ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/200066







ขอบคุณภาพ : IG @kalamare
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/200066







ขอบคุณภาพ : IG @kalamare
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/200065
เชื่อว่าคอเพลงหลายๆ ท่านคงจะได้ยินเพลง “ทฤษฎีที่จอดรถ”กันมาสักพักแล้ว และคิดว่าน่าจะโดนใจบรรดาคนโสด ทั้งหญิงและชายกันไม่มากก็น้อย แต่ที่สำคัญคือเพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วสนุกสนานได้ข้อคิด และเจ้าของบทเพลงนี้ “ลูกหว้า-พิจิกา” เองก็ตั้งใจทำเพลงนี้ขึ้นเพื่อเป็นกำลังใจให้คนโสดโดยเฉพาะ
เรื่องราวในเพลงเป็นอย่างไร?
เพลงนี้เนื้อหาจะบอกถึงคนโสดว่า อย่าท้อ อย่ารู้สึกแย่ เหมือนบางครั้งเวลาเราขับรถแล้วเราวนหาที่จอดไม่ได้ เรามักจะหงุดหงิด เพราะว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้ ทั้งรถติด รถเยอะ ไม่มีที่จอด เราก็รู้สึกว่าไอเดียนี้ไม่ค่อยมีคนเอามาเล่าในเพลง และก็โจทย์ที่เราตั้งกับโปรดิวเซอร์ ก็คือว่าเราอยากได้เพลงที่เล่าเรื่องแตกต่าง โดยความที่เราหายจากการปล่อยซิงเกิ้ลไปประมาณเกือบ 2 ปี เราก็อยากจะนำเสนองาน
แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าลูกหว้าหายไปนานขนาดนั้น?
ใช่ เพราะเรามีเพลงประกอบละครตลอด และเราก็ไม่ได้หายไป เรามีผลงานด้านละครเวทีเรื่อยๆ มีงานอีเว้นท์ร้องเพลงอยู่ตลอด เพียงแค่ว่าตัวซิงเกิ้ลของเราเองไม่ได้ปล่อยมานานแล้ว เพราะฉะนั้นเราอยากปล่อยเพลงที่มันมีไอเดีย ซึ่งตัวเราเองก็ชอบมีปรัชญา แล้วโปรดิวเซอร์เขาก็เลยคิดว่าเราควรจะลิงค์กับเพลงนิดหนึ่ง ก็คือมันมีดีเทลของการเปรียบเทียบ มันได้ใส่ไอเดียความเป็นตัวเองเข้าไปด้วย ซึ่งความโสดเป็นเรื่องที่อยู่กับเรามานานเช่นกัน ดังนั้น พูดเลยว่าเป็นเรื่องของเราเองค่ะ พูดง่ายๆ มันคือเพลงที่ให้กำลังใจคนโสด ให้ลองใช้ชีวิตชิลๆ ไป เดี๋ยวก็เจอเอง

ได้มีส่วนร่วมในการแต่งมากแค่ไหน?
พูดได้ว่ามีส่วนร่วมในการแต่งตั้งแต่วันแรกของการทำเพลงนี้ก็คือคุยไอเดียกันว่าในโชว์สดของเราที่ไปพร้อมกับวง เราต้องการโชว์ที่มีเพลงสนุกของเราเพิ่มขึ้น อันนี้คือโจทย์ทั้งหมด พี่โตน (โปรดิวเซอร์) ก็เก่งมาก สามารถเอาโจทย์ทั้งหมดไปแต่งเป็นเพลงนี้ได้ ดนตรีของเพลงนี้อาจจะซับซ้อนขึ้น ดนตรีจะดูเป็นสากลขึ้นมาหน่อย มันจะมีกลิ่นฟังค์ มันจะมีลักษณะของซาวนด์ที่ค่อนข้างแตกต่าง คนฟังอาจจะรู้สึกแปลก แต่ว่านักดนตรีส่วนใหญ่ที่ฟังเพลงนี้แล้ว ทุกคนจะบอกว่าชอบมาก เพราะว่าดนตรีมันมีอะไรที่ซ่อนอยู่ที่มันไม่ได้เล่นง่าย มันเหมือนจะฟังง่ายแต่มันมีรายละเอียด เราก็รู้สึกแฮปปี้ว่าเราก็ทำเพลงได้ตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ ซึ่งตัวเราเองเราไม่ได้คาดหวังเยอะมาก เราคาดหวังแค่ว่าอย่างน้อยเราได้นำเสนอสิ่งใหม่ และอยากขอบคุณสนามหลวงมิวสิกด้วย ที่ให้โอกาสได้ทำอะไรที่มันแตกต่าง เพราะว่าที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เราร้องเพลงละคร เพลงละครมันค่อนข้างจะใช้ตัวตนเราประมาณครึ่งหนึ่ง มันจะมีความเด็กกว่านี้นิดหนึ่ง มีความหวาน ใช้ประกอบกับละคร เพื่อให้ละครมันสมบูรณ์ขึ้น
แต่ว่าจริงๆ ตัวเราเวลาเป็นศิลปิน แล้วทำงานออกมา เราอยากทำจากสิ่งที่เราเป็นมากกว่า เราไม่ใช่สาวหวานนัก คือเราอาจจะมีมุมหวานบ้าง แต่เราไม่ใช่คนงุ้งงิ้ง ถ้าฟังเพลงละครอาจจะดูหวานงุ้งงิ้งเลย แต่ถ้ารู้จักกันจะรู้ว่าพี่ไม่ได้เป็นแนวนั้น บางคอนเสิร์ตจะมีคนถามว่า นี่ร้องเพลงพลังแรงได้ขนาดนี้เลยเหรอ แต่ทำไมในเพลงไม่เห็นทำอะไรแนวนี้เลย เราก็เลยอยากตั้งต้นจากสิ่งที่เราทำได้ด้วย มันก็เลยพยายามค่อยๆ ใส่ตัวเราลงมาในเพลงนี้ ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าคนจะเปิดใจรับแล้วเข้าใจในไอเดียเราแค่ไหน แต่ว่าเราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากกว่าความรู้สึกที่ว่าเราทำเพลงให้มันมีกลิ่นของตัวเราเข้าไปมากที่สุด
หลายคนฟังแล้วคิดว่าเปลี่ยนไปเยอะ แต่จริงๆ เป็นตัวเองเลยใชไหม?
อย่างที่บอกแหละ จุดเริ่มต้นเราอาจจะเริ่มมาด้วยความที่เราเด็ก เราก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่ แต่ว่าระยะเวลาผ่านไป ถ้าจะนับตั้งแต่ตอนดูบาดู จนถึงตอนนี้ก็ 10 ปี แล้วนะ กับเพลง “ไม่ใช่ผู้ชาย”นี่คือ 10 ปีแล้ว ดังนั้น คนอายุ 20 กับคนอายุ 30 มันต้องเปลี่ยนค่ะ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นปกติ ดังนั้นมันก็ต้องมีมุมที่เปลี่ยนไป

คนทั่วไปก็ไม่เคยเห็นลูกหว้าเต้น พอได้มาเต้นแล้วรู้สึกเขินไหม?
ไม่เขินเลย วันที่ถ่ายก็ไม่เขิน เพราะว่ามันเป็นการเต้นแบบฮาๆ สนุกสนาน ไหลไปตามเพลง มันไม่ถึงกับเป็นสเต็ป มันเป็นการเต้นแบบไหลๆ ซึ่งความบ้านี่มีในตัวเองตลอด อยากให้คนฟังเพลงแล้วสนุกไม่ต้องคิดอะไรกับมันมาก การเปรียบเทียบมันก็เป็นแค่การเล่าเรื่องในเพลง แต่เอาจริงๆ แล้วมันก็คือเพลงที่ฟังแล้วสามารถโยกไปตามเพลง สนุกไปกับมัน
แล้วมีฟีดแบ๊กมาว่ายังไงบ้าง?
จริงๆ แล้วเรามีหลายคนที่แทบจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันอาจจะเป็นคนในวงการ แต่พอเพลงนี้ปล่อยไป มันจะมีฟีดแบ๊กเข้ามาแบบฝากมาบอก ซึ่งบางคนก็เป็นคนที่ทำให้เราเซอร์ไพรส์ว่า เขาก็ฟังเพลงเราด้วยเหรอ เขาจะโพสต์ว่า จริงๆ แล้วเพลงนี้ไม่เหมือนใครเลยนะเจ๋งมากเลย ดนตรีดีมาก แนวมาก คือมันก็จะมีฟีดแบ๊กที่เรารู้สึกว่ามันเป็นไปตามที่เราอยากให้เป็น คืออย่างน้อยมันเกิดสิ่งใหม่ๆ ที่พูดถึงว่าเรากำลังนำเสนออะไร และก็ข้อที่มันตลกและขำก็คือ ชอบเวลาคนเอาไปแตกประเด็น เช่น…“เฮ้ยพี่!! เพลงแนวมากนะ แต่ขอโทษมีที่จอดแล้ว” หรือประเภทแบบประมาณว่า “เก๋มากจะทำไงดี วนจนยางแตกแล้วนะ” หรือวันนั้นพี่พีเคพูดว่า “ถ้าสมมุติว่าจอดแล้วมันมีรถมาปิดท้าย แล้วออกไม่ได้ จะเปรียบเทียบยังไงดี” คือทุกคนจะมีมุขต่อจากไอเดียนี้ แสดงว่าคนแบบเขาเก็ทในไอเดียว่าเราต้องการทำเพลงนี้ให้มันเป็นมุขเฉยๆ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นแน่นอน ทุกคนจะเก็ทในไอเดียเพลงนี้ทั้งหมด พี่ก็ไม่ได้ตั้งความคาดหวังให้เป็นเพลงที่มีคนร้องทั่วร้านตลาด สำหรับตัวพี่ พี่แฮปปี้ที่ได้ทำแล้ว และก็ต้องขอบคุณค่ายที่เขาเปิดโอกาสให้เราได้ทำด้วย
อย่างที่บอกว่าเพลงนี้ มันจะมีความเป็นสากล เป็นอเมริกันฟังค์ ซึ่งซาวนด์มันก็ทำให้ค่อนข้างเป็นซาวนด์ 2015 ก็คือซาวนด์มันก็ไม่ได้เอ้าท์ไป คนที่ฟังดนตรีก็จะเก็ทว่าเราทำซาวนด์ให้มันค่อนข้างแปลกใหม่

คอนเซ็ปต์การแต่งตัวก็เปลี่ยนด้วยใชไหม?
คอนเซ็ปต์ลูกหว้าต้องมีหมวก คือมีการเปลี่ยนสไตล์หมวก และก็เน้นสีปากดูชัดขึ้น ก็คืออยากให้มันมีสีสันมากขึ้น แต่ก็ยังอยู่คุมโทนเดิม ก็คือวันที่ไปถ่าย สไตลิสต์ก็บอกว่าสีปากเอาแจ่มๆ หน่อยไหมเพราะว่าเพลงมันเป็นเพลงเก๋ น่าจะมีลุคที่สีปากมันชัดขึ้น ส่วนสไตล์ก็คือเป็นของทีมเราคิด และก็สไตลิสต์ก็ช่วยกันคิด อยากให้ออกมาดูทันสมัยขึ้น และก็อย่างที่บอกเราไม่ได้เป็นสาวหวานขนาดนั้น เขาก็เลยพยายามดึงสิ่งที่เราเป็นให้ออกมาชัดขึ้น จากเมื่อก่อนแบบอาจจะร้องเพลงหวานจริง แต่เผอิญตัวเราไม่หวานไง เขาก็เลยรู้สึกว่าถึงเวลาที่เราจะไม่หวานแล้ว ก็คือให้มันดูเป็นอีกมุมหนึ่ง เรื่องหวานก็คือเป็นการร้องเพลงไป แต่บุคลิกเราก็ให้มันชัดไปเลย
พูดถึงผลงานด้านอื่น?
ลูกหว้าจะมีงานด้านมิวสิคัลเรื่อยๆ อย่างที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ นี่ก็มีเรื่อง “มอม เดอะมิวสิคัล” บทประพันธ์ของ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเล่นสลับกับพี่น้ำมนต์-ธีรนัยน์ และก็กลางปีจะมีอีกหนึ่งเรื่อง อันนี้เขายังไม่ให้บอกชื่อ แต่ว่าเรื่องนี้ก็สนุก เรื่องนี้จะเป็นแนวทันสมัยค่ะ
ความรู้สึกกับงานด้านมิวสิคัล?
จริงๆ ต้องบอกว่ามันเป็นโอกาสของเราที่ได้เล่นเดอะมิวสิคัลต่อกัน 3 เรื่อง ในปีที่ผ่านมา สำหรับเดอะซาวนด์ ออฟ มิวสิค ก็ไปออดิชั่นธรรมดาเลย เพราะว่าตอนที่เปิดออดิชั่น เราก็ดูแล้วว่าบท “มาเรีย” เขาต้องเอาคนที่เด็กกว่าเราแล้วล่ะ ดังนั้น เราขอออดิชั่นบทนี้แล้วกัน เป็นบทตัวร้าย แต่ก็ไม่ได้ร้ายขนาดนั้น ต้องขอบคุณ “ป้าแจ๋ว” ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ ที่สามารถสร้างคาแร็กเตอร์ตัวละครที่ชื่อ “เอลซ่า” ที่อยู่ในเดอะซาวนด์ มิวสิก ให้มีสีสัน เป็นรสชาติที่คนไทยจะชอบ แต่มันก็ไม่ได้ดูร้ายไปจนแบบดูเป็นตัวละครตัวร้าย มันยังดูเป็นตัวละครฝรั่ง ความหรู แต่มันก็มีความตลกอยู่ในนั้นด้วย ก็ดีใจที่ได้เล่นเรื่องนี้ เพราะว่าเราได้พัฒนาเรื่องจังหวะคอเมดี้เพิ่มขึ้น
ส่วนในเรื่อง “มอม” จะเป็นแนวดราม่าเลยค่ะ เป็นเรื่องราวในสงครามโลก ครั้งที่ 2 ซึ่งแก่นของเรื่องพยายามจะบอกว่าสงครามมันมีผลกับชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะประชาชนไปจนถึงน้องหมา น้องแมว คือความรุนแรงมันมีผลจริงๆ กับสังคม อันนี้คือแก่นหลักๆ แต่ว่าเรื่องนี้มันก็จะพูดถึงในเรื่องของความสัมพันธ์ของคนที่รักหมา อันนี้ทุกคนอินอยู่แล้ว แต่ว่าตัวบทจะเป็นนายผู้หญิงคือเป็นนายของมอม คือมอมจะมีทั้งนายผู้ชายและนายผู้หญิง เขาจะรักนายมาก นายผู้ชายเป็นคนเอามาเลี้ยง นายผู้หญิงก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนให้เห็นถึงผลของสงครามที่มันทำลายครอบครัว มันทำให้ครอบครัวต้องแตกแยก เกิดความสูญเสีย เรื่องนี้มันก็เลยเป็นดราม่าเลย เพราะว่าจากชีวิตดีๆ ของครอบครัวหนึ่งในยุคนั้น พอเจอสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงแม้ว่าบ้านเราจะไม่ได้เป็นต้นตอของปัญหา แต่สุดท้ายมันก็มีผลมาถึงบ้านเรา และมันก็จะมีคนจำนวนหนึ่งในยุคนั้นที่ชีวิตต้องล่มสลายไปเพราะสงคราม มันก็เลยมีการนำเสนอออกมาแนวดราม่าเลย ยากมากเพราะเราต้องเล่นเป็นคนที่มีลูกเล็กๆ ซึ่งเราไม่มีครอบครัว เราจะต้องใช้จินตนาการ ทำการบ้าน และก็พี่น้ำมนต์ที่แสดงร่วมที่เป็นตัวบทเดียวกัน ที่สลับกันเล่นเนี้ย พี่น้ำมนต์มีลูกสาวอยู่แล้วด้วย เราก็ได้เรียนรู้วิธีการ จากพี่ที่มีประสบการณ์ เราก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ข้อดีของการได้เล่นละครเวที คือเราจะได้เจอคนใหม่ๆ เรียนรู้คนใหม่ๆ ก็สนุกดี ช่วงนี้ก็เป็นช่วงของการเข้าไปซ้อมเรื่อยๆ
ได้ทราบถึงผลงานต่างๆ มากมายของสาวมากความสามารถคนนี้ไปพอสังเขปแล้ว เชื่อว่าเธอคนนี้จะยังมีความสามารถอื่นๆ ที่ซ่อนเร้นไว้อยู่อีกมากแน่ๆ อยากให้ลองมอง ลองติดตามเธอไปเรื่อยๆ รับรองว่าคุณจะต้องทึ่งกับความเป็น “ลูกหว้า-พิจิกา” ไม่น้อย!
“ติดตามข้อมูลข่าวสารที่เพจ Facebook “pijika” หรือ IG “pijika_offioial” เดี๋ยวนี้ระบบที่สามารถฟังเพลงถูกกฎหมายมีเยอะแล้วค่ะ ไม่แพง อย่างเช่น ไลน์มิวสิค แอปเปิลมิวสิค KKBOX หรือว่าจะเป็นที่ดาวน์โหลดจาก itunes ก็ได้ หรือว่า *1231123 ของแกรมมี่ก็ได้ ได้ทุกทางเลย หรือจะให้ดี ดูในยูทูบก็ได้ รับรองว่ามิวสิกวีดีโอของเราแจ่มมาก เป็นการ์ตูนแอนิเมชั่น อยากให้เข้าไปดูกัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/200062
เรียกได้ว่าแดนซ์กันยับตั้งแต่ช่วงพลบค่ำยันเที่ยงคืน!! สำหรับเทศกาลดนตรีเต้นรำระดับโลกส่งตรงจากประเทศอังกฤษ “ช้าง มิวสิค คอนเนคชั่น พรีเซนต์ กราวิตี้ ไทยแลนด์ 2016 อาร์เคเดีย-เดอะ แบงค็อก เทคโอเวอร์” ณ ลุมพินีสแควร์ (สวนลุมไนท์บาซาร์เดิม) ถนนพระรามสี่ จัดโดย บริษัท โฟร์ วัน วัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ภายใต้การบริหารงานของซีอีโอ กึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ ผนึกกำลังกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมด้วย บริษัท มีโมชั่น จำกัด จับมือ อาร์เคเดีย (Arcadia) สุดยอดทีมโปรดักชั่นระดับโลกแห่งประเทศอังกฤษ โดยมี บริษัท ช้างอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้การสนับสนุนอย่างเต็มสูบภายใต้แพลตฟอร์มทางดนตรี Chang Music Connection
บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเย็นที่ประตูทางเข้ายังไม่เปิด ผู้คนยืนรอเพื่อที่จะได้เข้าไปสัมผัสกับความอลังการของ “เวทีหุ่นยนต์แมงมุมยักษ์พ่นไฟ”(Arcadia Spider Stage) เมื่อได้ฤกษ์เปิดประตูคอปาร์ตี้ก็มุ่งหน้าไปตามเสียงกระหึ่มจากเจ้าแมงมุมยักษ์ที่มี ดีเจ อรวรรณ (DJ ORAWAN) และ ดีเจ มังกร (DJ DRAGON) สองตัวแทนจากประเทศไทยขึ้นอุ่นเครื่อง จากนั้น 18.00 น. ความระห่ำระลอกแรกอย่างเป็นทางการก็บังเกิดขึ้น “มัสท์ ดาย” (MUST DIE!) และดุเดือดต่อเนื่อง “ดีเจ เบลนด์” (DJ BL3ND) ภายใต้หน้ากากและผมสีแดงเพลิงอันเป็นเอกลักษณ์ต่อด้วย “ซอมบอย” (ZOMBOY) ซาวนด์ดนตรี ดีเจและโปรดิวเซอร์หนุ่มจากอังกฤษ และคู่หูหัวฟูจากแคนาดา “ดั๊บส์” (DVBBS) และไฮไลต์ของงานกับดีเจค่าตัวแพงอันดับ 8 ของโลก“คาสเคท” (KASKADE) กับเพลงฮิตอย่างAtmosphere, Never Sleep Alone, Disarm You ก่อนจะอำลาเวทีแมงมุมยักษ์ 360 องศากันด้วยโชว์พิเศษจาก
ทีม ARCADIA SOUNDSYSTEM กับเอฟเฟ็กต์พ่นไฟ เลเซอร์ CO2 และปิดงานที่เวลา 24.00 น.ตรงเป๊ะด้วยการชูธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดแขนของเจ้าแมงมุมยักษ์
ส่วนใครที่พลาด พบกันใหม่ปีหน้า Gravity Thailand 2017 ติดตามรายละเอียดที่ http://www.facebook.com/fouroneoneent ทวิตเตอร์ @411ent รวมทั้งอินสตาแกรมของ กึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ IG @kueng_chalermchai



ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/200061
มาเฟียสุดหล่อ “เวียร์-ศุกลวัฒน์” ควงแม่กวางน้อย “เปรี้ยว-ทัศนียา” พร้อมด้วยสาว “นินิว-กัญญารัตน์ จากละคร “มรสุมสวาท” ทางช่อง 7 สี ร่วมกิจกรรมสุดพิเศษกับแฟนละครที่ร่วมสนุกเข้ามาจากกิจกรรม “ติดจอรอฟินกับละคร มรสุมสวาท” จำนวน 15 ท่าน เดินชมงานศิลปะพร้อมทำการ์ดสุดพิเศษ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน
ฟินกันเลยทีเดียวเมื่อมาเฟียสยมภูควงสองสาว พลิกบทโหดมาเดินชมงานศิลปะ ทำเอาแฟนละครปลื้มกันแบบสุดๆ ที่ได้ใกล้ชิดนักแสดงในดวงใจ โดยกิจกรรมเริ่มต้นด้วยการที่ 2 สาว เปรี้ยว-นินิว พาผู้โชคดีเดินชมนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี งานนี้สาวเปรี้ยวพกกล้องคู่ใจขึ้นมาเก็บภาพโดยนางแบบก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล สาวนินิว นั่นเอง ก่อนที่จะลงไปสมทบกับพระเอก เวียร์-ศุกลวัฒน์ ที่ถึงแม้จะเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศในช่วงเช้า แต่ก็ขอมาร่วมกิจกรรมเพื่อแฟนๆ มรสุมสวาทโดยเฉพาะ
ซึ่งกิจกรรมสุดพิเศษอีกอย่างในวันนี้ก็คือการทำการ์ด งานนี้แต่ละคนดูตั้งอกตั้งใจกับงานฝีมือของตัวเองมาก แต่ดูท่าพระเอกของเราจะไม่ถนัดวาดเลยขอนำสติ๊กเกอร์มาเป็นตัวช่วยพร้อมแถมลายเซ็นซะเลย และนอกจากนี้ทั้งเวียร์ เปรี้ยว นินิว ยังช่วยกันคัดเลือกการ์ดของผู้โชคดีที่ทำออกมาสวยถูกใจที่สุด เพื่อมอบวีซีดีเพลงละครช่อง 7 สี ให้เป็นของรางวัลและมอบของที่ระลึกจากละครเป็นหมอนรุ่นพิเศษสกรีนรูปคุณสยมภูและแม่กวางน้อย ให้แฟนๆ ได้เอาไปหนุนนอนกันอีกด้วย
โดยหนุ่มเวียร์เผยว่า “วันนี้ขอบคุณแฟนละครมรสุมสวาททุกคนนะครับที่ร่วมสนุกกับกิจกรรมละครของเรา ขอบคุณสำหรับกำลังใจดีๆ กระแสต่างๆ ในโลกโซเชียลยังไงก็ฝากติดตามเป็นกำลังใจให้กับความรักของสยมภูด้วยครับทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7 สี ครับ”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/200055






ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/200051
31 ม.ค.59 นางเอกสาวสวย “แพท ณปภา ตันตระกูล” ที่ตอนนี้มีแฟนคลับจับคู่สุดจิ้นกับนักร้องหนุ่ม “โตโน่ ภาคิน” แต่ทั้งคู่ก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าตอนนี้ยังโสดสุดๆ
ล่าสุดสาวแพทก็ขอถ่ายแฟชั่นอวดความเซ็กซี่คู่กับนายแบบหนุ่มหุ่นล่ำใน Volume ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ โดยสาวแพทมาในลุคสวยสง่าที่แอบเปรี้ยวนิดๆ รับรองว่าต้องทำแผงหนังสือฮอตกับแฟชั่นแซ่บๆ นี้อย่างแน่นอน





ภาพจาก : VOLUME
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/200004
ผ่านพ้นไปด้วยดีสำหรับงานแถลงข่าว “Dress The Stars 2” โปรเจกท์พิเศษเพื่อเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์น้องใหม่ ได้มีประสบการณ์ตรงในวงการแฟชั่น ของ สถาบันอาคาเดเมียร์ อิตาเลียนาประเทศไทย ณ สถาบันอาคาเดเมียร์ อิตาเลียนาชั้น 3 อาคารจัสมิน ซิตี้ สุขุมวิท23 หลังประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ในการเปิดตัวโปรเจกท์นี้เมื่อปีที่แล้ว กับ 10 บุคคลต้นแบบของวงการบันเทิงประเทศไทย และยังได้ส่งชิ้นงานไปเผยแพร่ที่ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ได้รับการกล่าวถึงอย่างชื่นชม จึงเป็นที่มาของ Drees The Stars 2 ต่อเนื่องในปี 2559 โดยมีบุคคลผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทยในสาขานางเอก คือ แอน มิตรชัย ซูเปอร์สตาร์มานั่งพูดคุย ร่วมด้วย กิก-ดนัย จารุจินดา บุคคลต้นแบบเมื่อปีที่แล้ว ได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์และความประทับใจของตนเองต่อโปรเจกท์นี้ โดยแอนเผยว่า “จริงๆ บุคคลต้นแบบไม่ได้มีแค่นี้นะคะ นอกจากแอนแล้วยังมีคุณเกรท-วรินทร ในสาขาพระเอก,คุณจ๋า-ยศสินี ในสาขาผู้จัด และคุณป๊อป-วราวุธ ในสาขานักธุรกิจและเซเลบริตี้ชื่อดัง มาร่วมกันเป็นแบบให้น้องๆ ได้ออกแบบเสื้อผ้าให้ ซึ่งแอนค่อนข้างชื่นชมทางสถาบัน ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็ก และพยายามผลักดันให้เด็กมีโอกาสที่ดีเยี่ยมแบบนี้ แอนยินดีและขอบคุณที่ทางสถาบันให้เกียรติเแอนได้มีส่วนร่วมกับโปรเจกท์นี้ แอนเต็มใจจะสนับสนุนให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของแฟชั่นระดับสากลในอนาคตต่อไปค่ะ”





































ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
31 มกราคม 2559 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/413379

โดย…หนูดี-วนิษา เรซ ภาพ อีพีเอ
หนึ่งในวิชาที่หนูดีชอบที่สุดสมัยเรียน คือ วิชาจิตวิทยาเชิงบวก หรือ Positive Psychology ซึ่งจำได้ว่าอยากไปเข้าเรียนทุกๆ ครั้งไม่อยากโดดเลย เพราะเป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับงานวิจัยของคนที่มีความสุขเป็นพิเศษและเราก็นำสิ่งที่ค้นพบมาปรับใช้กับตัวเรา
หนูดีชอบวิชานี้ถึงขนาดเอามาเขียนเป็นหนังสือเล่มที่สาม คือ “อัจฉริยะสร้างสุข” และต่อเนื่องมาเป็นหนังสือ Brain Power 2 คู่มือเพิ่มความสุขในทุกๆ วัน
เวลาผ่านไปสิบปีเต็มๆ หลังจากหนูดีเรียนจบและกลับมาทำงานเมืองไทย ตอนนี้มีงานวิจัยในสายจิตวิทยาเชิงบวกนี้เพิ่มเติมขึ้นมาและน่าสนใจจนอยากนำมาบอกต่อในสองประเด็น นั้นก็คือเรื่องของการออกกำลังกายและเรื่องของการรับประทานอาหาร ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายดายและพวกเราก็มักจะรู้กันอยู่แล้วแต่ทำไม่ค่อยได้หรือบางทีก็มองข้ามไป เพราะเป็นเรื่องที่เรารู้ๆ อยู่แล้ว ออกกำลังกายแค่ 10 นาทีตั้งแต่เช้าช่วยให้อารมณ์เราดีต่อเนื่องในวันนั้น – เป็นข้อมูลที่นักวิจัยอยากให้พวกเรารู้ค่ะ
งานวิจัยจากภาควิชาจิตวิทยาเชิงบวก พบว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น ช่วยปรับสมองของเราให้พร้อมต่อการเรียนรู้ พร้อมต่อการรับข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และทำให้อารมณ์ของเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยงานวิจัยนี้อาจารย์ในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งจึงมักชักชวนให้เด็กๆ ร่วมกันเต้น แอโรบิกสั้นๆ ก่อนประชุมงานกลุ่มหรือก่อนสอบ เวลาเราเห็นพวกเขาอัพ แอนด์ ดาวน์ด้วยกันแล้วน่ารักจริงๆ ค่ะ เชื่อกันว่ามันจะช่วยให้เด็กๆ ทำงานและทำข้อสอบได้คะแนนดีขึ้น ว่าไปแล้วเวลาเราทะเลาะกับแฟน เราควรพักเบรกไปออกกำลังกันคนละ 10 นาทีก็น่าเอ็นดูดีนะคะ กลับมาเจอกันอาจอารมณ์ดีจนหันมาปรับความเข้าใจกันได้ง่ายๆ
นักวิจัยพบว่า การออกกำลังกายจริงจังอย่างต่อเนื่องช่วยรักษาโรคซึมเศร้าได้ดีพอๆ กับยาต้านภาวะซึมเศร้าแต่ผลดีต่อเนื่องนั้นเจ๋งมากค่ะ นั่นก็คือ หากใช้ยาแล้วหยุดยาโอกาสที่จะกลับมามีภาวะซึมเศร้านั้นสูงถึง 38% แต่หากใช้การออกกำลังกายจริงจังแล้วหยุดไปพบว่าผู้ป่วยเพียงประมาณ 9% เท่านั้นที่จะกลับมามีภาวะซึมเศร้าแบบเดิมอีก
ฟังแบบนี้แล้วคนที่เพียงแค่เครียดง่ายหรือเซ็งๆ อารมณ์ไม่ค่อยดี หงุดหงิดง่ายน่าลองออกกำลังกายหนักหน่วงจริงจังดูนะคะเพราะหากคนเป็นภาวะซึมเศร้ายังหายดีได้แล้วคนที่เป็นเพียงเล็กน้อยคงทำให้อารมณ์ดีไปอีกนาน
นานแค่ไหนมาดูผลงานวิจัยของกลุ่มนักจิตวิทยาเชิงบวกกัน งานวิจัยพบว่าคนเราจะอารมณ์ดีต่อเนื่องถึง 12 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ฟังแล้วเดี๋ยวต้องไปดูหนุ่มๆ ที่เล่นกล้ามยกเวตหนักๆ ดูสิว่าอารมณ์ดีจริงหรือไม่
หันมาดูด้านของอาหารการกินกันบ้าง เมื่อก่อนมุมของอาหารการกินมักจะโดนมองข้ามโดยนักวิจัยในกลุ่มจิตวิทยาเชิงบวก เพราะพวกเขามักไปโฟกัสที่วิธีการคิดและแบบแผนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดเสียมากกว่า
แต่ในช่วงหลังเทรนด์การรับประทานอาหารสุขภาพมาแรงมาก จนนักวิจัยได้ลองเก็บข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าการรับประทานผักและผลไม้ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้จริง โดยงานวิจัยนี้เก็บข้อมูลกับกลุ่มคนวัยหนุ่มสาว 281 คน ติดตามพฤติกรรมการรับประทานของเขาเป็นเวลา 21 วัน พบว่า กลุ่มคนที่รับประทานผักผลไม้รวมกันวันละไม่ต่ำกว่า 7 ส่วน (7 Servings) (วิธีคำนวณง่ายๆ คือ หนึ่งส่วนประมาณแอปเปิ้ลขนาดกลางหนึ่งผล) นั้นมีอารมณ์ที่ดีกว่าคนที่รับประทานผักผลไม้น้อยอย่างเห็นได้ชัด โดยอารมณ์ที่ดีขึ้นนั้นจะส่งผลชัดเจนในวันถัดไปหลังจากรับประทานผักผลไม้ไปเต็มที่แล้ว
แท้จริงแล้วการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายให้เพียงพอเหมาะสมนั้น เป็นสิ่งที่เบสิกมากๆ จนเราทุกคนพูดถึงกันบ่อยๆ อีกทั้งการนอนหลับให้พอในแต่ละคืนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากคืนไหนนอนไม่พอผลจะเห็นได้ชัดเจนในเช้าวันถัดมาว่าอารมณ์ของเราจะเสียง่าย หงุดหงิดง่ายโดยไม่มีเหตุผล นั่นเพราะการดูแลขับพิษและฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ เกิดขึ้นอย่างมากในเวลาที่เรานอนหลับโดยเฉพาะการนอนหลับช่วงก่อนเที่ยงคืน ซึ่งถือกันว่าเป็นช่วงฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
สิ่งง่ายๆ เหล่านี้หากเราจะทำก็ทำได้ไม่ยากเย็นเกินไป เพราะมันไม่ได้ใช้เงินหรือความพยายามเยอะแยะอะไรเลย ง่ายกว่าเรียนให้จบเสียด้วยซ้ำ เสียดายที่คนจำนวนมากมีวินัยไม่เพียงพอที่จะทำมันให้เกิดอย่างต่อเนื่องได้เลยทำให้พลาดการใช้ประโยชน์จากการออกกำลังและรับประทานผักผลไม้ไปอย่างน่าเสียดาย
ส่วนวิธีอื่นๆ ที่พบว่าใช้ได้ผลอย่างยิ่งที่เน้นเรื่องของ “วิธีคิด” อย่างเดียวน้ั้น ก็คือการเขียน “Grateful Journal” หรือ สมุดไดอารี่สิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณ โดยเขียนได้ทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น อาหารวันนี้อร่อย ไปจนถึงวันนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะที่ใฝ่ฝันไว้ได้ การจดบันทึกเช่นนี้เรื่อยๆ จะช่วยให้เราโฟกัสในสิ่งที่เรามีมากกว่าไปโฟกัสในสิ่งที่เราขาด เทคนิคง่ายๆ เพียงเท่านี้ช่วยให้คนมีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมานักต่อนักแล้ว
ใครที่อยากมีความสุขมากขึ้นและเป็นตัวของเราแบบที่แฮปปี้ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ลองนำเทคนิคเรียบง่ายที่ทำได้เลยในวันนี้ไปลองปรับใช้ดูนะคะ หากไม่มีเวลาจริงๆ ขอแค่กระโดดตบเบาๆ สักสิบนาทีก่อนออกไปทำงาน…แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วค่ะ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
31 มกราคม 2559 เวลา 09:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/413377

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ NYT, Reuters, Bloomberg
บทความของอีริค บาร์กเกอร์ (Eric Barker เจ้าของเว็บไซต์ bakadesuyo.com) ที่ถูกตีพิมพ์ในนิวยอร์กไทมส์ เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล และนิตยสารไทม์ กล่าวถึงการสร้างความสุขยามเช้า 7 ขั้นตอน เขากล่าวว่าจากผลวิจัยมากมายพิสูจน์แล้วว่าคนมีความสุขจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าเราควรทำอย่างไรให้ได้รับความสุขนั้น อีริคบอกเคล็ดลับ 7 ขั้นตอนที่ควรทำทุกเช้า ดังนี้
ขั้นแรก ก่อนเข้านอนต้องรู้ว่าตัวเองจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้ วางแผนชีวิตและสัญญากับตัวเองว่าจะใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ขั้นที่สอง จัดการอารมณ์ ผลวิจัยชี้ชัดว่าอารมณ์ตอนเช้าจะส่งผลต่ออารมณ์ทั้งวันนั้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คุณอารมณ์เสีย เช่น อีเมลงาน แชตจากเจ้านาย เพื่อไม่ให้เช้าแสนสุขของคุณต้องพังลง หลังจากนั้นเมื่อลุกขึ้นจากเตียงแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ขั้นที่สาม อาหารเช้า อีริค กล่าวว่า หลายคนไม่กินอาหารเช้าเพราะข้ออ้างต่างๆ นานา ทั้งไม่มีเวลา หาซื้อไม่ได้ ตื่นสาย ซึ่งแท้จริงแล้วอาหารเช้าเป็นมื้อที่จำเป็นต่อร่างกาย มากไปกว่านั้นเราควรให้เวลากับมื้อเช้า ไม่ใช่เพียงแค่กิน แต่ต้องเอนจอยกับช่วงเวลานั้น หลังจากชาร์จพลังจากอาหารเช้าแล้ว ก็ถึงขั้นที่สี่ ทำในสิ่งที่คุณกลัว อีริคไม่ได้กล่าวผิด แต่เพราะเวลาเช้าเป็นช่วงเวลาดีที่สุดที่จะทำในสิ่งที่หลีกเลี่ยงมาตลอด เขายกตัวอย่าง คนลดความอ้วน มักจะกินเกินความตั้งใจในมื้อเย็น ไม่ใช่ในมื้อเช้าหรือมื้อเที่ยง ซึ่งสิ่งควบคุมให้คุณอยู่ในกฎระเบียบนั้นคือ ตัวเอง หรือ Self-Control ดังนั้นต้องกล้าที่จะท้าทายตัวเองในทุกเช้าเพื่อให้วันนั้นกลายเป็นวันแห่งชัยชนะ
เมื่อจัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปขั้นที่ห้า ส่งต่อความสุขให้ผู้อื่น ด้วยวิธีง่ายๆ คือ ส่งอีเมลหรือข้อความในแง่ดีไปหาเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่ทำงาน ซึ่งมีผลวิจัยยืนยันว่า การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้จะทำให้คุณมีความสุขแบบไม่รู้ตัว จากนั้นขั้นที่หก เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด อาจดูเป็นพฤติกรรมของคนมองโลกในแง่ร้าย แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นการเตรียมตัวให้คุณรับมือได้ทัน ทั้งนี้อย่าวิตกจนทำให้ไม่มีความสุข แต่จงคิดในแง่ดีว่าตัวเองมีแผนสำรองเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันนั้นๆ และมาถึงขั้นตอนสุดท้ายก่อนก้าวออกจากประตู ขั้นที่เจ็ด จูบคนที่คุณรัก การกอดจูบเป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่ดี อีริคกล่าว เช่น สามีที่จูบภรรยาก่อนไปทำงานจะมีอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีและหาเงินได้มากกว่าคนทั่วไป 20-30% ซึ่งนักจิตวิทยาคิดว่าไม่ใช่เพราะจูบที่ทำให้ผลเป็นเช่นนั้น แต่เพราะความรู้สึกที่ดีตอนเช้าต่างหากที่ทำให้คุณมีอายุยืน แต่สำหรับใครที่ไม่ใช่คนโรแมนติกก็สามารถกอดทดแทนได้ มีผลวิจัยระบุไว้ว่า การกอด 5 ครั้งต่อวันจะส่งผลดีต่อชีวิตเช่นกัน อย่างไรก็ตามอีริคได้กล่าวทิ้งท้าย เช้าที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มตอนเช้า ทั้ง 7 ขั้นจึงนำไปใช้เวลาใดก็ได้ล้วนส่งผลดีทุกเวลา