เร่งรณรงค์ปชช.ใช้น้ำประหยัด เตือนปท.ไทยฝนล่าช้าไปถึงมิ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200464

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 18.01 น.
2 ก.พ. 59 ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ แสดงปาฐกถาเปิดสัมมนา”เกษตรศาสตร์นำไทย สู้ภัยแล้ง “ในงาน”วันเกษตรศาสตร์ เขียวขจี ทำดีทั่วแผ่นดิน” โดยกล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้งและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ว่ากระทรวงเกษตรฯได้เสนอของบจากครม.1,700 ล้านบาท ตามแผนของทุกชุมชนทั่วประเทศที่เสนอโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มรายได้ช่วงฤดูแล้ง โดยผ่านการเห็นชอบโครงการระดับจังหวัดมาแล้ว ทั้งนี้จากนี้ไปจนถึงเดือนเม.ย.เข้าสู่ช่วงแล้งรุนแรง ได้พร้อมหากเกิดกรณีขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ เตรียมทำแผนที่รถส่งน้ำไปช่วยทุกตำบล ทุกอำเภอ รวมทั้งในช่วง3 เดือนนี้เริ่มอบรมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้ 882 ศูนย์ในทุกอำเภอประเทศ เป้าหมาย 2.5 แสนคน นำเทคโนโลยีปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงรับรู้ปัญหาหากวิฤกติภัยแล้งในอนาคต  ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก หาช่องทางการตลาด นำภาคเอกชนมาช่วย รัฐบาลนี้ได้คิดรอบด้านตามแนวประชารัฐช่วงนี้เข้าสู่ภัยแล้งจริง เร่งนำมาตราการต่างๆช่วยเหลือ ทั้งนี้ขอให้ทุกคนช่วยกันประหยัดน้ำด้วย

ขณะที่นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าขณะนี้มีปริมาณน้ำใช้การได้เท่ากับปี 37 ในปี59 มีน้ำใช้การได้ 3.8 พันล้านลบ.ม. จากภัยแล้งต่อเนื่องมาปี57-59 ปริมาณน้ำเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ต่ำกว่าเส้นต่ำสุด 3 ปีติดต่อกัน โดยเฉพาะ ภาคเหนือตอนบนย่ำแย่มาก เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีน้ำน้อยที่สุดตั้วแต่สร้างเขื่อนมา น้ำในอ่างมี 64 ล้าน ทำให้พื้นที่จ.เชียงใหม่ มีความเสี่ยงมาก

“ผมได้สั่งการไปทุกเขื่อนเดือนพ.ค.นี้มีโอกาสที่ฤดูฝนเข้ามาจะไม่ปล่อยจากอ่างเลย โดยเป้าหมายปลายปีเก็บน้ำให้ได้เต็มอ่าง  จะเห็นว่าปรากฎทางธรรมชาติดีขึ้น ทั้งสภาวะเอลนิโญ่ ลานินญ่าเริ่มคลายปลายเดือนเม.ย. มั่นใจสถานการณ์น้ำกลับมาให้ทางที่ดี ตอนนี้เหลือเวลาแค่100 วันจะพ้นฤดูแล้งนี้ หากไม่นำน้ำจากลุ่มเจ้าพระยา ไปใช้เพาะปลูกมาก จะไม่ขาดแคลนน้ำเลยในพื้นที่22 จ.รวมถึงกรุงเทพด้วย”อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

นายบัญชา ขวัญยืน รักษาการอธิการบดีม.เกษตรฯกล่าวว่าภาคการใช้น้ำทั้งการประปา การอุตสาหกรรม ใช้น้ำเพิ่มมากขึ้นในกรุงเทพ วันละ6 ล้านลบ.ม.เพราะฉะนั้นปริมาณน้ำเท่าเดิมการบริหารจัดการทำอย่างเดิมไม่ได้  มองว่ามีปัญหาการขาดแคลนน้ำปัจจุบัน สภาพอากาศแปรปรวนประเทศไทยได้รับการเตือนมา10 กว่าปีแล้วเรื่องฝนมาก ฝนน้อย เกิดบ่อยขึ้น ลักษณะอุหภูมิโลกเปลี่ยนชัดเจนเดือนที่แล้ว ประเทศไทยอุณหภูมิตกฮวบเหลือต่ำกว่า10 องศา ดังนั้นการวิเคาระห์เรื่องน้ำ จะเกณฑ์ค่าเฉลี่ยน้ำวงรอบ 30 ปีมาเฉลี่ยไม่ได้ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปหมด  การปรับเปลี่ยนพืช ประมง ปศุสัตว์เป็นทางออกแก่เกษตรกร ปัญหาผลิตผลการเกษตร ข้าว มัน ยาง ราคาตกต่ำ เป็นโจทย์ที่รัฐบาลทำอย่างไรให้นโยบายไปสู่การปฎิบัติจริงของประเทศให้ได้

นายสุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดีคณะเกษตร กล่าวว่าสถานการณ์น้ำน้อยผลกระทบระดับประเทศมูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 6 หมื่นล้านบาท เฉพาะพื้นที่ลุมเจ้าพระยาแห่งเดียว  คำแนะนำให้ปลูกพืชอายุสั้น พืชใช้น้ำน้อย เกษตรกรปฎิบัติได้จริงหรือไม่ เพราะรัฐมองเป็นจุดๆไม่ครบมุม สำคัญที่สุดคือการตรึงเกษตรกรให้อยู่พื้นที่ ให้เกิดเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตเกษตร นำไปสู่ปฎิรูปภาคเกษตรครั้งใหญ่ เป็นระบบเกษตรดิจิตอล มีข้อมูลไปปฎิบัติได้จริง พัฒนาเป็นดิจิฟาร์มมิ่ง เศรษฐกิจดิติตัล บูรณาการศาสตร์ การมองประเทศไทยเป้าหมายเดียวกันนี่คือความสำเร็จ

นายวิษณุ อรรถวานิช ผอ.ศูนย์เศรษฐศาสตร์ประยุกต์ ม.เกษตรฯ กล่าวว่าปัญหาภัยแล้งเกิดปี48 เป็นต้นมา จากการประเมินการผลิตในภาคเกษตรขาดแคลนน้ำเสียหาย  2.4 ล้านๆบาท เฉพาะปีนี้6.2 หมื่นล้านบาทในกรณีเกิดฝนล่าไปถึงเดือนมิ.ย.จากกรมอุตุนิยมของสหรัฐฯคาดการณ์ ไปกระทบข้าวนาปีจะเสียหาย 6.2 หมื่นล้านบาท หรือหากภัยแล้งลดลงอาจเสียหายแค่1.4 หมื่นล้านบาท ภาครัฐอย่ามองว่าเกษตรใช้น้ำมากอย่างเดียว ควรรณรงค์ให้มากในภาคอื่นรู้ต้นทุนการใช้น้ำแท้จริง อย่ามองว่าเป็นของสาธารณะสุดท้ายน้ำหมดเร็ว ควรส่งเสริมเอกชนลงทุนจัดหาน้ำ มีระบบชลประทานกระจายได้มาก  ในอนาคตประเทศไทยควรนำเทคโนโลยีเปลี่ยนน้ำทะเลมาเป็นน้ำจีด เพราะราคาไม่แพงแล้ว ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพและปริมนฑล มีศักยภาพทำได้ จะได้มีน้ำสำหรับภาคเกษตรได้มีน้ำใช้มากขึ้น

หนุ่มชัยนาทผุดไอเดียสู้วิกฤตแล้ง ปลูกพืชน้ำน้อยด้วยระบบน้ำหยด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200412

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 15.16 น.
2 ก.พ. 59 นายสมพงษ์ ดีวัน อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 123 ม.9 ต.มะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยปกติยึดอาชีพทำนา แต่จากปัญหาภัยแล้ง ทำให้ไม่มีน้ำเพียงพอที่จะปลูกข้าวได้ ทำให้นายสมพงษ์ ได้ศึกษาข้อมูลจากภาคราชการในการหาอาชีพสร้างรายได้เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้สนใจที่จะเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย ด้วยระบบน้ำหยดที่สามารถปลูกพืชได้โดยใช้น้ำน้อยกว่าปกติถึง1ใน10

โดย นายสมพงษ์ ได้เลือกที่จะปลูกแตงโมพันธุ์กินรี ที่กำลังเป็นที่นิยมและมีน้ำหนักดี โดยปลูกลงแปลงที่ยกขึ้นจากนั้นคลุมด้วยผ้าพลาสติก ที่ใช้ควบคุมความชื้นในดิน จากนั้นก็วางระบบน้ำหยดด้วยแถบน้ำหยดที่หาซื้อได้ ตามร้านอุปกรณ์การเกษตรทั่วไป ในราคาต้นทุนที่ตกไร่ละไม่เกิน 4,000 บาท เมื่อระบบทำงานสมบูรณ์ นายสมพงษ์ จะมีหน้าที่เปิด-ปิดวาล์วน้ำ เพื่อให้ระบบน้ำหยดทำงานวันละครั้ง เมื่อเถาแตงเริ่มเติบโตก็ตัดแต่งเพื่อให้เหลือกิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้ได้ผลแตงที่ลูกสวยสมบูรณ์และน้ำหนักดี ซึ่งใช้เวลาเพียง 2เดือน ก็สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวรอบแรกได้ ซึ่งการปลูก1ครั้งจะสามารถเก็บได้ 2-3 รอบ สร้างกำไร 20,000-25,000 บาทต่อไร่ ต่อ1ฤดูเพาะปลูกที่ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

นายสมพงษ์ กล่าวว่า แตงโมระบบน้ำหยดเป็นการเพาะปลูกเพื่อสู้ภัยแล้งที่สร้างรายได้อย่างน่าสนใจมากอีกชนิดหนึ่ง

 

ทอ.เตรียมช่วยผู้ประสบภัยแล้ง พร้อทำฝนหลวงในช่วงมี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200402

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 14.25 น.

2 ก.พ. 59 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ประสพปัญหาภัยแล้งว่า ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยของกองทัพอากาศที่อยู่ทั่วประเทศไปดูความต้องการของประชาชนที่แท้จริง เมื่อได้ข้อมูลมาก็ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหา พร้อมทั้งนำข้อมูลมาเสนอรัฐบาลเพื่อหาหนทางแก้ไข ที่ผ่านมากองทัพอากาศก็ช่วยเหลือในเรื่องของการขุดบ่อกักเก็บน้ำ รวมถึงทางส่วนกลางก็เตรียมเครื่องบินเพื่อทำฝนหลวง ซึ่งมีแผนเริ่มดำเนินการในเดือนมี.ค.เป็นต้นไป ถ้าสภาพอากาศเป็นใจเชื่อว่าจะสามารถทำฝนได้ แต่ทั้งนี้บางพื้นที่ก็มีปัญหาว่าในช่วงฝนตกไม่มีพื้นที่กักเก็บน้ำได้ ส่วนบางพื้นที่ก็ขอทำฝาย เราก็ให้หน่วยไปสำรวจพื้นที่เพื่อนำข้อมูลออกมาเพื่อประสานกับทางจังหวัดช่วยดูแลร่วมกัน

หมอดินเข็น3ภารกิจสู้ภัยแล้ง ส่งเสริมทำปุ๋ยหมัก-น้ำชีวภาพเร่งพัฒนาแหล่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200326

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า จากมติ ครม. วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ให้ความเห็นชอบตามความเห็นชอบของสำนักงบประมาณที่ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้ทันต่อฤดูเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2558/2559 ตามมาตรการที่ 1 การส่งเสริมความรู้และสนับสนุนการปัจจัยการผลิต เพื่อลดรายจ่ายครัวเรือน 4 โครงการกรอบวงเงิน 971,979,936 บาท

กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการจัดทำแผนงาน/งบประมาณ ตามข้อมูลของโครงการตามแผนชุมชนเพื่อแก้ไขวิกฤติภัยแล้งด้านการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยขอรับการสนับสนุนงบกลาง จำนวน 9,135,500 บาท ภายใต้กรอบมาตรการที่ 1
การส่งเสริมความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน โครงการตามแผนชุมชนเพื่อแก้ไขวิกฤติภัยแล้งด้านการเกษตร กิจกรรมการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน

นายสุรเดช กล่าวถึงความคืบหน้าผลการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้จัดทำกิจกรรม 3 กิจกรรมด้วยกัน โดย ณ ปัจจุบันสามารถดำเนินการไปแล้ว 64.74% ได้แก่ 1.ส่งเสริมการทำปุ๋ยหมัก มีพื้นที่ดำเนินการ 12 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, ลพบุรี, สิงห์บุรี, ชัยนาท, ฉะเชิงเทรา, นครนายก, นครสวรรค์, กำแพงเพชร,สุโขทัย, พิษณุโลก, นครปฐม และพิจิตร โดยมีเกษตรกรเข้าร่วม 1,180 ราย ผลการดำเนินงาน 230 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.49 และเป้าหมายในการดำเนินการ 763 ตัน ผลการดำเนินงาน 150.19 ตัน คิดเป็นร้อยละ 19.68

2.ส่งเสริมการทำน้ำหมักชีวภาพ มีพื้นที่ดำเนินการ 11 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร,ลพบุรี, สิงห์บุรี, ชัยนาท, ฉะเชิงเทรา, นครนายก, นครสวรรค์, กำแพงเพชร, สุโขทัย, พิษณุโลก, นครปฐม มีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 2,975 ราย ผลการดำเนินงาน 2,102 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.66 มีเป้าหมายในการดำเนินการ 503,232 ลิตร ผลการดำเนินงาน 355,102 ลิตร คิดเป็นร้อยละ 70.56

3.ส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด (ปอเทือง) มีพื้นที่ดำเนินการ 10 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร, ลพบุรี, ชัยนาท, ฉะเชิงเทรา, นครนายก, อุตรดิตถ์, กำแพงเพชร, สุโขทัย,พิจิตร, นครปฐม มีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 862 ราย
ผลการดำเนินงาน 862 ราย คิดเป็นร้อยละ 100 มีพื้นที่เป้าหมาย 7,827 ไร่ สามารถดำเนินงานได้ 8,457 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 108.05

นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ยังมีโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน โดยปีงบประมาณ 2559 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ 63% อีกทั้งได้ก่อสร้างแหล่งน้ำชุมชน จำนวน 7 แห่ง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งนี้ไปให้ได้

ชู‘ไร่อธิศพัฒน์’ศกอ.ตัวอย่าง ต้นแบบผลิตสินค้า‘อินทรีย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200325

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายฉัตรชัย เต้าทอง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) เปิดเผยว่า ในพื้นที่ จ.เลย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สศท.3 มีเศรษฐกิจการเกษตรอาสา หรือ ศกอ. ที่ประสบความสำเร็จในการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินชีวิต ให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ริเริ่มทำการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยการรวมกลุ่มเกษตรกรใน อ.ท่าลี่ จ.เลย สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแบรนด์ “ไร่อธิศพัฒน์” โดย นายอธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ จนก่อเกิดสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดบน (Modern Trade) ที่สามารถกำหนดราคาขายได้เอง

สำหรับ นายอธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ เป็นตัวแทนเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและยังเป็นประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักอินทรีย์ ถือเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ต้นแบบ และเป็นเจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ของอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย โดยเป็นบุคคลที่มีองค์ความรู้หลายด้าน เช่น การลดต้นทุนการผลิต เน้นการปลูกพืชอินทรีย์ สร้างระบบนิเวศน์โดยการอนุรักษ์ป่าไม้คงอยู่ จัดการกับแหล่งน้ำธรรมชาติ

แนะนำชาวบ้านลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ใช้อินทรียวัตถุที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างพลังงานสีเขียวโดยใช้ขยะในชุมชนหมักให้เกิดแก๊สทดแทนการใช้เชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังมีความรู้ในเรื่องการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์และย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยและเชื้อไดรโคเดอร์ม่าเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยกับเชื้อไดรโคเดอร์ม่าและน้ำส้มสายชูหมักกำจัดวัชพืชในนาข้าว ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

แจงสี่เบี้ย : การจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรดิน (3) ดินปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200324

227832

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดินปัญหา หมายถึง ดินที่สมบัติไม่เหมาะสมหรือเหมาะสมน้อย สำหรับการเพาะปลูกทางการเกษตร หากนำดินเหล่านี้มาใช้ปลูกพืชจะไม่ได้ผลผลิตหรือได้ผลผลิตต่ำ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการจัดการดินเป็นกรณีพิเศษกว่าดินทั่วไป จึงจะสามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกและให้ผลผลิตดีเท่าที่ควร ดินปัญหาทางการเกษตรจำแนกตามสาเหตุของการเกิด ได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.ดินปัญหาที่เกิดตามสภาพธรรมชาติ ได้แก่ ดินเปรี้ยวจัด หรือดินกรดกำมะถัน มีเนื้อที่รวมประมาณ 5.57 ล้านไร่ ดินอินทรีย์มีเนื้อที่รวมประมาณ 0.34 ล้านไร่ ดินเค็มมีเนื้อที่ราวประมาณ 4.22 ล้านไร่ ดินทรายมีเนื้อที่รวมประมาณ 11.76 ล้านไร่
ดินตื้นมีเนื้อที่ 34.04 ล้านไร่ และดินบนพื้นที่สูงชันหรือพื้นที่ภูเขา มีความลาดชันมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ 96.97 ล้านไร่

2.ดินปัญหาที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้แก่ ดินดาน ดินปนเปื้อน ดินเหมืองแร่ร้าง และพื้นที่ผ่านการเลี้ยงกุ้ง สำหรับดินปนเปื้อนในประเทศไทย นับว่าโชคดีที่ยังมีค่าเฉลี่ยปริมาณโลหะหนักไม่เกินค่ามาตรฐานที่อ้างอิงในดินต่างประเทศ ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ที่กำหนดไว้

ความอุดมสมบูรณ์ของดิน

จากการสำรวจและจำแนกดินของกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ทราบถึงการกระจายตัวของดิน สมบัติต่างๆ ของดิน รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินในสภาพของดินดั้ งเดิม ซึ่งในปี 2552 กรมพัฒนาที่ดินได้จัดทำโครงการหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งจุดเก็บตัวอย่างดิน เพื่อให้ได้ข้อมูลผลการวิเคราะห์พร้อมกันทั้งประเทศในคราวเดียวกัน อันนำไปสู่การประเมินสถานภาพปริมาณธาตุอาหารพืชของไทย จำนวนตัวอย่างที่เก็บทั้งสิ้น 76.263 ตัวอย่าง โดยแต่ละตัวอย่างจะได้รับการวิเคราะห์หาปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินสรุปผลได้ดังนี้

1.สถานภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินประเทศไทย ส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ในระดับต่ำ

2.สถานภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นกรด (pH <6.5) ซึ่งแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่และวัตถุต้นกำเนิด

3.สถานภาพปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ส่วนใหญ่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำถึงปานกลาง กระจายตัวแตกต่างกันแต่ละภาค

4.สถานภาพปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ในประเทศไทยเป็นดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์อยู่ระหว่าง 10-25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พบกระจายอยู่ทั่วไปในทั่วทุกภาค

5.สถานภาพปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ส่วนใหญ่มีปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ในระดับต่ำ (<60 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)

ปัญหาเกษตร ที่นี่มีคำตอบ : การปลูกถั่วมะแฮะ พืชใช้น้ำน้อย ทนแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200322

วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ในช่วงไม่ค่อยมีน้ำนี้ ผมอยากปลูกถั่วมะแฮะสลับเปลี่ยนกับพืชหลักขอทราบรายละเอียดด้วยครับ

สุพจน์ ปรีดีรณรงค์

คำตอบ ถั่วมะแฮะ เป็นพืชตระกูลถั่ว ที่สามารถเจริญเติบโตได้ 2-3 ปี ทนต่อสภาพแห้งแล้ง และอุณหภูมิสูงได้ดี สามารถปรับตัวเข้ากับ สภาพแวดล้อมได้ชอบดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี แต่ไม่ทนต่อสภาพที่ลุ่มน้ำท่วมขัง ถั่วมะแฮะเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนกึ่งแห้งแล้ง

ลักษณะของถั่วมะแฮะ จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-5 เมตร ลำต้นและกิ่งมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่มีสีน้ำตาลปนเขียว และแตกกิ่งก้านสาขาออก ประมาณ 1-1.5 เมตร มีระบบรากแก้วที่แข็งแรงหยั่งลึกลงในดิน ลักษณะใบ จะเป็นแบบใบรวม มีใบย่อย 3 ใบ รูปใบยาวรีคล้ายหอย ปลายแหลม ขอบใบเรียบ มีขนปกคลุม ด้านบนใบสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบมีสีน้ำเงิน ดอกออกเป็นช่อ สีเหลืองหรือสีแดง ขนาดดอกยาว 2.8-2.9 เซนติเมตร กว้าง 0.6-0.9 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ภายในมีเมล็ดกลมหรือรูปไข่ จำนวน 3-5 เมล็ด

วิธีการปลูก ทำการไถเตรียมดิน โดยไถดะ 1 ครั้ง ไถแปร 1 ครั้ง ในช่วงดินมีความชื้นพอเพียง

การเตรียมดินปลูก ควรใส่ปุ๋ยรอคฟอสเฟต อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ โดยไถคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน ระยะปลูก ใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและระยะระหว่างแถว เท่ากับ 50×75 เซนติเมตร ปลูกโดยใช้เมล็ดแบบหยอดเป็นหลุม หลุมละ 2-3 เมล็ด อัตราเมล็ดพันธุ์ 8 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดด้วยยากัน เชื้อราด้วย

การดูแลรักษา หลังหยอดเมล็ด 7-10 วัน ทำการพรวนดิน กำจัดวัชพืช เมื่ออายุได้ 30 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 20
กิโลกรัมต่อไร่ ช่วงติดฝักอ่อน ควรฉีดพ่นสารเคมี เพื่อกำจัดเพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ และ หนอนเจาะฝัก

การเก็บเกี่ยว ถั่วมะแฮะที่ปลูกช่วงต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน จะออกดอกประมาณเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน ประมาณ 110-150 วัน ฝักจะแก่ เก็บเกี่ยวได้ช่วงเดือนธันวาคม หรือประมาณ 180-270 วัน เมื่อฝักแก่ ประมาณ 3 ใน 4 ก็ทำการเก็บเกี่ยวโดยตัดกิ่งย่อยที่มีฝักแกทั้งหมด นำมากองเรียงผึ่งแดดให้แห้ง 2-3 แดด แล้วทำการคัดแยกเมล็ดออกจากฝัก และสิ่งเจือปน เพื่อบรรจุกระสอบต่อไป

การใช้ประโยชน์ ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตพืชหลักให้สูงขึ้น โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 6 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งจะให้น้ำหนักสด ประมาณ 5-7 ตันต่อไร่ ทำการไถกลบช่วงที่ออกดอกจนถึงดอกบาน 50 เปอร์เซ็นต์ หรืออายุประมาณ 110-150 วัน ทิ้งไว้ 15 วัน จึงทำการปลูกพืชหลักต่อไป หรือปลูกเป็นพืชแซมกับธัญพืช เช่น ถั่วลิสง โดยใช้ถั่วลิสง 6 แถว แซมด้วยถั่วมะแฮะ 1 แถว หรืออาจนำเมล็ดมาใช้เป็นอาหาร ในพันธุ์ที่มีเมล็ดใหญ่ มีโปรตีนสูง นิยมบริโภคในประเทศอินเดียและแถบ
แอฟริกา แต่ไม่ค่อยนิยมในไทย โดยการนำเมล็ดไปแช่น้ำไว้ 1 คืน นำไปผึ่งแดดให้เปลือกแตก นำมาบดให้ละเอียด แล้วจึงนำไปปรุงอาหาร ส่วนพันธุ์เมล็ดนิยมนำไปเป็นอาหารสัตว์ อาจใช้ลำต้นทำเป็นฟืน เป็นแหล่งเชื้อเพลิงได้ ใช้ปลูกขวางความลาดเท เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน หรือใช้เป็นพืชร่มเงาให้กับพืชบางชนิด เช่น ไม้ผล ชา กาแฟ โกโก้ เป็นต้น

สำหรับเมล็ดพันธุ์ ที่จะใช้เป็นพันธุ์ตั้งต้นสามารถติดต่อได้ที่หน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดินในจังหวัดของท่าน นะครับ

นาย รัตวิ

สั่งตั้งกก.สอบส.ป.ก.เพชรบูรณ์ หลังพบแอบออกเอกสารให้ชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200236

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 15.27 น.
1 ก.พ. 59 นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)เปิดเผยถึงกรณีมีการออกเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01โดยมิชอบให้กับชาวบ้าน 31 ครัวเรือนในพื้นที่จ.เพชรบูรณ์ ว่าได้สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้วว่ามีที่มาอย่างไร หากพบว่าออกโดยผิดกฎหมายจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการที่เกี่ยวข้องทันทีทุกระดับ ทั้งนี้ในเบื้องต้นเท่าที่ได้ตรวจสอบอย่างไม่เป็นทางการพบว่าพื้นที่ดังกล่าว ทางส.ป.ก.ได้มีการส่งคืนให้กรมป่าไม้ ตั้งแต่ปี2538 และมีการตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01 ให้กับขาวบ้านในพื้นที่เมื่อปี2547 จำนวน 31 ราย จึงน่ามีความไม่ชอบมาพากลในการออกสปก.4-01 ดังกล่าว

“ได้สั่งให้ตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งเพราะหลังจากส.ป.ก.คืนพื้นที่กันแนวเขตให้กรมป่าไม้เมื่อปี38 แล้วทางเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ในพื้นที่มีการออกเอกสารสิทธิสปก.4-01 ในปี47ได้อย่างไร จึงเร่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีที่มาที่ไปอย่างไร หากพบเจ้าหน้าที่สปก.มีพฤติกรรมทำผิดกฎหมาย จะตั้งคณะกรรมการสอบวินัยทันทีดำเนินคดีทันที ว่าเป็นกรณีที่มีขบวนการสวมสิทธิส.ป.ก.โดยการรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ เพราะออกเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01ปี47 แต่อ้างว่าเข้าไปแผ้วถางป่าปี58 เรื่องนี้สั่งให้ตรวจสอบให้ชัดเจน และรายงานมาที่ผมโดยเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ เรื่องนี้ หากพบคนของส.ป.ก.ผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่ดครัดแน่นอน ไม่มีละเว้น นอกจากสั่งตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่จ.เพชรบูรณ์ ยังได้สั่งให้ตรวจสอบทุกจังหวัดโดยเฉพาะจ.นครราชสีมา วังน้ำเขียว ที่มีพื้นที่ส.ป.ก.มากที่สุดและมีปัญหาการบุกรุกมาอย่างต่อเนื่อง”นายสรรเสริญ กล่าว

“เลขาส.ป.ก.สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ส.ป.ก.เพชรบูรณ์ สวมสิทธิทับที่ป่าสงวนแห่งชาติ หลังพบแอบออกส.ป.ก.4-01 ให้ชาวบ้าน31 ครัวเรือน ขู่ฟันเจ้าหน้าที่ทุกระดับ”

นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)เปิดเผยถึงกรณีมีการออกเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01โดยมิชอบให้กับชาวบ้าน31 ครัวเรือนในพื้นที่จ.เพชรบูรณ์ ว่าได้สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้วว่ามีที่มาอย่างไร หากพบว่าออกโดยผิดกฎหมายจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการที่เกี่ยวข้องทันทีทุกระดับ ทั้งนี้ในเบื้องต้นเท่าที่ได้ตรวจสอบอย่างไม่เป็นทางการพบว่าพื้นที่ดังกล่าว ทางส.ป.ก.ได้มีการส่งคืนให้กรมป่าไม้ ตั้งแต่ปี2538 และมีการตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01 ให้กับขาวบ้านในพื้นที่เมื่อปี2547 จำนวน31 ราย จึงน่ามีความไม่ชอบมาพากลในการออกสปก.4-01 ดังกล่าว

“ได้สั่งให้ตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งเพราะหลังจากส.ป.ก.คืนพื้นที่กันแนวเขตให้กรมป่าไม้เมื่อปี38 แล้วทางเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ในพื้นที่มีการออกเอกสารสิทธิสปก.4-01 ในปี47ได้อย่างไร จึงเร่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีที่มาที่ไปอย่างไร หากพบเจ้าหน้าที่สปก.มีพฤติกรรมทำผิดกฎหมาย จะตั้งคณะกรรมการสอบวินัยทันทีดำเนินคดีทันที ว่าเป็นกรณีที่มีขบวนการสวมสิทธิส.ป.ก.โดยการรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ เพราะออกเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01ปี47 แต่อ้างว่าเข้าไปแผ้วถางป่าปี58 เรื่องนี้สั่งให้ตรวจสอบให้ชัดเจน และรายงานมาที่ผมโดยเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ เรื่องนี้ หากพบคนของส.ป.ก.ผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่ดครัดแน่นอน ไม่มีละเว้น นอกจากสั่งตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่จ.เพชรบูรณ์ ยังได้สั่งให้ตรวจสอบทุกจังหวัดโดยเฉพาะจ.นครราชสีมา วังน้ำเขียว ที่มีพื้นที่ส.ป.ก.มากที่สุดและมีปัญหาการบุกรุกมาอย่างต่อเนื่อง”นายสรรเสริญ กล่าว

กรมชลฯเผยแล้งหนักในรอบ22ปี คาดฤดูฝนเข้าประเทศไทยพ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200223

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 15.01 น.
1 ก.พ. 59 นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าล่าสุดปริมาณน้ำ 4 เขื่อนหลักเช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสัก ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเหลืออยู่ 3,457 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่ำกว่าปีที่แล้วที่มีปริมาตรน้ำรวม 6,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าเป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่ปี 2537 แต่ยืนยันว่าไม่กระทบต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเพื่อผลักดันน้ำเค็มได้เตรียมปริมาณน้ำไว้แล้วช่วงเดือนก.พ. มี.ค.นี้จะเป็นบางช่วงที่มีน้ำทะเลหนุนสูงเพราะมีกระแสลมตะวันตกทำให้มีลมพัดปากอ่าวทำให้น้ำทะเลหนุนเร็วขึ้น

ในส่วนปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯรวมกัน 5.48 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่มีการใช้น้ำรวมกันประมาณวันละ 17.90 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะมีปริมาณน้ำใช้การได้ไปจนถึงเดือนมิ.ย. 59

“จากคาดการณ์กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่ากลางเดือน พ.ค.จะเข้าสู่ฤดูฝนตามฤดูกาลไม่น่าจะเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงเหมือนสองปีที่ผ่านมา เพราะขณะนี้พบว่าปรากฏการณ์เอลนินโญส่งสัญญานเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นในระดับปกติ จะเห็นว่าจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีฝนตกในหลายพื้นที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้นและไม่มีปัญหาไฟป่าที่เคยเกิดช่วงนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเช่นทุกปี”นายสุเทพ กล่าว

สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังไปแล้วกว่า 1,772,000 ไร่ มีแนวโน้มเสี่ยงหายและขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากเมื่อเทียบกับปี 57/58 ที่ผ่านมา จากที่ลงพื้นที่ชี้แจงสถานการณ์น้ำ และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐบาล  แต่ได้ขอความร่วมมือไปทางผู้ว่าราชการทุกจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เชียงใหม่ ลำพูน แพร่ พะเยา ที่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำการเกษตร ขอให้ผู้ว่าฯบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมชลประทาน อย่างเข้มข้น จะมีน้ำใช้พอเพียงตลอดช่วงฤดูแล้ง ให้เน้นย้ำกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจใช้น้ำอย่างประหยัดให้มากที่สุด เพื่อให้การใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้

โดยกรมชลประทาน ได้มีมาตรการจ้างแรงงานเกษตรกรช่วงพักทำนำ ตามมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทั่วประเทศ  ล่าสุด จำนวน 68,025 คน เป็นงบประมาณทั้งสิ้น 1,084.86 ล้านบาท โดยแบ่งตามลุ่มน้ำได้ ดังนี้ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำนวน 18,114 คน ลุ่มน้ำแม่กลอง 4,337 คน และลุ่มน้ำอื่นๆ 45,574  คน

ลุยตรวจฟาร์หมูป้องกันเร่งเนื้อ เพิ่มความมั่นใจปชช.ช่วงตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200211

วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 14.06 น.
1 ม.ค. 59 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดภายหลังลงตรวจฟาร์มเลี้ยงสุกรในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อสุ่มตรวจสอบการใช้สารเร่งเนื้อแดงในช่วงเทศกาลตรุษจีน ว่ารมว.เกษตรฯ มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค หากเนื้อสุกรมีสารเร่งเนื้อแดงจะทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดและหลอดลม ในผู้ป่วยที่มีโรคความดัน เบาหวาน และโรคหัวใจจะมีผลกระทบมาก รวมทั้งสตรีมีครรภ์  ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้อยู่แล้วหากได้รับเข้าไปปริมาณมากอาจทำให้เสียชีวิตได้ ซี่งการสุ่มตรวจวันนี้ยังไม่พบการใช้สารเร่งเนื้อแดง

“หากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และเมื่อถูกตรวจพบ จะถูกดำเนินคดี โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังมีแผนลงพื้นที่ทั่วประเทศ ร่วมกับสารวัตรเกษตร สารวัตรข้าว สารวัตรปศุสัตว์ และสารวัตรประมง ตรวจการขายปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปศุสัตว์ และปลา รวมถึงร้านขายอาหารสัตว์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และยกระดับมาตรการฐานการผลิตเกษตร “นายธีรภัทร กล่าว

นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าการสุ่มตรวจสอบไม่แจ้งให้ผู้ประกอบการทราบล่วงหน้าว่า กรมปศุสัตว์ได้เร่งรัดการปราบปรามสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อนในเนื้อสุกร ตามนโยบายด้านอาหารปลอดภัยและภายใต้ยุทธการ “สินค้าเกษตรปลอดภัย” โดยกรมได้กำหนดแผน “ปฏิบัติการ 127” ซึ่งจะทำการสุ่มตรวจตัวอย่างปัสสาวะสุกรที่โรงฆ่าสัตว์ ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก (เขต 1 2 7) ที่เป็นแหล่งเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่รวมกันมากถึงกว่า 80% ของประเทศ ด้วยชุดทดสอบเบื้องต้นชนิดรวดเร็ว รู้ผลภายใน 5 นาที และมีความแม่นยำสูง ทำให้ตรวจพบได้อย่างทันทีหากมีสุกรที่ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงถูกส่งเข้ามาในโรงฆ่าสัตว์ และจะตรวจสอบย้อนกลับไปถึงฟาร์มต้นทางด้วย