งานฉลองมงคลสมรสลูกเลี้ยง‘สุเทพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221900.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
งานฉลองมงคลสมรสลูกเลี้ยง‘สุเทพ’

งานฉลองมงคลสมรสลูกเลี้ยง‘สุเทพ’ มีผู้ร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก

           เมื่อวันที่5 กุมภาพันธ์ 2559 ที่โรงแรมดุสิตธานี มีงานเลี้ยงรับรองฉลองสมรสพระราชทานระหว่างนายสุรภาพ ลิ่มอติบูลย์ กับ น.ส.ธีราภา พร้อมพันธุ์ บุตรสาวบุญธรรมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนางศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีบุคคลสำคัฐในแวดวงการเมือง นักธุรกิจ ตลอดจนข้าราขการตำรวจ และทหาร เป็นจำนวนมากได้ทยอยเข้าร่วมงานงานเพื่อแสดงความยินดี กับคู่บ่าวสาว ตั้งแต่เวลา 17.00 น.

โดยมีผู้เข้าร่วมงาน อาทิ นายพลากร สุรรณรัฐ องคมนตรี, นายบรรหาร ศิลปอาชา, นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ, นายชัย ชิดชอบ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นน้องชายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง, ม.ร.ว.ปริดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เป็นต้น

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาร่วมงาน แต่ใช้เวลาอยู่ในภายในงานเพียงระยะเวลาสั้นๆ โดยเดินทางกลับทันทีหลังอวยพรคู่บ่าวสาว และไม่ได้เข้าภายในงานแต่อย่างใด ทั้งนี้นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย เพียงคนเดียวที่มาร่วมงานนี้ ในส่วนของฝั่งภาคธุรกิจ มี นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์, นายประวิทย์ มาลีนนท์ ผู้บริหารช่อง 3 เข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าบรรดาผู้ร่วมงานในวันนี้ ไม่มีตัวแทนจากฝั่งคสช.แต่อย่างใด โดยภายในงานผู้ร่วมงานต่างจับตา บรรดานักการเมืองที่มาร่วมงานต่างสอบถามสารทุกข์สุขดิบระหว่างกัน

‘อุเทน’จับไต๋แยก’ศาลรธน.’กล’สืบทอดอำนาจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221887.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
'อุเทน'จับไต๋แยก'ศาลรธน.'กล'สืบทอดอำนาจ'

‘อุเทน’จับไต๋กรธ.แยก ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ เป็นหมวดเฉพาะ ชี้ให้ความสำคัญมากเกิน อาจเป็นเครื่องมือ ‘สืบทอดอำนาจ’ ชงล้างกระดาน ‘องค์กรอิสระ’ หลังเลือกตั้งก่อนสรรหาใหม่

            5ก.พ.2559 นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ หมวด 11 ที่ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญว่า การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้แยกศาลรัฐธรรมนูญออกไปเป็นหมวดหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งที่ควรบรรจุอยู่ในหมวด 10 ที่ว่าด้วยศาลอื่นๆ ตรงนี้สะท้อนว่า กรธ.ค่อนข้างให้ความสำคัญกับศาลรัฐธรรมนูญ จนลืมนึกถึงความเป็นจริงว่า เสาหลักอำนาจประชาธิปไตยที่คานอำนาจกันมีอยู่ 3 เสาหลัก ได้แก่ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ การเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้เท่ากับต้องการสถาปนาศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเสาหลักที่ 4 ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการเพิ่มอำนาจให้มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ทำให้มองได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากจนอยู่เหนือเสาหลักอื่นๆ หรือการเพิ่มอำนาจให้องค์กรอิสระต่างๆ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งอาจเข้ามาก้าวก่ายการบริหารงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนเรื่องการตรากฎหมายต่างๆ ที่เป็นการจ้องจับผิดนักการเมือง โดยที่ไม่สนใจเลยว่าระบบราชการขณะนี้ย่ำแย่แค่ไหน

นายอุเทน กล่าวต่อว่า ในความเป็นจริงถ้าจะมีศาลรัฐธรรมนูญ ก็ควรให้อำนาจตีความเฉพาะเรื่องการขัดกันระหว่างองค์กร และความไม่ชัดเจนบางประการในรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ กรธ.กลับให้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่สถานภาพของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตลอดจนไปถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากเป็นอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมา ใครเสนอหรือลงมติให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะถูกข้อหาล้มล้างการปกครองทันที รวมไปถึงกรณีที่ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดทุกปัญหาที่เป็นวิกฤต ตรงนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาอีกว่า ใครเป็นผู้ตัดสินว่าวิกฤตแล้วหรือไม่ แล้วมีอะไรการันตีว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดแล้วจะไม่เกิดวิกฤต หรือปัญหาจะจบ ในอดีตหลายๆกรณี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงคณะกรรมการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) ป.ป.ช. หรือ สตง.สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่สังคม และสุมเชื้อความขัดแย้งมากว่าการแก้วิกฤตเสียอีก

“ทั้งการวางกฏเกณฑ์เงื่อนไขให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ยากแล้ว ยังมีการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไว้แบบครอบจักรวาล ใครเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่านด่านศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน จนอาจพูดได้ว่า ปิดตายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือวางแผนสืบทอดอำนาจโดยผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ” นายอุเทน ระบุ

นายอุเทน ยังเสนอด้วยว่า หาก กรธ.เห็นว่าอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นๆที่ระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมีความจำเป็น จนเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขไม่ได้ ก็ควรเพิ่มเนื้อหาในบทเฉพาะกาลให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระชุดปัจจุบันหมดวาระหลังการเลือกตั้งภายใน 90 – 180 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมใหม่ทั้งหมด เนื่องจากส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งในช่วงที่บ้านเมืองไม่ปกติ อีกทั้งยังมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่ยาวนาน ดังนั้นตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ควรได้รับการกลั่นกรองจากตัวแทนของประชาชน ซึ่งจะถือเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจของทั้ง คสช. และ กรธ.ด้วย ถือเป็นการปฏิรูปองค์กรอิสระไปในตัว เนื่องจากผลการดำเนินงานขององค์กรอิสระต่างๆไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น เวลาคดีความล่าช้าก็อ้างว่าขาดบุคลากร หรือผู้บริหารบางองค์กรที่ตรวจสอบการทุจริต กลับมีข้อกล่าวหาเกี่ยวการทุจริตเสียเอง

“อยากฝากให้ กรธ.พิจารณาทบทวนร่างรัฐธรรมนูญให้ประเทศชาติได้ประโยชน์จริงๆ ในส่วนองค์กรอิสระเมื่อมีอำนาจมากแล้ว ก็สมควรที่มีบรรทัดฐานทางจริยธรรมที่สูงกว่าคนทั่วไป ขอเสนอให้เน้นเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ ตลอดจนไปถึงการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่างๆต่อสาธารณะ เพื่อสร้างบรรทัดฐานจริยธรรม ก่อนที่จะมาตรวจสอบหรือตัดสินคนอื่น” นายอุเทน กล่าว

‘มีชัย’ยังไม่คิดร่นเวลาร่างก.ม.ลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221873.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
‘มีชัย’ยังไม่คิดร่นเวลาร่างก.ม.ลูก

‘มีชัย’ แนะองค์กรอิสระส่งความเห็นได้ หากมีข้อกังวล ยังไม่คิดร่นเวลาร่างก.ม.ลูก รอผ่านประชามติก่อน

     5 ก.พ. 2559 เมื่อเวลา 10.30 น. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงข้อกังวลของบางองค์กรอิสระกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้สิ่งที่ได้พยายามผลักดันจะหายไป โดยนายมีชัย กล่าวว่า ก็ให้องค์กรอิสระเหล่านั้นเสนอมาได้ และเราก็มาดูว่าขาดตกบกพร่องอะไรก็สามารถเพิ่มเติมได้ ขณะนี้กำลังเอาหูแนบดินรับฟังอยู่ และถ้าจำเป็นจริงก็สามารถเพิ่มเติมเป็นรายมาตราได้ไม่มีปัญหา ทั้งนี้การร่างรัฐธรรมนูญเป็นการร่างต่อยอดจากของเก่าด้วย
     เมื่อถามว่า จะมีวิธีลดระยะเวลาการร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอย่างไร นายมีชัย กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่คิด เพราะยังไม่ถึงเวลา รอให้ผ่านประชามติก่อน
     เมื่อถามต่อว่า ระยะเวลาการดำเนินงานจะสอดคล้องกับโรดแม็พของรัฐบาลหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า จะทำให้ได้ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

‘อนุสรณ์’จี้จัดเลือกตั้งปลดล็อกประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221864.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
'อนุสรณ์'จี้จัดเลือกตั้งปลดล็อกประเทศ

‘อนุสรณ์’จี้จัดเลือกตั้งปลดล็อกประเทศ ยก’เวิลด์แบงค์’อ้างนักลงทุนกลัวปฏิวัติ ‘ชวลิต’แนะ กรธ.ฟังความเห็นจังหวัด

           5ก.พ.2559 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ธนาคารโลก ออกมาระบุว่าความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล คือ สิ่งที่นักลงทุนกลัว โดยเฉพาะเรื่องการปฏิวัติ เป็นสิ่งที่นักลงทุนกลัวมาก ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการขาดเสถียรภาพทางด้านนโยบายการลงทุน ว่า ถือเป็นข้อสังเกตที่ย้ำชัดอีกครั้ง การที่ประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การพัฒนาประเทศอย่างมากจริงๆ การที่ธนาคารโลกชี้ว่า พม่ามีการเลือกตั้ง นักลงทุนจึงสนใจเข้าลงทุนมากกว่าไทย ทุกฝ่ายต้องกลับไปทบทวน คำว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่มีอยู่จริง สังคมโลกไม่รับรู้ด้วย เพราะแท้จริงแล้ว อาจเป็นเพียงข้ออ้างที่เอาไว้เคลือบความน่ากลัวของการปฏิวัติรัฐประหารเท่านั้น

“การลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลงไป 78% แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่หายไปอย่างมาก แม้แต่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของไทยก็ลดการลงทุนไปถึง 81% ก่อนหน้านี้ธนาคารโลกได้คาดการณ์การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2559 โดยชี้ว่า ไทยจะมีอัตราการเจริญเติบโตของจีดีพีต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยอยู่ที่ร้อยละ 2 เท่านั้น ต่ำกว่าปี 2558 ถึงร้อยละ 20” นายอนุสรณ์ กล่าวและว่า

ดังนั้น ประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง จะเป็นคำตอบในการปลดล็อกภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ คำถามที่ว่า ถ้าไม่มีเลือกตั้งจะตายหรือไง คำตอบได้ทยอยส่งผลแล้ว อย่าไปคิดแทนประชาชนว่า ถ้ามีเลือกตั้งใครจะชนะ ใครจะได้ประโยชน์ เพราะวันนี้ไม่มีใครรู้ พรรคไหนจะชนะ ประชาชนจะเลือกใคร แต่อย่างน้อย ประชาชนก็ได้เลือกรัฐบาลด้วยมือของตัวเอง ได้กำหนดอนาคตทิศทางประเทศด้วยตัวเอง สังคมโลกจะได้ปลดล็อก ประเทศจะได้เดินหน้า การเลือกตั้งยิ่งเกิดได้เร็วประเทศยิ่งได้ประโยชน์ หรือหากได้ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กรณีประชาชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในชั้นประชามติ จะหยิบเอารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 หรือ 2550 มาปรับแก้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2559 จะทำให้บรรยากาศการค้าการลงทุนกลับมาเป็นบวกได้

‘ชวลิต’แนะ กรธ.ฟังความเห็นจังหวัด 
           นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นข่าว 2 ข่าวที่ปรากฏตามสื่อทุกฉบับ สะท้อนเศรษฐกิจปากท้องประชาชนกำลังย่ำแย่ คือ 1.กองสลากจำหน่ายสลากกินแบ่ง จำนวน 120 ล้านฉบับ หมดในเวลา 48 นาที สะท้อนว่าคนจน โดยเฉพาะผู้หาเช้ากินค่ำ เกษตรกรที่ขายผลผลิตไม่ได้ราคา ไม่รู้จะหาเงินมาประทังชีวิตอย่างไร นอกจากเสี่ยงซื้อหวย ถามว่าคนรวยซื้อล็อตเตอรี่ไหม 2.มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุดัชนีผู้บริโภคต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ก่อนหน้านั้น ก็มีข้อมูลด้านการส่งออกทรุดหนัก จนตนได้ขอให้ฝ่ายเศรษฐกิจของพรรคพื่อไทยช่วยสำรวจข้อมูลว่า นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง Wealth หรือสินทรัพย์หรือความมั่งคั่งของประเทศ ลดลงหรือหายไปเท่าใด ถามว่า ที่เศรษฐกิจบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ เพราะภาวะผันผวนของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจจีนถดถอย น้ำมันราคาตกต่ำ เท่านั้น หรือถ้าอย่างนั้น ทำไมประเทศไทยถึงมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน10 ชาติ เพราะประเทศเหล่านั้นก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวเหมือนกัน เราแพ้แม้กระทั่ง ลาว พม่า กัมพูชา ทั้งๆ ที่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ เราดีกว่าเขามาก
           นายชวลิต กล่าวว่า ตนจึงขอให้ กรธ.ได้ใคร่ครวญข้อท้วงติง ข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ ซึ่งตนจะไม่ลงรายละเอียดอีก ผู้ที่ให้ข้อเสนอแนะ เขาก็รักชาติเหมือนกัน อย่าผูกขาดความรักชาติทราบว่า หลายๆ ภาคส่วนจะส่งข้อท้วงติง ข้อเสนอแนะภายใน 15 ก.พ.59 ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็จะส่งภายในกำหนดดังกล่าวเช่นกัน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ประชาชนที่กำลังย่ำแย่สุดๆ จะทำอย่างไร บรรดาข้าราชการ หรือผู้ที่มีเงินเดือนกิน อาจจะไม่รู้สึกเดือดร้อนมาก แต่คนหาเช้ากินค่ำ เกษตรกร เงินจะให้ลูกไปเรียนหนังสือยังไม่มี อย่าลืม ถ้าฐานปิรามิดข้างล่างล้ม ส่วนกลาง และส่วนยอด ก็จะล้มตามมา ตนขอเสนอความเห็นว่า ควรผ่อนคลายบรรยากาศว่า บ้านเมืองของเรากำลังจะไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย อะไรที่จะทำให้สังคมเห็นว่าบ้านเมืองกำลังจะเดินไปสู่ประชาธิปไตย ก็ควรผ่อนคลาย นอกเหนือจากการปรับปรุงร่าง รธน.ดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนและชาวโลกเกิดความเชื่อมั่น ซึ่งจะเป็นผลในแง่จิตวิทยา
           “ การที่ผมเคยรับราชการมาก่อน และมาเป็นนักการเมือง เคยทำงานใน กมธ.ต่างๆ มาก็หลายคณะ การที่ กรธ.ตั้งข้าราชการจากคณะกรรมการกฤษฎีกาทั้งอดีตและปัจจุบันเป็น กรธ.นั้น ประโยชน์สำคัญยิ่ง คือ การทำกฎหมายลูก ควบคู่กันไป จะปรับย่นระยะเวลาให้เร็วเข้าอย่างไรก็ได้ ไม่พ้นความสามารถของข้าราชการจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งควรทำอย่างยิ่ง เพื่อผลในแง่จิตวิทยาดังกล่าวข้างต้น ที่สำคัญ เพื่อไม่ให้ปัญหาเศรษฐกิจจมลึกไปมากกว่านี้ ถ้ามีความตั้งใจแก้ปัญหาชาติก็ทำได้ นอกจากทำเพื่อตนเองและพวกพ้อง ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าครับ” นายชวลิต กล่าว

ร่างรธน.ฉบับปราบโกง‘ยังไม่โหดจริง’!(ฉบับย่อ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221843.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
ร่างรธน.ฉบับปราบโกง‘ยังไม่โหดจริง’!(ฉบับย่อ)

ร่างรธน.ฉบับปราบโกง‘ยังไม่โหดจริง’!(ฉบับย่อ) : สัมภาษณ์พิเศษ โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ จักรวาล ส่าเหล่ทู สำนักข่าวเนชั่น

ประเด็นร้อนทางการเมืองขณะนี้ คือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บอกว่าเป็นฉบับปราบโกง รายการ “คม ชัด ลึก” ได้พูดคุยกับสองผู้มีประสบการณ์ในงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยตรง คือ “วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ “พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส” ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปราบโกงได้จริงไหม?

วิชา: ในแง่ปราบโกงนั้น มีประเด็นน่าสนใจ คือการตรวจสอบนโยบายก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง ทั้ง ป.ช.ช., สตง. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถที่จะเสนอยับยั้งได้ หากมองเห็นว่านโยบายที่พรรคการเมืองเป็นประชานิยม ที่อาจจะก่อความเสียหายแก่บ้านมือง อย่างกรณีจำนำข้าว เราก็ไม่อยากให้เกิดกรณีอย่างนั้นขึ้นอีก

กระบวนการตรวจสอบต่อไปนี้จะเป็นในแง่ของการเฝ้าระวัง เพราะลำพังการปราบปรามคงกำจัดการทุจริตไม่ได้ผล เนื่องจากคนโกงจะพยายามหาช่องว่างอยู่เสมอ ทั้งนี้ ที่ฮ่องกงเองก็ประสบความสำเร็จในการปราบคอร์รัปชั่นโดยตรวจสอบเชิงป้องกันในทุกหน่วยงาน และอุดช่องโหว่ ส่วนที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีดีกรีความรุนแรงในการปราบโกงมากน้อยเพียงไหนนั้น คิดว่ายังเพียงครึ่งๆ เพราะจะต้องดูด้วยว่าการปฏิบัตินั้นจะเอาจริงไหม และผู้ปฏิบัติจะมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหานี้อย่างที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญประสงค์หรือไม่

พิศิษฐ์: ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเป้าหมายให้ความสำคัญกับการปราบการทุจริตอย่างมาก หากเราดูประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา แม้ว่าในรัฐธรรมนูญปี 2540 จะกำหนดให้มีองค์กรอิสระมากมายในการปราบทุจริต แต่เวลาผ่านไปก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล อย่างไรก็ดีในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ให้ความสำคัญกับ สตง. ด้วยการให้อำนาจในการตรวจสอบได้โดยไม่ต้องรอให้มีผู้ร้องเรียน ซึ่งการทำหน้าที่ของเราไม่ได้มีเพื่อจับผิด หากแต่เฝ้าระวังรักษาผลประโยชน์เงินของแผ่นดิน

บางครั้งเราเจอการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสม สร้างความเสียหายให้ประเทศ เราก็มีหนังสือแจ้งเตือน เขาก็เฉยๆ ซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ระบุว่า ถ้า สตง.เห็นว่าโครงการนี้จะสร้างความเสียหาย สมควรจะเสนอระงับยับยั้ง โดยให้มีการพูดคุยกับทาง ป.ป.ช. และ กกต. และส่งเรื่องไปยังรัฐสภา

แต่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ยังไม่ถึงขั้นติดดาบให้ สตง. เพราะการให้สตง. ร่วมกับ ป.ป.ช.และ กกต. เสนอให้สภามีการยับยั้งโครงการเป็นเพียงแค่การเสนอให้ยับยั้งเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจยับยั้ง ซึ่งไม่ได้โหดอย่างที่หลายฝ่ายคิดเลย ทั้งนี้ กรธ.ก็ต้องออกกฎหมายสอดรับกับส่วนนี้ และต้องคุ้มครองบทบาทหน้าที่ของเรา โดยต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องของอำนาจ หากแต่เป็นบทบาทที่เราต้องรับภาระส่วนนี้

ประเด็นที่ยังขาดในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อขจัดการทุจริต?

วิชา: ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุให้ประชาชนมีสิทธิที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐ และได้รับการคุ้มครอง กล่าวคือพวกเขาจะไม่ถูกฟ้องฐานหมิ่นประมาท ในการให้ข้อมูลเบาะแส หรือตั้งข้อสงสัยต่อความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐ เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่ลำพังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำหน้าที่ตรวจสอบได้อย่างครบถ้วน โดยปราศจากประชาชนในพื้นที่ช่วยส่งข้อมูลและเบาะแสซึ่งผมเคยพูดเสมอว่า การต่อต้านทุจริตจะต้องให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูล โดยไม่ต้องขอ หมายความว่ารัฐรู้อะไรประชาชนก็ต้องรู้อย่างนั้น อย่างเรื่องของงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการโครงการต่างๆ จะต้องลงเว็บไซต์หมด เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจสอบได้ และจะต้องอัพเดทข้อมูลเสมอ

อยากจะเห็นการร่วมมือกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ อย่างในกรณีสอบข้อเท็จจริงปมทุจริตสนามฟุตซอล ในโรงเรียนภาคอีสาน ซึ่ง ป.ป.ช. เองก็ได้ดึง สตง.เข้ามาร่วมด้วย โดยร่างรัฐธรรมนูญก็มีเขียนถึงเรื่องนี้บ้าง แต่อยากให้ระบุชัดเจนกว่านี้เพื่อการตรวจสอบ ไม่เกี่ยงว่าใครมีหน้าที่อะไร หรือแบ่งกันทำ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างองค์กร หรือเข้าถึงข้อมูลระหว่างกัน โดยที่ไม่มีข้อจำกัด

กระบวนการบังคับใช้กฎหมายเราอ่อนที่สุด แม้จะเขียนกฎหมายดีเพียงไร แต่ถ้าประชาชนไม่มีส่วนร่วม ไม่มีความรู้สึกว่าจะต้องแก้ไขปัญหาร่วมกับองค์กรอื่นๆ ผมจึงอยากเขียนให้ชัดเจนว่าประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมเป็นเหมือนแขนขาขององค์กรในรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องขอบคุณพวกเขาเวลาที่ส่งข้อมูลมาด้วยซ้ำ คือต้องสร้างกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเรื่องนี้

พิศิษฐ์: ที่ผ่านการดำเนินการส่วนใหญ่จะไปเน้นเรื่องที่เกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว ถ้าร่างรัฐธรรมนูญจะเติมต่ออีก ควรให้สามารถยับยั้งในการบริหารที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้โดยไม่ต้องรอให้ถึงขั้นทุจริต

ในหลักการหลายๆ ส่วนของร่างรัฐธรรมนูญดีแล้ว ไม่ใช่ดีเพราะว่าเพิ่มอำนาจให้แก่ สตง., ป.ป.ช. และ กกต. ในการยับยั้งโครงการ ความจริงแล้วส่วนนี้ไม่ใช่อำนาจอะไรเลย หากแต่เป็นหน้าที่ในการตรวจสอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน และการที่บอกว่าจะส่งผลกับคนที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมืองต่อไปนั้นถ้าคิดว่าพร้อมที่จะทำเพื่อบ้านเมือง ก็ต้องยอมรับการตรวจสอบได้ ไม่ใช่โอดครวญว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งการตรวจสอบก็คือกระบวนการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่ได้มีแต่เพียงเรื่องของสิทธิและเสรีภาพเท่านั้น ดังนั้นจึงควรมีมาตรการเชิงบังคับอย่างมาตรา 44 ที่สามารถระงับการบริหารได้ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องเสียหายไปเรื่อยๆ กว่าเราจะตรวจสอบเสร็จก็เสียหายไปมาก

สิ่งที่อยากให้เพิ่มเติมในร่างรัฐธรรมนูญ ?

พิศิษฐ์: อยากให้ลองดูว่าหากระบวนการยับยั้งไปอยู่ที่สภา แล้วถ้ามีสภาผัวเมียกับคณะรัฐบาล จะทำอย่างไร หรือจะมีทางออกในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้เรื่องที่ส่งไปยังสภา แล้วค้างและหายไปอย่างในอดีต ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากนี้ยังอยากให้มีโอกาสระงับยับยั้งในการบริหาร ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ หากว่าผู้มีอำนาจยังบริหารแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย หรือประชาชนมองว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ควรให้ใครบางคนที่มีอำนาจยับยั้งการดำเนินงานไว้ก่อนเพื่อพิสูจน์กันก่อนที่จะดำเนินการต่อ ไม่เช่นนั้นการปล่อยไปก็จะทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นเรื่อยๆ อยากให้การลงทุนแก้ไขครั้งนี้ เมื่อลงทุนสูงแล้ว จะต้องได้ผลอย่างจริงจัง รวมถึงต้องมีมาตรการคุ้มครองให้ประชาชนที่ติติงผู้มีอำนาจในการทำหน้าที่อย่างไม่โปร่งใสด้วย

วิชา: เมื่อมีการตรวจสอบแล้ว ผู้มีอำนาจต้องยุติการทำงานชั่วคราว อย่างกรณีของข้าราชการยังให้พักงานได้ แต่ฝ่ายการเมืองเราไม่มีมาตรการนี้ ถ้าเพิ่มส่วนนี้ประชาชนก็จะมองเห็นแสงสว่างว่าจะมีการไต่สวนเกิดขึ้นเมื่อมาร้องเรียน และสามารถระงับโครงการนั้นได้ โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นการรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่ทางอาญาหรือทางแพ่ง แม้ว่ายังไม่ได้พูดกันว่าจะต้องรับผิดชอบอย่างไร แต่ในเบื้องต้นให้รู้ว่า เมื่อคุณทำโครงการที่ก่อให้เกิดความเสียหายให้ถูกยับยั้งก่อนได้ นอกจากนี้ เรื่องของการให้พ้นจากตำแหน่งให้ระบุชัดเจนกว่านี้ เพราะเคยมีกระบวนการหลบเลี่ยง เช่นในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงถูกตรวจสอบ ก็จะมีการย้ายคนนั้น หรือเปลี่ยนคนใหม่ เพื่อให้คนที่ถูกตรวจสอบอยู่ไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะเขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว ส่วนนี้ก็น่าจะระบุให้ชัดเจนว่าให้ติดตัวไปเลย แล้วก็ไม่สามารถเข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองได้ แม้ว่าคดียังไม่สิ้นสุด

เบื้องหลังนายกฯโดดเดี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221844.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
เบื้องหลังนายกฯโดดเดี่ยว

เบื้องหลังนายกฯโดดเดี่ยว : ทีมข่าวความมั่นคง

            ถ้อยแถลงของ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า นายกฯ ฝากขอโทษ ต่อสื่อและประชาชนจากกรณีให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

พร้อมกับคาดเดาสาเหตุที่ทำให้อารมณ์ของนายกฯ ออกไปเช่นนั้น ก็เพราะมีแรงกดดันจากความคาดหวังของประชาชน ให้นำพาประเทศไปในทิศทางที่คนส่วนใหญ่ต้องการ

แต่คำพูดของ พล.ต.สรรเสริญ ที่ทำเอาสะดุดใจก็ตรงที่ว่า “นายกฯ อาจรู้สึกว่าเมื่อท่านเหลียวไปข้างหลัง ท่านเดินอยู่คนเดียวหรือเปล่า”

ถึง พล.ต.สรรเสริญ จะบอกว่าคิดเอาเอง แต่เมื่อหันไปมองด้านหลังของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ปัญหาประเทศที่หมักหมมมานาน ทำให้ทุกองคาพยพดูจะเป็นปัญหาไปหมด จนทำให้ระบบการบริหารบ้านเมืองโดยปกติติดขัดไปเสียทุกอย่าง

ทำให้การจะแก้ปัญหาใหญ่ๆ หลีกเลี่ยงการตั้งคณะกรรมการเข้าไปแก้ปัญหาไม่ได้

แต่ปัญหาบางเรื่องก็ต้องยอมให้ “ทีม” ที่รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเชื่อใจได้ทำงานกันเต็มที่

อย่างเช่น ทีมเศรษฐกิจ ที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกัฐมนตรี เป็นหัวเรือใหญ่คุมอย่างเบ็ดเสร็จ

ทีมกฎหมาย ก็จะมี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่เบ็ดเสร็จในเรื่องนี้เช่นกัน

เช่นเดียวกับทีมความมั่นคง ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รับหน้าเสื่อเคลียร์ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง จนมีตำแหน่งรัฐมนตรีรวมกับประธานคณะกรรมการต่างๆ มากถึง 21 ตำแหน่ง

แต่ไม่ว่าจะปล่อยให้อิสระกับทุกทีม แต่เมื่อเกิดเป็นประเด็นขึ้นมา ถนนทุกสายกลับพุ่งมายังตัว พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเชื่อว่าเป็นผู้ตัดสินใจคนสุดท้าย แม้ว่าบางเรื่องจะยังไปไม่สุดทาง หรือยังไม่จบกระบวนการก็ตาม

อย่างกรณีวันเลือกตั้ง ที่แม้ รองนายกฯ วิษณุ จะกำหนดวันเวลาให้คร่าวๆ ว่า 6-4 6-4 แต่เมื่อมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มาแถลงใหม่ว่า 6-4 8-5 เมื่อตัวเลขเคลื่อน คนที่ถูกเรียกร้องให้ชี้แจง กลับเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่รองนายกฯ วิษณุ ยังไม่ทันที่จะออกมาชี้แจงสาเหตุที่ต้องเพิ่มเวลามากไปกว่าที่ได้กำหนดคร่าวๆ เอาไว้

การแก้ปัญหาราคายางพารา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ปกติจะต้องเป็น รองนายกฯ พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานคณะกรรมการยาง เป็นผู้ชี้แจงการแก้ไขปัญหา แต่ก็กลายเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งผลจากการพูดตรงไปตรงมาว่าไม่มีเงิน พร้อมให้ยอมรับความจริง

แต่ผลจากที่พูดตรงไปตรงมา ผลลัพธ์กลับออกมาในทางลบ ม็อบก็ทำท่าว่าจะฮือ สุดท้ายต้องยอมเจียดเงินไปแทรกแซงราคายางพารา

แม้กระทั่งการแก้ปัญหาการทุจริต ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของระบบราชการ ซึ่งแน่นอนว่าอยู่ในกำกับของรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนที่มอบหมายงานให้ไปดูแล แต่แทนที่จะทำให้ไหลลื่น กลับดูเหมือนจะกลายเป็นคอขวด ติดขัดไปเสียหมดพล.อ.ประยุทธ์ เลือกใช้วิธีตั้งน้องรัก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้ามาจัดการปัญหา

บางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง ที่ พล.อ.ประวิตร ดูแลอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องโทรหา พล.อ.ไพบูลย์ แล้วเปิดเสียงเพื่อให้ พล.อ.ประวิตร ได้เข้าใจการทำงานเพื่อแก้ปัญหา พร้อมกับบอกว่า ต้องให้ พล.อ.ไพบูลย์ ช่วยทำงาน เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี

เพื่อให้ พล.อ.ประวิตร สบายใจได้ว่า นี่คือการแก้ปัญหา และมาช่วยงาน พล.อ.ประวิตร ที่มีตำแหน่งถึง 21 ตำแหน่ง

พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับงานที่ได้ทำไป เห็นได้จากการสลับสับเปลี่ยนกันไปออกโทรทัศน์รายการเดินหน้าประเทศไทยในเวลา 18.00 น.

แต่ก็ดูเหมือนว่า จะไม่เพียงพอกับความต้องการของสื่อ และบางเรื่องก็ทำให้อารมณ์พุ่ง เพราะได้พยายามที่จะไม่เข้าไปก้าวก่าย โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ

มีคนบอกว่า นายทหารที่จะเป็นผู้นำในการปฏิวัติ ยึดอำนาจนั้น มันเป็นชะตากรรม เพราะต้องทำในช่วงนั้นจริงๆ แต่เมื่อยึดอำนาจมาแล้วก็ต้องยอมรับความเจ็บปวด มุ่งมั่นนำพาบ้านเมืองพ้นวิกฤติ เพราะนี่คือวิบากกรรมอย่างแท้จริง

แก้ความรุนแรงจากรากเหง้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221860.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
แก้ความรุนแรงจากรากเหง้า

แก้ความรุนแรงจากรากเหง้า : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559

            เหตุฆาตกรรมสยองขวัญสะท้านสะเทือนศีลธรรมของประชาชนคนไทยประเดิมศักราช 2559 คงไม่หนีไปจากคดีกลุ่มวัยรุ่นรุมสังหารหนุ่มคู่อริแล้วขุดหลุมฝังศพทั้งที่ร่างยังอุ่นๆ อยู่ต่อหน้าแฟนสาว ซึ่งตัวเธอเองก็ถูกข่มขืนอย่างทารุณ ทั้งยังพยายามฆ่าด้วยวิธีทารุณ อย่างที่มนุษย์ด้วยกันไม่น่าจะทำต่อกันได้ หากแต่เธอยังกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดออกมาบอกเล่าเรื่องราวสุดแสนเลวร้ายนั้น กรณีนี้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง นอกจากการก่นด่าอย่างกราดเกรี้ยวแล้ว ยังตามมาด้วยประเด็นที่กลายเป็นวิวาทะร้อนแรง อย่างเช่น เสียงเรียกร้องให้ดำเนินคดีผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนทั้งหมดผ่านกระบวนการยุติธรรมเหมือนผู้บรรลุนิติภาวะทั่วไป บ้างก็เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้ลงโทษขั้นเด็ดขาดกับคดีข่มขืน โดยโทษสูงสุดให้ประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความผิดของเยาวชนในคดีอาญานั้น ที่สุดแล้วก็ขึ้นกับศาลยุติธรรม ขณะในทางสังคม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ใคร่ครวญกันอยู่ว่า เหตุการณ์สยองขวัญนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก และเมื่อเจาะลึกลงไปก็จะพบอีกว่า ส่วนใหญ่แล้วมีสาเหตุมาจากการถูกกระทำจากสภาพแวดล้อม ที่ใกล้ตัวที่สุดคือ ครอบครัว โดยเฉพาะ พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด โรงเรียน และชุมชน เมื่อเด็กถูกกระทำอาจจะแสดงพฤติกรรมออกมาต่างๆ นานา อย่างเช่น เป็นโรคซึมเศร้า มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง หันไปพึ่งพายาเสพติด หรือรวมกลุ่มกับเพื่อน ออกนอกบ้านทำกิจกรรมในทางลบ เช่น ตั้งกลุ่มแข่งรถหรือเป็นเด็กแว้น พฤติกรรมทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ปัญหาทางสังคม ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน นี่จึงเป็นที่มาว่า การลงโทษอย่างรุนแรงที่สุด จะสามารถเยียวยาปัญหาได้หรือไม่ หรือว่า เป็นการกระทำเพื่อความสะใจมากกว่าการป้องปราม

สำหรับโทษประหาร ในคดีข่มขืน ไม่ใช่ครั้งแรกที่สังคมได้เกิดวิวาทะเรื่องนี้ ถ้าหากสังเกตจะพบว่า ในระยะหลังเสียงเรียกร้องให้ประหารชีวิตคนร้าย แม้จะเป็นการใช้ความรุนแรง แต่ก็เป็นการลงโทษที่เชื่อกันว่าจะสาสมกับความผิด ที่นับว่าจะยิ่งรุนแรงโหดเหี้ยมยิ่งขึ้น ทั้งรูปแบบทารุณกรรมและฆาตกรรม ทั้งยังเชื่อว่า ทัณฑกรรมที่ได้รับนี้ยังจะเป็นการป้องปรามเพื่อไม่ให้กลุ่มเสี่ยงที่จะกระทำผิดกล้าลงมือก่อกรรมทำเข็ญ แต่ฝ่ายที่คัดค้านก็เห็นว่า ยิ่งเพิ่มโทษให้หนักหนาถึงขั้นประหารชีวิตในคดีข่มขืนก็จะยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้กระทำผิดลงมือสังหารเหยื่อมากขึ้นเพื่อปิดปาก เพราะถึงอย่างไร การฆ่าเหยื่อก็ยังมีโอกาสรอดจากเงื้อมมือกฎหมายไปได้ แต่ถ้าปล่อยให้เหยื่อมีชีวิตต่อไป โทษหนักก็จะมาตกกับตน ทางที่ดีควรลงโทษขั้นสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิต

ในอีกทางหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า คดีฆาตกรรมโหดเหี้ยมดังกล่าวมาเท่านั้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในหลายคดีอันสะท้อนให้เห็นปัญหาที่ฝังรากลึก โดยทั้งหมดล้วนเป็นผลผลิตจากสังคมอย่างยากจะปฏิเสธ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ในระยะหลายปีมานี้ มีเยาวชนตกเป็นจำเลยในคดีฆาตกรรมเป็นจำนวนมาก แต่ละคดีก็ล้วนแต่รุนแรง อำมหิตเกินมนุษย์ จะเรียกว่าเป็นวิกฤติของสังคมไปแล้วก็คงไม่ผิด ดังนั้น การแก้ปัญหาอย่างถึงแก่นจึงจำเป็นต้องลงมืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเจาะจงลงไปที่หน่วยย่อยที่สุดของสังคม เช่น ครอบครัว คนใกล้ชิด ฯลฯ ส่วนโทษประหารชีวิตนั้น ข้อเสนอสายกลางที่ขอให้จำคุกตลอดชีวิต โดยไม่ให้อภัยโทษ หรือให้ตายในคุก ก็เป็นเรื่องที่น่าจะร่วมกันพิจารณา ทั้งนี้ก็เพื่อให้สังคมหลุดพ้นจากความเลวร้ายเช่นที่เกิดขึ้นนี้โดยเร็วที่สุด

ทบทวนความสัมพันธ์ซาอุฯ-อิหร่าน (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160205/221856.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
ทบทวนความสัมพันธ์ซาอุฯ-อิหร่าน (จบ)

ทบทวนความสัมพันธ์ซาอุฯ-อิหร่าน (จบ) : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์

           การที่สหรัฐใช้กำลังโค่นอำนาจซัดดัมแห่งอิรักเมื่อปี 2003 เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสงครามอิรักทำให้ดุลอำนาจในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นแบบ “สามเหลี่ยม” หมดไป เพราะอำนาจที่เคยคานกันระหว่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และอิหร่าน มาบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างที่เป็นการแข่งขันกันแบบสองขั้ว (bipolar) คืออิหร่านกับซาอุดีอาระเบียโดยตรง

ขณะเดียวกัน การโค่นล้มซัดดัม ซึ่งเป็นศัตรูของอิหร่าน ก็ทำให้อำนาจการปกครองอิรักจากที่เคยอยู่ในมือของนักชาตินิยมอาหรับอย่างพรรคบาอัธของซัดดัมก็เปลี่ยนเป็นอำนาจของฝ่ายชีอะห์ ซึ่งได้รับเลือกตั้งให้เป็นรัฐบาลใหม่ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในอิรักกว่าร้อยละ 60 เป็นชีอะห์ ส่งผลให้อิหร่านมีเครื่องมือเชื่อมต่อความสัมพันธ์และเข้าไปมีอิทธิพลบทบาทในอิรักได้ง่าย

เท่านั้นยังไม่พอ บทบาทของกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ยังปรากฏเด่นชัดขึ้นในการเมืองเลบานอนจากการช่วยเหลือของซีเรีย (ทั้งเฮซบอลเลาะห์และซีเรียต่างเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอิหร่าน) ทำให้อิทธิพลของอิหร่านแพร่ขยายอย่างเด่นชัดในระยะหลัง ในทางตรงข้าม บทบาทของซาอุดีอาระเบียในการเมืองตะวันออกกลางกลับลดน้อยถอยลง

ด้วยเหตุนี้ สภาวะแห่งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทั้งสองจึงเริ่มเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกันในสมรภูมิอิรักหลังยุคซัดดัม ไม่ว่าจะเป็นสงคราม 33 วันในเลบานอนระหว่าง

เฮซบอลเลาะห์กับอิสราเอล (ปี 2006) ตลอดจนการบุกโจมตีกาซาโดยกองกำลังอิสราเอลเป็นเวลา 22 วันถล่มกลุ่มฮามาส (ปี 2008-2009)

ปัจจัยอีกประการที่นำไปสู่การแข่งขันระหว่างซาอุฯ-อิหร่านอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันคือ ความก้าวหน้าของอิหร่านในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ซาอุดีอาระเบียเชื่อว่าเรื่องนี้ทำให้อิหร่านมีสถานะที่เหนือกว่าตนในภูมิภาค ซึ่งในทางกลับกันก็สะท้อนให้เห็นถึงความล้าหลังไร้ศักยภาพของซาอุดีอาระเบียที่ไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวได้

การขับเคี่ยวแข่งขันระหว่างซาอุฯ-อิหร่านเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหลังผู้นำเผด็จการในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย และเยเมน ถูกโค่นอำนาจโดยกองทัพประชาชนที่ลุกฮือขึ้นต่อต้าน อีกทั้งกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ยังได้ลุกลามไปประเทศอื่นๆ ทั่วภูมิภาค รวมถึงในซาอุดีอาระเบียเองด้วย การล้มลงของเผด็จการในหลายประเทศในเวลาที่รวดเร็วเป็นปรากฏการณ์ที่คล้ายกับตอนที่สหรัฐบุกโค่นล้มระบอบซัดดัมในอิรักในแง่ที่ว่า มันเกิดการปรับดุลอำนาจครั้งใหม่ในตะวันออกกลางและเกิดสุญญากาศทางอำนาจในหลายประเทศ

สำหรับซาอุดีอาระเบีย กระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่นี้ถือเป็นภัยคุกคามใหญ่ต่อราชวงศ์ซาอูด เพราะเป็นกระแสที่กำลังคืบคลานเข้ามาและบ่อนเซาะการปกครองในระบอบอำนาจนิยมของซาอุดีอาระเบีย ฉะนั้นการรับมือกับกระแสที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการหาวิธีหยุดยั้งกระแสอาหรับสปริง จึงเป็นเป้าหมายหลักที่ซาอุดีอาระเบียต้องรีบดำเนินการ

แต่สำหรับอิหร่านแล้ว กระแสอาหรับสปริงถือเป็นโอกาสที่จะสร้างพันธมิตรใหม่ในประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกับตัวแสดงใหม่ที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เป็นฝ่ายนิยมแนวทางศาสนา ขณะเดียวกันอิหร่านก็พยายามรักษาอำนาจของพันธมิตรอย่างซีเรียเอาไว้

ลักษณะเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการสร้างสมรภูมิแข่งขันระหว่างซาอุฯ-อิหร่านอีกครั้ง ซึ่งทำให้อุณหภูมิการเมืองในตะวันออกกลางร้อนแรงยิ่งขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศนี้จะเป็นไปอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อเอเชียและโลกมากน้อยแค่ไหนนับจากนี้ต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

ร่างรธน.ฉบับปราบโกง‘ยังไม่โหดจริง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221849.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559
ร่างรธน.ฉบับปราบโกง‘ยังไม่โหดจริง’

ร่างรธน.ฉบับปราบโกง‘ยังไม่โหดจริง’ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ จักรวาล ส่าเหล่ทู สำนักข่าวเนชั่น

            ประเด็นร้อนทางการเมืองขณะนี้ คือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บอกว่าเป็นฉบับปราบโกง รายการ “คม ชัด ลึก” ได้พูดคุยกับสองผู้มีประสบการณ์ในงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยตรง คือ “วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ “พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส” ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกงได้จริงไหม?

วิชา : เท่าที่เรามอง เห็นความพยายามจุดนี้ แต่จะปราบได้จริงไหม ก็ต้องอยู่ที่การปฏิบัติ ไม่ใช่ระบุแต่ในร่างรัฐธรรมนูญ อยากเรียนว่ามีจุดดีจุดด้อยในร่างรธน ฉบับนี้ ไม่อยากให้มีการวิจารณ์ทำนองว่า ใครที่ไม่เห็นด้วย ถือว่าเป็นรฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการโต้แย้งทางหลักวิชาการ กลายเป็นว่าคนที่บอกว่าไม่รับ ก็กลายเป็นคนชั่วไปเลย ผมว่าช่วงนี้เป็นช่วงเสนอแนะ ในกรณีที่คิดว่าขาดตกบกพร่อง ท่านก็บอกว่าท่านใจกว้างพอ

ในแง่ปราบโกงไหม มี 2-3 ประเด็นน่าสนใจ คือการตรวจสอบนโยบายก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง ทางด้านผู้ว่าฯ(ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน)ก็จะมีบทบาทมาร่วมกับองค์กรอิสระอื่นๆทั้ง ปชช หรือ กกต. สามารถที่จะยับยั้งปรับปลี่ยนได้ หากมองเห็นว่านโยบายที่พรรคการเมืองเสนอมาว่าเป็นประชานิยม ที่อาจจะก่อความเสียหายกับบ้านมืองได้ ซึ่งผมได้เสนอกับ ท่านมีชัยไปแล้วว่า เป็นไปได้ไหมที่จะป้องกันก่อน อย่างกรณีจำนำข้าว ถ้าไม่เป็นเป็นคดีขึ่นมา ประเทศคงทรุดขนาดไหนซึ่งกระบวนการดำเนินงานนั้นเป็นไปเพื่อคะแนนเสียง เราก็ไม่อยากให้เกิดกรณีอย่างนั้นขึ้น

ดังนั้นจากนี้ไปในแง่ของการตรวจสอบ จะเป็นเชิงเฝ้าระวัง ให้มากกว่าเดิม ส่วนตัวคิดว่าการทำงานในแง่ปราบปรามอย่างเดียวคงไม่ได้ผล เพราะคนที่โกงก็จะพยายามดิ้นหาช่องได้ไปเรื่อยหลายคนก็อาจจะไม่รู้ว่าคนเหล่านี้คิดเบ็ดเสร็จในงบประมาณแล้ว อย่างการสร้างถนน ซึ่งเขาได้ตกลงเรียบร้อยแล้วว่าควรได้กี่เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นกระบวนการเฝ้าระวังถือว่าสำคัญ อย่างฮ่องกงก็ประสบความสำเร็จในการขจัคอร์รัปชั่น เพราะนอกจากปราบแล้ว ยังต้องไปตรวจสอบในเชิงป้องกันกับทุกหน่วยงาน ว่ามีกรณีไหนที่อุดช่องโหว่ได้ก็ทำ ซึ่งในเรื่องนี้คิดว่าท่านผู้ว่าฯกับ สตง. จะช่วยดูแลกันได้อย่างดี

และกระบวนการตรวจสอบจะต้องทำแบบบูรณาการ คือองค์กรที่เกี่ยวข้องร่วมกันตรวจสอบ อย่างกรณี การตรวจสอบฟุตซอล ซึ่ง ปปช. ก็ได้ดึง สตง. มาร่วมกัน ผมอยากเห็นการร่วมมือแบบนี้ในร่าง รธน. ไม่เกี่ยงว่าใครมีหน้าที่อะไร หรือแบ่งแยกกันทำ ซึ่งในร่างแรกก็มีบ้าง แต่น่าจะเขียนให้ชัดกว่านี้ เพื่อให้การตรวจสอบ เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างองค์กร หรือเข้าถึงข้อมูลระหว่างกัน โดยที่ไม่มีขีดกั้น

อีกประเด็นคือ อำนาจของประชาชนในการตรวจสอบ ซึ่งในรัฐธรรมนูญปี2550 ก็ให้ประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าไปตรวจสอบการกระทำของหน่วยงานรัฐ และต้องได้รับการป้องคุ้มครอง คือไม่ให้ถูกฟ้องร้อง ในการให้ข้อมูลหรือเบาะแส เนื่องจากเป็นไปไม่ได้เลยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบได้อย่างครบถ้วน โดยต้องอาศัยประชาชนในพื้นที่ช่วยส่งเบาะแสและข้อมูลด้วย

ดังนั้นสื่อและประชาชนที่เข้าไปตรวจสอบจะต้องได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ปัญหาที่ประชาชนโดนมากที่สุดคือคดีหมิ่นประมาท เพราะการชี้เบาะแส ดังนั้นสื่อกับประชาชนจึงกลัวมากในการทำหน้าที่กว่าจะเปิดเผยข้อมูลได้ ก็ถูกเล่นงานไปเรียบร้อยไปแล้ว ซึ่งยังไม่แน่ใจอีกว่าจะต้องจ่ายค่าเสียหายอะไรอีก

ดูเหมือนยังมีหลายเรื่องร่าง รธน. ฉบับนี้ยังขาดในเรื่องการปราบทุจริต ถ้าถามว่าร่าง รธน. นี้มีดีดรีการปราบทุจริตรุนแรงแค่ไหน?

วิชา : ผมคิดว่าแค่ครึ่งๆ เพราะว่าจะต้องดูที่การปฏิบัติด้วย ว่าเอาจริงจังไหม และมีความตั้งใจในการแก้ปัญหาอย่างที่ อ.มีชัยประสงค์ไหม ผมเคยพูดเสมอว่า การต่อต้านทุจริตจะต้องให้ประชาชนจะต้องมีสิทธิเข้าถึงข้อมูล โดยไม่ต้องขอ หมายความว่ารัฐรู้อะไรประชาชนก็ต้องรู้ออย่างนั้น อย่างเรื่องของงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการโครงการต่างๆ จะต้องลงเว็บไซต์หมด เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจสอบได้ และจะต้องอัพเดทข้อมูลเสมอ ซึ่งจะทำให้งานของสื่อมวลชนเบาลงได้ เพราะอำนาจของประชาชนเยอะ โดยจะช่วยกันตรวจสอบ และนำเสนอบนโลกออนไลน์

ในมุมมอง สตง. คิดว่าร่างรธน. นี้ปราบโกงไหม?

พิศิษฐ์ : ผมมีมุมมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความชัดเจนให้ความสำคัญกับการการปราบทุจริตอย่างมาก น่าจะเป็นเจตนารมณ์ที่สำคัญในการร่าง รธน. เรื่องนี้ โทษใครไม่ได้ เราต้องดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ได้มีองค์กรอิสระมากมาย และมีกฎหมายลูกเป็นเครื่องมือ แต่เวลาผ่านไปก็ยังปราบโกงไม่ได้ เช่นนั้นก็คงไม่มีเหตุการณ์ยึดอำนาจในปี พ.ศ.2549 หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญปี 50 ก็ยังไม่ชัดว่า ร่าง รธน. เพื่ออะไร เพราะส่วนใหญ่พูดแต่เรื่องประชาธิปไตย ซึ่งจริงๆบางคนก็ยังไม่รูว่าประชาธิปไตยคืออะไรด้วยซ้ำ ซึ่งสิ่งที่เราเห็นก็คือ แม้เราจะมีรัฐธรรมูญปี 50 แต่กระบวนที่จะนำไปสู่ขั้นตอนต่างๆ ที่มีในรัฐธรรมนูญยังไม่เป็นไปตามนั้น

ในร่าง รธน. นี้มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาหนึ่ง อย่างให้ สตง . ไปตรวจสอบโดยต้องไม่รอให้ใครร้องเรียน ซึ่งเราไม่ได้ต้องการจับผิด หากแต่เฝ้าระวังรักษาผลประโยชน์เงินของผแนดินแต่บางครั้งเราเจอการใช้จ่ายเงินที่ไม่เหมาะสม สร้างความเสียหายให้ประเทศ เราก็มีหนังสือแจ้งเตือน เขาก็เฉยๆซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ระบุว่า ถ้า สตง. เห็นว่าโครงการนี้จะสร้างความเสียหาย สมควรจะระงับยับยั้ง ก็ให้มีการพูดคุยกับทาง ปปช. ร่วมมือกัน ส่งเรื่องไปยัง สภา เพื่อเสนอยังยั้ง

ที่ผ่านมาการดำเนินการส่วนใหญ่จะไปเน้นเรื่องที่เกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว อย่างเช่นที่เราเตือนเรื่องจำนำข้าว ที่ไม่ได้รับการสนใจ จริงอยู่ว่าที่ รัฐบาลมีอำนาจในการบริหาร แต่ต้องเป็นเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างสมเหตุสมผลไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งนี้วิธีการยับยั้ง ถ้าเกิดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะเติมต่อนิดหนึ่ง อย่าง ม.44 ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว เราจะเห็นว่าสามารถยับยั้ง คนที่มีความคิดในการบริหารที่จะก่อให้เกิดแต่ความเสียหาย ไม่ต้องรอให้ถึงขั้นทุจริตหรอก เพราะนักการเมืองที่จะเข้ามาอาสาบริหารบ้านเมือง หากบริหารไม่ดีก็ต้องยอมรับ และถ้าถูกสงสัยในเรื่องความสุจริต คนตรวจสอบก็ต้องได้รับความคุ้มครองถ้าอาสาเข้ามาแล้วไม่ยอมให้ตรวจสอบ แล้วความโปร่งใส จะอยู่ที่ไหน หากโดนตรวจสอบคุณก็ต้องมีหน้าที่ชี้แจง หากมัวแต่ฟ้องร้อง อย่างนี้ก็ไม่เป็นธรรมกับสังคม เพราะเรารู้ว่าพวกคุณมีเงินจ้างทนายเก่งๆฟ้องร้อง

ผมคิดว่าหลักการในหลายๆส่วนดีแล้ว ไม่ใช่ดีเพราะว่าเพิ่มอำนาจให้กับ สตง. ป.ป.ช. กกต. ในการเสนอยับยั้งโครงการ ความจริงแล้วส่วนนี้ไม่ใช่อำนาจอะไรเลย หากแต่เป็นหน้าที่ในการตรวจสอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ต่อไปเราจะต้องพัฒนาต่อยอดไปอีก ต่อเติมนิดๆหน่อยๆอย่างที่เราพูดกันก็ทำได้ และการที่บอกว่าส่งผลกับคนที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมืองต่อไป ถ้าคิดว่าพร้อมที่จะทำเพื่อบ้านเมือง ก็ต้องยอมรับการตรวจสอบได้ ไม่ใช่โอดครวญว่าไม่เป็นประชาธิปไตย การตรวจสอบก็คือกระบวนการหนึ่งในประชาธิปไตยที่ไม่ได้มีแต่เพียงเรื่องของสิทธิและเสรีภาพเท่านั้นทั้งนี้ยังจะต้องมีมาตรการเชิงบังคับอย่าง ม.44 ที่สามารถระงับการบริหารได้ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องเสียหายไปเรื่อยๆ กว่าเราจะตรวจสอบเสร็จก็เสียหายไปมาก ถ้ายับยั้งได้ก่อน ก็จะเบรกความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้

สิ่งที่ยากให้เติมลงในร่าง รธน. ชัดๆ ที่จะทำให้ สตง. คืออะไร?

พิศิษฐ์ : ผมคิดว่าเรื่องของการระงับยับยั้งการใช้จ่ายเงิน ในอดีตกฎหมายการเงินการคลังในสมัยก่อน ยังมีเรื่องของการอายัดฎีกา คือเบรกว่าถ้าคุณใช้จ่ายเงินส่วนนี้จะก่อให้เกิดความเสียหายถ้าไม่เคลียร์ส่วนนี้ก่อน เบื้องต้นก็ถือว่าดีแล้ว ที่ให้องค์กรอิสระช่วยกันดูแลตรวจสอบ และให้สภาที่เป็นองค์กรตรวจสอบ ที่จะต้องมีความเหมาะสมด้วย อย่างวุฒิสภาที่มีหน้าที่กลั่นกรองผู้เข้ารับตำแหน่งในองค์กรอิสระก็ยังดีที่ได้ป้องกันเรื่องสภา ผัวเมีย ไว้ หากปล่อยให้มีสภาผัวเมีย มาเลือกคนเข้าองค์กรอิสระ มันก็ไม่มีหลักประกันอะไร ต่อไปคนก็จะไปประจบสภาผัวเมีย ผมว่าทุกอย่างจะไปอาศัยจุดเดียวไม่ได้ แต่จุดที่เน้นหนักก็คือการป้องกันทุจริต สร้างจริยธรรม สร้างความรับผิดชอบทางการเงิน ไม่ใช่ถึงเวลาแล้วต้องรอการสอบสวน เพราะนักการเมืองมักจะบอกว่าบริสุทธิ์ การจะตอบเช่นนั้นก็ไม่ผิดในทางคดีอาญา ซึ่งสันนิษฐานก่อนได้ แต่ในเรื่องความเสียหายที่ปรากฏอยู่จะบริสุทธิ์ได้อย่างไร ในเมื่อเข้ามาและสร้างความเสียหาย คุณก็ต้องรับผิดชอบ หากไม่รับผิดชอบเราก็ต้องมีกฎหมายจัดการ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ติดดาบให้สตง. เพียงพอหรือยัง?

พิศิษฐ์ : ส่วนตัวแล้วเห็นว่ายังไมถึงขั้นติดดาบ เพราะการให้สตง. ร่วมกับ ปปช. กกต เสนอให้ให้มีการยับยั้ง คือเสนอให้ยับยั้งเท่านั้น เราก็ไม่ได้มีอำนาจยับยั้ง หากแค่แจ้งไปยังสภา ซึ่งไม่ได้โหดอย่างที่หลายฝ่ายคิดเลย ก็ต้องออกกฎหมายมารับกับส่วนนี้ และต้องคุ้มครองบทบาทหน้าที่ส่วนนี้ ไม่ใช่เรื่องของอำนาจ หากแต่เป็นบทบาทที่เราต้องรับภาระส่วนนี้

ท่านผู้ว่า สตง. เคยบ่นว่าส่งรื่องไปยังสภาแล้วก็เงียบ?

พิศิษฐ์ : ก็คงต้องออกกฎหมายลูกขยายความบทบาทส่วนนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้ดำเนินการต่อไป ก็อาจจะสร้างความเสียหายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่รู้เลยว่าชดใช้แค่ชาติไหนถึงจะหมด

ผมถึงบอกให้เติมอีกนึดหนึ่ง ไม่ใช่เพิ่มความโหด การที่เราเป็นนักการเมือง ต้องมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม อยู่ภายใต้การตรวจสอบ ซึ่งจะต้องมีคนใช้กลไกทำให้เกิดความรับผิดชอบ เมื่อมีความเสียหายปรากฏขึ้นโดยเติมต่ออีกว่าให้มีอำนาจระงับยับยั้งการบริหารที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย ให้นักการมืองคนนั้นพักงานบริหารบ้าง ไมใช่ผูกขาดอย่างเดียว คนเก่งเรามีเยอะเราต้องการคนดีเข้ามาบริหาร เราจะทำอย่างไรให้คนไม่ดีไม่มีอำนาจ หรือที่นายกฯเรียกว่าคนเฮงซวย ซึ่งการให้นักการเมืองพักงาน ก็อาจจะต้องไปบัญญัติไว้ในกฎหมายลูก

การที่จะปราบทุจริตต้องบูรณาการขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ในร่างรธน.นี้มีพอหรือยัง?

วิชา : อย่างแรกต้องขอบคุณท่านมีชัยที่ร่างมาตรการเสริมอย่างในเรื่อง ห้ามคนโกงเข้าเล่นการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งจะระงับไม่ให้เขาคิดแต่เรื่องทุจริต ส่วนจะทำได้จริงไหมก็ว่ากันอีกที อีกส่วนก็คือว่าด้วยเรื่องการแปรญัติของงบประมาณ ถ้าเป็นการแปรญัตติเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างที่ ส.ส. มักจะทำกัน ให้เป็นเหตุที่พ้นจากตำแหน่งได้ ถ้ารัฐบาลร่วมด้วยรัฐบาลก็ต้องไปด้วย เรื่องนี้เขาก็ถือกันว่าเป็นยาแรง หัวใจสำคัญของการเป็น ส.ส. คือเรื่องการแปรญัตติ ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์อย่างมหาศาล เท่าที่เราพบในกระบวนการโกงก็จะเป็นเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แปรงบประมาณให้จนได้ผลประโยชน์มากที่สุด

ส่วนนี้ต้องมีหน่วยงานตรวจสอบเรื่องงบประมาณว่าตั้งงบประมาณเพื่ออะไร มีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเราพยายามผลักดันตั้งแต่สมัยรัญธรรมนูญปี 50 แต่ไม่สำเร็จ ส่วนนี้ สตง. อาจจะมาช่วยเสริมได้ และ ป.ป.ช. ก็มาช่วยดูว่ามีร่องรอยของการทุจริตอะไรหรือเปล่า ช่วยเสริมกันในเรื่องของกลไก สมประโยชน์ตามที่ต้องการ

อีกส่วนก็เป็นเรื่องของมาตรฐานจริยธรรม ร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าถ้าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงก็ให้พ้นจากตำแหน่งได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ใช่ของวุฒิสภอีกต่อไปโดยคำๆนี้ท่านมีชัยก็บอกว่าให้ สตง. ป.ป.ช. รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญไปคิดหลักเกณฑ์ขึ้นมา ซึ่งผมแนะว่าควรระบุเรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรง ระบุในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หากผิดตามนี้ก็ให้ถือว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต้องหลุดจากตำแหน่ง โดยที่ไม่ต้องพูดถึงอะไรอีกแล้ว ซึ่งในร่างรธน. ก็มีส่วนนี้ แต่ไม่ได้กำหนดเรื่องของการผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงชัดเจนในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์

เรื่องบทลงโทษเข้มข้นแล้ว แต่กลไกการตรวจสอบต้องดูอีกที ในการตรวจสอบจะต้องรอ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ อย่างที่ท่านผู้ว่าฯ (สตง.)กล่าวว่าเมื่อพบข้อมูลแล้วจะทำอะไรต่อ และจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการต่อไปอย่างไร เพราะว่ากระบวนการที่แล้วมาจะมอบให้ ปปช. เป็นผู้ไต่สวน แต่ว่า ถ้ามองในแง่ของการปฏิบัติหน้าที่ ทุกองค์กรรวมกันตรวจสอบได้ เพราะไม่ใช่แต่เพียงในชั้น ปปช. ที่พบการทุจริต ในชั้นของ สตง. ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน

การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้ กรธ. บอกว่าเวลาพิจารณาคดีสำคัญ จะมีระยะเวลาไม่เกิด 1 ปี แต่ร่างรัฐธรรมนูญล่าสุดไม่กำหนดเวลา เห็นด้วยไหม?

วิชา : ผมคิดว่าเรื่องการกำหนดเวลา เป็นเรื่องของรายละเอียด ควรระบุในกฎหมายลูก ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการเขียนกฎหมายใหญ่ในเรื่องจุกจิก ซึ่งมีเวลาอีก 8เดือนในการปรับปรุงเรื่องนี้

จากประสบการณ์ที่พบการใช้งบไม่โปร่งสากมาย คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่?

พิศิษฐ์ : ถ้าพูดถึงโดยทั่วๆไปแล้ว เราคิดว่าความสำคัญอยู่ที่ กฎหมายลูกมากที่สุด เพราะว่าถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญวางหลักไว้แล้ว ในเรื่องของการป้องกันและยับยั้งนั้น ทาง สตง. เป็นด่านแรกที่เข้าไปตรวจสอบ และเมื่อเรามีอำนาจในการติดตามตรวจสอบเต็มที่ ผมว่าเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งดีกว่าปล่อยให้ความเสียหายเกิดขึ้น แล้วค่อยเริ่มกระบวนการ เพราะฉะนั้นเราถึงเน้นว่าขอให้มีอำนาจระงับยับยั้ง ซึ่งจากนี้ไปจะต้องดูในเรื่องของกฎหมายลูกที่จะเพิ่มความเข้มข้นต่อไป แต่เหมือนว่าร่าง รธน. จะเขียนทำนองว่า ให้ สตง. ส่งไปยัง ป.ป.ช. ซึ่งก็ต้องคิดอีกว่าจะทำให้ทำเรื่องนี้มีความรวดเร็วได้อย่างไร

สาเหตุของการโกง เป็นรากเหง้าของปัญหา คิดว่าตัวร่างรธน. จะขจัดการโกงได้ไหม หรือจุดสำคัญของการโกงอยู่ที่ไหน?

พิศิษฐ์ : จุดสำคัญจริงๆอยู่ที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่ได้ใช้อำนาจด้วยความสุจริตโปร่งใส เพราะฉะนั้นการแก้ไข รธน.ส่วนนี้ เราเคยบอก กรธ. ว่าที่เราตรวจเจอ ใช้เงินอย่างไม่สมประโยชน์ แต่ครั้งนี้ได้บูรณาการให้ใช้สิทธิเสนอยังยั้งเพื่อเบรกความเสียหาย ส่วนตัวคิดว่าสำคัญกว่าการปราบปรามอีก ถ้าเป็นเรื่องเงินแผ่นดินแล้วมันน่าเสียใจที่จะต้องมาคอยปราบปรามหลังจากที่เกิดความเสียหายแล้ว ถ้าเราป้องกันได้

วิชา : ผมอยากจะเสริมว่า กระบวนการบังคับใช้กฎหมายเราอ่อนที่สุด แม้จะเขียนกฎหมายดีเพียงไร แต่ถ้าประชาชนไม่มีส่วนร่วม ไม่มีความรู้สึกว่าจะต้องแก้ไขปัญหาร่วมกับองค์กรอื่นๆ ผมจึงบอกอยากเขียนชัดเจนว่าประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมเป็นเหมือนแขนขาขององค์กรตาม รธน. ซึ่งต้องขอบคุณพวกเขาเวลาที่ส่งข้อมูลมาด้วยซ้ำคือต้องสร้างกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของเขาเอง ให้มีส่วนร่วมในการหาข้อทูลในการทำโครงการที่เป็นสาธารณะ ซึ่งตรงนี้ก็เสริมแบบเดียวกับองค์กรชุมชน แต่แค่ยังขาดเรื่องเจตนารมณ์ที่จะป้องกันการทุจริต ถ้าเสริมส่วนนี้ให้กับองค์กรชุมชนได้ ผมว่าก็จะสมบูรณ์

ประเด็นที่อยากให้เพิ่มชัดๆในร่าง รธน.?

พิศิษฐ์ : อยากจะให้ลองดูว่า สิ่งที่เราต้องการให้ระงับ เมื่อกระบวนการถึงสภาแล้ว หากเป็นสภาสภาผัวเมียกับคณะรัฐบาลแล้ว จะมีทางออกในเรื่องนี้อย่างไร ไม่ใช่ค้างเรื่องอย่างในอดีต หรือเข้าคณะกรรมาธิการก็หายไป เพราะพวกเขายังมีอำนาจ และไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร อีกส่วนอยากให้มีโอกาสระงับในการบริหาร ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ ว่าถ้าคุณยังบริหารจะเกิดความเสียหาย หรือประชาชน มองว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ควรมีใครบางคนที่มีอำนาจยับยั้ง ไว้ก่อนเพื่อพิสูจน์กันก่อนที่จะดำเนินการต่อ ไม่เช่นนั้นการปล่อยไปก็จะทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นเรื่อยๆ อยากให้การลงทุนแก้ไขครั้งนี้ เมื่อลงทุนสูงแล้ว จะต้องได้ผลอย่างจริงจัง

อีกทั้งยังต้องมีมาตรการคุ้มครองให้ประชาชนที่ติติงผู้มีอำนาจในการบริหารงานที่ไม่สุจริต อย่าใช้อำนาจเงินฟ้องเขา คุณต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ ซึ่งต้องสู้กันด้วยเหตุผล

วิชา : อยากให้เสริมว่าเมื่อมีการถูกตรวจสอบแล้ว ผู้มีอำนาจต้องยุติการทำงานชั่วคราว อย่างกรณีของข้าราชการยังให้พักงานได้ แต่ฝ่ายการเมืองเราไม่มีมาตรการนี้ ส่วนนี้ถ้าเพิ่มไปได้ ประชาชนก็จะมองเห็นแสงสว่าง ว่าเรามาร้องเรียนแล้ว มีเหตุสมควรที่จะไต่สวน และระงับโครงการนั้นได้ ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้เป็นการรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่ทางอาญาหรือกฎหมายแพ่ง ซึ่งยังไม่ได้พูดกันว่าจะต้องรับผิดชอบอย่างไร ในเบื้องต้นให้รู้ว่าเมื่อคุณทำโครงการที่ก่อให้เกิดความเสียหายให้ถูกยังยั้งก่อนได้ อีกทั้งเรื่องของการให้พ้นจากตำแหน่งให้ระบุชัดเจนกว่านี้เพราะเคยมีกระบวนการหลบเลี่ยง เช่นในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงถูกตรวจสอบ ก็จะทำการย้ายคนนั้น หรือเปลี่ยนคนใหม่ เพื่อให้คนที่ถูกตรวจสอบอยู่ไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะเขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว ส่วนนี้ก็น่าจะทำให้ชัดเจนว่า ให้ติดตัวไปเลย แล้วก็ไม่สามารถเข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองได้ แม้ว่าคดียังไม่สิ้นสุดก็ตาม

‘บิ๊กตู่’ลั่น’คนดีไม่มีวันตาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221811.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559
'บิ๊กตู่'ลั่น'คนดีไม่มีวันตาย'

‘ประยุทธ์’ ย้ำ ม.44 ไม่ทำร้ายข้าราชการ โมโหสื่อถามแต่เลือกตั้ง ติงคนไทยสุดโต่งรณรงค์ข่มขืนต้องประหาร กฎหมายทำแบบท่านเปาไม่ได้ ลั่น ‘คนดีไม่มีวันตาย’

                      4 ก.พ. 59  เมื่อเวลา 09.22 น. ที่ห้องรอยัลจูบิลี่ อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการเตรียมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่วมสัมมนา
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดสัมมนาว่า วันนี้พยายามจะทำตัวเป็นคนดี สุภาพเรียบร้อยตามที่ทุกคนขอร้องมา แต่ความจริงแล้ววันนี้โมโหตั้งแต่ตี 4 ตื่นมาก็โมโหแล้วเพราะเห็นปัญหาหลายอย่างก็ขอให้ทุกคนเข้าใจซึ่งกันและกัน และการมาวันนี้ไม่ใช่แค่ตนให้เกียรติกับทุกคนแต่เราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะถือว่าทุกคนเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และแก้ปัญหาที่สะสมมายาวนาน เพราะทุกอย่างเริ่มต้นด้วยงบประมารทั้งสิ้น ในการทำงานซึ่งต้องขอบคุณทุกคน สถานการณ์โลกในปัจจุบันทุกคนทราบดีว่าความขัดแย้งสูงขึ้น ปัญหาภัยพิบัติ พันธะสัญญาที่มีมากขึ้น ปัญหาความยากจน แม้เราจะเป็นประเทศเล็กแต้ประเทศมหาอำนาจใหญ่ๆ ก็ให้ความสำคัญ เดินทางมาพบเพราะประเทศเรามีศักยภาพและมีที่ตั้งอยู่ในศูนย์กลางของภูมิศาสตร์ของอาเซียน
                      นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ปัญหาประเทศมีหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ความขัดแย้ง โรคภัยไข้เจ็บ ความยากจน พืชผลการเกษตรตกต่ำ ขอร้องว่าอย่าเอาทุกอย่างมาพันกับคำว่าประชาธิปไตย เพราะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โลกวันนี้ส่วนใหญ่เป็นประชาธิปไตยทั้งสิ้น ประเทศไทยก็หนีไม่พ้น สิ่งที่ทำทุกวันนี้คือทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยของไทยเข้มแข็งต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืนด้วยความร่วมมือจากทุกคนก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกคนไปอีกระยะหนึ่ง วันนี้ปัจจัยภายนอกบีบบังคับเรา บีบบังคับอาเซียนด้วยคำว่าเศรษฐกิจเดียว ความเชื่อมโยง คำว่าการพัฒนาร่วมกัน ประเทศใดที่มีความเข้มแข็งย่อมเสียงดังกว่า ดังนั้นเราจะต้องก้าวไปสู่ความเข้มแข็งในแบบของเราให้เร็วที่สุด ลดปัญหาความขัดแย้ง ลดการพัฒนาที่เชื่องช้า ไม่ต่อเนื่อง ปัญหาการทุจริตผิดกฎหมาย ทุกคนต้องร่วมกันคิดว่าเราจะเดินหน้าพัฒนาไปอย่างไร สิ่งที่มีความแตกต่างจากคนอื่นซึ่งถือเป็นปัญหาของไทยขณะนี้คือช่องว่างในการพัฒนามากเกินไป รายได้มีความแตกต่างกันมาก ขอร้องว่าอย่าให้ใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นวาทกรรมไปทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะเราไม่สามารถทำให้ทุกคนมีรายได้ที่เท่าเทียมกันได้ แต่เราต้องดึงศักยภาพของทุกคนมาสร้างความเข้มแข็งร่วมกัน หรือที่เรียกว่าประชารัฐ
                      “คนไทยเก่งเกือบทุกคน มีความคิดเป็นอิสระ ประชาธิปไตยเกินร้อย เราต้องรวมพลังกันให้ได้มากกว่าเก่งเพื่อสร้างความขัดแย้ง การที่ผมเข้ามาในวันนี้รัฐบาลนี้เข้ามาไม่ได้มุ่งหวังเข้ามาทำร้ายข้าราชการ แต่ต้องการสร้างความรับรู้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนชนไม่อยากให้มีใครมาว่าข้าราชการ ทหาร ตำรวจทุกวัน สิ่งที่ผมพูดถึงเรื่องการประเมินเพื่อเป็นการเตรียมการในอนาคตจะได้มีความพร้อมเดินหน้า ดำเนินชีวิตอย่างมีเกียรติยศและศักดิ์ศรี อย่าให้ใครมาก้าวข้ามหรือต่อว่าได้ ทุกอย่างจะได้นำไปสู่ความสงบเรียบร้อยอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องเริ่มจากทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับประเทศนี้ทั้งรัฐบาล ข้าราชการ ภาคประชาสังคม ประชาชน และทุกคนที่สามารถพูดภาษาไทยได้ เพราะถ้าพูดไทยแล้วไม่รู้เรื่องก็คงลำบาก ถือว่าพูดกันคนละภาษา มัวแต่พัฒนาภาษาอังกฤษและภาษาเพื่อนบ้าน แต่กลับพูดภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ใช้ไม่ได้ และการพัฒนาไม่ใช่ว่าเราจะทำเหมือนกับคนอื่นได้ หากเราไม่แข็งแรงพอโดยเราต้องพร้อมจากจิตใจของตัวเองก่อน และต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือนักการเมือง ต้องรู้ตัวเองและรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน อย่างทหารที่เขามาร่วมกันทำงานทุกวันนี้ทั้งหมดเจอปัญหาด้วยตัวเองมา และต้องเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาด้วยทุกครั้ง ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง ภัยพิบัติ การประท้วงต่างๆ แต่ทำไปแล้วกลับถูกมองว่าไม่มีประโยชน์กลายเป็นว่าไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ บางครั้งจะของบประมาณมาปรับปรุงกองทัพก็ทำไม่ได้เพราะยังติดว่าประชาชนยังยากจน ทหารก็ไม่บ่นน้อยใจไม่ได้ เพียงแค่มีการจัดเตรียมแผนไว้ในรอบสิบปี บางทีก็ต้องซ่อมรถถังเอง ซ่อมไปใช้ไป วันข้างหน้าอาจจะเหลือรถถังวิ่งเพียงคันเดียวก็ได้ ยืนยันว่าการมีรถถังหรือความพร้อมทางความมั่นคงไม่ได้มีไว้เพื่อการทุจริต วันนี้ทุกคนต้องร่วมกันพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนไปสู่สหัสวรรษหน้า แต่เราวันนี้ยังกลับมาแต่เรื่องประชาธิปไตย ก็เลือกไปอยากเลือกตั้งก็เลือกไป ถ้าเลือกแล้วมันไม่ดีก็อย่ามาเลือกผม หรือจะโทษกันอีก หรือมันดีอยู่แล้วก็เชิญ ผมไม่ได้ไปขัดแย้งอะไรกับพวกท่านเพราะฉะนั้นอย่ามาถามผมอีก ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะพูดคำนี้ ไม่เช่นนั้นก็ถามกันทั้งวัน เมื่อไหร่จะอย่างไร เวลาเท่าไหร่ ปัดโถ่ จะเป็นจะตายกันเท่าไหร่แล้วประชาชน เกษตรกรเขาเดือดร้อนหรือไม่ น้ำไม่มี ปลูกพืชไม่ได้ น้ำจะกินก็น้อยลง เข้าใจกันบ้างหรือไม่ ไม่สนใจหรือ ไอ้ที่จะทำกันอยู่มันแก้ไขปัญหาทั้งหมดจริงหรือ อย่างจะทำก็ทำไปแต่เราต้องหาความร่วมมือกันให้ได้เสียก่อน ให้ประชาชนมีรายได้ที่ดีขึ้น”
ปลุกข้าราชการหยุดให้การเมืองชี้นำประชาธิปไตย
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งหมดต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา อย่างเรื่องน้ำ เวลาไปต่างจังหวัดบอกให้หาน้ำให้หน่อย แล้วจะไปหาจากไหน ซึ่งในพื้นที่ต้องช่วยด้วย อย่าไปดูการเมืองอย่างเดียว ต้องเชื่อมโยงกัน แล้วงบประมาณก็ลงไปถึง สร้างความเข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอกให้ได้ แต่วันนี้ ทุกพื้นที่มีปัญหา รวมถึงเรื่องการเมือง ซึ่งตนโทษใครไม่ได้ ต้องโทษคนไทยทั้งหมด เพราะขาดความรับผิดชอบร่วมกัน ให้คนอื่นมาชี้นำตลอดในระบอบประชาธิปไตย เพราะเราไว้ใจคน ให้เข้ามาเป็นรัฐบาล ฉะนั้น ถึงได้บอกว่า จะต้องตัดสินใจให้ถูกต้อง จะเลือกใครเข้ามาเป็นรัฐบาลในวันหน้า และไม่ต้องมาระแวงพวกตนทั้งสิ้น ข้าราชการต้องกลับมาทบทวนทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน ไม่ให้เกิดปัญหาอีก เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โลกใบนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในการปฏิวัติทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4 ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี หุ่นยนต์ และเครื่องจักร ต้องเตรียมความพร้อมทั้งเงินทุน และแรงงาน หากจะไม่มีงานทำ
                      นายกฯ กล่าวว่า คนในชาติต้องช่วยกันคิด ข้าราชการต้องทำงานให้เต็มที่ ยกระดับรายได้ประเทศให้สูงขึ้นกว่ารายจ่าย เราตั้งงบฯ ขาดดุลมาตลอด ตนมา 2 ปี และไปถึงปี 2560 ประเทศน่ามีรายได้ที่สูงขึ้น ด้วยการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ติดปัญหาไปหมด ไม่ติดที่ข้าราชการ ก็ติดประชาชน ประเทศมีงบฯ มากหรืออย่างไร ต่อไปนี้ จะเข้มงวดการใช้งบฯ เริ่มแต่งบฯ ปี 2560 และจะเริ่มงบฯ ปี 2559 ด้วย ในทางพฤตินัย ต้องสร้างความแข็งแรงเกิดขึ้นให้ได้ สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงคือการปลูกข้าว ที่เคยคุณภาพดี แต่มีการเอาพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพน้อยไปปลูก เพื่อให้มีรายได้ ไม่รู้ว่าใครทำ อาจจะผิดจะถูกไม่รู้ เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งที่เป็นกังวล เพราะมีการปลอมปนทั้งทางพันธุกรรม และดีเอ็นเอ ข้าวหอมมะลิบางพื้นที่มีเม็ดเล็กลง ซึ่งต่างประเทศไม่มีใครทำ เขาทำนาตามฤดูกาล ไปบิดเบือน ทุกอย่างก็ผิดไปหมด อาจจะมุ่งหวังเพื่อประชาชน แต่ประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ สิ่งเหล่านี้อย่าให้ถูกบิดเบือนอีก ปัญหาจะตามมาอีกมหาศาล หากระบบเป็นลบทั้งหมด กฎหมายก็ไม่เคารพ กระบวนการยุติธรรมก็ไม่เชื่อมั่น แล้วประเทศนี้จะอยู่อย่างไร
                      นายกฯ กล่าวว่า เรื่องของปัญหาหนี้สินเกษตรกร และครู อย่างหนี้ครูมีการบอกว่าให้ยกหนี้ให้ได้ไหม จะให้ไปตัดงบฯ กระทรวงศึกษาธิการมาใช้หนี้ให้ครู ก็ไม่ต้องทำอะไรกันเลย กระทรวงศึกษาธิการปิด ไม่ต้องทำงาน มันก็ไม่ได้ จะไปแบ่งงบฯ จากกระทรวงอื่นก็ไม่ได้ ตนก็เคยเป็นหนี้ เพราะเราจากการสร้างเนื้อ สร้างตัว ด้วยศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่ ไม่ใช่จากการทุจริต ถ้าเราอดทนมันก็จะดีขึ้น รู้สึกสงสารประชาชน เพราะเป็นหนี้จากประกอบอาชีพ หนี้จากนายทุน ขาดทุนก็ต้องทำ เพราะเช่าที่เขาไปแล้ว ถ้าทำไปแล้วปลูกข้าวไม่ได้ ตรงนี้ไม่เป็นธรรมทางสังคม รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องเข้าไปช่วยเหลือให้ต้นทุนต่ำลง ขอฝักฝ่ายปกครองให้ลงไปดู การเช่าที่ของเกษตรกรในการปลูกข้าว
ขอคืนงบฯ หากเสนอแผนงานเข้า ครม.แล้วทำไม่ได้
                      นายกฯ กล่าวถึงการเสนอทำแผนงานโครงการว่า ทุกแผนงานจะต้องชัดเจนว่าจะเสร็จเมื่อไร อยู่ในแผนงานบูรณาการ แผนยุทธศาสตร์ข้อไหน ผลตอบแทนระยะแรกมาอย่างไร ถึงจะเขียนแผนงานเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามเวลาที่กำหนด อาจจะต้องทำในไตรมาสแรก ถ้าทำสัญญาไม่ได้ก็ยกเลิก เอาคืนทั้งหมด ไปทำอย่างอื่นแทน นี้คือสิ่งแรกที่จะต้องเตรียมตัว ไม่อย่างนั้นไม่จบ จะต้องไตร่ตรองจัดลำดับความสำคัญของโครงการให้ดี ไม่ใช่ทำไม่ได้สักอัน โครงการเมื่อ 2 ปีที่แล้วยังเพิ่งมาทำในปีนี้ อย่างนี้อย่าเสนอมาอีกแล้วกัน ทำได้หรือไม่ หรือผิดหลักการ เดี๋ยวเจ้ากระทรวงจะว่าเอา
                      นายกฯ กล่าวว่า วันนี้จะมีการปฏิวัติเศรษฐกิจโลกใหม่ ตรงนี้คือสิ่งสำคัญจะต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เตรียมแก้ปัญหา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยพัฒนาการผลิตในประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้า และเตรียมแก้ปัญหาเรื่องสังคมสูงอายุ ค่าใช้จ่ายในเรื่องค่ารักษาพยาบาลต้องนำมาแก้ด้วยการใช้งบประมาณ เราต้องดูแลกันไม่ใช่ต้องเท่าเทียมกันในทุกเรื่อง ไม่เช่นนั้นก็แลกกันทำงานก็ได้ มันไม่มีความเท่าเทียมบนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำให้โลกใบนี้มีความเท่าเทียมคือใช้กฎหมายเดียวกัน เคารพกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ
                      “ผมพยายามทำให้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น แต่ค่อนข้างยาก หลายคนพยายามกดดันว่าใช้มากเกินไป ที่มีอยู่แล้วอันเดิมยังไม่ทำเลย ต่อให้แรงอย่างไรก็ไม่ทำอีก เห็นมั้ยละมันต่อต้านทุกที โน้นไปต่างประเทศไปฟ้องที่โน้น สิทธิมนุษยชนบ้าง ละเมิดละเมิด แล้วมันละเมิดกฎหมายหรือเปล่า กฎหมายเขาตั้งกันวันนี้เหรอ พอมาแล้วออกกฎหมาย เขาวางกันไว้ล่วงหน้าทั้งหมด ฉะนั้นอย่าไปคล้อยตามมากนัก แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของท่าน การเป็นประชาธิปไตย”
                      นายกฯ กล่าวว่า ขณะเดียวกันวันนี้เราต้องมีการปรับตัวเอง เตรียมคนสู่อนาคต ตอนนี้เราอยู่ไปก็พัฒนาไปในช่วงชีวิตที่มีอยู่ แต่อีก 20 ปีข้างหน้าที่เขียนไว้ในยุทธศาสตร์ 20 ปี คือสร้างคนรุ่นใหม่ให้รองรับใน 20 ปี ข้างหน้าที่ประเทศไทยจะต้องมีคนเหล่านี้ จบการศึกษาปริญญาตรีที่อายุ 20 อย่างไร ตรงกับความต้องการของประเทศหรือไม่ ส่วนที่อยู่วันนี้ก็ตายกันไปเรื่อยๆ เป็นสัจธรรมของชีวิต ไม่มีใครหลีกหนีความตายได้พ้น เราจะต้องเตรียมตัวทั้งวันนี้แก้ปัญหาในอดีต ทำวันนี้สร้างอนาคต เตรียมความพร้อมลดความเสี่ยงที่ประเทศจะต้องได้รับทั้งคน และเทคโนโลยี ทั้งสิ่งใหม่ๆ ที่จะเติบโตตามบนโลกใบนี้ ข้อสำคัญคือเราพร้อมรองรับเทคโนโลยีสิ่งเหล่านั้นหรือยัง ถ้าเราไม่ทำเองวันหน้าจะเอาเงินที่ไหนไปใช้
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 หรือรถไฟขบวนที่ 12 ถ้าหลังขบวนที่ 12 แล้วก็จะสายเกินไป ถ้าอยู่ได้ก็อยู่ไป เราจะต้องทำให้สังคมเราเข้มแข็ง ผู้ชายจะต้องเข้มแข็งกล่าวผู้หญิง โลกมันกลับกันแล้ววันนี้ในประเทศใหญ่ๆ มีประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีผู้หญิงมากขึ้น แม้กระทั้งเลขาธิการสหประชาชาติคนใหม่ยังบอกเลยว่าน่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชายระวังถูกแย้งงานไปหมด เพราะผู้หญิงมีความอดทน อดกลั้น บางคนก็ทนไม่ไหว ใจร้อนทั้งคู่อยู่กันลำบาก ทุกคนจะต้องผ่อนปรนเข้าหากัน นี่ก็ปรองดอง ถ้าในครอบครัวมีจิตใจที่อยากปรองดองเกิดขึ้นมันก็จบแล้วทุกเรื่องก็จบแล้ว ถ้าทุกคนยังเอาชนะกันอยู่ก็เป็นไปไม่ได้
                      “ถ้าทุกคนยังเล่นงานผมอยู่ ผมก็ยอมไม่ได้ เพราะผมทำให้สิ่งที่ผมตั้งใจจะทำใน ขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่รบกวนจิตใจของผม มันทำให้งานของผมที่กำลังทำกับท่านมันช้าลง มันเสียสมอง เสียความคิดเสียสติปัญหา ช่วยกันคิดแล้วกันว่าจะทำอย่างไรให้มันเร็วขึ้น ในทุกเรื่องที่เคยพูดไป ฉะนั้นวันนี้เราต้องแก้ไขความผิดพลาด เดินหน้าประเทศในปัจจุบันเพื่อไปสร้างประวัติศาสตร์ ในอนาคตให้กับลูกหลาน วันหน้าเราก็จะมานั่งภูมิใจ ตายไปแล้วคนก็พูดถึง เคยฟังเพลงไหม ‘คนดีไม่มีวันตาย’ ทำไปเถอะไม่มีตายหรอก มันต้องใช้เวลาแก้ไขอุปสรรคให้ได้”
เซ็ง จนท.พูดเรื่องจริงกลับไม่เชื่อ แต่คนอื่นโกหกกลับเชื่อ
                      นายกฯ กล่าวว่า เราต้องคิดว่าการลงทุนรถไฟนั้น ต้องประมาณการไว้ล่วงหน้าว่าถ้าทำเส้นทางตรงนี้แล้วข้างทางทำอะไรได้บ้าง คิดราคาไว้แล้วเมื่อเจรจาก็ชักตรงนี้ออกมาได้เลย เพราะเป็นเรื่องของการร่วมทุน แต่ไม่ใช่สัมปทาน เราไม่สามารถให้สัมปทานใครได้เราไม่ทำ ฉะนั้นจึงได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ร่วมทุนให้ทันสมัย ไม่ใช่ค้านทุกเรื่อง มันไปไม่ได้ ส่วนการคุยเจรจากับต่างประเทศนั้นต้องคุยให้จบว่าเรื่องอะไร ไม่ใช่ไปจ๊ะจ๋าเสร็จแล้วกลับมาเช็กแฮนด์มันไม่ใช่ ต้องสร้างความเข้าใจว่าอะไรที่มันเกิดไม่เกิด หรือที่จะต้องทำให้เกิด ได้ประโยชน์ในอนาคต ต้องอธิบายให้เชื่อมโยงแบบนี้ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาหมด เริ่มต้นก็ถูกมองทุจริตต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันให้ได้ในทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง วันนี้มันสร้างความขัดแย้งทุกเรื่อง ทุกคนจะบริหารจัดการกันเองหมดแล้วจะแก้ปัญหากันอย่างไร เช่นปัญหาเรื่องพลังงานทดแทน ทุกคนอยากจะได้อยากจะลด แต่ลืมไปว่าต้นทุนการสร้างสิ่งเหล่านี้สูง ไม่เสถียร เป็นพลังงานหลักประเทศไม่ได้ มันต้องพึ่งน้ำมันหรืออะไรสักอย่างที่ต้นทุนถูกที่สุด นอกจากนี้ต้องไปดูด้วยว่ามันสร้างความเสียหายยังไงให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเหมืองทอง ไปหาคนมาชี้แจง ถ้าเป็นรัฐบาลหรือกระทรวง มันไม่เคยเชื่อ เป็นเรื่องจริงก็ไม่เชื่อ แต่ถ้าใครก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าราชการ และโกหกกลับเชื่อ ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นต้องแก้ไข ประเทศต้องมีสติสัมปชัญญะ ซึ่งตนมีค่อนข้างน้อยลงเรื่อยๆ
                      นายกฯ กล่าวว่า ในปีนี้ คสช.ต้องมีการปฏิรูปให้จบในเรื่องที่ทำได้ก่อน และเดินตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี และประเมินผลทุก 5 ปี ที่ผ่านมาเหมือนเดินหน้าสะเปะสะปะไปเรื่อยแผนสภาพัฒนฯ 11 แผน แล้วตนอ่านตั้งแต่แผน 1 ถึง 8 มันน่าจะเจริญกว่านี้ เพราะเราไม่เคยมีการประเมินล่วงหน้า ตรงนี้จึงไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าจะทำอย่างไรให้มีเวลาเปลี่ยนผ่านพัฒนาประเทศให้เข้มแข็ง แต่ถ้าต้องการเสรีทุกอย่างเคยทำอะไรได้ ก็ทำได้อย่างนั้น แบบนี้อย่าไปหวังอะไรเลย ไม่ต้องหวังอะไรทั้งสิ้นกลับบ้านนอนดีกว่า ต่างคนต่างนอนแล้วกัน อย่าให้เขามาชักนำบิดเบือนแล้วเราเสียศักดิ์ศรีทุกวัน เพราะทำอะไรไม่ได้
ขอ ข้าราชการน้ำดีปกครองคนไม่ดี แจงเหตุโมโหสื่อถามแต่เลือกตั้งอย่างเดียว
                      “วันนี้ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดยาวก็ไม่อยากฟัง เสียเวลาดูละคร พูดสั้นก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะเอาอย่างไรดี วันข้างหน้า หัวหน้า คสช.รำละคร ลิเกเลยไหม หรือเอานางเอกมาด้วย เล่นละครไปเลย วันนี้เราต้องปรับตัวเองต้องมีสาระเข้ามาด้วย จะมีบันเทิงก็ไม่ว่า ไม่เช่นนั้นเราจะพัฒนาตัวเองไม่ทัน ถ้ายังคิดถึงแต่ตัวเองเกิดมาคิดแค่นี้ทุกอย่างก็เหมือนเดิม เราต้องพัฒนาให้มันดีขึ้นไม่ใช่ทำหน้าที่แค่ปีนเขาจนเกษียณอายุราชการ จะต้องปรับตัวเองให้เป็นหัวหน้าพวกปีนเขา หน้าที่ของข้าราชการจะต้องมีการพัฒนาใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า และกำหนดผลสัมฤทธิ์ไว้ล่วงหน้า”
                      นายกฯ กล่าวว่า วันนี้คนไทยยังตีกันทุกเรื่องแล้วจะเอาความมั่นคงมาจากตรงไหน เศรษฐกิจจะดีขึ้นได้อย่างไรหากบ้านเมืองไม่สงบ เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคงต้องระมัดระวัง และเตรียมพร้อมในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                      “ที่ผมหงุดหงิดมารายวันเป็นเพราะคำถามเดิมๆ ของสื่อ สองปีมาแล้วตั้งคำถามแบบนี้ บางคนถามไปแล้วก็ตอบไปแล้วก็ย้อนกลับมาถามอีก ผมควรหงุดหงิดหรือไม่ ถ้าท่านฟังคำถามที่ถามผมก็จะรู้ว่าน่าจะหงุดหงิดกว่านี้ด้วยซ้ำ พูดแล้วพูดอีก อะไรที่มันจะขัดแย้งก็ขอลดลงหน่อย แต่ก็จะถามให้ขัดแย้งให้ได้ นี่คือปัญหาของประเทศเราซึ่งผมโทษใครไม่ได้ ต้องโทษพวกเราทุกคนที่ไม่ได้ปลูกฝังหลักการและเหตุผล ปลูกฝังแต่เรื่องของประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพอย่างเดียว วันข้างหน้าไม่มีทางจะอยู่กันได้ อย่าไปเปรียบเทียบกับรอบบ้านว่าทำไมเขาทำได้เพราะเขาไม่ได้เป็นประชาธิปไตยอย่างเดียว และวันนี้แม้ประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ผมยังทำแบบประชาธิปไตยให้มากที่สุด แต่บางอย่างก็ยังใช้ไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะต้องเอากฎหมายแบบไหนมาใช้ อย่าเคยชินกับความรุนแรง ความขัดแย้ง จนหาทางออกให้ประเทศและตัวเองไม่เจอ เพราะมัวแต่ชินอยู่กับความขัดแย้ง เที่ยวปลุกเร้าไปเรื่อย ไม่มีกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญใดในโลกยุติความขัดแย้งได้ เพียงแต่จะทำได้มากน้อยเท่านั้น วันนี้เราต้องดูว่าเจ้าหน้าที่จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชน นั่นคือกฎหมายที่ดีที่สุด คือ ประชาชนไม่ทำความผิด ลดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ การกล่าวอ้างต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าทำผิดกฎหมายแล้วไม่ยอมรับ ก็โทษใครไม่ได้ ทำผิดกฎหมายแล้วหนีไปต่างประเทศไม่ได้ ต้องกลับมา อย่าไปเห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้ แค่กฎหมายยังไม่ยอมรับผมไม่รู้จะว่าอย่างไร จะอยู่กันอย่างไร วันนี้ผมคงทำงานได้อย่างสะดวกและสบายใจเพราะได้บ่นมาแล้วกว่าสองชั่วโมง ถ้าวันไหนไม่ได้พูดอะไรออกมาบ้าง ผมอกจะแตก”
ยันใช้ ม.44 ยึดรถเด็กแว้นจนกว่าจะพ้นอำนาจ ติงคนไทยสุดโต่งปมรณรงค์ข่มขืนต้องประหาร ย้ำกฎหมายทำแบบท่านเปาไม่ได้
                      นายกฯ กล่าวว่า “ปัญหาทุกปัญหาที่มีอยู่ต้องเร่งแก้ไข อย่างเรื่องของเด็กแว้น เช้าวันเดียวกันนี้เปิดดูโทรทัศน์มีคนเสนอว่าคดีข่มขืนให้ประหารชีวิต คดีอะไรที่ร้ายแรงต้องประหารชีวิต นี่คือคนไทยที่มีแต่ความสุดโต่งเหมือนกับการตัดสินของเปาบุ้นจิ้น ประหารอย่างเดียวมันไม่ได้ เพราะกฎหมายมีขั้นตอน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมายมันอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายว่าทำได้หรือไม่ได้ จิตสำนึกคนได้หรือไม่ มาตรา 44 ออกมาเพื่ออะไร วันนี้กฎหมายมาตรา 44 ยังไม่ได้ยกเลิกอย่างกรณีทำผิดแล้วยึดรถนั้น ยังทำตลอดต่อไปทั้งปี ใช้จนกว่าผมจะพ้นจากตำแหน่ง หรือจนกว่าจะมีการแก้ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องยึดทุกอัน ถ้ายึดทั้งหมดเดี๋ยวจะเกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ขึ้นมาอีก แต่เจ้าหน้าที่จะต้องใช้ความเป็นธรรมยึดที่ผิดจริงๆ ไอ้พวกที่ขับรถแล้วพาคนไปตาย ยึดไปเลยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องไปคุยให้รู้เรื่อง ยึดใบขับขี่ด้วย ผมพูดแบบนี้นอกจากด่าตำรวจก็มาด่าผมอีก แต่ที่ต้องทำก็เพี่อการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก คนจะได้ระมัดระวัง แต่ทุกวันนี้ยิ่งออกกฎหมายมายิ่งมีความรุนแรง ไม่รู้จะออกกฎหมายอะไรมาอีก ไม่มีแล้ว เหลือกฎหมายอย่างเดียวคือการสั่งห้ามตาย ซึ่งทำไม่ได้ คนที่เดือดร้อนก็คือคนอย่างพวกเรา ต้องหาจิตสำนึกให้ได้ เด็กแว้นต่างๆ ห้ามตีกันก็ยังตี ไม่รู้จะตีอะไรกันนักหนาห้ามก็ยังตี เดี๋ยวสงสัยต้องย้ายสถาบันการศึกษาไปอยู่นอกเมือง จะไปตีที่ไหนก็ตายไป จะเอาหรือไม่ ถ้ายังไม่เลิกตีกันอีก”
ไม่เพิ่มโควตาลอตเตอรี่
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก นายกฯ ลงจากเวที พูดกับผู้ร่วมสัมมนาถึงการแก้ปัญหาต่างๆ ของรัฐบาล โดยเรื่องของการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังทำอยู่ แก้ทุกวิถีทาง ถ้าแก้ไม่ได้คงให้ ผบ.ทร. ไปลอยคอในทะเลแล้ว นอกจากนี้ ระหว่างนั้น นายกฯ ได้ทักทายอธิบดีป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่มาร่วมสัมมนาว่า “รู้จักกัน ช่วยน้ำท่วมมาด้วยกัน ซึ่งต้องขอขอบคุณ และอย่าเบื่อกัน แต่ถ้าเบื่อก็อย่าบอกแล้วกัน ขอร้องด้วยใจ จากผมเอง” จากนั้น นายกฯ ได้พูดถึงการปัญหาลอตเตอรี่ว่า “ไม่รู้จะแก้อย่างไรแล้ว มีการขอเพิ่มยอด ผมไม่เพิ่ม เพราะหากเพิ่มก็ยิ่งทำให้คนเข้าในกิจการค้าขายแบบนี้มากขึ้น คนไทยชอบอะไรที่ง่ายๆ ก็เอาหมด เราต้องการจะลดลง แล้วเราโควตากลางไปขายรวม เพื่อให้คนที่ไม่พอ แต่ปรากฏว่า พอลดราคา ก็มีการแข่งขันกันใหญ่ สักวันจะดัดหลังซักที”
                      “มันต้องสอน ถ้าสอนคนไม่ได้ ก็แก้อะไรไม่ได้เลยในโลกนี้ เขาบอกว่ากรุงโรมสร้างไม่ได้ในวันเดียว ประเทศไทยก็ยากกว่ากรุงโรมอีก สร้างประชาธิปไตยมา 83 ปี ยังสร้างไม่เสร็จเสียที”
อย่ามองขี้โมโห แค่ตื่นออกจากบ้าน ทส.ก็โดนแล้ว – สวมบทดีเจเปิดเพลง “คนดีไม่มีวันตาย”
                      นายกฯ ได้ถามหาโทรศัพท์จากทีมรักษาความปลอดภัย พร้อมเปิดแอพพลิเคชั่นและภาพอินโฟกราฟฟิกของรัฐบาลประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล พร้อมยกโชว์ให้ผู้ร่วมสัมมนาได้ดู พร้อมกับกล่าวว่า “ท่านไม่ต้องมองว่าผมขี้โมโห ตอนเช้าตื่นออกจากบ้าน ทส.ก็โดนหมดแล้ว แต่ผมก็ต้องอดทน และพยายามจะเป็นคนดีบ้าง ผมถามว่าเปิดดูแอพพลิเคชั่นของผมหรือไม่ ดูอินโฟกราฟฟิกหรือยัง เห็นหรือยังที่เขาส่งมา ก็มีคนตอบว่าเห็นแล้ว พอถามกลับไป ก็ตอบกลับมาว่า ก็ไม่รู้ส่งมาทำไม รกโทรศัพท์ ตรงนี้ผมควรโมโหไหม เพราะที่ส่งไปเพื่อทำความเข้าใจ ให้คนรู้ว่าทำอะไรกันอยู่ ไม่อย่างนั้นก็วนอยู่แต่เรื่องเดิมๆ”
                      จากนั้น นายกฯ ได้ถามผู้ร่วมสัมมนาว่า เห็นหรือยัง ขณะที่ผู้ร่วมสัมมนาส่ายหัว ทำให้ นายกฯ กล่าวแบบประชดว่า “อ้าวยังไม่เห็นอีก เดี๋ยวเถอะ ส่วนใหญ่ก็เป็นรูปผม ว่าทำอะไรไปบ้าง นโยบายรัฐบาลเป็นอย่างไร กระทรวงที่ไปดำเนินการต่อได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกลุ่มงานรองนายกฯ”
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายกฯ ได้เปิดเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” จากโทรศัพท์มือถือของตัวเอง และเอาไมโครโฟนไปจ่อที่ลำโพงโทรศัพท์ พร้อมกับพูดว่า “ไปฟังกันนะ” จากนั้น ก่อนที่จะเดินออกจากห้องสัมมนา นายกฯ ยังได้ยกมือขึ้น พร้อมกับตะโกนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “คนดีไม่มีวันตาย” ขณะเดียวกัน ระหว่างที่เดินกลับไปขึ้นรถ ผู้สื่อข่าวถามนายกฯ ว่า นายกฯ อารมณ์ดีหรือยัง หายโกรธหรือยัง โดย นายกฯ ไม่ได้ตอบ โบกมือให้กับผู้สื่อข่าว พร้อมเอามือปิดปาก เดินทางขึ้นรถกลับทำเนียบรัฐบาล