คสช.เดินเกมรุกชิงมวลชนหนุนรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221717.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559
คสช.เดินเกมรุกชิงมวลชนหนุนรัฐธรรมนูญ

คสช.เดินเกมรุกชิงมวลชนหนุนรัฐธรรมนูญ : ทีมข่าวความมั่นคง

            เริ่มนับถอยหลังเข้าสู่การทำประชามติรัฐธรรมนูญ ภายหลัง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น 270 มาตรา พร้อมทั้งส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกา เพื่อขอรับพิจารณาข้อเสนอแนะต้องการให้ปรับปรุง โดยให้ตอบกลับมาภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้

ล่าสุด พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบแห่งชาติ (กกล.รส.) เตรียมให้แม่ทัพภาคทั้ง 4 เรียกหัวหน้าชุดกิจการพลเรือนแต่ละกองทัพภาคมาพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับ เนื้อหาสาระ ในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว พร้อมทั้งจะมีการเชิญคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมาให้ความรู้แก่กำลังพล ซึ่งการดำเนินการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

พล.อ.ธีรชัย ได้เน้นย้ำใน “3 ประเด็น” หลัก คือ 1.ให้ทุกหน่วยทหารทั่วประเทศลงพื้นที่รณรงค์เชิญชวนประชาชนให้มาลงประชามติรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการชี้แจงเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว แต่ไม่ให้มีการชี้นำว่าควรรับหรือไม่รับ

2.การดูแลสถานการณ์จากนี้ไปให้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยห้ามให้มีการก่อตัวตั้งเป็นมวลชนออกมาเคลื่อนไหว พร้อมทั้งสั่งติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มที่เคยก่อเหตุรุนแรงทางการเมืองที่หลบอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

3.การดำเนินการรณรงค์ให้ประชาชนมาลงมติ ต้องทำควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เช่นการช่วยเหลือภัยแล้ง สินค้าเกษตรตกต่ำ

“ยังพอมีเวลากว่า 5 เดือนเศษ ก่อนที่ขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านกระบวนการต่างๆ ทั้งเรื่องการรับฟังร่างแรกรวมถึงการปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่างๆ ก่อนจะเข้า ครม.และ คสช.จึงอยากให้ไปทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญ ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการมา พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ของตัวเองให้มากที่สุด โดยคาดว่าการทำประชามติน่าจะมีขึ้นประมาณเดือนกรกฎาคม” พล.อ.ธีรชัย กล่าวในที่ประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก

ขณะที่ คสช.ยังแสดงความกังวลต่อการส่งสัญญาณไปยังฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย โดยการออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมโจมตีว่า ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่เป็นประชาธิปไตยตามหลักสากล ประชาชนยังถูกรอนสิทธิ และควบคุมกำกับโดยองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

“ถือเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ ต้องยอมรับว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยยังนิยมในพรรคการเมือง ตัวบุคคล และมีการส่งสัญญาณมาเป็นระยะๆ ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ตลอดจนการลงพื้นที่พบปะประชาชนผ่านกิจกรรมต่างๆ ของแกนนำคนสำคัญของพรรค ถือว่ามีนัยแอบแฝงและเป็นการชี้นำประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาถึงรายละเอียด เชื่อว่าน่าจะส่งผลต่อการทำประชามติพอสมควร” แหล่งข่าว คสช.กล่าว

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่ค่อนข้างจำกัดถือเป็นงานหินของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยที่จะต้องเข้าไปทำความเข้าใจ ให้ความรู้แก่ประชาชนท่ามกลางกระแสโจมตีรัฐธรรมนูญ

หากสุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกคว่ำโดยประชามติ ก็อยู่ที่ดุลพินิจของหัวหน้าคณะ คสช.ว่าจะอยู่บริหารประเทศลากยาว หรือหยิบรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดมาปัดฝุ่น เพื่อให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแม็พที่ได้วางไว้

แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น ที่ คสช.จะนำไปตัดสินใจ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่จะทำให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งในวัน เวลาที่วางเอาไว้คร่าวๆ ตามโรดแม็พ

สะเทิม..ก้าวย่างที่ต้องระมัดระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160203/221654.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559
สะเทิม..ก้าวย่างที่ต้องระมัดระวัง

สะเทิม..ก้าวย่างที่ต้องระมัดระวัง : ‘ไปสู่ถนนดินลูกรัง’ โดย เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม

           ถ้าเป็นประเทศไทย ต้องมีตึกสูงระฟ้าเป็นเครื่องหมายแต่ละจังหวัด อย่างน้อยๆ ต้องหกเจ็ดชั้นขึ้นไปถึงสิบกว่าชั้น ส่วนใหญ่น่าจะเป็นตึกโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ที่นักธุรกิจเข้าไปลงทุนแต่ละจังหวัด เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ ธุรกิจและการลงทุน เป็นสัญลักษณ์ของโลกทุนนิยม

แต่เมืองสะเทิม เมืองหลวงรัฐชาวมอญ หรือผาอัน เมืองหลวงรัฐกะเหรี่ยง ไม่มีตึกทันสมัยขนาดหลายชั้นให้ได้เห็น มีเพียงบ้านไม้ ตึกแถวขนาดชั้นเดียว สองชั้นเสียส่วนใหญ่ บ้านไม้หลังเล็กๆ ขนาดสองชั้น บอกความสมถะมักน้อยสันโดษ ไม่ใช่บ้านสองชั้นโอ่โถงเหมือนคฤหาสน์อย่างแผ่นดินไทย แต่ความยิ่งใหญ่ของพม่า คือวัดวาอาราม เจดีย์ ปรากฏบนภูเขาสูงเสียดฟ้า เทือกเขาทอดเทือกเขียวชอุ่ม ยอดเจดีย์เห็นอยู่เป็นระยะ เอกลักษณ์พุทธศาสนา มีเจดีย์สีทองเหลืองอร่ามบนยอดเขาไปทั่วแทบทุกรัฐ

สะเทิมเป็นเมืองใหญ่รถราพลุกพล่านแล่นขวักไขว่ ตัวเมืองยังไม่เป็นระเบียบ ถนนลาดยาง คอนกรีตฟุตบาทยังไม่เต็มท้องถนน ทางเท้า ฝุ่นดินเป็นละอองสองข้างถนน ขยะสิ่งสกปรกมีให้เห็น บ้านเมืองจึงดูมอมแมม เหมือนเมืองเล็กๆ ในต่างจังหวัดของไทยเมื่อสามสิบปีก่อนหน้านี้

ทว่า เงาแห่งการลงทุน กำลังเข้าครอบงำสะเทิมอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าสะเทิมจะกลายเป็นแผ่นดินทันสมัยแบบก้าวกระโดด เพราะผมเห็นมีผ้ายางพลาสติก โฆษณาไวนิล รูปดารา นักร้องชาวพม่า กับมือถือยี่ห้อดังสินค้าระดับสากล ที่วางขายเกลื่อนเมืองไทย ติดตามชายคาร้านค้า ข้างถนน บอกความทันสมัยเทคโนโลยีที่กำลังก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ไม่รู้ว่า “สังคมก้มหน้า” เกิดขึ้นในแผ่นดินมอญแล้วหรือยัง ดูจากบรรยากาศผมว่าน่าจะยัง เพราะรัฐบาลพม่ายังคงควบคุมสื่อพอสมควร ไม่ว่า ทีวี โทรทัศน์ หรือเฟซบุ๊ก อินเทอร์เน็ต ไม่เสรีจ๋าเหมือนประเทศไทยเราขณะนี้ ที่ว่ากันให้เปรอะ กลับกลายเป็นสงครามทางความคิดไปทุกหย่อมหญ้า

บทเรียนในประเทศไทย น่าจะเป็นข้อมูลให้เขาได้ศึกษาทิศทางการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองของเขาอย่างแน่นอน

เหมือน ลาว เขมร ที่ศึกษาบทเรียนจากแผ่นดินไทย โลกทุนนิยม ใช่จะวิเศษเลิศเลอไปเสียทั้งหมด สิ่งใดเขาควรหยิบไปใช้ สิ่งใดน่าจะหยุดมันตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่กลับกลายเป็นสังคมบูชาเงินเป็นพระเจ้า พัฒนาไปสู่สงครามทางความคิดและความแตกแยกภายในชาติ

แม้ถนนหนทางก็ตาม แผ่นดินพม่ายังเป็นถนนขนาดสองเลนเป็นส่วนใหญ่ จะให้โลจิสติกส์แบบทันสมัย ก็ไม่เห็นมันจะลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้แต่ประการใด สถิติอุบัติเหตุกลับยิ่งทบทวี แต่ถนนยางมะตอยแบบโบราณของพม่า สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนกลับมีน้อยและมีความปลอดภัยมากกว่า

เมืองสะเทิม เมืองหลวงชาวมอญ กำลังจะก้าวย่างเข้าสู่โลกทุนนิยม สังเกตรถราวิ่งขวักไขว่มากมายบนท้องถนน

เมืองยังดูสกปรก การเมืองท้องถิ่น น่าจะยังไม่มีบทบาท การค้าขายเป็นธรรมชาติ อาศัยความจริงใจเป็นที่ตั้ง

นักธุรกิจฝั่งตะวันตกแถบแม่สอดมักให้ข้อมูลเพื่อให้รัฐบาลไทยตระหนก การก้าวกระโดดทางการเมืองและเศรษฐกิจพม่า ถึงขนาดรถไฟความเร็วสูงปานเครื่องบินจะสร้างเสร็จก่อนพี่ไทยอย่างแน่นอน ถ้ารัฐบาลไทยยังคลานต้วมเตี้ยม ไม่สนับสนุนเงินลงทุนให้พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด ไทยต้องเป็นประเทศล้าหลัง

คำว่า “ล้าหลัง” นั้น เสียหายที่ตรงไหน ทำให้ชาติบ้านเมืองถึงกับล่มจมกันเลยเชียวหรือ ผมเห็นแผ่นดินพม่า เขาก็ยังอยู่กันมาอย่างสงบร่มเย็น ก้าวย่างอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง

‘บิ๊กตู่’ยันไม่ได้สั่งทหารเรียก‘จตุพร’คุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221702.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559
‘บิ๊กตู่’ยันไม่ได้สั่งทหารเรียก‘จตุพร’คุย

‘บิ๊กตู่’ยันไม่ได้สั่งทหารเรียก‘จตุพร’คุย แนะให้ระวังถูกถอนประกันหากพูดมาก ฉุนขาดถูกสื่อทำเนียบฯถามประเด็นร่างรธน.

             2ก.พ.2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)  กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ถูกทหารเชิญไปพูดคุยที่กองทัพภาคที่1ว่า เรื่องนี้ใครเรียก ฝ่ายความมั่นคงเรียกใช่ไหม แล้วนายจตุพร ทำผิดหรือเปล่า

ผู้สื่อข่าวถามว่านายจตุพรให้เหตุผลว่าใช้สิทธิในการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญในฐานะนักการเมือง นายกฯ กล่าวว่า “ใช้ความคิดเห็นดูถูก เหยียบย่ำผมเนี่ยนะ ด่ารัฐบาลทุกวันผิดหรือเปล่า ไม่ใช่เรื่องของผม ผมไม่ต้องสั่ง คสช.ฝ่ายกฎหมายเขาดูอยู่ ผิดก็ดำเนินการตามกฎหมาย เพราะกฎหมายได้ประกาศไว้ก่อนแล้ว ถ้าเขาด่าสื่อแบบนี้โกรธไหม แล้วผมไม่มีสิทธิปกป้องตัวผมเองหรือไง คุณก็เข้าข้างไอ้คนอย่างนี้อยู่ได้ ดูถูกดูแคลนคนทุกคน ตัวเองทำความผิดคดีความอยู่ ถ้าทำมากๆเดี๋ยวเขาก็หมั่นไส้เอาอีก ถอนประกันอีกก็วุ่นอีก แล้วคุณจะไปเป็นเครื่องมือให้เขาหรืออย่างไร

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการวิจารณ์เป็นร่างที่โหดส่งผลให้พล.อ.ประยุทธ์ฉุนตีโพเดียมจนแว่นตาที่ไว้วางกระเด็นตกพื้น
เผยครม.ถกร่างรธน.มอบ’วิษณุ’รวบรวมข้อเสนอครม.

ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีโดยมีท่าทีอ่อนลงและกล่าวหยอกล้อว่า “สวัสดีครับ ตอนนี้มาแสดงบทบาทเป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องพูดจาสุภาพเรียบร้อย เมื่อเช้านี้ฤกษ์ผานาทีมันเพี้ยนไปหน่อย มันเปลี่ยนและผมรู้ว่าเรื่องที่ทุกคนต้องการทราบมีอยู่เรื่องเดียวคือผลการพิจารณาของครม.ว่าอย่างไร เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องอื่นช่างมัน ไม่ต้องมีน้ำ มีท่า ไม่มีการเกษตรไม่มีเรื่องเศรษฐกิจ เอาแต่เลือกตั้งอย่างเดียว ผมจะให้แต่เรื่องที่สื่ออยากรู้ในประเด็นหลัก

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ แถลงว่า ในที่ประชุม ครม.ได้มีการหารือเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มาสรุปให้ฟังในหลายๆ ประเด็น โดยเรียงแต่ละหมวดมาตรามาให้ที่ประชุมรับทราบ ซึ่งก็มีการซักถามบ้าง แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งตนก็ได้ให้แนวคิดไปบ้างก็จะมีการกลับไปพิจารณาทบทวนภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนจะส่งกลับไปยัง กรธ. แต่ก็ถือเป็นเพียงความคิดเห็นหนึ่งเท่านั้นจากรัฐบาล ของครม. ก็เหมือนกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ส่งความคิดเห็นกลับไปและเป็นเรื่องของ กรธ.ที่จะปรับแก้ไขต่อไป ถือว่าขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการเสนอร่างครั้งที่ 1 เสนอความคิดเห็นจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการปรับแก้ และเสนอร่างในครั้งที่ 2 ซึ่งมีวาระอยู่แล้วภายในกำหนดวันที่ 29 มี.ค. ต้องแล้วเสร็จ ผมได้ให้แนวความคิดไป ซึ่งไม่ใช่ในนาม ครม.หรือหัวหน้า คสช. แต่เป็นแนวคิดส่วนตัว แต่คนอื่นๆ ก็สามารถส่งความคิดเห็นให้นายวิษณุรวบรวมอีกครั้ง ก่อนที่จะเสนอไปยัง กรธ.ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ในส่วนของผมในฐานะที่ต้องรับผิดชอบในภาพรวมได้สั่งการว่าเรื่องทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ โรดแมปว่าอย่างไรก็จะว่าไปตามนั้น คือมีการเลือกตั้งในปี 2560 และกระบวนการเลือกตั้งผมก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมคือเดือนก.ค. 2560 อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในกระบวนการเลือกตั้งให้ได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาถามผมอีกว่าจะอย่างไร ผมยังยืนยันก.ค. 60 เริ่มกระบวนการเลือกตั้ง หรือจะเลือกตั้งได้เร็วก็เร็ว เพราะหลังรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะมีกระบวนการอีกเยอะแยะ 3-4 อย่างก็ไปทำให้เร็วขึ้น เดือน ก.ค. ต้องเริ่มเลือกตั้งให้ได้ และกว่าจะได้รัฐบาลมาก็อีก 1-2 เดือนมิใช่หรือ ต้องมีการประชุมสภา ซึ่งก็ต้องดูในรายละเอียดกันอีก คงไม่ใช่เรื่องกฎหมายลูกอย่างเดียว ผมไม่เคยพูดเป็นอย่างอื่นเลย ยังยืนยันว่าเป็น ก.ค. 60 เกมือนเดิม ส่วนจะเน้นว่าจะต้องได้รัฐบาลใหม่ในเดือน ก.ค. 60 นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นการเริ่มของกระบวนการ ก็ต้องใบ้เวลาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งถ้าสมมติเริ่มได้ในเดือน ก.ค. จะจบเมื่อไหร่ผมไม่รู้ แต่ถ้าทำได้เร็วก็เอาสิ ยืนยันว่าผมไม่ได้ไปยืดเยื้ออะไรทั้งสิ้น ก็เป็นความหวังดีหรือเป็นสิ่งที่ กรธ.พยายามทำอยู่ให้เกิดเป็นรูปธรรมและความยั่งยืน บางคนก็บอกว่ากฎหมายลูกมาทำทีหลังได้ แต่คงไม่ใช่เพราะถ้าทำทีหลังก็ไม่เคยได้ทำสักที หลายคนก็ห่วงแต่ก็ไม่ได้ปรึกษาผมก่อน แต่ผมก็บอกว่าถ้าทำได้ก็ทำให้เรียบร้อย”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากการเลือกตั้งแล้ว ตนยังให้ความคิดเห็นไปว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นสากลในทุกๆ มาตรา สามารถให้คนดูได้ ไม่ว่าจะที่มาหรือที่ไป และไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญมีการแก้ไขบ่อยนัก เพราะฉะนั้นหากมีการเขียนอะไรที่แตกต่างก็ควรจะไปบัญญัติที่จุดอื่น เพื่อไม่ต้องแก้ไขบ่อยนัก ทั้งในบทเฉพาะกาลหรือกฎหมายลูกให้มีความชัดเจน ควรมีการกำหนดระยะเปลี่ยนผ่านไว้หรือไม่ ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องการแทรกอำนาจหรืออะไรที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน นอกจากนี้ทำอย่างไรจึงจะเกิดการปฏิรูป โดยมีกฎหมายกระบวนการและมาตรการที่ต้องเขียนว่าต้องมีการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อย่างไรเพื่อให้เกิดความสอดคล้องทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ไม่เช่นนั้นก็เดินหน้าไม่ได้ติดไปหมดและต้องมีการปรับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้เกิดความสากลและทันสมัยให้น่าเชื่อถือ ซึ่งตนอยากให้เกิดขึ้นโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยบทเฉพาะกาลอะไรก็แล้วแต่ให้ทำให้ได้ เพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ และต้องมีมาตรการ กฎหมายวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน หากขัดแย้งกันจะทำอย่างไร หากมีการประท้วงถูกต้องตามกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญใครจะเป็นคนชี้ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดและถ้าผิดจะทำอย่างไร ถ้ามีการประท้วง 5 เดือน 6 เดือน 8 เดือนจะแก้ด้วยอะไร ถ้ารัฐบาลและฝ่ายค้านไม่ปฏิบัติตามกติกา จะทำอย่างไร นอกจากนี้ได้มีการเสนอเรื่องการบูรณาการทำงานของรัฐบาล องค์กรมหาชนต่างๆ จะต้องจัดระบบการทำงานใหม่ เป็นระบบประชารัฐ คือความร่วมมือระหว่างประชาชนกับรัฐ ไม่ใช่เอาประชาชนมาเป็นของรัฐ จะต้องเป็นรัฐบาลของประชาชนแบะเดินยุทธศาสตร์ของประเทศไปพร้อมๆ กันได้ นักการเมืองที่จะเข้ามาต้องทำ 2 อย่างคือ ทำยุทธศาสร์ประเทศและเดินยุทธศาสตร์พรรคควบคู่กันไป

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ต้องมีการกำหนดบทบาทของรัฐ ข้าราชการ ประชาชนให้ชัดเจนขึ้นในเรื่องสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชนว่าสิ่งไหนควรจะร่วมมือกันในการพัฒนาประเทศได้บ้าง อะไรเป็นหน้าที่ไม่งั้นจะเดินหน้าไม่ได้สักอย่างอีกทั้งต้องบรรจุในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบะหลักการทำงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักการในงานทุกด้านเพื่อเดินหน้าประเทศ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน รวมทั้งการปฏิรูปควรจะกำหนดเวลาให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ เกิดผลงานไม่เช่นนั้น 2 ปีที่ผ่านก็เหนื่อยเปล่า ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเสียงบประมาณจำนวนมาก ยังไม่สามารถทำอะไรได้เพราะยังไม่มีกฎหมายที่ผ่านมาทุกเรื่องต้องใช้กฎหมาย ไม่ใช่สั่งอย่างเดียว ขนาดมีกฎหมายยังทำไม่ได้ในหลายเรื่อง เป็นปัญหาของประเทศที่ติดหล่มของตัวเองอยู่ในขณะนี้จึงต้องมีการหารือร่วมกัน

นายกรัฐมตรี กล่าวว่า จะต้องมีการทบทวนการกระจายอำนาจ ซึ่งต้องดูว่าที่ผ่านมาใน 200-300 กิจกรรมที่มอบให้ท้องถิ่นไปดูแลดีหรือยัง อันไหนดีก็ให้ทำต่อ แต่สิ่งไหนที่ไม่น่าจะทำต่อได้ก็ต้องหารือว่าควรจะให้ใครรับผิดชอบ ทั้งหมดนี้คือหลักการที่ตนได้เสนอแนะไป ตนผิดหรือไม่ที่เสนอแนะไปแบบนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะกลับไปเป็นยิ่งกว่าเดิม จำคำพูดของตนไว้ และถ้ากลับไปเป็นเหมือนเดิม ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพราะสื่อไม่ได้ช่วยตนเลย “หรือช่วยไม่ได้เพราะเป็นรัฐบาลที่มาแบบนี้ ไม่ช่วยอย่านึกถึงแต่ผม อย่าเกลียดผม จะไปเกลียดลูกหลานของพวกท่านได้หรือไม่ ผมยังไม่เกลียดใครสักคนเลย”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มากลัวว่าจะมีการเขียนรัฐธรรมนูญ ซ่อนอำนาจ ซึ่งตนได้ให้อำนาจประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ซ่อน ให้กันเห็นๆ นี่แหล่ะ ลองไปดูสิว่าเพื่อใคร เรื่องนายกฯคนนอกกลัวกันอยู่นั่นแหล่ะ ไม่ต้องกลัวจะกลัวทำไม ฝ่ายการเมืองก็เลือกกันมาสิ ถึงจะเลือกตน ก็ไม่ให้เลือกอยู่แล้ว เลิกกลัวกันเสียที พอแล้วทำจนเหนื่อยแล้ว ทำกันเองบ้าง เรื่องการทำประชามติอยากให้ออกมาใช้สิทธิ กันเยอะๆ เห็นชื่นชมประเทศเพื่อบ้านเขามากันเยอะดีใจ แต่ประเทศไทยยังเลือกตั้งไม่ได้เลย ตรงนี้คุณให้ร้ายประเทศตัวเองได้อย่างไร เขาเลือกตั้งเพราะอะไร ทำไมต้องเลือกตั้ง ประเทศเขาเป็นเหมือนเราไหม เขายังมีปัญหา เราต้องช่วยเขา จะซ้ำเติมเขาไม่ได้ การค้าการลงทุนเราต้องทำร่วมกัน เราทิ้งใครไม่ได้เลยในอาเซียน ฉะนั้นเรื่องประชาธิปไตยก็เป็นเรื่องที่เขาต้องแก้ ไม่ใช่เราไปยุ่งกับเขาทั้งหมด ด่าเขาด่าเราทั่วไปหมด แล้วมันจะคบกันได้ไหมอาเซียน

“ประชามติออกมาให้ครบ จะได้รู้ว่ามันมีคนสักกี่คนที่สนใจประชาธิปไตยพื้นฐาน เพราะประชาธิปไตยพื้นฐานไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่พื้นฐานคือ 1.ทุกคนต้องออกมาใช้เสียงทำประชามติ 2.เลือกตั้งส.ส.ที่ตัวเองต้องการ 3.เลือกรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล 4.ต้องเคารพกฎหมายกระบวนการยุติธรรม 5.ร่วมมือกับรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลในการพัฒนาปรับปรุงประเทศ และแก้ไขปัญหาเร่งด่วนทั้งหมดของประเทศชาติ ด้วยความเท่าเทียมเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจน ไม่ใช่สร้างช่องว่างไปเรื่อยๆ สร้างความเข้าใจผิดไปตลอด คนรวย คนจน คนกลางๆ ต้องไปด้วยกันทั้งหมด” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองแสดงความเห็นในร่างรัฐธรรมนูญได้ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่อนุญาตก็ทำกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ยังทะเลาะกันขนาดนี้ ถ้าเปิดให้แล้วจะไปได้หรือไม่ ตนยังไม่พิจารณา

เมื่อถามว่านายกฯแฮปปี้กับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถูกนำเข้าพิจารณาในครม.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็แฮปปี้ ที่เสร็จร่างหนึ่ง มันเกือบจะไม่ถึงร่างหนึ่งเพราะตีกันทุกเรื่อง ถามว่าใครตี ถามว่าประชาชนเดือดร้อนไหม สื่อเดือดร้อนไหม วันนี้สื่อมีสิทธิความเป็นสื่อน้อยลงหรือไม่ ที่น้อยอย่างเดียวคือสื่อต้องมานั่งฟังตนเสียงดังเท่านั้น อย่างอื่นสื่อทำได้หมด จะไปเขียนด่าตนก็ไม่สนใจ ก็เขียนไป ตรงนี้ทำไมไม่พูดให้ตนบ้าง กลายเป็นต่างชาติบอกประเทศไทยปิดกั้นสื่อ มันปิดที่ไหน ปิดตรงไหน หนังสือพิมพ์ฉบับไหนที่ตนห้าม มีไหม เวลาด่าตนโครมๆ ทำไมไม่มีใครช่วยเขาพูดถูกไปไหม ในสิ่งที่ตนทำ ทำไมไม่แก้ให้บ้าง ประชาธิปไตย สิทธิตนนั้นก็มี ทำไมสื่อไม่ปกป้องให้ตนบ้าง จะปกป้องให้คนชั่ว คนเลวอย่างเดียวหรือ

เมื่อถามว่าเรื่องทำประชามติดูเหมือนว่านายกฯต้องการให้คนออกมาใช้สิทธิเยอะๆ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เพราะตนอยากให้ประชามติผ่าน แต่ไม่ใช่ผ่านแบบรัฐธรรมนูญทั่วไป มันต้องมีบทเฉพาะกาลหรือเปล่า สิ่งที่ตนทำในวันนี้ต้องการให้เกิดขึ้นในวันหน้า แล้วจะไม่มีอะไรรับประกันให้เลยหรือ สิ่งที่ตนทำจะเสียเปล่าหรือเปล่า เข้าใจหรือยัง ตีกันแต่เรื่องที่มานายกฯ เรื่องการใช้อำนาจ ทุจริตคอรัปชั่น การตรวจสอบ นั่นหือที่ประเทศไทยกลัวตรงนั้น ไปบอกตัวเขาสิ สิ่งเหล่านั้นควรจะเกิดมานานแล้ว รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องทำแบบนั้น เรากำลังร่างรธน.ให้คนเป็นแบบนั้น ต้องใช้อำนาจใช้กฎหมายก่อนในระยะแรก และจะมีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านกี่ปีก็ว่ามา

“ถ้าไม่ต้องการเปลี่ยนก็เตรียมตัวตายกันให้หมด ตายจากโลกใบนี้ ตายจากประเทศต่างๆ เขา ต่อไปเขาไม่คบประเทศไทยอยู่แล้วจะบอกให้ มัวแต่ขยายความขัดแย้งกันไปเถอะ” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าอะไรจะเป็นอุบัติเหตุสำคัญที่ทำให้เลือกตั้งตามโรดแม็ปไม่ได้ นายกฯ ย้อนถามกลับว่า อุบัติเหตุจะเกิดจากอะไรบ้างพูดมา ถ้ามีความขัดแย้งการเลือกตั้งจะเกิดไหม หรือความขัดแย้งจะไม่เกิดร้อยเปอร์เซ็นต์รับรองได้ไหม และที่เกิดมาก่อนปี 2557 มาจากอะไร จากตนหรือ มีการตีกัน ยิงกันหน้าทำเนียบฯ เกิดจากอะไร ทั้งนี้ถ้าประชามติไม่ผ่านก็เลือกตั้งไม่ได้ ถ้ามีการเอาคนมาตีกันก็เลือกตั้งไม่ได้ แต่ตนมีแผนรับมือไว้แล้ว แต่คงไม่บอกให้อีกฝ่ายมารับมือกับตน ซึ่งตนได้เตรียมไว้เอง เป็นความรับผิดชอบของตน

เมื่อถามกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ระบุว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติอาจเจอกับรัฐธรรมนูญที่โหดกว่า นายกฯ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ แต่อะไรคือที่เรียกว่าโหดไม่โหด และร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โหดอย่างไร เรื่องนายกฯคนนอกนั้นพรรคการเมืองเป็นคนเลือกไม่ใช่หรือ ถ้าในพรรคเป็นไม่ได้มีความขัดแย้งต้องหาคนนอกมา ที่ไม่ใช่ตน จบหรือยังส่วนที่บอกว่าให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากไปถามว่าใครจะตัดสิน คราวก่อนศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่หรือเปล่าก็ทำ ใครตัดสิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการตอบคำถามพล.อ.ประยุทธ์ เริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว โดยใช้มือตีไปที่โพเดียมอย่างแรงสองครั้งจนทำให้แว่นสายตาที่ถอดวางไว้กระเด็นลงพื้น พร้อมกล่าวว่า “ผมไงเข้ามาให้ท่านนี่ไงเล่า แล้วท่านอยากให้ผมมาอีกหรืออย่างไร แล้วจะเอาใครถ้าไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วมีใครอีก ศาลเปาบุ้นจิ้นหรือไงศาลไคฟงล่ะสิ ไปหาวิธีการให้มันทำให้ได้”

เมื่อถามว่าคนสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญเสร็จไว แต่ความขัดแย้งจะหยุดได้หรือเปล่า นายกฯ กล่าวว่า ใครเป็นคนขัดแย้งนอกจากนักการเมือง สื่อ แล้วมีใครอีก ความขัดแย้งที่เคยเกิดหยุดไม่ได้หรอก กฎหมายยังไม่ได้เลย ถ้าไม่หวังว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ปัญหาได้ตนก็ไม่รู้ กฎหมายมีทุกกฎหมาย มาตรา44 กฎอัยการศึกก็มียังแก้ไม่ได้เลย ถ้าทุกคนไม่แก้ด้วยตัวเอง ไม่แก้ด้วยความรู้สติปัญญา จิตสำนึก บอกเลยไม่มีแก้ได้ ต่อให้ร้อยรัฐธรรมนูญก็แก้ไม่ได้ ไปคิดสิว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นอย่างไร จะเลือกตั้งใครมาเรื่องของท่าน คนให้เลือกดีพอหรือยัง มีเยอะหรือไม่ ยอมรับปัญหาเดิมว่าผิดตรงไหนหรือยัง แล้ววันหน้าคนพวกนี้กลับเข้ามาจะเหมือนเดิมหรือไม่ ไปหาคำตอบกันเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างนั้นพลตรีวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาส่งสัญญาณว่ามีแขกต่างประเทศรอเข้าพอนายกฯ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวว่า บอกเขาให้รอก่อนประเทศชาติสำคัญกว่า

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นการเขียนกรอบกว้างๆ วรรคหนึ่ง วรรคสอง แต่กฎหมายที่จะมีผลในทางบังคับใช้ เรื่องการปฏิบัติตัวเจ้าหน้าที่จะทำอย่างไร จะไปอยู่ในกฎหมายลูก ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าความจำเป็นในกฎหมายลูกสิบฉบับจะต้องเขียนครบทีเดียว แต่ถ้าไม่ครบในตอนนี้จะต้องทำอย่างไร เพื่อให้กฎหมายลูกที่เหลือออกมาครบ ต้องเขียนไว้ทั้งหมด บางประเทศที่เขาไม่ใช้รัฐธรรมนูญ เพราะเขามีจิตใจดี อย่างอังกฤษ เราเป็นอย่างเขาหรือยัง แล้วเมื่อไหร่จะเป็น วันนี้พื้นฐานคนของเขากับเราแตกต่างกัน อะไรก็กฎหมายอะไรก็เลือกตั้งมีอยู่แค่นี้จะเป็นจะตาย มันจะอดตายรู้กันบ้างไหม ทั้งการลงทุนการค้าจะเอาอะไรจากตน ไปถามรัฐบาลหน้าแล้วกัน ตนทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ปี 2560 จบแค่นั้น ไปรับผิดชอบกันเอาเอง

เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าการทำประชามติน่าจะมีทางเลือกที่ชัดเจนว่าจะหยิบกฎหมายตัวไหนมาใช้ นายกฯ กล่าวว่า ตนให้โอกาสท่านคุยกันแล้ว ก็ว่าไปถ้าไม่ได้ก็เป็นหน้าที่ของตน ไม่เชื่อมั่นกันเหรอว่าที่ตนทำนั้นเพื่ออะไร

“ไม่ไว้ใจกันเลยหรือผมอยู่มาสองปีแล้ว ไม่เห็นผมทำอะไรบ้างหรือไง ไว้ใจคนอื่นหมดทุกคนแต่ไม่ไว้ใจผม” พล.อ.ประยุทธ์ ได้หยิบกระดาษข้อมูลร่อนทิ้งบนเดี้ยม ก่อนกล่าวว่า “ไร้ค่า” พร้อมยุติแถลงข่าว และเดินออกจากโพเดี้ยม และหันกลับมาบอกว่า “ผมนะที่ไร้ค่า”

ย้ำรักษาแผ่นดินไม่เอาไปให้ใคร

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกรณีที่กระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงการคลัง เสนอให้แก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชย์และอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 ให้ต่างชาติเช่าที่ดินในไทยได้ระยะยาวขึ้น โดยจะแก้กฎหมายให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี ว่า เป็นเฉพาะบางกิจกรรมได้หรือไม่ได้ยังไม่รู้ เพียงแต่เอารอบๆ บ้านมาดูว่าเขาทำอย่างไร ในสิ่งที่เขาพูดมา เขาหวังว่ารัฐบาลจะทำในที่ของรัฐ เช่น ในเรื่องของรถไฟ จะทำธุรกิจต่อให้งอกเงยได้หรือไม่ เพื่อให้ทดแทนกับสิ่งที่ขาดทุนอยู่ได้หรือไม่ เขาคิดในแง่นั้นก่อน ต่อไปต้องไปคิดต่อว่าในเขตเศรษฐกิจพิเศษจำเป็นหรือไม่ มีกิจการไหนที่จำเป็นที่จะสร้างแรงจูงใจ ไม่ใช่ใครจะซื้อตรงไหนก็ได้ ตนไม่ใช่คนแบบนั้น ตนรักษาแผ่นดินไว้ให้ท่าน ไม่เอาแผ่นดินนี้ไปให้ใครหรอก ถ้าจะทำแบบนั้นต้องอยู่ในกติกา อยู่ในกิจการที่เราต้องการ เป็นที่ที่เราควบคุมได้ และสามารถยกเลิกสัญญาเมื่อไหร่ก็ได้ ตนคิดไว้อย่างนั้นเป็นแนวคิดเฉยๆ เพราะเวลาตนไปฟังต่างประเทศ เขาก็สรุปของเขาแบบนี้ ตนก็ฟังเขามาแล้วมาหารือกันว่าจะทำอย่างไร ครั้งนี้บางที่ก็ฟังไม่เข้าใจ ฟังมาไม่ครบไปกันใหญ่โต กลับมาพูดไม่ตรงกันก็เอากันอีกแล้ว ตนก็ไม่รู้ว่าจะว่าอย่างไร ยังไม่เกิดอะไรทั้งนั้น มันจะต้องมีการทำกฎหมายอีก แล้วต้องดูว่าเขตไหนเป็นเขตอุตสาหกรรมและนอกเขตอุตสาหกรรม ไม่ใช่ว่าใครจะมาซื้อตรงหน้าทำเนียบรัฐบาลก็ให้เขา หรือจะซื้อโรงแรมก็ไม่ใช่ เอาพันกันหมดมันไปไม่ได้

‘บิ๊กป้อม’เผย’ครม.’ถกร่างรธน.เตรียมส่งข้อแก้ไขถึงกรธ.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมครม. ถึงกรณีที่คสช.เชิญนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช.พูดคุยที่กองทัพภาคที่1 หลังจากวิพากษ์วิจารณ์และประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ทางคสช.ยืนยันได้หรือไม่ว่าจะเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้ว่า วิจารณ์ได้ไม่เป็นไร จะไม่ชอบอะไรก็พูดไป ตนไม่ได้ห้ามใครและไม่ได้ว่าอะไรหากใครจะวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่ควรทำให้เป็นสากล จะวิจารณ์อะไรก็ให้ใช้คำพูดที่ดี ให้ไพเราะไม่ใช่ใช้วาจาเสียดสีว่าเผด็จการ อย่ามายุ่งเกี่ยวกับการทำงานของคสช.หรือออกมาปลุกปั่นเพราะยังไม่ใช่เวลานี้

เมื่อถามว่าคนๆ เดียวจะรู้ได้อย่างไรว่าจะคว่ำหรือไม่คว่ำร่าง เพราะต้องทำประชามติทั้งประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากยังมีการเคลื่อนไหวอีก คสช.จะมีมาตรการใดเพิ่มเติมนอกจากการเชิญมาปรับทัศนคติ เพราะบางคนก็เชิญมาหลายครั้งแต่ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ถ้าพูดมากก็มาทุกวัน ผมก็ขอร้องแล้วขอให้ใช้วาจาดีๆ ”  เมื่อถามอีกว่า การเชิญนายจตุพรมาพูดคุยเหมือนเป็นการปราบบุคคลอื่นๆที่จะออกมาวิจารณ์ด้วยหรือไม่  พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า สื่อคิดอย่างไร ถ้าจะคิดอย่างนั้นก็คิดไป ตนไม่ได้ปรามใครทำไม่ดีก็คือไม่ดี ขึ้นอยู่กับคำพูดของคนให้พูดให้ดี  เมื่อถามว่าเป็นไปหรือไม่หากจะเชิญให้แต่ละคนได้มานั่งคุยเพื่อแสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำสุภาพ เพื่อเสนอต่อกรธ. พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทางกรธ.ต้องพิจารณาต่อไป และคสช.ก็ต้องดูแต่ถ้าคุยเฉพาะเรื่องรัฐธรมนูญคงไม่เป็นอะไร

เมื่อถามว่าการรณรงค์ให้คนออกมาลงประชามติสามารถทำได้หรือไม่  พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รณรงค์ได้และมีวิธีอธิบายให้ดี เพราะมีคนฟังอยู่ว่าอะไรควรหรือไม่ควร แต่ไปปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งไม่ได้ และไม่คิดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ทั้งนี้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดูเจตนาในการวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นอย่างไรและขอให้คิดว่าระยะเวลานี้คือการช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งรัฐธรรมนูญต้องเขียนให้เป็นหลักสากล โดยการดำเนินการอาจมีบทเฉพาะกาล  เพื่อให้คสช.และคนที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ 20 ปี  ถ้าไม่มีจะไปกันใหญ่ เพื่อให้ประชาชนอยู่อย่างสงบในระยะ 4 ปีที่เปลี่ยนผ่าน เมื่อรากฐานมั่นคงต่อไปก็ไปว่ากันในขั้นต้นคงต้องดำเนินการในลักษณะนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าพรรคการเมืองสามารถแถลงจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญได้  พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า แถลงได้แต่พูดจาให้ดี และต้องให้กำลังใจกรธ.ที่เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองด้วย เพราะเจตนาให้บ้านเมืองสงบเดินหน้าไปได้ ไม่ใช่ไปรังแกใคร สิ่งที่เห็นชัดคือป้องกันการทุจริตของนักการเมือง อย่างอื่นตนมองว่าสามารถรับได้ อย่าไปติให้มากเพราะกรธ.พยายามเขียนให้ดีที่สุดแล้ว เมื่อถามว่าในที่ประชุมครม.ได้หารือเพื่อเสนอแนะความเห็นส่งให้กับกรธ.อย่างไรบ้าง  พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงต้องคุยกัน 3 ชั่วโมง  ไม่ต้องห่วงเพราะมีการพูดคุยกันอยู่แล้วในแต่ละหมวด  ครม.ก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดและคงจะส่งข้อแก้ไขกลับไปให้กรธ.พิจารณา  แต่จำไม่ได้ว่าจะเสนอแก้ไขในประเทศใดบ้าง เพราะเรื่องในที่ประชุมครม.ถือว่าเป็นเรื่องลับพูดมากไม่ได้

ส่วนข้อสังเกตว่าระยะเวลาการจัดทำกฎหมายลูกที่เพิ่มขึ้นอาจส่งให้ต้องขยายเวลาโรดแม็พการเลือกตั้งของรัฐบาลออกไป พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีการปรับโรดแม็พ  รับรองว่าถึงอย่างไรก็ต้องเลือกตั้งในปี 2560 ตามที่กำหนดไว้ ส่วนจะช้าหรือเร็วเป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมาย ยืนยันว่ามีการเลือกตั้งแน่นอน อย่างไรก็ตาม  ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาผ่อนปรนกฎระเบียบของคสช. ต้องขอเวลาให้รัฐบาลทำงานก่อนยังไม่ต้องเร่งรีบเมื่อถึงเวลาที่ใกล้จะเลือกตั้งค่อยมาว่ากัน

คสช.เร่งนำคำสั่งการนายกฯสู่การปฏิบัติ  

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงผลการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยมี พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน โดยพล.อ.ธีรชัยได้กล่าวขอบคุณทุกส่วนของ คสช. ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในทุกด้าน ทำให้ภาพรวมของประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยในส่วนที่เป็นข้อสั่งการของ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในทุกช่องทางนั้น ให้ส่วนที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การปฏิบัติโดยทันที เพื่อช่วยขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินและดูแลประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า เลขาธิการคสช. ยังได้มอบหมายให้ศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและดูแลประชาชน ได้เพิ่มการชี้แจงข้อมูลและสร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่ ในเรื่องหรือปัญหาที่ได้รับการดูแลและแก้ไขแล้ว เพื่อให้เกิดความร่วมมือและป้องกันมิให้เกิดปัญหาซ้ำ โดยในการประชุมในวันนี้ เลขาธิการคสช.ยังได้ย้ำให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ดำรงความต่อเนื่องในงานจัดระเบียบสังคมในทุกด้าน ทั้งรถบริการสาธารณะ ชายหาด แหล่งท่องเที่ยว บ่อนการพนัน ผู้มีอิทธิพล ยาเสพติด การแข่งรถในที่สาธารณะ โดยยึดหลักการทำงานร่วมกันของพลเรือน ตำรวจ ทหาร ดำเนินการในทุกมาตรการ เพื่อป้องกันและป้องปราม รวมถึงขจัดปัญหาดังกล่าวในทุกพื้นที่ให้มีความยั่งยืน ที่สำคัญเพื่อให้สุจริตชนได้รับการดูแลให้สามารถดำเนินชีวิตและประกอบสัมมาชีพได้ตามปกติ ไม่ถูกลิดรอน หรือถูกรบกวนจากผู้ที่ไม่เคารพกฎกติกาของสังคม โดยเฉพาะปัญหาการแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง ให้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ดำเนินการด้วยมาตรการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องปราม ทั้งผู้ที่แข่งและร้านตกแต่งรถจักรยานยนต์ มิให้มีการจัดการแข่งรถในถนนสาธารณะในทุกพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าว

ส่วนการพบปะประชาชนนั้นให้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ร่วมกับส่วนราชการในท้องที่เพิ่มการลงพื้นที่เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนยิ่งขึ้น เนื่องจากข้อมูลข่าวสาร การขับเคลื่อนประเทศ ผลการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล รวมทั้งการวางกรอบกติกาของสังคมในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาสาระเพิ่มขึ้น มีความคืบหน้าอยู่ตลอด รวมทั้งมีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องที่ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง จึงต้องมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานให้ประชาชนได้เข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของประเทศ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่ายินดีว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น โดยจากข้อมูลจากการจัดลำดับประเทศดีที่สุดของยูเอสนิวส์แอนด์เวิร์ดรีพอร์ต, บีเอวีคอนซัลติ้ง และมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา ได้จัดลำดับให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่ดีที่สุด (Best Countries) อันดับที่ ๒๑ ของโลกจาก ๖๐ ประเทศ และเป็นอันดับที่ ๕ ของเอเชีย ซึ่งสังคมไทยควรภาคภูมิใจ และร่วมกันสานต่อให้สิ่งที่ดีเหล่านี้คงอยู่อย่างต่อเนื่อง

‘ปึ้ง’อัด’มีชัย’เลิกปาหี่ได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221682.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559
'ปึ้ง'อัด'มีชัย'เลิกปาหี่ได้แล้ว

‘สุรพงษ์’ อัด กรธ.เลิกเล่นปาหี่ แอบอ้างตัวแทนปวงชน ไร้ประชาธิปไตยในหัวใจคิดเสนอ ‘ประยุทธ์’ ใช้ ม.44 จัดการคนรณรงค์คว่ำรัฐธรรมนูญ

                       2 ก.พ. 59  นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การใช้กลยุทธ์ ข่มขู่ และหลอกให้ประชาชนต้องยอมรับร่างรัฐธรรมนูญที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับ กรธ.ทำการร่างอยู่ในขณะนี้ และกำลังเล่นละครว่าจะรับฟังความคิดเห็นประชาชนจากทั่วทุกภาคเพื่อมาปรับปรุงแก้ไข และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็รับลูกแบบตีบทแตกว่าจะเดินตามโรดแม็พที่ประกาศไว้ ใครจะทำอะไรท่านไม่รู้ จะเลื่อนหรือให้ท่านขยายก็ไม่ทราบได้นั้น ตนเชื่อว่า ประชาชนคงเคยดูละครน้ำเน่ากันมาแล้ว ก็น่าจะคาดเดาอะไรออก และก็อย่าตกเป็นเหยื่อของขบวนการที่พยายามช่วยกันสืบทอดอำนาจเผด็จการที่ซุกซ่อนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็แล้วกัน ประเทศไทยเสียหายและหลงอยู่กับละครน้ำเน่าแบบนี้มานานแสนนานแล้ว พวกเราต้องรู้จักเปิดหูเปิดตาให้กว้าง และรับรู้ความจริงกันได้แล้ว ถ้าเราอยากเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้าก็อยากจะขอร้องนายมีชัย และกรธ.ไว้ว่า พวกท่านไม่คิดจะทำอะไรดีๆ ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ให้กับประชาชนบ้างหรือ และไม่รู้สึกบ้างหรือไงว่าทุกวันนี้คนเขารู้ทันพวกท่านกันหมดแล้ว หยุดเล่นปาหี่กันได้แล้ว เดี๋ยวนี้ประชาชนเข้าใจหลักการประชาธิปไตยได้ดีมากๆ และประชาชนมีสิทธิเสรีภาพที่จะใช้อำนาจในมือของเขาในการตัดสินใจเลือกผู้ที่จะมาบริหารบ้านเมืองแทนพวกเขา ประชาชนคงไม่อยากให้ใครที่เขาไม่ได้เลือกตั้งเข้ามานั่งทำหน้าที่แทนเขา และหน้าด้านมาแอบอ้างว่าตนเองเป็นตัวแทนปวงชน ยิ่งพวกท่านกำลังคิดที่จะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ใช้มาตรา 44 จัดการกับผู้ที่จะออกมารณรงค์คว่ำรัฐธรรมนูญในระหว่างการทำประชามตินั้น ก็ยิ่งแสดงว่าพวกท่านไม่ได้มีประชาธิปไตยอยู่ในหัวจิตหัวใจของพวกท่านเลยแม้แต่น้อย

Garuda Indonesia unveils new Business Class

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/aec/Garuda-Indonesia-unveils-new-Business-Class-30278338.html

BUSINESS

The Jakarta Post   TUE, 2 FEB, 2016 12:07 PM

JAKARTA – Garuda Indonesia has unveiled its new Business Class service following the arrival of its latest Airbus A330-300 aircraft on Monday.

The aircraft, which is the first of four Airbus A330-300s that will be delivered in 2016, features 24 and 263 Business and Economy Class seats, respectively.

The former, dubbed Super Diamond Seats, offer an all-aisle configuration (1-2-1), fully flat-bed seat, adjustable arm-rest, head-rest, meal table and reading light, integrated baby bassinet stowage, new mini bar display, 16-inch LCD touchscreen with a touchscreen handset/remote, double USB plug and power outlet.

“Garuda Indonesia is the first airline in the world to implement the Super Diamond Seat Business Class service on its A330-300 aircraft; as opposed to competitors who implement it only on their A350 aircraft,” said Garuda Indonesia president and CEO Arif Wibowo in a press release on Monday.

Meanwhile, passengers sitting in Economy Class seats can expect new features such as a 4-inch articulating recline ability, foot-rest, 11-inch LCD touchscreen, USB plug and power outlet.

The national flag carrier also received the delivery of its last Boeing 777-300ER aircraft on Monday, of a total of 10 that were ordered in 2013. Configured with a 393-seat capacity, the 10th aircraft consists of 26 Business Class seats and 367 Economy Class seats.

Six out of 10 Boeing 777-300ERs operated by Garuda Indonesia are equipped with First Class service, with eight First Class seats, 38 Business Class seats and 268 Economy Class seats.

As part of Garuda’s fleet revitalization program, the airline is set to receive 16 new aircraft in total throughout this year, consisting of the one Boeing 777-300ER, four Airbus A330-300s, four ATR72-600s and eight Airbus A320s to be operated by Citilink.

By the end of 2016, Garuda Indonesia Group expects to operate a total of 188 aircraft; 144 aircraft by Garuda Indonesia and 44 aircraft by Citilink.

Pelindo III preps to renovate 7 ports in eastern Indonesia

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/aec/Pelindo-III-preps-to-renovate-7-ports-in-eastern-I-30278342.html

BUSINESS

Wahyoe Boediwardhana
The Jakarta Post   TUE, 2 FEB, 2016 11:16 AM

GRESIK, EAST JAVA – State-owned port operator PT Pelabuhan Indonesia (Pelindo) III has allocated at least Rp 1 trillion (US$72.4 million) to revamp seven seaports in the country’s eastern region.

Pelindo III president director Djarwo Surjanto said three ports were located in East Nusa Tenggara (Kalabahi Port, Lorens Say Maumere Port and Waingapu Port), while one was in West Nusa Tenggara (Sape Port in Bima), two were in Central Kalimantan (Sampit Port and Kumai Pangkalan Bun Port) and another was in South Kalimantan (Kota Baru Port).

“Currently, those seven ports are in poor condition and unsafe [for passengers]. Maumere Port, for example, is located too close to cargo loading and unloading terminals and therefore it is unsafe. We have to relocate some passenger ports,” Djarwo said on the sidelines of the launch of the new Manyar Port in Gresik, East Java, over the weekend.

Separately, Pelindo III’s operational and business development director Rahmat Satria said the renovation work would depend on the availability of funds.

“If we are able to use a state capital injection [PMN] as initially planned, the renovation work at the ports could be completed in 2017. If we use internal cash, the renovations may take longer, until 2018 or 2019,” Rahmat said on Sunday over the phone.

The company originally planned to use a state capital injection to finance the revamp. However, as the House of Representatives has shelved some capital injections to state enterprises, the company may need to resort to other alternatives for financing.

“We’re now trying to fund the project with internal sources to avoid interest-ridden funding as the seven ports are small ones and therefore the income being generated from them is relatively meager,” Rahmat said.

Besides the seven ports, the firm also plans to develop Benoa Port in Bali as a hub for cruises.

“Currently the [60-hectare] port is only used as a transit berth for big cruises from Singapore. We need to expand the port to allow big cruises to dock,” Rahmat added.

“We are awaiting the Bali administration’s approval for the Port Master Plan [RPP] prior to applying for a reclamation permit [to expand the existing port],” he said.

Pelindo III has also allocated Rp 5 trillion of capital expenditure to develop its existing 46 ports, spread across seven provinces countrywide.

One of the development projects this year includes the newest Manyar Port in Gresik, East Java, as part of the Integrated Industrial Port Estate (JIIPE).

Manyar Port was launched on Friday and is projected to operate by the middle of this year.

The international port aims to ease logistics loads at Tanjung Perak Port in Surabaya, East Java. It is estimated to reduce the province’s logistics costs by 20 percent in future.

The industrial estate itself, meanwhile, is still under construction and is expected to maximize the port’s functions once completed.

The JIIPE owner, PT Berkah Kawasan Manyar Sejahtera, is a joint venture between Pelindo III and petroleum and chemical distributor PT AKR Corporindo.

Shell to sell stake in Malaysian plant to China private refiner

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/aec/Shell-to-sell-stake-in-Malaysian-plant-to-China-pr-30278341.html

BUSINESS

MON, 1 FEB, 2016 8:13 PM

SINGAPORE – Royal Dutch Shell said on Monday it had agreed to sell its shares in Shell Refining Company in Malaysia to a unit of a private Chinese refiner for $66.3 million.

It marks the first overseas refinery acquisition by a private Chinese refiner, shortly after Beijing allowed dozens of the country’s independent, small oil plants to import crude for the first time.

Shell will sell the 51 percent stake to Malaysia Hengyuan International Ltd, while the remaining shares are held by institutional and public shareholders, a Shell spokeswoman said.

Malaysia Hengyuan International Ltd is a unit of China’s Shandong Hengyuan Petrochemical Company.

The transaction is expected to be completed in 2016, subject to regulatory approval, Shell said.

“It is (Malaysia Hengyuan’s) intention for Shell Refining Company to invest in the upgrades needed to meet the Euro 4M and Euro 5 requirements,” the company added, referring to cleaner fuel specifications.

Shell Malaysia Trading will continue to supply its retail and commercial customers in Malaysia and honour its existing commitments which include a long-term offtake deal from Shell Refining Company, it said.

Shell Refining Company is a key petroleum products supplier to Shell’s downstream businesses in Malaysia, its website says.

The oil refinery at Port Dickson has a capacity of 156,000 barrels-per-day (bpd) with 90 percent of its oil products consumed within Malaysia.

Shell has been exploring options for the company including the sale of the Port Dickson refinery or converting it to a storage terminal since at least January, 2015.

“The sale is consistent with Shell’s strategy to concentrate its global downstream footprint and businesses where it can be most competitive,” the company said in a statement.

Shell said earlier this month that it could further cut combined capital investments below the $33 billion targeted for 2016.

Its asset sales in the past two years have amounted to more than $20 billion, far outstripping its original plan to make $15 billion worth of divestments.

– Reuters

Southeast Asia gains quick mobility

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/aec/Southeast-Asia-gains-quick-mobility-30278494.html

BUSINESS

Simon Twiston Davies
China Daily   MON, 1 FEB, 2016 7:51 PM

BEIJING – Gathering of media, telecoms executives and analysts recently listened restlessly to yet another PowerPoint presentation from a “very senior” industry leader.

“Broadband has changed everything,” the energetic speaker told his audience in Hong Kong. “It’s about the way we talk to our wives, to our children, our friends, our colleagues, even to our government and to our banks.

“We now buy clothes and food online and sometimes pay for our entertainment online. I get my news and all of my favorite entertainment online. I can play games for fun and I can gamble with real money. I can even meet new friends half-a-world away from my home without an introduction. This has changed everything.”

But the grizzled salesman with 20 years of experience was not making his pitch to a meeting of US-educated bankers and Silicon Valley angel investors. He was speaking to a room full of impatient Southeast Asian entrepreneurs. Men, and a few women, who less than 10 years ago barely had access to electricity, let alone to high-end telephony or broadband video.

Yet, today each of the salesman’s listeners carried a digitally driven smart device, be it a phone or a tablet, a Samsung, an iPhone or a Sony. They were all broadband enabled.

But the problem for international salesmen pitching partnerships and investments for their high-end product lines is that their audiences in much of Southeast Asia are based in countries with an average per capita GDP of less than $3,000 per year, and outside of the conference rooms the average age of half the population is under 30 years old.

In fact, the scenario above is typical of the broadband communications environment in many of the fastest growing economies in the world, especially the emerging economies. That is why developing broadband services within a fast emerging economy is a complex “sell”.

However, the picture is changing fast.

In the past, the average subscriber to a local telephone company was just making local calls and sending texts. But users are now communicating via smartphones, doing everything from trawling through Facebook to playing complex online games to watching Hollywood blockbuster movies via the global Netflix platform or even making high-value banking transfers.

Until recently such revolutionary, often interactive, services were only available via expensive packages offered by cable or satellite pay TV platforms. Today and tomorrow’s world will be wireless, say the content owners, technology providers and their bankers.

Indeed, one-way communication is quickly losing its attraction for an important slice of Asia’s fast emerging markets, those under 25 years old (at least 30 per cent of the population in many countries) who are magnetically drawn to lifestyle, leisure and entertainment content.

Until recently, in Indonesia and the Philippines for example, the telecoms market had been in a downward spiral with half-a-dozen highly competitive telecom players only competing on price, offering ever lower data packages and little else in the way of choice.

Now amid consolidation in the market new investment has been occurring, especially via the prepaid SIM card segment which accounts for maybe 95 per cent of all connections, including the delivery of video.

In Thailand, a market with 85 million mobile subscribers (and where a third of the population is under 24 years old) almost 40 per cent of mobile subscribers access the likes of Facebook, WhatsApp, Google and YouTube along with mobile music and games every day

In the meantime, content providers, such as Alexandre Mueller, the managing director of the TV5 Asia Monde television network based in Hong Kong, have been betting on the development of broadband video services of all kinds across Asia via fixed line and mobile networks.

As part of Myanmar’s astonishing breakneck race to modernity, the vast majority of all new telephones sold are smartphones that deliver not only video entertainment, essential news and sports programming, but also education, health services and government messages.

While ongoing entrepreneurial high spirits will ultimately deliver their services to millions of customers in Indonesia, Vietnam, Thailand, Malaysia, the Philippines, Myanmar, Cambodia and Laos, it is often governments that enable such market growth with licensing and funding for the creation of locally relevant, language-specific digital content backed by training for skilled labor, at least theoretically supported by new content protection laws to combat piracy.

Finally, across much of Southeast Asia there is a wrinkle that many consumers (and some of the more enlightened regulators) tend to like: In much of the region there are relatively “light touch” content controls on the Internet (and that includes broadband).

The Internet is about giving consumers what they want.

(Simon Twiston Davies is chief executive of SimonTD & Associates Asia.)

Carlsberg starts new line at Hue brewery

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/aec/Carlsberg-starts-new-line-at-Hue-brewery-30278390.html

BUSINESS

Viet Nam News   MON, 1 FEB, 2016 7:11 PM

THUA THIEN-HUE – Carlsberg Vietnam has put into operation its new canning line (number 4) at Hue Brewery, located in Phu Bai Industry Zone in Hue City.

The new canning line, imported from Germany for almost 6.4 million euro (US$6.93 million), can produce 60,000 cans per hour, 25 per cent faster than the previous production lines dating from 2011.

The company also said its Huda Gold product (a sub-premium brand of Huda) had won the silver medal at the 2015 World Beer Championships in the United States for the second time, with a score of 88/100. It was also marked ‘highly recommended’ by industry experts for its outstanding and consistent quality. Huda Gold first won this award for the first time in 2013.

“The inauguration of this new canning line is proof of Carlsberg’s continuous investment for its further sustainable growth in Viet Nam. I strongly believe the new canning line will significantly support us to continue brewing consistently high-quality Huda and Huda Gold products for consumers, as well as satisfy their increasing demands in the central region,” Tayfun Uner, CEO of Carlsberg Viet Nam, said.

Carlsberg Viet Nam has contributed more than 1.3 trillion dong ($58.5 million) in 2015.

Carlsberg is one of the first Danish multinational companies to enter Vietnam, making its first investment in 1993 with brands such as Carlsberg, Huda Gold, Huda and Halida.

In 2011, Thua Thien-Hue Province sold its 50 per cent stake (worth 1.875 trillion dong or US$93 million) in the Hue Brewery Company to Carlsberg, helping the Danish beer giant to acquire full ownership of the brewery.

Vietnam telecom firms all set for 4G race

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/aec/Vietnam-telecom-firms-all-set-for-4G-race-30278389.html

BUSINESS

Thien Ly
Viet Nam News   MON, 1 FEB, 2016 7:03 PM

HANOI – On January 18 Vietnam Posts and Telecommunications Group (VNPT) began commercial testing of its 4G, or fourth generation mobile telecom technology, services in HCM City and the Phu Quoc Island, with speeds reaching as high as 100 Mbps.

Vinaphone’s 3G subscribers could switch to 4G for free if within a week and use 4G at the same price as 3G for services like mobile TV, mobile broadcast, and video conferencing.

Earlier the telecom group Viettel had also got permission from the Ministry of Information and Communications to test its 4G services for seven months from last May in the southern province of Ba Ria-Vung Tau. Again it was found that 4G broadband was up to seven times faster than 3G.

It seems that a new race has begun among the biggest telecom players.

VNPT and Viettel were two out of five telecom firms issued licences by the ministry to test 4G technology last year, the others being CMC, FPT, and VTC.

To carry out their testing, both Viettel and VNPT built hundreds of 4G base transceiver stations.

VNPT has installed around 100 stations in HCM City and 50 in Phu Quoc.

It plans to expand its 4G services to Ha Noi, Hai Phong, Nam Dinh, Da Nang, Can Tho, Ca Mau, and Bac Lieu immediately upon getting a licence to provide 4G services.

Viettel said it has funds ready to begin 4G services at several locations in the country. For the trial, it installed nearly 200 stations in the cities of Vung Tau and Ba Ria and the rural Long Dien District.

Thus, of the country’s three biggest telecom firms, only Mobifone has yet to reveal its 4G plans.

But the company is unlikely to stand out the race. At a review meeting in the first half of last year, one of Mobifone’s most important demands from the ministry was permission to provide 4G services in the 1800 mHz band starting in early 2016.

The company also revealed plans to provide several mobile value-added services in 4G.

The goals of the major mobile players in this new race seem to be quite different: While Viettel targets expanding its market share at home and abroad, Mobifone wants to improve its image, service quality and profits.

VNPT general director Pham Duc Long said the company would introduce 4G services very quickly and apply the technology to various mobile services to provide customers with the best service quality.

Experts say 4G LTE [long term evolution] has been growing rapidly all over the world. With its advantages like high-speed internet access and the popularity of mobile phones and tablets, clearly 4G LTE will remain a key development trend in the telecom industry.

By the end of last year more than 300 telecom firms in over 100 countries were providing 4G services, 61 of them in Asia. In 2014 the world had around 450 million 4G subscribers, and the number is expected to have nearly doubled to 830 million by the end of last year.

The ministry had planned to launch 4G in the country last year, but delayed the issue of operational licences until this year for assessing the demand, technology, devices, and other conditions.

Analysts say it is right time for the country to deploy 4G since this technology has increased speed and security in mobile devices, brought in new business models and improved access to education and health.

In addition, local network operators now have the advantage of infrastructure provided by State-run companies.

But others say that the MoIT and service providers should make a careful study before introducing 4G services since 4G devices remain rather costly in Vietnam at VND4-20 million.

Besides demand, the two other decisive factors in the deployment of 4G are technology and ecosystem, they say, whereas the country’s infrastructure is not really ready yet.

They recommended that service providers should not be hasty and wait for consumers to use devices that are appropriate for 4G technology.

Property remains hot topic

Though there is no sign yet of the price “fever” that periodically marks the Vietnamese property market or a bubble, the market remains a hot topic for analysts and the media.

In discussions, most experts say the market has performed impressively in recent months, with figures showing that a strong recovery has set in after a long freeze. But they also warn there are distinct signs of risk, especially bank credit-related.

The Government seems to be in concurrence. In its Decision No.01/NQ-CP it seeks to severely curtail lending to high-risk sectors, in which it has included property.

State Bank of Vietnam deputy governor Nguyen Phuoc Thanh told a recent meeting with HCM City authorities that the central bank would restrict property-related loans this year, revealing that though a majority of loans went into funding production and business activities last year, many banks had lent too much to the real estate sector.

The housing market started recovering in late 2014. Last year the recovery was clearly reflected in the rising number of successful transactions and new projects, plunging inventories and easier credit.

According to a report by property services provider CB Richard Ellis (CBRE) Vietnam last year, in Ha Noi, housing transactions hit a record 21,100, surpassing the 2009 number.

High-end apartments accounted for 28 per cent compared to 21 per cent in 2009.

The market also witnessed a rise in the number of long-delayed projects that was revived.

Last year also saw a firm recovery in HCM City with numerous launches, positive sales volumes and higher prices, especially for mid- to high-end properties.

More than 41,900 units in 78 apartment projects were launched, mostly in the east (47 per cent) and south (27 per cent) of the city, an increase of 122 per cent over the previous year.

Overall, market sentiments remained positive through the year as 2015 ended with record annual sales – an estimated 36,160 units or up 98 per cent year-on-year.

The strong recovery is attributed to several factors, including the 0.63 per cent inflation last year, the lowest rate since 2001 and way below the average of 5 per cent in recent years.

The low inflation supported a growth in consumption and investment, including in housing, which was also helped by the low mortgage rates.

But the decisive factor was probably banks’ huge lending to both property developers and buyers.

In reality, the majority of property developers lack funds while the sector requires large medium- and long-term funds and there are few sources of funding for real estate firms.

Consequently, they rely completely on three main sources – owners’ equity, buyers’ money, and bank loans.

Besides, with most middle-class individual buyers dependent on bank loans to buy a house, lending by banks is always the key to the development of the property market.

As a result, credit to the housing sector grew 14.59 per cent last year and 80 per cent from three years ago to VND360 trillion, according to the State Bank of Vietnam.

In fact, of the total outstanding credit, loans for property development and mortgages account for 20 percent, and many banks are still expanding lending programmes targeted at real estate.

Indeed, overall credit growth reached 18 per cent last year, higher than the rate in 2011-14.

The experts express fears that the rapid growth of the housing market and credit poses threats of a bubble and a rise in bad debts just like a few years ago. While the real estate market recovered rather strongly last year and might continue to grow this year, the recovery is not really on a firm footing yet, they warn.

They also warn that the luxury apartment segment is experiencing oversupply.

But the supply of social housing and small and medium-sized apartments, which is where the real demand is, is limited, they say.

In HCM City, for instance, dozens of high-end apartment projects are being marketed despite the modest demand. On the other hand, only 6,000 apartments are available for low-income earners.

It seems that developers are focusing on high-end products with an eye on the expected foreign investment wave following the country’s accession to the TPP while ignoring low-income earners, who have huge demand for housing.

Many believe the TPP is not a magic wand that will change the market immediately.

Another big challenge facing the market is credit-related.

According to the HCMC Real Estate Association, secondary market investors now account for 15 per cent, up three-fold from 2014. They mainly focus on the high-end segment, buying in and selling quickly to profit from price differences.

The experts warn if the speculation is not checked, instability and a possible bubble loom.

But things are likely to remain stable this year if 50 per cent of the money flowing into the secondary market comes from speculators’own pocket, they say.

But 70-80 per cent of the money comes from banks and other sources of credit, often at very high interest rates, and this poses a big threat of bad debts.

Faced with this situation, the central bank has announced it will closely monitor property and long-term loans this year to safeguard the quality of credit growth.

The experts concur that it is important to tighten oversight to prevent overheating, which will cause a property bubble, especially by the banking sector over lending to the property sector.