ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221809.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221809.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221795.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221780.html
หากยังพอจำกันได้ เมื่อช่วงขึ้นปีใหม่ 2559 “บิ๊กตู่” ประกาศไว้ว่า จะปรับภาพลักษณ์ตัวเองเป็น “กู๊ดกาย” ลดการทะเลาะกับสื่อมวลชนลง หลังจากตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ หากเกิดประเด็นร้อนๆ เมื่อยื่นไมโครโฟนถามท่านผู้นำประเทศในยุคปฏิรูป ก็กลับได้คำตอบแบบอารมณ์ร้อนๆ ตามมาด้วยเป็นส่วนใหญ่
ภาพการแถลงข่าวของ “พล.อ.ประยุทธ์” หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ถูกซักในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งนั้น ดูเหมือนว่าภาพของ “กู๊ดกาย” เมื่อต้นปี จะถูกขยำทิ้งลงถังไม่เหลือสิ้น
เรื่องของรัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นเรื่องร้อนสำคัญที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ระเบิดอารมณ์ออกมา เมื่อถามสะกิดถึง ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อย้อนไปตั้งแต่เมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญภาคแรก ฉบับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้น ถูกคว่ำโดยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็เคยทำให้ “บิ๊กตู่” ปรี๊ดแตกมาแล้ว จากการถูกโจมตีว่าต้องการสืบทอดอำนาจ
“รัฐธรรมนูญ-เลือกตั้ง-โรดแม็พ” จึงเป็นเรื่องอ่อนไหวสะกิดอารมณ์นายกฯ เรื่อยมา..!!
เมื่อสิ้นเดือนมกราคมเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ “บิ๊กตู่” ก็เริ่มจัดเต็มทันที หลังรัฐธรรมนูญร่างแรกของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” เปิดออกมาเมื่อวันที่ 29 มกราคม ถัดมาวันขึ้นสัปดาห์ใหม่ นายกฯ ก็มีอารมณ์ฉุนเฉียวในเรื่องนี้ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด
กระทั่งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ก็เกิดอารมณ์โมโหของขึ้น ตั้งแต่เดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า มาประชุม ครม.ที่ตึกบัญชาการ 1 โดยก่อนการประชุมมีหน่วยงานต่างๆ มาจัดแสดงผลงานให้ผู้บริหารประเทศ และสื่อมวลชนได้ชม เป็นประจำในทุกๆ สัปดาห์ ซึ่งครั้งนี้มีการแสดงผลงาน ของโปรแกรมประยุกต์เกี่ยวกับการพยากรณ์อากาศ, ชุดตรวจวัณโรค และวัณโรคดื้อยา, ชิมน้ำจิ้มสุกี้จากน้ำส้มสับปะรด ซึ่งเป็นผลงานวิจัยด้านอาหาร “บิ๊กตู่” ก็เดินชม ชิม พร้อมหันมากล่าวตำหนิสื่อมวลชนอยู่เป็นระยะๆ จนกระทั่งไปถึงบูธสุดท้ายเกี่ยวกับการรณรงค์ป้องกันโรคมะเร็ง นายกฯ ก็ยังคงมีอารมณ์ขุ่นมัวอยู่เป็นระยะ ภาพที่ออกมาจึงน่าเห็นใจหน่วยงานที่มาจัดซุ้ม
สื่อมวลชนเองก็งุนงง เพราะ “นายกฯ” อารมณ์เสียโดยไม่ต้องมีการยิงคำถามหรือสัมภาษณ์อะไร..???
ต่อด้วยการแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงบ่าย ที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตอบคำถามในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถูกนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมและมีการมอบหลักการในร่างนี้ไว้ กระนั้นก็ไม่พ้นอารมณ์ปรี๊ดแตกไม่ต่างจากที่คาดไว้ เพราะบรรยากาศคุมาตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งการแถลงข่าวครั้งนี้ใช้เวลาร่วม 40 นาที
โดยเมื่อถึงคำถามว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ระบุหากร่างรัฐธรรมไม่ผ่านประชามติอาจเจอกับรัฐธรรมนูญที่โหดกว่า นายกฯ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ แต่อะไรคือที่เรียกว่าโหดไม่โหด และร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โหดอย่างไร เรื่องนายกฯ คนนอกนั้นพรรคการเมืองเป็นคนเลือกไม่ใช่หรือ ถ้าคนในพรรคเป็นไม่ได้ มีความขัดแย้งต้องหาคนนอกมา ที่ไม่ใช่ตน จบหรือยัง ส่วนที่บอกว่าให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากไปถามว่าใครจะตัดสิน คราวก่อนศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่หรือเปล่าก็ทำ ใครตัดสิน
“ผมไง เข้ามาให้ท่านนี่ไงเล่า แล้วท่านอยากให้ผมมาอีกหรืออย่างไร แล้วจะเอาใครถ้าไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วมีใครอีก ศาลเปาบุ้นจิ้นหรือไงศาลไคฟงล่ะสิ ไปหาวิธีการให้มันทำให้ได้” นายกฯ ตอบคำถามนี้ด้วยอารมณ์โมโห มีทั้งการตี ทุบโพเดี้ยมเสียงดัง จนแว่นสายตาที่ถอดวางไว้ กระเด็นร่วงลงพื้น ก่อนที่ช่วงท้ายจะจบการแถลงข่าวแล้วตัดเพ้อว่า ตัวเอง “ไร้ค่า” หลังทำงานมา 2 ปีแล้วไม่ไว้ใจกันบ้างหรือ แล้วเดินออกไปทันที
การอารมณ์เสียครั้งนี้ของ “บิ๊กตู่” หากเทียบจากบรรยากาศที่ผ่านๆ มาแล้ว เรียกได้ว่าหนักที่สุดตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งทีมงานใกล้ชิดก็ยังยอมรับว่าตกใจ อย่างไรก็ตามช่วงเวลาเส้นทางการบริหารประเทศที่เข้าสู่ช่วงสำคัญเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และกับบุคลิกคาแรกเตอร์เช่นนี้ อารมณ์ปรี๊ดแบบนี้หรือมากกว่านี้ก็ย่อมมีตามมาแน่
หากวิเคราะห์จากสาเหตุที่ “บิ๊กตู่” ต้องอารมณ์เสีย โมโหบ่อยแล้ว ส่วนหนึ่งนั้นมาจากการเสพสื่อ บทความ หรือรายการทีวี ที่มีเนื้อหาวิพากษ์ วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คสช. หรือกระทั่งตัวนายกฯ เอง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ชอบติดตามข่าวสารอยู่ทุกเรื่องตลอด ไม่แปลกที่หลายครั้งจะเห็นว่า ในการสัมภาษณ์นายกฯ ตอบได้ทุกเรื่อง หรือแม้แต่ตัวเองปล่อยประเด็นจนสื่อต้องมาตามหาต้นตอ อย่างเช่น ข่าวโอนเงินหมื่นล้านไปยังประเทศสิงคโปร์ เมื่อกลางปีที่แล้ว ก็มาจากนายกฯ เองที่บอกว่าถูกกล่าวหาโจมตี หรือแม้กระทั่งเห็นผู้สื่อข่าวที่ไปทำข่าวเปิดบ้านอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เช่นกัน
“บิ๊กตู่” นั้น ถือว่าเป็นผู้ชอบท่องโลกออนไลน์อยู่ตลอดเวลา โดยจะพกสมาร์ทโฟนติดตัว 2 เครื่องเสมอ อีกทั้งเวลาว่างยังชอบดูซีรีส์ สารคดี ซึ่งในการขึ้นพูดบนเวทีบางครั้งก็ได้มีการหยิบเรื่องราวข้อคิดจากสิ่งที่ได้มาบอกเล่าให้ฟังอีกด้วย
เหตุการณ์สะกิดต่อมอารมณ์ “กู๊ดกายตู่”
1 มกราคม ประกาศในรายการคืนความสุขฯ ปรับลุกเป็น “กู๊ดกาย” หงุดหงิดน้อยลง ทะเลาะนักข่าวน้อยลง
11 มกราคม ตอบคำถามอย่างมีอารมณ์ ในเรื่องการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ หลังมีข่าวขู่ชุมนุม
16 มกราคม กล่าวในงานวันครู ปีนี้ตั้งใจจะเป็น “กู๊ดกาย” เด็กดีของครู เป็นนายกฯ ที่ใจเย็น แต่ทำได้แค่ 10 วัน เพราะสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ
22 มกราคม กล่าวตอบโต้ “จตุพร พรหมพันธุ์” ว่า อยากหาอะไรทิ่มปาก หลังออกมาวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำก่อนประชามติ
27 มกราคม อารมณ์ขึ้นหลังถูกถามถึงบทความ “มีทหารไว้ทำไม” ของ “นิธิ เอียวศรีวงศ์” ซัดทำประโยชน์อะไรให้แผ่นดินบ้าง
2 กุมภาพันธ์ อารมณ์เสียใส่สื่อมวลชนตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนให้แถลงข่าวในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญชนิดโพเดี้ยมสะเทือน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221775.html
ถือเป็นก้าวสำคัญของกรมแพทย์ทหารบก ครบรอบการก่อตั้ง 116 ปี ในการยกระดับกิจกรรมด้านการแพทย์ โดยการจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียน (ASEAN Center of Military Medicine) ที่ประกอบด้วยตัวแทนด้านการแพทย์จาก 10 ประเทศอาเซียน อาทิ ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์
ศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียน จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในอาเซียนและนอกภูมิภาค เพื่อบูรณาการและให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ ตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บ การแพร่ระบาดของโรคใหม่ๆ นำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประเทศในสมาชิกอาเซียน จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม โดยอาศัยร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ
ด้าน พล.ท.ไตรโรจน์ ครุธเวโช เจ้ากรมแพทย์ทหารบก กล่าวว่า รูปแบบของศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียน จะมีลักษณะเป็นการประสานงานจากตัวแทนด้านการแพทย์ 10 ประเทศ ที่จะถูกส่งมาประจำศูนย์ดังกล่าว คล้ายกับการทำงานขององค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น
“การจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทหารอาเซียน เพื่อสร้างระบบการทำงานด้านการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย ถือเป็นเรื่องใหญ่ และประเทศไทยเองจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องการแพทย์ เพราะประเทศไทยได้รับการยอมรับจาก 10 ประเทศอาเซียน ให้เราเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน และในปี 2559 จะมีการฝึกร่วมด้านการแพทย์ทหารกับด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ครั้งใหญ่ที่ประเทศไทยเพื่อทดสอบศูนย์ฝึกดังกล่าว ซึ่งได้รับการตอบรับจากทุกประเทศ” พล.ท.ไตรโรจน์ กล่าว
พล.ท.ไตรโรจน์ กล่าวอีกว่า พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำให้เตรียมความพร้อม ทั้งการฝึกซ้อมช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย การใช้ภาษา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น เราจะต้องฝึกคนให้มีความรู้ด้านภาษาของแต่ละประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม แนวคิดการจัดตั้งศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน ได้รับการลงนามเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ครั้งที่ 9 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยให้กระทรวงกลาโหมไทยเป็นประธานร่วมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทหารกับกระทรวงกลาโหมสหพันธรัฐรัสเซีย ในการรับมือต่อสถานการณ์วิกฤติและภัยคุกคาม ซึ่งประเทศสมาชิกในอาเซียนได้ให้ความเห็นชอบให้ไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ทหาร
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221754.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221748.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221747.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221743.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221734.html
3ก.พ.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุกนายอมรวิทย์ สุวรรณผล อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบบริหารฐานข้อมูลพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 3 ปี 4 เดือน และนายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย 2 ปี ในคดีนายอมรวิทย์แก้ไขรายชื่อข้อมูลสมาชิกของพรรคพัฒนาชาติไทย ที่ไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทย ไม่ครบ 90 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ให้เป็นผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2549
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221721.html
เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีการทำนายทายทักแล้วว่า หลังจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ แถลงร่างรัฐธรรมนูญ 270 มาตรา เสร็จสิ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องอารมณ์บูดกับสารพันความเห็นและสารพัดคำถามจากสื่อมวลชนเป็นแน่แท้
ภาวะกู๊ดกาย ที่บิ๊กตู่รับปากผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลว่าจะปรับอารมณ์และคำตอบที่ฉุนเฉียวยามที่โดนไล่สอบถามเรื่องที่ไม่อยู่ในภาวะการชี้แจง แต่ด้วยหน้าที่สื่อมวลชนนั้น ทำให้อดไม่ได้ว่า คำถามร้อนๆ ในแต่ละวันนั้น ทำให้ผู้สื่อข่าวละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ แม้อาจจะรู้ล่วงหน้าว่าบิ๊กตู่จะอยู่ในภาวะ อารมณ์ไม่ดี”
ว่ากันด้วยเรื่องของ “อารมณ์” กับ “สาระ” ยามที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติแบบนี้ นับตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน คสช.กำลังขับเคลื่อนงานปฏิรูปผ่านแม่น้ำทุกสายตามโรดแม็พ 3 ระยะ และปัจจุบันกำลังเดินอยู่ในระยะที่ 2 ควบคู่ไปกับการร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ เพื่อนำไปสู่โรดแม็พระยะที่ 3 คือ “การเลือกตั้ง” ตามที่รับปากไว้กับเลขาธิการสหประชาชาติและคนไทยทั้งชาติ เพื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามารับไม้งานปฏิรูปที่วางไว้
แต่ตลอดระยะเวลาเรื่อยมาบ่อยครั้งที่เราจะได้เห็น “อารมณ์” ของพล.อ.ประยุทธ์ ที่มีมากเสียจนบางครั้งกลบ “สาระ” ของเรื่องที่ต้องการจะสื่อสาร โดยเฉพาะการปะทะคารมกับผู้สื่อข่าวที่เกิดขึ้นบ่อยจนสังคมเห็นเป็นจนชินตา
และจนถึงวันที่ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับ “มีชัย” ร่างแรก เปิดเผยต่อสาธารณชน ก็เหมือนการเตรียมก้าวขาเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ทว่ามีเสียงตอบรับแสดงความคิดเห็นกับร่างรัฐธรรมนูญร่างนี้ไปต่างๆ นานา ถาโถมตอบกลับไปยังแม่น้ำสาย “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” ฉับพลันและรุนแรง โดยเฉพาะกระแสวิจารณ์จาก “นักการเมือง” ที่บางส่วนออกมาชน ไม่ยอมรับและตำหนิติติงชนิดที่ผลักไสให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอสูรกายที่ดุร้ายของประเทศนี้ ด้วยคำว่า “ไม่เป็นประชาธิปไตย”
หากจะมองเรื่องนี้แบบง่ายๆ เลยนั้น ต้องย้อนไปดูบรรยากาศของการร่างรัฐธรรมนูญยุคก่อนๆ ที่ไม่ใช่แค่ในยุค คสช. เพราะการยกร่างรัฐธรรมนูญแต่ละยุค บรรยากาศไม่ค่อยแตกต่างกัน เพราะแต่ละครั้งที่มีการเขียนกฎหมายหลักของบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ครั้งใด เสียงวิจารณ์แรงๆ แบบนี้ที่มาจาก “นักการเมือง-นักวิชาการที่ไม่กลัว” มักจะออกมาเป็นด่านหน้าด่านแรกชนกับคนร่างฯ ก่อนกลุ่มคนอาชีพอื่นๆ
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นกัน “นักการเมือง” ยังคงออกมากระตุกหนวดเสือแบบแรงๆ ให้รู้ว่า ไม่ชอบ-ไม่ยอมรับ ไม่อยากใช้กติกานี้ หรือแม้แต่บางคนมองไปล่วงหน้าแบบไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าพรรคใหญ่บางพรรคอาจจะประกาศไม่ลงเลือกตั้งในปี 2560
หากเป็นแบบนั้นจริง คนที่ยิ้มหวานคือ คสช. และขั้วตรงข้ามพรรคใหญ่พรรคนั้น เพราะไร้คู่แข่งและเข้ากับคอนเซ็ปต์รัฐธรรมนูญฉบับปราบคนโกงไปโดยฉับพลัน แต่เมื่อไล่ดูข้อเท็จจริงในยามนี้ ชัดเจนเลยว่า ทุกพรรคค้านกฎหมายหลักฉบับนี้ แต่ไม่เคยพูดให้ได้ยินว่าจะคว่ำบาตรการเลือกตั้ง
แต่ไม่ว่าจะมามุมใด บิ๊กตู่ก็ย่อมเลี่ยงไม่ได้ แม้จะหงุดหงิดเพียงใด เห็นชัดๆ อาการนอตหลุดตอนเช้าก่อนเข้าประชุม ครม. แต่ตกช่วงบ่ายบิ๊กตู่ก็ปรับอารมณ์ใหม่โดยพลัน
“ในส่วนของผมในฐานะที่ต้องรับผิดชอบในภาพรวมได้สั่งการว่าเรื่องทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามโรดแม็พที่วางไว้ โรดแม็พว่าอย่างไรก็จะว่าไปตามนั้น คือมีการเลือกตั้งในปี 2560 และกระบวนการเลือกตั้งผมก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมคือเดือนกรกฎาคม 2560 อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในกระบวนการเลือกตั้งให้ได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาถามผมอีกว่าจะอย่างไร ผมยังยืนยันกรกฎาคม 60 เริ่มกระบวนการเลือกตั้ง หรือจะเลือกตั้งได้เร็วก็เร็ว เพราะหลังรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะมีกระบวนการอีกเยอะแยะ 3-4 อย่างก็ไปทำให้เร็วขึ้น เดือนกรกฎาคมต้องเริ่มเลือกตั้งให้ได้ และกว่าจะได้รัฐบาลมาก็อีก 1-2 เดือนมิใช่หรือ ต้องมีการประชุมสภา ซึ่งก็ต้องดูในรายละเอียดกันอีก คงไม่ใช่เรื่องกฎหมายลูกอย่างเดียว ผมไม่เคยพูดเป็นอย่างอื่นเลย ยังยืนยันว่าเป็น กรกฎาคม 60 เหมือนเดิม”
ต้องคอยดูว่า จากนี้ไปบิ๊กตู่จะมีภาวะทางอารมณ์แบบนี้อีกหรือไม่ จึงขอฝากลมฝากฟ้าไปถึงบิ๊กตู่ว่า จะทำการใดๆ ของให้ใจเย็นๆ ไว้นะโยม