แตกใบอ่อน : ยิ่งช้ายิ่งหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200646

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าอากาศในประเทศไทยจะสวิงสวาย สลับร้อน สลับหนาว สลับฝน สลับคลื่นลมแรง จนสับสนกันมากน้อยขนาดไหนแต่ก็คงเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และเป็นเพียงสัญญาณเตือนให้เราทุกคนต้องรีบ “ตื่นตัว” เพื่อหาทางป้องกัน แก้ไข และรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคตเท่านั้น

แต่ ณ เวลานี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด และต้องอาศัยความตื่นตัวของคนไทยทุกคน เพื่อให้สามารถผ่านพ้นปัญหาไปให้ได้ คงหนีไม่พ้น “วิกฤติภัยแล้ง” ที่กำลังซึมลึกอยู่ทุกหัวระแหงของประเทศ

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อธิบดีกรมชลประทาน “สุเทพ น้อยไพโรจน์” ออกมาพูดค่อนข้างชัดเจน ถึงสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะใน 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสัก ซึ่งเหลือปริมาตรน้ำรวมกันแค่เพียง 3,457 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

ต่ำกว่าปีที่แล้วที่มีปริมาตรน้ำรวม 6,300 ล้านลูกบาศก์เมตร

ภัยแล้งปีนี้จึงเป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา

แม้กรมชลประทานจะยืนยันเสียงหนักแน่นว่า ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศเพื่อผลักน้ำเค็มที่หนุนเข้ามา โดยจะมีปริมาณน้ำใช้การได้จนถึงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนไปแล้วอย่างแน่นอน

แต่โดยข้อเท็จจริง ก็ต้องบอกว่า สถานการณ์ดังกล่าว ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากเกิดกรณี “คาดไม่ถึง” เช่น ฤดูฝนมาล่าช้ากว่ากำหนด และเมื่อมาแล้วก็มีฝนแค่เพียงหยิบมือ เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสเช่นนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้นะครับ เพราะใครที่ติดตามข่าวสถานการณ์ภัยแล้งและภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่องจะทราบว่า ก่อนหน้านี้ กรม
อุตุนิยมวิทยาของสหรัฐ ได้ออกมาคาดการณ์ ถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะเกิดฝนล่าช้าไปจนถึงเดือนมิถุนายนในปีนี้อีกหนึ่งปี

ขณะที่ อธิบดีสุเทพ ก็ได้ออกมาย้ำอีกครั้งระหว่างการร่วมสัมมนาเรื่อง “เกษตรศาสตร์นำไทย สู้ภัยแล้ง” ซึ่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ ต่ำกว่าเส้นต่ำสุด 3 ปีติดต่อกัน โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน สถานการณ์ย่ำแย่มากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีน้ำน้อยที่สุดตั้งแต่สร้างเขื่อนมา น้ำในอ่างมีแค่ 64 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

รูปการณ์เช่นนี้ จึงบอกได้เพียงคำเดียวว่า นับแต่นี้ไปคงไม่สามารถอาศัยเพียงแค่การวิ่งไล่ตามแก้ปัญหาเป็นจุดๆ เช่น การไล่บี้ไล่กวดขัดให้เกษตรกรงดทำนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชทดแล้งใช้น้ำน้อย ได้อีกต่อไปเพราะภาพของปัญหาเวลานี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภาคการเกษตรเท่านั้น ภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม และชุนชนเมืองอย่างใน กทม. ซึ่งมีการใช้น้ำกันอย่างสิ้นเปลืองด้วยเช่นกันก็ควรต้องมีส่วนช่วยรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

ถ้าภาคส่วนเหล่านี้ไม่ช่วยกันประหยัด ไม่ช่วยกันลงทุนจัดหาน้ำมาเองบ้าง บริหารกันให้ตายก็รับรองว่าน้ำไม่พอใช้กันเหมือนเดิม และนาทีนี้ก็ต้องเริ่มโหมรณรงค์ให้ทุกคนร่วมกันประหยัดน้ำได้แล้ว

เพราะถ้ายิ่งช้า น้ำก็ยิ่งหมดลงมากขึ้นทุกวัน

มะลิลา

‘บิ๊กฉัตร’เร่งคืนพื้นที่ส.ป.ก.ให้ป่าไม้ หลังพบMOUทั้ง2กระทรวงล่าช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200636

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 17.00 น.
3 ก.ค. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีปัญหาการออกเอกสารส.ป.ก.4-01ทับซ้อนพื้นที่กรมป่าไม้หลายจังหวัด ว่าตนจะติดตามเรื่องนี้เอง โดยขณะนี้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้อยู่ระหว่างการทำแผนที่1 ต่อ 40,000 หรือ วันแม๊พซึ่งทุกหน่วยงานจะใช้แนวเขตเดียวกันไม่ใช้คนละแผนที่เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งตนจะเรียกเลขาธิการ ส.ป.ก.มานั่งคุยเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจนเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามกฎหมาย หลังจากที่พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรมว.กระทรวงทรัพย์ และนายปิติพงษ์ พึ่งบุญ อดีตรมว.เกษตรฯ ได้ลงนามข้อตกลงในเอ็มโอยูสองกระทรวงที่จะกันคืนพื้นที่ส.ป.ก.ที่ยับมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ให้กับกรมป่าไม้ ประมาณ 1 ล้านไร่ ตนจะเร่งดำเนินการคืนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่ากรณีออกเอกสารส.ป.ก.4-01 ทับพื้นที่ป่าสงงวนแห่งชาติ จ.เพชรบูรณ์ กว่า 100 ไร่ ตนได้แจ้งให้ส.ป.ก.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และพื้นที่ในส่วนเป็นปัญหากันคืนกรมป่าไม้ เพราะยังมีสภาพป่ากว่า 1 ล้านไร่ ต้องมอบคืนตามข้อตกลง จากพื้นที่กรมป่าไม้ มอบให้ส.ป.ก. 40 กว่าล้านไร่ โดยนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงฯ ไปประชุมกระทรัพย์ มีแนวทำปฎิทินเบื้องต้น ให้จบภายใน1-2 เดือน ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบให้กรมป่าไม้ กว่า 1 แสนไร่

ขณะที่นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยว่าวันนี้จะประชุมคณะทำงานเพื่อหาข้อสรุปกรณีแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนแนวตะเข็บระหว่างกรมป่าไม้และส.ป.ก. จากที่อดีตรัฐมนตรี สองกระทรวงลงนามข้อตกลงไว้ ส.ป.ก.ต้องกันคืนพื้นที่ป่า 1.2 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่อยู่ระหว่างแนวตะเข็บ และมีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ไปแล้วที่เตรียมเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนทันที ประมาณเกือบ 1 แสนไร่ โดยในที่ประชุมวันนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ข้อสรุปตรงกันคือยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ทั้งหมดก่อนแล้วคืนพื้นที่ตรงนี้ให้กับกรมป่าไม้

ทั้งสองกระทรวงดำเนินการรังวัดตามแผนที่เสร็จไป90% โดยขณะให้จังหวัดต่างๆเช็นรับทราบหากทางจังหวัดไม่ยินยอม ต้องส่งให้รัฐมนตรีสองกระทรวงวินิจฉัยหาข้อสรุปอีกครั้ง ต่อจากนั้นส่งมาที่ส.ป.ก.เพื่อดำเนินการส่งคืนพื้นที่ 1แสนไร่ก่อน เพื่อนำไปสู่การคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้ 1.2 ล้านไร่  เมื่อดำเนินการได้ตามข้อตกลงแล้ว ส.ป.ก.จะยื่นแก้ไขประกาศเขตพื้นที่ ส.ป.ก. ที่มี 34.3  ล้านไร่ จะเหลือพื้นที่ 30 กว่าล้านไร่ ต่อสำนักงานฤกษฎีกา ในขบวนการต่อจากนี้ รอกันเขตกับกรมป่าไม้

“พบว่าพื้นที่มีแนวตะเข็บทับซ้อนมากสุดคือจังหวัดชัยภูมิ มีพื้นที่กว่า1.2 แสนไร่ รองลงมาจ.นครราชสีมา มีกว่า7 หมื่นไร่ โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบร่วมกันกรมป่าไม่ กับ ส.ป.ก. เพื่อให้เกิดความชัดเจนทั่วประเทศ”นายสรรเสริญ กล่าว

รวมทั้งปัญหาการออกเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-10 ที่จ.เพชรบูรณ์ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าวังโปร่ง ซึ่งมีมติครม.กันคืนให้กรมป่าไม้ไปแล้วเมื่อปี 38 แต่เป็นพื้นท่ีอาร์เอฟหรือพื้นที่ป่ารอการปลูกป่า  แต่มีการบุกรุกจำนวนมาก

ปรากฎว่าในปี47 ได้ออก ส.ป.ก.4-10 จำนวน31 แปลง โดยมีปัญหาอยู่นอกเขต5 แปลงจำนวน 100 ไร่  ตนได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้เสร็จ30 วัน  ซี่งกรณีนี้ที่ผ่านมาชาวบ้านมาชุมนุมประท้วง ไม่ให้กรมป่าไม้ขึ้นทะเบียนสวนป่า เพราะตรวจสอบแล้วเป็นพื้นที่อาร์เอส เตรียมการเพิกถอน ส.ป.ก.4-01  ชาวบ้านจึงไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน  มีมติไม่ให้เพิกถอน ส.ป.ก.4-01 ทางจังหวัดไม่กล้าเพิกถอน อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นพื้นที่นอกเขตต้องเพิกถอน ส.ป.ก.4-10 แต่ชาวบ้านนำส.ป.ก.ค้ำประกันธกส.ไว้ อย่างไรก็ตามหากพื้นที่ไม่ชอบกฎหมาย ต้องยกเลิก ทั้งนี้ในกรณีพื้นที่อาร์เอฟ ที่อยู่ในเขตส.ป.ก.มีประมาณ 2-3 ล้านไร่ รอการตรวจสอบรังวัด

สำหรับการฟ้องเพิกถอนผู้บุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว เขาใหญ รายใหญ่ 11 ราย อยู่ระหว่างดำเนินคดีชั้นศาล คือ ไร่มิตรแท้ รีสอร์ทภูน้ำอิงฟ้า อยู่ระหว่างคดีจะถึงสิ้นสุด ส่วนไร่เพชรภูหมอก รีสอร์ทมะฮอกกานีฮิวล์  บ้านไร่ภูศิริ ครัวริมเขื่อน ภูเคียงลม โกลเมาท์เทนส์ ภูผาหยก สวนภูมาลี และบริษัทโบนันซ่า  อยู่ระหว่างศาลอุธรณ์ โดยขณะนี้มี คดียุติแล้ว20 คดี และมีการประนีประนอมขออยู่ดำเนินธุรกิจต่ออีก 3 ปีมี8-9 ราย เพิกถอนให้ออกจากพื้นที่แล้ว 5 ราย ทั้งนี้มีนายทุนรายใหญ่บุกรุกพื้นที่ส.ป.ก. ประมาณ 1 หมื่นไร่

ส่วนความคืบหน้ารุกที่ส.ป.ก.ทำสนามแข่งรถของบริษัทโบนันซ่า จำนวน57 ไร่ โดยส.ป.ก.จังหวัดได้ แจ้งความดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ในอัตรใหม่เพราะกฎหมายเดิมเรียกร้องได้เพียงค่าเสียหายที่ปรับพื้นที่ทั้งหมดเพียง 3 แสนบาทต่อปีเท่านั้น

นายสรรเสริญ กล่าวถึงปัญหาของโครงการมูนแดนท์ มีบ้านพิธีกรดังอยู่ในโครงการด้วย และรีสอร์ทคีรีมายา มีปัญหาเดียวกันคือเป็นพื้นที่มีน.ส.3 เมื่อปี 19 แล้วไปออกโฉนด ในปี34 ต่อจากนั้นได้มีการประกาศเขตพื้นที่ส.ป.ก.ครอบพื้นที่ดังกล่าวในปี 36 และบรรษัทบริหารสินทรัย์ หรือบรส.ไปรวบรวมซื้อที่ดินมาตอนวิฤกติต้มยำกุ้ง ปี40 แล้วมาขายต่อให้กับเจ้าของโครงการ ซึ่งกรณีอย่างนี้อยู่กรมที่ดิน จะพิจารณาตรวจสอบว่าออกโฉนดโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

‘บิ๊กฉัตร’ห่วงภัยแล้งเชียงใหม่-นครฯ เร่งทุกหน่วยงานทำแผนที่จัดส่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200608

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 15.24 น.
3 ก.พ. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวถีงสถานการณ์ภัยแล้งว่าได้เร่งดำเนินการฝนหลวงทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ วันละ 8.25 ล้านลบ.ม. และได้คงการระบายน้ำออกเฉลี่ยวันละ 17.80 ล้านลบ.ม. ทำให้มั่นใจได้ว่าจะบริหารจัดการให้มีน้ำเพียงพอไปจนถึงกลางเดือน ส.ค. โดยล่าสุดมีปริมาณน้ำใช้การได้ 3.4 พันล้านลบ.ม.ในเขื่อนใหญ่4 แห่งลุ่มเจ้าพระยา 22 จ.ไม่ขาดแคลนน้ำแน่นอน

“สถานการณ์น้ำวันนี้มีความมั่นใจที่จะดูแลข้าวนาปีได้ทั้งประเทศไม่เสียหายแน่นอน ที่จะเก็บเกี่ยวกลางเดือน ก.พ.นี้ ส่วนจะมีผลกระทบข้าวนาปรังทั้งประเทศหรือไม่ที่มีมีประมาณ 4.5 ล้านไร่ ในลุ่มเจ้าพระยา มีประมาณ 2.7 ล้านไร่ทั้งนี้การดูแลของกระทรวงเกษตรฯพยายามดูแลเต็มที่ ผมไม่มั่นใจเสียหายทั้ง100%หรือไม่ ปลายเดือนนี้จะตอบได้ว่าข้าวนาปรังมีความเสียหายมากน้อยเพียงใด “รมว.เกษตรฯกล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือภัยแล้ง มีทั้งหมด 8 มาตรการ ซี่งในมาตรการที่4 ได้สำรวจความต้องการประชาชนทั้งประเทศ เสนอครม.อนุมัติ ในเรื่องปลูก พืชใช้น้ำน้อ และโครงการนอกเกษตร รวม 3,135 โครงการ 1,833ล้านบาท จากที่ผ่านมาระยะแรกได้ใช้งบ100 กว่าล้านสำหรับปลูกพืชที่มีความขื้นของดิน ได้ถึงมือเกษตรกรแล้ว กรณีนี้ช่วยเหลือในมาตรา4เป็นระยะที่สอง โดยร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กับหน่วยราชการเกี่ยวข้อง มี 9,916โครงการ ซึ่งเหลืออีก 6,481 โครงการจะนำเสนอครม.อนุมัตืสัปดาห์หน้า คาดว่าโครงการระยะสองผ่านครม.แล้วจะช่วยลดปัญหาความเดือดร้อนเกษตรกรได้มาก ในกรอบวงเงินทั้งหมด 5 พันล้านบาท

ทั้งนี้มีความเป็นห่วงพื้นที่เข้าหน้าแล้งเต็มที่แล้วในจ.นครราชสีมา จ.เชียงใหม่ จะมีวิฤกติขาดแคลนน้ำเพราะ ไม่สามารถหาน้ำต้นทุนได้ ให้เร่งเดินหน้าขุดเจาะน้ำบาดาล และมาตรการหลายที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเน้นย้ำให้ทุกจังหวัด มีการกำหนดพื้นที่มีน้ำในจังหวัด ให้ประชาชนรับรู้ชัดเจนว่ามีน้ำตรงไหนในจังหวัดมีมากเพียงพอ หรือไม่หรือไม่มีน้ำเลย ไปดูว่ามีระบบส่งน้ำไปได้หรือไม่ พร้อมทำแผนรถส่งน้ำให้ชัดเจนไปถึงทุกหมู่บ้าน ถ้าไม่ได้หาวิธีอื่น ทำให้สอดคล้องกันทุกหน่วยงานเพราะที่ผ่านมาในอดีตไม่ได้ทำ ซึ่งตนได้สั่งการกรมชลฯ เป็นหลักทำให้เกิดความชัดเจนในระดับจังหวัด

ด้านนายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสำหรับพื้นที่จ. เชียงใหม่ มีสองส่วนคือในส่วนที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำชลประทาน อีกส่วนใช้น้ำระบบหมุนเวียน ยังมีเพียงพอจากเขื่อนแม่งัด เขื่อนแม่กวง ยกเว้นที่ดอยสุเทพ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศ กำลังแก้ไข โดย ขณะนี้ร้านค้าต่างๆ ได้นำน้ำจากสระพระตำหนักภูพิงค์ไปใช้ ให้ผู้ว่าเชิญประชุมทำความเข้าใจร่วมกัน สำหรับ จุดที่เป็นห่วง จ.นครราชสีมา ประกาศภาวะภัยแล้ง10 อำเภอ เพราะฝนน้อยมาก ไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่เลย ปัญหาขุดเจาะน้ำบาดาลยาก น้ำใต้ดินมีค่าความเค็มสูง โดยทางจังหวัดกำลังแก้ไข ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี

ชาวสวนชี้อากาศแปรปรวนหนัก ทำมะยงชิดสุโขทัยราคาพุ่งเท่าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200568

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 13.19 น.

3 ก.พ. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงที่ผ่านมา เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว รวมทั้งมีฝนตกลงมาด้วย นอกจากจะส่งผลทำให้พืชไร่ เช่น ยาสูบ และข้าวโพด ได้รับความเสียหายจำนวนมากแล้ว ล่าสุดยังพบมีสวนมะปรางและมะยงชิดในพื้นที่ ต.คลองกระจง ต.เมืองบางยม อ.สวรรคโลก และ ต.สามเรือน อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย รวมหลายร้อยไร่ก็ได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน
นายทองปอน  ทับชุ่ม อายุ 72 ปี เจ้าของสวนมะยงชิดจัมโบ้เอชื่อดังใน ต.สามเรือน อ.ศรีสำโรง เปิดเผยว่า ปีนี้ชาวสวนมะปรางและสวนมะยงชิดในพื้นที่ทั้ง 3 ตำบล 2 อำเภอ ต่างก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า จากสภาพอากาศที่แปรปรวน จนทำให้ช่อดอกมะปราง และมะยงชิดหลุดร่วงนับร้อยไร่ ส่วนที่พอจะเหลือติดคาต้นก็ต้องลงทุนฉีดยาบำรุงดูแลอย่างดี
ทั้งนี้ ปกติมะยงชิดรุ่นแรกจะสามารถเก็บขายได้ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่ทว่าปีนี้เจออากาศแปรปรวนทำให้ออกดอกช้า โตช้า และมีช่อดอกหลุดร่วงจำนวนมาก ทำให้มะยงชิดในรุ่นแรกมีเหลือน้อย จึงอาจส่งผลให้ราคาขายหน้าสวนแพงขึ้นไปด้วย จากเดิมกิโลกรัมละ 100 บาท ปีนี้ก็อาจจะเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 150-200 บาท

กษ.พังงาเปิดธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยสมาชิกเพิ่มรายได้-ลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200567

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 13.18 น.
3 ก.พ. 59 ที่ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านเก้าเจ้า ม.6 ต.ลำภี อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา นายสุรจิตต์ อินทรชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ติดตาม โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในสถานการณ์ราคาผลผลิตตกต่ำ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในจังหวัดพังงา-ภูเก็ต ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เข้าร่วมเยี่ยมชมธนาคารปุ๋ยอินทรีและศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินของนายทศภณ เนียมทอง หมอดินอาสาประจำจังหวัดพังงา ซึ่งมีการบริหารงานจนประสบความสำเร็จสามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

นายทศภณ เนียมทอง หมอดินอาสาประจำจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า หมอดินอาสาเป็นเครือข่ายการพัฒนาที่ดินและเป็นกลไกที่สำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนให้เกษตรกรในท้องถิ่นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการผลิตทางการเกษตร สามารถลดต้นทุนการผลิตและฟื้นฟูปรับปรุงดิน ตลอดจนการอนุรักษ์พื้นที่ทำการเกษตรให้สามารถใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์แห่งนี้เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดพังงา ปัจจุบันสามารถผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานของสมเด็จพระเทพฯปีละกว่า50ตันเอาไว้แจกจ่ายให้กับสมาชิก สำหรับเกษตรทั่วไปจำหน่ายให้กิโลกรัมละ4บาท นอกจากนั้นตนเองได้พัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงด้วยสูตรพิเศษของทางกลุ่ม จนเป็นที่นิยมของเกษตรกรทั่วทั้งจังหวัดพังงา โดนเฉพาะชาวสวนปาล์มน้ำมันที่ต่างพูดกันว่าดีกว่าปุ๋ยเคมี จนต้องมีการสั่งจองล่วงหน้า ซึ่งสามารถผลิตได้ปีละ 120 ตัน ราคาจำหน่ายสมาชิกกิโลกรัมละ4บาท ส่วนเกษตรกรทั่วไป กิโลกรัมละ 5.60 บาท

นายสุรจิตต์ อินทรชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ธนาคารปุ๋ยอินทรีเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมักใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี  ต้ออาศัยหมอดินอาสาในการทำให้เกษตรกรเกิดการยอมรับและมีการขยายผลไปสู่ระดับครัวเรือน มีการทำใช้เองในระดับครัวเรือนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยหมัก ซึ่งสามารถนำไปใช้กับไม้ผล และพืชผักที่ปลูกไว้ในครัวเรือน

รายงานพิเศษ : ทส.เปิดแนวรบสู้‘ภัยแล้ง’ เพิ่มความเข้มข้นภารกิจช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200481

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
แม้ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา พื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศอันหนาวเหน็บอันเกิดจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงรุนแรงจากประเทศจีน ที่แผ่ลึกลงมาถึงประเทศไทย ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าว แม้จะช่วยให้คนไทยในหลายพื้นที่ คลายความตึงเครียดจากสภาพอากาศอันร้อนระอุและแห้งแล้งลงไปได้

แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยวเวลาหนึ่งเท่านั้น

เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว “ภัยแล้ง” ยังคงอยู่กับเราต่อไปอีกนานและมีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มขึ้น

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งเวลานี้ยังคงลุกลามในหลายพื้นที่ของประเทศ ปริมาณน้ำต้นทุนที่เหลืออยู่ในแต่ละพื้นที่เวลานี้ มีความหมิ่นเหม่อย่างยิ่งที่อาจไม่เพียงพอใช้จนสามารถผ่านฤดูแล้งไปได้ ขณะที่แนวโน้มการเกิดภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ ก็ยังคงมีแนวโน้มจะขยายวงออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลรับทราบดีถึงสถานการณ์ดังกล่าว จึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามเฝ้าระวัง เตรียมความพร้อม รวมทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนในทุกพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

โดยที่ผ่านมารัฐบาลโดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งภายใต้แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรนำ ปี 2558-2559 ผ่าน 12 กิจกรรมหลัก อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งทำได้ 897 ล้าน ลบ.ม. การพัฒนาน้ำบาดาลมาใช้ประโยชน์ 99.36 ล้าน ลบ.ม. การฟื้นฟูป่าต้นน้า 48,072 ไร่ และการวางระบบประปาหมู่บ้าน 4,520 หมู่บ้าน เป็นต้น

ขณะที่หน่วยงานในสังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็น 2 หน่วยงานหลักในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งผ่านกิจกรรมที่สำคัญ ดังนี้

กรมทรัพยากรน้ำ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 1-11 ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำไปเติมแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อการอุปโภคบริโภค 76 เครื่อง ช่วยเหลือ 66 พื้นที่ใน16 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 14 มกราคม 2559 รวมปริมาณสูบน้ำ 11,921,730 ลบ.ม. มีประชาชนได้รับประโยชน์ 52,135 ครัวเรือน 188,583 คน และบริการแจกน้ำ 153,620 ลิตร รวมทั้งมีการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ 14,091 แห่ง ความจุรวม 1,161.07 ล้าน ลบม. ปริมาตรน้ำ 631.54 ล้าน ลบ.ม.

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 1-12 ได้แจกจ่ายน้ำและน้ำดื่มบรรจุขวดรวม 1,020,300 ลิตร และให้บริการเป่าล้างบ่อบาดาล ซ่อมเครื่องสูบและซ่อมระบบประปาให้ประชาชน โดยได้ดำเนินการแล้ว 40 แห่ง รวมทั้งดำเนินโครงการเจาะบ่อบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร และเพื่อน้ำดื่มโรงเรียน ตามแผนงานเพิ่มเติมปี 2558 และแผนงานปี 2559 โดยดำเนินการไปแล้ว 1,284 บ่อ ปริมาณน้ำ 132,400 ลบ.ม./วัน

พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากนี้ไป กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเพิ่มระดับความเข้มข้นในการปฏิบัติภารกิจ ทั้งด้านการป้องกันและให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยแล้งในทุกพื้นที่ โดยมีกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติงานในการจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัย ขณะที่หน่วยงานอื่นๆ ก็จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้นน้อยที่สุด

นางสาวภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะทำงานประชาสัมพันธ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า นอกจากการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยแล้งแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรและผู้ประชาชนทุกคน คือ การใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ โดยผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การปิดก๊อกน้ำขณะแปรงฟัน เมื่อแปรงฟันเสร็จควรบ้วนปากโดยใช้แก้วน้ำแทนการปล่อยน้ำไหลจากก๊อก การปิดฝักบัวขณะใช้สบู่ถูตัว การนำจานชามใช้แล้วมาล้างพร้อมกันในอ่างหรือกาละมังใบเล็ก ไม่เทน้ำล้างจานทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ แต่ควรนำไปรดน้ำต้นไม้ต่อ และการตรวจสอบท่อน้ำรั่วรอบบ้านและปั๊มน้ำว่าไม่มีรอยรั่วซึม เป็นต้น

แนวโน้มสถานการณ์น้ำในเวลานี้ ทำให้ประชาชนทุกคนทั้งประเทศไม่ว่าในกรุงเทพมหานครหรือต่างจังหวัด จะต้องร่วมมือกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวในการใช้น้ำทุกหยดอย่างคุ้มค่า ต้องร่วมกันประหยัดน้ำ รวมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งนี่จะเป็นตัวแปรสำคัญเพื่อให้เราทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งในปีนี้ไปได้พร้อมๆ กัน

ส่งหอมมะลิ‘GI’เจาะตลาดจีน กรมข้าวลุยโรดโชว์-‘ข้าวหอมกัลยา’ประเดิมขายออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200480

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า ตามที่กรมการข้าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ดำเนินโครงการพัฒนาต้นแบบการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยดำเนินการใน 2 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด และ สุรินทร์ พร้อมทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดข้าวหอมมะลิ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนำตัวแทนเกษตรกร 2 จังหวัด ร่วมประชาสัมพันธ์ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้GI โดยครั้งแรกเข้าร่วมงานแสดงสินค้า China-Asean Expo ณ นครหนานหนิง เมื่อวันที่ 18-21 กันยายน 2558

ขณะที่ในปี 2559 ได้นำเกษตรกรไปร่วมแสดงสินค้าในประเทศจีนอีก 3 งาน ได้แก่ งานแสดงสินค้าเพื่อขยายตลาดส่งออกสู่เมืองรองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการขยายตัวของสังคมเมือง ระหว่างวันที่ 15-18 มกราคม ณ ห้างสรรพสินค้า Poly Canal Plaza มณฑลกวางตุ้ง, งาน11th Guangzhou Special Purchasesfor the Spring Festival Fairs ระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ณ นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง และงาน The 4th Nanning New Year Shopping Festival ระหว่างวันที่ 21 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ ณ หอแสดงสินค้านครหนานหนิง มณฑลกว่างสี

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุลผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กล่าวว่า ชาวจีนนิยมบริโภคข้าวหอมจากไทยมาก แต่ที่ผ่านมามีการปลอมปนข้าวจากที่อื่นแล้วอ้างเป็นข้าวไทย ทำให้เกิดความเสียหายการมาเปิดตลาดข้าวถึงประเทศจีนจึงได้รับความสนใจ โดยมีผู้ประกอบการร้านอาหาร ภัตตาคาร นักธุรกิจ มาเจรจาธุรกิจเพื่อสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลการเจรจาธุรกิจของงานที่นครหนานหนิง มณฑลกว่างสี เป็นที่น่ายินดี คือ นายเฉิน คัง หัว เจ้าของ http://www.easyju.cn ที่มีการซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เนตรายใหญ่ของประเทศจีน ได้มาเจรจานำเข้าข้าวหอมมะลิไทย 100% แบรนด์ “ข้าวหอมกัลยา” ที่ได้รับการรับรอง GI จาก EU ไปจำหน่ายในเว็บไซต์

“การนำเกษตรกรไปร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศจีน เริ่มทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย และมีการติดตามหากร่วมงานที่เมืองต่างๆ เช่นเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เนตรายนี้มีสาขาถึง 13 แห่งในจีน ก็ติดตามมาจากการแสดงสินค้าในครั้งก่อน จนแน่ใจในคุณภาพสินค้านำมาสู่การตัดสินใจเจรจากับเจ้าของแบรนด์ข้าวหอมกัลยาซึ่งเป็นข้าวหอม GI ใน EU เจ้าแรกของประเทศไทย นับเป็นความสำเร็จที่กรมการข้าวสามารถต่อยอดแข่งขันให้สินค้าข้าวไทยในจีนได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”นายกฤษณพงศ์ กล่าว

ดันศกอ.ร่วมขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้ เพิ่มประสิทธิภาพผลิตสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200479

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรด้านเศรษฐกิจการเกษตร (คศศ.) เปิดเผยว่า สศก. ได้จัดทำ Road Map แผนบูรณาการขับเคลื่อนศูนย์ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าประสงค์ คือ การพัฒนา “เศรษฐกิจการเกษตรอาสา” (ศกอ.) เพื่อสนับสนุนภารกิจของ สศก. และศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ของรัฐบาล โดยแผนปฏิบัติการหลังจากนี้ คือการสรรหา ศกอ. อย่างน้อย 882 ราย เน้นคุณสมบัติ คือ เป็นผู้มีภูมิลำเนาใกล้ที่ตั้ง ศพก. มีจิตอาสา มีเวลาให้สม่ำเสมอ สามารถใช้เครืองมือเทคโนโลยีสื่อสารได้

สำหรับการจัดอบรมให้ ศกอ. นั้น กำหนดรวม 5 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นที่ 1 ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ วันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ รุ่นที่ 2 ภาคกลาง จ.นครนายก รุ่นที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ. นครราชสีมา และรุ่นที่ 4 ภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี อบรมพร้อมกันวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ และรุ่นที่ 5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกครั้งที่ จ.ขอนแก่น ในวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ โดยหลักสูตรการพัฒนา ศกอ. สู่วิทยากร จะเน้นเรื่องการได้มาของข้อมูล การใช้ประโยชน์ข้อมูล การรายงานราคาสินค้าเกษตร และการรายงานสถานการณ์การผลิต โดยสศก.จะมีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานของ ศกอ. ทุก 3 เดือน

แจงสี่เบี้ย : การจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรดิน การชะล้างพังทลายของดิน และดินถล่ม(4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200478

227832

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดิน ได้เริ่มศึกษาด้านการชะล้างพังทลายของดิน เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยปี 2524 ได้ศึกษาและจัดทำแผนที่การชะล้างพังทลายของดินระดับประเทศ ต่อมาได้จัดทำแผนที่การสูญเสียดินระดับประเทศ มาตราส่วน 1 :1,000,000 และระดับภาค มาตราส่วน 1: 500,000 โดยใช้สมการการสูญเสียดินสากล ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อหน่วยงานในประเทศไทย จนมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย จากนั้นในปี 2547 จึงได้ประยุกต์แบบจำลองคณิตศาสตร์ของ MMF (0984) ประเมินการชะล้างพังทลายของดินทั่วประเทศในปี 2545 และ 2546

อย่างไรก็ตาม การประเมินทั้ง 2 ครั้งเป็นการประเมินในช่วงระยะเวลาที่ต่างกันและประยุกต์ใช้แบบจำลองที่แตกต่างกัน และไม่มีปริมาณการสูญเสียดินในพื้นที่จริงมาเปรียบเทียบ จึงไม่สามารถระบุได้ว่าผลการประเมินจากแบบจำลองใดมีความถูกต้องมากกว่ากัน แต่แบบจำลองที่ กรมพัฒนาที่ดิน สามารถนำมาใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมได้มาก คือ สมาการการสูญเสียดินสากล (USLE) ส่วนแบบจำลอง MMF นั้นเหมาะสมกับพื้นที่ลาดชันสูง ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมป่าไม้ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินอาจนำมาประยุกต์ใช้สำหรับโครงการในพื้นที่ศึกษาต่างๆ ได้

สำหรับการเกิดดินถล่มประเทศไทย ในอดีตมักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากนัก ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้มีการบันทึกสถิติไว้ แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการเข้าไปใช้พื้นที่ที่มีความลาดชันเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดดินถล่มที่สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งจากการรวบรวมสถิติการเกิดดินถล่มตั้งแต่ปี 2503 ถึงปี 2557 ของศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า มีเหตุการณ์ดินถล่ม 152 เหตุการณ์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคเหนือและภาคใต้ บางส่วนในภาคตะวันออก โดยมีเหตุการณ์ดินถล่มขนาดใหญ่ทีเกิดเนื่องมาจากฝนตกหนักเกินปกติ และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากจำนวน 5 เหตุการณ์

ส่องเกษตร : โอกาสดีข้าวไทย…แต่ชาวนายังแย่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200477

449007

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปี 2559 นี้ เป็นที่คาดหมายกันว่า ประเทศไทยเราน่าจะกลับมาเป็นแชมป์ผู้ส่งออกข้าวได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็มีการคาดหมายเช่นกันว่า ปี 2559 นี้ ชาวนาไทยยังคงจนสุดๆ โดยจะมีรายได้ที่ลดต่ำลงกว่าเดิมอีก

กระทรวงเกษตรสหรัฐ หรือ USDA เป็นหน่วยงานที่ประเมินว่า ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกในปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า ปี 2559 ทั่วโลกจะมีปริมาณการค้าข้าวรวม 42.10 ล้านตันเพิ่มขึ้น 0.3%จากปีก่อน แต่ผลผลิตข้าวโลกในปี 2559 กลับลดลง 1.9% จากระดับ 478.19 ล้านตันของปีก่อน เหลือ 469.32 ล้านตันในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี อันเป็นผลมาจากภาวะ“ภัยแล้ง”ที่เผชิญกันไปทั่วโลก

เมื่อผลผลิตลด แต่ความต้องการซื้อขายกลับเพิ่มขึ้น จะทำให้มีการดึงสต๊อกข้าวมาใช้ จนส่งผลให้สต๊อกข้าวโลกลดลงถึง14.8% จาก 103.85 ล้านตัน เหลือ 89.70 ล้านตัน ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่า 100 ล้านตันเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี นับจากปี 2551 เป็นต้นมา โดยอินเดียที่ขึ้นมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกอันดับ 1 จำนวน 10.2 ล้านตันในปี 2558 ที่ผ่านมา ชนะไทยที่ส่งออก 9.79ล้านตันนั้น มาปีนี้อินเดียมีผลผลิตลดลง 4.6%ขณะที่สต๊อกข้าวลดลงไปถึง 36.8% จากระดับ 17.69 ล้านตันเหลือเพียง 11.19 ล้านต่ำสุดในรอบ 6 ปี จึงเป็นไปได้สูงที่จะทบทวนนโยบาย ลดการระบายข้าวออก

ส่วนประเทศไทย แม้จะเผชิญภาวะ“ภัยแล้ง”จนผลผลิตข้าวลดลงไม่น้อยเช่นกัน แต่ยังมีข้าวในสต๊อกรัฐสูงถึง 13.5 ล้านตัน(จากโครงการจำนำข้าวผลาญชาติ) ก็จะมีโอกาสดีในการเร่งระบายขายออกในจังหวะนี้ตามนโยบายรัฐบาลที่กำลังผลักดันการขายข้าวแบบ“จีทูจี” มากขึ้น ทำให้ USDA คาดว่าไทยจะกลับขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ด้วยปริมาณ 10.30 ล้านตัน แซงอินเดียที่มีสิทธิ์ลดการส่งออกเหลือ 8.50 ล้านตัน

แต่โอกาสดีที่ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง กลับไม่ได้มีอานิสงส์ใดมาถึงพี่น้องเกษตรกรชาวนาไทยด้วยเลย ในเรื่องของราคาข้าวที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ถือว่า “ต่ำ” อยู่ มิหนำซ้ำ“ภัยแล้ง”ที่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ทำให้ต้องจงดทำนาปรัง ลดการทำนาปี ก็มีผลให้รายได้ของชาวนายังคงลดต่ำลง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) โดยรองเลขาฯ-จริยา สุทธิไชยาในฐานะโฆษกของสศก.ได้เปิดเผยถึงผลวิเคราะห์การประเมินภาวะเศรษฐกิจและสังคมเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3.7 ล้านครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนผู้ปลูกข้าวปี 2558/2559 นี้จะมีรายได้เฉลี่ย 1.2 แสนบาท ลดลงจาก 1.32แสนบาทในปีการผลิต 2557/2558 หรือลดลง 8.91% เพราะการขาดแคลนน้ำ จนต้องงดหรือลดการทำนาทำให้ผลผลิตข้าวโดยรวมลดลง ส่วนราคาข้าวเปลือกโดยเฉลี่ยยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน

ผลศึกษาของ สศก.ยังพบว่า กลุ่มชาวนาผู้ปลูกข้าวเป็นเป็นเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเกษตรกรทุกกลุ่ม 7.65% นั้นก็คือ ชาวนามีรายได้ต่ำสุด จนสุดจึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น โดยเฉพาะชาวนาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลองที่มีรายได้ครัวเรือนสุทธิลดลง ขณะที่หนี้สินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.034 แสนบาทต่อครัวเรือนในปี 2557/2558 เป็น 1.037 แสนบาทในปี 2558/2559

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การที่หนี้สินครัวเรือนชาวนาเพิ่มขึ้นเพียงนิดหน่อย อาจเป็นผลจากการปรับตัวรับมือ“ภัยแล้ง”ตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ปรับระบบการผลิต หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน อีกทั้งได้รับการชดเชยจากรัฐในการงดปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งผลพวงจากการปรับตัวดังกล่าว ทำให้ชาวนามีองค์ความรู้ด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น ไม่ได้ยึดติดกับการปลูกข้าวนาปีและนาปรังอย่างเดียว แต่มีการปลูกพืชสลับ ทำให้ต่อไปจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับ“ภัยแล้ง”ในอนาคต ที่ยังคงมีโอกาสจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ

ก็ถือเป็นแง่ดีที่“วิกฤติภัยแล้ง”ยาวนานครั้งนี้ จะทำให้ชาวนาไทย“แข็งแกร่ง”ขึ้นในการปรับตัวปรับการผลิต รับมือกับภัยจากธรรมชาติ

ส่วนภัยจากน้ำมือมนุษย์ การเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้านายทุน ทั้งที่ขายปัจจัยการผลิตขูดรีดราคาแพง หรือพวกที่กดราคารับซื้อผลผลิตชาวนา ก็ต้องอาศัยรัฐบาลช่วยเร่งมือจัดการกลไกตลาดเหล่านี้ให้เป็นธรรมมากขึ้นด้วย

สาโรช บุญแสง