‘ประวิตร’รอ‘นายกฯ’ดูปมตั้ง‘สังฆราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222548.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
‘ประวิตร’รอ‘นายกฯ’ดูปมตั้ง‘สังฆราช’

‘ประวิตร’ เผยรอ ‘นายกฯ’ กลับมาดูปมตั้ง ‘สังฆราช’ เชื่อเหตุพระเผชิญหน้าทหารเป็นความเข้าใจผิด มั่นใจทุกอย่างลงเอยด้วยดี ขอ ‘กำนัน-ผญบ.’ ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งต้านรธน.

      16 ก.พ.59 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม ครม.แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ สมัยพิเศษ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 14-18 ก.พ. โดยก่อนการประชุม ครม. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม นำคณะเยาวชนมารณรงค์สืบสานวิถีพุทธในวันมาฆบูชา เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมมาฆบูชา ระหว่างวันที่ 16-22 ก.พ.นี้ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
      พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม.ถึงกรณีที่เครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ นำโดยพระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าเพื่อสกัดกลุ่มบุคคลที่ออกมาจาบจ้วงคณะสงฆ์อย่างต่อเนื่องและนำไปสู่แผนล้มล้างโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ว่า ต้องรอให้นายกรัฐมนตรีกลับจากภารกิจจากต่างประเทศก่อน แต่เท่าที่ได้หารือทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เว้นข้อ 5 คือ ขอให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากต้องให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เป็นผู้พิจารณา รัฐบาลไม่เกี่ยว
      ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้การปะทะกันระหว่างพระสงฆ์กับทหารเกิดขึ้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราได้ชี้แจงกับฝ่ายพระสงฆ์แล้ว พระท่านต้องรู้ว่าพระท่านควรต้องทำอย่างไร ตนคงไม่ต้องไปบอกเพราะท่านได้บวชเรียนมาแล้ว จะไปพูดมากก็เท่านั้น พระต้องรู้ว่าท่านบวชมาทำไม
      เมื่อถามย้ำว่า ทางตัวแทนฝ่ายพระสงฆ์รับปากหรือไม่ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวขึ้นมาอีก รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร และมหาเถรสมาคมต้องรู้ว่าอะไรยังเป็นความขัดแย้งกันอยู่ก็ต้องพิจารณากันไป ส่วนนายกรัฐมนตรีก็ต้องดูภาพรวมทั้งหมด “ไม่ใช่ว่าอยากโปรดเกล้าฯ ก็โปรดเกล้าฯกันเลย ก็ต้องดูให้ถี่ถ้วนก่อน ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์ มีระเบียบอยู่แล้ว ที่มหาเถรสมาคม (มส.) เสนอมติมา รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีก็ต้องพิจารณา ก่อนที่จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล หากยังมีความขัดแย้งใครก็คงไม่กล้านำความขึ้นกราบบังคมทูล ทุกอย่างต้องสงบ หากสงบแล้วทุกอย่างก็จะเดินไปตามกติกา หากมัวแต่ทะเลาะกันทุกอย่างก็ไม่เดินตามกติกา”
      ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รัฐบาลรับข้อเสนอฝ่ายพระสงฆ์เป็นนัยยะบอกว่าจะรีบจัดการตามข้อเสนอดังกล่าว โดยเฉพาะให้รีบแต่งตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่ๆ ไม่ได้ผูกมัดอะไร เรื่องนี้ต้องปล่อยให้นายกรัฐมนตรีใช้วิจารณญาณของท่านพิจารณา ไม่ต้องเจรจากับใครเพราะเดี๋ยวทันก็จบ ขอให้ทุกคนใจเย็นไม่ต้องห่วง ไม่เป็นไร เดี๋ยวรัฐบาลค่อยๆทำ สื่อไม่ต้องชี้นำหรือแนะมากนัก”
      ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายความมั่นคงจะมีการปรับวิธีการทำความเข้าใจกับพระสงฆ์หลังเกิดเหตุปะทะกับฝ่ายเจ้าหน้าที่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เกิดขึ้นครั้งเดียวจะไปปรับทำไม จะให้ปรับกับพระมีที่ไหน ตนได้คุยกับฝ่ายพระสงฆ์ก็เรียบร้อยแล้ว เพราะพระสงฆ์เองก็ตั้งใจจะไปสวดมนต์ที่พุทธมณฑล ไม่ได้ตั้งใจจะไปชุมนุม ส่วนทหารเองก็ไม่มีอะไรที่ไม่เข้าใจ ทหารต้องการอย่างเดียวคือเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ส่วนที่เกิดความเข้าใจผิดเพราะทหารต้องการให้เข้าที่ประตูทางเดียว เพื่อป้องกันเหตุระเบิด ซึ่งพระท่านอาจไม่พกระเบิดแต่คนอื่นเราไม่รู้
      ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลกลัวหรือไม่ว่าจะมีสีเสื้อเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย พล.อ.ประวิตร กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มี ไม่เกี่ยว เท่าที่ฟังพระท่านก็อธิบายเราก็เข้าใจเพียงแต่อยากจะให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลเร็วขึ้น นายกรัฐมนตรีก็พิจารณาอยู่ เรื่องของลูกกลม ๆ มองได้หลายแบบ นายกรัฐมนตรีต้องดูให้ครบทุกด้าน เพราะถ้าดูไม่ครบหากผิดพลาดก็แก้ตัวไม่ได้แล้ว เรื่องนี้ตัดสินใจได้ครั้งเดียว
      เมื่อถามย้ำว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องของพระราชอำนาจ พล.อ.ประวิตร กล่าวยอมรับว่าใช่ เราต้องทำตามกติกา สุดท้ายก็เป็นพระราชอำนาจ
      ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายพระสงฆ์โดยพระเมธีธรรมาจารย์ ระบุว่าหากรัฐบาลไม่ทำตามเรียกร้องจะกลับมาเคลื่อนไหวชุมนุมอีกครั้ง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เท่าที่หารือไม่ได้ยิน ไม่มีข้อเรียกร้องนี้ พระท่านไม่ได้พูด ทุกอย่างต้องรอให้นายกรัฐมนตรีกลับมาก่อน ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน”
      เมื่อถามว่า มั่นใจว่าทุกอย่างจะลงเอยด้วยดีใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ดี จะไม่ดีได้อย่างไร ดีทั้งหมดนั่นแหละ โดยส่วนตัวไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไรเพราะตนมีสื่อเป็นพรรคพวกอยู่
‘พล.อ.ประวิตร’ ขอกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านใจเย็นๆ อย่าเพิ่งต้านรธน.
      พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านกว่า 300 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่ชาติ (สนช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฯ(กรธ.) ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ เพื่อขอให้ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญในหมวดการปกครองท้องถิ่นว่า เรายังไม่ทำอะไร ร่างรัฐธรรมนูญก็ยังไม่สมบูรณ์ เราก็ต้องดูกันอย่างละเอียดอยู่แล้ว ขอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านใจเย็น ๆ ตนเข้าใจในความหวังดีของทุกฝ่ายแต่เป็นเรื่องของกติกาบ้านเมือง ทุกอย่างจะเอาตามใจตัวเองไม่ได้
      ผู้สื่อข่าวถามว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ เกิดความวุ่นวายขึ้นหลายประเด็น มีการสั่งการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่มีการสั่งการอะไรเป็นพิเศษ ผมก็อยู่ตรงนี้ นายกรัฐมนตรีท่านก็ต้องไปทำงาน ทำไมผมอยู่ตรงนี้ทำงานให้ไม่ได้หรือ นายกรัฐมนตรีได้ห่วงอะไร ห่วงอย่างเดียวจะทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า และห่วงว่าได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ทำไปแล้วเข้าไปถึงประชาชนจริงหรือไม่เพราะนายกรัฐมนตรีทุ่มเททำงานทั้งหมด เกิดความแข็งแกร่งทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและทุกๆเรื่องมากขึ้นหรือไม่ จะให้มาห่วงเรื่องเล็กๆน้อยๆตามสื่อมวลชนก็ตายห่ากันพอดี ไม่ต้องทำงานกันแล้ว เรื่องของระบบยุติธรรม ทางนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ก็กำลังแก้กันอยู่ ที่จะทำอย่างไรให้มีการปฏิรูปเรื่องของกฎหมายและการออกกฎหมาย สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง”
‘พล.อ.ประวิตร’ ชี้ทุกสายการบินต้องยึดหลักสากล
      พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการประท้วงของนักบินจากสายการบินนกแอร์ ว่า เรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว เพราะทางสายการบินนกแอร์เองก็ได้ปลดพนักงานที่มีปัญหาแล้ว ทุกสายการบินต้องยึดหลักกฎการบินพลเรือน ทางนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม ได้เรียกทุกสายการบินมาหารือทำความเข้าใจกันแล้ว
      เมื่อถามย้ำว่า คณะกรรมการการบินพลเรือนจะต้องมีบทบาทลงไปตรวจสอบสายการบินต้นทุนต่ำหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขามีการตรวจสอบอยู่แล้วเพราะเป็นผู้ออกใบอนุญาต ส่วนนักบินบางกลุ่มที่ยังไม่ยอมรับกติกานั้นทำไม่ได้ จะไม่ยอมรับไม่ได้เพราะเป็นกติกาสากล
      ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการหารือหรือไม่ว่าหากเกิดเหตุอะไรต้องมีการแจ้งให้ผู้โดยสารทราบก่อน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่รู้ว่าเขาจะรู้หรือเหล่าเรื่องนี้ เพราะตัวดีดี พวกซีอีโอก็ไปอยู่ที่อื่น พอมาก็มาช้า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญต้องตรวจสอบให้ดี ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชน ขอร้องว่าอย่าทำเพราะเกิดความเสียหายต่อส่วนรวม

‘หมอวรงค์’อัด‘ยิ่งลักษณ์’กล้ามุสาพระข้าวไม่หาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222544.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
‘หมอวรงค์’อัด‘ยิ่งลักษณ์’กล้ามุสาพระข้าวไม่หาย

“นพ.วรงค์”อัด“ยิ่งลักษณ์”กล้ามุสาพระ ข้าวไม่หาย ถามเพื่อไทยพยายามบิดเบือนสังคมไปถึงไหน

วันที่ 16 ก.พ.59 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้ติดตามข่าวท่านเจ้าอาวาสวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ซึ่งสอบถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมว่า  ข้าวไม่หายใช่หรือไม่  ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะพร้อมใจกันตอบว่าข้าวไม่หาย ตนเห็นว่าการมุสากับพระสงฆ์นั้นบาปมาก  คนเราควรจะต้องรู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก ต้องรู้จักแยกแยะว่ากำลังคุยกับใคร อย่างน้อยเมื่อเข้าวัดต้องรู้จักศีล 5 โดยเฉพาะศีลข้อที่ 4 ซึ่งกล่าวว่า มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ซึ่งแปลว่าเว้นจากการพูดเท็จ การกล่าวเท็จกับสงฆ์ ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ แม้แต่ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงผ่านโซเชียลมีเดีย ว่าข้าวหายจากสต๊อกจริง แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังกล้าตอบหน้าตาเฉยว่าข้าวไม่หาย  ก็เป็นการสะท้อนถึงนิสัยและจิตใจของเขาว่าเป็นเช่นนี้เอง
          น.พ.วรงค์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องมีการเซ็นจีทูจีเก๊ ออกมาอีกในรอบสอง ก็เป็นการสะท้อนถึงความเหิมเกริมตอนมีอำนาจ ขนาดถูกจับได้แล้วยังกล้าทำอีก ทำให้นึกถึงอดีตที่ผ่านมา มีผู้สื่อข่าวถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์เรื่องขายข้าวจีทูจี น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ตอบว่า เห็นสัญญาจีทูจี มีการขายจีทูจีจริง แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไรก็มีแต่จีทูเจี๊ยะ
          “ผมไม้เข้าใจว่าคุณยิ่งลักษณ์และเพื่อไทยจะพยายามบิดเบือนสังคมไปถึงไหน อาจจะเป็นเพราะว่า การบิดเบือนข้อเท็จจริง พรรคเพื่อไทยเคยทำมาแล้วได้ผล ที่สำคัญอดีตที่ผ่านมาก็ไม่มีใครไปตอบโต้เพื่อเสนอข้อเท็จจริง แต่ครั้งนี้พวกเรามีประสบการณ์ และผมก็เชื่อว่าคนไทยตามทัน ดังนั้นเมื่อใด คุณยิ่งลักษณ์และเพื่อไทยออกมาบิดเบือนพวกเราก็จะออกมาชี้แจง ที่สำคัญขณะนี้พวกเรามีทีมงานที่จะคอยตามสิ่งเหล่าและจะออกมาตลอด ยกเว้นถ้าเขาหยุดโกหก เราก็พร้อมจะหยุดและให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม” นพ.วรงค์ กล่าว

‘ไทย-เวียดนาม’เห็นพ้องผลักดันมูลค่าการค้าร่วมปี63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222542.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
‘ไทย-เวียดนาม’เห็นพ้องผลักดันมูลค่าการค้าร่วมปี63

“ประยุทธ์” หารือทวิภาคี นายกฯเวียดนาม เห็นพ้อง ผลักดันมูลค่าการค้าร่วม 20,000 ล้านเหรียญ ในปี 2563

วันที่ 16 ก.พ.59 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบหารือทวิภาคีกับนายเหวียน เติ๊น สุง (Mr. Nguyen Tan Dung) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – สหรัฐฯ สมัยพิเศษ (U.S.-ASEAN Leaders Summit) ณ เมือง Rancho Mirage มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ก.พ.59 เวลา 10.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น
          โดยภายหลังการหารือ พลตรี วีรชน สุคนธปฎิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่มชมประวัติศาสตร์ความร่วมมือ 40 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และยืนยันที่จะเดินหน้าภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) อย่างรอบด้าน ทั้งการค้า การลงทุน และความมั่นคง ซึ่งการมีเสถียรภาพจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อการเติบโตทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมต่อประเทศและภูมิภาค ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและเวียดนาม จะต้องขยายให้ครอบคลุมไปยังประเทศอื่น เพื่อให้อาเซียนมีความเข้มแข็ง จากภายใน สามารถมีบทบาทและเพิ่มอำนาจการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ
          นายกรัฐมนตรียังแสดงความยินดีที่เวียดนามเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ที่ขณะนี้ ไทยกำลังศึกษาและประเมินข้อกำหนดสำหรับประเทศที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่อย่างรอบคอบ พร้อมแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นจากเวียดนามด้วย
          โอกาสนี้ นายกรัฐมนตีเวียดนาม กล่าวว่าความร่วมมือไทยและเวียดนามมีความก้าวหน้า เร่งควรให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเดินหน้าปฏิบัติตามแผนการทำงานที่ได้มีการลงนาม ภายใต้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะ การผลักดันมูลค่าการค้าสองประเทศให้ได้ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ภายในปี 2563
          นายกรัฐมนตรีเวียดนามยังได้กล่าวสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคงและความปลอดภัย โดยเห็นควรมอบหมายรัฐมนตรีทีเกี่ยวข้องเป็นผู้กำกับนโยบายและให้มีการประสานงานและความร่วมมือพลเรือน ทหารและตำรวจ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่าย
          ด้านแรงงาน นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้กล่าวขอบคุณไทยที่ให้การช่วยเหลือและขยายระยะเวลาในการจดทะเบียนแรงงานเวียดนาม โดยจะมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดวางแนวทางการทำงานร่วมกันต่อไป โดยอยากเห็นแรงงานเวียดนามสามารถทำงานได้หลากหลายสาขาอาชีพยิ่งขึ้น แทนการกระจุกตัวอยู่เพียงภาคประมง แม่บ้าน ก่อสร้างและร้านอาหาร เท่านั้น
          ทั้งนี้ ความร่วมมือด้านประมงและเรือประมงนั้น ไทยและเวียดนามจะร่วมมืออย่างสร้างสรรค์เพื่อเร่งขจัดปัญหาประมงผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็จะเปิดช่องทางการสื่อสาร อาทิ สายด่วนประมง ระหว่างกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อความร่วมมือและการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในอนาคตด้วย
          นายกรัฐมนตรีไทยได้กล่าวว่า ประชาคมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ จะต้องร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งและแข็งแรง (Stronger) ไปด้วยกัน โดยเดินหน้าร่วมมือในสาขาที่เห็นพ้องและมีศักยภาพ อาทิ การผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเวียดนาม 20,000 ล้านดอลลาห์ ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิต ทั้งต้นทางการผลิตและแปรรูปสู่การตลาด เพื่ออาเซียนทั้งหมดได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ด้านแรงงาน ได้ให้ความสำคัญสองเรื่องใหญ่ คือ การเร่งจัดทำการพิสูจน์สัญชาติและการจดทะเบียนแรงงาน ควรมีมาตรการควบคุมจากประเทศต้นทางด้วย สำหรับด้านประมงนั้น ไทยร่วมมือกับเวียดนามและพร้อมเจรจาประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ทั้งการเปิดเสรีและการร่วมลงทุน (Joint Venture) ด้านความมั่นคงนั้นจะขอให้รองนายกรัฐมนตรีด้านคามมั่นคงของไทยมากำกับดูแลให้เกิดบูรณาการทั้งตำรวจ ทหารและพลเรือง ขณะเดียวกันก็ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่ดูแลในระดับนโยบาย และประสานไปยังกระทรวงเจ้าของเรื่องที่เป็นฝ่ายปฎิบัติ โดยมีการจัดลำดับความพร้อมและความสำคัญก่อนหลัง เพื่อให้ความร่วมมือที่ได้มีการตกลงกันแล้วนั้น เดินหน้าอย่างรวดเร็ว

หรือว่าจะอยู่แบบนี้กันไปยาวๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222540.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
หรือว่าจะอยู่แบบนี้กันไปยาวๆ

หรือว่าจะอยู่แบบนี้กันไปยาวๆ : คอลัมน์ ขยายปมร้อน โดย… ศรุติ ศรุตา

ทำไปทำมา ร่างรัฐธรรมนูญ (ที่ยังไม่ได้แก้) ฉบับนี้ ก็มีเสียงไม่เห็นด้วย ไม่เอา ดังมากขึ้นทุกที มีการพูดถึงการยกร่าง หรือการแก้ไขจากที่เคยมี เคยดี แต่ไม่รู้ไปเอามาแก้ทำไมให้ “ดี” ที่ว่านั้นหายไป
          อย่าง อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ นั่นก็บอกว่า เหมือนเป็นคน “มือบอน” ที่เขาทำกันไว้อยู่แล้วตั้งแต่ฉบับ 2540 มาจนถึงฉบับ 2550 เขาก็คงไว้ แต่ฉบับที่เป็นร่างใหม่นี้ กลับไปเปลี่ยน ไปแก้ถ้อยคำ ทั้งที่ไม่เคยเป็นปัญหามาก่อน
          อาจารย์แก้วสรร บอกว่า ปัญหาที่ว่านั้นสะท้อนถึงวิธีคิดของคนร่างรัฐธรรมนูญ
          ไม่ใช่แค่อาจารย์แก้วสรรเท่านั้น ที่บอกว่าไม่เห็นด้วย และจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หากยังไม่มีการแก้ไข
          อาจารย์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง ก็บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขัดกับหลักสากล แล้วก็เชื่อว่า ถึงแม้จะไปแก้ไข ประชามติก็ไม่น่าจะผ่าน
          อาจารย์ธีรภัทร์บอกว่า คสช.ไม่ควรกังวลว่าการเมืองจะอย่างไร แต่ควรทำให้รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับ ส่วนจะไปอย่างไรนั้น เป็นเรื่องของพัฒนาการของประชาธิปไตย
          ที่สำคัญอย่าไปกังวลกับอดีตพรรคต่างๆ จะปรับตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
          แต่ถ้าไปถามพรรคเพื่อไทย พรรค(เคย)ใหญ่ แล้วก็ไม่รีรอที่จะบอกความในใจว่า เมื่อเห็นร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังไงก็รับไม่ได้กับเนื้อหาที่ออกมา เพราะนอกจากขัดนั่นนี่แล้ว ยังดูเหมือนว่า คนร่างจะแสดงความ “รังเกียจ” พรรคเพื่อไทยผ่านร่างรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำไป
          ปัญหาคือ พรรคเพื่อไทยนั้น เคย “ใหญ่” มาแล้วจริงๆ
          ชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลติดต่อกันตั้งแต่สมัย ทักษิณ ชินวัตร นำพรรค จนส่งต่อมาให้ตัวแทน ยันน้องสาว (จะด้วยแนวคิดวิธีการใดๆ ก็แล้วแต่) ก็เลยทำให้มองข้ามพรรคเพื่อไทยไปไม่ได้
          เสียงร้องทักจากพรรคเพื่อไทยอย่างไรเสียก็จำเป็นต้องฟัง
          ไม่ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะขี่ม้าเลียบค่าย ไม่ฟันธงว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ลึกๆ ภายในแล้ว ก็น่าจะได้กลิ่นคาวจนมีอาการ “คอแข็ง กลืนลำบาก” อยู่บ้าง
          แต่ด้วยลีลาของมืออาชีพ จึงเลือกที่จะนิ่งรอดูสถานการณ์มากกว่าจะรีบร้อนไปตีป่าให้เสือตื่นเหมือนกับเพื่อไทย ที่เดินหน้าชนเต็มที่ในทันทีที่มีโอกาส
          นั่นอาจเป็นเพราะประชาธิปัตย์อยู่ในจุดที่ “รอได้ไม่จำกัดเวลา” แต่สำหรับเพื่อไทยนั้น จะรอให้ “ถั่วสุก” ไม่ได้แน่ คดีความที่รุกไล่คนในตระกูลชินวัตร ไม่ว่าจะเป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พานทองแท้ ชินวัตร รวมทั้ง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำให้รอจนถึงจุดที่ประชาธิปัตย์รอก็คงจะสายเกินแก้ไปแล้ว
          แต่เรื่องนี้ในมุมของ คสช.แล้ว “เงียบกริบ!” แถมจะเคืองเอาเสียด้วยซ้ำหากมีคนไปถาม อย่างเมื่อวันก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีถูกตั้งคำถามว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่
          จนมีคำถาม (ในใจ) ว่า “เคือง” เพราะไม่รู้จริงๆ ไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำประชามติผ่านหรือเปล่า หรือเพราะรู้ว่าท้ายสุดแล้วมันจะออกมาอย่างไร
          นั่นคงเป็นคำถามที่ดังขึ้นในใจเท่านั้น!
          แต่ดูท่าทีจริงจังขึงขังของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่สั่งการให้ทหารทุกกองทัพภาค รวมไปถึงนักศึกษาวิชาทหาร ไปรณรงค์ให้ผู้คนได้มาลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ไม่รู้ว่าหน้าตาจะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือไม่ หลังจากฟังความเห็นแล้วเอากลับไปแก้ไขใหม่ ทำให้ต้องกลับมาย้อนถามดูอีกทีว่า คสช.อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านจริงหรือ
          เพราะดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ไม่เพียงจะทำให้ “อีกฝ่าย” ยอมเดินตามกรอบ หากแต่ลุกขึ้นต้านเลยเสียด้วยซ้ำ
          หรือว่า เราจะอยู่กันยาวๆ แบบนี้ไปอีกสัก 2-3 ปี อย่างที่เขาว่ากัน !

กรมพัฒนาฯ ถกคิง เพาเวอร์ คงพื้นที่วางขายโอทอปในสุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581330

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.พ. 2559 01:10

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมถก คิง เพาเวอร์-ทอท. คงพื้นที่วางขายโอทอปในสุวรรณภูมิ ห่วง เอกชนจับย้ายพื้นที่ไปขายทำเลไม่ดี ฟุ้งปี 58 ทำยอดได้กว่า 60 ล้าน พร้อม เดินหน้าเจรจาวางขาย ที่สนามบินนานาชาติอื่นทั่วประเทศ…

วันที่ 23 ก.พ.59 นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมหารือกับบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับสัมปทาน เช่าพื้นที่ขายสินค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้คงพื้นที่วางจำหน่ายสินค้าโอทอปไว้เหมือนเดิม เพราะเป็นทำเลที่ดี มีผู้โดยสารผ่านจำนวนมาก ส่งผลให้ปี 58 สินค้าโอทอปที่วางขายในสุวรรณภูมิมียอดขายถึงกว่า 60 ล้านบาท และขอให้คงรายละเอียดข้อตกลงเดิมไว้คือ ให้ คิง เพาเวอร์ เป็นผู้ซื้อสินค้าขาดจากผู้ประกอบการสินค้าโอทอป ไม่ใช่เพียงแค่การฝากวางจำหน่ายเท่านั้น ซึ่ง คิง เพาเวอร์ สามารถบวกกำไรได้ตามความเหมาะสม โดยข้อดีของการซื้อขาด จะทำให้ คิง เพาเวอร์ต้องเอาใจใส่ให้ขายสินค้าได้

“ในปีนี้ กรมฯ ต้องการให้เอกชนคงเงื่อนไขการสนับสนุนสินค้าโอทอปไว้เหมือนเดิม เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพราะมีข้อมูลเบื้องต้นว่า เอกชนอาจเปลี่ยนพื้นที่วางจำหน่าย ซึ่งอาจไม่ใช่ทำเลที่ดีเหมือนเดิม เช่นเดียวกับเงื่อนไขการรับสินค้าให้คงแบบที่เอกชนซื้อขาย แต่ในปีนี้กรมฯ จะจัดหาผู้ประกอบการโอทอปรายใหม่ๆ ให้เอกชนไปเลือกสินค้า ซึ่งจะเป็นผลดีในแง่การหมุนเวียนให้สินค้าโอทอปมีความหลากหลาย และกระจายประสบการณ์ทางการตลาดให้ผู้ประกอบการโอทอปหน้าใหม่ได้เข้าถึงตลาด ส่วนผู้ประกอบการรายเดิมจะเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาให้ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการระดับสากลต่อไป”

นอกจากนี้ กรมฯ ยังจะเจรจากับเอกชนรายอื่นอีก เช่น เดอะมอลล์กรุ๊ป รวมถึงบริษัท ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อใช้แนวทางพัฒนาเดียวกันนี้ในการส่งเสริมสินค้าโอทอปให้มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น เช่น จะเจรจาขอวางขายในสนามบินนานาชาติแห่งอื่นที่มีอยู่ทั่วประเทศ อย่าง สนามบินนานาชาติดอนเมือง อู่ตะเภา ภูเก็ต เป็นต้น.

พณ.ทุ่ม 55 ล้าน ผุด ‘หมู่บ้านทำมาค้าขาย’ ตั้งเป้า 10 แห่งในปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581324

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 21:32

 

พาณิชย์ เดินหน้า ปั้น “หมู่บ้านทำมาค้าขาย” ตั้งเป้า 10 แห่งในปีนี้ หลังได้งบกลางปี 55 ล้าน พร้อม ดึงหอการค้าไทยร่วมด้วย หวัง สร้างความเข้มแข็งชุมชน-เศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายรัฐบาล…

วันที่ 23 ก.พ. 59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ อยู่ระหว่างการจัดทำโครงการ “หมู่บ้านทำมาค้าขาย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการประชารัฐของรัฐบาล เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ให้กับประชาชนและธุรกิจในหมู่บ้าน รวมถึงใช้เป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจในแต่ละจังหวัดว่าจะผลักดันหมู่บ้านใดให้เป็นโครงการนำร่อง หลังจากที่กรมฯ ได้รับงบประมาณกลางปีจำนวน 55 ล้านบาท เพื่อใช้จัดทำโครงการให้เป็นผลสำเร็จ

“ในปีนี้ตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้เกิดหมู่บ้านทำมาค้าขายอย่างน้อย 10 หมู่บ้าน ซึ่งกำลังลงพื้นที่ไปดูอยู่ว่าจะเริ่มที่ไหนก่อน เบื้องต้นได้สำรวจหมู่บ้านต่างๆ ไปแล้ว เช่น หมู่บ้านประมงและสะพานปลา ที่ประจวบคีรีขันธ์และระยอง หมู่บ้านกาแฟ ที่เชียงใหม่ หมู่บ้านปศุสัตว์ ทั้งวัวนม หมู ไก่ ที่ราชบุรี สระบุรี และนครปฐม หมู่บ้านผลไม้และปาล์ม ที่ภาคใต้ และกำลังดูหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์และหมู่บ้านหัตถกรรม เมื่อได้หมู่บ้านชัดเจนแล้ว จะทำแผนผลักดันต่อไป”

สำหรับแนวทางในการพัฒนาหมู่บ้านทำมาค้าขาย จะเข้าไปสำรวจดูว่าหมู่บ้านเป้าหมาย ผลิตสินค้าอะไร มีตลาดอยู่ที่ใด จะเข้าไปผลักดันให้มีการรวมตัวกัน จัดที่ค้าขายให้เป็นรูปแบบเดียวกัน หรือปรับมาตรฐานร้านค้าให้ใกล้เคียงกัน หรือสอนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้าแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จากนั้นจะร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยฝึกอบรมในการทำธุรกิจ ทั้งการทำบัญชี การทำการตลาด และช่วยเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มธุรกิจ เพื่อให้เกิดการต่อยอดในการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น หรือหากเป็นกลุ่มสินค้าหัตถกรรม ก็จะประสานศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เข้าไปช่วยพัฒนาสินค้าให้

นอกจากนี้ กรมฯ ยังจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลักดันหมู่บ้านทำมาค้าขาย โดยเฉพาะหอการค้าไทย ที่มีโครงการ 1 บริษัท 1 ชุมชน ที่ได้มอบหมายให้บริษัทขนาดใหญ่ ที่เป็นสมาชิกเข้าไปช่วยเหลือชุมชนต่างๆ ในการช่วยพัฒนาสินค้า พัฒนาการผลิต พัฒนาการเพาะปลูกพืชเกษตร แล้วช่วยในการจัดหาตลาดให้ ซึ่งกรมฯ จะขอความร่วมมือให้เข้ามาช่วยพัฒนาหมู่บ้านทำมาค้าขาย ที่กรมฯ ให้การส่งเสริมอยู่ ถือเป็นการสร้างวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์ ตามแนวทางของรัฐบาล โดยบริษัทใดที่ให้การช่วยเหลือสังคม ก็อาจจะมีแรงจูงใจด้วยการลดภาษีให้ เป็นต้น การดำเนินการเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากด้วย.

หุ้นไทยปิดตลาดพุ่ง 5.60 จุด มูลค่าซื้อขาย 49,838.20 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581321

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 17:10

 

หุ้นไทยปิดตลาด บวก 5.60 จุด ที่ระดับ 1,325.79 จุด มูลค่าซื้อขาย 49,838.20 ล้าน…

วันที่ 23 ก.พ. 59 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาด บวก 5.60 จุด ที่ระดับ 1,325.79 จุด หรือคิดเป็น 0.42% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 49,838.20 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

ไทยทีวี ยัน ไม่จ่ายเงินแบงก์การันตี 1.7 พันล้าน ‘เจ๊ติ๋ม’ มั่นใจ ชนะคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581244

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 15:32

 

ที่ปรึกษากฎหมายไทยทีวี ยัน ไม่จ่ายเงินแบงก์การันตีกว่า 1,700 ล้าน ขณะที่ ‘ติ๋ม ทีวีพูล’ ไม่หนักใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มั่นใจ จะชนะคดียื่นฟ้อง กสทช. ด้าน กสทช. เผย ถ้าศาลยืนตาม กสทช. ไทยทีวีก็ต้องจ่าย…

วันที่ 23 ก.พ.59 นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยทีวี หรือติ๋ม ทีวีพูล กล่าวว่า มีความมั่นใจการต่อสู้คดี ว่าจะชนะ กรณีที่ยื่นฟ้อง กสทช. ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับคำสั่ง กสทช. ขอเรียกเก็บหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือแบงก์การันตี ที่ทำไว้กับธนาคารกรุงเทพ มูลค่า 1,748 ล้านบาท โดยศาลนัดไต่สวนนัดแรกวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 และไม่หนักใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ขณะที่ นายสุชาติ ชมกุล ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท ไทยทีวี กล่าวยืนยันว่า ทางไทยทีวีจะไม่ชำระแบงก์การันตี เนื่องจากกระบวนการอยู่ในชั้นศาล ส่วนคดีที่ยื่นฟ้องไปมีทั้งหมด 13 เรื่อง ซึ่งศาลไม่รับเพียง 1 เรื่อง คือขอให้การประมูลทีวีดิจิตอลเมื่อปี 2556 เป็นโมฆะ ขณะที่ล่าสุดธนาคารกรุงเทพ ยังไม่ได้ติดต่อมาที่ไทยทีวี

ด้าน นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า หากไม่ดำเนินการฟ้อง จะทำให้ถูกมองว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาได้ เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 3 ครั้ง และให้เวลามากว่า 100 วันแล้ว รวมทั้งให้ปรับปรุงในสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อเปิดทางให้รายใหม่มาบริหารบริษัท ส่วนการไต่สวนวันนี้ ถ้าศาลยืนตาม กสทช. ไทยทีวีก็ต้องจ่ายเงิน ถ้าศาลมีคำสั่งคุ้มครอง ไทยทีวีก็ไม่ต้องจ่าย.

ทองโลกดิ่ง 20.7 ดอลลาร์-ทองไทยร่วงตาม 100 รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581085

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 09:49

 

ราคาทองเปิดตลาดลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,208.28 ขายออกบาทละ 21,000 บาท หลังทองโลกร่วง 20.7 ดอลลาร์…

วันที่ 23 ก.พ. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,500.00 บาท ขายออกบาทละ 20,600.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,208.28 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท

ขณะที่เมื่อคืนวันที่ 22 ก.พ. สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลง จากการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์ก ขานรับราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวขึ้น ได้กดดันให้นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

นอกจากนี้ ยังได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากเมื่อดอลลาร์แข็งค่าจะส่งผลให้สัญญาทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลเงิน ดอลลาร์นั้น มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจ โดยสัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดร่วงลง 20.7 ดอลลาร์ หรือ 1.68% แตะที่ 1,210.10 ดอลลาร์/ออนซ์.

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง จากแรงหนุนกลุ่มปิโตรเลียม-เทคโนโลยี หลังราคาน้ำมันเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581021

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 06:42

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันจันทร์ ตามตลาดหุ้นทั่วโลก หลังจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น หนุนให้หุ้นของบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียมและเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 22 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 228.67 จุด หรือ 1.40% ปิดที่ 16620.66 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 27.72 จุด หรือ 1.45% ปิดที่ 1945.50 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 66.18 จุด หรือ 1.47% ปิดที่ 4570.61 จุด

ราคาน้ำมันของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 6% ช่วยหนุนหุ้นของบริษัทกลุ่มปิโตรเลียมอย่าง ฮัลลีเบอร์ตัน และ โคโนโคฟิลลิปส์ ให้เพิ่มขึ้นเกือบ 5% ขณะที่บริษัท เชฟรอน หุ้นเพิ่ม 2.7% ขณะที่บริษัทเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น ผู้ผลิตทองคำและทองแดง ฟรีพอร์ต-แมคโมราน หุ้นเพิ่มขึ้นถึง 14.6%, ผู้ผลิตอะลูมิเนียม อัลโค เพิ่มขึ้น 13.2% และ ยูไนเต็ด สเตต สตีล เพิ่มขึ้น 4.7%

ขณะที่หุ้นของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะ อเมซอนและเทสลา มอเตอร์ส ที่เพิ่มขึ้น 4.16% และ 6.7% ตามลำดับ