ปัญหาเกษตรที่นี่มีคำตอบ : การใส่ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำแก่พืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199203

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คำถาม ขอทราบวิธีให้ปุ๋ยกับการให้น้ำที่ถูกต้องด้วยครับ

สรวง สุวรรณมาลี

อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท

คำตอบ การให้น้ำกับการให้ปุ๋ย พร้อมกันสำหรับพืชที่ปลูกนั้น พอจะจัดระบบได้ดังนี้

พืชที่ปลูกและระบบให้น้ำ มีวิธีการหลักๆ พอจะแบ่งได้ 2 แบบ คือ แบบแรก เป็นการให้น้ำแบบหยด เหมาะสำหรับพืชที่ปลูกระยะระหว่างต้นชิดกัน และปลูกเป็นแนวยาว เป็นพืชที่มีระบบรากลึกไม่แผ่กว้าง แบบที่ 2 เป็นการให้น้ำระบบประหยัด เหมาะสำหรับการให้น้ำแก่ไม้ผล เช่น ลำไย มะม่วง เงาะ ทุเรียน มะนาว ส้ม รวมทั้งพืชผักและพืชไร่ที่มีระยะแถวต้นที่ห่างกัน

ดินและระบบให้น้ำ แบ่งออกเป็น 2 แบบ แบบแรก เป็นการให้น้ำแบบน้ำหยด เหมาะสำหรับดินที่มีปัญหา เช่น ดินเหนียวจัด
ระบายน้ำได้ช้า อัตราซึมน้ำต่ำ หรือดินทราย ซึ่งมีอัตราการซึมของน้ำสูง รวมทั้งดินเค็ม แต่การให้น้ำแบบทำให้ดินชื้นตลอดเวลา จะทำให้เกลือถูกผลักดันให้ไปสะสมอยู่บริเวณขอบๆ จึงเหมาะแก่การปลูกพืชประเภทผัก ไม้ดอก
ไม้ประดับ แบบที่ 2 การให้น้ำระบบประหยัด ต้องเลือกหัวจ่ายน้ำที่เหมาะสมกับชนิดของดิน คือต้องเลือกหัวที่มีอัตราการให้น้ำที่ไม่มากกว่าอัตราการซึมน้ำของดิน

ระบบให้น้ำกับการจัดการปุ๋ยพร้อมระบบน้ำ แบ่งออกเป็น 2 แบบ แบบแรก เป็นการให้น้ำแบบหยด ถ้าต้องการให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีการติดตั้งระบบกรองน้ำ เพื่อป้องกันการอุดตัน แบบที่ 2 เป็นการให้น้ำระบบประหยัด จะต้องมีการให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ต้องติดตั้งอุปกรณ์จ่ายปุ๋ยพร้อมระบบน้ำ หากสามารถให้ปุ๋ยทางดินด้วยวิธีการอื่นๆ ก็ได้ เช่น การให้ปุ๋ยโดยการหว่านในรัศมีที่หัวจ่ายน้ำเหวี่ยง ปุ๋ยจะสามารถละลายลงไปในเขตรากพืชได้เช่นกัน

การให้น้ำแบบหยด เป็นการให้น้ำระบบประหยัด เหมาะกับพืชที่ปลูก เช่น ไม้ผล สามารถช่วยให้ประหยัดน้ำได้เป็นอย่างดี เช่น ลำไย มะม่วง ทุเรียน เงาะ มะนาว ส้ม ส้มโอ ลองกอง รวมทั้งพืชผักและพืชไร่ ที่มีระยะแถวต้นที่ห่างกัน เหมาะสำหรับดินที่มีปัญหา เช่น ดินเหนียวจัด มีการระบายน้ำได้ช้า อัตราซึมน้ำต่ำ หรือดินทรายจัด อัตราการซึมน้ำสูง รวมทั้งดินเค็ม เพราะการให้น้ำแบบหยดจะทำให้ดินชื้นตลอดเวลา เกลือจึงถูกผลักให้ไปอยู่รอบนอกของวงเปียก ต้องเลือกหัวจ่ายน้ำที่เหมาะสมกับชนิดของดิน คือมีอัตราการให้น้ำที่ไม่มากกว่าอัตราซึมน้ำของดิน หรือความสามารถในการซึมน้ำของดิน หากต้องการให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ให้ปุ๋ยพร้อมระบบให้น้ำ หรืออาจจะต้องติดตั้งระบบให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำ หรือไม่ก็ได้ หากคิดว่าสามารถให้ปุ๋ยด้วยวิธีการอื่นๆ ได้ดีพอ

ส่วนพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชไร่ ที่ระยะปลูกสั้น จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่า สามารถให้ผลผลิตทั้งปริมาณ คุณภาพ และสามารถผลิตนอกฤดูกาลได้ดี สวนไม้ผลสามารถเพิ่มผลผลิตนอกฤดูกาลได้ดีเช่นกัน

นาย รัตวิ

สหรัฐเข้มนำเข้าปลากลุ่ม‘Catfish’ ‘ประมง’เตือนผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมรับกฎใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199202

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ปรับเปลี่ยนหน่วยงานผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำ ชนิดของปลากลุ่ม Catfish ใน Order Siluriforme จากองค์การอาหารและยา หรือ FDA (Food and Drug Administration) สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ไปอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของหน่วยบริการด้านความปลอดภัยและตรวจสอบคุณภาพอาหาร FSIS (Food Safety and Inspection Service) ซึ่งสังกัดกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ USDA (US Department of Agriculture)

โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา USDA ได้มีการออกกฎระเบียบฉบับสมบูรณ์ (Final Rule) เกี่ยวกับการตรวจสอบปลาใน Order Siluriformes ที่รวมถึง Catfish ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป โดยในระหว่างนี้ประเทศที่มีการส่งออกปลาในกลุ่ม Catfish ไปยังสหรัฐอเมริกาทั้งในปัจจุบันและประสงค์จะคงการส่งออกต่อไป จะต้องยื่นเอกสารคำร้อง และระบุบัญชีรายชื่อโรงงานที่มีการส่งออก พร้อมระบุหมายเลขรับรองโรงงาน และชื่อที่อยู่ของโรงงาน รวมทั้งเอกสารที่แสดงถึงหน่วยงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลโรงงานผู้ผลิตที่เป็นไปตามข้อกำหนดของ USFDA ในส่วนของการควบคุม GMP, HACCP, SOPs และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และ FSIS จะประกาศรายชื่อประเทศที่จะส่งออกได้เมื่อได้ประเมินเอกสารจากประเทศผู้ยื่นคำร้อง ภายใน 1 มีนาคม 2559 นี้ โดย FSIS จะแจ้งให้ทราบถึงข้อมูลที่ต้องการเพิ่มเติม และจะดำเนินการประกาศรายชื่อประเทศให้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ส่งออกได้ โดยสหรัฐอเมริกาจะห้ามการนำเข้าจากประเทศที่ไม่มีการส่งข้อมูลดังกล่าวภายในกำหนดเวลา ทั้งนี้ กฎระเบียบฉบับนี้ได้กล่าวถึงการตรวจสอบปลาใน Order Siluriformes ซึ่งประกอบด้วย 36 วงศ์ (Familie) โดยปลาที่ประเทศไทยมีการส่งออกมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 วงศ์ ประกอบด้วย วงศ์ปลากด (Bagridae) วงศ์ปลาดุก (Clariidae) วงศ์ปลาสวาย (Pangasiidae) และวงศ์ปลาเนื้ออ่อน (Siluridae)

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า กรมประมงจึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการส่งออกสินค้าปลาใน Order Silurformes ที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาทุกรายได้โปรดแจ้งความประสงค์การส่งออกสินค้าปลาในกลุ่มดังกล่าว มายังกองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง (กตส.) กรมประมง ทางอี-เมล์ bkkinspector@gmail.com ภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 นี้ ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0-2558-0142 ใน
วันและเวลาราชการ

ตั้งศูนย์วิจัยพัฒนา‘ไก่เนื้อโคราช’ มทส.จับมือสกว.ขับเคลื่อนการเลี้ยงสู่เป้าหมายเชิงศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199201

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยสนับสนุนการวิจัยโดยมุ่งเน้นนวัตกรรมการพัฒนาสายพันธุ์ “ไก่เนื้อโคราช” ให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนของเกษตรกร และเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการร้านอาหารใน จ.นครราชสีมา ในการนำไก่โคราชใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งผลจากการวิจัยและพัฒนาที่ผ่านมาพบว่าไก่เนื้อโคราชเป็นไก่ลูกผสม มีเนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ และมีความทนต่อโรค จึงมีการขยายอาชีพการเลี้ยงไก่เนื้อโคราชนี้ไปยังกลุ่มชัยบุรินทร์ ประกอบด้วย จ.ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยในอนาคต มทส. จะพัฒนาไก่โคราชให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยจะพัฒนาไก่โคราชให้มีสารพิวรีน และกรดยูริคต่ำ เพื่อให้ผู้บริโภคที่เป็นโรคเก๊าท์ สามารถบริโภคได้

ขณะที่ รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ รองผู้อำนวยการด้านการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า สกว.สนับสนุนการวิจัยไก่โคราช ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าปศุสัตว์ที่สามารถผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ โดยพัฒนาการของไก่พื้นเมืองไทยแสดงถึง S-curve 3 ระยะ คือ First s-curve เริ่มขึ้นเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมาจากความร่วมมือระหว่าง สกว. และกรมปศุสัตว์ จนได้ไก่พื้นเมือง 4 ฝูงพันธุ์ ที่มีความสม่ำเสมอในเรื่องของสี หากไม่มีการขยายหรือนำความรู้ในเชิงวิชาการเข้าไปเกื้อหนุนต่อ อาจทำให้ไก่พื้นเมืองสูญสลายไปในที่สุด และ Second s-curve เกิดขึ้นจากการที่ สกว.ร่วมมือกับ มทส. ในการพัฒนาไก่เนื้อโคราช และพัฒนาแม่พันธุ์ มทส. จากไก่เหลืองหางขาว โดยมีกลุ่มเกษตรกรทำนาลาดบัวขาว และสหกรณ์การเกษตรกันทรวิชัยมาร่วมในโครงการ ความร่วมมือ 6 ปีที่ผ่านมา ไก่โคราชได้มีการพัฒนาการไปมากทั้งในเรื่องของพันธุ์ ระบบผลิต ผู้ผลิต เทคโนโลยีที่สนับสนุนผู้เลี้ยง ทำให้มีความต้องการไก่โคราชเพิ่มมากขึ้น และด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร มทส. จึงได้มีการลงทุนในเรื่องโรงเพาะฟัก (Hatchery) เพื่อขยายกำลังการผลิตจากเดือนละ 3,000 ตัวเป็น 44,000 ตัว ด้วยเงินลงทุน 26.7 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว และเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์ดีได้ หรือเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งของทีมวิจัย มหาวิทยาลัย และผู้บริหาร มทส. ที่จะเกื้อหนุนและสนับสนุนระบบการผลิตตลอดห่วงโซ่ โดย Second s-curve เกิดนวัตกรรมด้านพันธุ์ “ไก่ มทส.” ผลผลิต “ไก่โคราช” และระบบการบริหารงานวิจัยที่ได้สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ เข้ามาในระบบ

“สกว.และมทส. จึงได้ร่วมมือจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาไก่เนื้อโคราช ซึ่งถือเป็นการก้าวเข้าสู่ Third s-curve เป็นการปักธงและขับเคลื่อนให้ไก่โคราชเป็นอาชีพของเกษตรกร และนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ ซึ่งได้ปักธงไปในหลายจังหวัด และเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมว่างานวิจัยและพัฒนาเป็นการลงทุน มิใช่ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ นับว่า สกว.ได้บรรลุ
เป้าหมายในการสร้างคน สร้างผลงานวิจัย และสร้างระบบวิจัย นำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสนับสนุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างมีนวัตกรรม ขณะที่ มทส.ได้ยกระดับวงจรนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไก่โคราช กำลังถูกยกระดับจากสัตว์พื้นเมืองให้กลายเป็นทรัพย์สินของประเทศ บรรลุเป้าหมายในเชิงเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าถึงพันธุ์ดี และเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน รวมถึงเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่เกษตรกรจนถึงผู้บริโภค ถือเป็นการเกื้อหนุนฐานรากของสังคมอย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นความมั่นคงอาหารอีกด้วย” รองผู้อำนวยการ สกว. กล่าว

เตือนปลูกพืชตามคำแนะนำจนท. ช่วยลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199199

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรหลายรายที่ยังไม่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปให้องค์ความรู้ กระบวนการ และแนะแนววิธีการต่างๆ บ้างแล้วก็ตาม อีกทั้งที่ผ่านมาภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการด้านการเกษตรในการลดราคาสินค้าและปัจจัยการผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอีกด้วย

นายสมชายกล่าวต่อไปว่า สำหรับในปีนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นนโยบายในเรื่องของการลดต้นทุน ในส่วนของกรมวิชาการเกษตรจึงได้นำเอาเทคโนโลยีการเกษตรเข้าไปช่วยส่งเสริมในเรื่องของการลดต้นทุน เช่น การสนับสนุนพันธุ์พืชพันธุ์ดี ซึ่งกรมวิชาการเกษตรจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำเกษตรกรด้านการเลือกใช้พันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น พืชมีความแข็งแรง ทนต่อสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งจะช่วยให้เกษตรกรประหยัดในเรื่องของการดูแล บำรุงรักษา เนื่องจากในพื้นที่ของเกษตรกรนั้นมีแร่ธาตุอาหารเหมาะสำหรับพืชที่เกษตรกรปลูก อีกทั้งในขณะนี้พื้นที่ทางการเกษตรของประเทศไทยหลายแห่งกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง เกษตรกรควรจะประเมินความเสี่ยงและเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและเป็นที่ต้องการของตลาด จะทำให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้ในช่วงภัยแล้งนี้ได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่ต้องการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและสารเคมีต่างๆ เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรจะให้คำแนะนำเกษตรกรถึงวิธีการใส่ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและสารเคมีต่างๆอย่างถูกวิธี ถูกเวลาและถูกปริมาณ เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้าใจในการดูแลพืชแต่ละชนิด แต่ละช่วงอายุของพืชว่าต้องการการดูแลอย่างไร ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เกษตรกรไม่เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ และปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การลดต้นทุนเกิดประสิทธิภาพได้สูงสุด คือ ตัวของเกษตรกรเอง ซึ่งถ้าหากเกษตรกรได้รับความรู้ คำแนะนำถึงวิธีการปฏิบัติต่างๆ จากเจ้าหน้าที่ไปแล้ว แต่ไม่นำไปปฏิบัติหรือต่อยอด สิ่งที่ได้มานั้นก็จะสูญเปล่า การลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องเริ่มจากเกษตรกร ปฏิบัติโดยเกษตรกร ต่อยอดโดยเกษตรกร จึงจะทำให้การลดต้นทุนการผลิตเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

มก.ระดมนวัตกรรมสู้แล้ง เผยแพร่สู่เกษตรกรงาน‘เกษตรแฟร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199198

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผศ.ดร.รังสรรค์ ปิติปัญญา รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมจัดงานเกษตรแฟร์ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ โดย รศ.ดร.บัญชา
ขวัญยืน รักษาการแทนอธิการบดี มีนโยบายให้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภัยแล้ง ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีนักวิจัย นักวิชาการที่ได้พัฒนาเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ มากมาย จึงต้องการนำผลงานดังกล่าวมาถ่ายทอดให้ประชาชนและเกษตรกร ได้นำไปปรับใช้หรือแก้ปัญหาจากภัยแล้ง เช่น การส่งเสริมอาชีพเสริม การปลูกพืชที่เหมาะกับภัยแล้ง หรือการสำรวจหาแหล่งน้ำใต้ดินในระยะสั้น การแนะนำให้ปลูกไม้ต้นที่สามารถนำเนื้อไม้มาใช้เป็นไม้พลังงานได้ การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ระบบวนเกษตร การแนะนำให้เกษตรกร ปลูกพืชและทำการปศุสัตว์ที่ใช้น้ำน้อย เช่น การปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วฝักยาว มันสำปะหลัง ซึ่งนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ที่มีคุณภาพ ให้ผลผลิตสูง ทนแล้ง และใช้น้ำน้อย เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้จัดประกวดพืชไร่เป็นปีแรก ได้แก่ ข้าวเจ้าเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงเข้มคุณภาพ และข้าวรวงใหญ่ เมล็ดดก ข้าวโพดไร่ฝักใหญ่ ข้าวโพดหวานคุณภาพดี และมันสำปะหลังเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ไก่พื้นเมือง กล้วยไม้ต้น เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการประกวดสุนัข แพะ กล้วยไม้ตัดดอก ผลไม้ ไม้ประดับ ต้นไม้ ผลิตผลทางการเกษตร ทางสมาคมนิสิต เก่า มก. ได้นำสินค้าราคาถูกมาจำหน่ายลดค่าครองชีพ เช่น ข้าวสารจากร้านค้าส่งข้าวนำมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด เนื้อไก่ ไข่ไก่ ไข่แฝด ผลิตภัณฑ์นมและสินค้าอีกมากมาย รวมทั้งการแสดงพันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพ การสาธิตสีข้าวด้วยเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว และช่วงนาทีทองจำหน่ายไข่แฝด 4 ฟอง 10 บาท และยังได้จัดพื้นที่ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่าย ที่บริเวณหน้าอาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร จึงขอเชิญชวนประชาชนมาชมนิทรรศการวิชาการบนอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ และอุดหนุนสินค้า ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง ในงานเกษตรแฟร์ครั้งนี้

สศก.ระดมความร่วมมือทุกหน่วย รุกงานพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199197

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกร เปิดเผยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกร ได้ประชุมหารือกันเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกร โดยคณะทำงานได้กำหนดกรอบแนวทางโดยมีเป้าประสงค์หลัก คือ จัดเก็บข้อมูลเกษตรกรที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่ มาไว้ในฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer One) โดย สศก. จะเป็นหน่วยงานดูแลและจัดการระบบฐานข้อมูลดังกล่าว นอกจากนี้ สศก. จะดำเนินการหารือร่วมกัหน่วยงานภายนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในเรื่องของการให้การสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีที่ใช้ในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเกษตรของแต่ละหน่วยงาน การจัดการข้อมูลเกษตรกรที่มีความซ้ำซ้อน พร้อมทั้งจัดทำระบบรายงานข้อมูลเกษตรกร เป็นต้น

รองเลขาธิการ กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานหลังจากนี้ ทาง สศก. จะเตรียมลงนามบันทึกความร่วมมือ
ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการสนับสนุน “การพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกร (Farmer One)” ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เพื่อให้การดำเนินงานด้านการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป

ภัยแล้งเริ่มคลี่คลายลุ่มภาคกลาง สั่งงดทำนาเพื่อกันน้ำไว้ใช้ปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199156

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 15.53 น.
25 ม.ค. 59 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯเปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งจากที่ได้ขึ้นฮอลิคอปเตอร์ตรวจดูปริมาณน้ำลุ่มเจ้าพระยา และพื้นที่ภาคกลางว่าหลังจากมีฝนตกมากในช่วงปลายสัปดาห์ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนป่าสักเพิ่มขึ้น และเติมน้ำในแหล่งน้ำของเกษตรกร อีกทั้งการขึ้นปฎิบัติการฝนหลวงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีฝนตกมากขึ้นด้วย

“ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จ. มีฝนตกมีความชุ่มชื้นมากขึ้น ซี่งฝนหลวงได้ขึ้นบิน ทำให้ฝนตกมากขึ้น ในลุ่มน้ำป่าสัก จ.เพชรบูรณ์ เป็นต้นน้ำเขื่อนป่าสักฯเติมน้ำเขื่อนได้บางส่วนและในแหล่งน้ำเกษตรกร นำมาใช้ได้ช่วงฤดูแล้ว ถือเป็นมาตรการล่วงหน้าที่เตรียมรับมือภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงแม้มีปริมาณเข้าเขื่อนใหญ่ ก็สามารถใช้น้ำปลูกพืชระยะสั้นเท่านั้นไม่สามารถทำนาปรังได้ การระบายน้ำยังเป็นไปตามแผนวันละ16-17 ล้านลบ.ม.เพื่อกิจกรรมหลักอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำทะเลเท่านั้น เพราะช่วงแล้งยังยาวนานถึงกลางปี” ปลักกระทรวงเกษตรฯกล่าว

พบสวนยาง3จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ขึ้นทะเบียน-อดใช้สิทธิวันแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199155

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 15.51 น.
25 ม.ค. 59 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงบรรยากาศรับซื้อยางพาราวันแรก ว่าเบื้องต้นเปิดในจุดที่มีความพร้อม614 จุด ซี่งรมว.เกษตรฯได้สั่งการให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯลงพื้นที่ติดตามเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกจุดอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรสวนยางให้ทั่วถึง ซี่งเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลไม่สะดวกก็สามารถปรับเปลี่ยนเปิดจุดย่อยเพิ่มขึ้นให้ครอบคลุมมากที่สุด ทั้งนี้ต้องให้เกิดความโปร่งใส และไม่ให้เกิดข้อครหาการทุจริตเกิดขี้น อย่างไรก็ตามหากพบผิดปกติให้รายงาน รมว.เกษตรฯทันที

“ขณะนี้เท่าที่ตรวจสอบ เกษตรกรยังนำยางมาขายไม่มากในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่มาขี้นทะเบียนกับกยท.จึงใช้สิทธิไม่ได้ แต่ได้ให้มาขึ้นทะเบียนและนำหลักฐานบัตรประชาชน เอกสารสิทธิมาแสดงตนที่จะจุดรับซื้อได้ ในส่วนพื้นที่ภาคอีสาน มีเกษตรกรนำยางก้อนถ้วยมาขายจำนวนมาก และภาคตะวันตก เช่นจ.อุทัยธานี ก็มีเกษตรกรให้ความสนใจเข้าขายยางต่อเนื่อง ทั้งนี้ยืนยันวันแรกยังไม่มีปัญหาใดๆไม่มีเรื่องการร้องเรียน ซึ่งช่วงเย็นทุกวันหลังปิดจุดรับซื้อเวลา18 .00 น.ทุกจุดจะสรุปปริมาณรับซื้อยางเข้ามาที่กระทรวงทุกวันรวมทั้งประเมินภาพรวมปัญหาอุปสรรคที่อาจมีการปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมกับทุกพื้นที่”นายธีรภัทร กล่าว

ชี้ปชช.สนใจร่วมปลูกพืชใช้น้ำน้อย รัฐเร่งดูแลรองรับผลผลิตเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199125

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 14.47 น.
25 ม.ค. 58 พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ในวันนี้พล.อ.วลิต โรจนภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองเลขาธิการคสช. เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคสช. โดยส่วนการปฏิบัติงานของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ในเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ขณะนี้ได้มีการสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรและผู้นำชุมชนถึงสถานการณ์น้ำและวิกฤตภัยแล้งตลอดจนชี้แจงมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐควบคู่ไปกับการสำรวจความต้องการของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้พบว่ามีเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสานเข้าร่วมโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย 167,890 ครัวเรือน และโครงการปรับเปลี่ยนอาชีพทดแทนการทำนาปรัง 819,703 ครัวเรือน ซึ่งภาครัฐกำลังเร่งดูแลเรื่องการรองรับผลผลิตจากเกษตรกรและดูแลช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างเต็มที่

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของศูนย์ดำรงธรรม กกล.รส. ตำรวจและฝ่ายปกครองในพื้นที่ยังคงเข้าช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ อาทิ ปัญหาการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูกใน จ.พิษณุโลก และจ.อุตรดิตถ์  การกำจัดผักตบชวาในแหล่งน้ำ ซึ่งได้รับความร่วมมือร่วมใจเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน ทำให้ช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถกำจัดผักตบชวาได้ถึง 1,727 ตัน และจะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่วนความคืบหน้าในการสนับสนุนการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำน้ำสาธารณะที่คลองลาดพร้าว กทม.นั้น ขณะนี้กกล.รส. และส่วนราชการที่รับผิดชอบได้ดำเนินการปักธงแสดงแนวเขตการสร้างเขื่อนริมคลองเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นระยะทาง 45.2 กิโลเมตร จากนั้นจะเริ่มการก่อสร้างเขื่อนตามแผนงานต่อไป ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือจากประชาชนริมคลองให้ดำเนินการตามแผนงานที่ทางราชการกำหนด


 

‘บิ๊กฉัตร’ติดตามการซื้อยางวันแรก ชี้เกษตรกรสวนยางพอใจราคารบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199111

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 13.26 น.
25 ม.ค. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวผ่านทางแอฟพิเคชั่นไลน์”ฉัตรชัย สาริกัลยะ”กับเจ้าหน้าที่ประจำจุดรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรสวนยางทั่วประเทศ ซึ่งได้เปิดรับซื้อเป็นวันแรกตั้งแต่25 ม.ค.ถึง30 มิ.ย.ว่าสวัสดียามเช้าแรกของการเปิดจุดรับซื้อยางพารา ในโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ

“เข้าใจว่าหลายพื้นที่ ได้เริ่มดำเนินการกันแล้ว ผมเพิ่งได้รับการแบ่งปันข้อมูลมาจากคำชะอี เมื่อสักครู่ โอกาสนี้ หวังว่าพี่น้องชาวสวนยาง จะได้เข้าร่วมเพื่อรับประโยชน์จากโครงการนี้กันโดยถ้วนหน้า หากติดขัดในพื้นที่ใด สามารถแจ้งมาที่ผมทางไลน์นี้ได้โดยตรงเช่นเดียวกัน ต้องขอบคุณบุคลากรของกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เข้าสนับสนุนตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และขอให้ช่วยรายงานผลกันเข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยครับ”

ด้านนายสุรพล จารุพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯและโฆษกกระทรวงเกษตรฯเดินทางไปตรวจเยี่ยมความพร้อมการเปิดจุดรับซื้อที่จ.สุราษฐ์ธานี ในวันแรก เปิดเผยว่าพื้นที่หลายจังหวัดได้มีเกษตรกรสวนยางได้นำยางพารามารอขายที่จุดรับซื้อตั้งแต่ก่อนเปิดจุดจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกยางกันมากในภารใต้ 17 จ.ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน  รวมทั้งภาคอีสาน จ.บึงกาฬ จ.มุกดาหาร และมีความพอใจราคาที่รัฐช่วยเหลือ และได้ทำความเข้าใจให้ชาวสวนยางได้เข้าถึงโครงการรัฐ 16 มาตรการที่สร้างความเข้มแข็งให้ยางพาราทั้งระบบ  โดยเฉพาะให้กู้รายละ1 แสนบาทเพื่อปลูกพืชอื่น

“ได้เตรียมให้เจ้าหน้าที่ได้แจกบัตรคิวเพื่อความสะดวกเนื่องจากต้องมีขั้นตอนให้ผู้เชี่ยวชาญ กยท. ตรวจคุณภาพยางก่อนและตีราคารับซื้อตามความชื้นของคุณภาพยางแต่ละชนิด พร้อมกับคสช.และหน่วยทหาร ทุกพื้นที่เข้ามาล่วงหน้าชี้แจงให้เกษตรกรได้มาใช้สิทธิทั่วถึง”นายสุรพล กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในทุกจุดรับซื้อได้ติดป้ายประกาศข้อกำหนดการรับซื้อยางจากเกษตรกรไว้ด้วย แยกเป็นชนิด ราคา และลักษณะของยาง เช่น 1.ยางก้อนถ้วย เป็นยางก้อนถ้วยที่เกิดจากการจับตัวในถ้วยรองรับน้ำยาง มีรูปทรงสัณฐานคล้ายถ้วยรองรับน้ำยาง ภายนอกและภายในก้อนต้อง ไม่มีสิ่งปลอมปนเช่นเปลือกไม้ติดเศษยาง เปลือกไม้ หิน ดิน ทราย  ปริมาณเนื้อยางแห้ง(DRC)ไม่ต่ำกว่า55% รับซื้อกิโลกรัมละ41 บาท

2.ยางแผ่นดิบคุณภาพ3 มีความชื้นในแผ่นยางไม่เกิน3% มีความหนาของแผ่นไม่เกิน3มิลลิเมตร น้ำหนักเฉลี่ยต่อแผ่น 800-1,200 กรัม เนื้อยางแห้ง ไม่รอยด่างดำ รับซื้อกิโลกรัมละ45 บาท

3.น้ำยาสด ต้องสดและสะอาด  มีปริมาณเนื้อยางแห้ง(DRC)ไม่ตำ่กว่า28% ไม่จับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเม็ดพริก

ทั้งนี้เป้าหมายในโครงการแทรกแซงราคายางพารายเพิ่มส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ยางในหน่วยงานรัฐ เพิ่มรายได้เกษตรกร รายละไม่เกิน150 กก. เพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ และลดปริมาณยางเข้าสู่ตลาด  จะรับซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยางที่เปิดกรีดแล้วประมาณ 1,000,000 ราย โดยซื้อน้ำยางสด ยางก้อนถ้วย ยางแผ่นดิบ รวมจำนวนประมาณ 100,000 ตัน  สถานที่รวบรวมยาง อาทิ ตลาดประมูลยางพาราระดับท้องถิ่น108 ตลาด จุดรวมยาง จุดรับซื้อยางของ กยท.โรงงานแปรรูปยางของกยท.ในวันแรกเปิด614 จุดซี่งวันที่ 1 ก.พ.จะขยายให้ครบ834 จุด

ภาคตะวันออก เปิดจุดรับซื้อที่ จ.จันทรบุรี 7จุด ระยอง 6 จุด ตราด 5 จุด ฉะเชิงเทรา 9 จุด สระแก้ว 2 จุด

ภาคใต้ จ.ภูเก็ต 3 จุด พังงา 26 จุด ตรัง 52 จุด นครศรีธรรมราช 35 จุด สุราษฐ์ 18 จุด กระบี่11 จุด ชุมพร 20 จุด ประจวบคีรีขันธ์ 7 จุด ระนอง 7 จุด สงขลา 155 จุด พัทลุง 12 จุด สตูล 7 จุด ยะลา 30 จุด ปัตตานี 9 จุด นราธิวาส 19 จุด

ภาคอีสาน จ.ข่อนแก่น 4 จุด อุดรธานี 4 จุด หนองคาย 4จุด บึงกาฬ 8 จุด บุรีรัมย์ 11 จุด สุรินทร์ 3 จุด อุบลราชธานี 11 จุด เลย 6 จุด ร้อยเอ็ด 3 จุด กาฬสินธ์ุ 10 จุด นครพนม 9 จุด มุกดาหาร 8 จุด ยโสธร 7จุด นครราชสีมา 6 จุด ชัยภูมิ 3 จุด

ภาคตะวันตก จ.กาญจนบุรี 3จุด อุทัยธานี 3 จุด

ภาคเหนือ  นครสวรรค์ 1 จุด พิษณุโลก 11 จุด เพชรบูรณ์ 4จุด พิจิตร 1 จุด ตาก 3 จุด กำแพงเพชร 1 จุด สุโขทัย 9 จุด เชียงราย 3 จุด เชียงใหม่ 6 จุด แม่ฮ่องสอน 2 จุด แพร่ 3 จุด อุตรดิตถ์ 1 จุด น่าน 19 จุด ขององค์การสวนยาง(อสย.)10จุด รวม 614 จุด