหญ่” หมอเจตน์ ตามด้วย ”น้องเล็ก” ทั่นยุทธนา

แต่…ก็มีหลายครั้งที่ไม่มา “ตามนัด” โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองร้อนๆที่เกี่ยวข้องกับ สนช. ซึ่งบางเรื่องจำเป็นต้องรอมติวิปสนช. บางสัปดาห์ก็ทำให้เวลาล่วงเลยไปกว่า 16.00 น.

โดย “หมอเจตน์” จะเป็นผู้ที่อยู่รอมติวิป ส่วนทั่น “ยุทธนา” ก็จะลงมาตามเวลา เป็น “แนวหน้า” รับสื่อ แต่ก็มักจะออกอาการเขินๆ อาจเป็นเพราะ “คู่หู” ไม่อยู่เคียงข้าง และคงด้วยความเกรงใจสื่อที่ต้องให้รอนาน ก็มักจะออกตัวกับสื่อว่า “รอสักพัก นะครับ เด๋ว หมอเจตน์ ลงมา” แล้วก็โทรศัพท์เช็กตลอดเวลา พี่เสร็จหรือยังครับ สื่อมาพร้อมแล้วครับ แถมมองไปยังประตูห้องทุกครั้ง หวังว่าจะเห็น “พี่ใหญ่” เดินมาห้องแถลงข่าวเสียที พอเห็น “หมอเจตน์” เดินลงมา สีหน้าบ่งบอกเร้ย เฮ้อ “โล่งอก” จากนั้นทั้ง 2 โฆษกก็จะเริ่ม “จ้อ” ทันที

แหม…น้องๆ สื่อสภา ไม่ได้เป็นเสือ สิงห์ กระทิง แรด ซะหน่อย อย่าได้กล้วคร้า ทั่น “ยุทธนา”

กปภ.เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160206/221923.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559
กปภ.เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี59

กปภ.เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี 59

            นางรัตนา กิจวรรณ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวว่า จากการเตรียมการรับมือภัยแล้ง ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ของ กปภ. ในทุกพื้นที่ทั้ง 234 สาขาทั่วประเทศ ทำให้ขณะนี้ยังไม่มี กปภ.สาขาใดที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงในระดับที่ไม่สามารถส่งจ่ายน้ำประปาให้แก่ประชาชนได้ อย่างไรก็ตาม กปภ.ต้องขอความร่วมมือให้ลูกค้าใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อเป็นการรักษาปริมาณน้ำดิบให้เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปาตลอดช่วงฤดูแล้งด้วย

แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำดิบในปี 2559 กปภ.วางมาตรการบริหารจัดการแหล่งน้ำดิบ โดย กปภ.สาขา เริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่องแล้วตั้งแต่ปี 2558 และติดตามรายงานสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำท่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนและวางแผนบริหารจัดการแหล่งน้ำดิบให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ สำรวจและประเมินแหล่งน้ำดิบ พร้อมสำรวจแหล่งน้ำสำรองที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ปรับปรุงพัฒนาสระเก็บน้ำให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพื่อให้เก็บกักน้ำได้ปริมาณมากที่สุด พร้อมทั้งประสานงานกับกรมชลประทานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี 2559 จากการประเมินสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า จะรุนแรงในปี 2559 กปภ.ได้เตรียมพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ตลอดจนการเตรียมการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยแล้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เงินงบประมาณปี 2559 รวม 2,097 ล้านบาท

แผนงานระยะเร่งด่วน ปี 2559 1.งบประมาณเพื่อการบริหารจัดการแหล่งน้ำโดยการสูบผันน้ำและขุดลอกคูคลองวงเงินประมาณ 235 ล้านบาท และ 2.งบประมาณเจาะบ่อบาดาล วางท่อน้ำดิบ ก่อสร้างระบบผลิตและวางท่อ ก่อสร้างระบบผลิต ปรับปรุงแหล่งน้ำ ขุดสระเก็บน้ำและวางท่อขยายเขต เป็นเงิน 706 ล้านบาท

แผนงานระยะสั้นปี 2559 งบประมาณจัดหาแหล่งน้ำสำรองในการแก้ปัญหาภัยแล้ง 17 โครงการ รวมประมาณ 1,155 ล้านบาท ประกอบด้วยแผนงานวางท่อน้ำดิบ ก่อสร้างระบบผลิตและวางท่อ และก่อสร้างระบบผลิต ดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กปภ.สาขาปักธงชัย (หน่วยบริการวังน้ำเขียว) จ.นครราชสีมา กปภ.สาขาเมืองพล กปภ.สาขาหนองเรือ จ.ขอนแก่น กปภ.สาขาแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ กปภ.สาขาอุดรธานี จ.อุดรธานี และ กปภ.สาขารัตนบุรี จ.สุรินทร์ ภาคตะวันออก กปภ.สาขาพนัสนิคม กปภ.สาขาชลบุรี จ.ชลบุรี และ กปภ.สาขาปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ภาคกลาง กปภ.สาขาพระพุทธบาท จ.สระบุรี กปภ.สาขาลพบุรี กปภ.สาขาบ้านหมี่ จ.ลพบุรี กปภ.สาขาธัญบุรี จ.ปทุมธานี กปภ.สาขาอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และ กปภ.สาขาบ้านโป่ง จ.ราชบุรี

นอกจากแผนระยะเร่งด่วนและระยะสั้นข้างต้นแล้ว กปภ.ยังได้จัดซื้อรถบรรทุกน้ำเพิ่ม 10 คัน และจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขภัยแล้งของ กปภ. ทั้งในส่วนของสำนักงานใหญ่ กปภ.เขต และ กปภ.สาขา

สำหรับแผนระยะยาวป้องกันภัยแล้ง ปี 2560-2561 กปภ.จัดสรรงบประมาณเพื่อเจาะบ่อบาดาล วางท่อน้ำดิบ ก่อสร้างระบบผลิตและวางท่อ ก่อสร้างระบบผลิต ปรับปรุงแหล่งน้ำ และขุดสระเก็บน้ำ ในปี 2560-2561 รวม 4,550 ล้านบาท

มาตรการประชาสัมพันธ์สถานการณ์ภัยแล้งและรณรงค์ประหยัดน้ำ ในปี 2559 กปภ.กำหนดแนวทางการประชาสัมพันธ์องค์กรภายใต้แนวคิด (Theme) “น้ำดิบมีเหลือน้อย ใช้สอยต้องประหยัด” เพื่อให้ประชาชนตระหนักในการประหยัดน้ำและร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำควบคู่กันไปกับการสื่อสารภารกิจและกิจกรรมต่างๆ ของ กปภ. ให้สอดคล้องกับค่านิยมองค์กร “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน” โดยใช้สื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมและทั่วถึง นอกจากนี้ กปภ.เขต 1-10 และ กปภ.สาขา ยังมีมาตรการประชาสัมพันธ์ที่มุ่งเน้นการบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ชลประทานในพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำเป็นประจำ รวมถึงประสานกับสื่อมวลชน ผู้นำมวลชนในพื้นที่ เพื่อรายงานสถานการณ์ภัยแล้งและขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์ประหยัดน้ำ

มาตรการช่วยเหลือประชาชนในขณะเกิดภัยแล้งของ กปภ. ได้แก่ 1.กปภ.สาขาจ่ายน้ำโดยไม่คิดมูลค่าให้แก่ประชาชนที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค 2.กปภ.สาขาใช้รถบรรทุกแจกน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้ง 3.กปภ.สาขาร่วมกับกองทัพบกและอีก 3 หน่วยงาน ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในโครงการราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง ที่ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 12 ปี โดย กปภ.ให้ท้องถิ่นมารับน้ำฟรีได้ทุกสาขา 4.กปภ.สาขาร่วมกับกรมทางหลวง ในโครงการ “กรมทางหลวง-การประปาส่วนภูมิภาค รวมใจต้านภัยแล้ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง” 5.ศูนย์ประปาทันใจช่วยเหลือลูกค้า 24 ชั่วโมง โทร.กปภ. 57 สาขา และสายด่วน 1662 ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2558 กปภ.จ่ายน้ำฟรีเพื่อภัยแล้งไปแล้วประมาณ 642 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 11.6 ล้านบาท

สำหรับเตรียมการเป็นพิเศษในพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงในปี 2558 ได้แก่

กปภ.สาขาธัญบุรี จ.ปทุมธานี ในปี 2558 กปภ.สาขาธัญบุรีประสบปัญหาปริมาณน้ำดิบไม่เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปา ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำหลายหมื่นครัวเรือนไม่มีน้ำใช้อุปโภคบริโภค ในการป้องกันภัยแล้งปี 2559 กปภ.สาขาธัญบุรีได้ก่อสร้างระบบสูบน้ำดิบและสร้างระบบผลิตน้ำประปาในพื้นที่รับผิดชอบของ กปภ.สาขาธัญบุรี รวม 3 โครงการ ด้วยงบลงทุนเพิ่มเติมปีงบประมาณ 2559 กว่า 107 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 90-120 วัน แล้วเสร็จทันรับมือภัยแล้งปี 2559 ได้แก่ 1.เจาะบ่อบาดาล 2 บ่อ และก่อสร้างระบบสูบจ่ายน้ำแรงสูงบริเวณสถานีจ่ายน้ำหนองเสือ พร้อมก่อสร้างถังน้ำใสขนาด 1,000 ลบ.ม. (23 ล้านบาท) 2.ก่อสร้างโรงสูบน้ำแรงต่ำและวางท่อน้ำดิบจากบ่อดินคลอง 13 มายังสถานีผลิตน้ำพืชอุดม (24 ล้านบาท) 3.ก่อสร้างระบบสูบน้ำดิบ และ Mobile Plant ขนาด 300 ลบ.ม./ชม. กปภ.สาขาบ้านนา หน่วยบริการองครักษ์ (60 ล้านบาท)

กปภ.สาขาพระพุทธบาท จ.สระบุรี ปัญหาหลักที่ กปภ.สาขาพระพุทธบาทต้องเผชิญในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา คือ น้ำในคลองชัยนาท-ป่าสักแห้งขอด จนไม่มีน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ให้บริการขาดน้ำประปาสำหรับการอุปโภคบริโภค จึงต้องแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการนำรถบรรทุกน้ำจาก กปภ.สาขาใกล้เคียงออกแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ทั้งนี้ ในปี 2559 กปภ.แก้ปัญหาในจุดนี้ด้วยการเพิ่มงบลงทุนประมาณ 49 ล้านบาท เพื่อวางท่อน้ำดิบระยะทาง 7.5 กิโลเมตร จากทะเลสาบบ้านหมอไปยังสถานีสูบน้ำแรงต่ำหนองโดน ใช้ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 150 วัน

กปภ.สาขาลพบุรี จ.ลพบุรี ในปี 2558 กปภ.สาขาลพบุรีได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาตรน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสักลดลงอย่างต่อเนื่องจนเกิดเนินดินเป็นช่วงๆ ทำให้น้ำไม่สามารถไหลผ่านตลอดคลองชัยนาท-ป่าสักได้ และการสูบน้ำบางส่วนไปใช้ในทำการเกษตร ทำให้ กปภ.สาขาลพบุรีไม่มีน้ำดิบเพียงพอที่จะผลิตน้ำประปาให้บริการประชาชนในบางพื้นที่ได้ตามปกติ สภาพปัญหานี้ กปภ.ได้หาแหล่งน้ำอื่นๆ สำรอง จึงเป็นที่มาของโครงการวางท่อน้ำดิบความยาวรวม 9.7 กิโลเมตร เพื่อส่งน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ให้แก่โรงกรองน้ำ เพื่อแก้ปัญหาช่วงฤดูแล้งและรองรับผู้ใช้น้ำบริเวณค่ายทหารศูนย์การทหารปืนใหญ่ งบลงทุน 75 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 120 วัน

กปภ.สาขาบ้านหมี่ จ.ลพบุรี กปภ.สาขาบ้านหมี่ประสบปัญหาใกล้เคียงกับ กปภ.สาขาลพบุรี เนื่องจากใช้น้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักมาใช้ผลิตน้ำประปา ในปี 2559 กปภ.จึงเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำดิบบริเวณคลองบางขาม และวางท่อน้ำดิบระยะทาง 15 กิโลเมตร ไปยังสถานีผลิตน้ำบ้านหมี่ด้วยงบลงทุนเพิ่มเติม 49 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 150 วัน