พยากรณ์รายปักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : กรมอุตุนิยมวิทยา

http://www.tmd.go.th/agromet_forecast.php

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรปักษ์แรก เดือนกุมภาพันธ์ 2559
ระหว่างวันที่ 1 – 15 กุมภาพันธ์ 2559
สภาวะอากาศ      ช่วงนี้ประเทศไทยเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน ลักษณะอากาศค่อนข้างจะแปรปรวนโดยจะมี ฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ในบางวัน โดยบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนเป็นระยะๆ แต่จะมีกำลังอ่อนลงและไม่ต่อเนื่อง ทำให้เริ่มมีอากาศอุ่นขึ้น กับมีหมอกหนาหลายพื้นที่ และจะมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน แต่หลายพื้นที่ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า สำหรับภาคใต้จะมีลมตะวันออกเฉียงใต้หรือลมตะวันออกพัดปกคลุม ทำให้ภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ และเริ่มมีอากาศร้อนในบางวัน คลื่นลมทั้งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร
คำเตือน      ช่วงนี้อาจมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนจากประเทศเมียนมา ผ่านประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมี ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงบางพื้นที่ และอาจมีลูกเห็บตกลงมาได้ เกษตรกรจึงควรติดตามข่าวพยากรณ์อากาศของ กรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย
ผลกระทบทางการเกษตร      ช่วงนี้อากาศแปรปรวน เกษตรกรควรดูแลสุขภาพของตนเองและสัตว์เลี้ยงให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้เกษตรกรไม่ควรตากผลผลิตทางการเกษตรไว้กลางแจ้งข้ามคืนเพราะจะเสียหายเนื่องจากหมอกและน้ำค้างได้

พืชไร่และผักชนิดต่างๆ เนื่องจากช่วงนี้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นในตอนเช้าและมีหมอกหนาในหลายพื้นที่ ส่วนในตอนกลางวันอากาศร้อนขึ้น เกษตรกรที่ปลูกพืชไร่และผักชนิดต่างๆ เช่น พืชตระกูลแตง ควรระวังและป้องกันการระบาดของโรคราน้ำค้าง ซึ่งจะทำให้ใบมีแผล ใบแห้งและเหี่ยว อาการจะปรากฏบนใบแก่โคนเถาก่อน ในเวลาที่อากาศชื้นโรคจะระบาดรวดเร็วมาก ทำให้เถาแตงเหี่ยวตายหมดทั้งเถาได้ เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจแปลงปลูก หากพบพืชเป็นโรคดังกล่าวควรรีบป้องกันกำจัด เพื่อมิให้แพร่ระบาด

ไม้ผล เนื่องจากระยะนี้แม้ในบางช่วงจะมีฝนตกแต่ปริมาณฝนยังน้อยอยู่ ประกอบกับช่วงนี้มีแสงแดดจัดทำให้การคายระเหยน้ำของพืชเพิ่มขึ้น ดังนั้นผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุดและมะม่วง ซึ่งอยู่ในระยะเจริญเติบโตทางผล ชาวสวนควรให้น้ำแก่พืชตามความเหมาะสม เพราะหากขาดน้ำจะทำให้ผลแคระแกร็นและด้อยคุณภาพ รวมทั้งควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกเพลี้ยและไรชนิดต่างๆด้วย

ออกประกาศ 01 กุมภาพันธ์ 2559

ผลกระทบทางการเกษตรระยะ 7 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : กรมอุตุนิยมวิทยา

http://www.tmd.go.th/agromet_7dayforecast.php

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 03 กุมภาพันธ์ 2559 – 09 กุมภาพันธ์ 2559
ภาคเหนือ
       ในช่วงวันที่ 4-6 ก.พ. อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อยกับมีหมอกในตอนเช้า ทางตอนบนของภาคอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-16 องศาเซลเซียส ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 17-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-35 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-10 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม. /ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 7-9 ก.พ. อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-16 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-32 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 2-8 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม. /ชม.
ผลกระทบด้านการเกษตร ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าการคายระเหยน้ำของพืช โดยค่าสมดุลน้ำส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง (-10) ถึง (-20) มม. ประกอบกับในช่วง 7 วันข้างหน้า จะไม่มีฝน ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำในดินลดลง เกษตรกรควรให้น้ำแก่พืชอย่างเหมาะสม และใช้น้ำอย่างประหยัด รวมทั้งกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้นเพื่อไม่ให้แย่งอาหารและน้ำจากต้นพืช และควรคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืชและโคนต้นพืชด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการระเหยของน้ำบริเวณผิวดิน รักษาความชื้นภายในดิน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ในช่วงวันที่ 4-5 ก.พ. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้า ทางตอนบนของภาคอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-16 องศาเซลเซียส ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-34 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 8-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม. /ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 6-9 ก.พ. อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส อากาศหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 10-16 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-32 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภู อากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-8 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม. /ชม.
ผลกระทบด้านการเกษตร ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าการคายระเหยน้ำของพืช โดยค่าสมดุลน้ำส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง (-10) ถึง (-30) มม. ประกอบกับในช่วง 7 วันข้างหน้าจะไม่มีฝน ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำในดินลดลง เกษตรกรควรให้น้ำแก่พืชเพิ่มเติม โดยเฉพาะพืชที่อยู่ในระยะเจริญเติบโตและให้ผลผลิต เพื่อป้องกันพืชชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตด้อยคุณภาพ นอกจากนี้ควรคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืชด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการระเหยของน้ำบริเวณผิวดิน รักษาความชื้นภายในดิน
ภาคกลาง
       ในช่วงวันที่ 4-5 ก.พ. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม. /ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 6-9 ก.พ. อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส อากาศเย็นในตอนเช้ากับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 16-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม. /ชม.
ผลกระทบด้านการเกษตร ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าการคายระเหยน้ำของพืช โดยค่าสมดุลน้ำส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง (-20) ถึง (-30) มม. ประกอบกับในช่วง 7 วันข้างหน้า จะไม่มีฝน ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำในดินลดลง เกษตรกรควรให้น้ำแก่พืชอย่างเหมาะสม และใช้น้ำอย่างประหยัด โดยให้น้ำพืชครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ควรวางแผนการใช้น้ำที่เก็บกักไว้ให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืชและโคนต้นพืชด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการระเหยของน้ำบริเวณผิวดิน รักษาความชื้นภายในดิน
ภาคตะวันออก
       ในช่วงวันที่ 4-5 ก.พ. มีเมฆบางส่วนกับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 6-9 ก.พ. อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส อากาศเย็นในตอนเช้ากับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 18-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
ผลกระทบด้านการเกษตร ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าการคายระเหยน้ำของพืช โดยค่าสมดุลน้ำส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง (-10) ถึง (-30) มม. ในช่วง 7 วันข้างหน้า จะมีฝนตกแต่มีปริมาณฝนน้อย เกษตรกรควรให้น้ำแก่พืชอย่างเหมาะสม และใช้น้ำอย่างประหยัด รวมทั้งระวังการระบาดของศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยและไรชนิดต่างๆ โดยเฉพาะเพลี้ยไฟในทุเรียนและมังคุด ซึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ผลผลิตลดลงและเสียหาย ส่วนบริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ปริมาณฝนที่ตกมากกว่าค่าการคายระเหยน้ำของพืช โดยค่าสมดุลน้ำอยู่ระหว่าง (1) ถึง (10) มม. แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอก และติดผลอ่อน ชาวสวนควรให้น้ำเพิ่มเติมหากขาดน้ำจะทำให้ดอกร่วงหล่น การติดผลลดลง ผลผลิตเสียหาย รวมทั้งกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้นเพื่อไม่ให้แย่งอาหารและน้ำจากต้นพืช
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
       ในช่วงวันที่ 4-5 ก.พ. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม. /ชม. จังหวัดชุมพรขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 6-9 ก.พ. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และฝนหนักบางแห่งทางตอนล่างของภาคลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร
ผลกระทบด้านการเกษตร ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าการคายระเหยน้ำของพืช โดยค่าสมดุลน้ำส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง (-1) ถึง (-30) มม. ส่วนบริเวณจังหวัดสงขลา นราธิวาส ยะลา และปัตตานีมีฝนตกทำให้บางพื้นที่ มีปริมาณฝนที่ตกมีค่ามากกว่าค่าการคายระเหยน้ำของพืช โดยมีค่าสมดุลน้ำอยู่ในช่วง 1 – 70 มม. สำหรับในช่วง 7 วันข้างหน้า มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 30-60 ของพื้นที่ โดยเฉพาะทางตอนล่างของภาค ฝนที่ตกจะเป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืชเกษตรกรควรกักเก็บน้ำ และวางแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อไว้ใช้ในช่วงที่มีฝนตกน้อยด้วย ส่วนพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในที่ลุ่มเกษตรกรควรดูแลระบบระบายน้ำในแปลงปลูกให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณแปลงปลูก เมื่อมีฝนตกหนัก ในช่วงวันที่ 6-9 ก.พ. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตรชาวเรือ ขอให้เดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควร งดออกจากฝั่งไว้ด้วย
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
       ในช่วงวันที่ 4-6 ก.พ. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นประมาณ 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 7-9 ก.พ. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม. /ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1- 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
ผลกระทบด้านการเกษตร ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาสมดุลน้ำมีค่าอยู่ระหว่าง (-1) ถึง (-30) มม.เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นบริเวณจังหวัดภูเก็ตและพังงา ที่มีค่าสมดุลน้ำอยู่ระหว่าง 1 ถึง 20 มม. ส่วนในช่วง 7 วันข้างหน้า จะมีฝนเป็นแห่งๆ ถึงกระจายปริมาณฝนที่ตกมีน้อย เกษตรกรควรให้น้ำเพิ่มเติมแก่พืชอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะพืชที่อยู่ในระยะเจริญเติบโต หากขาดน้ำจะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต รวมทั้งกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้นเพื่อไม่ให้แย่งอาหารและน้ำจากต้นพืช และควรคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืชและโคนต้นพืชด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการระเหยของน้ำบริเวณผิวดิน รักษาความชื้นภายในดิน
หมายเหตุ สมดุลน้ำ คือ ปริมาณฝน – ปริมาณการคายระเหยน้ำของพืช, การคายระเหยน้ำ คือ น้ำระเหย + การคายน้ำของพืช แผนที่สมดุลน้ำสามารถดาวน์โหลดได้ตามลิงค์ http://www.arcims.tmd.go.th/DailyDATA/PET7day.php
ออกประกาศ 03 กุมภาพันธ์ 2559 00:00 น.

ไทยตอนบนอากาศหนาวเย็น!! อ่าวไทยตอนล่างคลื่นสูง2เมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200730

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 08.07 น.
4 ก.พ.59 ลักษณะอากาศทั่วไป บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ มีกำลังปานกลาง ทำให้ภาคใต้มีฝนเป็นแห่งๆ ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังในระยะนี้

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 5 – 8 ก.พ.59 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และตอนบนของภาคตะวันออก มีอากาศหนาว และอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ มีกำลังแรงขึ้น บริเวณอ่าวไทยทะเลมีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีหมอกในตอนเช้า ตอนบนของภาค อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-14 องศาเซลเซียส ส่วนทางตอนล่าง อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 17-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-9 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 13-17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-33 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 7-10 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ไทยตอนบนอากาศหนาวเย็น!! อ่าวไทยคลื่นสูงประมาณ2เมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200546

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 08.02 น.
3 ก.พ.59 ลักษณะอากาศทั่วไป บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนยังคงแผ่ปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็น กับมีลมแรง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังปานกลาง ทำให้ภาคใต้มีฝนในเกณฑ์เป็นแห่งๆ ถึงกระจาย ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังในระยะนี้

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 5 – 8 ก.พ.59 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และตอนบนของภาคตะวันออก มีอากาศเย็นในตอนเช้าอุณหภูมิจะลดลง 3 – 5 องศาเซลเซียส ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ มีกำลังปานกลาง โดยอ่าวไทยทะเลมีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ เป็นดังนี้

ภาคเหนือ ท้องฟ้าโปร่ง ตอนบนของภาค อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11-14 องศาเซลเซียส ส่วนทางตอนล่าง อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-9 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 14-17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 7-10 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

เกษตรกร4อ.เมืองคอนสุดทน ไล่บิ๊ก‘กษ.-กยท.’แก้ยางเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200717

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรรายย่อยพื้นที่ อ.นาบอน อ.ทุ่งสง อ.ทุ่งใหญ่ และ อ.ถ้ำพรรณราจ.นครศรีธรรมราช 12 คน นำโดย นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมผู้กรีดยาง และชาวสวนยางรายย่อย นายกมล ทองขาว แกนนำเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย อ.ทุ่งใหญ่ และนายหวิด เพชรกาญจน์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรชาวงสวนยางจังหวัดนครศรีธรรมราช อดีต ส.อบจ.นครศรีธรรมราช เขต อ.นาบอน รวมตัวกันหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดนครศรีธรรมราช (สกย.) ต.ปากแพรก เรียกร้องให้นายเชาว์ ทรงอาวุธ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากโครงการจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรรายละ 1,500 บาท และมาตรการการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรรายละไม่เกิน 150 กิโลกรัมล้มเหลว ไม่ได้ช่วยเกษตรกรจริง

โดยนายมนัสกล่าวว่า เนื่องจากโครงการจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรรายละ 1,500 บาท และโครงการที่รัฐบาลรับซื้อยางจากเกษตรกรโดยตรงรายละไม่เกิน 150 กิโลกรัมดำเนินการ เกิดสะดุด ไม่สามารถขับเคลื่อนไปตามระยะเวลาที่รมว.เกษตรฯสั่งการให้จ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรภายในวันที่ 31 มกราคม แต่จนถึงขณะนี้เลยกำหนดไปแล้ว 3 วัน ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินดังกล่าว จากนี้ไปทางกลุ่มฯจะส่งทีมงานลงพื้นที่ เพื่อสำรวจรายชื่อกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินและจะกำหนดการเคลื่อนไหวอีกครั้ง

ขณะที่นายหวิดกล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีรัฐซื้อยางพาราโดยตรงจากเกษตรกรนั้น เป็นเพียงการซื้อยางแบบซื้อนำและแทรกแซงราคาในตลาด ไม่ได้เกิดผลดีกับเกษตรกรรายย่อยเท่าที่ควร และโครงการนี้มีเป้าหมายเพียงเพื่อดึงให้ราคายางพาราสูงขึ้นชั่วคราว เมื่อเงินที่รัฐบาลกำหนดมาซื้อหมด หรือสิ้นสุดโครงการเมื่อใด เชื่อแน่ว่าราคายางจะลดลงแน่นอน

“ฉะนั้น การแก้ปัญหาราคายางทั้ง 2 มาตรการจึงถือว่าผิดวัตถุประสงค์ และล้มเหลวสิ้นเชิง จึงขอเรียกร้องให้ นายเชาว์ ทรงอาวุธ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าฯกยท. ลาออกจากตำแหน่ง ส่วนรมว.เกษตรฯถ้าสั่งการอะไรไม่ได้ ก็ขอให้พิจารณาตัวเองด้วยการลาออกเช่นกัน”นายหวิดกล่าว

สั่งกยท.สรุปอุปสรรคโครงการนี้ เพื่อปรับปรุุงจุดรับซื้อยางให้เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200666

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 18.24 น.
3 ก.พ. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเเผยถึงควาคืบหน้าการรับซื้อยางพารา 1 แสนตันในราคาชี้นำตลาดกิโลกรัม 45 บาทว่า ล่าสุดบอร์ดกยท.มีมติ ในกรณีเงินการช่วยเหลือจัดซื้อยางขอให้สำนักงบประมาณ และกระทรงวการคลัง เป็นผู้พิจารณา นำเสนอครม.ในสัปดาห์หน้า ในกรอบวงเงินทั้งหมดกว่า 5 พันล้านบาท ในขณะนี้ตนได้สั่งการให้กยท.สรุปประเด็นปัญหาอุปสรรคในโครงการนี้มาทั้งหมดเพื่อปรับปรุงจุดรับซื้อและอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรมากขึ้น ซี่งเท่าที่ตนติดตามทางภาคอีสานและภาคเหนือใกล้ปิดกรีดแล้ว ไม่มีน้ำยางข้นออกมาขาย ส่วนภาคใต้มีฝน รวมทั้งประเด็นสำคัญที่เกษตรกมาร่วมโครงการน้อย เพราะไม่ได้รับเงินสด เป็นปัญหาเกษตรกรรายย่อยที่นำน้ำยางสดใส่แกลลอนมาขายรายละ 20 ลิตรเข้าอยากได้เงินสด กำลังพิจารณากันอยู่โดยมีเป้าหมายรับซื้อจากเกษตรกรสวนยางรายย่อย1 ล้านราย เกษตรกรสามารถมาใช้ขายยางรายละ 150 กก.ในฤดูกาลเปิดกรีดหน้ายังมีเวลาใช้สิทธิได้ถึง30 มิ.ย.

ในส่วน จุดรับซื้อขยายไปมากจาก 621 แห่งเพิ่มให้ครบ834 แห่ง  โดยวันศุกร์ที่5 ก.พ.ตนจะเดินทางลงไปจ.ตรัง รับฟังข้อเรียกร้องจากเกษตรกรด้วยตนเอง

สำหรับปริมาณการรับซื้อยางมาแล้วจำนวน 697.64 ตัน จากเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 7,171 ราย เป็นยางแผ่นดิบ 264 .03 ตัน น้ำยางสด 144.76 ตัน ยางก้อนถ้วย 288.86 ตัน เป็นเงินที่จ่ายให้เกษตรกรสวนยาง 29.80 ล้านบาทและจากการสำรวจเกษตรกรสวนยางมีความพึ่งพอใจโครงการรับซื้อ ร้อยละ85 ในส่วนความคืบหน้าจ่ายเงินไร่ละ1,500 บาท ได้จ่ายเงินให้เกษตรกรเจ้าของสวนยาง 114,029 ครัวเรือน จำนวนเงิน 976,348,125 บาท คนกรีดยาง จำนวน 108,997 ครัวเรือน จำนวนเงิน 619,055,850 บาท รวมทั้งสิ้น 223,029 ครัวเรือน วงเงิน 1,595,403,975 บาท

จากข้อมูลการรับแจ้งเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 641,694 ครัวเรือน โดยกยท.ลงบันทึกข้อมูลแล้ว193,937 ครัวเรือน  อยู่ระหว่างการตรวจสอบและบันทึกจ้อมูล 217,013 ครัวเรือน คาดว่าจะบันทึกระบบครบภายในสิ้นเดือน ก.พ.นี้ และอยู่ระหว่างการดำเนินการของกรมส่งเสริมการเกษตร อีก230,744 ครัวเรือน

ดันเพิ่มส่งออกทุเรียนตีตลาดจีน เกษตรฯเตือนให้ความสำคัญคุณภาพ-ระเบียบนำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200651

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว เกี่ยวกับสถานการณ์ของทุเรียนไทยในตลาดจีนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 โดยการส่งออกทุเรียนไทยไปตลาดต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 มีปริมาณ 195,983 ตัน ลดลงร้อยละ 13.63 โดยปริมาณการส่งออกลดลงทุกตลาด ยกเว้นเวียดนาม ที่มีปริมาณการส่งออกสูงถึง 9,583 ตัน เพิ่มขึ้น 4,040 ตัน คิดเป็นร้อยละ 72.89 ขณะที่ฮ่องกงและจีนยังคงเป็นตลาดหลัก มีสัดส่วนการส่งออกรวมมากถึงร้อยละ 89.96 โดยมีการส่งออกไปฮ่องกงร้อยละ 47.35 ส่งออกไปจีนร้อยละ 42.61 สัดส่วนการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น ในขณะที่สัดส่วนการส่งออกไปฮ่องกงลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 ขณะที่จีนมีการนำเข้าทุเรียนสดผ่านทางมณฑลกวางตุ้งมากถึงร้อยละ 97.50 โดยมีการนำเข้าผ่านทางเซินเจิ้นมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางเรือจากไทยไปยังฮ่องกง และจากฮ่องกงเข้าสู่จีนทางรถยนต์

ในขณะเดียวกัน การนำเข้าทุเรียนผ่านคุนหมิงมีมากถึง 3,621 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 197.80 และการนำเข้าผ่านหนานหนิงมีปริมาณ 239 ตัน แสดงให้เห็นว่า การขนส่งทุเรียนสดจากไทยมายังจีนด้วยเส้นทางการขนส่งทางบกจากไทยผ่านลาวเข้าจีนทางมณฑลยูนนานโดยเส้นทาง R3A และเส้นทางการขนส่งทางบกจากไทย ผ่านลาวและเวียดนามเข้าจีนทางเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยเส้นทาง R9/R8/R12 มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องด้วยความสะดวกของเส้นทาง และระยะเวลาในการขนส่งที่สั้นกว่าการขนส่งทางเรือตามเส้นทางหลักที่นำเข้าแล้วจึงกระจายไปยังภาคอื่นๆ ของจีน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังกรณีการโจมตีทุเรียนไทยในโซเชียลมีเดียของจีนในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2558 พบว่าทุเรียนที่จำหน่ายในท้องตลาดจีนที่ติด หรือไม่ติดฉลากของกรมวิชาการเกษตร มีการชุบขมิ้นน้อยลง หรือไม่ได้เข้มจนทุเรียนออกสีเหลืองทองเหมือนเมื่อก่อน อีกทั้งราคาขายปลีกก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลังจากการโจมตีทุเรียนไทย ทั้งนี้ ฮ่องกงและจีนต่างไม่อนุญาตให้ใช้สีผสมอาหารใดๆ กับผลไม้สดที่ไม่ได้แปรรูป และสารเร่งสุกที่ตกค้างในทุเรียนจะต้องไม่เกิน 2 ppm ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนดดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกทุเรียนของไทยในอนาคตได้

“ในอีก 3 หรือ 4 เดือนข้างหน้า ก็จะถึงฤดูกาลที่ผลผลิตทุเรียนไทยจะออกสู่ตลาด และมีการส่งออกทุเรียนสดไปยังตลาดจีนและฮ่องกงอีกรอบหนึ่ง ดังนั้นเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้มีการส่งออกทุเรียนไทยที่มีคุณภาพไปยังตลาดหลักให้มีปริมาณที่มากขึ้นในปี 2559 เกษตรกรผู้ส่งออกทุเรียนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงควรจะตระหนักและให้ความสำคัญกับคุณภาพของทุเรียนและระเบียบข้อกำหนดต่างๆ ของรัฐบาลจีน เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนและตลาดเกิดความเชื่อมั่นในทุเรียนไทย ขณะที่ภาครัฐและเอกชนควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคชาวจีน ทราบถึงการควบคุมคุณภาพของทุเรียนของไทยที่ส่งออกไปต่างประเทศ และการติดฉลากทุเรียนของไทยที่ส่งออกไปจีน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อทุเรียนคุณภาพดีจากไทยได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งลดปัญหาการแอบอ้างชื่อเสียงของทุเรียนไทยในตลาดจีนได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ควรส่งเสริมและทำตลาดทุเรียนคุณภาพพันธุ์ใหม่ๆ ของไทย พร้อมทั้งกวดขันไม่ให้มีการส่งออกทุเรียนดิบมาขายในตลาดจีน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาพพจน์ที่ไม่ดีในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนด้วย” นายศักดิ์ชัย กล่าว

พด.เร่งเครื่องโซนนิ่งพื้นที่เกษตร ยันภายในปี’64เห็นผลชัดเกษตรกรเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200650

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินนโยบายการบริหารจัดการพื้นที่ภาคการเกษตร หรือ โซนนิ่ง โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้เป็น 1 ใน 6 นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมกับมอบหมายให้ กรมพัฒนาที่ดิน เป็นผู้ประสานงานและรวบรวมข้อมูลพื้นที่ความเหมาะสมของพืชเศรษฐกิจ ประมงและปศุสัตว์ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งทีมงานระดับจังหวัด หรือ Single Command เป็นผู้รับผิดชอบประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานในระดับจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด โดยให้แต่ละจังหวัดรายงานผลการปฏิบัติงานเป็นรายเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้การดำเนินการ การจัดโซนนิ่งภาคเกษตรของกรมพัฒนาที่ดิน ได้กำหนดแผนปฏิบัติการ 5 มาตรการหลัก คือ 1.เตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ 2.กำหนดแนวโน้มความต้องการตลาดสินค้าเกษตร 3.กำหนดเขตพื้นที่เหมาะสมการผลิตสินค้าเกษตร 4.ขับเคลื่อนและส่งเสริมในระดับพื้นที่ และ 5.ติดตามประเมินผล โดยขณะนี้กำลังดำเนินการเตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในภาพรวมทั้งประเทศและท้องถิ่น ในเดือนมกราคมนี้อีกทั้งกรมกำลังดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการคู่ขนานโดยเฉพาะการจัดทำแผนที่ความเหมาะสมสำหรับพืชเศรษฐกิจ 13 ชนิด ให้เป็นปัจจุบันและทันสมัย

“เป้าหมายของการทำโซนนิ่งภาคเกษตรครั้งนี้ วางไว้ 2 ระยะด้วยกัน คือ ระยะแรก ในช่วงปี 2559-2560 จะให้เห็นผลการทำงานในพื้นที่รอบศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาการเกษตรของกระทรวง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 882 ศูนย์ กระจายอยู่ทั่วประเทศ อำเภอละ 1 ศูนย์ และให้เห็นผลอีกที่หนึ่งคือบริเวณพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 76 แปลง ระยะที่สอง ระหว่างปี 2561-2564 จะยังคงให้ข้อมูลการโซนนิ่งเรื่อยๆ ซึ่งคาดว่าพืชเศรษฐกิจที่ปลูกจะมีความเหมาะสมกับพื้นที่มากขึ้น การบริหารจัดการ การผลิต การรับซื้อผลผลิต การตลาดล่วงหน้าจะสามารถทำได้ง่าย พร้อมกับจะจัด Mr.โซนนิ่ง คอยให้ความรู้ คำแนะนำ และให้ความรู้ในด้านการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของเพื่อรักษาเขตโซนนิ่งให้ยั่งยืนต่อไปด้วย” นายเข้มแข็ง กล่าว

ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตหอมแดง สวพ.4ดึงเกษตรกรศรีสะเกษเข้าระบบมาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200649

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายดิเรก ตนพยอม รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 (สวพ.4) ได้จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพสู่ตลาดสากล ภายใต้แนวคิด “จากผลงานวิจัย สู่อาหารปลอดภัย ก้าวไกลสู่ตลาดสากล” ณ แปลงเกษตรกรบ้านหนองหมี ต.หนองหมี อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพสู่เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงใน จ.ศรีสะเกษ ให้แพร่หลายมากขึ้นเพราะเป็นแหล่งปลูกหอมแดงมากที่สุดในประเทศ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง ต้องประสบปัญหาการระบาดของโรคหอมเลื้อย หรือ โรคแอนแทรกโนส ซึ่งเกิดจากเชื้อรา ทำให้ต้นหอมที่เป็นโรคมีอาการแคระแกร็น ไม่ลงหัว ผลผลิตเสียหายสูงถึง 50% เกษตรกรขาดทุนและไม่สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ สวพ.4 จึงได้ศึกษาวิจัยจนได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตพันธุ์หอมแดงสะอาด ปลอดโรค และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่นำเทคโนโลยีไปใช้จนสามารถแก้ปัญหาโรคหอมเลื้อย

ที่สำคัญทางกระทรวงเกษตรอินโดนีเซียได้ประกาศรับรองแหล่งปลูกหอมแดง จ.ศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ปลอดศัตรูพืชกักกัน 2 ชนิด ได้แก่ ไส้เดือนฝอยไดตี้เลนชัด เดสทรัสเตอร์ (Ditylenchusdestructer) และโรคราเขม่าดำ (Urocystiscepulae) ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2558 ทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าหอมแดงไปยังอินโดนีเซียได้

ด้าน นายอุดม คำชา ผู้อำนวยการ สวพ.4 กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2554-2558 สวพ.4 ได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพ ผ่านเกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ตำบลหนองหมี 20 ราย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตพืช GAP สามารถเพิ่มผลผลิตของหอมแดงได้สูงขึ้น 17% หัวหอมมีขนาดโตขึ้นได้มาตรฐานจัมโบ้ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 34% และได้หัวพันธุ์ปลอดโรคหอมเลื้อยมากกว่า 50 ตัน

ดังนั้น การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพสู่ตลาดสากล ถือเป็นการขยายผลในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีการผลิตหอมแดงคุณภาพ ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสมทำให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของหอมแดงศรีสะเกษ และยังได้ทำ QR Code ติดที่ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไป

 

เร่งยกร่างยุทธศาสตร์ยางพารา วางแผน10ปีแก้ปัญหาทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/200648

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการยางพารา เพื่อกำหนดเป็นกรอบทิศทางในการพัฒนายางพาราตลอดห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมั่นคง มีกรอบเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2560-2569) โดยจะพิจารณาจัดทำข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง รวมทั้งแนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งด้านการผลิตการตลาด ตลอดจนแนวทางการแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

การจัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราครั้งนี้ จะมีการนำงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การเพิ่มมูลค่า แนวโน้มความต้องการของตลาด พืชทดแทนยางพารา ตลอดจนแนวทางการพัฒนาการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น โดยจะศึกษาแบบอย่างจากประเทศมาเลเซียและข้อมูลผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราเข้ามาด้วย โดย สศก. จะทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่กรีด ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ให้เป็นปัจจุบัน

คาดว่าจะนำเสนอร่างยุทธศาสตร์ยางพาราในการประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติพิจารณาเห็นชอบภายในเดือนกรกฎาคม และนำเสนอคณะรัฐมนตรี โดยเมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะมีการประกาศแจ้งให้ กระทรวง ทบวง กรม การยางแห่งประเทศไทย และหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป