กษ.สั่งขยายจุดรับซื้อยางเพิ่มทั่วปท. พร้อมเดินหน้าให้ครบ1แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199462

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 15.03 น.
27 ม.ค. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวถึงภาพรวมมาตรการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรตั้งแต่วันที่25 ม.ค.ที่ผ่านมาว่ามีปริมาณรับซื้อ2 วันรวม 141 ตัน มีเกษตรกรมาขาย 1,429 ราย  เป็นยางแผ่นดิบ 84.27 ตัน น้ำยางสด 10.80 ตัน ยางก้อนถ้วย 47.29 ตัน ซี่งยังถือว่าปริมาณน้อยเพราะเกษตรกร จากประเด็นสำคัญในบางพื้นที่เข้าสู่ช่วงปิดกรีด ภาคใต้มีฝน รวมทั้งเกษตรกรต้องการเป็นเงินสด แต่การดำเนินการของกยท.เป็นไปตามระเบียบที่โอนเงินผ่านธกส. ได้สั่งการให้ ปรับวิธีการเร็วขึ้น เพิ่มจุดรับซื้อให้เกษตรกรนำยางมาขายได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตามเกษตรกรยังมีสิทธิอยู่สามารถมาขายได้ตลอดจนถึง30 มิ.ย.

“ให้กยท.ไปดูสถานการณ์ในพื้นที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มจุดให้ครบ 834 จุด เพราะเกษตรกรมีที่ซื้อขายประจำในท้องถิ่น ซึ่งจะเปิดรับซื้อต่อไปตามภาพรวมกำหนด1 แสนต้น และการกำหนดโควต้ารายละ150 กก.ได้เอาจำนวนเกษตรกรมาพิจารณาดูด้วย เพื่อให้เกิดความทั่วถึงเกษตรกรรายย่อยมากที่สุด”รมว.เกษตรฯกล่าว

นายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฎิบัติหน้าที่ผู้ว่าการยาวแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่าการรับซื้อครั้งนี้ได้กำหนดเกรดคุณภาพยาง ราคา จำนวน ทุกอย่างทำอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันพ่อค้า เอกชนหรือชาวสวนยางรายใหญ่ นำยางเข้ามาเทขายให้กับโครงการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเหมือนกับการซื้อยางราคานำตลาดในโครงการมูลภัฑณ์กันชนที่ผ่านมา

“มาตรการแทรกแซงราคายางครั้งนี้ ถือว่าบรรลุเป้าหมายในเรื่องราคาไม่ตกต่ำและประสบความสำเร็จหยุดเลือดไหลได้แล้วที่สามารถดึงราคายางไม่ให้ต่ำกว่า30 บาทได้ หากรัฐบาลไม่ลงไปรับซื้อ ราคาลงไปอีกเกษตรกรสวนยางจะวิฤกติย่ำแย่มาก ช่วงนี้มีปริมาณยางมาขายน้อยเพราะธรรมชาติเกษตรกรขายยางเป็นรอบๆ ต่อไปอาจขยายให้สถาบันเกษตรกรให้เป็นจุดรับซื้อ จากที่เกินโควต้า150 กก. เพราะ ราคาต่างกันไม่มากกับตลาด ตอนนี้ราคายางปรับตัวขึ้นทุกวัน1-2 บาทต่อกก. เพิ่มขึ้นตลอดเวลาก่อนที่จะรัฐบาลจะรับซื้อ 30-33 บาทตอนนี้ขึ้นมา41-42 บาท ถือว่ามาตรการนี้เป็นประโยชน์กับชาวสวนยางโดยตรง “นายเชาว์ กล่าว

ผู้ปฎิบัติหน้าที่ผู้ว่ากยท.กล่าวอีกว่า การเปิดจุดรับซื้อต้องดูสถานการณ์ช่วงนี้หลายพื้นที่หยุดกรีด รอช่วงฤดูเปิดกรีดหน้าเดือนพ.ค.ซึ่งต้องซื้อให้ครบกำหนด1 แสนตันตามที่หน่วยงานราชการต้องการใช้ยางในปี59 สำหรับผลลัพท์ต่อไปเกิดอย่างไร นำมาวิเคาระห์กัน  ซึ่งครม.ได้มีมติให้วงเงิน1.5 หมื่นล้านให้เอกชนกู้ไปเพิ่มเทคโนโลยีในการแปรรูปยาง จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ซื้อยางจากเกษตรกรมากขึ้น รวมทั้งให้วงเงินกู้เกษตรกรสวนยางรายละ1 แสนบาท ไปพัฒนาสร้างความเข้มแข็ง จะเห็นว่ารัฐบาลนี้ได้อุดหนุนเงินจำนวนมากในการปรับโครงสร้างยางพาราครบวงจร ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าโลกด้านยางแผ่นรมควันคุณภาพดีมาตลอดที่ส่งออกมากที่สุด 3.7 ล้านตัน ดังนั้นต้อง มาปรับสมดุลภายในด้วยเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ในการแปรรูป เอาเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาทำให้ลดค่าต้นทุนการผลผลิตลงได้เพิ่มการแข่งขันได้ด้วยในภาวะราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกผันผวน

‘บิ๊กฉัตร’เปิดพัฒนาเกษตรอินทรีย์ มุ่งใช้ระบบ’ซิงเกิล คอมมานด์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199452

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 14.28 น.
27 ม.ค. 59 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค นั้นเบื้องต้นได้เน้นให้เกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAPในขณะเดียวกัน สำหรับเกษตรกรที่มีความพร้อม  กระทรวงเกษตรฯ จะส่งเสริมสนับสนุนให้เข้าสู่ระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิก (Organic) เพื่อยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพและมีความปลอดภัยเป็นไปตามความต้องการของตลาด  ซึ่งระบบเกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี เน้นการพึ่งพาตนเองและลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรผู้ผลิต รวมถึงผู้บริโภค ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วย ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ประมาณ 150,000 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ ประมาณ90,000 ไร่ พืชผัก 3,000 ไร่ ไม้ผล 5,000 ไร่ และอื่นๆ อีกกว่า 50,000ไร่ อาทิ พืชไร่ พืชสมุนไพรและพืชอื่นๆ รวมทั้งประมงและปศุสัตว์อินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์มีประมาณ 50,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามปี 2559 นี้ กระทรวงเกษตรฯมีแผนเร่งขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็น 1 ใน 6 นโยบายสำคัญของกระทรวงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งใช้ระบบซิงเกิล คอมมานด์ (Single Command) เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงานพัฒนาเรื่องดังกล่าว มีเป้าหมายขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า10 % ต่อปี พร้อมนำร่องให้จังหวัดยโสธรเป็นต้นแบบเมืองเกษตรอินทรีย์ หรือยโสธรโมเดล (Model) ด้านเกษตรอินทรีย์  เพื่อเป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์ของประเทศ ซึ่งในปี2560 คาดว่า จะสามารถส่งเสริมพัฒนาพื้นที่การเกษตรจังหวัดยโสธรให้เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ 60,000 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต การดำเนินการครอบคลุมสินค้าพืชอินทรีย์ ปศุสัตว์อินทรีย์ และสัตว์น้ำอินทรีย์ โดยมุ่งต่อยอดขยายผลและผลักดันเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดที่มีความพร้อม เพื่อให้เป็นฐานการพัฒนาภาคเกษตรของไทยสู่การผลิตที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยในวันที่29 ม.ค.นี้กระทรวงเกษตรฯ กำหนดให้มีพิธีลงนามเอ็มโอยูโครงการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์วิถียโสธร ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับ จังหวัดยโสธรด้วย

สำหรับการขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค Single command ในกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงประชาคมชาวบ้าน กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นไปตามรูปแบบประชารัฐ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตถึงการตลาด โดยเน้นเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิมเพื่อเป็นกลุ่มต้นแบบ และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้โดยขยายผลจากกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จแล้วในพื้นที่ ในขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ จะให้การสนับสนุนและพัฒนาเกษตรกรที่มีความต้องการและมีความพร้อมที่จะเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ที่สำคัญต้องเน้นการทำเกษตรอินทรีย์แบบกลุ่มซึ่งจะสามารถดูแลด้านการผลิตและหาตลาดได้ง่ายกว่าการทำเกษตรอินทรีย์แบบรายเดี่ยว

นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรฯ ยังมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดร่วมบูรณาการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรผู้ผลิต ทั้งด้านการผลิตตามมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์และการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ ขณะเดียวกันยังเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในเรื่องของสินค้าเกษตรอินทรีย์ของแท้ ต้องสังเกตสัญลักษณ์หรือตรารับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ตลาดและผู้บริโภคทราบถึงแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ผ่านสื่อต่างๆ อาทิ การจัดทำหนังสือรวบรวมแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อความสะดวกในการค้นหาและเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาด อีกทั้งยังใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) กว่า 40 ศูนย์ ซึ่งมีความชำนาญและมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และช่วยพัฒนาองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้อง และขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น

บุรีรัมย์รับซื้อยาง17จุดเงียบเหงา พบคุณภาพต่ำไม่ได้ราคาตามรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199449

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 14.21 น.
27 ม.ค. 59 คณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ลงพื้นที่ติดตามการรับซื้อยางพาราในโครงการฯของรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจำนวน 6 จุด คือ สำนักงานตลาดกลางยางพาราบุรีรัมย์ , สหกรณ์การเกษตรคูเมือง,สหกรณ์การเกษตรสตึก , สหกรณ์นิคมแคนดง , สหกรณ์กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางแคนดง และสหกรณ์กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางโนนสุวรรณ จากที่มีกำหนดเปิดรับซื้อจำนวน 17 จุดกระจายอยู่ตามอำเภอต่างๆในจังหวัด

พบว่าขณะนี้มีเกษตรกรนำยางพาราแผ่นดิบ และยางก้อนถ้วยมาขายในโครงการฯ ค่อนข้างน้อย ไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยจากการสอบถามทราบว่าสาเหตุเนื่องมาจากส่วนใหญ่ได้ปิดหน้ายางแล้ว ทั้งบางส่วนได้นำยางไปขายยังจุดรับซื้อของเอกชน เพราะราคารับซื้อในโครงการที่กำหนดไว้กิโลกรีละ 45 บาท ก็ไม่ได้แตกต่างจากราคาท้องตลาดที่รับซื้อกิโลกรัมละ 39 บาท

อีกทั้งยังได้รับเงินล่าช้าต้องรอถึง 2 วันหลังจากขายแล้วจึงจะได้รับเงิน แต่ขายให้เอกชนจะได้รับเงินสดทันที ทำให้เกษตรกรเลือกที่จะขายยางกับจุดรับซื้อเอกชนที่อยู่ใกล้บ้านมากกว่า

ทั้งนี้ยังพบปัญหาเกษตรกรส่วนใหญ่ที่นำยางมาขาย จะเป็นยางคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในโครงการฯ ทำให้ไม่ได้ราคากิโลกรัมละ 45 บาทตามโครงการฯ แต่จะได้ราคาตามคุณภาพของยาง ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้ชี้แจงให้เกษตรกรทราบแล้ว เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง

ด้านนายอาคม พิญญศักดิ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด กล่าวว่า โครงการรับซื้อยางพาราตามโครงการฯ ดังกล่าว สามารถยกระดับราคายางให้เพิ่มขึ้นได้ โดยจากการสำรวจพบว่าก่อนหน้านี้ราคายางตามท้องตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาท ปัจจุบันเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 39 บาท

ส่วนปัญหาที่พบทั้งเรื่องคุณภาพยางต่ำรวมถึงข้อเรียกร้องของเกษตรกร ทั้งการขอให้เพิ่มปริมาณรับซื้อยางจากรายละ 150 กิโลกรัม เป็นรายละ 1 – 2 ตัน และอยากได้รับเงินทันทีหลังจากขายเสร็จไม่ต้องรอถึง 2 วัน โดยเกษตรกรให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องใช้จ่ายเงิน ก็จะได้นำเสนอต่อทางกระทรวงฯ และรัฐบาลเพื่อรับทราบและหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

 

แจก3.5หมื่นล. อัดฉีดเข้ากองทุนหมู่บ้าน 7หมื่นแห่งเฮทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199412

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แจก3.5หมื่นล.

อัดฉีดเข้ากองทุนหมู่บ้าน

7หมื่นแห่งเฮทั่วประเทศ

ยอดรับซื้อยางสองวันเฉา

ปชช.ไม่ปลื้มขนไปขายเอง

เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงสรุปความคืบหน้าการรับซื้อยางจากเกษตรกรสวนยางจำนวน 100,000 ตัน ผ่านโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเริ่มดำเนินการวันแรกเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา

นายธีรภัทรเปิดเผยว่าขณะนี้มียอดปริมาณยางจากทุกจุดรับซื้อทั่วประเทศ 200 จุด จำนวน 72.65 ตัน เกษตรกร 722 ราย เป็นยางแผ่นดิบ 48.56ตัน น้ำยางสด 4.4 ตัน ยางก้อนถ้วย 19.69 ตัน ซึ่งวันแรกที่เปิดรับซื้อมีฝนตกบางพื้นที่ภาคใต้และภาคเหนือ เป็นอุปสรรค ส่วนวันนี้ฝนเบาลงมีเกษตรกรทยอยเข้ามาขายมากขึ้น ทั้งนี้ ปกติชาวสวนยางไม่ได้ขายยางกันทุกวัน ซึ่งจุดรับซื้อเป็นตลาดท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่และเกษตรกรจะรู้ว่าพอรวมยางได้ครบจะนัดวันขายเป็นรอบๆ ทำให้บางจุดไม่มีคนมาขาย

บิ๊กฉัตรสั่งปรับแผนเพิ่มจุดรับซื้อ

ปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวต่อว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯติดตามการรับซื้อตลอด โดยย้ำให้ปรับแนวทางทำงานอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร ควบคุมการซื้อไปตามหลักเกณฑ์ และจะประชุมทุกกระทรวงสอบถามปริมาณความต้องใช้ยางเพิ่ม คาดจะได้ยอดใช้ครบ 1 แสนตันตามที่รับซื้อ แม้ปริมาณซื้อไม่สูง แต่ขณะนี้ราคายางในตลาดห่างกันไม่กี่บาท และระยะทางไม่ต่างกันมากเกษตรกรก็ขายจุดเดิม แต่ยังเร่งประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ เป็นเพราะสภาพอากาศที่กรีดยางไม่ได้และใกล้ปิดกรีด เราพยายามรับซื้อไปตลอดจนครบ1 แสนตัน รวมทั้งเพิ่มจุดรับซื้ออำนวยสะดวกแก่เกษตรกร พร้อมให้มาขึ้นทะเบียนที่จุดรับซื้อได้

ราคายางแผ่นดิบขยับขึ้น41บ./กก.

นายธีรภัทรกล่าวอีกว่า จะทยอยเปิดจุดรับซื้อยางจนครบ 834 จุด .และเปิดจนกว่าจะครบ 1 แสนตัน ขณะนี้ราคายางในตลาดปรับขึ้นทุกวัน ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 41 บาท/กิโลกรัม (กก.) ทำให้เกษตรกรบางรายไปขายให้พ่อค้า เพราะระยะาทางใกล้กว่า ดังนั้น โครงการแทรกแซงราคายางจึงเป็นตัวเลือกให้เกษตรกร และเพื่ออำนวยความสะดวกจะเปิดจุดรับซื้อย่อยในท้องถิ่นเพิ่มอีก

รมว.กษ.พอใจรับซื้อยางวันแรก

ด้านพล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรฯส่งข้อความผ่านไลน์ขอบคุณเจ้าหน้าที่ประจำจุดรับซื้อ พร้อมระบุ พอใจภาพรวมการรับซื้อยางวันแรกทั่วประเทศ ที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมเชิญชวนประชาชน และเกษตรกร ติดตามความคืบหน้าผ่านแอพพลิเคชั่น “ยาง1500 “ สำหรับโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรสวนยางติดตามความคืบหน้าโครงการใหม่ ผ่านแอพพลิเคชั่น “ยาง45” แบบนาทีต่อนาที

รับปชช.ไม่ปลื้มขั้นตอนเยอะ

พล.อ.ฉัตรชัยให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมเรื่องนี้ว่า ด้วยเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดไว้ ทำให้เกษตรกรไม่ค่อยพอใจ คิดว่ามีขั้นตอนยุ่งยาก เช่น การจ่ายเงิน รัฐบาลจะจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ซึ่งชาวสวนยางไม่ชอบต้องการรับเงินสดทันทีมากกว่า และบางส่วนก็เก็บยางไว้รอราคาที่อาจสูงขึ้น ทำให้ภาพรวมไม่ค่อยคึกคัก ทั้งนี้สั่งให้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไปชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ

ยอดไม่วิ่งเหตุชาวสวนขายเอง

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาราคายางว่า การรับซื้อยางขณะนี้ยังมีน้อย แต่ราคาตลาดขึ้นมาที่กก.ละกว่า 40 บาท ก็ต่างกันไม่มากนักจากราคาที่รัฐรับซื้อ เพราะเกษตรกรก็ขายเองด้วย เพราะไม่อยากรับภาระขนมาขายที่จุดรับซื้อ แต่ไม่ว่ากัน เพราะรัฐบาลซื้อเพื่อนำราคา ส่วนการนำไปผลิตก็ทำต่อ เพื่อสร้างความเข้มแข็งระยะยาว

ยังไม่อนุมัติงบอุ้มยางเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการขออนุมัติงบเกี่ยวกับเรื่องยางเพิ่ม เพราะเงินเก่ายังใช้ไม่หมด ตอนนี้เพิ่งซื้อมา 70 ตัน การรับซื้อรัฐมองด้านการหางบประมาณเพื่อให้เกิดการแปรรูปในท้องถิ่น ก่อนนำมาขาย ถ้าขายเป็นน้ำยางดิบเป็นปัญหาเก็บรักษาและขนส่ง สำหรับการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำจะใช้งบ กยท.ซึ่งกรอบวงเงินอนุมัติล่วงหน้าไว้แล้ว ถ้าไม่พอจะขอเพิ่มขึ้นมา จากนี้ไปจะดูเรื่องการกรีดยางไม่ใช้คน อย่างที่จ.บึงกาฬนำมาโชว์ แต่ต้องดูผลกระทบทำให้คนตกงานหรือไม่ แต่การใช้เครื่องทำให้เร็ว ลดต้นทุน ก็ต้องปรับให้สมดุลกัน

อัดฉีดงบ4หมื่นล.ลงหมู่บ้านทั่วปท.

นายกฯกล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงงบช่วยเหลือชาวสวนยางและสั่งแก้ปัญหาที่ติดขัด อีกทั้ง ได้พูดคุยถึงการใช้จ่ายงบผ่านกองทุนสร้างความเข้มแข็ง เพราะโครงการกองทุนหมู่บ้านตำบลละ 5 ล้านบาทมีปัญหาขั้นตอนราชการและระหว่างนี้จะมีงบอีก 4 หมื่นล้านบาท ลงไปยัง 7 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ หมู่บ้านละไม่เกิน 5 แสนบาทเพื่อสร้างความเข้มแข็งโดยประชาชนเสนอโครงการเข้ามา

ทุ่ม1.5หมื่นล.ปล่อยกู้ธุรกิจยางต่อ

วันเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรฯเสนอโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบผลิตภัณฑ์ยางวงเงิน 15,000 ล้านบาท ระยะเวลาใหม่ตั้งแต่ปี 2559-2569 รวม 10 ปี จากเดิมคสช.เคยมีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 เป็นโครงการลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ปรับแก้หลักเกณฑ์ใหม่ วงเงินสินเชื่อเท่าเดิมคือ 15,000 ล้านบาท แต่เพิ่มผู้ปล่อยสินเชื่อเป็น 7 ธนาคารคือ

ออมสิน กรุงไทย ไทยพาณิชย์ ทหารไทย กรุงเทพ กสิกรไทย และซีไอเอ็มบี

ไม่กังวลซื้อยางกร่อยแค่70ตัน

พล.ต.สรรเสริญกล่าวต่อว่า รมว.เกษตรฯรายงานปริมาณรับซื้อยางวันแรกมีทั้งสิ้น 70.6 ตัน เป็นยางดิบ 47.3 ตัน น้ำยาง 4.2 ตัน และยางก้นถ้วย 19.3 ตัน ถือว่าน้อยมาก เพราะฝนตก เกษตรกรอาจนำมาขายน้อย ด้านพ่อค้าคนกลางพอเห็นว่ารับซื้อราคาสูง ก็ขยับราคาขึ้นมาใกล้เคียงกับรัฐบาล ส่วนต่างเพียง 1-2 บาท แต่รัฐบาลไม่กังวล เพราะเป้าหมายคือทำให้เกษตรกรได้ราคาที่เหมาะสม

ใจป้ำแจกกองทุนหมู่บ้าน3.5หมื่นล.

นอกจากนี้ ครม.มีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเพิ่มปริมาณการลงทุนระดับชุมชนผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินทุนให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวน 79,556 กองทุน ผ่านสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) กองทุนละไม่เกิน 5 แสนบาท วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน โดยดำเนินการเร่งด่วนเบิกจ่ายภายใน 6 เดือน

รับซื้อวันที่2ทั่วปท.เฉาต่อเนื่อง

สำหรับบรรยากาศการรับซื้อางจากเกษตรกรตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐวันที่ 2 แต่ละพื้นทีทั่วประเทศยังคงเงียบเหงา เช่น จ.สงขลา เพราะมีฝนตก ชาวสวนยางหยุดกรีด ทำให้จุดรับซื้อน้ำยางปิดรับซื้อ แต่บางจุดที่เปิดรับซื้อได้ เช่น ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านควนกบ จำกัด ใน อ.คลองหอยโข่ง แต่ก็ไม่สามารถรับซื้อในราคา 42 บาทต่อกก.เพราะระบบข้อมูลยังไม่พร้อม ขณะที่จุดรับซื้อน้ำยางสดของเอกชน มีชาวสวนยางนำน้ำยางไปขาย แม้ราคารับซื้อที่กก.ละ 35 บาท มีส่วนต่างราคาของจุดรับซื้อของรัฐบาลถึง7 บาทก็ตาม เพราะต้องการรับเงินสดทันที ปัญหาระยะทาง และบางส่วนไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ กยท.

 

เช่นเดียวกับที่จ.บุรีรัมย์ มีเกษตรกรนำยางมาขายเพียงรายเดียว เพราะชาวสวนยางหยุดกรีดยาง และนำไปขายที่จุดรับซื้อใกล้บ้าน เพราะการจำกัดปริมาณรับซื้อทำให้ไม่คุ้มค่าขนส่ง นอกจากนี้ ยังต้องรอรับเงินอีก 2 วัน

ดึง6แบงก์ปัดฝุ่นปล่อยสินเชื่อยาง แจงรับซื้ออืดเหตุคนกลางถีบราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199398

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 20.09 น.
26 ม.ค. 59 ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบผลิตภัณฑ์ยาง ในวงเงิน 15,000 ล้านบาท เป็นห้วงระยะเวลาใหม่ ตั้งแต่ปี 2559-2569 รวม 10 ปี ซึ่งจากเดิมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยมีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 เป็นโครงการในลักษณะเดียวกัน มีผู้ปล่อยสินเชื่อคือธนาคารออมสิน อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม การดำเนินการอยู่ในห้วงเวลา ปี 2557-2567 ซึ่งพบปัญหา ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้คือ ผู้ประกอบการในผลิตภัณฑ์ยางมีคุณสมบัติไม่ผ่านเงื่อนไขของธนาคารออมสินที่กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นแนวทางการแก้ไขก็คือ คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ได้หารือกับ กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จนได้ข้อสรุปว่า โครงการนี้ควรจะดำเนินต่อไป แต่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ใหม่ ให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ ที่พอไปได้ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

“การดำเนินการโครงการนี้ ก็หมายความว่า วงเงินสินเชื่อเท่าเดิมคือ 15,000 ล้านบาท ส่วนผู้ปล่อยสินเชื่อจากเดิมที่เป็นธนาคารออมสินเพียงหน่วยเดียว แต่วันนี้มีผู้เข้ามาร่วมเพิ่มรวมเป็น 7 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารซีไอเอ็มบี” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว และว่า ขณะที่ผู้ประกอบการที่จะทำโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ยาง จะต้องเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในขั้นปลายน้ำ คือ ผลผลิต หรือ ผลิตภัณฑ์ ที่ออกจากบริษัท หรือโรงงาน จะต้องเป็นวัสดุที่ใช้ได้เลย เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ และยางที่นำไปใช้ในด้านวิศวกรรม รวมถึงต้องใช้เพื่อการขยายกำลังการผลิต หรือปรับปรุงเครื่องจักร อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีข้อแนะนำ ให้เพิ่มเติมความชัดเจนในประเด็นการขยายกำลังการผลิต ไม่ได้หมายความว่า กู้เงินไปซื้อ หรือปรับปรุงเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว ต้องหมายรวมถึงการสร้างโรงงานใหม่ หรือขยายเพิ่มเติม และจัดหาที่ดินเพิ่มเติม ให้เกิดความคลอบคลุม

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้กู้สินเชื่อ จะต้องสามารถนำยางที่เป็นปัจจัยการผลิต มาเพิ่มปริมาณการใช้ยางได้ 4 ตัน ต่อ 1 ปี ต่อวงเงินกู้ 1 ล้านบาท หากใครต้องการจะกู้เป็น 2 ล้านบาท ก็ต้องนำยางเข้ามาผลิตเพิ่มให้ได้ปีละ 8 ตัน ทั้งนี้มีเงื่อนไขคือ ในปีแรกที่เพิ่งเริ่มกู้เงิน จะอนุญาตปล่อยสินเชื่อให้แค่ครึ่งเดียว คือ 2 ตัน จากนั้นจึงเข้าหลักเกณฑ์ปกติ โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ ร้อยละ 3 ต่อปี ตลอดห้วงเวลาการดำเนินการ ส่วนอัตราดอกเบี้ย และหลักประกันสินเชื่อ ทางธนาคารจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งกำหนดระยะเวลาในการสมัครขอสินเชื่อ 1 ปี นับตั้งแต่ ครม.อนุมัติวันนี้ และมีการมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้ควบคุมจำนวนสินเชื่อ และคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะควบคุมการใช้ยางของแต่ละโรงงานที่กู้สินเชื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

“รัฐบาลคาดการณ์คำนวณดูแล้วว่า ท่านผู้มาใช้บริการทั้งหมด รัฐจะต้องชดเชยดอกเบี้ยประมาณ 450 ล้านบาท ต่อปี เมื่อครบ 10 ปี จะต้องชดเชย 4,500 ล้านบาท จะสามารถทำให้มีปริมาณการใช้ยางเพิ่มขึ้นได้ถึง 60,000 ตัน ทั้งหมดนี้ถ้าทำไปแล้ว จะทำให้อุตสาหกรรมการผลิตยางในประเทศขยายตัวขึ้น เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในประเทศ และมีการต่อยอดนวัตกรรมเพิ่มขึ้น เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ที่พยายามช่วยเหลือผู้ประกอบการยาง แต่ไม่ได้หมายความว่า จะส่งเสริมให้คนปลูกยางมากขึ้น เพราะยางล้นตลาด ต้องลดการปลูกในอนาคต” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังกล่าวอีกว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานจำนวนการรับซื้อยางช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งสิ้น 70.6 ตัน แบ่งเป็นยางดิบ 47.3 ตัน น้ำยาง 4.2 ตัน และยางก้นถ้วย 19.3 ตัน ถือว่าน้อยมาก สาเหตุเพราะฝนตก เกษตรกรอาจนำมาขายน้อย ด้านพ่อค้าคนกลาง พอเห็นว่ามีการรับซื้อในราคาสูง ก็ขยับราคาขึ้นมาใกล้เคียงกับรัฐบาล ต่างกันเพียง 1-2 บาท

“สาเหตุที่รับซื้อยางงวดแรกได้น้อย คือ เกษตรกรเขามีความรู้สึกว่า 1.ถ้าจะมาขายรัฐต้องแยกให้ชัดเจน ยางต้องมีความบริสุทธิ์พอสมควร 2.ถ้าไปขายกับพ่อค้าคนกลางจะไม่ค่อยมีการคัดสรร แล้วราคาต่างกันไม่มาก จึงยอมเพื่อความสะดวก 3.เขามาดูลาดเลา ว่าตลาดพ่อค้าคนกลางซื้อขายในราคาใกล้เคียงรัฐบาล เลยนำไปขาย แต่ตัวเองยังมีโควตา 150 กิโลกรัม วันข้างหน้าถ้าขายไม่ได้ตามราคาพ่อค้าคนกลาง ก็จะมาขายกับรัฐบาล เรื่องนี้ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไม่ได้วิตกกังวลอะไร เพราะปัจจัยสำคัญที่เราต้องการ คือทำอย่างไรให้พี่น้องเกษตรกรขายยางได้ในราคาที่เหมาะสม ใกล้เคียงกับราคาตลาดโลกมากที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ถือว่าสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย” พล.ต.สรรเสริญ ระบุ

รายงานพิเศษ : เร่งช่วยเกษตรกร22จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ฝ่าวิกฤติ ‘ภัยแล้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199374

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ปัญหาภัยแล้งไม่เพียงแต่เป็นปัญหาของเกษตรกร ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ เท่านั้น แต่เป็นปัญหาระดับประเทศ ที่ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ไม่เว้นแม้แต่ภาคครัวเรือน หรือภาคอุตสาหกรรม เพราะทุกภาคส่วนต้องใช้น้ำเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น ดังนั้น เพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือร่วมใจกันใช้น้ำอย่างรู้คุณค่ามากที่สุด

สำหรับภาคเกษตรถือว่าได้รับผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาที่จะตามมา จึงมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2558 ที่ผ่านมา เห็นชอบโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/2559 เพื่อสนับสนุนโครงการบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2558/2559 มีกรอบการดำเนินงานจำนวน 8 มาตรการ ได้แก่ 1.มาตรการส่งเสริมความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน 2.มาตรการชะลอหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงิน 3.มาตรการจ้างงานเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร 4.มาตรการเสนอโครงการตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง 5.มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ 6.มาตรการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 7.มาตรการเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 8.มาตรการสนับสนุนอื่นๆ

ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบทั้งหมด 2 มาตรการ จากทั้งหมด 8 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 ส่งเสริมความรู้
และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน โครงการสร้างรายได้จากพืชทดแทนนาปรัง ในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุดช่วยเหลือแล้วทั้งหมด 18 จังหวัด เหลืออีก 4 จังหวัดที่บางพื้นที่อยู่ระหว่างการมอบปัจจัยการผลิต ซึ่งคาดว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือครบทุกพื้นที่ภายในเดือนมกราคมนี้ ซึ่งปัจจุบันมีการถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรแล้ว 38,645 ราย ส่งมอบปัจจัยการผลิต 37,521 ราย และดำเนินการเพาะปลูก 12,853 ราย

ส่วนมาตรการที่ 4 การเสนอโครงการตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง โครงการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาภัยแล้งปี 2558/2559 กรณีพืชน้ำน้อยทั้งประเทศ โดยระยะที่ 1 จำนวน 167 โครงการ งบประมาณ 167,566,685 บาท ดำเนินการแล้ว ส่วนระยะ 2 จำนวน 406 โครงการ อยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสนอ 206.23 ล้านบาท จ่ายชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนสมาชิกกว่า 1.34 แสนราย จาก 651 สถาบันเกษตรกร พร้อมจัดสรรเงิน กพส.วงเงิน 300 ล้านบาท ช่วยเหลือสหกรณ์ 183 แห่ง

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่นำนโยบายดังกล่าว ไปช่วยเหลือเกษตรกร นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้สหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเน้นให้เชื่อมโยงนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีแผนเร่งให้การช่วยเหลือบรรเทาภาระหนี้สิน และลดต้นทุนของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว โดยจัดสรรงบประมาณ จำนวน 206.233 ล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา เพื่อจ่ายชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร อัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลา 6 เดือน มีสมาชิกเป้าหมาย จำนวน
134,479 ราย จาก 651 สถาบันเกษตรกร ซึ่งมีทั้งสัญญากู้เดิมและสัญญากู้ใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557-30 เมษายน 2559

อีกทั้งยังมีแผนสนับสนุนสินเชื่อระยะสั้นให้แก่สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งด้วย โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ได้อนุมัติกรอบวงเงิน กพส. จำนวน 300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนแบบไม่มีดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจากการสำรวจความต้องการของสหกรณ์ พบว่า มีสหกรณ์ขอรับการช่วยเหลือ จำนวน 183 สหกรณ์ใน 19 จังหวัด โดยขณะนี้คณะกรรมการบริหาร กพส. อยู่ระหว่างเร่งพิจารณาจัดสรรเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีแผนเร่งส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ดังกล่าวปลูกพืชใช้น้ำน้อยและอายุเก็บเกี่ยวสั้น เพื่อสร้างรายได้ในช่วงหน้าแล้งทดแทนการทำนาปรัง โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการสูง เช่น ถั่วเขียว และถั่วเหลือง เป็นต้น โดยมุ่งสนับสนุนการผลิตและใช้เมล็ดพันธุ์ดี มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่สมาชิกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ส่องเกษตร : จากภัยหนาว..ถึงปัญหาไฟป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199373

449007

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อากาศหนาวเย็นยะเยือก อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็วนับ 10 องศา ในช่วง 2-3 วันมานี้ ได้กลายเป็นพิบัติ “ภัยหนาว” ในหลายพื้นที่ชนบทของประเทศไทย ซ้ำเติมความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกับการสูญเสียทั้งชีวิตผู้คนและสัตว์เลี้ยงที่ต้องล้มตายด้วยภาวะ“ช็อก”จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หนาวเย็นแบบเฉียบพลัน

แม้จะมีเสียงเตือนออกมาจากกรมอุตุนิยมวิทยาล่วงหน้าบ้าง แต่ก็กระชั้นมาก จนชาวบ้านเองก็อาจจะได้รับทราบข้อมูลไม่ทั่วถึง หรือคาดไม่ถึงต่อ“ภัยหนาว”ที่มาแบบสายฟ้าแลบเช่นนี้ จนเตรียมตัวแก้ไขอะไรไม่ทัน หรือไม่รู้จะป้องกันอย่างไร

หนาวๆแบบนี้ ทำให้อดเชื่อมโยงถึงเรื่องของ “ไฟ” ตามมาไม่ได้ เพราะวิธีแก้หนาวแบบพื้นๆประสาชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะในชนบท ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องก่อไฟผิง และเห็นมีข่าวว่า ทาง คสช.ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆช่วยกันดูแล ย้ำเตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเรื่องของอัคคีภัยที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อไทยเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์“ภัยแล้ง” ที่สาหัสอยู่ หากเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ก็จะยิ่งเสียหายได้รุนแรงมาก เพราะขาดน้ำที่จะใช้ดับเพลิง

เพราะฉะนั้น ในฐานะสื่อ ก็ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยย้ำกระตุ้น ให้ทุกฝ่ายช่วยกันระวังป้องกันให้จงหนักเรื่อง“อัคคีภัย”
ในช่วงนี้ ด้วยอากาศทั้งหนาว ทั้งแห้ง ทั้งแล้ง เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ยิ่งนัก

เมื่อว่าถึง”อัคคีภัย” ก็ต้องเชื่อมโยงไปอีก ถึงปัญหา”ไฟป่าและควันพิษ”ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงนี้ตั้งแต่เดือนม.ค.-เม.ย. ที่อยู่ในหน้าแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคเหนือ ซึ่งปีที่แล้วมีปัญหาที่รุนแรงสาหัสที่สุดเป็นประวัติการณ์ จนกลายเป็นเรื่องระดับชาติที่ส่งผลกระทบไปหลายภาคส่วน ไม่ว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสุขภาพประชาชนที่ต้องเจ็บป่วยกันมากมาย ผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจท่องเที่ยว ซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ยิ่งเสียหายหนัก เป็นต้น

มาปีนี้ รัฐบาล คสช.จึงตระหนักดีว่า ต้องเร่งมือวางมาตรการป้องกันและแก้ไขจริงจัง ไม่ให้เกิดปัญหาร้ายแรงเหมือนปีที่ผ่านมาอีก เพราะถ้ายังเกิดซ้ำซาก ย่อมกลายเป็นจุดโจมตีให้รัฐบาล คสช.เสียความนิยมยิ่งขึ้น ขณะที่“ภัยแล้ง”และการขาดน้ำที่หนักหน่วงกว่าปีก่อน ก็ยิ่งเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายได้ง่ายๆ ถ้าเกิดไฟป่าและการเผาป่าขึ้นมา

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯบอก รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือปัญหาหมอกควันและไฟป่า
ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด ที่มักเกิดวิกฤติทุกปีช่วงม.ค.-เม.ย.ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง และตาก ด้วยภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นแอ่งกระทะ ประชาชนมักเผาวัชพืชและวัสดุการเกษตรเตรียมพื้นที่เพาะปลูก หรือเกิดไฟป่า

โดยกำหนดให้แต่ละจังหวัดใช้กลไก “ประชารัฐ”มาแก้ไขปัญหา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ทำหน้าที่บูรณาการ
ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร องค์การปกครองท้องถิ่น ตำรวจตระเวนชายแดน ภาคเอกชน และประชาชน แบ่งหน้าที่และพื้นที่รับผิดชอบ เฝ้าระวัง ระดมกำลังคน จัดหาอุปกรณ์ ระงับการเผาป่า จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบ และประชาสัมพันธ์สร้างจิตสำนึกร่วมกันในการป้องกันปัญหา

ทั้งนี้ มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบชัดเจนคือ 1.พื้นที่เกษตรกรรม ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รณรงค์ให้ไถกลบตอซังและใช้สารย่อยสลายแทนการเผา ใช้กลไกควบคุมกันเองในชุมชน เช่น ประกาศเขตห้ามเผา 90 วัน เป็นต้น 2.พื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นหลัก ทหาร องค์การปกครองท้องถิ่น และประชาชน จัดทำแนวป้องกันไฟป่า ลาดตระเวน และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดโดยเคร่งครัด 3.พื้นที่ริมทางหลวง มีกระทรวงคมนาคม เป็นหลัก ควบคุมไม่ให้มีการเผาในเขตทางหลวง จัดชุดลาดตระเวนเฝ้าระวัง ซึ่งนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังกำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด และมีเอกภาพ เน้นทำงานเชิงรุก

นับได้ว่า รัฐบาลวางมาตรการและแบ่งความรับผิดชอบอย่างดีแล้ว ทั้งยังหวังความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชนด้วยกลไก“ประชารัฐ”มาแก้ไขไฟป่าและหมอกควันพิษให้ได้ผลยิ่งขึ้นด้วย… ก็ต้องเอาใจช่วยกันเต็มที

ที่สำคัญขอให้กวดขัน ให้มีการทำตามมาตรการที่วางไว้อย่างจริงจังด้วย เพราะปีที่แล้ว ก็มีการวางมาตรการล่วงหน้าเหมือนกัน แต่ไม่รู้หย่อนยานตรงไหน ปัญหาถึงวิกฤติสุดๆ…ขออย่าให้ซ้ำรอยอีก

สาโรช บุญแสง

‘บิ๊กฉัตร’พอใจซื้อยางพาราวันแรก พร้อมชวนปชช.ร่วมสอบโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199330

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 16.25 น.
26 ม.ค. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งข้อความผ่านเอฟพิเคชั่นไลน์ ของคุณเจ้าหน้าที่ประจำจุดรับซื้อยางพารา และพอใจภาพรวมการซื้อยางในวันแรกของการเปิดจุดรับซื้อยางพาราทั่วประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“ต้องขอขอบคุณบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าของ กยท. ทุกคน ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในครั้งนี้ ตั้งแต่ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ต่อเนื่องด้วย โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ”

พร้อมกับเชิญชวนประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าผ่านแอพพลิเคชัน “ยาง1500” สำหรับโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตกรสวนยาง และสามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการใหม่นี้ ผ่านทางแอพ “ยาง45” แบบนาทีต่อนาทีด้วยแล้ว

‘บิ๊กฉัตร’สั่งเปิดจุดรับซื้อยางเพิ่ม ชี้ยอดไม่สูงเหตุตลาดปรับตัวดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199284

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 13.07 น.
26 ม.ค. 26 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯเปิดเผยถึงยอดรับซื้อยางทุกชนิดจากเกษตรกรสวนยางโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง จนถึง ณ เวลานี้ว่า มียอดปริมาณยางจากทุกจุดรับซื้อทั่วประเทศ200 จุด รายงานผ่านไลน์ ถึงตอนนี้ 72.65 ตัน เกษตรกร 722 ราย เป็นยางแผ่นดิบ 48.56ตัน น้ำยางสด 4.4 ตัน ยางก้อนถ้วย 19.69 ตัน ซึ่งวันที่25 ม.ค.เป็นวันแรกที่เปิดรับซื้อมีฝนตกในบางพื้นที่ภาคใต้และภาคเหนือ ทำให้เป็นอุปสรรค ส่วนวันนี้ฝนเริ่มเบาลงได้มีเกษตรกรทะยอยเข้ามาขายและสอบถามกันมากขึ้นที่จุดรับซื้อยาง

“วิถีของเกษตรกรสวนยาง ไม่ได้ขายยางกันทุกวัน จึงทำให้บางจุดก็ไม่มีคนมาขาย ซี่งจุดรับซื้อเป็นตลาดท้องถิ่น(ตลางยาง108)โดยเจ้าหน้าที่และเกษตรกรจะรู้ว่าพอรวบรวมยางได้ครบจะนัดวันก็มาขาย มีการซื้อขายกันเป็นรอบๆไป ซี่งการเปิดจุดรับซื้อจะทะยอยเปิดจนครบ 834จุด เพื่อรอพี่น้องเกษตรกรเข้ามาเพิ่มเติม ตามที่มีสิทธิรายละไม่เกิน150 กก.และเปิดจุดรับซื้อจนกว่าจะได้ครบเป้าหมาย 1 แสนตัน นำยาวไปทำผลิตภัฑณ์ตามความต้องการใช้ของหน่วยงานราชการ และเพื่อพยุงราคายางช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น จะเห็นว่าราคายางในตลาดปรับตัวขึ้นทุกวัน ยางแผ่นดิบขึ้นมา41 บาท/กก.แล้ว ทำให้เกษตรกรบางรายไปขายให้กับพ่อค้าเพราะระยะทางใกล้กว่า ดังนั้นโครงการแทรกแซงราคายางจึงเป็นตัวเลือกให้เกษตรกร อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความสะดวกกับเกษตรกร จะมีการเปิดจุดรับซื้อย่อยในท้องถิ่นเพิ่มอีก โดยบอร์ดกยท.กำลังพิจารณาจะเปิดเพิ่มกี่จุด”นายธีรภัทร กล่าว

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า การบันทึกข้อมูลการรับซื้อผ่านไลน์ ใช้ระบบอินเตอร์เน็ตตรวจสอบ ทำให้รวดเร็วขึ้น แม้ปริมาณการซื้อไม่สูง ซึ่งตอนนี้ราคายางในตลาดห่างกันไม่กี่บาท และระยะทางไม่ต่างกันมากเกษตรกรก็ขายจุดเดิม เพราะสะดวก ซึ่งเราพยายามเข้าประชาสัมพันธ์และเป็นเพราะสภาพอากาศที่กรีดยางไม่ได้และใกล้ปิดกรีดก็เป็นอีกส่วน เราพยายามรับซื้อไปตลอด ซื้อจนครบ1 แสนตัน รวมทั้งเพิ่มจุดรับซื้ออำนวยสะดวกแก่เกษตรกร พร้อมกับให้มาขึ้นทะเบียนที่จุดรับซื้อได้เลย ซึ่งเกษตรกรต้องเตรียมเอกสารมาให้ครบถ้วน

ทั้งนี้พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯได้ติดตามการรับซื้อตลอดให้ช่วยกันปรับแนวทางในการทำงานอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกร ควบคุมการซื้อไปตามหลักเกณฑ์วางไว้ สั่งการให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรงงลงพื้นที่ไปตรวยเยี่ยมจุดรับซื้อต่างๆโดยขณะนี้ผู้ตรวจกระทรวงฯได้ลงไปประจำทุกพื้นที่แล้ว นอกจากนี้ จะเชิญประชุมทุกกระทรวงสอบถามปริมาณความต้องใช้ยางเพิ่ม จากเดิมเริ่มต้น 8 กระทรวง ตอนนี้ทุกกระทรวงต้องการใช้ยางเพิ่มซึ่งคาดว่าจะได้ยอดใช้ครบ 1 แสนตันตามที่รับซื้อ

“คุณภาพยาง ที่รับซื้อเป็นคุณภาพปกติที่ซื้อขายกันในตลาด ไม่มีข้อกำหนดอะไรเพิ่มขึ้น ใช้เกณฑ์ที่มีการซื้อกันโดยรัฐบาลต้องการรักษาเสถียรภาพไม่ให้ตกต่ำอีกและไม่กระทบตลาดโดยรวม”นายธีรภัทร กล่าว

รับซื้อยางไม่คึก วันแรกเงียบเหงาทั่วประเทศ ติดปัญหาขึ้นทะเบียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199249

วันอังคาร ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
รับซื้อยางไม่คึก

วันแรกเงียบเหงาทั่วประเทศ

ติดปัญหาขึ้นทะเบียน

เล็งเปิดจุดย่อยรองรับ

เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหมกล่าวถึงการรับซื้อยางพาราของรัฐบาล 100,000 ตัน ตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐวันแรก เพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์ใช้ประโยชน์ในแต่ละหน่วยงานว่า การรับซื้อยางพาราของรัฐบาลไม่ได้แบ่งสัดส่วนว่าจะซื้อยางสดหรือยางแผ่นเท่าไหร่ เกษตรกรมีเท่าไหร่ก็รับซื้อเท่านั้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายได้น้อยให้อยู่ได้ แต่ที่ต้องกำหนดว่าจำนวนคนละไม่เกิน 150 กิโลกรัม (กก.) เพราะห่วงว่าจะมีการสวมสิทธิ์ไปรับยางจากที่อื่นมา อย่างที่เคยทำกันมาในอดีต

“ยืนยันจะรับซื้อยางจนกว่าจะแก้ปัญหาให้คนยากจนอยู่ได้ ซึ่งคงไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลทำในภาพรวมครบวงจร เมื่อรับซื้อมาแล้ว โดยเฉพาะน้ำยางสดที่เก็บได้ 4-5 ชั่วโมง ต้องนำไปแปรรูปเป็นยางแท่ง ยางแผ่น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯทำอยู่ ส่วนกระทรวงอื่นก็ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯนำยางที่ซื้อมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ประโยชน์ตามที่นายกฯให้นโยบาย ไม่ได้ซื้อมาเก็บไว้เฉยๆเหมือนข้าว”พล.อ.ประวิตรกล่าว

ด้านพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์มอบนโยบายผ่านไลน์”ฉัตรชัย สาริกัลยะ”ให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดรับซื้อยางพาราจากชาวสวนยางทั่วประเทศก่อนเปิดรับซื้อเป็นวันแรกว่า หากติดขัดในพื้นที่ใด สามารถแจ้งมาที่ตนโดยตรงผ่านไลน์นี้

ส่วนนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯเปิดเผยถึงบรรยากาศรับซื้อยางพาราวันแรกว่าเบื้องต้นเปิดในจุดที่มีความพร้อม 614 จุด ซึ่งรมว.เกษตรฯสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกจุดอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสวนยางอย่างทั่วถึง เกษตรกรที่อยู่ห่างไกลไม่สะดวกให้เปิดจุดย่อยเพิ่มให้ครอบคลุมมากที่สุด ต้องทำให้เโปร่งใสไม่ให้มีข้อครหาการทุจริต และถ้าพบสิ่งผิดปกติให้รายงาน รมว.เกษตรฯทันที

“ตรวจสอบเบื้องต้นเกษตรกรยังนำยางมาขายไม่มากในสามจังหวัดภาคใต้ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่มาขี้นทะเบียนกับกยท.จึงใช้สิทธิไม่ได้ แต่ได้ให้มาขึ้นทะเบียนและนำหลักฐานบัตรประชาชน เอกสารสิทธิมาแสดงตนที่จุดรับซื้อได้ ซึ่งหลังปิดจุดรับซื้อเวลา 18.00 น. จะสรุปปริมาณรับซื้อยางทั่วประเทศ รวมทั้งประเมินภาพรวมปัญหาอุปสรรค”นายธีรภัทร กล่าว

สำหรับบรรยากาศการรับซื้อยางพาราของรัฐบาล 100,000 ตัน ตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐวันแรกแต่ละพื้นที่ ภาพรวมยังไม่คึกคัก เหตุผลส่วนใหญ่เพราะข้อจำกัดของการรับซื้อยางในโครงการรัฐ เรื่องการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและการได้รับเงินล่าช้า

อย่างที่จ.นราธิวาส สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตั้งจุดรับซื้อ 4 จุดใน 4 อำเภอคือ รือเสาะ ระแงะ เมืองนราธิวาสและสุไหงโกลก โดยวันนี้จะรับซื้อเฉพาะยางแผ่นดิบราคากก.ละ 45บาท ส่วนน้ำยางสดและยางก้นถ้วยจะรับซื้อได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จากการสำรวจพื้นที่สำนักงาน กยท.อ.สุไหลโกลกที่รับซื้อยางแผ่นดิบวันแรก บรรยากาศเงียบเหงา ไม่มีเกษตรกรนำยางแผ่นดิบมาขายแม้แต่รายเดียว

สอบถามนายนิคม ณ สงขลา หัวหน้าสำนักงาน กยท.อ.สุไหงโกลกทราบว่า ส่วนใหญ่ชาวบ้านอยู่ในขั้นตอนขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อใช้เป็นหลักฐานนำยางแผ่นดิบมาขาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัจจัยหลักที่ล่าช้า ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ต้องกรอกรายละเอียดในเอกสารแทนตัวเกษตรกรที่เขียนหนังสือไม่ได้ อีกทั้ง ปริมาณยางแผ่นดิบเกษตรกรผลิตเพียง 10% แต่ถ้าเป็นน้ำยางสดจะมีมากถึง 60% ส่วนยางก้นถ้วยมี 30%

เช่นเดียวกับจ.สงขลา ที่เปิดจุดรับซื้อยางตามโครงการรัฐบาลที่จะช่วยเหลือชาวสวนยางทั้งหมด 46 แต่ละจุดค่อนข้างเงียบเหงา เพราะเกษตรกรบางส่วนอยู่ในพื้นห่างไกลจุดรับซื้อ และปัญหาขายน้ำยางแล้วจะได้รับเงินหลังจาก 2 วันไปแล้ว จึงหันไปขายให้เอกชน เพราะได้เงินทันทีและไม่ต้องเดินทางไกล

ขณะที่จุดรับซื้อน้ำยางสดของเอกชนในจ.สงขลา โดยเฉพาะรายย่อยค่อนข้างเงียบเหงาบางแห่งต้องหยุดรับซื้อชั่วคราว เช่น ที่จุดรับซื้อน้ำยางสดที่บ้านหูแร่ หมู่3 ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ ของนางสุภาพร สาสุนี มีลูกค้าลดลง ส่วนหนึ่งนำน้ำยางสดไปขายกับสหกรณ์การยางในพื้นที่ที่ร่วมโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ที่รับซื้อน้ำยางสดกก.ละ 42 บาท ส่วนจุดรับซื้อน้ำยางสดของเอกชนอยู่ที่กก.ละ 37 บาท มีส่วนต่างราคา 5 บาท ซึ่งนางสุภาพรเชื่อว่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้น เพราะโครงการรับซื้อยางรัฐมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ต้องขึ้นทะเบียนก่อน ต้องมีบัตรประจำตัวเกษตรกร ได้รับเงินช้า จำกัดปริมาณรับซื้อ นอกจากนี้ ยังมีชาวสวนยางจำนวนมากไม่มีเอกสารสิทธิ์ จึงเข้าร่วมโครงการไม่ได้

ที่สกย.ควนกบ จำกัด อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ยังไม่ได้เปิดรับซื้อน้ำยางสดในราคากก.ละ 45 บาท เพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้มาติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ให้ใหม่ จึงรับซื้อในราคาเดิมอยู่ที่ กก.ละ 37-38 บาท

ที่จ.สตูล กำหนดรับซื้อน้ำยางในราคากก.ละ 45 บาททั้งหมด 22 จุด แต่ส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือ

 

อ้างว่าไม่เข้าใจ และกลัวขาดทุน โดยระบุว่ายังไม่ได้ทำสัญญาเป็นกิจลักษณะเรื่องโครงการรับซื้อ ถ้าซื้อมาแล้วจะนำไปขายที่ไหน ใครรับผิดชอบ จึงยังไม่เปิดรับซื้อเพื่อรอดูท่าทีสกย.จ.สตูลก่อน ส่วนกลุ่มชาวสวนยางพาราที่กรีดยางและอยู่ในกลุ่มของสหกรณ์ ก็ยังสับสนว่าราคารับซื้อน้ำยางสดอยู่ที่เท่าใดกันแน่ นอกจากนี้ พบมีเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์กว่า 3,000 ราย ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ทั้งนี้ มีจุดที่ให้ความร่วมมือรับซื้อ 1 จุดคือหมู่ที่ 9 ตำบลทุ่งนุ้ย อ.ควนกาหลง และมีชาวสวนยางมาขายแล้วกว่า 10 ราย