‘บิ๊กตู่’ชมเกษตรกรรับปลูกพืชฤดูแล้ง ยันพร้อมลุยแผนบริหารจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199953

วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559, 13.45 น.
30 ม.ค. 59 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความชื่นชมเกษตรกรที่มีความเข้าใจสถานการณ์น้ำของประเทศ และให้ความร่วมมือกับนโยบายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชในหน้าแล้งจากข้าวนาปรัง ไปสู่พืชใช้น้ำน้อย และการเลี้ยงปศุสัตว์แทน

“จากข้อมูลการสำรวจภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรัง พบว่า เกษตรกรให้ความร่วมมือต่อนโยบายของรัฐบาล มากขึ้นกว่าในอดีต  เกษตรกรบางส่วนเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่นพืชตระกูลถั่ว บางส่วนเลือกการเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น สัตว์ปีก หรือเลี้ยงปลาในกระชัง  รวมทั้งการเข้าร่วมโครงการต่างๆของรัฐบาล หลายโครงการ เพื่อ สร้างความเข้มแข็งในระดับฐานรากแบบประชารัฐ และชดเชยการสูญเสียรายได้ เช่น การจ้างงานขุดลอกคลองชลประทานในชุมชน ซึ่งมีการจ้างงานกว่า 40,000 ราย ซึ่งมาตรการเหล่านี้ ทำให้พื้นที่การปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั่วประทศข้อมูล ณ เดือนมกราคมประมาณ 4 ล้านไร่ จาก 8 ล้านไร่ ในปี 57/58 และจาก 15 ล้านไร่ ในปี 56/57  หากพิจารณาเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกลุ่มเจ้าพระยา ก็จะพบว่าพื้นที่ปลูกข้าวลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นกัน โดยข้อมูล  ณ  เดือนมกราคม 2559 มี 2.91 ล้านไร่ ลดลงจาก 4.84 ล้านไร่ในปี 57/58 และ  7.99 ล้านไร่ในปี 56/57

อย่างไรก็ตาม มีเกษตรกรบางรายที่ยินดีจะรับความเสี่ยง และยังคงยืนยันจะปลูกข้าวนาปรังต่อไป ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้เข้าใจดีว่าหากเกิดความเสียหายจะไม่ได้รับเงินชดเชย เพราะมิใช่ความเสียหายจากภัยพิบัติ และเจ้าหน้าที่ได้ให้ข้อมูลแล้วว่าบางพื้นที่ไม่สามารถให้การสนับสนุนน้ำได้จริงๆ  เพราะเป็นพื้นที่สูงไม่คุ้มต่อการผันน้ำ หรือเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน อีกทั้ง อาจส่งผลกระทบต่อน้ำกินน้ำใช้ ”

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ข้อมูลจากกรมชลประทานพบว่า ใน ปี  54 /55 มีน้ำต้นทุนในเขื่อนทั่วประเทศ  18,000 ล้านลบม. แต่มีการปล่อยระบายออกถึง 14,000 ล้านลบม. ด้วยความกังวลของรัฐบาลในสมัยนั้นว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำซ้อน โดยมิได้คิดเผื่อว่าหากเกิดฝนตกน้อยจะเป็นอย่างไร  ยิ่งเมื่อมีโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดออกมา ทำให้มีพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังซึ่งเป็นพืชใช้น้ำมากทั่วประเทศเพิ่มอย่างมาก เป็น 15 ล้านไร่ ทำให้น้ำต้นทุนในเขื่อนทั่วประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ณ เวลาที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ในปี 57/58 มีน้ำต้นทุนในเขื่อนเหลือเพียง 6,777  ล้านลบม.  ประกอบกับภาวะอากาศที่แห้งแล้งฝนทิ้งช่วงทำให้ต้นทุนน้ำในเขื่อนลดลงอย่างต่อเนื่อง

“ในปี 58/59 เรามีน้ำต้นทุน 4,247 ล้านลบม. ซึ่งแม้นไม่มาก แต่รัฐบาลเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการ ร่วมกันระหว่างหน่วยงานทุกหน่วยและกองทัพ เพื่อดูแลให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ มีน้ำกินน้ำใช้ไม่ขาดแคลนในช่วงฤดูแล้ว และคาดการณ์ว่า ด้วยแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้ เราจะมีน้ำใช้การได้ ณ วันที่ 1 พ.ค.ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูแล้ง 1,590 ล้านลบ.ม. รวมทั้งรัฐบาลจะเดินหน้าแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในรูปแบบประชารัฐ ร่วมมือกันทั้งประชาชนและรัฐบาล ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 12 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อมิให้ประเทศไทยเกิดความขาดแคลนน้ำ หรือต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตน้ำกินน้ำใช้อีกในอนาคต เป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและเกษตรกรไทยทุกคนบนแผ่นดินไทย” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว

เพิ่มโควตายาง กษ.โปรยยาหอมชาวสวน รับซื้อมากกว่า150กก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199935

วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพิ่มโควตายาง

กษ.โปรยยาหอมชาวสวน

รับซื้อมากกว่า150กก.

ปูจี้ยุติฟ้องค่าจำนำข้าว

เค้นดร.ล่าแก๊งอ้างคสช.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์(กษ.) ลงพื้นที่ตรวจจุดรับซื้อยางพารา ตามโครงการของรัฐบาลที่กิโลกรัม(กก.)ละ 45 บาทรายละไม่เกิน 150 กก.ที่สำนักงานสหกรณ์กองทุนสวนยางนาแต้ จำกัด อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เมื่อเช้าวันที่ 29 มกราคาที่ผ่านมาและให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าปริมาณการรับซื้อยางแม้ยังไม่มากนักแต่ได้ทำให้ทิศทางราคายางปรับตัวดีขึ้นแล้วซึ่งเป็นหมายหลักในการช่วยเหลือชาวสวนยาง ทั้งนี้จะพิจารณาขยายจุดรับซื้อยางพาราเพิ่มเติมเพื่อความสะดวกของเกษตรกรเอง โดยให้การยางแห่งชาติ(กยท.)ไปพิจารณาตามความเหมาะสม และต้อง ต้องดำเนินการรับซื้อตามยางตามกำหนด 1 แสนตัน เพื่อนำไปผลิตภัฑณ์ยางตามความต้องการใช้ของหน่วยงานราชการ

รมว.เกษตร ระบุว่า ที่พี่น้องชาวสวนยางเรียกร้องมาอยากได้โควต้าการขายมากกว่าเดิม ตนก็จะนำไปพิจารณา เพื่อใช้กับการรับซื้อยางในช่วงเปิดฤดูกรีดยางใหม่ในเดือนพฤษภาคม และเรื่องนี้ต้องนำเข้าครม.เพื่อเปิดรับซื้อยางจากเกษตรกรมากกว่า 150กก.ต่อราย

ไร้คุณสมบัติชิงผู้ว่าฯกยท.

รมว.เกษตรฯ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวปรับเปลี่ยนรักษาการผู้ว่า กยท.ที่ไม่สามารถทำให้โครงการแทรกแซงยางไปถึงจุดหมาย โดยเลี่ยงว่า เกี่ยวกับผู้บริหารการยางฯและตัวผู้ว่าฯเองจำเป็นจะต้องมีการสรรหาจากการสมัครและในขณะนี้มีการเปิดรับสมัครมา 3 รอบแล้วจาการตรวจสอบผู้ที่มาสมัครทั้ง 3 รอบก็ตกคุณสมบัติทั้ง 3 รอบนี้ คราวนี้ก็เป็นการเปิดครั้งที่ 4 แล้ว ซึ่งก็คงมีการเข้าใจว่าจะต้องมีการปรับลดข้อกำหนดต่างๆลงบ้าง และงานต่างๆอาจล่าช้างบ้าง เพราะ กยท.เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่กี่เดือน เป็นการ 3 รวมหน่วยงานมาอยู่รวมกัน ย่อมติดขัดเป็นธรรมดา แต่ขอให้มั่นใจว่า กยท.จะดูแลชาวสวนยางตามอำนาจหน้าที่และอยากให้ชาวสวนยางปลูกพืชอื่นเสริมบ้าง

ผู้ตรวจฯลงภาคใต้ให้กำลังใจ

ในขณะที่ นายสุรพล จารุพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร ฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมดูการรับซื้อน้ำยางสดทางสหกรณ์สหกรณ์กองทุนสวนยางอุใดเจริญ1 ในเขตพื้นที่ตำบลอุใดเจริญ เลขที่ 14/1 ม.8 ต.อุใดเจริญ อ.ควนกาหลง จ.สตูล

นายสุรพล ให้สัมภาษณ์ว่า มาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ในการช่วยเหลือชาวสวนยาง

สำหรับเกษตรกรจุดนี้ทำการรับซื้อยางในรูปของน้ำยางสดเป็นหลัก สำหรับปริมาณน้ำยางสดที่เปิดรับซื้อมีอยู่ประมาณ 300 กว่ากิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่มีปริมาณที่ไม่มากนักเพราะยังมีพี่น้องเกษตรกรที่ยังไม่เข้าใจถึงกระบวนการการทำงาน ซึ่งจะต้องประชาสัมพันธ์กันต่อไป

โดยในส่วนกระบวนการการรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรนั้นก็ต้องนำบัตรประชาชน พร้อมหลักฐานและบัตรสีเขียวที่ได้ผ่านการขึ้นทะเบียนการยาง จาก กยท.เรียบร้อยแล้ว แล้วเข้าสู่กระบวนการซื้อขายน้ำยางสด ที่กก.ละ42 บาท

ภาคียางยื่นจม.ถึง”บิ๊กตู่”

บ่ายวันเดียวกัน ที่ศูนย์ดำรงธรรมจ.นครศรีธรรมราช ภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย นำโดยนายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีฯ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ถึงการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ

โดยจดหมายดังกล่าวระบุโครงการรับซื้อยางพาราของรัฐจากเกษตรกรรายละ 150 กก.ที่กก.ละ45 บาทนั้น ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรนำยางมาขายกับโดยตรงรัฐ เพราะจุดรับซื้อไม่ทั่วถึง จ่ายเงินช้า จำกัดปริมาณการรับซื้อ จำกัดเฉพาะเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน

จึงขอเรียกร้องให้ปรับกลไกใหม่ ให้เกิดประโยชน์สู่สุดต่อประชาชน โดยเพิ่มจุดรับซื้อเกษตรกรตัวจริง ซื้อขายจ่ายเงินสดให้เกษตรกร และเปิดทางให้เกษตรกรที่ไม่ได้ลงทะเบียนขายได้ด้วย

แกนนำยางแนะต้องปรับปรุง

เช่นเดียวกับ นายบุญส่ง นับทอง นายสมาคมชาวสวนยางพาราจังหวัดกระบี่ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการเปิดจุดรับซื้อยางพาราจากเกษตรโดยตรงของภาครัฐยังไม่เข้าถึงเกษตรกรอย่างแท้จริง เกษตรกรบางรายยังไม่ทราบว่ามีการเปิดจุดรับซื้อที่ไหนบ้าง เนื่องจาก เปิดจุดรับซื้อยังไม่ทั่วถึงโดยในจังหวัดกระบี่มีเพียง13 จุด

เกษตรกรส่วนใหญ่จะนำยางไปขายตามร้านรับซื้อเอกชน เพราะไม่มีการจำกัดจำนวนการรับซื้อแม้ว่าราคารับซื้อจะต่ำกว่า และอยู่ใกล้กว่า ทั้งนี้เห็นว่า กยท.ควรปรับปรุงงานใหม่ ให้ตัวแทนภาคเกษตรกรเข้าไปมีส่วนร่วม เพื่อลดปัญหาข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นและให้โครงการของรัฐเข้าถึงเกษตรกรอย่างแท้จริง แต่ที่ผ่านมาภาครัฐไม่ให้ความสำคัญ

“ปู”ชักดาบขอพ้นอุปสรรค

เมื่อเวลา 11.45 น. นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีแนวร่วมให้กำลังตะโกน”ยิ่งลักษณ์สู้ๆ”ประมาณ 300 คน

มีทหารจากกองทัพภาคที่ 2 รวมกว่า 30 นาย มายืนสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

โดยคณะของนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ประกอบพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ด้วยเครื่องสักการะทั้งอาหารคาว หวาน และยังได้มีการนำดาบปลอกสีแดง ขึ้นมาบวงสรวง ซึ่งนส.ยิ่งลักษณ์ได้ชักดาบชูขึ้นขึ้นขณะบวงสรวง และทาง กองเชียร์ ตะโกนคำว่า สู้ๆ เพื่อแสดงออกถึงการต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ก่อนที่จะนำพวงมาลัย มาคล้องคอรูปหล่อจำลองท้าวสุรนารี เพื่อทำการสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครราชสีมา

จี้นายกฯยุติฟ้องเรียกค่าเสียหาย

ขณะเดียวกัน นส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้เฟสบุ๊กโต้แย้งกระบวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด กรณีจำนำข้าวจนรัฐเสียหายหลายแสนล้าน โดยระบุเหตุผลถึง6ข้อคือ 1. ผู้ออกคำสั่งและผู้แต่งตั้งว่าดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 มาตรา 8 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2559 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฎิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2559

2. คดีความทางอาญายังไม่สิ้นสุด จึงย่อมได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรม 3. การฟ้องเอาผิดให้ชดใช้ค่าเสียหายโดยกระทรวงการคลังนั้นไม่ถูกต้องเพราะกระทรวงการคลังไม่ใช่ผู้เสียหาย 4. ยังไม่มีการประเมินค่าความเสียหายที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายและเป็นธรรมแก่ดิฉันที่กำลังจะถูกชดใช้ค่าเสียหายแต่ผู้เดียวทั้งที่คดีความยังไม่สิ้นสุด

ในตอนท้าย นส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า “อย่าได้พิจารณาคดีนี้เพราะ มี มาตรา 44 คุ้มครองหรือกฎหมายอื่นที่จะออกมาคุ้มครองภายหลังค่ะ”

ให้ประกันตัวดร.อ้างชื่อหากิน

ส่วนความคืบหน้ากรณีมีการคุมตัว ดร.เดชจรัส ชาญรัตน์ ที่ปรึกษาผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พร้อมแจ้งข้อหาพยายามฉ้อโกง หลังร่วมกับพวกอีก 3 รายหลอกลวงผู้เสียหายว่ามีข้าวเสื่อมคุณภาพจำนวน 3 แสนตันมาขายให้ในราคาถูก โดยได้มีการอ้างชื่อถึงบุคคลสำคัญในคณะรัฐมนตรีนั้น

พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกตร. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวไปขออำนาจศาลฝากขังเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาศาลอนุญาตให้ประกันไปแล้ว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวมีผู้ร่วมขบวนการมากกว่า 2 คน

ขยายผล2เสธ.ร่วมขบวนการ

ส่วนพ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รองผบก.ป. กล่าวว่า จากการสอบปากคำเบื้องต้น ดร.เดชจรัสปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่ขอให้การใดๆ ในชั้นพนักงานสอบสวน ขอให้การแค่ในชั้นศาล ซึ่งจะมีการเชิญ ดร.เดชจรัสมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง

ข่าวแจ้งว่า สำหรับ ดร.เดชจรัส นั้น ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีพยายามฉ้อโกง หลังร่วมกับพวกอีก 3 ราย เป็นนายทหารและพลเรือน (เสธ.หนึ่งและเสธ.เปี๊ยก) หลอกผู้เสียหายว่ารู้จักบุคคลสำคัญในรัฐบาล รวมทั้งกล่าวอ้างว่าสามารถวิ่งเต้นให้ดำเนินการโครงการต่างๆ ได้ อาทิ โครงการติดตั้งกล้องซีซีทีวี โครงการตามงบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งมีข้าวเสื่อมคุณภาพมาขายในราคาถูกเป็นต้น ทั้งนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป

‘บิ๊กฉัตร’ลั่นชาวสวนยางจ่อได้สิทธิ โควต้ยางพาราาเพิ่มจาก150กก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199812

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 14.24 น.
29 ม.ค. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางมายังจุดรับซื้อยางพารา ที่สำนักงานสหกรณ์กองทุนสวนยางนาแต้ จำกัด อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ว่าปริมาณการรับซื้อยางแม้ยังไม่มากนักแต่ได้ทำให้ทิศทางราคายางปรับตัวดีขึ้นแล้วซึ่งเป็นหมายหลักในการช่วยเหลือชาวสวนยาง โดยจุดรับซื้อขณะนี้ก็มีค่อนข้างจะเพียงพอและใช้จุดเติมคือจุดที่เกษตรกรมีการชื้อขายกันมาก่อนแล้วเพื่อความสะดวกของเกษตรกรเอง

“ให้กยท.ดูความจำเป็นจะขยายเปิดจุดรับซื้อได้ ต้องดำเนินการรับซื้อตามกำหนด 1 แสนตัน เพื่อนำไปผลิตภัฑณ์ยางตามความต้องการใช้ของหน่วยงานราชการ วันนี้เท่าที่ลงมาดูในพื้นที่รับทราบปัญหาจากเกษตรกรชาวสวนยางว่ามีความต้องการอยากได้โค้วต้ามากขึ้น ซึ่งการเปิดกรีดยางฤดูหน้าเดือนพ.ค. จะนำเข้าสู่การพิจารณาของครม. ในเรื่องโควต้าเพิ่มขึ้นมากกว่า150 กก.ต่อรายจะได้มีรายได้มากขึ้นด้วย โดยในช่วง 3 เดือนนี้ก่อนเปิดกรีด ได้ให้กยท.ไปวิเคาระห์ผลลัพท์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้เพื่อนำมาแก้ไขในฤดูหน้าให้ประโยชน์ถือมือเกษตรรกมากที่สุด”รมว.เกษตรฯกล่าว

รมว.เกษตรฯกล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวปรับเปลี่ยนรักษาการผู้ว่ากยท.ที่ไม่สามารถทำให้โครงการแทรกแซงยางไปถึงจุดหมาย ว่า เกี่ยวกับผู้บริหารการยางฯและตัวผู้ว่าฯเองจำเป็นจะต้องมีการสรรหาจากการสมัครและในขณะนี้มีการเปิดรับสมัครมา 3 รอบแล้วจาการตรวจสอบผู้ที่มาสมัครทั้ง 3 รอบก็ตกคุณสมบัติทั้ง 3 รอบนี้ คราวนี้ก็เป็นการเปิดครั้งที่ 4 แล้ว ซึ่งก็คงมีการเข้าใจว่าจะต้องมีการปรับลดข้อกำหนดต่างๆลงบ้าง อย่างไงก็อาจมีการล้าช้าบ้าง โดยได้ให้มีการสรรหาให้แล้วเสร็จซึ่งการบริหารงานก็จะเป็นไปตามขบวนการ

ส่วนการบริหารภายในกยท.อาจมีปัญหาเพราะการยางแห่งประเทศไทยนี้พึ่งเกิดเพียงไม่กี่เดือนเจ้าหน้าที่ก็มาจากสามหน่วยงานด้วยกันก็มารวมตัวกันระเบียบหรือกฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้ก็เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจึงเป็นข้อจำกัดทำให้การยางทำงานยังไม่เต็มร้อยเท่าไรนัก แต่อย่างไรก็ตามวันนี้เรามีบอร์ดการยางฯมาทำหน้าที่กับคณะผู้บริหารกยท. ต้องชี้แจงกับเกษตรกรชาวสวนยางให้เห็นว่ารัฐบาลนี้มีโครงการต่างๆสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวสวนยางมากมาย ขอให้เกษตรกรทุกคนติดตามและเข้าโครงการตามที่รัฐบาลมีอยู่ แต่ตนอยากเห็นชาวเกษตรกรสวนยางได้ทำอาชีพเสริมในสวนยางได้อีก ให้เกษตรกรสวนยางทุกคนเข้ามาร่วมโครงการนี้ซึ่งรัฐบาลก็มีโครงการนี้อยู่แล้ว

‘บิ๊กฉัตร’หนุนเกษตรอินทรีย์ทั่วปท. ยึดตามแนวผสมผสานของในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199810

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 14.11 น.
29 ม.ค. 59 ที่บริเวณอุทยานลานพระยาแถน อ.เมือง จ.ยโสธร พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกร เป็นประธานในพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ใน “โครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์วืถียโสธร” หรือ”ยโสธรโมเดล”เป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ โดยมีระยะเวลา ดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ม.ค.59-ม.ค.62 ซึ่งใน ปี59นี้ กระทรวงเกษตรฯได้ประกาศให้เป็นปีแห่งสินค้าเกษตรปลอดภัย

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า รัฐบาลนี้มีนโยบายหลักในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ที่จะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ทิศทางสินค้าเกษตรทุกตัวทั่วโลกเดินไปสู่เกษตรอินทรีย์ ในฐานะประเทศไทยได้รับการยอมรับเป็นคลังอาหารของโลก จะเห็นว่าสินค้าเกษตรของไทยยังมีอนาคตและต้องยกระดับมาตรฐานให้ได้ เพราะต่อไปต่างประเทศเขาจะต้องมาดูต้นทางการผลิตเราเป็นอย่างไรด้วย ซึ่งทุกประเทศในอาเซียนผลิตสินค้าเกษตรแข่งขันกัน มีต้นทุนถูกกว่า เป็นสิ่งสำคัญที่ทำอย่างไรให้เราโดดเด่น ขายได้ราคา โดยกระทรวงเกษตรฯเข้ามาเติมเต็มให้การผลิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่เข้ามาทำให้ระบบเดิมเสีย ขณะเดียวกันกลุ่มเกษตรที่กำลังขยายตัวต้องเข้าไปเสริมให้เข้มแข็ง และกลุ่มเกษตรผลิตแบบเดิมใช้สารเคมีเข้มข้น ต้องทำให้เป็นเกษตรปลอดภัยให้ได้ ซึ่งหวังว่าหลังลงนามเอ็มโอยูโครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แล้วสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ทางสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมเข้ามาพัฒนาก่อเกิดประชารัฐที่สมบูรณ์ มีความมั่งคงทางการเกษตรของประเทศไทย

“หลายพื้นที่ค่อนข้างเข้มแข็งอยู่แล้วในการผลิตซึ่งการสนับสนุนจึงต้องมีความหลากหลายตามแนวเกษตรผสมผสานของในหลวง คือการเติมส่วนที่ขาดให้กับเกษตรกรเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แแบยิ่งขึ้น สร้างแรงจูงใจให้เกิดการยกระดับคุณภาพในการผลิตในระยะยาวต่อไป ถือเป็นอีกหนึ่งกรอบหลักที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการงดใช้สารเคมีต่างๆ ย่อมช่วยลดต้นทุนในการผลิต ทั้งยังสอดคล้องกับทั้งกระแสของโลก รวมถึงเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศอีกด้วย”รมว.เกษตรฯกล่าว

มท.แถลง4ภาพรวมการแก้ภัยแล้ง ชี้กระตุ้นศก.สร้างอาชีพช่วยปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199802

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 13.25 น.
29 ม.ค. 59 เวลา 10.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายชยพล ธิติศักดิ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมแถลงข่าว เรื่อง “การบริหารจัดการน้ำ และ การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ในภาพรวมของรัฐบาล” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมในการแถลงข่าวฯ

โดยนายชยพล ธิติศักดิ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินโครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน โดยมีมาตรการต่างๆ ภายใต้การทำงานในรูปแบบ  “ประชารัฐ”คือ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้ ดังต่อไปนี้ 1. มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้านบาท) 2. มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน 3. โครงการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับกลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และ 4. มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ ขณะนี้ได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในทุกโครงการเพื่อให้เม็ดเงินได้ลงไปถึงมือของพี่น้องประชาชนในห้วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งเป็นช่วงที่คาดการณ์ว่าจะเกิดปัญหาภัยแล้งรุนแรงมากที่สุด โดยมีรายละเอียดของแต่ละมาตรการ ดังต่อไปนี้

1. มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้านบาท) ดำเนินการในพื้นที่ 7,255 ตำบล งบประมาณ 36,275 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน หรือ ก่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในจังหวัด มีโครงการในลักษณะการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น การซ่อมแซมแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำ ตลาดกลาง การปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งขยะ การส่งเสริมการพัฒนาชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การปลูกพืชใหม่ที่มีตลาด การเปลี่ยนแปลงอาชีพ การสร้างฝาย ปลูกต้นไม้หรือป่าชุมชน เป็นต้น และโครงการด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น การเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพของคนในหมู่บ้าน/ชุมชน ส่งเสริมการประกอบอาชีพ เป็นต้นขณะนี้สำนักงบประมาณได้อนุมัติโครงการแล้วจำนวน 114,397 โครงการ จำนวนเงินที่อนุมัติแล้ว 35,890 ล้านบาท ก่อหนี้ผูกพันแล้ว 5,586 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 1,843 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาการดำเนินโครงการและเบิกจ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2559

2.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน จำนวน 3,827 โครงการ งบประมาณ 3,200 ล้านบาท เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกรและคนยากจนให้มีความเข้มแข็ง โดยดำเนินการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้เพิ่มตลอดฤดูกาลผลิตในปี พัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ มีกลุ่มบุคคลเป้าหมาย คือ กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน, สหกรณ์การเกษตร ขณะนี้ได้ดำเนินการก่อหนี้ผูกพันแล้ว1,748 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 1,011 ล้านบาทมีระยะเวลาการดำเนินโครงการและเบิกจ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2559

3.โครงการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับกลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ในพื้นที่ 21 จังหวัดโดยจัดสรรงบจำนวน 421 รายการ เป็นเงิน 254 ล้านเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร รวมถึงสหกรณ์การเกษตรให้สมาชิกของกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้นำเครื่องจักรกลการเกษตรที่ได้รับการสนับสนุนมาช่วยแก้ไขปัญหาหมอกควันที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือด้วย เช่น การนำไปใช้ฝังกลบตอซัง เป็นต้น ขณะนี้ได้ดำเนินการก่อหนี้ผูกพันแล้ว 96 ล้านบาท มีผลการเบิกจ่ายแล้ว 55 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาการดำเนินโครงการและเบิกจ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2559

4.มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและส่งเสริมให้มีการลงทุนทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจจัดทำแผนการดำเนินการในวงเงินจัดซื้อ/จัดจ้าง รายการละไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้รับการจัดสรรงบประมาณให้แก่ส่วนราชการในสังกัด 6หน่วยงาน จำนวน 4,490 รายการ วงเงิน 2,638 ล้านบาท ขณะนี้ได้ดำเนินการก่อหนี้ผูกพันแล้ว2,286 ล้านบาท มีผลการเบิกจ่ายเงินแล้ว 1,268 ล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดให้จังหวัดนำความต้องการของประชาชน เสนอเป็นโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้งปี 2558/59โดยนำแนวทาง “ประชารัฐ” ให้ทีมประเทศไทยในพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย ประชาชน ราชการ และภาคธุรกิจ เอกชน ร่วมกันคิด ตัดสินใจ และดำเนินการด้วยตนเอง โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 กรณีพืชน้ำน้อย ซึ่งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ได้อนุมัติงบประมาณให้กับ 20 จังหวัด และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้โอนเงินให้จังหวัดแล้ว 155 โครงการ งบประมาณ 151,936,060 บาท ได้เริ่มดำเนินการแล้ว

ระยะที่ 2 ครั้งที่ 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอโครงการอีก จำนวน 3,135 โครงการ งบประมาณ 1,614 ล้านบาท ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป

สำหรับการดำเนินงานมาตรการทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น กระทรวงมหาดไทยได้กำชับส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอกำกับดูแลการดำเนินการทุกโครงการในพื้นที่ให้ประสบความสำเร็จ เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อเม็ดเงินลงไปถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว  โปร่งใส คุ้มค่า ช่วยแก้ไขความเดือดร้อนและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นตามนโยบายรัฐบาล

และเพื่อเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน และเครื่องจักรสำหรับแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เมื่อวันอังคารที่ 26 มกราคม 2559 คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก โดยอนุมัติงบประมาณดำเนินการในกรอบวงเงิน 35,000 ล้านบาท ให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 79,556 กองทุน ผ่านสำนักงานกองทุนหมู่บ้านชุมชนเมือง (สทบ.) จัดทำแผนการดำเนินโครงการนำเสนอเพื่อขอรับการจัดสรรเงินต่อไป

รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ ได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง)  แล้ว จำนวน 14 จังหวัด ได้แก่ เชียงรายเชียงใหม่ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พะเยานครราชสีมา นครพนม มหาสารคามขอนแก่น ร้อยเอ็ด สุรินทร์ กาญจนบุรีสระแก้ว 71 อำเภอ 371 ตำบล 3,380 หมู่บ้านซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ระดมสรรพกำลังทุกหน่วยงานเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 1. สนับสนุนรถบรรทุกน้ำ รถผลิตน้ำดื่ม รถสูบส่งน้ำระยะไกล ฯลฯ เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วออกให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ประสบปัญหาและจังหวัดที่ขอรับการสนับสนุนทั้งที่มีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยและไม่มีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย 2. สูบน้ำไปยังแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร จำนวน 1,602,572 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่ได้รับประโยชน์ 77,905 ไร่ ประชาชน 3,895 ครัวเรือน 3. แจกจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค จำนวน 4,512 ล้านลูกบาศก์เมตร ประชาชนได้รับประโยชน์ 626,751 ครัวเรือน 2,570,006 คน  4. เป่าล้างบ่อบาดาล จำนวน 17 จังหวัด จำนวน 3,137 บ่อ

‘ตังเก’เถื่อนกำเริบ ฮือล้อมจับเจ้าหน้าที่ บีบปล่อยเรือผิดกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199770

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 28 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ นายอำนาจ หนูทอง เจ้าพนักงานประมง เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ลงพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ซึ่งอยู่ห่างชายฝั่งประมาณ 200 เมตร ได้พบเห็นกลุ่มเรือประมงชายฝั่งประมาณ 20 ลำ กำลังออกคลาดหอยบริเวณดังกล่าว จึงเข้าสกัดจับกุม ทำให้เรือประมงทั้งหลายแตกฮือหลบหนีไปคนละทิศละทาง แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเรือไว้ได้ 5 ลำ และลูกเรือ 10 คน พร้อมนำขึ้นฝั่งที่ท่าเรือพระสมุทรเจดีย์ เพื่อลงบันทึกการจับกุมและดำเนินคดี

ทั้งนี้ ขณะควบคุมเรือทั้ง 5 ลำแล่นมาตามอ่าวไทย เพื่อมาขึ้นฝั่งบริเวณหมวดเรือที่ 3 กองเรือทุ่นระเบิด หมู่ที่5 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เรือประมงทั้ง 5 ลำ พร้อมลูกเรือกว่า 10 คนไม่ยินยอม เข้าปิดล้อมและควบคุมตัวนายสมศักดิ์ แดงสังวาล นายท้ายเรือกลชายทะเลและนายสุเทพ เหมือนท่าไม้ เจ้าหน้าที่ประจำเรือไว้เป็นตัวประกัน พร้อมบังคับให้ปล่อยลูกเรือทั้งหมดและเรือประมงที่ควบคุมไว้ ซึ่งระหว่างเกิดเหตุชุลมุน ชาวประมงเข้ายึดเรือทั้งหมดคืน ก่อนจะนำนายสุเทพไปปล่อยตัวที่บริเวณสะพานท่าเรือหลวงแม่กอง ป้อมพระจุลจอมเกล้า ส่วนนายสมศักดิ์ถูกควบคุมตัวไปยังชุมชนศาลาแดงหมู่ที่ 6 ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ ก่อนจะแยกย้ายกันหลบหนี จากนั้นเจ้าหน้าที่ชายฝั่งจึงประสานงานแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ทหารและประมงจังหวัด เข้ามารับตัว

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าไปถึงบริเวณดังกล่าว พบชาวบ้านนับร้อยคนยืนรอพร้อมเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่จนยอมปล่อยตัวนายสมศักดิ์เป็นอิสระ จากนั้นนายสมศักดิ์และนายสุเทพได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อชาวประมงทั้งหมด ที่สภ.พระสมุทร ข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ส่วนประมงจังหวัดได้แจ้งข้อหาตาม พรก.ประมง2558

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรชายฝั่งเรียกเรือประมงขนาดเล็กที่ออกไปลากหอยในเขตห้ามล่า อ.ขุนสมุทรจีน ทั้งหมดมาเพื่อทำความเข้าใจ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าและจับสัตว์น้ำทุกชนิด ซึ่งชาวประมงทั้งหมด ก็ยอมรับข้อตกลงก่อนที่สลายตัวไป ส่วนเรือประมงที่ทำผิดกฎหมายและหลบหนีไปก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ติดติดตามจับกุมมาดำเนินคดีต่อไป

 

รายงานพิเศษ : จังหวัดสระบุรีผลักดันสินค้าเกษตรสู่ตลาดพรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199734

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วิเชียร พุฒิวิญญู

นายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เปิดเผยว่า จังหวัดสระบุรี ได้ดำเนินการพัฒนาบริหารขีดความสามารถด้านการตลาดให้แก่ชุมชน และส่งเสริมให้ชุมชนใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาสินค้า ให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียม โดยจังหวัดสระบุรี ได้จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้าระดับพรีเมียม เรียกว่า OTOP คอมเพล็กซ์สระบุรี ตั้งอยู่ริม ทางหลวงสายพุแค-หล่มสักกิโลเมตรที่ 1 ห่างจากสามแยกพุแค เพียง 1 กิโลเมตร ตําบลพุแค อําเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ดำเนินการโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพุแค จดทะเบียนจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนไว้กับสำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2548 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงจังหวัดสระบุรี ให้มีแหล่งระบายผลผลิตสินค้าทางการเกษตร อีกทั้งยังเป็นการช่วยสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคง และกลับมาพัฒนาผลผลิตที่จะออกมาจำหน่ายต่อไป

เกษม ไตรพิจารณ์

สำหรับกิจกรรมของศูนย์ OTOP คอมเพล็กซ์สระบุรี ก็จะประกอบไปด้วย ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ OTOP ของสมาชิกเครือข่าย OTOP เป็นสินค้าของเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี รวมไปถึงจังหวัดข้างเคียง เพื่อขายส่งต่อไปยังแหล่งจำหน่ายต่างๆ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า เป็นศูนย์แสดงสินค้า ทั้งสินค้าบรรจุเสร็จ และสินค้าอื่นๆ
อาทิ กะหรี่ปั๊ป คุกกี้ธัญญาพืช น้ำองุ่น สมุนไพร เสื้อผ้า เป็นต้น ทั้งยังเป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์อาหารประเภทเครื่องดื่มเพื่อใช้โรงผลิต รวมทั้งการทำบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยให้มีการผลิตที่ได้มาตรฐานสูง รองรับการขอรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้ อีกทั้งยังเป็นศูนย์ฝึกอบรมอาชีพเพื่อเรียนรู้ด้านธุรกิจชุมชน เป็นแหล่งศึกษาดูงานและให้บริการที่เกี่ยวข้องในรูปแบบศูนย์บริการธุรกิจ ทั้งนี้ จังหวัดสระบุรีมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านเกษตร จำนวนกว่า 20 กลุ่ม ที่นำผลิตภัณฑ์สินค้าทางด้านการเกษตร ซึ่งมีทั้งที่ยังไม่ได้แปรรูปและแปรรูปแล้ว เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรตำบลนายาว แปรรูปและส่งจำหน่ายขนมทองม้วน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรพุคำจานแปรรูปและส่งจำหน่ายกล้วยกวน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรบ้านป่ายางแปรรูปและส่งจำหน่ายน้ำพริก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรหนองสรวงแปรรูปและส่งจำหน่ายข้าวแต๋นน้ำแตงโม เป็นต้น โดยมีการพัฒนาระบบบริหารจัดการธุรกิจแบบใหม่ มีการใช้บาร์โค้ดสินค้า เป็นต้น

ในการนี้ จังหวัดสระบุรี ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี นำโดย นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดสระบุรี ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีการผลิตพืชผักที่ถูกต้องและเหมาะสม (GAP) และพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเกษตร พัฒนาสินค้าเกษตรให้มีความแปลกใหม่ เพื่อให้ยกระดับสินค้าเกษตร ซึ่งสินค้าที่นำมาจัดจำหน่ายก็คือสินค้าของเกษตรกรและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี เข้าไปส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภค เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผ่านการรับรองในกระบวนการผลิตต่างๆ เช่น การผลิตการเกษตรที่ดี (GAP) การแปรรูปที่ดี (GMP) สินค้า Q สินค้าที่ปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ทั้งสินค้าในกลุ่มพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งแม้ว่าราคาสินค้าจะสูงกว่าตลาดทั่วไปแต่ผู้บริโภคจะได้สินค้าเกษตรเกรดพรีเมี่ยมกลับไปบริโภคอย่างแน่นอน

ลุยพัฒนาเทคโนโลยี‘ฝนหลวง’ เกษตรฯจับมือ7หน่วยงานวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199733

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องในวันที่ 25 มกราคม เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนลวงและการบินเกษตร โดยในปีนี้เป็นการครบรอบ 3 ปี ของวันสถาปนา กรมได้มีการปรับแผนการทำฝนหลวง
ซึ่งแต่เดิมนั้นจะเริ่มดำเนินการทุกวันที่ 1 มีนาคม แต่เนื่องจากปัญหาวิกฤติภัยแล้งที่เกิดขึ้นจึงได้เริ่มดำเนินการทำฝนหลวงมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาคือ เดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน อีกทั้งได้ทำฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในเขื่อนช่วงวันที่ 20-24 มกราคมที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน ส่งผลในมีน้ำต้นทุนไหลเข้าเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนลำตะคอง มีปริมานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนป่าสักที่มีปริมานน้ำไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ย 1 ล้าน ลูกบาศก์เมตร สำหรับแผนการปฏิบัติการทำฝนหลวงในรอบปี 2559 นี้ กรมได้วางแผนการบินไว้ทั้งหมด 6 พันกว่าเที่ยวบิน และเตรียมสารเคมีที่ใช้ในการทำฝนหลวงไว้อย่างเพียงพอ อีกทั้งได้ปรับแผนการทำฝนหลวงจากเดือนมีมาคม เป็น เดือนกุมภาพันธ์ และได้จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว 4 ชุดประจำที่สนามบินนครสวรรค์ เมื่อได้รับรายงานสภาพอากาศที่เหมาะสมก็พร้อมที่จะขึ้นดำเนินการทันที

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังได้ลงนามความร่วมมือกับ 7 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยการบินนานาชาติ มหาวิทยาลัยนครพนม และบริษัท เอ็มอาร์เอ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เพื่อพัฒนาความสามารถการทำงาน 3 ด้านคือ 1.ด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำ MOU ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ในการพัฒนาจรวดทำฝนหลวงในพื้นที่ที่ยากต่อการปฏิบัติการโดยเครื่องบิน 2.ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทำ MOU ร่วมกับ กรมชลประทาน เพื่อร่วมกันดำเนินการบริหารจัดการน้ำทั้งน้ำ
ในชั้นบรรยากาศและน้ำผิวดิน และทำ MOU ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาในการใช้ข้อมูลตรวจสภาพอากาศเพื่อเอื้อต่อความสำเร็จในการทำฝนหลวง 3.ด้านวิศวกรรมการบิน ทำ MOU ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์/วิทยาลัยการบินนานาชาติ มหาวิทยาลัยนครพนม และบริษัท M A R Engineering and Marketing จำกัด เพื่อยกระดับมาตรฐานการบิน การพัฒนาบุคลากรการบินและพัฒนาด้านวิศวกรรมการบิน

ทั้งนี้การร่วมมือทำงานกับทั้ง 7 หน่วยงาน จะส่งผลในกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นองค์กรชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนในด้านการดัดแปรสภาพอากาศและบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศเพื่อป้องกัน แก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติอย่างบูรณาการ

‘ประมง’ชี้อากาศเย็นฉับพลัน เตือนระวังโรคระบาดสัตว์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199732

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับลมแรงและอากาศจะหนาวเย็นลงอย่างรวดเร็ว และอุณหภูมิลดลงอีก 9-10 องศาเซลเซียส ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่บริเวณภาคใต้ และอ่าวไทย มีฝนตกหนักบางแห่ง รวมทั้งมีคลื่นสูง 2-4 เมตรกรมประมงจึงขอเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง สำหรับชาวประมงที่ต้องออกเดินเรือขอให้เพิ่มความ ระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของชาวประมงและขอให้หมั่นติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับในช่วงอากาศที่เปลี่ยนแปลงลงอย่างรวดเร็วในช่วงระเวลาสั้นๆ 2-3 วัน อาจส่งผลให้สัตว์น้ำของเกษตรกรเกิดอาการ
เครียดและกินอาหารได้น้อยลง ความแข็งแรงและความทนทานต่อโรคลดต่ำลง รวมทั้งขอให้เกษตรกรหมั่นติดตามข่าวสารและดูแลสุขภาพของสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด และหากเกษตรกรพบปัญหาด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำหรือโรคสัตว์น้ำสามารถติดต่อและเข้าขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ได้สำนักงานประมงจังหวัดใกล้บ้านท่านหรือสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด กรุงเทพฯ โทรศัพท์
0-2579-4122 หรือสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำชายฝั่ง โทรศัพท์ 0-7433-5243 ในวันและเวลาราชการ กรณีฉุกเฉินสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด กรุงเทพฯ โทร. 08-5070-6485

แจงสี่เบี้ย : การจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรดิน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/199731

227832

วันศุกร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สถานภาพเกี่ยวกับคุณภาพของทรัพยากรที่ดิน ลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จำเป็นต้องปรับปรุงฐานข้อมูลต่างๆ ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความเป็นจริง กรมพัฒนาที่ดินจึงได้จัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรดิน สถานภาพทรัพยากรดินและที่ดินของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีด้านแผนที่และภูมิสารสนเทศ (GIS) มาใช้ในการจัดทำฐานข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลให้ได้ผลรวดเร็วและแม่นยำขึ้น ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน คือ ทรัพยากรดินของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะและสมบัติดินเฉพาะตัวแตกต่างกันไป จำแนกออกเป็น 4 ภูมิภาค ดังนี้

1.ทรัพยากรดินภาคเหนือ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ราบหรือค่อนข้างราบ เป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง แต่มีข้อจำกัดของพื้นที่ของภาคที่เป็นเทือกเขาและมีความลาดชัดสูงมากเป็นส่วนใหญ่ มีเนื้อที่รวม 106.03 ล้านไร่ ดินปัญหาที่พบ ได้แก่ ดินทราย และดินตื้นภาคเหนือมีดินที่เหมาะสมสำหรับข้าว ประมาณ 16.90 ล้านไร่ และมีความเหมาะสมสำหรับพืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้นทั่วไป ประมาณ 18.87 ล้านไร่

2.ทรัพยากรดินภาคกลาง เป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรปานกลางถึงสูง ดินส่วนใหญ่มีระดับความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากได้พาตะกอนมาทับถมทุกปี ดินมีข้อจำกัดน้อย และจัดการดินได้ค่อนข้างง่าย มีเนื้อที่รวม 43.45 ล้านไร่ ปัญหาที่พบ คือ ดินเปรี้ยวจัด ดินเค็มชายทะเล ดินเค็มบก ดินทราย และดินตื้น

3.ทรัพยากรดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่มีศักยภาพทางการเกษตรต่ำ เนื่องจากดินมีข้อจำกัดในเรื่องเนื้อดิน เช่น มีเนื้อดินออกทรายจัดหรือดินร่วนหยาบ ทำให้มีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ ดินตื้นหรือดินมีก้อนกรวดลูกรังปะปนหนาแน่นในระดับตื้นถึงตื้นมาก ดินเค็มและพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากความเค็มของดิน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีเนื้อที่รวม 105.53 ล้านไร่ ปัญหาที่พบ ดินเค็มบก ดินทราย และดินตื้น

4.ทรัพยากรดินภาคตะวันออก เป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรต่ำถึงปานกลาง คล้ายกับทรัพยากรดินภาคใต้มีเนื้อที่รวม 21.49 ล้านไร่ ปัญหาที่พบ ดินเปรี้ยวจัด ดินเค็มชายทะเล ดินทราย และดินตื้น

5.ทรัพยากรดินภาคใต้ มีฝนตกชุกต่อเนื่อง นำพาหรือชะละลายธาตุอาหารออกไปจากดินสูงและดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เนื่องจากดินมีความชื้นค่อนข้างสม่ำเสมอ ทำให้เหมาะสมในการปลูกพืชประเภทไม้ผลและไม้ยืนต้น จึงทำให้ปัญหาทางการเกษตรน้อยกว่าภูมิภาพอื่นๆ มีพื้นที่รวม 44.20 ล้านไร่ ดินมีปัญหาที่พบ ดินเปรี้ยวจัด ดินอินทรีย์ ดินเค็มชายทะเล ดินทราย และดินตื้น