ชื่นชมความเชื่องช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 09:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/413376

ชื่นชมความเชื่องช้า

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ NYT, Reuters, Bloomberg

เมื่อเรารีบเร่งเราจะตัดขาดจากโลกรอบตัว คาร์ล ฮอโนร์ (Carl Honoré) กล่าวไว้ เขาเป็นนักเขียนเรื่อง In Praise of Slowness หนังสือที่จะทำให้เห็นความสวยงามของชีวิตที่เชื่องช้าในวัฒนธรรมอันเร่งรีบของปัจจุบัน คาร์ล กล่าวว่า วิวัฒนาการอยู่บนพื้นฐานของหลักการใช้ชีวิตรอดบนความพอดีที่สุด ไม่ใช่เร็วที่สุด เมื่อเราเร่งรีบตลอดเวลาไม่ว่าจะการทำงาน หรือการรับข่าวสาร ร่างกายของเราจะนำพาไปสู่จุดแตกหัก อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ต่อต้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เขายอมรับว่าเทคโนโลยีทำให้ชีวิตสะดวกมากขึ้น แต่ปัญหากลับอยู่ที่ คน เพราะคนเสพติดความเร็วเหล่านั้นทำให้ต้องคิดค้นสิ่งต่างๆ เพื่อให้ชีวิตเร็วขึ้น สังคมปัจจุบันจึงกลายเป็น สังคมทุนนิยมแบบติดเทอร์โบ (Turbo-Capitalism)

“ปัญหา คือ เรารักความเร็ว เราชอบที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน มากถึงขั้นเสพติดซึ่งไม่ต่างจากการสักการะพระเจ้า”

ค่านิยมที่ว่า “ยิ่งเร็ว ยิ่งดี” ทำให้เราพลาดบางอย่าง เช่น พลาดไอเดียใหม่ๆ พลาดการสื่อสารกับคนรอบข้าง และที่สำคัญที่สุด คือ พลาดการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับคนอื่นๆ นอกจากนี้ ในขณะที่เราพยายามประหยัดเวลา เรากลับหลงลืมให้เวลากับตัวเองและคนรอบตัว

“เรากำลังรีบๆ ใช้ชีวิตแทนที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เรากำลังใช้ชีวิตที่เร็วแทนที่จะเป็นชีวิตที่ดี”

คานธีเคยกล่าวไว้เมื่อ 60 ปีที่แล้วว่า มีหลายสิ่งให้ทำมากมายมากกว่าการเร่งรีบใช้ชีวิต ดังนั้นเราควรทำอย่างไร? เราต้องตัดขาดเทคโนโลยีเพื่อให้ชีวิตช้าลงไหม? คาร์ล ตอบว่า ไม่ แต่กุญแจสำคัญคือ ให้ดื่มด่ำชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะนี้ มีความสุขกับชีวิตที่มีเทคโนโลยีกับสังคมสมัยใหม่ แต่ทำทุกอย่างให้ช้าลงและมีความสุขกับสิ่งที่ทำ คำว่า ช้าลง ไม่ได้หมายถึงเพียงจังหวะชีวิต แต่คือการให้ความสำคัญกับช่วงเวลาหรือสิ่งที่ทำอยู่ขณะนั้น จริงอยู่ว่าชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น แต่เราจะทำอย่างไรให้เวลาเหล่านั้นผ่านไปอย่างมีความหมาย มีคุณภาพ และมีความสุขที่สุด เพราะปัจจุบันคือเวลาทั้งหมดที่คุณมี

 

เทกคอร์สบทเรียนครั้งหนึ่งในชีวิต กับ ครูลูกกอล์ฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 09:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/413366

เทกคอร์สบทเรียนครั้งหนึ่งในชีวิต กับ ครูลูกกอล์ฟ

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

สถานที่นัดพบของเรากับครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ ติวเตอร์ภาษาอังกฤษแซบเว่อร์ในวันนี้ คือ โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษแองกริช จุดประสงค์ของการพบกันครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการมาเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษให้สตรองขึ้น แต่เป็นการมาเข้าคลาสเรียนที่จัดขึ้นแบบเฉพาะกิจ แบบไม่ต้องมีตำรา ไม่ต้องง้อกระดาษหรือปากกาคอยเลกเชอร์ เพราะ 1 ชั่วโมงต่อจากนี้ เราจะเข้าสู่วิชาที่ครูลูกกอล์ฟตั้งชื่อเก๋ๆ ให้ว่า “Once In A life Time” หรือครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ชีวิตจริงแบบไม่ใช้ตัวแสดงแทนของครูลูกกอล์ฟ

Lesson 1 อย่าให้ใครว่าไทย

หลังจากทักทายกันพอประมาณ คลาสเรียนของเราก็เริ่มขึ้น โดยครูลูกกอล์ฟขอเปลี่ยนโลเกชั่น จากปกติที่ต้องยืนสอนบนเวทีที่เปรียบเสมือนแคตวอล์กพรมแดงกลางห้องเรียน มานั่งคุยแบบสบายๆ พร้อมเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตที่ลืมไม่ลงของตัวเอง เมื่อครั้งเดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เยอรมนีตอน ม.5 ว่า ด้วยความที่ตอนนั้นภาษาเยอรมันของตัวเองยังไม่แข็งแรง พอได้ยินแค่ว่าพี่ชาย ซึ่งเป็นลูกของโฮสแฟมิลี่ที่ไปอยู่ด้วยจะไปทำอะไรสักอย่างที่โปรตุเกสช่วงซัมเมอร์ที่จะถึง ก็ด่วนตกปากรับคำว่าจะไปด้วย ผลของการตัดสินใจที่ไม่ถ้วนถี่นี่เองได้กลายเป็นปฐมบทของประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่รู้ลืมของลูกกอล์ฟ

“จำได้ว่าช่วงที่ลูกกอล์ฟตกลงว่าจะเดินทาง คือ ช่วงคริสต์มาส แต่กำหนดการเดินทางจริง คือ ช่วงซัมเมอร์ อย่างที่บอกว่าตอนนั้นภาษาเยอรมันเรายังไม่แข็งแรง แค่รู้ว่าเขาจะไปโปรตุเกสกัน เราก็รีบเสนอตัวขอไปด้วย จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยถึงได้มารู้ว่ารูปแบบการเดินทางไปโปรตุเกสของคณะเราครั้งนี้จะเทรกกิ้ง (Trekking) เพื่อไปสู่จุดหมาย ซึ่งสถานที่กลุ่มเราเลือกปักหมุด คือ ลิสบอน”

 

ตอนนั้นเองลูกกอล์ฟถึงค่อยๆ กระจ่างว่า เราจะ “เทรกกิ้ง” ไป นั่นหมายความว่าเราจะต้องอาศัยการเดินสลับนั่งรถบัสเพื่อไปถึงจุดหมาย และคณะเดินทางทุกคนต้องรับผิดชอบสัมภาระของตัวเองตลอดการเดินทาง เรื่องที่พักไม่ต้องพูดถึง แน่นอนว่าโรงแรมสุดหรู แสนสบาย ไม่ใช่คำตอบของเรา อาจจะมีบ้างที่ได้เช็กอินเพื่อนอนในโรงแรม แต่บางคืนก็ต้องกางเต็นท์นอน พูดง่ายๆ คือ อย่าถามหาความสะดวกสบายจากการเดินทางครั้งนี้

ถามว่า พอรู้ว่ารูปแบบการเดินทางต้องเป็นแบบนี้ ทำไมไม่ปฏิเสธที่จะร่วมเดินทางตั้งแต่ต้น ลูกกอล์ฟตอบว่า “เราจ่ายเงินไปแล้วประมาณ 400-500 ยูโร” (หัวเราะ) อีกอย่างคือ เกรงใจทางโฮสแฟมิลี่

 

“ต้องบอกก่อนว่า โฮสแฟมิลี่ที่เราไปอยู่ด้วย เขามีลูก 4 คน เขาตกลงกับเราไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ถ้าเราไปอยู่กับเขา เขาจะปฏิบัติกับเราเหมือนเป็นลูกคนที่ 5 ดังนั้นถ้าลูกเขาทำอะไร เราก็จะทำแบบนั้น ยกตัวอย่างเช่น เขาให้ลูกๆ ขี่จักรยานไปโรงเรียน ดังนั้นถึงลูกกอล์ฟจะเกลียดการขี่จักรยานมาก แต่พอไปอยู่กับเขาก็ต้องขี่จักรยาน เพราะลูกเขาก็ทำแบบนั้น ไม่มีเหตุผลที่เราจะขอนั่งรถบัสไปโรงเรียน เช่นเดียวกับการเดินทางครั้งนี้ เราเสนอจะไปกับเขาเอง จะมาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็ดูไม่ใช่ เพราะฉะนั้น เราก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ยังไงก็ต้องไป คิดเสียว่าเป็น Once In A life Time”

สำหรับใครที่อาจยังไม่อินกับการเดินทางในสไตล์เทรกกิ้ง ลูกกอล์ฟอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ตลอดการเดินทางจะใช้สองขาในการเดินสลับกับนั่งรถบัสบ้างเพื่อไปถึงจุดหมาย อารมณ์คล้ายๆ เราไปเริ่มต้นที่หัวลำโพง แล้วเดินไปหมอชิตเพื่อขึ้นรถบัส ในส่วนของเส้นทางการเดินทาง ลูกกอล์ฟบอกว่าพี่ชายคนโตของบ้าน (มาร์ติน) ในฐานะหัวหน้าทัวร์จะเป็นผู้วางแผน

“วัยรุ่นที่เยอรมนีจะอินกับการทำอะไรที่ค่อนข้างเอ็กซ์ตรีม อย่างทริปที่จะไปนี่ คือ มาร์ตินเปรียบเหมือนหัวหน้าทัวร์ คิดทริปขึ้นมา แล้วก็ไปติดประกาศว่ามีใครสนใจจะร่วมทางไปด้วย ใครสนใจก็มาลงชื่อจ่ายเงินแล้วไปกัน ในเคสของลูกกอล์ฟ เราผิดเองที่ไม่ได้ฟังให้ดี ก็ไปตกปากรับคำว่าจะไป โดยไม่เอะใจว่าทำไมพี่น้องของบ้านนี้อีก 2 คน ไม่ไปนะ (หัวเราะ) ดังนั้นในฐานะที่อยู่บ้านเดียวกัน มาร์ตินเลยมอบหมายให้ลูกกอล์ฟมีหน้าที่คอยเอนเตอร์เทนทุกคนในทริปไปด้วย”

 

การเดินทางครั้งนี้กินเวลาทั้งหมด 2 สัปดาห์ สิ่งเดียวที่ลูกกอล์ฟทำได้ตอนนั้น คือเตรียมตัวและเตรียมใจให้พร้อมว่า หนทางข้างหน้าไม่สะดวกสบายแน่นอน ไม่ว่าจะกิน จะนอน จะเข้าห้องน้ำ

“ลูกกอล์ฟต้องเริ่มต้นเตรียมตัว ตั้งแต่การจัดกระเป๋า อย่างที่บอกว่าทุกคนต้องรับผิดชอบสัมภาระของตัวเอง ดังนั้นเราต้องคัดเอาเฉพาะของที่จำเป็นจริงๆ คือจะเอาไปเยอะก็ได้ แต่ปัญหาคือต้องแบกเอง ซึ่งแค่จัดกระเป๋าสำหรับลูกกอล์ฟก็ยากแล้ว เพราะปกติเวลาไปเที่ยวนี่คือเราจัดเต็มมาก อย่างน้อยพอเดินทางไปถึงที่หมาย เราต้องเปลี่ยนชุดแล้ว แต่ทริปนี้ไม่ได้ ต้องคัดเอาเฉพาะที่จะใส่จริงๆ โชคดีที่เราไปกันช่วงซัมเมอร์ เสื้อผ้าเลยไม่ต้องจัดเต็มมาก ที่พกไปเยอะคือครีมกันแดด เพราะโปรตุเกสมีสภาพอากาศไม่ต่างจากเมืองไทย เรื่องอากาศร้อนลูกกอล์ฟไม่ค่อยห่วง เพราะเราโตที่หาดใหญ่อากาศร้อนเป็นเรื่องธรรมดา ผิดกับเพื่อนฝรั่งร่วมทริปจะกังวลเรื่องอากาศร้อนมาก แต่ถึงจะไม่กังวลลูกกอล์ฟจำได้ว่าทริปนั้นก็ต้องหนีบเอากระติกน้ำไปด้วย (หัวเราะ)”

 

และแล้วก็มาถึงวันเดินทาง จุดออกสตาร์ทคือเมืองสตุตการ์ต ซึ่งเป็นเมืองที่ชาวคณะอาศัยอยู่ ลูกกอล์ฟเล่าเรื่องจากความทรงจำว่า ตอนนั้นคณะของเราออกเดินจากจุดสตาร์ทเพื่อขึ้นรถบัสไปอีกเมือง แล้วก็ลงเดินเท้าต่อ ภาพบรรยากาศสองข้างทางในความทรงจำของลูกกอล์ฟ คือ จากเมืองที่มีตึกรามบ้านช่องถูกแทนที่ด้วยต้นไม้จนกลายเป็นป่าสองข้างทาง

“ถึงจะเตรียมใจมาแล้ว แต่ความเป็นจริงก็โหดร้ายกว่าสิ่งที่คิด ตลอดการเดินทาง 2 อาทิตย์ วันที่นอนสบายที่สุดคือ ได้นอนในยูสโฮสเทล ที่เหลือคือกางเต็นท์นอนในป่าบ้าง ตามสวนสาธารณะบ้าง เรื่องอาหารการกินไม่ต้องพูดถึง ไม่มีการแวะร้านหรู ร้านดัง สตรีทฟู้ด อาหารที่กินมาร์ตินจะเตรียมไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนมปัง ส่วนใครจะครีเอทสร้างสรรค์ เติมไส้กรอกหรือชีสก็แล้วแต่เสบียงที่แต่ละคนพกไป คือ เขาไม่ได้ห้ามซื้อนะ แต่ทุกคนไม่ซื้อเอง ส่วนลูกกอล์ฟจะมีซื้อบ้าง เพราะบางทีเราก็จะถือโอกาสขอเข้าห้องน้ำตามคาเฟ่หรือร้านอาหาร”

ลูกกอล์ฟ บอกว่า ถึงการเดินทางครั้งนี้จะไม่ได้สร้างความประทับใจให้วัยรุ่นคนหนึ่งอย่างเขามากนัก แต่ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนคนไทย เขาเลือกจะเดินหน้าและทำให้ดีที่สุด ถึงระหว่างทางจะมีบ่นออดๆ แอดๆ บ้าง แต่เขาก็เลือกแสดงออกได้ดี ชนิดที่ว่าเพื่อนร่วมทริปไม่มีระแคะระคาย

 

“เวลาลูกกอล์ฟเหนื่อย เบื่อมากๆ จะใช้ภาษาไทยในการระบายอารมณ์ อาจจะมีคำหยาบบ้าง (หัวเราะ) แต่แน่นอนเพื่อนร่วมทริปก็ไม่รู้ว่าเราไม่ไหวแล้วนะ ตอนนั้นลูกกอล์ฟคิดแต่ว่าเราตัดสินใจมาแล้ว ก็ต้องไปต่อให้ได้ อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต”

ถามถึงช่วงที่พีกที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ ลูกกอล์ฟยกให้ช่วงที่เดินทางผ่านสเปน แม้จะจำไม่ได้ว่าจุดที่เดินทางผ่านมีชื่อเรียกว่าอะไร แต่ภาพบรรยากาศที่เหมือนทะเลทรายยังฝังลึกในความทรงจำ ลูกกอล์ฟบอกว่า ตอนนั้นอากาศร้อนมาก จะกินน้ำดับกระหายก็ไม่ได้ เพราะน้ำมีจำกัด แถมกินเยอะก็อาจจะจุกได้ สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคืออดทนเดินต่อไป เพราะเพื่อนร่วมทริปเองก็ไม่มีใครบ่นสักคน

 

“พอพ้นสเปนมาเข้าเขตโปรตุเกส มาถึงลิสบอน ดีใจมาก เรามาถึงจุดหมายแล้ว ตอนที่เราเดินไปตามถนนในกรุงลิสบอน เราประทับใจสถาปัตยกรรมของเมืองนี้มาก และจุดนี้เองก็เป็นอีกสิ่งที่พีกสุดๆ ในทริปนี้ คือ ชาวคณะของเราเลือกเดินผ่านสถาปัตยกรรมสวยๆ เหล่านี้ไป เพราะเป้าหมายที่เราจะไปปักหมุดคือ วนอุทยาน คือ ต้องเข้าใจก่อนว่า บ้านเขาไม่เหมือนเมืองไทย พืชบ้านๆ ของเราอย่างตระกูลไมยราบ เขาก็ไม่เคยเห็น จิ้งเหลน กิ้งก่า เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา แต่สำหรับลูกกอล์ฟ ของพวกนี้บ้านเรามีหมด เราไม่อินเลย”

อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นลูกกอล์ฟยังมองโลกในแง่ดีว่า ในเรื่องแย่ๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆ เพราะอย่างน้อย การที่เราเดินทางมาถึงลิสบอน เท่ากับว่าเราเดินทางมาถึงจุดหมาย และจะได้กลับบ้านสักที โชคดีที่การเดินทางขากลับไม่โหดเท่าขามา เราจะได้นั่งรถบัสกลับ ถึงจะกินเวลาหลายวันแต่ก็ดีกว่าการเดินทางขามา จนถึงวันนี้ ภาพการเดินทางครั้งนั้นยังติดอยู่ในใจลูกกอล์ฟเสมอ และเขายกให้เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่ลืม

“ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ประทับใจที่สุดในทริป ลูกกอล์ฟยกให้ช่วงเวลาที่ได้หยุดพักนั่งมองพระอาทิตย์ตกที่ลิสบอน สำหรับลูกกอล์ฟนี่เป็นการดูพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก ที่บอกว่าสวยเพราะครั้งนั้นเป็นการนั่งมองดูพระอาทิตย์ที่นานมากของลูกกอล์ฟ เป็นสถานที่ที่รู้สึกถึงการพักผ่อนอย่างแท้จริง ทำให้เรารู้สึกคิดถึงบ้านนิดๆ นึกถึงความลำบากที่ผ่านมา กว่าเราจะได้มามองพระอาทิตย์แบบนี้”

 

จนถึงวันนี้ เสน่ห์ของโปรตุเกสที่ได้เห็น แต่ยังไม่มีโอกาสสัมผัสยังตราตรึงอยู่ในใจลูกกอล์ฟ และเขาตั้งใจว่าวันหนึ่งจะกลับไปเยือนดินแดนแห่งนี้ให้ได้

ต้อนรับสู่เกมโกงความตาย?

หลังจากได้บอกเล่าถึงการเรียนรู้เรื่องราวครั้งหนึ่งในชีวิตของตัวเอง ครูลูกกอล์ฟก็ขอสวิตช์โหมดซึ้ง ประทับใจมาสู่โหมดขนหัวลุก กับเรื่องราวที่เขาเคยประสบตอนอายุ 18 ปี จนเกือบทำให้ไม่มีครูลูกกอล์ฟในวันนี้แล้ว

 

“ตอนอายุ 18 ปี ลูกกอล์ฟเฉียดตายจากอุบัติเหตุรถยนต์ จำได้ว่าคืนนั้นไปงานเลี้ยงเลยกลับดึก ปรากฏว่าตอนขับรถกลับบ้าน ลูกกอล์ฟขับมาด้วยความเร็วประมาณนึง แต่ไม่ได้ดื่มมาเลยนะ ขับมาตามปกติ แต่ถนนเส้นที่ลูกกอล์ฟใช้มีความแปลก คือถึงจะเป็นถนนที่ตัดตรงธรรมดา ไม่ได้มีทางโค้ง แต่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยมาก วันนั้นลูกกอล์ฟขับมาดีๆ ก็เหมือนเห็นหมาดำกินอะไรอยู่กลางถนน เลยตัดสินใจเบรก พอเบรกรถ รู้สึกได้ว่ารถตวัด ภาพสุดท้ายที่เราเห็นคือต้นไม้ แล้วเราก็หลับตาปี๋ ได้ยินเสียงเหมือนรถถูกแรงอัด จากนั้นก็ไปชนเข้ากับเสาไฟฟ้า”

วินาทีนั้น ลูกกอล์ฟยอมรับว่า คิดว่าตัวเองตายแล้ว ในหัวเห็นเป็นภาพสีเขียวๆ ที่ย้อนหลังเหตุการณ์สำคัญๆ ในชีวิต ลูกกอล์ฟบอกว่าตอนนั้นเขาไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมา ได้แต่คิดในใจว่าถ้ารอดก็คงต้องเจ็บหนัก อาจจะสูญเสียอวัยวะบางอย่าง

 

“ตอนนั้นลูกกอล์ฟเหมือนได้ยินเสียงใครมาเรียกให้ตื่น บอกว่ารถกำลังจะระเบิด ลูกกอล์ฟเลยได้สติและพยายามคลานออกจากรถ ปรากฏว่าหลังจากออกจากรถมาได้ บาดแผลเดียวที่มีคือ รอยกระจกบาดตอนที่ลูกกอล์ฟคลานออกมา นอกนั้นไม่เป็นอะไรเลย”

หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ คุณพ่อของลูกกอล์ฟถึงเล่าให้ฟังว่าตอนที่ลูกกอล์ฟเกิดเคยมีหมอดูทักว่าให้ลูกกอล์ฟระวังอุบัติเหตุตอนอายุ 15 กับ 18 ปี ถ้ารอดมาได้ชีวิตจะรุ่งทันที ปรากฏตอนอายุ 15 ปี ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่มาเกิดตอนอายุ 18 ปี

 

“คิดย้อนไปวันนั้นก็แปลกนะ ปกติลูกกอล์ฟเป็นคนไม่ใส่พระ แต่วันที่เกิดเหตุคุณพ่อเอาหลวงปู่ทวดมาให้ใส่ ลูกกอล์ฟก็ใส่ พอตอนจะขับรถกลับ ก็แปลกอีกที่ลูกกอล์ฟชวนเพื่อนๆ กลับด้วยก็ไม่มีใครไปด้วยสักคน”

อย่างไรก็ตาม ถึงเหตุการณ์นี้จะผ่านมาร่วมสิบปี แต่ยังเป็นปมฝังใจ ลูกกอล์ฟบอกว่า ทุกวันนี้เขาเตือนตัวเองเสมอให้ระมัดระวังในการขับรถ เขาไม่ขับรถเกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง เวลาเดินทางไปไหนจะไม่นอนหลับ นอกจากต้องเดินทางไกลมาก ต้องอาศัยยานอนหลับ เพราะยังฝังใจกับเหตุการณ์ระทึก

“ลูกกอล์ฟบอกตัวเองเสมอว่าคนเราไม่โชคดีเป็นครั้งที่ 2 ยิ่งช่วงที่หนังเรื่อง ‘Final Destination’ กำลังดัง ลูกกอล์ฟก็แอบหลอนเบาๆ เหมือนเราโกงความตายมา เพราะฉะนั้นเรายิ่งต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น” ครูลูกกอล์ฟ กล่าวทิ้งท้ายก่อนกริ่งเตือนว่าหมดคลาสจะดังขึ้น

 

 

 

ปรัชญาชีวิต ของคนต่างวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 13:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/413266

ปรัชญาชีวิต ของคนต่างวัย

“สอนลูก” 20 ข้อ

เมื่อคุณยังหนุ่มสาวและอายุไม่เกิน 45 ปี ควรฟังข้อคิดจากชายผู้เป็นพ่อที่เป็นผู้นำระดับองค์กรขนาดใหญ่สอนลูก ในฐานะที่เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากจนขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดในองค์กรขนาดใหญ่ ถ้าอยากมีชีวิตการทำงานที่ประสบความสำเร็จต้องอ่านวิธีสอนลูกของเขา

บุญคลี ปลั่งศิริ อดีตประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ อินทัช โฮลดิ้ง ในปัจจุบันได้ให้ข้อคิดเรื่องการสอนลูกไว้ข้อที่ควรให้ลูกรู้และปฏิบัติ ก่อนอายุ 45 ปี

1.ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไปในสายวิชาที่เลือก แต่ภาษาอังกฤษและภาษาจีนจำเป็นมากๆ จงให้ใส่ใจ ส่วนวิชาอื่นๆ เอาแค่ดีพอหางานดีๆ ทำก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรดภาษาอังกฤษและภาษาจีน สร้างผลงานได้

2.การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมากพอๆ กับการคร่ำเคร่ง หน้าตำราเรียน

3.เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น…สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือ เปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง

4.เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ คือ “ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด”

5.หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอ โดยเร็วที่สุดเพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป

6.ซื้อบ้านก่อนที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด

7.ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว

8.การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรกสู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน อย่าลืมคบกับที่ปรึกษาการเงินไว้เป็นเพื่อน

9.อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะไม่มีทางรู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้

10.คอนเนกชั่นหรือสายสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้

11.ควรมีงานทำมากกว่า 1 งานเพราะความมั่นคงไม่เคยมีบนโลกใบนี้

12.อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้ แค่อย่างเดียวเพราะความสามารถของคนเรามีมากกว่า 1 เสมอ

13.เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามาจงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือประสบการณ์

14.สร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่มสาวเพราะการฝ่าฟันอุปสรรค ในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก

15.ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาว เพราะเมื่อมีครอบครัวการเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม

16.เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไหน

17.การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็นพ่อแม่ลูกนั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ

18.ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้

19.ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวและอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

20.สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอมตัวเองให้มากเมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป

ผู้นำธุรกิจที่ดี

สำหรับปรัชญาของคนวัยมากกว่า 45 ปี เป็นวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาระดับหนึ่งแล้ว ข้อความบางส่วนจากเพจ “Marketing Gun” ได้สอนปรัชญาในการบริหารงาน ในฐานะผู้นำที่ดีไว้ในเพจ

https://www.facebook.com/wirodePAG : เพจรวมบทความที่ให้แนวคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต, การทำธุรกิจ และไอเดียดีๆ สาระน่ารู้ เกี่ยวกับการออกแบบ ที่ได้ระบุไว้ดังนี้

1.ถ้าคุณเก่งคุณจะรวยขึ้น ยุ่งน้อยลง มีเวลามากขึ้น มีความสุขมากขึ้น และสบายมากขึ้น นั่นหมายถึงคุณต้องใช้คนเป็น

2.ถ้าคุณเป็นเจ้าของ จงยืนอยู่ในฐานะเจ้าของใจดี ให้ผู้บริหารมืออาชีพไปชน

3.เมื่อมนุษย์สมองซีกขวาถูกสอนซีกซ้ายคุณจะได้มนุษย์ทองคำ ความคิดแบบนอกกรอบถ้านำมาจัดระบบจะได้ปรากฏการณ์มหัศจรรย์

4.ถ้าลงโทษคนไม่ดี ไม่ได้ให้รางวัลกับคนดีมากๆ รางวัลของคนดีคือการสร้างสิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ เช็คเซ็นสดๆ ต่อหน้ามันเร้าใจและสร้างแรงบันดาลใจ

5.แรงจูงใจจะนำพาให้องค์กรเติบโต ดังนั้นเจ้าของต้องรู้จักให้และแบ่งปันอย่าเก็บไว้คนเดียว พันธกิจผูกไว้กับแรงจูงใจ ทำให้ลูกน้องได้แรงจูงใจเยอะๆ ทำให้เขาชนะเยอะๆ และเราจะชนะยิ่งเยอะ

6.การให้ปรับปรุงตัวอย่างสุภาพ คือการส่งของที่เขาขาดไปให้ เจ้าของต้องใส่ใจแม้เรื่องแต่งตัว เจ้าของต้องเติมเต็มแม้เรื่องเล็กน้อย

7.ตอนรับราชการหากคุณวางแผนเก่งแม้เป็นผู้น้อยก็สามารถขับเคลื่อนภารกิจให้เป็นดั่งที่ต้องการได้ ถ้าคุณวางแผนธุรกิจเก่งคุณก็ขับเคลื่อนองค์กร พันธกิจขององค์กรได้เช่นกัน

8.อย่าหยุดอ่าน อย่าหยุดคุยกับผู้รู้ อย่าหยุดคิด อย่าหยุดเรียนรู้ คนไม่ได้แก่ที่แก่ แต่แก่ที่หยุด โดยเฉพาะช่วงขาลงของชีวิต ถ้าคุณไม่เพิ่มคุณค่าในชีวิตจะลดลง

9.อะไรก็ตามที่เราสะสมมา นำมาแบ่งปันกับโลกใบนี้และผู้คนที่อยู่ข้างหลังโดยการเขียนหนังสือ เพื่อสร้างคุณค่าให้ตัวเรา สร้างคุณค่าให้ประเทศ สร้างคุณค่าให้ผู้คนอย่าขี้เหนียวความรู้

10.ไม่ว่ามุมมองของผู้นำ ที่สำเร็จจะแตกต่างจากเจ้าของที่สำเร็จอย่างสุดขั้ว ทั้งสองสิ่งล้วนถูกต้องในแบบที่มันเป็น ในฐานะผู้ฟัง เลือกหยิบมาใช้ให้เหมาะกับธุรกิจเท่านั้นเอง

11.วิธีคิดอย่างเป็นระบบ วิธีทำที่เป็นระบบ จะสร้างการเติบโตที่ก้าวกระโดดให้กับองค์กร

12.ทั้งลูกจ้างมืออาชีพ และผู้สืบทอดกิจการรุ่นที่ 2, 3 สิ่งที่คุณต้องทำเหมือนกันคือสร้างความไว้วางใจ ทั้งต่อรุ่นพ่อและต่อลูกน้อง ไม่โกงและทุ่มเท

13.อย่าสอนลูกเอง ความคาดหวังในตัวเขาจะทำให้หัวเสีย ความหัวเสียจะสร้างการจดจำที่ไม่งดงามในจิตใจลูก

14.แค่คิดต่างก็เติบโต ทุกธุรกิจมีวงจรและโมเดลของมัน ถ้าเราเบรกทรูวงจรได้ โมเดลเปลี่ยน เช่นการเพิ่มการขายแบบบัตรเติมเงิน ทำให้รายได้เติบโต 30% สิ่งนี้เรียกว่าทำงานละเอียดให้ละเอียดมาก ถ้าคิดมากเท่านี้ไม่พอต้องคิดมากกว่านี้อีกในมุมที่แตกต่างออกไป แค่คิดธุรกิจก็เปลี่ยน

15.เถ้าแก่หรือเจ้าของมีหลายแบบ บริษัทเป็นแบบใดก็เป็นไปตามเจ้าของที่เป็นแบบนั้นคือ ชอบประชุมครบอุ่นใจ ล้วงลูก เป็นแคชเชียร์เก็บเงินตีเช็ค พูดย้ำๆ ซ้ำๆ อย่าเป็นทั้งสี่แบบมันน่ารำคาญมาก

16.งานหลักที่เจ้าของต้องทำคือหาคนเก่งมาทำงานในบริษัท เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง

17.คนไทยทำร้านเล็กๆ บริษัทเล็กๆ เก่ง คือเป็นเจ้าของประเภทเถ้าแก่เก่ง แต่ทำบริษัทขนาด 5,000 คนไม่ได้ เพราะไม่ใช่เจ้าของประเภทนักธุรกิจที่มีระบบและมีมุมมองแบบมืออาชีพ

18.ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำ หรือเจ้าของ ผู้ก่อตั้ง สิ่งนี้เรียกว่าผู้นำ ผู้นำที่นำคนได้ยอดเยี่ยมคือผู้นำที่มีแรงบันดาลใจ เพื่อท้าทาย ผู้ตามได้ เช่น มหาตมะคานธี สร้างแรงบันดาลใจ คนอินเดียอย่างท้าทาย เพื่อนำอินเดียออกจากการปกครองของอังกฤษ

19.ผู้บริหารที่มีความเป็นผู้นำสูงไม่พอ ต้องอีคิวสูงด้วย ผู้บริหารเก่ง + อีคิวสูง = ผู้บริหารที่น่ารัก เราต้องการคนเก่งที่น่ารัก

20.การฟังที่สำคัญที่สุด คือ การฟังแบบเอาใจเราเข้าไปนั่งในใจเขา เราจึงสามารถได้ฟังเสียงความคิดของเขา

21.เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณฟังน้อยลง ส่วนกลับของความเผด็จการจะเพิ่มมากขึ้น

22.อะไรที่เป็นงานประจำให้ลูกน้องทำ เจ้าของและผู้นำต้องคิดและทำสิ่งใหม่เสมอ

23.ถ้าทำโลจิสติกส์ได้เหมือนดิจิทัล เร็วเหมือนกับคนเคลื่อนเร็ว เศรษฐกิจเปลี่ยน คนนำความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเมื่อคนเคลื่อนตัว

 

วศุมา-ปิยะมาน เรียนรู้งานตามรอยแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/life/life/413260

30 มกราคม 2559 เวลา 13:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/413260

 

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ต้นแบบที่ดีที่สุดที่จะทำให้ใครสักคนเติบโตมามีความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือการใช้ชีวิต นั่นก็คือพ่อและแม่ ซึ่งคู่แม่-ลูก “บี๋-ปิยะมาน เตชะไพบูลย์” กรรมการผู้จัดการ โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท และ “นูนู่-วศุมา คณาธนะวนิชย์” ผู้จัดการแผนกพัฒนาธุรกิจ โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท น่าจะเป็นอีกคู่หนึ่งที่สะท้อนได้ดีถึงการที่แม่เป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูก

ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ‘นูนู่ เป็นคนมุ่งมั่นและรักงาน’

อยากให้พูดถึงลูกสาว – รู้สึกภูมิใจเวลาที่เห็นเขามาช่วยงานโรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท แล้วเขาเป็นคนมุ่งมั่น ตอนแรกยังเป็นห่วงอยู่ เพราะเขาต้องเข้ามาดูโครงการปรับปรุงส่วนต่างๆ ของโรงแรม แต่ปรากฏว่า เราไม่ต้องสั่งเขาเลย เขาเดินทางไปที่โรงแรมเองทุกสัปดาห์ ก็ดีใจในฐานะแม่ที่ดูแลสั่งสอนลูกมา แล้วได้เห็นผลลัพธ์ที่เขามุ่งมั่นกับการทำงาน อย่างไรก็ตามเนื่องจากนูนู่ยังมีประสบการณ์น้อย อาจจะต้องใช้เวลาสักพักจึงจะมีความรอบคอบมากขึ้น ระหว่างนี้เราก็ถือว่าเราต้องเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับเขา

สิ่งที่คิดว่าลูกสาวชอบ – เราคิดว่าสิ่งที่เขาชอบไปด้วยกันได้กับอาชีพที่เราทำอยู่ ลูกเป็นคนมองอะไรละเอียดเหมือนกับเรา ซึ่งก็ใช้ได้ดีกับการทำโรงแรม เพราะบางครั้งการประกอบธุรกิจโรงแรมไม่ใช่รู้เฉพาะเทคนิคก็เพียงพอ แต่ต้องมีสายตาที่สังเกตรายละเอียดด้วย เช่น เรามีสินค้าอยู่แล้ว ถ้าเราแค่มองเฉยๆ ก็คงไม่รู้จะทำอะไรกับสินค้า แต่เขามองละเอียด ทำให้เขาเห็นว่าตรงไหนคือจุดบกพร่อง และน่าจะต้องพัฒนาให้ดีขึ้น

มีวิธีการปูพื้นฐานลูกสาวอย่างไรจึงทำให้ลูกสาวชอบในธุรกิจด้วยได้ – อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่ให้คุณค่าของการเดินทางกับครอบครัวสูง ไม่ว่าพ่อแม่จะทำงานหนักแค่ไหนอย่างน้อยต้องไปเที่ยวด้วยกันเป็นครอบครัวปีละครั้ง ซึ่งก็พาลูกไปเที่ยวตั้งแต่เด็ก ทั้งเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ แต่ละครั้งใช้เวลาด้วยกัน 7-10 วัน ดังนั้นก็จะทำให้เขาได้เห็นความแตกต่างของแต่ละประเทศ ได้เห็นความเป็นไปของโลก เมื่อได้สัมผัสเกี่ยวกับการท่องเที่ยวตั้งแต่เด็กก็เลยก็เหมือนการหล่อหลอมให้เขารักในธุรกิจโรงแรมที่เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวด้วยในตัว

ความเหมือนและต่างระหว่างคุณบี๋กับลูกสาว – ลูกสาวคนนี้เหมือนแม่นะ เรื่องความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ โดยเฉพาะรักในโรงแรม รักพื้นที่รอบๆ โรงแรม รักคนรอบข้างที่อยู่ในโรงแรม มีพี่ๆ หลายคนที่ทำงานอยู่กับโรงแรมมานาน เวลาที่นูนู่เจอ เขาก็จะสวัสดีพี่ๆ ทุกคน เกรงใจทุกคน มองทุกคนเหมือนเป็นครอบครัว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหมือนกับเราโดยที่เราไม่ต้องสอนเขาเลย

เป็นห่วงอะไรลูกสาวคนนี้บ้าง – เขาไม่ได้เป็นคนที่มีเพื่อนมาก จะมีเพื่อนเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ เราก็เป็นห่วงบ้าง พยายามบอกว่าต่อไปพออายุเริ่มมากขึ้น และถ้าเขาพร้อม ก็อยากให้เขาเข้าพบปะสมาคมกับคนมากขึ้น เช่น การเข้าไปมีส่วนในสมาคมท่องเที่ยวต่างๆ รู้จักกับคนในวงการ เพราะงานโรงแรมที่เขาต้องทำ ไม่ใช่แค่การพัฒนาโรงแรมอย่างเดียว แต่ควรพัฒนาภาพรวมของการท่องเที่ยวภาคตะวันตกด้วย เหมือนกับที่เรากำลังทำอยู่

ให้คะแนนการทำงานของลูกสาวอย่างไร – พอใจกับการทำงานของเขา เพราะแค่ 6 เดือนกับการเรียนรู้ที่เขามีถือว่าไปได้เร็ว แต่ถ้าจะให้คะแนน เนื่องจากเพิ่งเริ่มทำงานแค่ 6 เดือน ก็ขอให้คะแนนไว้ก่อน 65 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน เพราะเขายังเด็กอยู่ ยังมีความใจร้อน อยากทำอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งเราก็พยายามบอกว่าให้ทำอะไรเท่าที่ทำได้ เช่น โรงแรมมีงบประมาณโครงการนี้เท่านี้ เขาต้องจัดสรรให้ได้ ต้องไปหามาว่าจะใช้อย่างไรในงบที่มีอยู่จำกัด แต่เชื่อว่าพออายุมากขึ้น เขาก็จะเข้าใจมากขึ้น

สิ่งที่รู้สึกประทับใจกับลูกสาว – รู้สึกประทับใจที่เขาเป็นห่วงเรา เห็นแม่เหนื่อยก็เลยเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานที่ทำอยู่ รู้สึกดีใจมากที่ได้ยินลูกบอกว่า วันจันทร์แล้ว อยากไปทำงานจัง เพราะเราเชื่อเสมอว่า คนเราทำอะไรโดยไม่ต้องบังคับจึงจะประสบความสำเร็จ คนเราต้องมีแรงกระตุ้นตัวเองตลอดเวลา รักตัวเอง พยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

 

วศุมา คณาธนะวนิชย์ ‘แม่ทำให้ลูกๆ ไม่รู้สึกขาดอะไร’

ถ้าจะให้พูดถึงคุณแม่ – ก็ต้องบอกว่าคุณแม่เป็นคนที่แบ่งเวลาเก่งมาก เป็นคุณแม่ที่ดีมากๆ ทำให้ลูกๆ ไม่รู้สึกขาดหายอะไรเลย แม้ว่าคุณแม่จะทำงานหนัก แต่ยังมีเวลาให้กับครอบครัว มีเวลาดูแลคุณปู่-คุณย่า พาไปเที่ยวตลอดเวลาที่ว่าง หรือพาไปรับประทานอาหาร สัปดาห์หนึ่งจะต้องหาเวลาเจอกัน และนอกจากแบ่งเวลาให้ครอบครัวได้ดีแล้ว คุณแม่ก็ยังสามารถแบ่งเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ได้อีกด้วย เรียกว่าเขาให้ความสำคัญได้กับทุกอย่างในชีวิต ที่สำคัญยังมีความสุขกับทุกสิ่งที่ทำ ทั้งการดูแลพ่อแม่ ดูแลครอบครัว ทำงาน และการดูแลตัวเอง

การเดินทางกับคุณแม่ที่ประทับใจ – ก็คงเป็นครั้งล่าสุดที่ไปล่องเรือสำราญด้วยกัน เพราะต้องอยู่ด้วยกันบนเรือตลอด 24 ชั่วโมงนาน 2 สัปดาห์ ทำให้รู้สึกว่าได้ใช้เวลาด้วยกันอยู่ตลอด มากกว่าการอยู่กรุงเทพฯ ที่แม้จะมีเวลารับประทานอาหารเช้าและเย็นด้วยกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้เจอกันตลอดทั้งวัน เมื่ออยู่ในเรือที่ล่องกลางทะเล คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรก็ชวนไปนั่งอ่านหนังสือด้วยกัน ไปเล่นเกมบิงโกที่มีอยู่บนเรือ ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างด้วยกัน รู้สึกสนุกมากกับทุกสิ่งที่ได้ทำด้วยกัน

เรื่องที่ห่วงคุณแม่ – ก็คงเป็นเรื่องสุขภาพ สมัยก่อนเป็นห่วงคุณแม่มากเรื่องที่คุณแม่เจ็บขา เวลาไปเที่ยวต้องเดินมากๆ คุณแม่ก็จะปวดขา ซึ่งไม่นานมานี้คุณแม่ก็เพิ่งจะไปผ่าตัดขาข้อสะโพกมาก็หายห่วงเรื่องนี้ไปได้มาก แต่ก็ยังห่วงและอยากให้คุณแม่ดูแลสุขภาพให้ดี ส่วนเรื่องการทำงานคงไม่ห่วงอะไรคุณแม่มาก เพราะคุณแม่เป็นคนที่คิดบวก คิดดี ทำดี

ถ้าจะให้เปรียบเทียบความเหมือนและต่างระหว่างนูนู่และคุณแม่ – คงจะมีเพียงเรื่องที่เป็นคนใส่ใจในรายละเอียดมากที่รู้สึกว่าเหมือนกัน ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นนูนู่ไม่ค่อยเหมือนกับคุณแม่นัก คือ เราจะเป็นคนที่ชอบทำอะไรเร็วๆ ใจร้อน แต่คุณแม่จะเป็นคนใจเย็น

การทำงานกับคุณแม่ที่โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท – เวลาทำงานกับคุณแม่ก็จะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันบ้าง และด้วยความที่เป็นแม่-ลูกกัน บางครั้งเวลาที่ทำงานกับคุณแม่ ก็ไม่ได้มองคุณแม่เหมือนเป็นหัวหน้า เวลาอธิบายอะไรก็มักจะเผลอพูดคุยในลักษณะที่ลูกพูดคุยกับแม่ ซึ่งคุณแม่จะพยายามบอกเสมอว่า ให้อธิบายทุกอย่างโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ พยายามเรียนรู้ในการติดต่อประสานงานเรื่องต่างๆ

ที่สำคัญเมื่อก่อนเราไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่คุณแม่ต้องทำในเวลาทำงาน แต่พอได้เข้ามาช่วยทำเองจึงรู้เลยว่าสิ่งที่คุณแม่ต้องทำ ต้องลงรายละเอียดในส่วนต่างๆ ของธุรกิจมากจริงๆ ต้องดูตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ซึ่งการเอาใจใส่ในทุกๆ เรื่องของคุณแม่ทำให้รู้ได้ว่ามีข้อดีอย่างไรบ้างเมื่อทำงาน

หากต้องให้คะแนนการทำงานของตัวเอง – ถ้าเทียบจากคะแนนเต็ม 100 ขอให้คะแนนตัวเอง 60 เพราะเราคิดว่าเราน่าจะยังทำอะไรหลายอย่างได้ดีกว่านี้ เรายังขาดประสบการณ์อีกมาก แต่คะแนนระดับนี้ก็ไม่ได้ถือว่าแย่อะไร ถือเป็นระดับที่เราพอใจกับการเริ่มทำงานแค่ 6 เดือน เชื่อว่ายังมีอีกหลายอย่างที่รอให้เราเรียนรู้และพิสูจน์ตัวเองให้คนรอบข้างเห็นผลงานของเรา

สรุปความประทับใจที่มีกับคุณแม่ – ไม่ว่าเราจะโตขึ้นมากแค่ไหน แต่คุณแม่ก็ยังคงเป็นห่วงเราเหมือนเดิม คุณแม่เป็นคนที่ให้อิสระกับเรา ไม่เคยบังคับว่าจะต้องทำอะไรหรือไม่ให้ทำอะไร เขาจะให้ความไว้ใจเรา แต่จะใช้วิธีการแนะแนวทาง โดยยกประสบการณ์ของเขามาเล่าให้ฟัง

จะเห็นได้ว่าการปลูกฝังลูกมาตั้งแต่เด็กด้วยการทำให้เห็นเป็นแบบอย่างที่ดี คือแนวทางที่ดีที่สุดที่จะปลูกฝังลูกให้เติบโตมาได้ดี และสำหรับคนที่ทำธุรกิจของตัวเองแล้ว คงไม่มีอะไรน่าปลื้มใจเท่าการที่ลูกของตัวเองมีความตั้งใจจะเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจนั้นต่อ เพราะหลายครอบครัวก็ไม่ได้สมหวังเช่นนั้น หากไม่สามารถปลูกฝังลูกให้ชอบในธุรกิจที่ทำและอยากเดินตามรอยได้

ห้องทำงาน ‘สารวัตรบางนา’ ขยันทำงาน ตรวจตราทุกคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 13:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/413258

ห้องทำงาน ‘สารวัตรบางนา’ ขยันทำงาน ตรวจตราทุกคืน

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ภายในอาคารสูงสามชั้นสีขาวคาดสีแดง มีธงชาติไทยตั้งตระหง่านเบื้องหน้าอาคาร ป้ายกำกับที่แปะหราอยู่อาคารบ่งบอกถึงชื่อของสถานที่แห่งนี้

“สถานีตำรวจนครบาลบางนา” คืออักษรที่สลักปักชื่อของอาคารไว้ วันนี้ My space พาผู้อ่านเดินเข้ามาในโรงพักบางนา แต่ไม่ได้พาเข้าโรงพัก เพียงแต่จะมายังแฟลตตำรวจที่ตั้งอยู่ข้างเคียง เพราะที่ชั้นล่างของแฟลตตำรวจ สน.บางนา อันเป็นห้องทำงานของ พ.ต.ท.ภฤศ ฉายวัฒนะ สารวัตรป้องกันปราบปราม (สวป.) สน.บางนา หรือที่คุ้นหูกันดีในวงการตำรวจว่า “สารวัตรโปร่ง” ที่ได้รับคำชมว่าขยันทำงาน ออกตรวจตราทุกคืน

สารวัตรโปร่งขอเปิดห้องทำงาน เพื่อให้เห็นว่าวิถีของตำรวจป้องกันปราบปรามว่ามีหน้าที่ปฏิบัติกันอย่างไร โดยเฉพาะการวางแผนป้องกันอาชญากรรม ให้พี่น้องในพื้นที่รับผิดชอบย่านบางนา เพื่อให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงส่วนใหญ่แผนปฏิบัติการก็มักจะออกมาจากห้องทำงานห้องนี้

ภายในห้องคราคร่ำไปด้วยเอกสารงานต่างๆ ของสายป้องกันปราบปราม บนโต๊ะทำงานของ พ.ต.ท.ภฤศ ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง แต่โต๊ะตัวนี้เองที่เจ้าของมักจะใช้ระดมความคิดรวมถึงประชุมกับผู้ใต้บังคับบัญชา ในการวางแผนการทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

 

“ผมอยู่นี้มาก็ราว 4 ปีได้แล้วนะ ห้องทำงานนี้แน่นอนว่าก็ต้องชอบ แม้จะเพิ่งมาอยู่ก็ตาม เพราะก่อนหน้านี้ห้องทำงานอยู่บนโรงพัก เพิ่งย้ายลงมาได้ 2 ปี อีกทั้งก็ยังเป็นสถานที่ทำงาน และยังเป็นที่ระดมความคิดทั้งของตัวเองและของผู้ใต้บังคับบัญชา และบางครั้งเมื่อต้องทำงานตลอดทั้งคืน ห้องนี้ก็ยังใช้งีบเพื่อเรียกแรงกลับมาทำงานได้อีกด้วย” พ.ต.ท.ภฤศ บอกพร้อมเสียงหัวเราะ และชี้มายังโซฟาสีแดงที่ใช้พักสายตา

ห้องลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั่วไป ไม่ได้แตกต่างจากห้องทำงานใดมากนัก แต่ พ.ต.ท.ภฤศ ก็ยอมรับว่าเวลามานั่งทำงานในห้องนี้แล้วจะรู้สึกสงบ และชอบจะใช้เวลาที่ต้องการความคิดต่างๆ หลายครั้งที่แผนดีๆ ในการป้องกันปราบปรามก็ออกมาจากห้องทำงานแห่งนี้ หรือเวลาที่เหนื่อยจากงานก็จะนั่งมองดูรูปครอบครัว ที่แขวนเอาไว้ในผนังห้อง ก็ได้แรงใจไม่น้อยเหมือนกัน

พ.ต.ท.ภฤศ บอกว่า แม้ห้องทำงานของเขาจะดูเหมือนห้องทั่วๆ ไป แต่หากว่ากันถึงพื้นที่ทำงานแล้ว พ.ต.ท.ภฤศ บอกว่า เขามีพื้นที่ต้องดูแลในเขตบางนากว่า 20 ตารางกิโลเมตร

เหนืออื่นใดจากห้องทำงาน พ.ต.ท.ภฤศ ยังชอบที่จะออกตรวจพื้นที่เป็นหลักมากกว่ามานั่งจับเจ่าอยู่แต่ภายในห้องทำงาน เพื่อคอยปฏิบัติหน้าที่ดูแลเผื่อว่าอาจมีเหตุร้ายหรือเหตุฉุกเฉิน และพาหนะคู่ใจก็หนีไม่พ้นรถจักรยานยนต์ที่พาเจ้าตัวซอกแซกไปตามตรอกซอกซอยของพื้นที่เขตบางนาได้เป็นอย่างดี

“เมื่อกลางวันเราทำแผน ก็ประชุม รวมถึงติดตามแผนการปฏิบัติงาน กลางคืนผมก็ชอบที่จะออกตรวจพื้นที่ด้วยเหมือนกัน เพราะภัยร้ายต่างๆ ก็มักจะมาในยามวิกาล เมื่อเราเห็นเหตุก็ระงับได้อย่างรวดเร็ว หรือตามตัวคนร้ายได้ทันทีอีกทั้งเขตบางนามีประชาชนอยู่จำนวนมาก เมื่อคนเยอะภัยก็มักตามมา ดังนั้น ตำรวจสายป้องกันปราบปรามก็ต้องปฏิบัติหน้าที่กันตลอด” พ.ต.ท.ภฤศ อธิบาย พร้อมเล่าด้วยเสียงหัวเราะว่า หลังจากตระเวนพื้นที่แล้ว ก็จะใช้ห้องทำงานนี่แหละที่ให้โอกาสได้พักผ่อนบ้าง

 

ชยพล-ชมพลอย หลีระพันธ์ ‘เข้าคู่บริหาร’ หน้าร้านถึงงานครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 12:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/413248

ชยพล-ชมพลอย หลีระพันธ์ ‘เข้าคู่บริหาร’ หน้าร้านถึงงานครัว

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

อีกหนึ่งธุรกิจครอบครัว ที่เตรียมเข้าสู่ยุคของรุ่นลูก“ชยพล” และ “ชมพลอย” ทายาทตระกูลหลีระพันธ์ ที่ต่างเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจหลักร้านอาหารในเครือมัลลิการ์ อินเตอร์ฟู๊ด ของคุณแม่ (มัลลิการ์ หลีระพันธ์)เจ้าของแบรนด์ร้านอาหารต่างๆ อย่าง ร้านเย็นตาโฟเครื่องทรง อ.มัลลิการ์, เรือนมัลลิการ์, ร้านอาจารย์มัลลิการ์, ปาป้า ปอนด์, ปังยิ้ม และแบรนด์คุ้มกะตังค์

ความท้าทายของเจเนอเรชั่นที่ 2 ในการสานต่อกิจการครอบครัว คือ ทำอย่างไรที่จะต่อยอดธุรกิจให้เติบโต แผ่กิ่งก้านออกไปยิ่งกว่าเดิม และขณะนี้โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดในประเทศเท่านั้น

ถึงยุคบุกต่างประเทศ

ชยพล ได้เข้ามารับผิดชอบดูแลงานหลักในฝ่ายการตลาด และงานประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์แบรนด์องค์กร และร้านอาหารในเครือ โดยเฉพาะแบรนด์เย็นตาโฟเครื่องทรง ที่กำลังวางแผนขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ทั้งในและต่างประเทศ ที่เบื้องต้นจะเห็นความชัดเจนในการขยายกิจการสาขาในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง สปป.ลาว ก่อนเป็นอันดับแรกโดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงทางธุรกิจ

“การลุกขึ้นมาปรับและขยับใหญ่ธุรกิจในครั้งนี้ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่เกิดขึ้น ซึ่งมองว่าจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจครอบครัวที่มีความเป็นสากล ผ่านระบบและมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ นอกเหนือจากรสชาติเมนูอาหารไทยจริงๆ ของทางร้าน” ชยพล เล่าถึงภารกิจในการขยายธุรกิจออกสู่ต่างประเทศ

สำหรับแบรนด์ อ.มัลลิการ์ ได้นำร่องเข้าไปเปิดให้บริการที่ สปป.ลาว ตั้งแต่ 2 ปีก่อน ถึงขณะนี้มี 2 สาขารวมในไทยและ สปป.ลาว ส่วนเย็นตาโฟเครื่องทรงมี26 สาขา ที่บริษัทขยายการลงทุนเอง และร้านอาหารเรือนมัลลิการ์ มี 1 สาขาในสุขุมวิท 22 ที่ใช้เรือนไทยอายุกว่า 200 ปี ส่วนปาป้าปอนด์ และพิซซ่าหน้าไทยมี 2 สาขา รวมเมนูอาหารต่างๆ ของร้านในเครือทั้งหมดแล้ว มีไม่ต่ำกว่า 500 รายการ ทีเดียว

ชยพล วางแผนเตรียมปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยจะวางรูปแบบการทำงานที่มีความเป็นมืออาชีพจากเดิมที่เป็นภาพธุรกิจครอบครัว เพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ และการพัฒนาธุรกิจรูปแบบ (โมเดล) ใหม่ๆ ในอนาคต ซึ่งล่าสุดบริษัทได้พัฒนาโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์สำหรับแบรนด์ร้านอาหารเย็นตาโฟเครื่องทรง เพื่อขยายธุรกิจได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน

ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนแฟรนไชส์แบรนด์เย็นตาโฟเครื่องทรง จะเป็นทั้งการให้สิทธิบริหารแต่เพียงผู้เดียวจากบริษัทแม่ (มาสเตอร์แฟรนไชส์) สำหรับในต่างประเทศและขยายธุรกิจสำหรับผู้สนใจทั่วไป (แฟรนไชซี) โดยคิดอัตราค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ราว 6 แสนบาท/สาขา ยังไม่รวมงบลงทุนตกแต่งอยู่ที่ 8 ล้านบาท/สาขา เป็นต้น ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจติดต่อขอรับสิทธิดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ 2 รายใหญ่

“ในอนาคต เรามองเป้าหมายขยายธุรกิจร้านอาหารไปยังต่างประเทศที่มีโอกาส อย่าง สิงคโปร์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งจากแผนธุรกิจและแนวทางการทำตลาดที่วางไว้คาดว่าน่าจะผลักดันให้บริษัทมีอัตราการเติบโตธุรกิจต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าปีละ 20%” ชยพล ขยายแผนธุรกิจนับจากนี้ให้ฟัง

นอกจากงานด้านบริหารของชยพลแล้ว อีกมุมหนึ่ง เจ้าตัวยังมีฝีมือในการทำอาหารไม่แพ้คุณแม่ โดยเฉพาะเมนูอาหารฝรั่ง ที่คิดค้นสูตรขึ้นมา ด้วยการจับส่วนผสมและวัตถุดิบอาหารต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันจนได้เป็นเมนูแปลกแสนอร่อยหลายต่อหลายจาน ซึ่งยังไม่รวมถึงเมนูขนมหวาน อย่างฮันนีโทสต์ ช็อกโกแลตลาวา ฯลฯ ของที่ร้านที่ขึ้นชื่อความหวาน หอม และแสนอร่อย ไม่แพ้ที่ใดอีกด้วย

งานหลังบ้านต้อง ‘สตรอง’

นอกจากงานหน้าร้าน ที่ถือเป็นหน้าตาและภาพลักษณ์แล้วในส่วนของงานครัวก็นับเป็นหัวใจของธุรกิจร้านอาหารที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งปัจจุบันลูกสาวคนเก่ง “ชมพลอย”เป็นผู้ดูแลและวางแผนการผลิต เพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับเมนูอาหารต่างๆ ในแต่ละสาขาร้านในเครือ

ชมพลอย เล่าว่า ก่อนจะเข้ามาช่วยธุรกิจของที่บ้าน เธอเองได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานนอกบ้านผ่านองค์กรที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านค้าปลีก ร้านอาหารรายใหญ่ราว 2-3 แห่ง จนมั่นใจฝีมือแล้วว่า สามารถนำระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐานเทียบเท่าธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ข้ามชาติ มาปรับใช้กับธุรกิจของครอบครัวได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการวางระบบในฝ่ายผลิตของที่ร้านนั้น ชมพลอยยอมรับว่า ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจต่อการปรับกระบวนการทำงานใหม่หมด โดยเฉพาะในเรื่องของวัฒนธรรมภายในองค์กร ส่วนหนึ่งจากการที่บุคลากรโรงงานยึดแนวทางการปฏิบัติงานแบบนี้มานาน และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ที่เรียกว่า “บิ๊กเชนจ์” ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร

“ในช่วงแรกที่ปาล์มเข้ามาวางระบบการผลิตใหม่ๆ ต้องผลักดันกันหลายเรื่องพอสมควร เพราะวัฒนธรรมองค์กรที่กำลังจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา ส่วนหนึ่งจากแนวคิดของคน 2 รุ่นที่ต่างกันระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ วิธีการทำงาน ที่ยังเคยทะเลาะกับคุณแม่ในเรื่องนี้จนร้องไห้ก็มี แต่สุดท้ายปาล์มก็ใช้เวลา หาวิธีมาพิสูจน์ได้ว่า หากนำระบบมาบริหารจัดการด้านการผลิตในโรงงานมาใช้แล้ว จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างไร ทั้งลดต้นทุนการผลิต พนักงานทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นมีของเสียลดลง สุดท้ายพนักงานฝ่ายผลิตแฮปปี้มากขึ้น จากการที่มีวันหยุดในช่วงเทศกาลสำคัญได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ผลิตตลอด 24 ชั่วโมง เหมือนแต่ก่อน” ชมพลอย เล่า

เจ้าตัวเสริมอีกว่า การเข้ามารับผิดชอบธุรกิจครอบครัวในส่วนงานหลังบ้านนั้น เป็นเรื่องที่เธอถนัดและชอบเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจไปเรียนในสาขาฟู้ด ซาย วิทยาลัยนานานาชาติมหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนไปต่อด้าน ฟู้ด ซัพพลายเชน ที่ประเทศอังกฤษ จากนั้นได้กลับมาทำงานหาประสบการณ์นอกบ้านสักพักหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมจริงๆ เพื่อกลับมาลุยงานที่บ้านอย่างจริงจัง ตามแพลนที่วางไว้

ในฐานะที่ต้องรับรับผิดชอบงานฝ่ายผลิตทั้งหมดนั้นชมพลอย ยังเปรยถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์ อย่างน้ำพริกแกงที่ทำขึ้นเอง โดยใช้วัตถุดิบทั้งหมดที่โรงงานผลิตขึ้นเอง ทั้งตัวพริก พืชสมุนไพร กะทิ ที่อย่างหลังก็ใช้มะพร้าวที่ปลูกเองเป็นหลักกว่า 99% เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารเคมีจริงๆ ที่ในอนาคตยังวางเป้าหมายไปสู่การพัฒนาส่วนผสมการปรุงอาหารไทย ไปสู่ธุรกิจร้านอาหารไร้สารเคมีแบบครบวงจรในอนาคตด้วย

ล่าสุด เครือมัลลิการ์ เตรียมใช้งบลงทุนราว 200ล้านบาท ทำโรงงานแห่งใหม่ย่านรังสิต บนพื้นที่ 6 ไร่ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตวัตถุดิบให้กับเมนูอาหารต่างๆ ในเครือ รวมถึงรองรับการขยายธุรกิจโมเดลแฟรนไชส์เย็นตาโฟเครื่อทรงในอนาคตด้วย และในกลุ่มสินค้าอาหารพร้อมทาน (เรดดี ทูอีท) อาหารแช่แข็ง (โฟรเซน ฟู้ด) เมนูต่างๆ ที่ทำตลาดภายใต้แบรนด์ อ.มัลลิการ์ ที่ทำตลาดอยู่ก่อนหน้านี้ มีตลาดส่งออกหลัก 60% อยู่ที่ญี่ปุ่น และวางแผนขยายตลาดประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม

ถือเป็นแนวทางธุรกิจที่คู่พี่น้องทายาทธุรกิจพันล้านช่วยกันคิดและลงมือบริหาร เพื่อสร้างการเติบโตให้ธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 

หนาวเกินคาด สะท้อนโลกแปรปรวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 11:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412789

หนาวเกินคาด สะท้อนโลกแปรปรวน

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน ภาพ เอเอฟพี

ย้อนกลับไปปี 2556 ที่มีรายงานข่าวจากหลายพื้นที่ระบุว่า ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดปีหนึ่ง อากาศในประเทศจีนได้รับการบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 50 ปี อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศสูงกว่าสถิติที่บันทึกไว้เมื่อปี 2504 ถึง 1.3 องศาเซลเซียส ขณะที่ประเทศนิวซีแลนด์ได้รับการบันทึกว่ามีอุณหภูมิสูงที่สุดในรอบศตวรรษ หรือนับแต่มีการเก็บสถิติมา 104 ปี และในช่วงกลางเดือน พ.ย. องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกออกมาระบุเช่นกันว่า ถือเป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับ 7 นับแต่มีการเก็บสถิติมา 163 ปี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยรวมสูงกว่าค่าเฉลี่ย 0.43 องศาเซลเซียส ต่างจากที่พยากรณ์ไว้เมื่อตอนต้นปี 2555 ประมาณ 0.14 องศาเซลเซียส

แต่แล้วเมื่อข้ามไปถึงฤดูหนาว สิ่งที่ได้รับรายงานมาจากทั่วโลกกลับตรงกันข้าม เดือน ธ.ค.ของปีนั้น สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเกิดอากาศหนาวจัดจนมีหิมะตกในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และเมืองบริวารมีหิมะปกคลุม สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอียิปต์ระบุว่า อุณหภูมิในพื้นที่ลดลงเหลือเพียง 0 องศาเซลเซียส ในปีนั้นคนอียิปต์ต่างรู้สึกยินดีที่ได้เห็นหิมะตกในเมืองหลวงเป็นครั้งแรกในชีวิต และตื่นเต้นกับเหตุการณ์ในรอบ 112 ปี ที่แม้แต่บรรพบุรุษรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ก็ไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศหิมะตกในกรุงไคโรมาก่อนเลยปลายปีนั้นหลายพื้นที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และแม้แต่ในกรุงเทพมหานครเองต่างได้มีโอกาสตื่นเต้นกับอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่องยาวนานจนเป็นที่สังเกตได้

ผ่านไปไม่นานอากาศหนาวก็เริ่มกลายเป็นข่าวร้ายจนปรากฏภาพอันน่าสะพรึงกลัวไปทั่ว อิทธิพลของ “กระแสลมวนขั้วโลก” ซึ่งส่งผลให้กระแสลมจากขั้วโลกเหนือที่พัดลงสู่ทางใต้ สร้างปรากฏการณ์หนาวสุดขั้ว “โพลาร์ วอร์เท็กซ์” หรือพายุหมุนทวนเข็มนาฬิกาด้วยความเร็วสูงที่เกิดขึ้นบริเวณขั้วโลกเหนือ ส่งผ่านอากาศหนาวเย็นเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบมหาสมุทรอาร์กติก สิ่งที่เกิดขึ้นคืออากาศหนาวขั้นรุนแรงจนอุณหภูมิติดลบเข้าปกคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งฝั่งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ปีนั้นเราได้เห็นภาพของคลื่นในทะเล น้ำพุกลางลานสาธารณะ น้ำในสระว่ายน้ำ น้ำในตกไนแอการา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือบนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐล้วนกลายเป็นน้ำแข็งราวกับต้องคำสาป ภาพทั้งหมดถูกเผยแพร่ผ่านทุกสื่อโดยเฉพาะโลกออนไลน์ พร้อมกับมีการรายงานว่า บางพื้นที่ต้องประสบกับสภาพอากาศเย็นยะเยือกรุนแรงถึงขั้นติดลบถึง 53 องศาเซลเซียส โดยมีการเปรียบปรากฏการณ์ดังกล่าวกับอุณหภูมิช่วงกลางวันบนดาวอังคารซึ่งเฉลี่ยจะอยู่ที่ลบ 50 องศาเซลเซียส

หน้าหนาวของเมืองนิวยอร์กในปีนั้น อากาศลดลงต่ำถึงลบ 15 องศาเซลเซียส และถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 118 ปี ขณะที่ชาวเมืองแอตแลนตา ในรัฐจอร์เจีย อุณหภูมิอยู่ที่ลบ 14 องศาเซลเซียส ความหนาวเย็นสุดขั้วทำให้มีประชาชนเสียชีวิตกว่า 20 ราย เที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศกว่า 1.1 หมื่นเที่ยว ถูกยกเลิกผ่านมาจนถึงปีนี้ ปีที่ชาวกรุงเทพฯ และหลายหลายจังหวัดต่างเริ่มทำใจว่าปลายเดือน ม.ค.ซึ่งทุกฝ่ายกังวลเรื่องความแห้งแล้งที่จะมาถึงพร้อมกับฤดูร้อนนั้น จนเกือบจะแน่ใจแล้วว่าโอกาสที่ได้สัมผัสความหนาวเย็นนั้นเป็นไปได้ยาก

กระทั่ง เมื่อ รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร ออกมาระบุว่า วันที่ 23-24 ม.ค. ภาคกลางและกรุงเทพฯ จะมีอุณหภูมิลดลง 10 องศาเซลเซียส ทำให้กรุงเทพฯ มีอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ในรอบ 10 ปี การระบุถึงเรื่องดังกล่าวนอกจากจะสร้างความฮือฮาแล้ว หลายคนก็ไม่เชื่อในสิ่งที่ระบุ เพราะโอกาสที่กรุงเทพฯ จะมีอากาศหนาวนั้นเป็นไปได้ยาก แต่แล้วความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมาจากประเทศจีนที่ค่อนข้างกว้าง ไม่ได้แผ่ลงมาเป็นลิ่มเหมือนเช่นทุกครั้ง ทำให้อากาศหนาวเย็นกระจายออกไปอย่างกว้างขวางและค่อนข้างลึกทั่วภาคกลาง จนเกิดปรากฏการณ์ความหนาวเฉียบพลันและได้เห็นภาพชาวกรุงเทพฯ ออกจากบ้านด้วยชุดกันหนาวกันอย่างถ้วนหน้า

ขณะที่ข่าวคราวจากทั่วโลก ทำให้เราทราบว่านี่เป็นปีที่มีสภาพอากาศแปรปรวนหนาวจัดที่สุดอีกครั้งหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก ลากไปตั้งแต่ริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกจรดอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ตกอยู่ภายใต้ความเย็นยะเยือก เผชิญหน้ากับสภาวะอากาศหนาวจัดหนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ที่สหรัฐอเมริกาเกิด “มหาพายุหิมะ” หรือพายุหิมะขนาดยักษ์มหึมาพัดถล่มชายฝั่งด้านตะวันออก จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายรัฐ ย่านชุมชนเบิร์กเลย์ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ปริมาณหิมะมีขนาดสูง 1 เมตร สภาพการจราจรทั้งทางบกและทางน้ำต้องมีอันเป็นอัมพาต กระทั่งยกเลิกเที่ยวบินไปกว่า 7,000 เที่ยวบินที่ประเทศญี่ปุ่นก็เผชิญหน้ากับพายุหิมะพัดถล่มในหลายพื้นที่ กรุงโตเกียวนครหลวงตกอยู่ในสภาพอัมพาต ด้วยปริมาณหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก ภาคการขนส่งมวลชนไม่สามารถให้บริการได้

ขณะที่คาบสมุทรเกาหลีก็ประสบสภาวะอากาศหนาวจัด หิมะตกหนักทั้งในเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ โดยที่เกาหลีเหนือถึงขนาดที่แม่น้ำแทดงที่ไหลผ่านกรุงเปียงยางกลายเป็นน้ำแข็งจนผู้คนสามารถเดินไปบนแผ่นน้ำแข็งได้ ด้านเกาหลีใต้ก็ประสบอากาศหนาวจัดติดลบ 17-23.8 องศาเซลเซียส และหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ ส่งผลให้ต้องระงับเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยว ด้านจีนแผ่นดินใหญ่ก็เผชิญกับสภาพอากาศหนาวเป็นประวัติการณ์ ที่นครเซี่ยงไฮ้ ฉางซา และหลายเมืองของมณฑลกวางตุ้งประสบกับอากาศหนาวจัดชนิดรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า เป็นได้ยากที่จะสามารถคาดการณ์สภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ ภาวะโลกร้อนทำให้มาตรฐานของฤดูหนาวเปลี่ยนไป อากาศที่เคยเป็นปกติกลายเป็นผิดปกติ เพราะมาตรฐานของฤดูหนาวกลายเป็นไม่หนาว ประเด็นที่น่าสนใจคือไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเอเชีย แม้แต่ยุโรปหรือซีกโลกภาคเหนือ เกือบทุกที่หนาวกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ ว่ากระแสน้ำมหาสมุทรของโลกเริ่มมีการชะลอตัวในระยะเวลาสั้นๆ และตามทฤษฎีนี้ หากกระแสน้ำช้าตัวลง ก็ส่งผลให้ความเย็นที่สะสมอยู่ในแผ่นดินสูง ความร้อนที่สะสมอยู่จึงช่วยระบายความเย็นออกมา แต่ตอนนี้ก็ยังถือว่าเร็วไปที่จะพิสูจน์และถือเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นโจทย์สำคัญให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องตื่นตัวในการหาคำตอบ

 

อนุรักษ์ป่าตามวิถีพุทธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412787

อนุรักษ์ป่าตามวิถีพุทธ

โดย…วรธาร

ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ แต่ทุกวันนี้ผืนป่าทั่วโลกต้องบอกว่าเหลือน้อยเต็มที จนถึงขนาดมีคนพูดว่า ทุกวินาทีจะมีต้นไม้หายไปจากโลกของเรา 1 พื้นที่สนามฟุตบอล ทว่าเมื่อหันกลับมาประเทศไทยก็เห็นชัดว่าอัตราการทำลายป่าในประเทศนั้นสูง หากไม่หาแนวทางป้องกัน หยุดยั้ง และการอนุรักษ์ป่าไว้ รวมถึงเพิ่มพื้นที่สีเขียว เชื่อว่าอนาคตประเทศไทยคงจะไม่มีป่าหลงเหลือ เมื่อนั้นภัยธรรมชาติต่างๆ ก็จะถาโถมสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อพูดถึงการดูแลและรักษาผืนป่าทั่วทั้งประเทศอย่างยั่งยืนนั้น จึงไม่เป็นเพียงหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่รับผิดชอบโดยตรงเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนในชาติที่ต้องช่วยกัน ที่สุดแม้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องยอมรับว่าหลายสิบปีที่ผ่านมามีพระสงฆ์หลายรูปมีบทบาทโดดเด่นในการเป็นผู้นำในการสร้างป่าไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์เอาไว้จากการถูกทำลาย

พระพุทธศาสนากับการอนุรักษ์ป่า

เมื่อย้อนไปสมัยพระพุทธเจ้าจะเห็นว่าพระกับป่านั้นเป็นของคู่กันมาตลอด จึงไม่แปลกที่พระสงฆ์ทุกวันนี้จะเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญในการดูแลและรักษาป่าให้คงไว้ในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นฐานที่ยิ่งใหญ่

ดร.ซูซาน เอ็ม. ดาร์ลิงตัน อาจารย์สอนมานุษยวิทยาและเอเชียศึกษา วิทยาลัยแฮมเชียร์ สหรัฐ ผู้เขียนหนังสือ The Ordination of a Tree The Thai Buddhist Environmental Movement  (ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษในประเทศสหรัฐเมื่อปี 2012 ต่อมาบริษัท สวนเงินมีมา ได้จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค. 2559 แปลโดย นัยนา นาควัชระ ในชื่อหนังสือ “บวชต้นไม้ : การอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมวิถีพุทธ”) เป็นหนังสือที่พูดถึงการทำงานของพระสงฆ์ที่มีบทบาทในการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมหลายรูปในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา กล่าวว่า ต้นไม้ไม่ใช่แค่ที่พักพิงของนก ลิง และเสือเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นต้นไม้ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าทรงมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับต้นไม้มาตั้งแต่เกิด เริ่มจากทรงประสูติในป่าที่สวนลุมพินี ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเสด็จปรินิพพานในป่าสาละ

เช่นเดียวกับ พระชายกลาง อภิญาโณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เจ้าของโครงการป่าเรียกนก  แห่งมูลนิธิสหชาติ กล่าวว่า พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการอนุรักษ์ป่ามาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามพระภิกษุพรากภูตคามและพีชคาม (ต้นไม้ที่เกิดเองตามธรรมชาติและต้นไม้ที่ปลูกขึ้นด้วย) เด็ดขาด

“พระองค์ทรงสอนภิกษุในการอยู่ร่วมกับป่าด้วยการไม่ให้ไปทำลายป่า ไม่ว่าจะตัดต้นไม้ เด็ดใบไม้หล่นจากต้น แม้ถ้าจะพรากต้นไม้จริงๆ ตามพระวินัยก็ต้องเป็นต้นไม้ที่ไม่สามารถงอกงามต่อได้เท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอยู่โคนไม้ไม่ให้สร้างความสกปรก เช่น ไม่ถ่มน้ำลายใส่ เป็นต้น จะเห็นว่าพระกรรมฐานสายป่าสมัยก่อนจะอยู่ในป่าไม่ได้อยู่เมือง ยิ่งเมื่อต้องอาศัยความวิเวกยิ่งต้องรักษาป่าไว้เต็มที่” พระชายกลาง พูดถึงพระพุทธศาสนาในแง่ของการอนุรักษ์ป่า

ทำวัดเป็นศูนย์เรียนรู้ บวชต้นไม้รักษาป่า

เมื่อแนวคิดและหลักการของพระพุทธศาสนาคือ “การไม่ทำลายป่าและต้นไม้ในทุกมิติ” ดังนั้น พระสงฆ์ที่มีบทบาทในด้านการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมจึงพยายามที่จะหาวิธีและแนวทางที่จะรักษาป่าไว้ไม่ให้ถูกทำลาย ขณะเดียวกันก็พยายามเพิ่มพื้นที่ป่ามากขึ้น ด้วยแนวคิดและวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสม โดยดึงชุมชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน และวิธีหนึ่งที่นิยมทำต่อมาแพร่หลายในหลายพื้นที่คือ การบวชต้นไม้ โดยการนำผ้าเหลืองหรือจีวรมาพันรอบต้นไม้ โดยมีพระเป็นผู้ทำพิธี

พระครูสุจิณนันทกิจ หรือที่ชาวบ้านรู้จักดีในชื่อ พระสมคิด จรณธัมโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ และประธานมูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชน (วัดโป่งคำ) ต.พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน พระนักคิดนักพัฒนารูปหนึ่งของภาคเหนือที่ทำงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชนและภาครัฐมาหลายสิบปี เป็นรูปหนึ่งที่ใช้วิธีการบวชต้นไม้เพื่อการอนุรักษ์มานาน และยอมรับว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผล แม้จะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ก็ถือว่าบังเกิดผล เมื่อคนเกิดความกลัวที่จะตัดต้นไม้ที่มีผ้าพันต้นไว้

 

เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ กล่าวว่า วิธีนี้เกิดขึ้นจากการได้เห็นสภาพแวดล้อมในชุมชนเกิดการเปลี่ยนไป มีการถางป่า ตัดต้นไม้ รุกรานธรรมชาติ ชาวบ้านพึ่งปัจจัยภายนอกจากชุมชนมาดำรงชีวิตและปัญหาต่างๆ อีกมากมาย จึงคิดหาวิธีแก้ไขและพัฒนาชุมชนให้ปลอดจากปัญหาดังกล่าว เริ่มจากการกระตุ้นให้คนในชุมชนสำนึกรักและหวงแหนป่าไม้ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นสำคัญ ทั้งยังเปิดวัดเป็นศูนย์เรียนรู้ โดยใช้ชื่อว่าศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนบ้านโป่งคำด้วย

“อาตมารู้ว่าถ้าป่าหมดเกิดปัญหาแน่ และหลายเรื่องจะตามมา ก็คิดว่าจะสอนคนอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องทำเป็นตัวอย่าง ถามว่าตัวอย่างที่เหมาะสมอยู่ที่ไหน ก็คงอยู่ที่วัด ก็เลยทำวัดเป็นศูนย์เรียนรู้ทุกอย่างให้กับชาวบ้าน พอดีมีโยมถวายที่ 15 ไร่ ก็เลยตั้งใจเอามาปลูกป่า แบ่งเป็นแปลงสาธิตปลูกป่าเข้าแถว ปลูกป่าแบบผสมผสาน โดยเอาความเชื่อของชาวบ้านมาประยุกต์ใช้ ยกตัวอย่างทางเหนือจะเรียกคนที่บวชแล้วว่าคนสุก ถ้างั้นเราจะเอาต้นไม้ให้สุกก่อน เลยเอาพิธีการบวชต้นไม้มาใช้”

ดร.ซูซาน เอ็ม. ดาร์ลิงตัน

 

พระนักพัฒนากล่าวต่อว่า แรกทีเดียวไม่ใช้จีวรบวช แต่จะใช้ด้ายมัดตราสังมาพันต้นไม้ เพราะคนทางเหนือเชื่อว่าด้ายมัดตราสังที่พันมือคนที่ตายนั้นจะสร้างความกลัวให้คนที่จะตัดไม้ หากเอาไปพันต้นไม้ต้นไหนคนก็จะไม่กล้าตัด

“เวลามีคนตายอาตมาก็ไปขอบิณฑบาตด้ายตราสัง วันเสาร์-อาทิตย์พาเด็กๆ และชาวบ้านไปที่ป่า เอาไปผูกต้นไม้ แล้วคนที่รู้ว่าเป็นตราสังก็เกรงกลัว เลยคิดว่าขนาดด้ายตราสังคนยังกลัว จีวรน่าจะกลัวมากกว่านี้ จากนั้นก็เปลี่ยนมาใช้จีวรแทน ก็ไปบิณฑบาตจีวรเก่าๆ จากพระเณรวัดโน้นวัดนี้ แล้วเอาไปผูกที่ต้นไม้สามารถช่วยได้ระดับหนึ่ง

ขณะเดียวกันก็เขียนคำขวัญติดหน้ากุฏิว่า ปลูกต้นไม้วันละต้นเสริมมงคลแก่ชีวิต ใครที่จะมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองไม่ต้องไปหาหมอดู ให้ดูที่การปลูกต้นไม้ ถ้าปลูกต้นไม้แล้วตายแสดงว่าชะตาชีวิตจะขาด ถ้าปลูกแล้วงอกงามบ่งบอกว่าชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง โดยอาตมาจะเพาะพันธุ์กล้าไม้ไว้ในถุงพลาสติกเตรียมไว้ให้ญาติโยมเวลามาทำบุญที่วัดเอาไปปลูกในที่ 15 ไร่ของวัด พอปลูกแล้วโยมก็แวะเวียนมาดูกลัวว่ามันจะตาย ทุกวันนี้ปรากฏว่าป่า 15 ไร่ ของวัดผ่านมา 20 กว่าปีแน่นมาก”

 

พระนักพัฒนาเมืองน่าน กล่าวต่อว่า นี้คืออุบายเล็กๆ น้อยๆ จากความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อพระที่ได้นำมาประยุกต์ใช้ แต่เหนืออื่นใดสิ่งสำคัญอยู่ที่พระซึ่งมีฐานศรัทธาของชาวบ้านอยู่แล้ว ถ้าทำตัวเป็นที่พึ่งและที่ศรัทธาของชาวบ้านอย่างแท้จริง ก็จะคุ้มครองชุมชนให้ร่มเย็นได้โดยไม่ต้องลงแรงอะไรมาก เพียงแค่ใช้เทคนิคและวิธีคิดนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง

พระควรต้องนำชาวบ้านปลูกป่า

ขณะที่ พระชายกลาง เจ้าของโครงการป่าเรียกนก กล่าวว่า การบวชต้นไม้ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเพียงเพื่อต้องการป้องปรามไม่ให้คนไปตัดไม้ทำลายป่า เป็นลักษณะขอบิณฑบาตไม่ให้ไปตัดต้นไม้ ซึ่งได้ผลในหมู่อนุรักษ์ เช่น ที่ดอยอินทนนท์ หรือหลายๆ แห่ง โดยคนเห็นว่าต้นนี้เคยผ่านการบวชแล้ว มีเทวดารักษาก็ไม่ได้ไปตัด แต่การที่จะรักษาป่าที่ดีที่สุดคือการปลูกป่าให้มากที่สุด

 

“พระสงฆ์จะต้องช่วยกันปลูกป่าในวัด ต้องเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในการอนุรักษ์ป่า การปลูกป่า และการถ่ายทอดความรู้ แนวคิดไปสู่ประชาชน ขณะเดียวกันพระสงฆ์จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการรุกล้ำทำลายป่าในทุกมิติด้วย และในส่วนของอาตมาเองได้ประกาศเดินหน้าทำป่าเรียกนก และนกจะคืนป่าให้เรา อย่าลืมว่านกนั้นเป็นพนักงานปลูกป่ามาล้านปีแล้ว แต่มนุษย์ไปทำลายที่ที่นกปลูกไว้จนหมดสิ้น”

พระชายกลาง  กล่าวต่อว่า นกคือสิ่งที่มีชีวิตตัวน้อยที่มีคุณค่ามหาศาล เป็นฟันเฟืองสำคัญต่อระบบนิเวศและการขยายพันธุ์พืชในผืนป่า มีความหมายต่อธรรมชาติไม่น้อยไปกว่าสิ่งอื่น นกบางตัวกัดกินปลาในน้ำเพื่อควบคุมระบบห่วงโซ่อาหาร บางตัวดักจับศัตรูพืช บางตัวจิกกินผลไม้แล้วไปถ่ายมูลที่อื่น จากมูลเหล่านี้ไม่นานก็กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงให้ร่มเงากลายเป็นผืนป่ากว้างที่มนุษย์ไม่อาจสร้างได้เทียบเคียง

 

“นกเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่า ถ้านกไม่มีป่าก็สูญไปด้วย ท้ายที่สุด เทือกเขา ป่าไม้ ต้นน้ำ แหล่งอาหารและปอดของโลกก็จะหมดไป โครงการป่าเรียกนกนี้ถือกำเนิดขึ้นด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตรัสกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เมื่อครั้งได้รับการถวายพระตำหนักทรงพัฒนาพร้อมด้วยพื้นที่โดยรอบ 100 ไร่ (เมื่อคราวสร้างวัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี) แต่ทรงรับครึ่งเดียว อีกครึ่งทรงให้ นพ.บุญส่ง เลขะกุล ไปปลูกต้นไม้ที่มีผลให้นกกินได้ เรียกว่าป่าเรียกนก ดังนั้น ป่าเรียกนกจึงมีความหมายถึงการคืนต้นไม้ให้กับแผ่นดิน คืนความชุ่มชื้นให้กับพระแม่ธรณี ทั้งให้อากาศบริสุทธิ์”

พระผู้ก่อตั้งโครงการป่าเรียกนก กล่าวทิ้งท้ายว่า นกเป็นแรงงานปลูกป่าที่ซื่อสัตย์ เมื่อมีที่อยู่และแหล่งอาหารก็จะขยายพันธุ์พืชได้มหาศาลจากการกินและถ่ายมูล ขยายพื้นที่สีเขียวไม่เพียงเฉพาะผืนป่าสิริเจริญวัฒน์เท่านั้นแต่ชุมชนที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก รกร้าง กันดาร แห้งแล้ง หรือสวนหลังบ้านก็สามารถพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศทำเป็นป่าเรียกนกได้ หากแต่เริ่มปลูกป่าขึ้นในใจคนก่อน จากนั้นผืนป่าก็จะเขียวทั่วทั้งแผ่นดิน

 

เพราะอากาศ เปลี่ยนแปลงบ่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412780

เพราะอากาศ เปลี่ยนแปลงบ่อย

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา อากาศกรุงเทพฯ เริ่มใกล้เคียงอากาศเมืองลอนดอน อุณหภูมิต่างกันเพียง 6-7 องศา ถือเป็นเวลาที่คนกรุงชื่นมื่นเริ่มมองหาร้านหมูกระทะหรือลานเบียร์ ผิดกับคนใต้ที่เจอลมแรงฝนกระหน่ำจนเรือออกไปเที่ยวทะเลลำบาก หลายคนบอกว่าอากาศแปรปรวนจัง ผมเห็นด้วย และจะบอกต่อไปว่ามันจะไม่หยุดเพียงแค่นี้

สภาพสิ่งแวดล้อมบนโลกถูกควบคุมด้วยกลไกสำคัญสองประการ อย่างแรกคือ ทะเล อย่างสองคือ อากาศ ทั้งคู่เกี่ยวสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เช่น ปรากฏการณ์เอลนินโญ-ลานินญา ทำให้ฝนตกหนักบ้าง ฝนแล้งบ้าง จนประเทศไทยที่พึ่งพาการเกษตรแทบจะปรับตัวไม่ทัน สภาพภูมิอากาศดังกล่าวยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และความเป็นอยู่ของผู้คน เช่น พายุหิมะกระหน่ำในอเมริกาจนมีผู้เสียชีวิตร่วม 30 ราย และทำให้เที่ยวบินยกเลิกเกือบหมด

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลใด? คำตอบคือ ภาวะโลกร้อน แต่ถ้าเรามองให้ลึก โลกเคยร้อนกว่านี้สมัยที่ไดโนเสาร์วิ่งไล่กัดกันในป่าเขตร้อนที่กระจายไปเกือบทั่วโลก แต่โลกร้อนยุคเรากับยุคอดีตแตกต่างกัน เพราะตอนนี้โลกมีมนุษย์อยู่มหาศาล และมนุษย์ทำให้เกิด “อัตราเร่ง” ของภาวะโลกร้อนจนเกิดความเปลี่ยนแปลงฉับพลัน

อัตราเร่งมีที่มาจากก๊าซเรือนกระจก นักวิทยาศาสตร์พบปรากฏการณ์ดังกล่าวและพยายามเตือนล่วงหน้าหลายสิบปี ปัญหามี 2 ประการ หนึ่ง คือ เตือนแล้วไม่เชื่อ เนื่องจากเราต้องพัฒนาโน่นนี่นั่นเพื่อความกินดีอยู่ดี (ของคนรวย) สอง คือ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ผิด เพราะยึดถือข้อมูลความเปลี่ยนแปลงจากอดีต แต่คาดอัตราเร่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ จนมาเมื่อ 4-5 ปีหลังจึงรู้ว่าตัวเลขที่ประเมินไว้มันน้อยไปหลายเท่า ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลที่เคยคิดว่าจะสูงขึ้นแค่ 30-50 เซนติเมตร ในปี ค.ศ. 2100 กลายเป็นสูงขึ้น 1 เมตร เป็นอย่างน้อย และที่โหดกว่านั้น คือ เราประเมินต่ำไปตลอด ทั้งที่พยายามเผื่อแล้ว

หลายคนถามผมว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ไหม? คำตอบ คือ ท่วมแน่ แต่ไม่ใช่เป็นอย่างที่คิด เราไม่ต้องกังวลถึงคลื่นยักษ์ในหนังฮอลลีวู้ด เพราะมันจะท่วมเข้ามาเรื่อยทีละปีสองปี เป็นปรากฏการณ์ “ต้มกบ” ที่ยากรับมือ อย่าไปคิดว่าถึงตอนนั้นเราก็ตายไปแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นก็ใช่ว่าจะสบาย เราจะเดือดร้อนอย่างหนักกับภาวะ “กบเริ่มดิ้น”

กบในเมืองไทยเริ่มดิ้นแล้วตั้งแต่ครั้งปี 2553 เมื่อเราเจอปะการังฟอกขาวจนแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเสียหายจำนวนมาก แต่เรายังไม่ตระหนัก ถลุงทะเลต่อไปจนปะการังพวกนั้นแทบไม่ฟื้น กบดิ้นอีกครั้งเมื่อเราเจอน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ เกิดการย้ายฐานผลิตจำนวนมาก ซึ่งบัดนี้ยังมีความเสียหายประเภทย้ายไปแล้วย้ายไปเลย กบดิ้นอีกครั้งเมื่อเราเจอภาวะภัยแล้งตลอดปี 2557-2558 ต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ สรุปแล้วในรอบ 5-6 ปี เราเจอภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงถึง 3 ครั้งใหญ่ ซึ่งทุกครั้งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ใครคิดว่าสิ่งแวดล้อมคือเรื่องของสิ่งแวดล้อม ไม่เกี่ยวกับเงินทอง กรุณาคิดใหม่ครับ

มาถึงปีนี้ ภัยแล้งอาจหมดแล้ว แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้น คือ ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่อีกครั้ง ตามที่องค์การ NOAA ประกาศไว้ แผนที่ปะการังฟอกขาวที่เตือนภัยล่าสุดเริ่มขยับเข้ามาใกล้เมืองไทย คาดว่าหากเราโชคร้าย ในเดือน พ.ค.เป็นต้นไป อุณหภูมิน้ำทะเลอาจสูงจนปะการังฟอกขาวและส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวทางทะเลแบบไฮเอนด์ที่เราฝันไว้ เพราะทะเลที่ไม่มีปะการังจะไปขายนักท่องเที่ยวดีๆ เขาก็คงไม่สนใจจะมาหรอกครับ

ประเทศไทยมีองค์กรเรื่องภาวะโลกร้อน แต่เช่นเคย เราแตกกระจายไปหลายองค์กร อีกทั้งยังเน้นเรื่องลดคาร์บอนเพื่อการค้าเป็นหลัก ทั้งที่ภัยพิบัติจากภาวะดังกล่าวเคยเกิดแล้วและสร้างความเสียหายมหาศาล แน่นอนว่าเราไม่อาจหยุดภัยดังกล่าวได้ ยกเว้นช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาวนาให้มากไว้ แต่เราสามารถ “รับมือ” กับภาวะที่จะทยอยเกิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่เห็นจุดสิ้นสุด ปัญหาคือการรับมือของเราทำอย่างไร?

การรับมือไม่ใช่เพียงแค่วางแผนจัดการน้ำ จัดการทะเล สร้างเขื่อนกันคลื่น ปลูกปะการัง ฯลฯ แยกกันไปทีละกรมทีละกระทรวง เพราะนั่นเป็นเหมือนการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงที่กลิ้งลงมาทีละท่อน เราต้องรวบรวมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ โดยกำหนดองค์กรรับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อติดตามปัญหาและวางแผนการรับมือล่วงหน้า จะเป็นการบูรณาการงานร่วมกันภายใต้คณะกรรมการที่ขึ้นตรงกับรัฐบาล หรือด้วยวิธีไหนก็ตามเถิด หากเราคิดก้าวไปข้างหน้าในทางมืดมิดที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ เราจำเป็นต้องมีไฟฉาย ไม่งั้นเราก็ล้มลุกคลุกคลานเกิดบาดแผลมากมาย การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการต่างๆ เป็นเหมือนวิตามินหรือเครื่องดื่มชูกำลัง แต่ไฟฉายสำคัญกว่าในภาวะเช่นนี้

ปิดท้ายง่ายๆ ว่า อยากให้เมืองไทยมีไฟฉายที่ว่าเหลือเกิน ไม่งั้นเราคงมะงุมมะงาหราต่อไป ในขณะที่เพื่อนบ้านเราเตรียมการล่วงหน้าไปถึงไหนต่อไหน บอกตามตรง ในยุคสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง การตั้งการ์ดให้รัดกุมสำคัญกว่าการออกหมัดสะเปะสะปะ แต่ถึงตอนนี้ ผมยังมองไม่เห็นการ์ดที่ว่า และไม่แปลกใจหากเราเจอภัยพิบัติจากโลกร้อนคราวหน้า เราจะร้องว่า “ซวยจัง แต่มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ช่วยไม่ได้เนอะ”

 

ต้นแบบ สวนผักบนดาดฟ้า แหล่งเรียนรู้ใน ม.เกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412774

ต้นแบบ สวนผักบนดาดฟ้า แหล่งเรียนรู้ใน ม.เกษตรฯ

โดย…ศศิธร จำปาเทศ

ดาดฟ้าพื้นที่ที่หลายคนได้ยินคงนึกถึงภาพแสงแดดสาดส่องบนพื้นคอนกรีตอันร้อนระอุในตอนเที่ยงตรง แต่ดาดฟ้าบนชั้น 5 ของอาคารส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กลับสดชื่นและสมบูรณ์ไปด้วยพืชผักกินได้ที่ปลูกบนพื้นที่ 200 ตารางเมตร

พืชผักสีเขียวบนดาดฟ้าอาคารดังกล่าว เกิดขึ้นมาจากโครงการการสร้างวิทยาเขตสีเขียวที่กินได้ โดยการริเริ่มของ รศ.พาสินี สุนากร หัวหน้าภาควิชานวัตกรรมอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับอาจารย์จำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นต้นแบบการทำเกษตรในเมือง โดยได้งบสนับสนุนจากแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในปี 2557

รศ.พาสินี ผู้ริเริ่มโครงการการสร้างวิทยาเขตสีเขียวที่กินได้ เล่าที่มาโครงการว่า ก่อนนี้ทำวิจัยเรื่องการปลูกพืชบนอาคารและได้ทดลองปลูกผักบนดาดฟ้าของคณะ ต่อมาปี 2554 น้ำท่วมกรุงเทพฯ ตึกต่างๆ ในมหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นบ้านของบุคลากรที่ไม่สามารถกลับไปบ้านได้ ผักที่ทดลองปลูกจึงกลายเป็นอาหารให้กับคนเหล่านี้ จากเหตุการณ์นั้นทำให้เล็งเห็นความสำคัญของการปลูกพืชบนอาคารมากขึ้น ในปี 2555 จึงรวมตัวกับอาจารย์ในคณะ 5 คน เสนอขอทุนจากโครงการสวนผักคนเมือง ซึ่งตอนนั้นเป็นทุนขนาดเล็กและต่อมาก็ได้เสนอขอทุนจาก สสส.

“จากทุนที่ได้ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นเหมือนต้นแบบโครงการ เราจึงสำรวจพื้นที่ทั้งมหาวิทยาลัย พบว่าพื้นที่บนดินเหลือน้อย จึงเลือกพื้นที่บนดาดฟ้าที่มักพบว่าปล่อยทิ้งไว้ จึงส่งโครงการให้อาคารหน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเสนอพื้นที่หน่วยงานของตน ปรากฏว่าได้ผลตอบรับดีมาก จึงตั้งเกณฑ์ว่าเมื่อได้รับเลือกแล้วต้องมีบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับเกษตรในหน่วยงานช่วยกันดูแล ซึ่งได้คัดเลือกอาคารสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม และอาคารหอสมุดเป็นอาคารที่ทำโครงการนี้”

 

หัวหน้าภาควิชานวัตกรรมอาคาร กล่าวต่อว่า จากการวิจัยการปลูกพืชบนอาคาร พบปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการปลูกพืชบนอาคารมากที่สุด คือ พื้นดาดฟ้าของอาคารทั่วไปออกแบบให้รับน้ำหนักตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำไว้ 100 กก./ตร.ม. ซึ่งแทบไม่สามารถปลูกพืชได้เลย ถ้าจะปลูกพืชต้องสามารถรับน้ำหนักได้ 300 กก./ตร.ม. ซึ่งการออกแบบอาคารให้สามารถปลูกพืชได้ออกมาอย่างดูดีมีสไตล์เป็นหน้าที่ของภูมิสถาปัตยกรรมโดยตรง และสวนผักดาดฟ้าแห่งนี้เป็นอีกผลงานหนึ่งของการประกวดออกแบบฝีมือนักศึกษาภูมิสถาปัตย์

“อยากให้เกษตรศาสตร์เป็นต้นแบบสวนผัก เพราะฉะนั้นอะไรที่จะเป็นต้นแบบในเมืองได้ มันต้องมีดีไซน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ดูแล้วต้องสวยงาม คนเห็นก็จะรู้สึกว่ามีคุณค่าถึงจะอยู่รอดในเมือง และการให้นักศึกษาร่วมออกแบบ มันทำให้เขารู้สึกมีส่วนร่วมในการสร้างสวนแห่งนี้ นักศึกษาอีกส่วนหนึ่งก็ช่วยกันลงแรงปลูกผัก แต่ก็ไม่สามารถมาดูแลได้ตลอดเวลา แม่บ้านจึงมีหน้าที่ในการดูแลสวนผัก ซึ่งเขาสามารถเอาไปทำกับข้าวต่อที่บ้านหรือสร้างรายได้เสริมจากการขายผักอีกทางหนึ่งด้วย”

 

รศ.พาสินี ยกตัวอย่างข้อดีของสวนผักดาดฟ้าที่นอกจากบริโภคได้แล้ว ยังช่วยลดภาวะเกาะความร้อนเมืองได้ โดยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงกว่าในชนบทเป็นผลมาจากวัสดุแผ่ความร้อนบนดาดฟ้าซึ่งเป็นพื้นที่ที่โดนแดดตลอดวัน ในต่างประเทศจึงออกกฎหมายให้ทุกอาคารมีมาตรการลดภาวะเกาะความร้อนเมือง การทำสวนบนดาดฟ้าถูกนำมาใช้อย่างโดดเด่นที่สุด ยิ่งมีสวนมากขึ้นเท่าไร อุณหภูมิเมืองก็จะยิ่งลด ขณะเดียวกันก็ทำให้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเย็นลงด้วย ทั้งช่วยให้อากาศบริสุทธิ์ เพราะต้นไม้ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ทั้งยังช่วยดูดซับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ซึ่งปล่อยออกมาจากอาคารอีกด้วย

“นอกจากนี้ การปลูกพืชบนดาดฟ้ายังช่วยลดภาระการระบายน้ำจากอาคารสู่ท่อระบายน้ำหลัก ซึ่งอาคารในต่างประเทศนิยมปลูกผักบนดาดฟ้าเพื่อลดภาษีระบายน้ำจากอาคาร ประการสุดท้าย คือ มีผลทางด้านจิตวิทยาที่ดี โดยมีรายงานจากงานวิจัย พบว่า การที่มีต้นไม้หรือดอกไม้ในห้องทำงานทำให้การขาดงานน้อยลง ผลผลิตในการทำงานมากขึ้น หรือเกิดสุนทรียภาพ” รศ.พาสินี ทิ้งท้าย

สำหรับใครที่อยากชมสวนผักดาดฟ้าที่อาคารสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม และอาคารหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สามารถติดต่อขอเข้าชมได้ในวันเวลาราชการ