‘บิ๊กฉัตร’สั่งผู้ช่วยรมว.ลงพื้นที่ใต้ จี้ดูอุปสรรคการรับซื้อยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200209

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 13.55 น.
1 ก.พ. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวผ่านแอฟพิเคชั่นไลน์ว่า วันนี้ตนได้สั่งการให้ นางจินตนา ชัยยวรรรณการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ จะเดินทางเข้าพื้นที่จ. และกระบี่ เพื่อติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลเรื่องยกระดับราคายางพารา ตามมาตรการเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศ

“ขอให้พี่น้องเกษตรกร รวมถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ใช้โอกาสนี้สื่อสารความคืบหน้า รวมถึงปัญหาในการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ซึ่งอาจหมายถึงความไม่ครอบคลุมของจุดรับซื้อ ความไม่เพียงพอของบุคลากร ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยนะครับ ที่ต้องการให้ทางกระทรวงเข้าไปคลี่คลายเพิมเติมให้ ให้ท่านสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องชาวสวนยางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”รมว.เกษตรฯกล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย ยังกล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จ.นราธิวาส ว่า ในเบื้องต้นตนได้มอบหมายให้ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปสำรวจความเสียหาย และเตรียมมาตรการสำหรับช่วยเหลือและฟื้นฟูภายหลังน้ำลดแล้ว หากพื้นที่ใดมีความจำเป็นเร่งด่วน ต้องการให้ทางกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปช่วยเหลือสิ่งใดเป็นพิเศษ ก็ขอให้ใช้ช่องทางไลน์นี้ให้เป็นประโยชน์สามารถประสานมายังตนได้โดยตรง เพื่อส่วนกลางจะได้เข้าไปร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

40สถาบันเกษตรร่วมวงซื้อยาง กทย.จ่อจ่ายเงินสดกระตุ้นการขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200162

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559, 19.48 น.
31 ม.ค. 59 นายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฎิบัติหน้าที่ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงปัญหาอุปสรรคในโครงการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยตรง 1 แสนตันว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือเกษตรกรยังผลิตยางไม่ได้คุณภาพตามเกณฑ์การรับซื้อ ทั้งยางแผ่นดิบ ยางก้อนถ้วย ไม่มีคุณภาพตามกำหนดเมื่อนำมาขาย จึงขายไม่ได้ตามสิทธิที่ให้ไว้ไร่ละ 10 กก.ไม่เกิน 150 กก.ต่อราย อีกทั้งการตั้งจุดรับซื้อยังกระจายไม่ทั่วถึง และเกษตรกรต้องการเป็นเงินสด

“อุปสรรคทั้งหมดจะนำเข้าคณะกรรมการบริหารโครงการ ในวันที่ 1 ม.ค.เพื่อแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการจ่ายเงินล่าช้า จะแก้ไขโดยโอนสิทธิให้สถาบันเกษตรกร นำเงินสดไปจ่ายเกษตรกรโดยตรง ซี่งเกษตรรกรจะไม่ต้องเสียเวลาไปเบิกจาก ธกส.อีก และจำนวนเงินน้อย เรื่องนี้ต้องผ่านการเห็นขอบจากบอร์ด กยท.ด้วย” นายเชาว์ กล่าว

ผู้ปฎิบัติหน้าที่ผู้ว่า กยท.กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารโครงการ จะมาพิจารณาปัญหาทั้งหมดที่มีการเปิดจุดรับซื้อมา 1 สัปดาห์ เพื่อมาวางระบที่ชัดเจน ซึ่งสามารถแก้ได้ทันเพราะระยะเวลาเปิดจุดรับซื้อถึง 30 มิ.ย. และในขณะนี้ได้สั่งให้เพิ่มจุดรับซื้อ ในพื้นที่ยังพบว่ามีปัญหาไม่กระจาย ไม่ทั่วถึงเกษตรกรรายย่อยที่ต้องการขายน้ำยางสด ต้องมาปรับแก้วิธีการทำงานเพราะในทางปฎิบัติยากที่จะซื้อจากเกษตรกรโดยตรง โดยจะต้องซื้อผ่านสถาบันเกษตรกร ซึ่งตนได้ทำความเข้าใจกับสถาบันเกษตรกร กว่า40 แห่งภาคใต้ พร้อมเข้าร่วมดำเนินการ กยท.จะจ่ายเป็นค่าแปรรูปน้ำยางสด เป็นยางแผ่นรมควันกิโลกรัมละ 4.50 บาท ซึ่งเบื้องต้นสถาบันเกษตรกรมองว่าให้ค่าใช้จ่ายยังน้อยไป เพราะมีทั้งค่าแรงงาน ค่าสารเคมี ค่าไฟฟ้า ค่าฟืน ทาง กยท.ได้ขอผ่อนผันช่วยให้ช่วยเกษตรกรที่เป็นสมาชิก หลังจากที่ตกลงกันได้แล้วในสัปดาห์หน้าจะเปิดรับซื้อได้ปริมาณเพิ่มขึ้น

“ในเบื้องต้นทางสถาบันเกษตรกรยังไม่เข้าใจรายละเอีดยของโครงการที่ให้ช่วยรับซื้อจากเกษตรกรไร่ละ 10 กก. ซึ่งสมาชิกจะได้กำไร 6 บาทกว่าต่อ กก.เมื่อรวมค่าแปรรูปอีก 4.50 บาทต่อ กก.จะได้อยู่ 10 กว่าบาท ทำให้สถาบันเกษตรกรไม่ขาดทุนสามารถดำเนินการไปได้ เมื่อชี้แจงกันเข้าใจ แล้วจะมีสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศเข้ามาร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้นในส่วนน้ำยางสดรับซื้อราคา 42 บาท เพราะราคาตลาด ยังอยู่ที่ 35-36 บาท  ทั้งนี้ได้นำเสนอ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ขอวงเงินเพิ่มในส่วนงบประมาณแผ่นดินต่อ ครม.ในกรอบที่เราขอเงินทั้งหมด 5 พันกว่าล้าน ซึ่งเราขอในส่วนงบประมาณ ครม.พร้อมสนับสนุนโครงการนี้” นายเชาว์ กล่าว

สำหรับปริมาณรับซื้อยางในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ประมาณ 500 ตัน ซึ่งยังไม่มาก ส่วนจะได้ผลเชิงบวกต่อราคายางต่อไปหรือไม่ วันนี้ยังตอบไม่ชัด เพราะราคายางมีปัจจัยภายนอกเรื่องราคาน้ำมันเป็นตัวแปร ซึ่งไม่ใช่ทำโครงการรับซื้ออย่างเดียวจะได้ผล แต่ก็เป็นปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ราคายางในตลาดบ้านเราปรับตัวขึ้นบ้าง

“ในขณะนี้ เปิดจุดรับซื้อ 241 จุด ยังไม่ทั่วถึง รวมถึงสถาบันเกษตรกรไม่มีความพร้อม ซึ่งก็ได้ทยอยเปิดเพิ่มเรื่อยๆ คาดว่าฤดูกรีดหน้าเดือน พ.ค.ภาพรวมการซื้อยางจะดีขึ้นกว่านี้ และปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งตัวเกษตรทำคุณภาพยางไม่ได้ จึงซื้อได้น้อย ต้องมาปรับวิธีการ ทำความเข้าใน และประเด็นสำคัญเอาคนมีสิทธิมาขายก่อน ส่วนการแนะนำไปปรับปรุงคุณภาพต้องใช้เวลา และในกรณีการจ่ายเงินสร้างความเข้มแข็งให้ชาวสวนยางไร่ละ 1,500 บาท กำลังเร่งรัดอย่างมาก เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้หลับนอนทั้งเสาร์ อาทิตย์ อยากให้สื่อมาดูเพราะต้องตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนจากกรมส่งเสริมการเกษตร อย่างรอบครอบมีการขึ้นทะเบียนไม่ตรงกัน เปลี่ยนคนเปลี่ยนพื้นที่ จำนวนมากทำให้การจ่ายเงินล่าช้าไป ยังตอบไม่ได้จะเสร็จเมื่อไหร่ จากที่ รมว.เกษตรฯ กำหนดให้แล้วเสร็จเดือน ม.ค.” นายเชาว์ กล่าว

รายงานพิเศษ : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในยุคคสช. (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200111

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ

เมื่อเดือนกันยายน 2558 ผมได้เขียนบทความเรื่อง “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในยุค คสช.” ที่ได้แต่งตั้ง นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 เพียง 1 ปี 2 เดือน ข้ามห้วยมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกรณีนี้เป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากที่สุดในระบบข้าราชการไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เพียงแค่นี้ยังไม่พอ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านยังได้แต่งตั้งให้นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเพิ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งไปพร้อมกับนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กลับมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ทั้งๆ ที่ในสมัยที่ นายอำนวย ประติเส เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ ได้รับมอบหมายและรับผิดชอบเรื่องยางพารา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องยางพาราได้ และยังมีประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสในการระบายสต๊อกยางพารา รวมทั้งเรื่องมูลภัณฑ์กันชน แต่กลับได้รับการแต่งตั้งให้มาเป็นที่ปรึกษา

จินตนา ชัยยวรรณาการ

ต่อมาท่านยังได้แต่งตั้ง นางจินตนา ชัยยวรรณาการ อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และประธานบอร์ดองค์การคลังสินค้า (อคส.) มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี และยังได้มอบหมายให้ไปเจรจากับชาวสวนยางพาราที่มีปัญหาเรื่องราคา ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2559 และท่านก็เดินออกจากห้องประชุม ทั้งๆ ที่การเจรจายังไม่ยุติ

นอกจากนั้น สำหรับตำแหน่งอธิบดีและรองอธิบดี ท่านยังได้ย้ายและแต่งตั้งให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีความรู้เรื่องยางพาราไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการข้าว แต่งตั้งผู้ที่จบสัตวแพทย์ไปเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม ย้ายรองอธิบดีกรมประมงมาเป็นรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร โดยย้ายรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่จบปริญญาเอก ทางด้านพืชไร่ ที่มีอายุราชการไม่ถึง 1 ปี ก็จะเกษียณไปเป็นรองอธิบดีกรมการข้าวและสุดท้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 11 มกราคม 2559 ท่านยังได้เสนอให้ พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย

พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข

การแต่งตั้งตำแหน่งทั้งทางด้านการเมือง และข้าราชการประจำในระดับสูงที่มีความสำคัญต่อการบริหาร ขับเคลื่อนนโยบายทางด้านการเกษตร เป็นแขนขาของท่านรัฐมนตรีที่จะช่วยแก้ปัญหาทางภาคการเกษตรในภาวะวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย จากราคาสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญตกต่ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ฯลฯ ปัญหาเรื่องการประมง และที่สำคัญคือการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ที่จะมีผลกระทบมากที่สุดสำหรับภาคการผลิตที่จะต้องมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี รวมทั้งผู้ช่วยรัฐมนตรี และที่ปรึกษา ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในด้านการเกษตรแต่ละด้าน มาช่วยวางนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นวิกฤติในระยะสั้น และการพัฒนาการเกษตรในระยะยาวซึ่งหมายความว่าต้องมีการปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน แต่การวางตำแหน่งของผู้บริหารดังที่ได้ยกตัวอย่างมานั้น ท่านได้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานและภาพลักษณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตกต่ำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น ท่านรัฐมนตรีไม่ควรน้อยใจที่ คสช. และรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหาเรื่องยางพารา ท่านไม่ต้องไปบอกให้ผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ไม่ควรจะน้อยอกน้อยใจที่รัฐบาลและภาคเอกชนมองข้ามความสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ท่านได้ดำเนินการกับข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนโยบายและวิธีการบริหารงาน ตั้งแต่ท่านมารับตำแหน่ง ท่านได้ทำลายขวัญและกำลังใจ ตลอดจนประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการและลูกจ้างของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปหมดสิ้นแล้ว

อำนวย ปะติเส

และที่น่าติดตามต่อไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังจะเป็นหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ส่งข้อมูลให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดพื้นที่โซนนิ่งข้าว หรือโครงการเกษตรอินทรีย์ที่กระทรวงพาณิชย์ สั่งให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเริ่มต้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นผู้ดำเนินการส่งเสริม หรือก่อนหน้านี้ สมัยที่ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำสินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า ที่ให้เพิ่มพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ คือ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ดำเนินการ

“เคาะแผนปลูกข้าว 25 ล้านตัน: ผลงานชิ้นโบว์แดงพาณิชย์ ก่อนโยนลูกเกษตร” (ไทยรัฐ, 20 มกราคม 2559)

อนันต์ ดาโลดม
นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

เล็งเพิ่มจุดรับซื้อยาง834แห่ง ครอบคลุมทุกพื้นที่ปลูก-กยท.ฟุ้งเกษตรกรพอใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200109

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ได้นำร่องเปิดจุดรับซื้อยางจากเกษตรกรรายย่อย ตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา จำนวนกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจากการสำรวจพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 85 พึงพอใจต่อมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลดังกล่าว

ทั้งนี้การรับซื้อยางจากเกษตรกรรายย่อยนั้น ในเบื้องต้นจะรับซื้อยางจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. และตั้งเป้าที่จะขยายจุดรับซื้อเพิ่มขึ้นจาก 400 กว่าแห่งในปัจจุบันให้ได้ไม่น้อยกว่า 834 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีการปลูกยางพารา โดยจะรับซื้อยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ในราคากิโลกรัมละ 45 บาท น้ำยางสดราคากิโลกรัมละ 42 บาท และยางก้อนถ้วย ราคากิโลกรัมละ 41 บาท จำนวนไม่เกินไร่ละ 10 กิโลกรัม รวมไม่เกิน 15 ไร่ หรือไม่เกิน 150 กิโลกรัม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ดังนั้นเกษตรกรไม่จำเป็นจะต้องเร่งนำยางมาขาย ค่อยๆ ทยอยมาก็ได้ เพราะยังเหลือระยะเวลาอีกกว่า 5 เดือน

นายเชาว์กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐนั้น กยท.ให้ความสำคัญในเรื่องความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริตเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยได้รับการช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม มีการตรวจสอบ ตรวจเช็คอย่างละเอียดรอบคอบทุกขั้นตอน โดยเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มาร่วมตรวจสอบด้วย

นอกจากนี้ยังมีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาตรวจสอบซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลกับทะเบียนราษฎร ป้องกันการสวมทะเบียน หรือการเวียนเทียน ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐบาลช่วยเหลือจะถึงมือเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท.อย่างเป็นธรรม ทั่วถึงแน่นอน ซึ่งการจ่ายเงินจะโอนเข้าบัญชีเกษตรกรที่เปิดไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) โดยตรง

“ยางที่รับซื้อในครั้งนี้จะนำมาแปรรูปขั้นพื้นฐาน เช่น ทำเป็นน้ำยางข้น ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ยางแท่ง (STR 20) เป็นต้น โดยใช้โรงงานแปรรูปของ กยท.ที่มีอยู่ทั้ง 6 แห่ง และอีกส่วนหนึ่งอาจจะต้องว่าจ้างเอกชนแปรรูปในราคาที่เป็นธรรม จากนั้นก็จะนำมาเก็บไว้ในสถานที่ที่ กยท.ได้จัดเตรียมรองรับไว้ เพื่อรอการส่งมอบ ซึ่งการดำเนินงานทุกขั้นตอนจะมีหลักฐานตรวจสอบได้ พร้อมทั้งยังได้มีการติดตั้งกล้อง CCTV ในทุกๆ จุดอีกด้วย”นายเชาว์ กล่าว

‘กรมหมอดิน’เดินหน้าโซนนิ่ง พื้นที่ไม่เหมาะปลูกข้าว27ล.ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200108

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า การโซนนิ่งภาคการเกษตรเปรียบเหมือนแผนที่นำทางในการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ดิน ภูมิอากาศ แหล่งรับซื้อ ตลาด หรืออุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งมี 2 แนวทาง ได้แก่ 1.กรณีเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรอยู่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมอยู่แล้ว กรมจะส่งเสริมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยให้องค์ความรู้ข้อมูลด้านการผลิตและเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน การแนะนำพันธุ์พืชที่ดี การใช้แปลงต้นแบบจากผู้มีประสบการณ์จริงซึ่งประสบความสำเร็จในการทำอาชีพเกษตรกรรม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงมาเรียนรู้และพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP

2.หากเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตต่ำ ต้นทุนสูง เนื่องจากการใช้พื้นที่ที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพของที่ดิน กรมจะแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาผลิตสินค้าเกษตรที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยนำเสนอทางเลือกการผลิตในรูปแบบต่างๆ ทดแทน

ทั้งนี้ กรมจะดำเนินการพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเป็นอันดับแรก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีรายได้ต่ำ มีผลผลิตต่ำเฉลี่ย 350-450 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการลดพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม 27.41 ล้านไร่ ให้เกษตรกรเลือกพิจารณาการปลูกพืชเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการสูง เช่น อ้อยโรงงาน พืชผัก พืชสมุนไพร พืชพลังงาน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนไปทำปศุสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม สุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลานิล ปลาน้ำจืด การเพาะเลี้ยงกุ้ง นอกจากนี้อาจปรับเปลี่ยนไปทำการผลิตแบบไร่นาสวนผสม เกษตรผสมผสานหรือเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

แจงสี่เบี้ย : การจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรดิน (2) สภาพการใช้ที่ดินของประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200107

227832

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากการสำรวจและจัดทำแผนที่การใช้ที่ดินของประเทศไทยในปี 2553-2556 โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมรายละเอียดสูง “ไทยโชต” ตรวจสอบหาพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน จากนั้นจึงใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจัดทำแผนที่การใช้ที่ดินและคำนวณเนื้อที่การใช้ที่ดินประเภทต่างๆ รายจังหวัด พบว่า ประเทศไทยมีเนื้อที่ 320.67 ล้านไร่ และแบ่งตามสภาพการใช้ที่ดินหลักได้ 5 ประเภท ประกอบด้วย

พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง มีเนื้อที่ประมาณ 16.52 ล้านไร่ หรือร้อยละ 5.05 ของเนื้อที่ประเทศ

พื้นที่เกษตรกรรม เป็นประเภทการใช้ที่ดินที่มีเนื้อที่มากที่สุด ประมาณ 174.31 ล้านไร่ หรือร้อยละ 54.36 ของเนื้อที่ประเทศ แบ่งเป็น 7 กลุ่ม คือ นาข้าว 77.11 ล้านไร่ พืชไร่ 40.71ล้านไร่ ไม้ยืนต้น 36.43 ล้านไร่ ไม้ผล 11.23ล้านไร่ พืชไร่หมุนเวียน 4.04 ล้านไร่ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 2.90 ล้านไร่

พื้นที่ป่าไม้ มีเนื้อที่ประมาณ 109.26 ล้านไร่ หรือร้อยละ 34.06 ของเนื้อที่ประเทศ

พื้นที่แหล่งน้ำ มีเนื้อที่ประมาณ 8.98 ล้านไร่ หรือร้อยละ 2.80 ของเนื้อที่ประเทศ

พื้นที่เบ็ดเตล็ด มีเนื้อที่ประมาณ 11.63 ล้านไร่ หรือร้อยละ 3.63 ของเนื้อที่ประเทศ

ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินของประเทศไทย

จากการติดตามสถานการณ์ของทรัพยากรดินไทยในปัจจุบันพบว่า มีแนวโน้มที่ทรัพยากรดินจะเกิดความเสื่อมโทรมมากขึ้นในอนาคต สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากสมบัติของดินเปลี่ยนแปลง เพราะขาดการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน และการจัดการดินที่ไม่เหมาะสม มีการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร เกิดปัญหาการชะล้างพังทลายรุนแรงจนถึงขั้นดินถล่ม ตลอดจนการใช้ที่ดินไม่สอดคล้องกับสมรรถนะหรือคุณภาพของที่ดิน และสาเหตุจากภัยพิบัติธรรมชาติ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศมากขึ้น เกิดปัญหาโลกร้อน ภัยแล้ง ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลันบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนนำไปสู่ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่ไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้

เกษตรบูรณาการ : ปรับกลยุทธ์เดินหน้าเฮือกสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200106

251598

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วุ่นมาหลายสัปดาห์ กับการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรที่ผิดรูปผิดทาง ในเรื่องของยางพารา หลังจากมีการเซ็นสัญญากับเอกชนจีน แล้วมีขบวนการกดราคารับซื้อยางในประเทศ จนเป็นเหตุให้เกิดกลุ่มเกษตรกร ทั้งจริง และปลอมออกมาเดินหน้า ประท้วง แบบผู้ดี เสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพารา  โดยลงเอย ด้วยการแทรกแซงราคายางพารา โดยเปิดรับซื้อยางในวันแรก เมื่อวันที่ 25  มกราคม ที่ผ่านมา

ถึงวันนี้ต้องบอกว่าน่าแปลกใจเพราะยางที่บอกว่า จะมีเกษตรกรแห่นำยางมาขายในโครงการแทรกแซงราคายางพารา กลับน้อยกว่าเป้าหมายไปเยอะ งานนี้รัฐมนตรีจึงออกอาการไม่พอใจ เรียกรักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. และคณะกรรมการบริหาร กยท. มาเขย่าอีกครั้งเมื่อกลางสัปดาห์ ให้เร่งดำเนินการให้จบ พร้อมปรับแผนให้ถึงมือเกษตรกรและทั่วถึง พร้อมเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางในมาตรการแรก 1,500 บาทต่อไร่ ให้จบ หากไม่จบจะต้องมีใครจบไปด้วยแน่นอน เล่นเอาหนาวๆ ร้อนๆ ไปทั้ง กยท. เลยทีเดียวจากนี้ไป คงต้องรอ ว่าจะเอาอย่างไรกันต่อ ว่าใครจะไปก่อนใคร เพราะแม้แต่ตำแหน่งรัฐมนตรี ยังมีข่าวว่า อาจจะต้องถูกปรับไปด้วยหากยังเดินเกมแก้ปัญหาภาคการเกษตร หน่อมแน้มเหมือนเคยๆ และที่สำคัญไปกว่านั้น  ปัญหากระทรวงเกษตรฯ ณ เวลานี้ ไม่ใช่มีปัญหาแค่ราคายางพารา แต่ยังมีปัญหาสินค้าอื่นๆ กำลังจะตามมาทั้งข้าว และมันสำปะหลัง

แม้ว่าวันนี้ ปัญหาหลายอย่างยังเดินหน้าขับเคลื่อน ไม่ตามเป้าหมายแต่รัฐมนตรี ที่ชื่อ “ฉัตรชัยสาริกัลยะ” ก็พยายามทำอย่างเต็มที่ เพราะล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก็พาทีมกระทรวงเกษตรฯ ลุยลงพื้นที่ติดตามการรับซื้อยางพารา ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ปรับแผนให้ถึงมือเกษตรกรให้ได้มากที่สุด พร้อมเลยไปที่จังหวัดยโสธร  เพื่อสนับสนุนให้งานตามนโยบายประชารัฐ  ที่เน้นให้หน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปร่วมกับทางจังหวัดยโสธร เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอินทรีย์ ตามนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและได้เน้นให้เกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP ในขณะเดียวกัน

และเกษตรกรที่มีความพร้อม  กระทรวงเกษตรฯจะส่งเสริมสนับสนุนให้เข้าสู่ระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ หรือออแกนิก (Organic) เพื่อยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพและมีความปลอดภัยเป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งระบบเกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี เน้นการพึ่งพาตนเองและลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรผู้ผลิต รวมถึงผู้บริโภค ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วย ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

ที่สำคัญท่านรัฐมนตรี กำชับให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจังและจริงใจ  เพื่อให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุข…..เอ้า!!!! ต้องปรบมือให้ท่านดังๆ เลยขอรับ

ราชดำเนิน

ชาวบ้านพลิกวิกฤตงดทำนาปรัง หันปลูกผักสวนครัว-รายได้สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200044

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559, 10.04 น.
31 ม.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านพระครูน้อย ต.กลันทา อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หลายครัวเรือน พลิกวิกฤตช่วงที่ภาครัฐประกาศงดทำนาปรังเนื่องจากปีนี้มีฝนตกน้อย เกรงจะเกิดปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ได้หันมาปลูกพืชผักสวนครัว อาทิ ผักบุ้งจีน ผักชี ต้นหอม พริก กระเทียม มะเขือ และพืชผักอื่นๆ ที่ใช้น้ำน้อย และปลอดสารพิษ ตามทุ่งนาในหมู่บ้าน โดยใช้มูลสัตว์ที่หาได้จากท้องถิ่น เช่น มูลไก่ สุกร หรือมูลวัวควายใส่เป็นปุ๋ยแทนสารเคมี นำไปวางขายตามตลาดผัก ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์

โดยแต่ละครัวเรือนมีรายได้จากการปลูกผักขายเฉลี่ยวันละกว่า 800 -1,000 บาท ซึ่งสามารถเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องอพยพไปทำงานต่างถิ่น ส่วนน้ำที่ชาวบ้านใช้ในการปลูกผักก็สูบขึ้นมาจากสระน้ำและน้ำบาดาล

นางสมพร ดวงนิล ชาวบ้านพระครูน้อย บอกว่า ครอบครัวมีที่นาอยู่ทั้งหมด 50 ไร่ หลังเสร็จจากการทำนาได้ปรับพื้นที่นาหันมาปลูกผักสวนครัว ประมาณ 2 ไร่ โดยแต่ละวันจะเก็บผักที่ปลูกไว้ไปวางขายตามตลาด โดยผักที่ปลูกเป็นผักปลอดสารพิษเพราะใช้ปุ๋ยจากมูลสัตว์ จึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดบางวันไม่พอขาย มีรายได้เลี้ยงครอบครัวในช่วงหน้าแล้งได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปทำงานอกพื้นที่

‘เขื่อนสิริกิติ์’เหลือน้ำ180วัน แล้งถล่มบุรีรัมย์เพลี้ยระบาด นราฯประกาศภัยพิบัติ6อำเภอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200025

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สถานการณ์ภัยแล้งยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดยเมื่อวันที่ 30 มกราคม นายสุเทพ เลิศศรีมงคล ผอ.เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเกิดฝนตกบริเวณเหนือเขื่อนสิริกิติ์ แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น โดยปริมาณกักเก็บของน้ำในอ่างเหลืออยู่ที่ระดับ 4,533 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 47 และเป็นน้ำที่สามารถใช้งานได้เพียง 1,703 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 255 เท่านั้น

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบันจะพอใช้ได้อีกประมาณ 180 วัน หากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมไม่มีฝนตกเที่หนือเขื่อนอีก ก็จะไม่มีน้ำเหลือให้ประชาชนใช้ จะเหลือเพียงหล่อเลี้ยงระบบนิเวศน์เท่านั้น จึงขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำ และงดทำนาปรังอย่างเด็ดขาด

ส่วนที่ จ.ชัยนาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีวัดน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา ระดับน้ำเหนือเขื่อนยกตัวขึ้นไปอยู่ที่ 14.25 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ถือว่าพ้นจากระดับวิกฤต หลังจากก่อนหน้านี้ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าระดับวิกฤติ

ในขณะที่บริเวณปากคลองชัยนาท-ป่าสัก โครงการส่งน้ำปละบำรุงรักษามโนรมย์ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตั้งเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่อง เพื่อเตรียมสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาส่งเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อจ่ายเข้าพื้นที่ จ.ลพบุรี และ จ.ปทุมธานี สำหรับผลิตน้ำประปาในคลองระพีพัฒน์ จ.ปทุมธานี ที่เริ่มมีความกังวลว่าอาจต้องประสบกับภาวะขาดแคลนน้ำดิบเพื่อทำน้ำประปา ช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา

ขณะที่ จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดเพลี้ยไฟ ไรแดง ไรดำ หนอน และเชื้อราระบาดอย่างหนักในไร่ดาวเรืองของเกษตรกรบ้านหนองมะค่าแต้ หมู่ 9 ต.กลันทา อ.เมือง จนผลผลิตดอกดาวเรืองของเกษตรกรหลายรายเสียหาย และต้นดาวเรืองก็ทะยอยยืนต้นตายแล้วเกือบทั้งหมด ส่วนที่เหลือมีสภาพแคระแกรน ดอกไม่สมบูรณ์ ลีบไม่โต ทำให้ต้องปล่อยทิ้ง เพราะหากขายก็ได้ราคาต่ำ

นายทองพูน ทองทา เกษตรกรบ้านหนองมะค่าแต้ หมู่ 9 ต.กลันทา อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ บอกว่า ปัญหาภัยแล้งและโรคระบาด ทำให้เกิดเพลี้ยไฟ ไรแดง ไรดำ หนอน และเชื้อราระบาดกัดกินใบ และดอกดาวเรือง ทำให้ไม่สมบูรณ์ ไม่โต ดอกลีบเล็กเสียหายเกือบทั้งหมด พ่อค้าที่มารับซื้อให้ราคาเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5-10 บาท จึงจำเป็นต้องปล่อยให้ยืนต้นตาย เพราะไม่คุ้มกับการลงทุนหากจะต้องมาซื้อยาฆ่าแมลงและปุ๋ยมาใส่อีก ส่งผลให้ปีนี้มีรายได้เพียง 4,000 – 5,000 บาทเท่านั้น จากปกติมีรายได้ถึง 15,000 บาท

วันเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความชื่นชมเกษตรกรที่ให้ความร่วมมืองดปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจพบว่า พื้นที่การปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั่วประทศข้อมูล ณ เดือนมกราคมประมาณ 4 ล้านไร่ จาก 8 ล้านไร่ ในปี 2557/2558 หากพิจารณาเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกลุ่มเจ้าพระยา ก็จะพบว่าพื้นที่ปลูกข้าวลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นกัน โดยข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2559 มี 2.91 ล้านไร่ ลดลงจาก 4.84 ล้านไร่ในปี 2557/2558 ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่า จะสามารถบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่เหลืออยู่เพื่อดูแลประชาชนทั่วประเทศให้มีน้ำกินน้ำใช้ได้จนพ้นฤดูแล้ง รวมทั้งจะเดินหน้าแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในรูปแบบประชารัฐ ร่วมมือกันทั้งประชาชนและรัฐบาล ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 12 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อมิให้ประเทศไทยเกิดความขาดแคลนน้ำในอนาคต

สำหรับเหตุการณ์พายุและคลื่นถล่มซัดชายฝั่งในภาคใต้นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากฝนหยุดตกติดต่อกันเป็นเวลา 2 วัน ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมขังบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่ 6 อำเภอของ จ.นราธิวาส ประกอบด้วย อ.ระแงะ อ.เจาะไอร้อง อ.รือเสาะ อ.สุไหงปาดี อ.สุไหงโก-ลก และ อ.เมือง รวม 18 ตำบล 76 หมู่บ้าน 2 ชุมชน เริ่มคลี่คลายลง โดยภาพรวมมีน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 30-40 ซ.ม. โดยเฉพาะที่ที่ชุมชนท่าประปา เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำสุไหงโก-ลก ล้นตลิ่ง และไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของราษฏรในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ล่าสุดระดับน้ำท่วมขังได้ลดลงเกือบคืนสู่สภาวะปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้ประกาศให้พื้นที่ 6 อำเภอ 18 ตำบล 76 หมู่บ้าน 2 ชุมชน ซึ่งมีราษฎรอาศัยอยู่จำนวน 4,734 ครัวเรือน รวม 19,226 คน เป็นพื้นที่เขตภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งทางจังหวัดจะได้จัดสรรเงินงบประมาณช่วยเหลือต่อไป

ส่วนที่ อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งประสบเหตุคลื่นซัดฝั่งอย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้นั้น พ.อ.ศราวุธ จันทร์พุ่ม ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 43 สำนักงานพัฒนาภาค 4 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้มอบหมายให้ เรืออากาศโท ปัญญาชาติ เกตุชู หัวหน้าชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว นำกำลังพลและรถแมคโคร์ 2 คัน เข้ามาช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากคลื่นลมแรงพัดถล่มที่ ต.คลองแดน และ ต.ท่าบอน หลังจากที่ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจากอำเภอระโนดให้นำรถแมคโคร์มาช่วยเก็บกวาดขยะจากทะเลที่ถูกคลื่นลมแรงพัดขึ้นมาเกลื่อนชายหาดทั้งสองตำบล ระยะทาง 17 กิโลเมตร รวมทั้งยกต้นมะพร้าวริมชายหาดที่ถูกคลื่นซัดโค่นล้มออกจากชายหาด และปรับสภาพชายหาดให้กลับเข้าสู่สภาพเดิม

ชาวนาเสี่ยงหว่านข้าวจนแล้งตาย โอดเจาะบ่อบาดาลเอาน้ำมาไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200011

วันเสาร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559, 18.33 น.

30 ม.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภัยแล้งในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เริ่มทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรหลายพื้นที่ไม่มีน้ำทำนา ต้องปล่อยให้ต้นข้าวที่กำลังออกรวงแห้งและยืนต้นตายจำนวนมาก นายทิ ยอดเพชร เกษตรกร ชาวต.หนองเต่า อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อช่วงเดือน พ.ย. 58 เสี่ยงที่จะทำนาอีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าน้ำในคลองสาธารณะยังพอมีเหลืออยู่บ้าง จึงทำการไถและลงมือหว่านข้าวในพื้นที่กว่า 20 ไร่ เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวข้าวก่อนฤดูแล้ง คือช่วงกลางเดือน มี.ค. 59 แต่เมื่อเข้าช่วงกลางเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา น้ำในคลองที่เคยมีกลับแห้งจนหมด ประกอบกับบริเวณนี้ไม่สามารถเจาะบ่อบาดาลนำน้ำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวได้ ส่งผลให้ต้นข้าวที่กำลังออกรวงแห้งและยืนต้นตายทั้งหมด จนขาดทุนหลายหมื่นบาท
(ภาพประกอบ)