เลาะรั้วเกษตร : สนิมเนื้อใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199729

281225166

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เริ่มกันแล้วในการเข้ารับซื้อแทรกแซงราคายางพารา จากเกษตรกรโดยตรง หลังจากเมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา
ใช้เงินดำเนินการในส่วนของการบริหารจัดการของการยางแห่งประเทศ ไทย หรือ กยท. ในเบื้องแรกกว่า 500 ล้านบาท แม้วันแรกจะยังไม่เข้าที่เข้าทางเพราะเกษตรกรยังรอดูท่าที ไม่ค่อยเชื่อภาครัฐ  จะจริงใจขนาดไหน ทำให้วันแรกของการรับซื้อยางพารา ในโครงการแทรกแซงราคายาง 1 แสนตัน ยังมีเกษตรกรเอายางไปขายในจุดต่างๆ ค่อนข้างน้อย กว่าที่คาดกันไว้ ซึ่งว่ากันว่าไม่ถึง 60 ตัน

นั่นอาจไม่ใช่เพราะเกษตรกรไม่มั่นใจอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากเรื่องการเปิดจุดแทรกแซง ไม่ครอบคลุม ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา กระทรวงเกษตรฯ โดย “พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ” รมว.เกษตรฯ ก็ได้สั่งการให้ตรวจสอบ และประเมินสถานการณ์และปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมในพื้นที่ เพื่อเปิดทางและเอื้อไม่ให้เกิดปัญหาราคายาง ได้นำยางพารามาขายในราคานำที่ภาครัฐมีการรับซื้ออยู่ที่ราคายางแผ่นรมควัน 45 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางที่ราคา 42 บาท และยางก้นถ้วย 41 บาท เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ “ฉัตรชัย” ย้ำให้“ปลัดฝน” “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” กำชับให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าติตามการซื้อยางพาราในพื้นที่อย่างเข้มข้น พร้อมประสานงาน ทั้งป.ป.ช. และ สตง. ในพื้นที่เข้าสังเกตการณ์ หากพบว่าผิดสังเกต ส่อว่า มีเรื่องไม่ดี แจ้งทันทีพร้อมปรับเปลี่ยน

และที่สำคัญไปกว่านั้น เพื่อให้ครอบคลุมถึงมือเกษตรกรมากขึ้น บอร์ด  กยท.ชุดใหม่  ยังอนุมัติเงินบริหารงานอีกกว่า 2,000บาท เข้ารับซื้อแทรกแซง ราคายางเพิ่มอีก คราวนี้จะครอบคลุมถึงมือเกษตรกร และช่วยเกษตรกรถึงแก่นหรือไม่ ก็คงต้องช่วยกันติดตามกันให้ดี หากพบว่า มีปัญหางานนี้ก็คงต้องช่วยกันคิดช่วยกันแก้ แม้แต่ตัวเกษตรกร และแกนนำ (ของจริง) คงต้องช่วยกันสอดส่อง หากเห็นว่ามีอะไรผิดปกติ คงต้องรีบแจ้งมายังกระทรวงเกษตรฯ ให้ทันท่วงที เพราะงานนี้ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” และ ปลัดฝนบอกว่า เอาจริงกับเรื่องการแก้ปัญหาราคายางพารา จะไม่ให้ซ้ำรอยเก่าที่มีการทำมาอย่างแน่นอน มั่นใจอย่างนี้ ต้องเอาใจช่วย จริงๆ

มาถึงวันนี้ ขบวนการแก้ปัญหาราคายางพาราของไทยต้องวางแผนการรับมือให้จริงจัง เพราะมาตรการแทรกแซงราคายางพาราของรัฐบาลที่ว่ามาให้โฆษณาดีอย่างไร ในความเป็นจริง สิ่งที่ต้องเผชิญอีกยาวไกล คือความเป็นจริง นั้นคือ
ณ เวลานี้ มีการปลูกยางในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ว่ากันว่า ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งประเทศพม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา  เอาเป็นว่า แค่ยางพาราที่ปลูกใกล้ประเทศไทย ที่ติดตามแนวชาวแดน หากจะยอมรับความเป็นจริงมากกว่า ผลผลิตรวมในประเทศ ไทยเสียอีก แต่โชคดีที่ว่าผลผลิตยังต่ำ และขบวนการจัดการ รวมถึงการขนส่งยังด้อยกว่าไทย แต่อนาคตไม่แน่ หากบริหารจัดการดีเมื่อไหร่ และไม่วางแผนรับมือ ถึงคราวซวย เกษตรกรไทยผู้ปลูกยางแน่นอน คิดกันเองว่าจะเป็นอย่างไร

ที่สำคัญไปกว่านั้น วันนี้ปัญหาราคายางของไทยหากยอมรับความจริงใครก็รู้ว่า เกิดจากการบริหารจัดการที่มีขบวนการรับดับผู้บริหาร บางคนบางกลุ่มในกระทรวงเกษตรฯ มีความเชื่อมโยง กับกลุ่มอิทธิพล พ่อค้ายาง ทั้งในและต่างประเทศ หากินบนน้ำตาเกษตรกร จึงทำให้ขบวนการแก้ปัญหายางยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะทุกอย่างเกิดจากสนิมเนื้อใน ถึงวันนี้หากผู้มีอำนาจยังแกะยังแก้ไม่ออกว่าใครของจริงของปลอม มีความเชื่อมโยงอย่างไร และยังปล่อยให้ขบวนการที่ว่าหากินต่อไป คิดว่าสติปัญญาอย่างท่านๆ คงเดาออกว่า เกษตรกรชาวสวนยางของไทยจะเดินหน้าอย่างไร วันนี้คงต้องพึ่งท่านๆจริงๆ ในการแก้ปัญหาสนิมเนื้อใน เพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาเกษตรกรไทยทั้งระบบ

หมิงเทียน

สั่งสทศ.เพิ่มข้อสอบอัตนัยมากขึ้น ให้เด็กคิดวิเคราะห์-สร้างสรรค์เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199688

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 16.55 น.
28 ม.ค. 59 รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเรื่องการออกข้อสอบ ร่วมกับผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) สถาบันทดสอบทางกาาศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) โดยมีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมหารือถึงบทบาทของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ในการออกข้อสอบ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา หรือวีเน็ต

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า เบื้องต้นจากที่ได้รับฟังกระบวนการออกข้อสอบ พบว่ากระบวนการของสทศ.ค่อนข้างรัดกุม แต่ก็อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เช่น การออกสอบ การคิดวิเคราะห์ของเด็ก  ควรจะเป็นอย่างไร อาจจะมีความเข้าใจไม่ตรงกับศธ. รวมถึงการสอบที่ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับสากลได้ จึงมอบให้สทศ.ไปหาข้อมูลเทียบเคียง โดยให้เทียบเคียงกับการสอบประเมินนักเรียนในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือพิซา กับการสอบของสทศ.ว่ามีผลการสอบที่สอดคล้องกันหรือไม่ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการจัดสอบของ สทศ.เอง

“นอกจากนี้ ยังมอบนโยบายให้สทศ.ออกข้อสอบที่เป็นอัตนัยมากขึ้น เพื่อให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ และมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน สพฐ. ก็จะต้องเพิ่มสัดส่วนข้อสอบอัตนัยให้มากขึ้นด้วย ซึ่งสพฐ.ได้เริ่มไปแล้วในการสอบวิชาภาษาไทย ที่มีสัดส่วนข้อสอบอัตนัยอยู่ที่ 30% และจะเพิ่มในวิชาอื่นต่อไป ส่วนสทศ.ในปีการศึกษา 2559 จะเริ่มใช้ข้อสอบอัตนัยในการสอบโอเน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน  20 % ก่อน และขอให้พัฒนาข้อสอบอัตนัยให้ทันภายในปี 2559 เพื่อเพิ่มสัดส่วนข้อสอบอัตนัยให้ครบทุกชั้นปีโดยเร็วที่สุด” รศ.นพ.กำจร กล่าว

‘ดาว์พงษ์’ลั่นฟ้องดำเนินคดีแน่นอน ถ้าใครนำชื่อตนไปแอบอ้างเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199671

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 16.32 น.
28 ม.ค. 59 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  กล่าวถึงกรณีที่มีการแอบอ้างชื่อไปหาผลประโยชน์ในโครงการต่างๆของรัฐบาล ว่า หากมีการนำชื่อตนไปแอบอ้างเป็นเรื่องเป็นราวหรือก้าวล่วงให้ตนเสียหายจะฟ้องดำเนินคดีอย่างแน่นอน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐมนตรีเคยรู้จักเสธเปี๊ยก (พ.อ.จีระศักดิ์ จันทร์อวยชัย ) และนายเดชจรัส ชาญวิรัตน์ หรือไม่ อ้างว่าเคยเป็นทีมงานหน้าห้องรัฐมนตรี พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ไม่เคยเป็นทีมงานหรือหน้าห้องของตน และไม่เคยมอบหมายให้มาช่วยงานใดๆทั้งสิ้น และไม่รู้จักนายเดชจรัสเป็นการส่วนตัว ส่วนเสธเปี๊ยกชื่อคุ้นๆนะ แต่ไม่กล้าพูดว่ารู้จักหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ เนื่องจากเป็นนายทหารรุ่นน้องอาจจะรู้จัก เพราะทหารมีความผูกพันในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องอยู่ ยังนึกหน้าไม่ออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้ามีภาพเห็นหน้าอาจจะร้องอ๋อว่าคนนี้เคยเจอก็เป็นได้

พล.อ.ดาว์พงษ์ ยังได้ถามกลับผู้สื่อข่าวว่า ตอนนี้ตำรวจได้ตัวเสธเปี๊ยกมาหรือยัง ก่อนบอกว่า ถ้าตำรวจจับตัวได้แล้วก็คงดำเนินการไปตามกฎหมาย เรื่องนี้กฎหมายมีอยู่แล้วไม่ต้องห่วง ตนไม่ห่วงอะไร ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเอาชื่อตนไปแอบอ้างอย่างไร และอยากรู้ว่าเอาชื่อตนไปแอบอ้างหลอกลวงตอนที่ตนเป็นรัฐมนตรีอะไร ถ้าเอาชื่อตนไปแอบอ้างหากินเป็นเรื่องเป็นราวเกิดผลกระทบเสียหายตนก็จะฟ้องดำเนินคดีแน่นอนจะมาอ้างอะไรถ้าเราไม่ได้ทำ

ด้านนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ประธานคณะทำงาน รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ยอมรับว่ารู้จักกับ พ.อ.จีระศักดิ์ และนายเดชจรัส เพราะเคยตั้งทั้ง 2 คนเป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. แต่ได้มีคำสั่งให้พ้นจากการปฏิบัติงานในตำแหน่งดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2557 เนื่องจากพบว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งหลังจากที่ปลดออกจากตำแหน่งแล้วก็ไม่เคยพูดคุยหรือเกี่ยวข้องกันอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมคือการเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่ นายธเนศพลบอกว่า ตนไม่อยากพูดเช่นนั้นเอาเป็นว่าเมื่อมีการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเป็นความผิดก็ต้องทำให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจนที่สุด ทั้งนี้ยืนยันว่าทั้ง 2 คนไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับ รมว.ศึกษาธิการ และไม่ได้เป็นคณะทำงานหรือหน้าห้องรัฐมนตรี เป็นการแอบอ้าง

หยุดเลือดไหล กยท.ฟุ้งอุ้มยางสำเร็จ ปั่นราคาเพิ่มรายวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199586

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
หยุดเลือดไหล

กยท.ฟุ้งอุ้มยางสำเร็จ

ปั่นราคาเพิ่มรายวัน

กษ.ขยายจุดรับซื้อ

เล็งสถาบันเกษตรกร

รับส่วนเกิน150กก.

เมื่อวันที่ 27 มกราคม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงภาพรวมมาตรการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกร ตามโครงการช่วยเหลือชาวสวนยาง เพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่

วันที่ 25 มกราคมโดยพล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ปริมาณรับซื้อยาง 2 วันคือ วันที่ 25-26 มกราคม รวม141 ตัน มีเกษตรกรมาขาย 1,429ราย เป็นยางแผ่นดิบ 84.27 ตัน น้ำยางสด 10.80 ตัน ยางก้อนถ้วย 47.29 ตัน ซึ่งถือว่าปริมาณน้อย เพราะบางพื้นที่เข้าช่วงปิดกรีด ภาคใต้มีฝน รวมทั้งเกษตรกรต้องการเป็นเงินสด แต่การดำเนินการของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นไปตามระเบียบที่โอนเงินผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ตนจึงสั่งให้ปรับวิธีการเร็วขึ้น เพิ่มจุดรับซื้อให้เกษตรกรนำยางมาขายได้สะดวกขึ้น โดยเพิ่มให้ครบ 834 จุด ส่วนที่เกษตรกรท้วงติงมาว่าไม่ต้องการให้จำกัดปริมาณรับซื้อคนละ 150 กิโลกรัม (ก.ก.)นั้น อยากทำความเข้าใจว่ารัฐบาลพิจารณาจากจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ครอบคลุมเกษตรกรรายย่อยมากที่สุด

ด้านนายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฎิบัติหน้าที่ผู้ว่ากยท.กล่าวว่า การรับซื้อครั้งนี้กำหนดเกรดคุณภาพยาง ราคา ปริมาณอย่างโปร่งใส ป้องกันพ่อค้า เอกชนหรือชาวสวนยางรายใหญ่ นำยางเข้ามาเทขายให้โครงการ ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยการซื้อยางราคานำตลาดในโครงการมูลภัฑณ์กันชนที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการแทรกแซงยางครั้งนี้ ถือว่าบรรลุเป้าหมาย

“ประสบความสำเร็จหยุดเลือดไหลได้แล้วที่ สามารถดึงราคายางไม่ให้ต่ำกว่า 30 บาทได้

ตอนนี้ราคายางปรับตัวขึ้นทุกวัน1-2 บาทต่อกก. ก่อนที่รัฐบาลจะรับซื้อ 30-33 บาท ตอนนี้ขึ้นมา 41-42 บาท ถือว่ามาตรการนี้เป็นประโยชน์กับชาวสวนยางโดยตรง ถ้ารัฐบาลไม่ลงไปรับซื้อ ราคาจะลงไปอีก ชาวสวนยางจะเดือดร้อนมาก”นายเชาว์ กล่าว

และว่า ส่วนที่ปริมาณยางรับซื้อได้น้อย เพราะเกษตรกรขายยางเป็นรอบ อีกทั้ง ช่วงนี้หลายพื้นที่หยุดกรีด รอเปิดกรีดอีกครั้งเดือนพฤษภาคม ซึ่งต้องซื้อให้ครบ 1 แสนตัน ต่อไปอาจขยายให้สถาบันเกษตรกรเป็นจุดรับซื้อ ปริมาณที่เกินโควต้า 150 ก.ก. เพราะขณะนี้ราคารัฐรับซื้อกับราคาตลาดไม่ต่างกันมาก

วันเดียวกัน คณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัดบุรีรัมย์ลงพื้นที่ติดตามการรับซื้อยางพาราในโครงการรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ 6 จุด จากที่เปิดรับซื้อทั้งหมด 17 จุด ซึ่งบรรยากาศการซื้อขายยางไม่คึกคักเท่าที่ควร มีเกษตรกรนำยางแผ่นดิบ และยางก้อนถ้วยมาขายในโครงการฯ ค่อนข้างน้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามสาเหตุมาจาก เกษตรกรส่วนใหญ่ปิดกรีดแล้ว บางส่วนนำยางไปขายที่จุดรับซื้อเอกชน เพราะราคารับซื้อในโครงการที่กำหนดไว้ก.ก.ละ 45 บาท ซึ่งไม่แตกต่างจากราคาตลาดที่รับซื้อก.ก.ละ 39 บาท อีกทั้ง ยังได้รับเงินช้าต้องรอ 2 วันหลังขายแล้ว แต่ขายให้เอกชนจะรับเงินสดทันที ทำให้เกษตรกรเลือกที่จะขายยางกับจุดรับซื้อเอกชนใกล้บ้านมากกว่า นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเกษตรกรส่วนใหญ่ที่นำยางมาขายเป็นยางคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในโครงการฯ ทำให้ไม่ได้ราคาก.ก.ละ 45 บาท ตามโครงการฯแต่จะได้ราคาตามคุณภาพของยาง ซึ่งเจ้าหน้าที่ชี้แจงให้เกษตรกรทราบแล้ว ป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมาภายหลัง

 

นายอาคม พิญญศักดิ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัดกล่าวว่า โครงการรับซื้อยางของรัฐบาลยกระดับราคายางให้เพิ่มขึ้นได้ ก่อนหน้านี้ราคายางตามท้องตลาดอยู่ที่ก.ก.ละ 36 บาท ปัจจุบันเพิ่มเป็นก.ก.ละ 39 บาท ส่วนปัญหาที่พบทั้งเรื่องคุณภาพยางต่ำ รวมถึงข้อเรียกร้องของเกษตรกรที่ให้เพิ่มปริมาณรับซื้อยางจากรายละ 150 ก.ก.เป็น 1-2 ตัน และจ่ายเงินทันทีนั้น ได้รับเรื่องเสนอให้กระทรวงเกษตรฯและรัฐบาลรับทราบ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

รายงานพิเศษ : วอนทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199547

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การส่งสัญญาณปัญหาภัยแล้งมีมาตั้งแต่ปี 2558 ยาวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน จะเห็นได้จากพี่น้องเกษตรกรเริ่มมีการกักเก็บ และแย่งชิงน้ำตามลำธารธรรมชาติมากขึ้น นั้นหมายถึงการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ จะส่งผลตามมา หากถ้าไม่มีน้ำเศรษฐกิจก็ไม่ขับเคลื่อน สังคมก็ไม่เคลื่อนไหวหรือเคลื่อนไหวน้อย ส่งผลให้เกิดอาการหวาดกลัวว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่

พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ

จากการติดตามตัวชี้วัดทำให้ทราบว่าปริมาณฝนตั้งแต่ปี 2558 มีน้อย ส่งผลให้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญของประเทศในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำมาสู่พื้นที่เกษตรกรรมได้ อีกทั้งน้ำในลำน้ำแห้งเร็วตามธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ขอความร่วมมือเกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง และจัดทำโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/59

จากการสำรวจสถานการณ์ภัยแล้ง พบว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบภาวะภัยแล้งจำนวน 32 จังหวัด หรือประมาณ 400 อำเภอทั่วประเทศ ทั้งที่อยู่ในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งในปี 2559 นี้ โดยพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน โดยเฉพาะนครสวรรค์ กำแพงเพชร และอุทัยธานี ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงกลาโหม เตรียมแผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในเรื่องน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และสร้างแหล่งน้ำ พร้อมกับให้เกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัด ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของเกษตรกร และสร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์น้ำที่มีจำกัด โดยรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณขุดเจาะบ่อบาดาล 6,000 บ่อ ซึ่งได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม และให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

และจากการลงพื้นที่สำรวจของกรมชลประทานในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2559 ภายหลังจากที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความร่วมมือในการงดทำนาปรัง พบว่า เกษตรกรเกิดการรับรู้ว่าจะมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการทำนา จึงให้ความร่วมมือในการงดทำนาปรังมากขึ้น โดยเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2558 ทำนาปรัง 2.90 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันทำนาปรัง 1.77 ล้านไร่ ลดลง 1.13 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสถานการณ์น้ำวันที่ 26 มกราคม 2559 พบว่า ปริมาณน้ำจากเขื่อนหลักทั้ง 4 เขื่อนลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ และป่าสักฯ มีปริมาณอยู่ในเกณฑ์น้ำพอใช้ (น้อยกว่า 50%) ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงปัจจุบัน มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างรวม 116.18 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 2.62 ปริมาณน้ำระบายรวม 444.77 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาตรน้ำใช้การได้รวม 3,501 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 กระทรวงเกษตรฯ จึงได้วางแผนระบายน้ำรวมกันวันละ 17.90 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้ผู้อุปโภคบริโภคมีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และรักษาระบบนิเวศน์ไปจนถึงเดือน ก.ค. นี้

“จึงขอความร่วมมือผู้ใช้น้ำทุกกลุ่ม ทั้งเกษตรกร รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ใช้น้ำในการอุปโภค บริโภค ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและมีคุณค่ามากที่สุด เพราะวิกฤติภัยแล้งในครั้งนี้ ไม่ใช่ปัญหาของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องฝ่าฟันไปด้วยกัน เพื่อให้ข้ามผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปได้”

ส่งSMEลุยเปิดตลาดข้าวคุณภาพ ระดมเครือข่าย18กลุ่มจังหวัดออกงาน‘เกษตรแฟร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199544

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมสินค้าข้าวคุณภาพพิเศษให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย กรมการข้าว โดยกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้จัดกิจกรรมตลาดข้าว SME ภายใต้โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2559 โดยได้รับเงินงบประมาณจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หรือ SMEs เพื่อดำเนินกิจกรรมพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่าย และพัฒนาศักยภาพเชิงธุรกิจของโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด

ทั้งนี้ กิจกรรมตลาดข้าว SME ภายในงานเกษตรแฟร์ ปี 2559 จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าข้าวคุณภาพพิเศษ ส่งเสริมด้านการตลาด และขยายฐานผู้บริโภคและการค้าขายภายในประเทศ รวมถึงเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการพบผู้บริโภค ด้วยการจัดแสดงและประชาสัมพันธ์สินค้าข้าวคุณภาพพิเศษให้เป็นที่รู้จัก สร้างเครือข่ายผู้ผลิตข้าวคุณภาพพิเศษ และความสามารถในการแข่งขัน
เชิงธุรกิจ นอกจากนี้ ยังเป็นการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุง
คุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้ตรงตามความต้องการของ
ผู้บริโภคให้มากขึ้น

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการโครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัดองค์ความรู้คุณค่าโภชนาการของข้าวไทย ความรู้ด้านมาตรฐานการผลิต กิจกรรมการเชื่อมโยงตลาดและสร้างเครือข่าย เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าข้าวของผู้ผลิตข้าวคุณภาพพิเศษให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายกิจกรรมการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ
ห้างร้านห้างสรรพสินค้าเข้าร่วมเจรจาธุรกิจและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวกำหนดวันในการเจรจาในวันที่ 2 และ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 13.30-15.30 น.

นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้าข้าวคุณภาพพิเศษหลายชนิดและสินค้าแปรรูปเพื่อสุขภาพจากทุกภาคทั่วไทยสินค้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าว มากกว่า 20 กลุ่ม อาทิ กลุ่มข้าวอินทรีย์วิถีพนางตุง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรใสยาวมวลชน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านนาท่อมร่วมใจ จ.พัทลุง กลุ่มผู้ผลิตข้าวอินทรีย์หนองแว่น บริษัท อุทัยธานี แกรนารี่ จ.อุทัยธานี กลุ่มข้าวภูเขาไฟบ้านโคกเมือง กลุ่มเกษตรกรทำนาอินทรีย์ยายแย้ม จ.บุรีรัมย์ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัด จ.สุรินทร์ สินค้าคุณภาพที่มาจำหน่ายในงาน ได้แก่ ข้าวสังข์หยดพัทลุง ข้าวสินเหล็ก ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ มากมาย

จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจร่วมงานตลาดข้าว SME เกษตรแฟร์ ภายใต้โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด ได้ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 29 มกราคม-
6 กุมภาพันธ์ 2559 ณ บริเวณโซน L หน้าอาคารวชิรานุสรณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

สภาเกษตรกรระดมสมอง ยกร่างแผนขับเคลื่อนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199542

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแผนขับเคลื่อนยางพารา เนื่องจากเกษตรกรไม่ต้องการให้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำเป็นภาระของรัฐบาล และไม่ต้องการให้นโยบายภาครัฐที่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนรัฐบาลมีผลกระทบกับเกษตรกร กรณีตัวอย่างนโยบายด้านยางพาราที่ส่งเสริมให้ปลูกตามนโยบายอีสานเขียว ยางล้านไร่ ต่อมารัฐบาลก็มีนโยบายทวงคืนผืนป่า เป็นนโยบายการปลูกและการตัด ที่เกษตรกรเป็นผู้รับผลกระทบ ดังนั้น จึงได้ร่วมกันจัดทำแผนขับเคลื่อนเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางพึ่งตนเอง สร้างตลาดจากความร่วมมือภายในประเทศ แผนขับเคลื่อนฉบับนี้กำหนดให้มีข้อมูลเกษตรกรที่ปลูกยางทั้งหมด โดยการรับขึ้นทะเบียนทั้งปลูกในที่ดินที่มีและไม่มีเอกสารสิทธิ การส่งเสริมอาชีพเสริม การมีศูนย์เรียนรู้เพื่อพัฒนาแก้ปัญหายาง การศึกษาวิจัยที่เกษตรกรมีส่วนร่วม การไม่มีสต๊อกยาง การเกษตรอุตสาหกรรมที่มีการส่งเสริมให้ใช้ผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ

โดยประเด็นที่น่าสนใจจากการจัดเวทีครั้งนี้ คือ การรณรงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกยางและประชาชนทั้งประเทศใช้อำนาจในการเป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ยางล้อรถ ที่นอนยาง รองเท้ายาง ให้ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากยางธรรมชาติเนื่องจากมีคุณภาพดีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นการเกิดผลในทางปฏิบัติคือมีตัวแทนสถาบันเกษตรกรจาก เชียงใหม่ มีความพร้อมในการทำเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อผลิตรองเท้าสัตว์เพื่อจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ

แจงสี่เบี้ย : ความสำคัญของทรัพยากรดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199541

227832

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ทรัพยากรดิน”เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ทดแทนหรือรักษาไว้ได้ แต่การเกิดทดแทนตามธรรมชาติอาจต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้ดินหนา 2-3 ซม. เพราะธรรมชาติต้องใช้เวลาสร้างถึง 100-1,000 ปี ฉะนั้นมนุษย์จึงจำเป็นต้องรู้จักเข้าใจในคุณค่าของดิน รวมถึงดูแลรักษาดินให้คงคุณภาพได้ โดยใช้ประโยชน์ให้เหมาะสม พร้อมกับมีการปรับปรุงบำรุงและอนุรักษ์ดินอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อรักษาความอุดสมบูรณ์ของดินให้สามารถใช้งานตลอดไป

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มนุษย์มีการใช้ทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรมาโดยตลอด เช่น เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ เป็นที่กักเก็บแหล่งน้ำ
ตลอดจนเป็นรากฐานของเส้นทางคมนาคมและที่อยู่อาศัย ดังนั้น “ดิน” จึงเป็นสำคัญทางการเกษตร เป็นปัจจัยหลักต่อการเจริญเติบโตของพืช เป็นแหล่งให้ธาตุอาหารและน้ำแก่พืช เป็นที่ยึดเกาะของรากให้พืชทรงตัวอยู่ได้ และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ ฉะนั้นเรื่องของการพัฒนาที่ดินจึงเป็นเรื่องสำคัญ

หลักการพัฒนาที่ดินสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 อย่าง ดังนี้ 1.การพัฒนาที่ดินในพื้นที่ที่ยังไม่เคยใช้ประโยชน์ให้มาอยู่ในรูปที่ใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การพัฒนาเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัย โดยจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ถ้าจะส่งผลกระทบต้องจัดการให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด 2.การพัฒนาที่ดินใช้ประโยชน์อยู่แล้วให้ได้รับประโยชน์หรือผลตอบแทนอย่างเหมาะสม และใช้ได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วยการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับคุณภาพหรือความเหมาะสมของดิน การอนุรักษ์ดินและปรับปรุงดินด้วยวิธีการต่างๆ

เมื่อประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ใช้ “ทรัพยากรดิน” เป็นพื้นฐานหลักในการประกอบอาชีพตั้งแต่อดีตในสมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ รัฐบาลไทยจึงตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินต่อภาคการเกษตร จึงได้จัดตั้ง “กรมพัฒนาที่ดิน” ขึ้นมาเป็นหน่วยงานหลักกำกับดูแลภารกิจ เมื่อปี 2506 ภายใต้กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ และย้ายมาสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2515 พร้อมกับเริ่มต้นภารกิจจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรดินและที่ดินของประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์และกำหนดนโยบายแผนการใช้ที่ดิน รวมทั้งศึกษา วิจัย ค้นคว้าทดลองเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ ฟื้นฟูและปรับปรุงบำรุงดินที่มีปัญหา ตลอดจนการส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ในเรื่องการพัฒนาที่ดิน ให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปเป็นวงกว้างมาจนถึงปัจจุบัน

แตกใบอ่อน : ยิ่งกว่าหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199540

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อากาศเมืองไทยทำท่าจะใกล้วิปริตเต็มแก่

ช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา หลายคนอาจจะมีความสุขกับ “ลมหนาว” ที่พัดเข้ามา เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ก็ต้องเจออากาศร้อนชนิดที่เรียกได้ว่า “ร้อนตับแลบ”

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อาจต้องถือเป็นสัญญาณอันตรายที่เราทุกคนต้องพึงสังวรกันไว้ถึงมหันตภัยอันเป็นผลกระทบจากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เพราะหนาวครั้งนี้ก็เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า เกิดจากการเคลื่อนตัวของความกดอากาศสูงรุนแรงจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาถึงบริเวณเส้นศูนย์ ทำให้เกิดการปะทะกันของมวลอากาศเย็นกับมวลอากาศร้อน จนเกิดฝนตกและอุณหภูมิลดลงอย่างเฉียบพลัน

แต่โดยข้อเท็จจริง หากไล่ย้อนเวลากันดีๆ จะมองเห็นความวิปริตปรวนแปรของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เริ่มตั้งแต่ “ภัยแล้ง” ที่รุมถล่มประเทศไทยชนิดข้ามปีมาตั้งแต่ปี 2557 ฤดูฝนมาอย่างล่าช้าจนเกษตรกรแทบไม่มีน้ำเอาไว้เพาะปลูก ขณะที่ฤดูหนาวที่ควรจะมาตั้งแต่ท้ายปี 2558 ก็แทบจะไม่มีเค้าความเย็นให้เห็น

ครั้นพอถึงตอนนี้ซึ่งใกล้เป็นช่วงเวลาที่ย่างเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิก็ลดลงแบบเฉียบพลันชนิดที่ทำเอาคนไทยหลายคนฝันถึงหิมะตกในบ้านเราทีเดียว

เหตุลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเท่านั้น บรรดาเพื่อนบ้านของเราอย่าง เวียดนาม ลาว พม่า ก็ต่าง
ต้องเผชิญหน้ากับอากาศหนาวรุนแรงเช่นเดียวกัน หรืออย่าง จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ก็เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะอเมริกาที่บางพื้นที่ซึ่งปกติมักไม่ค่อยพบหิมะตกลงมาอย่างหนักเลยทีเดียว

ลักษณะอากาศที่สวิงสวายเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ต่างออกมาให้ความเห็นคล้ายๆ กันว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนินโญ่และลานินญ่า ซึ่งเป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อนและทำให้อุณหภูมิของโลกเกิดความแปรปรวนเช่นในทุกวันนี้

วันนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจเรื่องป้องกันไม่ให้เกิดการ “ซ้ำเติม” ปัญหาโลกร้อนที่รุนแรงอยู่แล้วให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ภาวะโลกร้อนเกิดจากการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ มากขึ้นในชั้นบรรยากาศ ซึ่งก๊าซเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ล้วนเกิดจาก “น้ำมือ” ของเราทุกคนทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เช่น การก่อไอเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะต่างๆ การเผาขยะ การใช้สารเคมี ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เราทุกคนสามารถช่วยกัน “ลด” ปัญหาลงได้ด้วยตัวเราเอง เช่น หยุดใช้ถุงพลาสติก แก้วน้ำพลาสติก กล่องโฟม เพื่อลดการก่อขยะ การเลิกพฤติกรรมเสียบปลั๊กหรือเปิดไฟข้ามคืน หรือแม้กระทั่งการใช้รถคันเดียวร่วมทางกันแทนการต่างคนต่างขับ ต่างคนต่างเดินทาง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถหาได้ไม่ยาก แค่คลิกเข้าไปค้นหาในอินเตอร์เนตก็จะพบข้อมูลชนิดล้นทะลัก และที่สำคัญล้วนเป็นเรื่องที่เราทุกคนสามารถทำได้แบบไม่ยากเย็น

ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกันครับ ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งอันตราย และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับชีวิตเราทุกคน

มะลิลา

‘บิ๊กฉัตร’พอใจปฏิบัติการฝนหลวง เติมน้ำอ่างใหญ่1ล้านลบ.ม.ต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199514

วันพุธ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559, 18.32 น.
27 ม.ค.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการปฎิบัติการฝนหลวงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ทำให้มีฝนตกในพื้นที่หลายจังหวัดภาคกลาง และเพิ่มปริมาณไหลเข้าเขื่อนหลัก 4 แห่งๆ ละกว่า 1 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน โดยในวันนี้ได้สั่งให้ขึ้นปฎิบัติการต่อ เพราะมีองค์ประกอบของสภาพอากาศที่เหมาะกับการทำฝนหลวง หลังจากนี้ให้สแตนบายรอจังหวะขึ้นบินที่ จ.นครสวรรค์ ทั้ง 8 ลำ

พร้อมกันนี้ได้กำชับหัวหน้าส่วนราชการ สั่งเจ้าหน้าที่ทุกกรมของกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่อย่างจริงจัง ในการติดตามช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาว และสภาพอากาศแปรปรวน แล้วให้ทุกหน่วยงานรายงานมาที่ตนโดยตรง ซึ่งต้องไปดูผลกระทบทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง หากประชาชนเดือดร้อน พร้อมช่วยเหลือให้ทันสถานการณ์