นักปั่นกลางกรุงปลุกกระแสคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412321

นักปั่นกลางกรุงปลุกกระแสคนเมือง

โดย…พุสดี, กาญจนา

กระแสการปั่นจักรยานในไทยขยายวงกว้างมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินไว้ว่าในปี 2558 มีคนไทยใช้จักรยานทั่วประเทศมากถึง 3.2 ล้านคน เป็นผู้ใช้จักรยานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากกว่า 1.5 แสนคน อย่างไรก็ตามคนกรุงเทพฯ ยังต้องใช้ถนนร่วมกับรถยนต์จำนวนกว่า 9 ล้านคัน (สถิติกรมการขนส่งทางบกปี 2558) ที่เป็นอุปสรรคสำคัญให้คนไม่กล้าออกมา กระนั้นก็มีบางเสียงที่ยืนยันว่า “กรุงเทพฯ ปั่นสนุก” และเลือกจักรยานเป็นพาหนะคู่ใจปลุกกระแสคนเมือง

จักรยานคือเพื่อนซี้

เจฟฟรี่ เบญจกุลวิวัฒน์ นักแสดงและพิธีกรหนุ่มที่หลงใหลในการขี่จักรยานเป็นชีวิตจิตใจ ยอมรับว่า ทุกวันนี้แทบไม่เคยห่างจากจักรยาน อย่างน้อยต้องปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายทุกวัน ปั่นเพื่อซ้อมอยู่ที่บ้าน 2 ครั้ง/สัปดาห์ และปั่นออกทริปอีก 2 ครั้ง/สัปดาห์ ยังไม่รวมถึงการแข่งขันในรายการต่างๆ อีกเดือนละ 1-2 ครั้ง

“บางครั้งผมก็ขี่จักรยานไปจ่ายตลาดนะ ขี่ไปปากซอยซื้อของ จริงๆ แล้วชีวิตผมก็ผูกพันกับจักรยานมานาน ตั้งแต่เด็กๆ เราก็ขี่เล่นอยู่ละแวกบ้าน ขี่ส่งของไปให้เพื่อนแม่ เหมือนเป็นแมสเซนเจอร์ประจำหมู่บ้าน พอโตขึ้นมาหน่อยเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็ขี่จักรยานไปเรียน จากบ้านผมไปเอแบคก็ประมาณ 8-10 กิโลเมตร ถือว่าโอเค ผมก็จะเลือกวันที่ไม่มีธุระต้องไปไหนหลังเลิกเรียน เลือกวันที่เลิกเรียนเย็น เวลาขี่กลับบ้านจะได้ไม่ร้อน”

เจฟฟรี่ เบญจกุลวิวัฒน์

 

 

เจฟฟรี่ บอกว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาใช้จักรยานเป็นพาหนะคู่ใจตอนวัยรุ่น เพราะบางครั้งขับรถไปเรียนก็ไม่มีที่จอด ประจวบเหมาะกับไปเล่นเกมโชว์รายการหนึ่งแล้วได้จักรยานเป็นของรางวัลพอดี เลยลองนำมาขี่ไปมหาวิทยาลัย ปรากฏขี่ไปขี่มาก็เริ่มติดใจ แถมเพื่อนๆ ก็ยังสนใจมาขี่ตามเป็นก๊วนจักรยาน ขี่ไปเที่ยวด้วยกัน กลายเป็นความสนุกไปอีกแบบ จนพอไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา เมืองที่เจฟฟรี่ไปอยู่ก็ยังนิยมการขี่จักรยานอีก ทำให้เขายิ่งอินกับการขี่จักรยาน

“ผมหลงรักการขี่จักรยาน มาถึงจุดที่ขาดไม่ได้แล้ว ทุกวันนี้ถ้าห่างหายไป 2-3 วันก็เริ่มคิดถึง รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในชีวิตหายไป สำหรับผมจักรยานเหมือนเป็นเพื่อนซี้คนหนึ่งที่เราอยู่ด้วยกันมาตลอด ที่สำคัญจักรยานเป็นเพื่อนที่นำสิ่งดีๆ นำความสุขเข้ามาในชีวิตเรา พาเราไปเจอสังคมดีๆ เป็นอุปกรณ์ที่วิเศษ มันช่วยลดพรมแดนของ อายุ เพศ วัย ฐานะ ไม่ว่าใครก็เป็นเพื่อนกันได้หมด โดยมีจักรยานเป็นตัวเชื่อม”

ถามถึงมุมมองที่มีต่อเทรนด์การขี่จักรยานในยุคนี้ เจฟฟรี่บอกว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างที่บอกว่าจักรยานเป็นตัวกลางที่พาเราไปสู่สังคม มิตรภาพใหม่ๆ “มนุษย์ทุกคนมีเซนส์ในการรักษาตัวเองให้ปลอดภัย เพราะฉะนั้นถ้าเราจะขี่จักรยานให้ปลอดภัย เราต้องรู้ตัวเองและพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย ขับขี่แล้วสบายใจ เช่น ถ้าขี่คนเดียวรู้สึกไม่ปลอดภัย เราอาจจะไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ มาขี่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นต้น” และในฐานะที่คลุกคลีในวงการจักรยานมานาน เขายังบอกด้วยว่าไม่มีสูตรตายตัว เพราะนักขี่ทุกคนจะรู้ตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยเวลาขี่จักรยาน

 

จักรยานคือพาหนะหลักในกรุงเทพฯ

เมื่อระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ไม่ตอบโจทย์ชีวิต ธิติศักดิ์ หวังเกษม จึงหันมาพึ่งจักรยานและใช้เป็นพาหนะหลักนานกว่า 3 ปี

“คนเราจะตื่นเต้นเวลาขี่ออกไปไกลบ้าน” เขากล่าวถึงความรู้สึกวันแรก “สัปดาห์แรกผมขี่ไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดินใช้เวลา 30 นาที ระยะทาง 5 กิโลเมตร ช่วยประหยัดเวลาไปได้เป็นชั่วโมง โดยช่วงแรกผมเลือกใช้เส้นทางบนฟุตปาทก่อน จากนั้นก็ค้นหาเส้นทางอื่นในกูเกิลแมปจนไปเจอเส้นทางรอง เลาะเข้าซอย แวะร้านกาแฟ และไปถึงออฟฟิศในเวลาแค่ 20 นาที กับระยะทาง 8 กิโลเมตร บางวันรถติดมากๆ ยิ่งปั่นสบาย เหมือนมีไบค์เลนบนถนน เพราะรถทุกคันหยุดนิ่งแต่มีจักรยานที่สามารถไปได้”

จากบ้านย่านคลองตันไปออฟฟิศแถวรัชดาฯ มีตัวเลือกในการเดินทางหลายอย่างทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน และแอร์พอร์ตเรลลิงค์ แต่ระบบขนส่งมวลชนเหล่านั้นใช้เวลาเดินทางนานกว่า 2 ชม. โดยเวลาส่วนใหญ่จะเสียไปกับการรอ และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 4,000 บาท แต่เมื่อมาใช้จักรยาน เขาไม่ต้องเสียเงินสักบาท และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ บนท้องถนน

“ทุกวันนี้คนเมืองกำลังถูกกรุงเทพฯ บิดเบือนเวลา ถ้าคุณได้ขี่จักรยานคุณจะรู้ว่ากรุงเทพฯ เล็กมาก ใช้เวลาเดินทางน้อยมาก และคนกรุงเทพฯ ยิ้มง่ายมาก” ธิติศักดิ์ยังเล่าถึงวัฒนธรรมการขี่จักรยานที่แม้จะไม่รู้จักกัน แต่ก็ส่งยิ้มให้กันเสมอจนกลายเป็นวัฒนธรรมของนักปั่นไปแล้ว

ธิติศักดิ์ หวังเกษม

นอกจากนี้ จักรยานยังเปลี่ยนพฤติกรรมจากคนที่ชอบอยู่บ้านเพราะเบื่อรถติด กลายเป็นคนชอบออกไปหาเส้นทางใหม่ๆ ให้รู้จักกรุงเทพฯ มากขึ้น “ผมไม่สนใจว่าจะหลงหรือจะอ้อมไปอีกทาง เพราะมันคือภาพใหม่ๆ ที่ไม่น่าเบื่อเลย เวลาขี่จักรยานมันจะมีภาพผ่านตาไปเป็นพันๆ เฟรม มันน่าตื่นตาและน่าประทับใจทุกครั้ง” มากไปกว่านั้นตัวเขาเองยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ โดยเฉพาะคนในออฟฟิศที่หันมาใช้จักรยานมากขึ้น

ส่วนเรื่องการขี่อย่างไรให้ปลอดภัย เขาให้ความสำคัญกับตัวผู้ใช้ก่อนเป็นอย่างแรกโดยต้องสวมหมวก ใส่ถุงมือ ติดไฟท้ายรถ ปฏิบัติตามกฎจราจร และที่สำคัญคือ ห้ามประมาท โดยเฉพาะผู้ที่ขี่จักรยานชำนาญแล้วอาจเกิดความเลินเล่อก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

วันนี้ ธิติศักดิ์กลายเป็นตัวอย่างของคนกรุงเทพฯ ที่ขี่จักรยานในชีวิตประจำวัน โดยได้ให้ข้อมูลแก่คนทั่วไปผ่านเว็บไซต์ www.bkkwheels.com และเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/bkkwheels

จักรยานคือเพื่อนร่วมทาง

ทางเลือกของคนที่ไม่ใช้รถยนต์ไม่ได้มีแค่ระบบขนส่งมวลชน แต่ยังมีจักรยานที่สามารถใช้ร่วมถนนกับรถอื่นๆ สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์ บรรณาธิการนิตยสาร Cycling Plus Magazine (Thailand) เป็นอีกคนที่ใช้จักรยานคู่กับระบบขนส่งมวลชน โดยขี่จากบ้านมาที่ทำงานระยะทางประมาณ 10 กม. ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชม.

สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์

 

“การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ไม่อยากใช้รถ หรือคนที่เห็นว่าการใช้รถมันลำบาก มันเสียค่าใช้จ่ายเยอะ หรือเสียอารมณ์กับสภาพจราจรในกรุงเทพฯ ก็สามารถเลือกใช้จักรยานแทน” เขายังแนะนำว่าสำหรับคนที่ไม่สะดวกขี่จักรยานไปทำงานเพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น บริษัทไม่มีห้องอาบน้ำ ก็ควรใช้จักรยานพับเพื่อความสะดวกในการนำขึ้นระบบขนส่งมวลชน จากนั้นเวลาเลิกงานก็ค่อยขี่จักรยานกลับบ้าน หมดข้ออ้างในการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน

สุธรรม แสดงทัศนะว่า ปัญหาแรกของคนที่ไม่กล้าขี่จักรยานในกรุงเทพฯ คือ ความกลัว “กลัวทั้งอันตรายจากรถยนต์ และกลัวว่าจะสร้างความลำบากให้ผู้อื่น” เขากล่าวเช่นนั้น เพราะกรุงเทพฯ ยังไม่เป็นเมืองจักรยานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งที่มีการพัฒนาเรื่องนี้มาตลอดแต่คนพัฒนายังใช้มุมมองของคนขับรถยนต์มาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนปั่นจักรยานอยู่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนใช้จักรยานอย่างแท้จริง

สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์

 

“คนไทยเกิดมาพร้อมวัฒนธรรมรถยนต์ คิดว่าถนนเป็นที่ของรถยนต์ แต่ที่จริงแล้วถนนเป็นของการเดินทางทุกรูปแบบทั้งคนเดินถนน รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และจักรยาน ภาครัฐและกรุงเทพมหานครไม่จำเป็นต้องทำเลนจักรยานก็ได้เพราะกรุงเทพฯ ไม่เอื้อทำเช่นนั้น แต่ควรทำอย่างไรให้คนแชริ่ง เดอะ โรด เห็นคนอื่นเป็นผู้ร่วมทาง ทำอย่างไรให้ทั้งคนปั่นและคนขับเดินทางไปในเส้นทางเดียวกันได้อย่างปลอดภัย”

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เมืองไทยก็มีการส่งเสริมเรื่องจักรยานมากขึ้น เห็นได้จากหลายจังหวัดมีการโปรโมทการท่องเที่ยวด้วยจักรยานและมีเลนจักรยาน ซึ่งถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่กระแสจักรยานยังไม่ตกก็อาจจะมีศักยภาพมากพอให้คนไทยออกมาขี่จักรยานในชีวิตประจำวัน

 

เกษตรกรทีเล่นแต่เอาจริง จาก ‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์’ ถึง ‘เกษตรกรวันหยุด’ เกษตรกรทีเล่นแต่เอาจริง จาก ‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์’ ถึง ‘เกษตรกรวันหยุด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412093

เกษตรกรทีเล่นแต่เอาจริง จาก ‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์’ ถึง ‘เกษตรกรวันหยุด’

โดย…พริบพันดาว

คนเมืองใหญ่ในกรุงเทพฯ ต่างอยากมีบ้านนอกเป็นของตัวเอง ได้ไปพักผ่อนเปิดสมองตามบ้านสวนหรือไร่นาในต่างจังหวัด ได้สัมผัสและลงมือทำการเกษตรบ้างตามที่โอกาสจะเอื้ออำนวย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันก็มีการหันมาทำการเกษตรเพิ่มขึ้น ทั้งเรือกสวนไร่นาตามที่ตัวเองจะมีพื้นที่แบบไหน หรือตามความฝันความชอบที่อยากจะทำการเกษตร และบางส่วนแทนที่จะทำแบบเล่นๆ สนุกๆ ก็เอาจริงเอาจังจนถึงขั้นเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) กันเต็มตัว ซึ่งเป็นโครงการที่มีอย่างต่อเนื่องและต่อยอดไปสู่สังคมบ้างแล้วบางส่วน

มาดูภาพเปลี่ยนไปของเกษตรกรที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งดูเหมือนจะประกอบอาชีพเกษตรกรทีเล่นทีจริง ไม่เคร่งเครียดคร่ำครึอย่างคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ รวมถึงเกษตรกรวันหยุด คนทำงานรุ่นใหม่ที่ปันเวลาไปทำเกษตรยามว่าง แถมมีรายได้เพิ่มเติมเสริมเข้ามาอย่างน่าพอใจ แม้ไม่มากมายแต่ได้ความสุขใจ

 

‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์’ ความหวังเกษตรกรรุ่นใหม่

“ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” (Young Smart Farmer) มีคำนิยามที่หลากหลายกันไป แต่รู้กันว่าเป็นคำจำกัดความของเยาวชนอนาคตเกษตรไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่สู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพ สามารถประกอบอาชีพการเกษตรอย่างมั่นคง มีศักดิ์ศรี มีความภาคภูมิ สมเกียรติ วิจิตรประเสริฐ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนายุวเกษตรกร กองพัฒนาเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล่าให้ฟังว่า งานส่งเสริมเยาวชนเกษตรของกรม เป็นแค่กลไกส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรทั่วไป โดยจัดกลุ่มเป้าหมายไว้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กเล็กกับกลุ่มเด็กโต

“กลุ่มเด็กเล็กเราใช้เรื่องยุวเกษตรกร ส่วนกลุ่มเด็กโตเราทำเป็นเรื่องเครือข่าย โดยส่งเสริมเป็นรายบุคคล ซึ่งเรียกว่า ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ สำหรับกลุ่มเด็กเล็ก เราไม่ได้บังคับให้เขาเป็นเกษตรกร แต่ต้องการปลูกฝังให้เขามีทัศนคติที่ดีในด้านการเกษตร แต่ถ้ามีเด็กที่เดินต่อมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ เราก็จะผลักดันให้เขาเรียนรู้เรื่องประสิทธิภาพการผลิต ประเมินดูว่าเขาผ่านการเป็น ยัง สมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือยัง ก็ให้ความรู้กันไป กระบวนการก็จะเป็นแบบนี้”

สำหรับที่มาที่ไปของ ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ต้องย้อนหลังกลับไปปี 2556 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางพื้นฐานการสร้างเกษตรกรในรูปสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยจดทะเบียนเกษตรกรให้มีข้อมูลที่ทันสมัยผ่าน “หนึ่งบัตรประชาชนเพื่อเกษตรกรปราดเปรื่อง : One ID Card for Smart Farmer” พร้อมมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตร (War Room) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วนให้ครอบคลุม และมีการจัดทำแผนพัฒนาระดับจังหวัด รวมทั้งตั้งสถานีโทรทัศน์เกษตร เพื่อที่จะให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ให้ทั่วถึง เพื่อให้นโยบายการผลักดันเกษตรกรสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประสานนโยบายสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เข้ากับแผนงาน สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) รวมทั้งได้ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์

ต่อมาปีงบประมาณ 2557 มีการจัดสรรงบประมาณ 448 ล้านบาท ในการสานต่อนโยบายสมาร์ทฟาร์มเมอร์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้แก่สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานให้กับสมาร์ทฟาร์มเมอร์ การอบรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 แสนบาท เพื่อยกระดับรายได้และการพัฒนาเกษตรกรเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ต้นแบบเพื่อขยายผลไปยังเกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป และสมาร์ทฟาร์มเมอร์รุ่นใหม่ หรือ ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ก็อยู่ในกระบวนการนี้

 

“ตอนนี้มีเรื่องของเกษตรกรรุ่นใหม่ ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เป็นเรื่องของเกษตรกรที่เริ่มต้นประกอบอาชีพ แล้วมีความเก่งกว่าผู้ใหญ่หรือเก่งกว่าเกษตรกรอาวุโสปัจจุบัน ซึ่งจะทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่าได้แน่นอน โดยเกษตรกรรุ่นใหม่มาจากหลายสาขา จบวิทยาศาสตร์ วิศวกร นิติศาสตร์ก็มี แต่มาทำการเกษตร เป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ เขาอาจจะเป็นยุวเกษตรกรมาก่อน รวมถึงคนที่สนใจทางด้านนี้ โดยมีพื้นที่ทำการเกษตรของตัวเองอยู่ ก็จะมาทางสายนี้” สมเกียรติ เล่าต่อและแจกแจงว่า

“กรมก็มีข้อจำกัดอยู่ในเรื่องงบประมาณและความสามารถทางกำลังคน แต่ละปีก็สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ได้จังหวัดละ 30 คนทั่วประเทศ ซึ่งทำได้ยากเหมือนกัน เมื่อก่อนเมืองไทยมีเกษตรกรอยู่ 80% ของประเทศ แล้วก็เหลือ 60% แนวโน้มตอนนี้ก็ลดเหลือเพียง 40% แล้ว ในอนาคตก็จะลดเหลือ 20% อย่างแน่นอน ซึ่งจะเหลือน้อยมากในการผลิตสินค้าเกษตรเลี้ยงคนในประเทศ ซึ่งความสามารถของเกษตรกรรุ่นใหม่ต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งคนที่มีคุณสมบัติที่ตรงกับที่ต้องการก็หาได้ยากในพื้นที่”

ว่าไปแล้ว การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรเบื้องต้นมุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการปรับตัวของภาคการเกษตร ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพการผลิต และการสร้างภาพลักษณ์ของสินค้า การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีความรู้อย่างถ่องแท้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ภายใต้โครงการ ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ โดยการส่งเสริมและพัฒนาคนกลุ่มนี้ให้มีความสามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้าน เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผล ตลอดจนรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเกษตร และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

 

ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จก็มีอย่าง สุพจน์ ศรีคำหู้ ประธานเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ ภาคตะวันตก 8 จังหวัด ซึ่งถือเป็นรุ่นแรกบุกเบิกในปี 2555 หลังอบรมเสร็จสุพจน์รวบรวมคนที่สนใจจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาภายใต้ชื่อกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรปลอดภัยตำบลคลองนกกระทุม เน้นการทำเกษตรที่ปลอดภัยและลดต้นทุนเป็นหลัก โดยเริ่มจากแปลงนาข้าวของสมาชิก บนเนื้อที่ 2 ไร่ เพื่อทดลองปลูกข้าวปลอดสารเคมี โดยลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีลง แต่ยังสามารถให้ผลผลิตเท่าเดิมหรือใกล้เคียง จนเป็นที่ยอมรับของสมาชิกในกลุ่ม ทำให้ทุกวันนี้สมาชิกในกลุ่มใน ต.คลองนกกระทุม ได้หันมาทำนาอินทรีย์กันเกือบทั้งหมด

องค์ความรู้ที่นำไปสอนนั้น ประการแรกจะเน้นวิธีการทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าปุ๋ย ค่ายา โดยแนะนำให้รู้จักวิธีการใช้อย่างเหมาะสมและใช้ในส่วนที่จำเป็นจริงๆ ประการต่อมาเป็นเรื่องของการตลาด ให้สมาชิกรู้จักการหาช่องทางการตลาดเพื่อกระจายสินค้าได้มากขึ้น โดยจะมุ่งพัฒนาเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก เน้นการใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก การออกบูธตามงานต่างๆ และการใช้เครือข่ายของสมาชิกด้วยกัน ในการทำตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์

อีกคนก็คือ อภิวัฒน์ สุขพ่วง เจ้าของไร่สุขพ่วง ใน ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี แกนนำเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผ่านการอบรมในโครงการ ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เช่นกัน การหันหลังให้กับชีวิตลูกจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมที่นิคมมาบตาพุด จ.ระยอง มาสู่วิถีทางการเกษตรอย่างเต็มขั้น บนเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ โดยทำเป็นศูนย์การเรียนรู้การทำเกษตรตามแนวพระราชดำริ ซึ่งแบ่งพื้นที่นาข้าวประมาณ 25 ไร่ โดยเน้นปลูกข้าวดอกมะขาม ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง ส่วนที่เหลือจะปลูกอ้อย มันสำปะหลัง สับปะรด ไม้ผล และพืชผักต่างๆ โดยผลผลิตที่ได้จะนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านกระบวนการผลิตในครัวเรือนและผลิตภัณฑ์อื่นๆ เป็นจำนวนมาก

‘เกษตรกรวันหยุด’ แต่ไม่เคยหยุดฝัน

คนรุ่นใหม่วัยทำงานที่ใช้เวลาว่างในวันหยุดทำกิจกรรมการเกษตร และพัฒนามาเป็นอาชีพเสริมจนสามารถสร้างรายได้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนยุคปัจจุบัน ที่เข้าร่วมประกวด “เกษตรกรวันหยุด” ของมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด และได้รางวัลมาอย่าง พชกร สีสันต์ ซึ่งทำงานประจำอยู่ที่ดีแทค วนเวียนใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เทียวมาเทียวไปกับ จ.นครปฐม ซึ่งพ่อแม่มาลงหลักปักฐานอยู่ แต่วันหนึ่งเธอไปเยี่ยมบ้านของยายที่ จ.อ่างทอง พบว่าที่ของบรรพบุรุษทางแม่ จำนวน 2 ไร่ครึ่งถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า

 

“คิดว่าเราน่าจะทำเกษตรในวันหยุด พอวันศุกร์หรือเสาร์ก็ขับรถมาที่อ่างทอง ซึ่งใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าถึงสองชั่วโมง มาดูแลได้ทุกอาทิตย์ ก็เลยตัดสินใจคุยกับญาติ เขาก็บอกว่าไหวเหรอ แต่ก็ลงมือทำ”

พืชที่เธอปลูกนั้นก็คือ ข่ากับตะไคร้ ซึ่งเป็นพืชผักสวนครัวที่เป็นสมุนไพรในตัวเองด้วย และเป็นการวางแผนอย่างชาญฉลาด ทดลองปลูกไปก่อนแค่ 1 ไร่ครึ่ง เธอบอกว่า

“ก็ไม่ค่อยมีเวลา ถ้าปลูกผักสวนครัวที่ต้องดูแลรดน้ำเช้าเย็นคงไม่ไหว เลยเลือกปลูกข่ากับตะไคร้ ก็ลงทุนไปแค่หมื่นกว่าบาท ไม่รวมการติดตั้งระบบจ่ายน้ำแบบสปริงเกอร์ ซึ่งก็ดีมาก ผลผลิตออกมางามมาก แทบจะไม่มีปัญหาอะไร”

จากระยะเวลา 8 เดือนผ่านไปตั้งแต่เริ่มต้นเป็นเกษตรกรวันหยุด เก็บผลผลิตไปแล้ว 1 ครั้ง ขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อได้เงินมาถึง 4.5 หมื่นบาท ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงของมนุษย์ที่ทำงานประจำกินเงินเดือนอยู่ในกรุงเทพฯ

“หากเทียบกับรายได้ที่ทำอยู่ งานจากเกษตรก็ถือว่าไม่มากนัก แต่เราทำในช่วงวันหยุดและเวลาว่าง ตอนนี้ก็วางแผนจะปลูกหมุนเวียนให้เต็มพื้นที่ 2 ไร่ ซึ่งจะได้ขายทั้งปี รวมถึงพยายามจะเป็นศูนย์ในการรวมพืชที่เป็นข่า ตะไคร้ ในย่านเดียวกัน ในการนำไปขาย”

พชกร สีสันต์

 

เธอบอกว่ายังไม่คิดถึงการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรของตัวเอง แต่มีความสุขที่ได้ทำตรงนี้ และอยากชวนมนุษย์เงินเดือนที่มีที่ดินอยู่ในต่างจังหวัดมาทำเกษตรวันหยุดกัน เพราะได้ทั้งความสุขใจและดีต่อสุขภาพ คลายเครียดในวันหยุดอยู่กับธรรมชาติ และมีรายได้เสริมด้วย

“เกษตรกรวันหยุด” คือกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงานรุ่นใหม่ที่ใช้เวลาวันหยุดจากการทำงานประจำในเมืองหลวงและจังหวัดต่างๆ กลับมาบ้านเกิดหรือพื้นที่ของตนเองเพื่อทำการเกษตร ปลูกข้าว พืช ผัก ผลไม้ต่างๆ ทั้งเพื่อการเก็บไว้กินเอง แบ่งปัน แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายหารายได้กลับมาลงทุนหมุนเวียนในพื้นที่เกษตรนั้น โดยยึดหลักการสำคัญคือไม่ใช้สารเคมี หรือสิ่งที่เป็นอันตรายหรือทำลายสภาพแวดล้อม โดยอาจเป็นขั้นพื้นฐานคือร่วมด้วยช่วยกันในครอบครัว และขั้นต่อยอดคือการรวมกลุ่มเพื่อนหรือขยายเครือข่ายการผลิต การแลกเปลี่ยนและการค้าทั้งในตลาดใกล้บ้าน รวมทั้งการสื่อสารระบบออนไลน์

อารีย์ นิลวดี เป็นเกษตรกรวันหยุดที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงอีกคนหนึ่ง เธอทำงานอยู่ที่บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) แต่ครอบครัวอยู่ที่โคราช หรือตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมา มีสวนอยู่ 8 ไร่ ที่ อ.ปักธงชัย เพราะฉะนั้นทุกวันศุกร์ จุดนัดพบของครอบครัวก็คือ สวนสวัสดี ซึ่งเป็นชื่อเรียกสวนของตัวเอง

“พอวันหยุดก็กลับไปทำกิจกรรมร่วมกันที่สวน ก็ได้ทำกิจกรรมการเกษตรกันทั้งบ้าน หลักๆ ก็มีปลูกกล้วย ละมุด และก็ฝรั่ง ซึ่งเป็นไม้ผล ส่วนพืชผักสวนครัวนั้นปลูกไม่ได้ เพราะวันธรรมดาไม่มีคนดูแล ปกติที่ไร่นี้จะปลูกละมุดไว้อยู่แล้ว พอดีทั้งครอบครัวก็ทำงานประจำกันอยู่ ซึ่งต้องคัดต้องเก็บต้องบ่ม แต่กล้วยสามารถเข้าไปตัดเครือที่ใกล้สุกเพียงรอบเดียว ซึ่งจะดูแลง่ายกว่าและขายง่ายด้วย ซึ่งก็ขายพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงสวนไป แต่มีบางส่วนที่เรามาเก็บกล้วยตอนวันหยุดยาวๆ แล้วเอาไปขายเองที่โคราชใช้แบรนด์ชื่อ สวนสวัสดี ซึ่งคิดกับลูก ก็ได้ราคาดีกว่า แต่นานๆ ทีครั้ง”

 

รายได้ที่สวนถ้าเทียบกับงานประจำก็ไม่เยอะมาก เพราะเราปลูกขายเองเท่าที่จะทำได้ อารีย์บอกว่าเฉลี่ยแล้วก็ตกเดือนละ 8,000 บาท ซึ่งก็เก็บเป็นเงินฝากประจำให้ลูก ซึ่งในอนาคตเขาก็สามารถมีเงินที่จะดูแลตัวเองได้

“ตอนนี้ปลูกเต็ม 8 ไร่แล้ว แต่จะค่อยๆ ลดพื้นที่ปลูกละมุด เพราะไม่ค่อยได้ดูแลเต็มที่ มันก็ตาย ก็เลยเพิ่มพื้นที่ปลูกกล้วยให้มากขึ้น แล้วก็จะหาพืชที่ชอบอากาศเย็นๆ หน่อย อย่างมัลเบอร์รี่ และอโวคาโด ปลูกแซมให้หลากหลาย เพราะกล้วยคนปลูกกันเยอะ บางทีก็ราคาตก”

เธอฝากถึงคนที่มีที่ดินของตัวเองในต่างจังหวัด แต่มาหมกตัวทำงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ ว่า คนที่ทำงานในกรุงเทพฯ เป็นคนต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ ก็อยากให้ใช้เวลาว่างวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเทศกาลหยุดยาวไปเป็นเกษตรกร

“ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ก็ดี อย่างน้อยก็สามารถลดค่าใช้จ่ายบางอย่างในชีวิตประจำวันได้บ้าง ถือเป็นการกลับบ้านสร้างความอบอุ่นในครอบครัว สนุกมาก” อารีย์ทิ้งท้าย

เกษตรกรวันหยุดได้กลายเป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวคนทำงานในเมืองใหญ่หรือพื้นที่ต่างๆ ที่มีความต้องการทำการเกษตรหรือใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองได้ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

 

7 พฤติกรรมสกัดความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412035

7 พฤติกรรมสกัดความสุข

โดย…มิกกี้ เมาท์

ไม่มีใครอยากจะเป็นคนอมทุกข์ ชีวิตหาความสุขไม่ได้ แต่บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวว่าหลายพฤติกรรมที่เราทำอยู่นั้น เป็นตัวขับไล่ความสุขออกจากชีวิตเราแบบไม่รู้ตัว งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า คนเรามีความสามารถ 40% ที่จะสามารถสร้างและควบคุมความสุขได้ง่ายๆ แค่เริ่มกำจัดอุปนิสัยที่ทำให้ไม่มีความสุขนั้นออกไปตาม 7 ข้อนี้จาก ทามารา สตาร์ นักเขียนชื่อดัง

1.ยึดติดกับความเชื่อที่ว่าชีวิตมันยาก : คนที่มีความสุขรู้ว่าชีวิตคนเราบางครั้งก็ยาก และ อาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยุ่งยาก แต่ทัศนคติที่คนมีความสุขมีต่อปัญหา นั่นคือ เขามองมันด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่ามองว่าตัวเองกำลังเป็นเหยื่อ และพยายามโฟกัสที่จะก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นไปให้เร็วที่สุด ขณะที่คนที่ไม่มีความสุขจะเฝ้าคิดแต่ว่าตัวเองเป็นเหยื่อของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต และติดอยู่กับวังวนนั้นแทนที่จะหาทางออกจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก

2.คุณคิดว่าชีวิตนี้ไม่สามารถเชื่อใจใครได้เลย : คนที่มีความสุขเชื่อว่าคนอื่นเป็นมิตรที่ดี ดังนั้นพวกเขามักจะเปิดกว้างและเป็นมิตรกับคนทุกคนที่พบ พร้อมกันเปิดใจที่จะพาตัวเองไปเจอกับคนใหม่ๆ ขณะที่คนที่ไม่มีความสุขเลือกจะไม่เชื่อใจใครเลยในชีวิต และค่อยๆ ปิดประตูการสื่อสารกับคนภายนอก พร้อมปิดโอกาสของตัวเองที่จะพบเจอกับคนใหม่ๆ

3.จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ผิดพลาดมากกว่าสิ่งที่ถูกต้อง : แม้จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่คนที่ไม่มีความสุขเลือกที่จะปิดตาหนึ่งข้าง โฟกัสและจดจำแต่สิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดระแวงตลอดเวลา ขณะที่คนที่มีความสุขมักเฝ้ามองปรากฏการณ์ความเป็นไปของโลก

4.ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และเต็มไปด้วยความริษยา : คนที่มีความสุขเชื่อว่าตัวเองเกิดมาพร้อมคุณลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ พวกเขารู้ลิมิตของตัวเอง และไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ขณะที่คนที่ไม่มีความสุข มักไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี และคิดว่าคนที่ได้ดีนั้นเพราะแย่งเอาสิ่งที่เขาควรจะได้ไปนั่นเอง

5.ควบคุมชีวิตตัวเองมากเกินไป : ความแตกต่างระหว่างคนที่มีความสุขกับไม่มีความสุข คือ ระยะเวลาที่จะไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ คนที่มีความสุขค่อยๆ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไปถึงเป้าหมาย ขณะที่คนที่ไม่มีความสุขมักไม่ค่อยยืดหยุ่นกับแผนการไปถึงเป้าหมาย และมักหาทางจัดการกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างทางไปสู่เป้าหมายไม่ได้

6.มองอนาคตข้างหน้าว่าน่ากลัวและน่าวิตก : คนที่มีความสุขมักเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ฝันกลางวันถึงสิ่งที่อยากจะเป็นในอนาคต ขณะที่คนที่ไม่มีความสุขมักไม่เหลือพื้นที่ในหัวให้คิดถึงสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้น เพราะเขาอัดแน่นอนาคตของตัวเองด้วยความกลัวและวิตกกังวล

7.ทุกบทสนทนาเต็มไปด้วยการนินทาและพร่ำบ่น : คนไม่มีความสุขมักใช้ชีวิตอยู่กับอดีต และมักนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ รวมทั้งชอบเอาเรื่องของคนอื่นมาพูดลับหลัง ขณะที่คนที่มีความสุขอยู่กับปัจจุบันและสิ่งที่วาดหวังในอนาคต พวกเขาจะตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ และรู้สึกชื่นชมกับสิ่งที่กำลังจะเป็นไปในอนาคต

 

เสน่ห์ในดินแดนที่เท้าย่ำ พงษ์พรรณ เกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412024

เสน่ห์ในดินแดนที่เท้าย่ำ พงษ์พรรณ เกษา

โดย…นกขุนทอง ภาพ Umkesa

หลายคนมีความฝันอยากเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่เฉียดใกล้ฝันนั้นเลย เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสได้ทำอย่างที่ต้องการเมื่อชีวิตยังมีข้ออ้างนู้นนี่อีกเยอะ แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ พงษ์พรรณ เกษา เพียงคำว่า “เปิดโลก” ก็พลิกเส้นทางชีวิต จากพนักงานออฟฟิศ ไปสู่แดนแดนใหม่ทั่วทุกมุมโลก เขาได้ก้าวเท้าออกจากจุดจำเจไปสู่ที่ใหม่ๆ กว้างใหญ่ไพศาล พบเจอความมหัศจรรย์สวยงามทั้งธรรมชาติ ผู้คน วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม แปลกตา ตื่นใจ ตระหนกตกใจก็มี เพราะบางดินแดนที่เขาย่ำเท้าเข้าไปนั้น ล้วนแล้วแต่มีเสียงปืน ระเบิด ภูเขาไฟ หิมะถล่ม ฯลฯ มันเป็นดินแดนอันตราย! แต่มันก็มีเสน่ห์ที่เขาไม่พรั่นพรึง

ก้าวแรก…ออกไปรู้จักโลก

พงษ์พรรณประกอบอาชีพทัวร์ลีดเดอร์ ไม่ใช่แบบมือถือธงเดินโบกเรียกลูกทัวร์ที่เดินตามกันเป็นพรวน แล้วตะโกนบอกลงๆๆๆ ขึ้นรถๆๆๆ ไวๆๆๆ เดี๋ยวไม่ทันที่นั้นที่นี้ปิด แต่เขารับนำทัวร์แบบแบ็กแพ็ก โปรแกรมแปลกๆ ไม่เน้นช็อปปิ้ง ชมเมืองบ้าง แต่ออกแนวลุยมากกว่า เช่น ขี่อูฐกลางทะเลทราย นอนในแคมป์ ขับรถเที่ยวในต่างแดน ปีนเขา เดินป่า ฝ่าดงปืน อันหลังนี้ไม่ได้ตั้งใจไปแต่มักเป็นเซอร์ไพรส์ระหว่างทริปอยู่บ่อยๆ

ท่องเมืองอโยธยา อินเดีย

 

 

“เมื่อก่อนทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทต่างประเทศ เรียนจบคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชอบเที่ยวเป็นปกติอยู่แล้ว ทำงานประจำถึงเย็นวันศุกร์ก็ออกต่างจังหวัดไปเดินป่า กลับมาเช้าวันจันทร์ทำงานเป็นแบบนี้ทุกอาทิตย์ครับ การออกไปเที่ยวคือการพักผ่อนไปทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข ทีนี้มีช่วงหนึ่งรู้สึกว่าไม่แฮปปี้กับงานที่ทำ เงินดีก็จริงแต่ว่างานหนัก ก็ลาออกแล้วไปอยู่เกาะพีพี ไปเช่าบังกะโลอยู่เป็นปี แล้วชีวิตก็เปลี่ยนครับ”

เขาละทิ้งชีวิตในเมืองไปกินอยู่แนบชิดธรรมชาติ หลีกเร้นห่างไกลผู้คน ณ หาดรันตี เป็นอีกหาดที่เงียบสงบบนเกาะพีพีเมื่อ 7 ปีย้อนหลัง 1 ปีที่เขาได้ใกล้ชิดธรรมชาติ แล้วได้แลกเปลี่ยนเปิดโลกทัศน์กับนักท่องเที่ยวขาลุย ดวงใจของเขาเต้นแรง ดวงตามองเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นดินแดนอันไกลโพ้นที่ไม่เคยไป เขารู้สึกลิงโลดอยากไปสัมผัสมัน ณ บัดนั้นเลย

เมืองออชา อินเดีย

 

“หาดนี้ต้องเดินข้ามเขาไปถึงเจอ มีบังกะโลไม้ไผ่ 16 หลัง คนน้อย อยู่กันแบบครอบครัวง่ายๆ แขกมาพักเป็นชาวต่างชาติที่ชอบการท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ แบ็กแพ็ก แล้ววันหนึ่งบังกะโลถูกเปลี่ยนเป็นรีสอร์ท 5 ดาว ผมย้ายออก แล้วก็เที่ยวไปเรื่อยๆ แบ็กแพ็กไปพม่าคนเดียว อยู่จนวีซ่าหมด เที่ยวไปจนเงินหมด แล้วมีเพื่อนเป็นสตาฟฟ์ทำทัวร์แนวที่ผมทำอยู่นี้เขาชวนก็ลองทำดู ทริปแรกคือพม่า ไปแล้วก็โอเค ถูกจริต เพราะถ้าให้ไปทัวร์ช็อปปิ้งเสิ่นเจิ้นอะไรอย่างนี้คงไม่ใช่ครับ ก็ทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้จะ 7 ปีแล้ว ไปมาประมาณ 42 ประเทศ ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา มีบางทริปผมไปสำรวจก่อน บางทริปก็ไปลุยพร้อมกันเลย เรียกว่าทริปสำรวจ ลูกทัวร์จ่ายค่าทัวร์ถูกหน่อย คือทุกอย่างเราแพลนแล้วล่ะ เรารู้ว่าจะไปไหนบ้าง แต่อาจจะไม่รู้ว่าไปเจอกับอะไร เรียกว่าโปรแกรมยังไม่สมบูรณ์ ที่ผมเลือกทำงานเป็นฟรีแลนซ์เพราะว่าเราได้เลือกรับงานที่เราทำแล้วมีความสุขได้ จะมีคิดโปรแกรมอะไรทุกอย่างเหมือนเราไปเที่ยวเอง แต่ต่อให้เป็นทัวร์ลุยก็จริงผมก็ยังต้องดูแลลูกค้า แล้วเวลาออกทริปติดกันนานๆ ผมก็จะมีหยุดพักบ้าง อาจเป็นเดือนแต่ช่วงที่หยุดพักผมก็ออกเดินทางไปปีนเขา เราต้องการของเราล่ะโดยที่ไม่จำเป็นต้องดูแลใคร”

ไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวได้ไปเยือนไปชมประเทศต่างๆ แต่ทุกๆ แห่งหนที่พงษ์พรรณได้ย่ำถึง เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ เติบโต

พลังแห่งศรัทธา

 

“ถ้าเรายังทำงานประจำ อยู่ตรงนี้ก็ได้เห็นตรงนี้ แต่ถ้าเรากล้าออกไปที่ต่างๆ เห็นโลกได้กว้างขึ้นยิ่งนับวันคือมันไม่รู้จบครับ ผมไม่ค่อยอ่านหนังสือ ผมเชื่อว่าชีวิตต้องเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง เหมือนที่ผมตัดสินใจลาออกจากงานไปอยู่เกาะ ตรงนั้นมันก็เปลี่ยนเลยครับ คือเราได้รู้จากฝรั่งจากทั่วมุมโลก ผมก็มองว่าเอ๊ะ เขาทำแบบนี้ได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราออกเดินทางมากขึ้น กว้างขึ้น”

ชีวิต ศรัทธา (เปิด) หัวใจ

เดินทางมาหลายประเทศ แต่ทริปที่ตราตรึงในความทรงจำของพงษ์พรรณที่สุด คือ อินเดีย ในช่วงเทศกาล กุมภเมลา 2013 (Kumbh Mela 2013) ณ เมืองอัลลอฮาบาด (Allahabad) พงษ์พรรณเคยไปอินเดียหลายครั้งแต่เส้นทางนี้ยังไม่เคยไป ในคราแรกฉงนในผู้คนมากมายที่หลั่งไหลดั่งสายน้ำมา ณ ที่นี้แห่งนี้ แต่ตลอดทริปนี้เขาได้เห็นด้วยตาแล้วสัมผัสได้ด้วยใจถึงพลังแห่งศรัทธาของผู้คน

ลาดักห์

 

“ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจไป แต่เพื่อนเป็นช่างภาพอยากไปถ่ายสารคดี เทศกาลนี้ผมได้ยินผ่านๆ ไม่ได้สนใจ เป็นเทศกาลมีคนมากที่สุดในโลก คนอินเดียนับถือศาสนาฮินดูมารวมกันแล้วลงอาบแม่น้ำคงคา ตรงนั้นเขาเรียกว่าสังคัม (Sangkum) เป็นจุดที่แม่น้ำคงคากับแม่น้ำยมุนาบรรจบกัน อีกสายหนึ่งคือแม่น้ำสรัสวดี (แม่น้ำที่อยู่ใต้ดิน) ถือว่าเป็นจุดศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เดินทางไปก็ยากคนเยอะมาก เทศกาลมี 2 เดือน แต่ว่าหลักๆ คือช่วงเดือน ก.พ. วันที่คนเยอะที่สุด 10 ก.พ. มี 36 ล้านคน ผมตามเพื่อนไปปักหลักตั้งแคมป์อยู่ 2 อาทิตย์

แต่ละเต็นท์มีนักบวช ชีเปลือยทาตัวด้วยขี้เถ้าไว้หนวดเครายาวแล้วก็ทรมานตัวเอง บางคนนอนบนหนาม บางคนเอามีดมาตัดอวัยวะเพศชาย มีแบบนี้เยอะ พวกนี้สูบกัญชา เขาบอกว่าสื่อถึงพระศิวะได้ ก็ดูแปลกๆ เราไม่เข้าใจ ผมไปหลายวันก็สังเกตการณ์เห็นแบบนี้ทุกวัน ตอนแรกเพื่อนบอกจะลงแม่น้ำคงคา ไอ้เราก็คิดว่าแม่น้ำคงคามีทั้งศพขยะคือมันดูสกปรกในความคิดเรา ผมบอกเลยยังไงก็ไม่มีทางลงไปเหยียบน้ำแน่นอน อีกอย่างอยู่ในงานเห็นทุกอาชีพอยู่ในนั้น มันเหมือนเป็นเฟสติวัลของชีวิตเลย

 

ผมนั่งรถตุ๊กตุ๊กจากที่พักไปจุดแม่น้ำ แต่มีวันหนึ่งคนแน่นมากต้องเดิน 10 กม. เป็นจุดพีกมากๆ คือคนลงไปอาบน้ำแค่เราเห็นก็รู้สึกไม่ค่อยดี เราเห็นก็ไม่เข้าใจตรรกะที่ต้องลงมาอาบน้ำแล้วจะหลุดจากการเวียนว่ายตายเกิดอะไรอย่างนี้ แต่สิ่งที่เห็นคือศรัทธาของคนที่นั่นสุดยอดมาก ผมเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เห็นแม่จับลูกจุ่มลงน้ำลูกก็ร้องไห้เพราะหนาว แต่แม่ก็ยังจับจุ่มน้ำเหมือนอยากเอาน้ำศักดิ์สิทธิ์สัมผัสตัวลูก สักพักหนึ่งผมก็เดินไปเจอคุณยายบริกรรมคาถาอะไรไม่รู้แล้วล้มลงแม่น้ำเฉยเลย แล้วแกก็ลุกขึ้นมาใหม่ ผมรู้สึกว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงมีความเชื่ออะไรขนาดนั้นกับแม่น้ำสายนี้ แต่ก็ไม่เท่าไหร่จนเดินไปอีกสักพัก สิ่งที่เห็นคือ คนที่ขึ้นมาจากน้ำเขาไม่มีขา เราก็เฮ้ย เขามาได้ยังไงถึงจุดนี้ เรามีขาเดินฝ่าฝูงชนมาก็ยากแล้ว ตอนนั้นผมไม่ได้ถ่ายรูปเพราะสติไม่อยู่แล้ว ผมน้ำตาไหล ปกติผมไม่เซนซิทีฟอะไรขนาดนั้น จากที่เราไม่รู้สึกอะไร กลายเป็นว่าเราอินกับความศรัทธาของเขา แล้วจู่ๆ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นผมก็อยากลงน้ำ อยากไปสัมผัสพระแม่คงคา พอลงไปไม่รู้ว่าต้องทำยังไง คิดได้อย่างเดียวคือเราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่า เวลาลอยกระทงขอขมาพระแม่คงคา แต่สิ่งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นจากตรงนั้นคือ ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย สมองมันโล่งแบบไม่เคยเป็นมาก่อน มันแจ่มใส มันบริสุทธิ์ยังไงไม่รู้

อีกเหตุการณ์ระหว่างเดินบนสะพานคนเบียดกันมาก เราก็เห็นจุดหนึ่งว่าง ก็คิดโมโหว่าทำไมไม่ไปเดินตรงนั้นมาเบียดทำไม คือคนเยอะถ้าล้มลงนี่โดนเหยียบตายได้ พอผมเดินไปถึงจุดที่มองเห็นว่าว่าง เป็นยายหลังค่อม โหตอนนั้นน้ำตาผมไหลเลยครับ เราปล่อยให้ตัวเองโมโหแล้วจิตเราต่ำสุด สิ่งที่เราเจอคืออะไร นั้นชีวิตหรืออะไร จิตใจเราเป็นอะไร ขณะที่เราร้อน เราด่าเกรี้ยวกราด เราลืมมองอีกด้านหนึ่งว่า นี่คือ ศรัทธาของคน ความบริสุทธิ์ เมื่อตะกี้เราปล่อยให้ภาวะอารมณ์เข้ามาครอบงำ จุดนี้ผมได้เรียนรู้แล้ว”

อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์

 

สงคราม ความงาม เสน่หา

ไปมาร้อยแปดเจ็ดย่านน้ำ แต่ละหนแห่งล้วนมีประวัติศาสตร์ ธรรมชาติที่มหัศจรรย์ หากบ่อยครั้งในการเดินทางไปสู่ดินแดนที่งดงามต้องเฉียดใกล้ความตาย แต่ถามว่าพงษ์พรรณกลัวไหม ตอบว่า กลัว ถามว่าเข็ดไหม ตอบว่า ไม่ เขากลับคิดอีกมุมว่า นั้นคือชีวิต คือการเรียนรู้ แล้วจะมีสักกี่ครั้งกันที่เขาจะโชคร้ายเจอเหตุการณ์อันตรายเหล่านั้น แต่ผลก็ออกมาแล้วว่า บ่อยครั้งทีเดียว

“ทริปแคชเมียร์ (อินเดีย) เดือน ก.ค. 2553 ตรงนั้นเป็นชายแดนอินเดียกับปากีสถาน แคชเมียร์เป็นดินแดนที่สวยมาก มีสงครามกลางเมือง แต่นักท่องเที่ยวไม่ลดลงเลย เพราะมันสวยมากกว่าความกลัว ทริปนั้นเราไปลาดักห์ มีลูกทัวร์ 20 คน ไปทะเลสาบดาล ขากลับไปแคชเมียร์รถติดมาก คนพื้นที่บอกมีแก๊งปาหิน เราไปนอนบ้านนอกเมือง ได้ยินเสียงปืน เห็นควันโขมง เขาบอกว่าเราไปไหนไม่ได้ ได้แค่พายเรือตรงนี้ ในเมืองไม่ปลอดภัย มีการยิงเกิดขึ้น แต่วันรุ่งขึ้นเราต้องบินไฟลต์บ่ายสอง ทางไปสนามบินผ่านเมืองศรีนาคา ไม่มีรถคันไหนกล้าไปส่ง ขอความช่วยเหลือจากสถานทูตอินเดีย เขาบอกจะมาช่วย ก็มีรถออกไปส่งแต่ต้องไปตีสี่ ช่วงเขาทำละหมาดจึงจะปลอดภัย ผมเครียดมาก แต่ต้องบอกความจริงลูกทัวร์ทุกสถานการณ์ ลูกทัวร์ก็เข้าใจคุยกันเฮฮาได้อยู่ แต่ช่วงรถผ่านเมืองคนขับชะลอรถ ทุกคนนั่งนิ่งเงียบมาก คือมีความกดดันอยู่ลึกๆ ครับ ถึงหน้าสนามบินมีขดลวดหนามเขาก็ยังไม่ให้เข้า ถนนมีอึเต็มไปหมด เมื่อไม่กี่วันเราเพิ่งผ่านถนนที่สวยมาก คือถนน Khardung La Pass เป็นถนนที่สูงสุดในโลกอยู่ที่เมืองลาดักห์ แต่วันนี้เรามายืนข้างกองอึ แล้วมีป้าย Welcome To Our Paradise On Earth ก็กลายเป็นเรื่องฮาในทริปได้ครับ”

แคชเมียร์ความงามกลางสงคราม

 

ในนาทีที่เจอกับความไม่แน่นอน ความกังวลความกลัวเกิดขึ้น แต่ถึงแม้ดินแดนไหนมีอันตรายซ่อนเร้นอยู่ หากยังมีความงามน่าค้นหา ผู้คนมีไมตรี นั้นก็เพียงพอเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้เขาไป

“การเป็นไกด์เราต้องแก้ปัญหาให้เป็นด้วย ถามว่ามีประเทศไหนปลอดภัย 100% ไม่มีหรอก แต่เราต้องรู้ ตื่นตัวตลอดเวลา ประเทศปากีสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่ผมชอบมาก มีข่าวระเบิดบ่อยๆ แต่เขาก็อยู่กันปกติ คนปากีสถานน่ารัก ไปไม่กลัว ธรรมชาติที่นั้นบริสุทธิ์มาก ผมเชื่ออย่างหนึ่ง ต่อให้ประเทศนั้นสวยงามแต่คนไม่น่ารักไม่มีน้ำใจผมก็ไม่ไป”

พบเช้างามหลังเฉียดตาย

 

ทริปอเมริกาใต้ ในปี 2555 เป็นอีกทริปที่พงษ์พรรณเจอเหตุการณ์ทำให้พรั่นสะพรึง เพราะไม่คาดฝันว่าจะเจอภัยใกล้ตัวขนาดนี้ ทริปนั้น 26 วัน เขาไปเยือน เปรู โบลิเวีย ชิลี อาร์เจนตินา บราซิล

“ตอนที่เราอยู่ชิลีมีเหตุการณ์ประท้วง เขาเดินถือป้ายดูร่าเริงดี ไม่รู้สึกน่ากลัว หรือจะมีเหตุการณ์อันตรายรุนแรง เพราะที่อเมริกาใต้มีการประท้วงเยอะมาก ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เราก็ถ่ายรูปกัน สักพักมีตำรวจมาสลายการชุมนุม คนก็วิ่งเหตุการณ์เริ่มชุลมุน เรามาหลบในตลาดปลา แล้วตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้ามา เป็นครั้งแรกที่เจอแก๊สน้ำตา นั่งน้ำตาไหล แล้วไปอาร์เจนตินาเขาก็ชุมนุมยึดทั้งประเทศ สายการบินก็งดบิน เราต้องนั่งรถสองพันกิโลเพื่อนั่งไปเมืองหลวงอาร์เจนตินา ระหว่างทางเงียบมาก คนขับก็กังวลว่าปั๊มน้ำมันจะปิดไหม แต่ทริปนั้นก็ผ่านมาได้ ตอนเจอก็โคตรเครียดเลย แต่ที่ผ่านมาได้ก็จากความร่วมมือกับน้ำใจของทุกคน”

 

เป้าหมายที่เฉียดใกล้ความตาย

ยิ่งสูงยิ่งหนาว คงเป็นคำท้าทายสำหรับพงษ์พรรณ เพราะการปีนเขาเป็นอีกกิจกรรมโปรด แม้จะทรหด เส้นทางวิบาก ผ่านวินาทีความเป็นความตายมาแล้วแต่เขาก็ไม่เข็ด ไม่ว่าจะเป็น ยอดเขาฟานซีปัน (Fanxipan) ประเทศเวียดนาม ระดับความสูง 3,143 เมตร เขาก็ไปพิชิตมาเมื่อปี 2549 ยอดเขากีนาบาลู (Kinabalu) ประเทศมาเลเซีย ระดับความสูง 4,095 เมตร เมื่อปี 2551 ไปเทรกกิ้ง Annapurna Base Camp ประเทศเนปาล ระดับความสูง 4,130 เมตร ครั้งแรกเมื่อปี 2552 ติดใจไปซ้ำในปี 2553 สูงสุดในชีวิต ที่ Kala Patthar ระดับความสูง 5,645 เมตร หิมาลัย เนปาล บนเส้นทางเดินเทรกกิ้ง Gokyo Ri-Chola Pass-Everest Base Camp ใช้เวลา 17 วัน เมื่อปี 2554 และล่าสุด เมื่อปี 2558 การเดินรอบภูเขา Manaslu Circuit (ภูเขาที่สูงเป็นอันดับ 8 ของโลกในเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล) และหุบเขา Tsum Valley ระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร ภายใน 22 วัน

“ทริปเดินรอบภูเขา Manaslu Circuit และหุบเขา Tsum Valley ผมไปกับน้องผู้ชาย สภาพอากาศตอนนั้นแปรปรวนมาก เราไปหน้าร้อนหิมะไม่ควรเยอะแต่ดันเยอะ Larke Pass คือจุดสูงสุดของเส้นทางนี้ก็ถูกหิมะปกคลุมทางปิด ผมก็เดินแยกไปอีกทางเพื่อไปซุม วัลเลย์ ติดชายแดนทิเบต เดินถึงจุดหนึ่งไกด์ให้เรากลับที่พักเพราะถ้าบ่ายพระอาทิตย์ส่องหิมะจะถล่มระหว่างทาง แต่เราอยากไปวัดต่อก็ให้ไกด์รอเฝ้าของอยู่ข้างล่าง เดินไปหิมะเยอะมากขาก็จมแล้วเดินๆ ไปก็เริ่มคิดเราไม่รู้ว่าข้างล่างคืออะไร ก็เลือกเดินตามรอยเท้าจามรี มันมีน้ำหนักมาก มันเดินได้คนก็เดินได้ แล้วเราก็รีบเดินลงให้เร็วที่สุด ได้ยินเสียงหิมะถล่มไล่หลังจริงๆ อยู่ไกลแต่เสียงดังมากเหมือนเสียงฟ้าผ่า

พิชิตภูเขาไฟรินจานี

 

อีกวันเราเจอทีมนักปีนเขาชาวสวิส เราต้องเดินตั้งแต่ตีสอง ไกด์เราไม่ค่อยมีประสบการณ์ เราอาศัยเดินตามรอยเท้ากลุ่มใหญ่ ตามแสงไฟฉาย ปกติต้องใช้เวลาเดิน 12 ชม. ถ้าไม่มีหิมะ แต่วันนั้นเราเดินเกิน 16 ชม. แล้วหิมะตกหนักมาก ความสูงประมาณ 5,000 น้องที่ไปด้วยเริ่มหายใจลำบากเพราะออกซิเจนน้อย เดินจนฟ้าใกล้สว่างก็ยังไม่ถึงจุดสูงสุด เราได้เจอแหม่ม 2 คนเดินตามรอยกลุ่มใหญ่เหมือนเรา คนหนึ่งเขารู้สึกจะตาย เขาแพ้ความสูง ภาวะขาดออกซิเจน วิธีที่ผมเรียนรู้มา แล้วเคยทำก็เลยบอกว่าเดินลง เดินลงยิ่งต่ำจะดีขึ้น ตอนนั้นเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับก็ไม่ได้ไม่มีลานจอด อากาศไม่ดี ขมุกขมัว หิมะขาวโพลน กะระยะเวลาไม่ถูก โชคดีของแหม่มทีมสวิสมีหมอมาด้วยก็ฉีดไวน์เข้าร่างกายเขาก็ฟื้น

ผมกับน้องเดินต่อไป เราใส่แว่นดำยังมองจ้าไปหมด ต้องมองให้แน่ใจว่าเหวหรืออะไร ถ้ารู้โหดขนาดนี้ผมไม่ไป ถอดถุงมือดูเล็บ เล็บเป็นสีม่วง เวลาเราเดินขึ้นที่สูงก็ต้องรีบลงให้เร็วที่สุด หิมะก็เริ่มตกรอยเท้าก็หาย เหลือเราสองคนรั้งท้าย ขาขึ้นไม่เท่าไหร่ ขาลงยากเพราะมันชัน ต่างคนต่างช่วยกันดูก็คลำทางกันไปเรื่อย สไลด์ลงให้เร็วที่สุด สัญลักษณ์ที่รู้ว่าไม่หลงคือมีเสาสีดำปักอยู่เป็นระยะ เราเจอเสาต้นหนึ่งก็ต้องมองหาเสาต้นต่อไป แล้วต้องเล็งทางว่ามันคือเหวหรืออะไร ขาจมในหิมะเดินก็ยาก ผมมีไม้เท้าอันเดียว พอลงสไลด์มันเร็วมากไม่มีมีอะไรรั้งเหมือนเสียหลัก ผมเบรกแล้วเบี่ยงตัวล้ม ไม้เท้าหักแล้วจุดที่ผมหยุดทันอยู่ใกล้เหวนิดเดียวเอง ตอนนั้นเหมือนรอดตายหวุดหวิด สักพักน้องเดินผิดปกติ ภาวะขาดน้ำตาลก็ให้กินฝอยทองกรอบให้มีพลัง ผมปลอบว่าเราเห็นรอยจามรีแล้ว มีหมู่บ้านอยู่ข้างหน้า แต่มันก็เดินไปไม่ถึงสักที หิมะคลุมขาวไปหมด เดินขาติด จนผมนึกว่าเราจะมาตายกันตรงนี้ไหม แต่ก็ฮึดเดินๆๆจนเจอป้าย Ponker Lake อีกไม่นานก็จะถึงหมู่บ้าน Bimthang ที่เราจะไปนอนแล้ว

พม่าเมืองนอนที่ 2 ในชีวิต

 

พอตอนเช้ามาฟ้าใสมาก เหมือนป่าในเทพนิยาย คนละเรื่องกับเมื่อวานเลย สวยมาก ทริปนี้เดินยากที่สุดของการเทรกกิ้งที่เนปาลเลย แต่มันคุ้มมาก ตอนเดินทะเลาะกันชิบหายแต่ได้มิตรภาพกลับมา ได้เห็นความเป็นความตาย ถ้าเรายอมแพ้ไม่เดินต่อเราตายแน่ แต่เราสู้ ตอนนั้นมันเกินคำว่ากลัว เหมือนความรับผิดชอบด้วยเพราะเราต้องพาน้องไปให้รอด”

พงษ์พรรณให้เหตุผลที่ชอบปีนเขาว่า “เหมือนได้อยู่กับตัวเอง ภูเขาใหญ่มหึมา เราตัวเล็กนิดเดียว แต่มันอยู่ที่ใจจริงๆ ที่เราค่อยๆ เดินไต่มันขึ้นๆ ไป”

ภูเขาไฟรินจานี (Rinjani) สูง 3,726 เมตร เป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย ยังมีการปะทุอยู่เป็นระยะๆ พงษ์พรรณไปถึง 2 ครั้ง รอบแรกปี 2552 แต่ไม่สามารถพิชิตยอดเขาได้เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกแล้ว เพราะภูเขาไฟปะทุรุนแรง ลาวาไหลเยิ้มเปลี่ยนสีทะเลสาบสีเขียวกลายเป็นสีเหลือง ผิวกายสัมผัสความร้อนไม่สามารถเดินต่อไปได้ แม้ครั้งนั้นเขาเลือกหันหลังกลับ แต่ในปี 2556 เขาก็กลับไปพิชิตยอดภูเขาไฟรินจานีได้สำเร็จ

 

“ผมไปโดยไม่เช็กข่าว ผมขึ้นเขาไป 8 ชม. นอนอยู่บริเวณริมทะเลสาบรอบปากปล่อง ไปถึงภูเขาไฟปะทุปล่องภูเขาไฟมีลูกไฟเล็กๆ มันปะทุตลอด ดูคล้ายดอกเห็ด แล้วลาวาไหลลงทะเลสาบ เรามองเห็น เราไปต่อไม่ได้เพราะยอดปล่องใหญ่สูงสุดอยู่อีกฝากหนึ่ง เราต้องลงไปใกล้อันเล็กซึ่งอันเล็กมันปะทุมาก เห็นแค่นั้นก็ตื่นเต้นมากแล้วครับ ยิ่งเวลากลางคืนเห็นแสงลาวาเหลืองชัดมาก พอเราลงกลับมาทางการเขาก็ประกาศภาวะเสี่ยงภัย

สำหรับผมภูเขาไฟรินจานีปีนยากสุด เพราะเหนื่อยกว่าเอเวอร์เรสต์เบสแคมป์ พราะวันปีนไปยอดต้องขึ้นเวลาตี 3 เดินยากเพราะเป็นดินภูเขาไฟร่วนๆ เดินขึ้นก้าวก็ลื่นไหลลง ทรายเข้ารองเท้ามันก็หน่วงยกก้าวเท้าลำบาก เดินเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แต่พอไปถึงก็คุ้มค่า ถ่ายรูปกับป้ายแล้วเดินลง ตี 3 ยันบ่าย 3 สุดๆ ครับ”

สำหรับผู้ชายคนนี้เขาเลือกแล้วว่า การออกไปยังที่ต่างๆ คือการนำชีวิตไปใช้ และได้พบชีวิตใหม่ทั้งของตัวเองและผู้อื่น เขาได้เรียนรู้หลายอย่างจากเจ้าถิ่น สัมผัสได้ในน้ำใจอันงดงามของเพื่อนมนุษย์ที่มีไม่แพ้ความงามของธรรมชาติเลย เขาได้เห็นโลกกว้างและใจได้สัมผัสในหลายสิ่งหลายอย่าง ถามว่าพอหรือยัง ยังหรอก เขายังมีลมหายใจ เขายังมีเส้นทางให้ไปได้อีก และเขาไม่พรั่นพรึงต่อสถานการณ์ใดๆ สิ่งหนึ่งที่เขายึดมั่นก็คือ เมื่อคิดดีทำดีเขาก็หวังจะได้พบปะสิ่งดีๆ เช่นกัน

 

ย้อนรอยไต้หวัน ทำไมคล้ายญี่ปุ่นจัง และสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 11:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412009

ย้อนรอยไต้หวัน ทำไมคล้ายญี่ปุ่นจัง และสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินใหญ่

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

สำหรับหลายคนเมื่อได้ฟังข่าวไต้หวันไม่ยอมรับการเป็นส่วนหนึ่งของจีน หรือการได้ไปเที่ยวไต้หวันแล้วตกตะลึงว่านี่มันญี่ปุ่นที่ผู้คนใช้ภาษาจีนชัดๆ ก็เหมือนการอุทานไปกับการดูคลิปซึ่งถ่ายทำได้แต่เหตุการณ์ครึ่งหลัง โดยไม่ทันได้รับรู้เหตุการณ์ความเป็นไปในช่วงแรก

แน่นอน อารมณ์เราจึงผูกพันกับความสมเหตุสมผลและการสร้างอารมณ์ร่วมให้น่ารัก น่าเห็นใจ หรือน่าหมั่นไส้ของแต่ละฝ่ายในคลิปครึ่งหลัง แต่เมื่อกล้องวงจรปิดฉายภาพเหตุการณ์ก่อนหน้า อารมณ์อาจพลิกกลับไปกลับมาเป็นน่าเห็นใจทั้งคู่ น่าหมั่นไส้ทั้งคู่ หรือเจ๊ากัน

ไต้หวันเป็นเกาะประมาณ 3.6 หมื่นตารางกิโลเมตร (1.75 เท่าของโคราช) อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เหนือขึ้นไปมีเกาะคิวชู ใต้ลงมามีฟิลิปปินส์

มีหลักฐานว่ามีมนุษย์ตั้งรกรากที่นี่ตั้งแต่ 5 หมื่น ถึง 1 หมื่นปีที่แล้ว ซึ่งก็ไม่ประหลาด เพราะอยู่ห่างจากแผ่นดินไม่ถึง 200 กิโลเมตร นักเดินทางจากฝั่งแผ่นดินพอจะเดินทางมาตั้งรกรากได้ หรืออาจมาทางหมู่เกาะฟิลิปปินส์ได้เช่นกัน (หลักฐานการตั้งรกรากของมนุษย์ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ก็อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นปีที่แล้ว)

หรืออาจจะมาจากทั้งฝั่งแผ่นดินและฝั่งเกาะก็ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับยุคนี้กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าชาวเกาะพื้นเมืองดั้งเดิมในไต้หวัน มีชาติพันธุ์ไปทางชาวเกาะแบบฟิลิปปินส์ ใครเคยมีเพื่อน เคยไปเที่ยว หรือเคยดูซีรี่ส์ไต้หวันจะพบว่า มีคนหน้าตาคล้ายคนฟิลิปปินส์ (ซึ่งก็คล้ายๆ คนไทย) เป็นชาวไต้หวันโดยกำเนิด

ถึงตอนนี้เราจะไม่รู้ว่าใครไปตั้งรกรากก่อนเมื่อหลายหมื่นปีที่แล้ว แต่ระยะต่อมาทั้งชาวแผ่นดินและชาวเกาะ ก็ค่อยๆ ทยอยไปตั้งรกรากที่เกาะนี้

ตัวตนของเกาะไต้หวันก็เหมือนตัวตนของอีกหลายดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่งปรากฏตัวจริงจังในสมัยล่าอาณานิคม

ปี ค.ศ. 1517 นักเดินเรือชาวโปรตุเกสแวะมาตั้งชื่อให้กับเกาะนี้ว่า เกาะฟอร์โมซา (Formosa) แปลว่าเกาะสวยงาม โดยไม่ได้เข้ามารุกรานเกาะนี้แต่อย่างใด… ผ่านมาตั้งชื่อให้เฉยๆ

ไม่ถึงร้อยปีถัดมา (ค.ศ. 1624) ชาวดัตช์ก็เข้ายึดเกาะสวยงามนี้ไว้ และ 2 ปีถัดมาชาวสเปนก็เข้ามาแย่งชิงไป และชาวดัตช์ก็แย่งชิงกลับมาได้ในที่สุด (ค.ศ. 1641)

ฝ่ายปกครองจากแผ่นดินจีนคงยังไม่ได้สนใจเกาะนี้มากนัก ถ้าไม่เป็นเพราะศึกระหว่างราชวงศ์ชิงผู้ไล่ล่าเก็บกวาดราชวงศ์หมิงที่กำลังล่มสลาย บีบให้แม่ทัพเจิ้งเฉิงกงแห่งราชวงศ์หมิงต้องล่าถอยจากแผ่นดินใหญ่มาตั้งหลักที่นี่ เจิ้งเฉิงกงจึงเปิดศึกขับไล่ชาวดัตช์ออกไป (ค.ศ. 1662) ไต้หวันจึงกลายเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของราชวงศ์หมิง และเมื่อราชวงศ์ชิงกำจัดฐานที่มั่นนี้ได้ ในปี ค.ศ. 1683 ไต้หวันจึงกลายเป็นหนึ่งในเขตปกครองของรัฐจีนที่มีเพียงหนึ่งเดียวโดยสมบูรณ์ และเปิดเผย

สรุปว่าชาวตะวันตกเข้ายึดไต้หวันในช่วงที่ไม่ได้มีผู้คนมากมายนัก และเป็นช่วงสั้นๆ จึงฝากไว้แต่ป้อมปืนและปราการ และการกดขี่ตามภาษายุคล่าอาณานิคม

หลังรัฐจีนโบราณเข้ามาจนถึงยุคสมัยแห่งการพัฒนาตามโลกตะวันตก จึงได้วางรากฐานด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น วัดวา โรงเรียน ถนน โทรเลข และไม่ลืมป้อมปืน

ทั้งฝั่งใต้ (ฟิลิปปินส์) ฝั่งแผ่นดินทางตะวันตก (จีน) และฝั่งตะวันออกอันแสนไกล (ดัตช์, สเปน) ของเกาะไต้หวันล้วนได้แวะเวียนมาเกาะนี้แล้ว จะเหลือก็แต่ทางเหนือ “ญี่ปุ่น”

ความอ่อนแอของราชวงศ์ชิงและแนวคิดของญี่ปุ่นที่คิดจะยึดพื้นที่จีนเป็นอาณานิคม ทำให้ญี่ปุ่นเข้าครอบครองไต้หวันได้ในปี ค.ศ. 1895 และญี่ปุ่นยึดครองไต้หวันอย่างจริงจังไว้กว่า 50 ปี

50 ปีซึ่งหากขยันขันแข็งพอ จะสามารถลบล้างความทรงจำของคน Generation หนึ่งไปได้

ในยุคสมัยที่ต้องการขยายอิทธิพลแห่งลูกพระอาทิตย์ใต้บารมีแห่งพระจักรพรรดิ จึงได้ปลูกฝังทั้งรากวัฒนธรรม ภาษา พร้อมอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธไว้บนเกาะแห่งนี้

หลี่เติงฮุย อดีตประธานาธิบดีไต้หวัน ที่ใช้ชีวิตวัยเด็กในยุคสมัยนั้นเคยกล่าวไว้ว่า ตอนเขายังหนุ่ม “เขาคือคนญี่ปุ่น”

จะไม่ให้เป็นคนญี่ปุ่นได้อย่างไรเมื่อโรงเรียนสอนประวัติศาสตร์แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย และเด็กทุกคนต้องทำความเคารพต่อพระจักรพรรดิ

เขายังกล่าวอีกว่า “แต่ผมก็เป็นคนญี่ปุ่นที่ยังไงก็ไม่ใช่คนญี่ปุ่นอยู่ดี… ดังนั้นหากคนไต้หวันต้องการเป็นคนญี่ปุ่น เขาจะต้องเป็นญี่ปุ่นให้มากกว่าคนญี่ปุ่น”

ผู้คนบนไต้หวันจึงอยู่ใต้เงาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมา 50 ปี แล้วก็มาถึงยุคที่ชาวไต้หวันจะต้องกลับมา “เป็นคนจีนให้มากกว่าคนจีน”

ไต้หวันกลับคืนสู่จีนหลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 แต่ในแผ่นดินใหญ่ยังคงต่อเนื่องด้วยสงครามกลาง เมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคก๊กมินตั๋ง

สุดท้ายพรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้และถอยร่นจนต้องหลบหนีมาที่ไต้หวันคล้ายทัพของเจิ้งเฉิงกง ดีกว่าหน่อยที่มีพี่ใหญ่อย่างอเมริกาคอยปกป้องและคุ้มกัน พรรคก๊กมินตั๋ง พี่ใหญ่ และนานาประเทศที่กลัวภัยคอมมิวนิสต์ชี้กลับไปที่แผ่นดินใหญ่แล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บนแผ่นดินนั่นคือกองโจร ไม่มีสิทธิใดๆ ในการเป็นรัฐบาลจีน

เจียงไคเช็ก ผู้นำรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ไม่ได้ถอยร่นมาไต้หวันตัวเปล่า นอกจากเงินทองซึ่งเป็นทุนสำรองของจีนมากที่สุดเท่าที่จะขนมาได้ กับสมบัติในพระราชวังต้องห้ามกว่า 20 ลำเรือ ยังนำผู้คนถึง 1.5 ล้านคนข้ามมาด้วย และส่วนใหญ่คือทหาร พ่อค้า ปัญญาชน

จากนั้นทั้งฝั่งแผ่นดินใหญ่และฝั่งไต้หวันก็ลั่นกลองรบใส่กันมาอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายก๊กมินตั๋งตั้งมั่นว่าจะกลับไปยึดแผ่นดินใหญ่ให้ได้ ในขณะที่ฝ่ายแผ่นดินใหญ่ติดชนักกับสงครามเกาหลีซึ่งสุ่มเสี่ยงที่อิทธิพลอเมริกาจะเข้ามาประชิดตัวมากกว่า และประเมินกำลังของตัวเองว่ายังไม่เข้มแข็งพอที่จะต่อกรกับไต้หวันที่มีอเมริกาหนุนหลัง

แต่ยิ่งนานไปความหวังของไต้หวันก็ยิ่งริบหรี่ จีนแผ่นดินใหญ่เดินเกมในเวทีนานาชาติ ค่อยๆ หาพันธมิตรมารับรองความเป็นจีนเดียวในเวทีสหประชาชาติสำเร็จ ประกาศว่าจีนแผ่นดินใหญ่คือตัวแทนของรัฐจีน และต้องมีเพียงหนึ่งเดียว ส่วนไต้หวันต้องออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติไปในปี ค.ศ. 1971 เพราะเหลือชาติที่สนับสนุนให้ไต้หวันเป็นเอกราชได้ไม่มากพอ

เพราะไม่ว่าประเทศใดหากยอมรับไต้หวันเป็นเอกราช ก็อย่าหวังว่าจะมีสัมพันธ์อันดีกับจีนแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป

แต่ความล้มเหลวในเวทีสหประชาชาติเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนเดียวของประวัติศาสตร์ไต้หวัน หลังจากเจียงไคเช็กลงจากอำนาจ เจี่ยงจิงกว๋อ ผู้เป็นลูกได้ขึ้นปฏิรูปพรรคและปฏิรูปที่ดิน ทำให้ผู้คนและทหารที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ตั้งรกรากมั่นคงเป็นชาวไต้หวัน สร้างอุตสาหกรรม จนกลายเป็นเสือตัวที่ 4 แห่งเอเชีย ด้วยเพราะทรัพยากรมนุษย์และทุน วิสัยทัศน์และการโอบอุ้มจากอเมริกา กับความสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่น ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ช่วงต้นยังวุ่นอยู่กับวิกฤตจากแนวคิดการเมือง เศรษฐกิจ สังคมในช่วงต้นของการสร้างชาติ

รัฐไต้หวันไม่คิดกลับไปยึดแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป ขอพอใจอยู่ที่ไม่โดนรุกล้ำเอกราชและอธิปไตย แต่จีนกลับยืนยันในจุดยืนเดิม คือไม่รีบร้อน จะอยู่อย่างนี้ต่อไปก็ได้ แต่ประกาศเอกราชเมื่อไหร่นั่นเทียบเท่าการกบฏ

จนมาช่วงหลังที่พละกำลังเศรษฐกิจของแผ่นดินใหญ่บีบพื้นที่ดิ้นของไต้หวันให้แคบลง ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐอาจลุ่มๆ ดอนๆ ขึ้นกับแนวคิดของผู้นำไต้หวันแต่ละคน แต่ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกลับยึดโยงกันแน่นขึ้น

ส่วนชาวไต้หวันส่วนใหญ่ แม้รู้สึกว่าตนเองใช้รากประวัติศาสตร์ร่วมกับจีน แต่มีวัฒนธรรม นิสัยใจคอ และวิถีชีวิตในปัจจุบันที่แตกต่างจากฝั่งแผ่นดินใหญ่ และเมื่อมีกระแสประกาศแยกตัวเป็นเอกราชทีไร ก็ต้องมานั่งชั่งใจ ระหว่างการเมืองในอุดมคติกับหมากการเมืองในความเป็นจริง

และคลิปในช่วงหลังเป็นอย่างไร ก็จะมีให้เห็นได้ทุกครั้งที่ประธานาธิบดีคนใหม่เริ่มเข้ารับตำแหน่ง

 

Coffee of Life ต่างวัย-ใจเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411905

Coffee of Life ต่างวัย-ใจเดียวกัน

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง

รสนิยมการนั่งดื่มกาแฟก็เหมือนกับรสนิยมการทานอาหาร บางคนเน้นคุ้มค่าเรื่องราคาและปริมาณ แต่บางคนมีความสุขไปกับการดื่มด่ำบรรยากาศและลิ้มลองในรสชาติทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าแทบทุกพื้นที่ในประเทศไทยมีร้านกาแฟใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย นั่นสะท้อนได้ว่า “ร้านกาแฟ” กำลังได้รับความนิยมและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในสังคม

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจร้านกาแฟที่มีการตกแต่งร้านด้วยรูปแบบหลากสไตล์ที่แตกต่างกันไป เพื่อดึงดูดความสนใจ ร้านกาแฟจึงกลายเป็นสิ่งที่นอกจากจะแสดงถึงความเป็นตัวตนของเจ้าของร้านแล้ว ยังบ่งบอกถึงรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของคนที่เข้ามานั่ง ซึ่งมุมมองในการเข้าร้านกาแฟของคนโสดและคนวัยเกษียณต่างก็มีทั้งในส่วนที่คล้ายและแตกต่างกัน

แรงบันดาลใจในร้านกาแฟ

อนวัช อนันต์ หรือ โต้ง หนุ่มมาดเซอร์ผู้หลงใหลในรสชาติกาแฟ เขาเป็น Handmade Leather Products ซึ่งทำส่งขายผ่านออนไลน์ โต้ง เล่าว่า โดยส่วนตัวเป็นคนชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว การเลือกร้านกาแฟจึงคำนึงถึงปัจจัยในเรื่องของรสชาติเป็นหลัก ส่วนราคาก็ต้องดูกันตามความเหมาะสมกับสไตล์และลักษณะของร้านนั้นๆ

วุฒิศักดิ์

 

“โดยส่วนตัวชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว การเลือกร้านเลยค่อนข้างจะซีเรียสในเรื่องของรสชาติกาแฟ เพราะเหตุผลหลักที่เข้ามาในร้านเราตั้งใจจะมากินกาแฟ รวมถึงบรรยากาศก็ต้องโอเคระดับหนึ่ง ถ้าบรรยากาศดี รสชาติดี เราก็อยากนั่งส่วนเรื่องราคาจริงๆ แล้วผมคิดว่ามันก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก”

นอกจากโต้งจะชื่นชอบการดื่มด่ำไปกับรสชาติและบรรยากาศในร้านกาแฟแล้ว เขายังใช้โอกาสจากช่วงเวลาตรงนี้สร้างไอเดียใหม่ๆ ให้กับงานของเขาอีกด้วย อนวัช เล่าว่า หลายคนอาจจะเสาะหาร้านกาแฟที่ขึ้นชื่อตามที่ต่างๆ เพื่อถ่ายรูปแล้วอัพลงในโลกโซเชียล แต่เขากลับใช้ช่วงเวลาจากตรงนี้เพื่อหาแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ให้กับตัวเอง

“การนั่งร้านกาแฟก็เหมือนกับการเสพงานศิลปะ แต่ละร้านก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ในร้านกาแฟนอกจากเราจะได้เสพรสชาติบรรยากาศแล้ว มันทำให้เราได้รู้จักคนมากขึ้น คือด้วยผมทำงานแฮนด์เมด มันต้องใช้ไอเดียในการออกแบบ ผมมักจะสังเกตคนที่เข้ามาในร้านเหล่านี้ เพื่อดูว่าสไตล์การแต่งตัวของแต่ละคนเป็นแบบไหน อย่างผมคิดจะทำกระเป๋าสะพายสักใบ ผมต้องมาศึกษาดูก่อนว่าเทรนด์การแต่งตัวเดี๋ยวนี้เป็นยังไง มันช่วยให้เราได้งานออกมาตรงตามกลุ่มเป้าหมายและความต้องการของตลาดมากขึ้น จุดประสงค์หลักในการนั่งร้านกาแฟของผมจึงไม่ใช่แค่นั่งดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่มันช่วยให้ผมเกิดไอเดียสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ออกมาด้วย” อนวัช กล่าว

อุดมศักดิ์ / จริยาวดี

 

วุฒิศักดิ์ เทิดบารมี Handmade Leather Products เล่าว่า เป็นคนดื่มกาแฟไม่เป็น แต่ชอบเข้าร้านกาแฟเพราะทำให้เราได้พบปะพูดคุยกับเพื่อน หรือบางครั้งก็อยู่กับตัวเองเหมือนเป็นการชาร์จแบตให้ตัวเองไปในตัว

“จุดมุ่งหมายในการเข้าร้านกาแฟของผมก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไป หาร้านนั่งชิลๆ คุยกันบ้าง ถ่ายรูปเช็กอินบ้าง หรือบางครั้งก็นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ เล่นคนเดียว ผมมองว่าร้านกาแฟสมัยใหม่ทุกวันนี้มันตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ เพราะมันไม่ได้มีแค่กาแฟอย่างเดียว มีเบเกอรี่มีแลนด์มาร์คให้คนได้ถ่ายรูป มีหนังสือ รวมถึงสัญญาณไว-ไฟ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานนอกเวลามากขึ้น ขณะเดียวกันทำให้เราได้ชาร์จแบตให้กับชีวิตไปในตัว”

ความสงบในมุมเงียบๆ

แม้ว่าจะยังไม่ได้อยู่ในวัยเกษียณ แต่มุมมองของ อุดมศักดิ์ โกมลวิลาศ สถาปนิกบริษัท คิดดี ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวและสั่งสมประสบการณ์ชีวิตมานับต่อนับ เล่าว่า ถ้ามีจังหวะที่เลือกได้ก็จะเลือกร้านที่มีบรรยากาศร่วมสมัย สบายๆ โดยเหตุผลที่เข้ามานั่งร้านกาแฟส่วนใหญ่ก็นั่งดื่มกาแฟมากกว่ามาถ่ายรูปเซลฟี่

 

“ด้วยวัยเราแล้วจะให้มานั่งถ่ายรูปเหมือนวัยรุ่นก็คงจะไม่ใช่ ผมมาเพื่อผ่อนคลายมากกว่า ส่วนใหญ่ที่มาก็จะมานั่งอ่านหนังสือ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า แล้วแต่ความเหมาะสมของช่วงเวลา แวะซื้อกลับไปกินข้างนอกก็มี เรื่องราคากาแฟ รสชาติก็มีส่วน ผมจะดูรสชาติก่อน ร้านไหนที่เราเคยชิน ก็จะเป็นชอยส์แรก แต่ถ้าเจอร้านใหม่ๆ ดูน่าสนใจก็น่าลอง เหมือนเป็นจุดพัก”

อุดมศักดิ์ มองว่า ร้านกาแฟในปัจจุบันไม่เพียงแต่มีการพัฒนาขึ้นเพื่อสนองต่อคนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังตอบโจทย์ให้กับกลุ่มคนในวัยมีอายุด้วย เพราะกลุ่มคนวัยนี้มักจะต้องการความสงบ หรือหาที่เงียบๆ นั่งคิดงาน อ่านหนังสือ ดังนั้นร้านกาแฟจึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของคนแทบทุกเพศทุกวัย

“ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามานั่งในร้านกาแฟ ก็มีจุดประสงค์คล้ายๆ กัน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในร้านกาแฟจึงไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ด้วยอาชีพเราเป็นสถาปนิก มันต้องคลุกคลีอยู่กับสิ่งเหล่านี้ บ่อยครั้งเราจะพาลูกค้าไปดูไซต์งานในที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นร้านกาแฟ ความสวยงามของร้านมันไม่ใช่แค่สร้างบรรยากาศอย่างเดียวแล้ว แต่สะท้อนคาแรกเตอร์ที่เป็นของเจ้าของร้าน รวมทั้งมันทำให้คนที่มีอาชีพเป็นนักออกแบบได้มีคลังไอเดียที่หลากหลายมากขึ้น เสน่ห์ของศิลปะในร้านกาแฟมันอยู่ตรงนี้”

 

เช่นเดียวกับ จริยาวดี เลขะวัฒนะ อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ บริษัท คิดดี ซึ่งคลุกคลีอยู่กับวงการนักออกแบบมานาน จริยาวดี เล่าว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ดื่มกาแฟ แต่เหตุผลที่เข้าไปคิดว่ามันเป็นทั้งจุดพักและทำงานของเรา ถ้าไปต่างจังหวัดก็มักจะชอบไปนั่งตามร้านกาแฟสวยๆ มีดีไซน์ พอเจออะไรแบบนี้มันช่วยจุดประกายสิ่งใหม่ๆ ให้กับงานของเรามากขึ้น

“คนที่ชื่นชอบในงานดีไซน์ บางทีเขาอาจจะไม่ได้เรียนทางด้านออกแบบมา แต่ของพวกนี้มันเข้าถึงได้ง่าย ร้านดีๆ บรรยากาศสวยๆ ใครก็อยากจะเข้ามานั่งอยู่แล้ว หรือจะเรียกได้ว่าบรรยากาศอยู่เหนือราคาก็ไม่น่าจะผิด แต่ร้านกาแฟก็มีหลากหลายรูปแบบให้เลือก อย่างร้านกาแฟทั่วไปที่ไม่เน้นเรื่องดีไซน์และราคาก็ไม่ได้แพงมาก ก็เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียน นักศึกษา หรือบางร้านอาจจะไม่ได้มีดีไซน์ที่สวยหรูอะไรมากมาย เป็นร้านไม้บ้านๆ เรียบง่ายธรรมดา แต่จุดประสงค์ของคนที่เข้ามานั่งในร้านกาแฟก็คงเหมือนกัน คือเพื่อมานั่งพักผ่อนมาพูดคุยกับกลุ่มสังคมของตัวเอง คือมันก็เหมือนกับร้านอาหาร มันอยู่ที่กำลังซื้อและรสนิยมของแต่ละคนมากกว่า” จริยาวดี กล่าว

 

จามส์เฮาส์ รีสอร์ท ธุรกิจเชื่อมรักพี่น้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411902

จามส์เฮาส์ รีสอร์ท ธุรกิจเชื่อมรักพี่น้อง

โดย…กองทรัพย์

เพราะคนหนึ่งเป็นพี่สาวคนโต อีกคนหนึ่งเป็นน้องชายคนเล็กและเป็นลูกชายหนึ่งเดียวของบ้าน และด้วยระยะห่างของอายุ 10 ปี จึงทำให้ความสัมพันธ์ของพี่น้องผู้บริหารจามส์เฮาส์ รีสอร์ท บนเกาะกูด จ.ตราด วี-ทวีบูรณ์ อุปโชติสุวรรณ และ บี-ชนิตร์นันท์ เกตุเลขา อบอุ่นแนบแน่นเหมือนพี่สาวเป็นแม่คนที่สอง และเพราะรักชอบอะไรเหมือนๆ กัน สองพี่น้องคู่นี้จึงสนิทสนมกันมากจนเป็นที่มาของการร่วมกันบริหารรีสอร์ท

 

‘บี’ ศูนย์รวมความรัก

วี ทวีบูรณ์ เล่าถึงหุ้นส่วน บี ชนิตร์นันท์ น้องชายคนเล็กของบ้านว่า ครอบครัวเราฝั่งคุณแม่มีเชื้อสายชาวจาม (ขอม+ญวน) มีอาชีพค้าขาย ส่วนคุณพ่อมีเชื้อสายมลายู ท่านเป็นเภสัชกร ชื่อเล่นของน้องชายคนเล็กจึงมีว่าบี ซึ่งภาษาอาหรับ แปลว่า ที่รัก และเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะทันทีที่เขาคลอดบีกลายเป็นที่รักของคนทั้งบ้าน และเนื่องจากวีเป็นคนโตก็เลยต้องช่วยคุณแม่เลี้ยงน้อง เขาเลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ ทำให้เขาซึมซับสิ่งที่พี่สั่งสอน ทำให้รสนิยมการอยู่การกินของเราสองคนจะมีความคล้ายคลึงกัน เวลาพูดคุยอะไรกันค่อนข้างคลิก ซึ่งไอเดียของการทำรีสอร์ทก็มาจากเขา

บีเป็นคนเก่งทุกเรื่อง ทำได้ทุกอย่าง เรียนเก่ง หัวดี คิดเร็วทำเร็ว ก่อนหน้านี้บีทำงานเป็นผู้ช่วยนักบินของการบินไทย ทำให้เขาได้เดินทางบ่อย มีโอกาสเห็นโรงแรมมาแล้วหลายต่อหลายที่ พอเขาตัดสินใจลาออกจากสายการบินเพื่อมาทำงานบริหารรีสอร์ทเต็มตัว ในฐานะพี่สาวตอนแรกเราก็เสียดาย เพราะเขาลาออกตอนอายุยังน้อย และเชื่อว่าเขาจะทำได้ดีทั้งสองอย่าง แต่ก็เคารพการตัดสินใจของเขา

เพราะตั้งแต่เล็กจนโตแม่จะสอนให้ลูกทุกคนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง วีและบีรวมทั้งพี่น้องคนอื่นๆ ทำงานบ้านได้ทุกอย่าง ทำให้เมื่อเรามาทำงานโรงแรมเราสามารถบอกและแนะนำพนักงานได้ เพราะเราทำเป็นทุกอย่าง รวมทั้งทำให้เขารู้สึกว่าเราเข้าถึงง่าย

บีเป็นคนใช้ชีวิตพิถีพิถัน เป็นคนที่ใช้อะไรก็ต้องเนี้ยบ ต้องดูดี ชอบกินของอร่อย แต่สิ่งที่พี่เราคงเป็นห่วงน้องชายคนนี้ก็มาจากไลฟ์สไตล์ของเขานั่นแหละ ห่วงอย่างเดียวคือเรื่องการใช้เงิน ถึงเขาจะหาเงินเก่ง แต่เขาก็ใช้เงินเก่งเหมือนกัน

 

‘วี’ คือแม่คนที่สอง

ถึงคราวน้องชายพูดถึง วี ทวีบูรณ์ พี่สาวคนโตบ้าง พี่วีเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็ก ลูกทุกคนของแม่ทำงานบ้านได้ทุกอย่างก็จริง แต่พี่วีกับผมจะชื่นชอบงานอย่างหนึ่งเป็นพิเศษก็คือ ทำอาหาร เราสองคนชอบเข้าครัว พี่วีจะเก่งเรื่องการจำแนกรสชาติอาหารมาก เวลาแม่ทำกับข้าวเสร็จเอาให้เราชิม แล้วแม่ถามว่ารู้ไหมว่าในจานนี้ใส่อะไรบ้าง พี่วีตอบได้หมด ดังนั้นเหมือนกับว่าบ้านเราใช้อาหารเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ในบ้าน หลังเลิกเรียนก็มาช่วยแม่ทำกับข้าว นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมทำกับข้าวเป็น

พี่วีเหมือนคุณแม่ เขาช่วยสนับสนุนผมทุกเรื่อง อย่างตอนที่มาดูที่ดินเพื่อสร้างรีสอร์ทก็ดั้นด้นมาที่เกาะกูด หลงรักพื้นที่บริเวณนี้ ทันทีที่ผมบอกว่าผมจะลาออกและอยากพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เป็นรีสอร์ท แม้ช่วงแรกเขาจะไม่เห็นด้วยกับการลาออกจากงานเพื่อมาทำธุรกิจเต็มตัวก็ตาม แต่ในฐานะพี่สาวและคนที่ประสบความสำเร็จด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน ก็มาช่วยผลักดันทำให้มันเกิดขึ้น ธุรกิจนี้เหมือนธุรกิจพี่น้อง เป็นเรื่องครอบครัว เราจึงใช้ชื่อว่าจามส์เฮาส์ เราใช้ดึงความเป็นรากเหง้าที่มาของบรรพบุรุษมาใช้ในรีสอร์ท ตั้งแต่ข้าว ผ้าไหม ก็นำมาใช้เป็นสื่อในเชิงสัญลักษณ์ในการออกแบบตกแต่ง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดก็พูดคุยกับพี่วี

นอกจากความสุขที่ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่พิสูจน์ความรักของพี่สาวคนนี้ก็คือ ช่วงที่เราเจอปัญหา ช่วงแรกๆ ที่เกาะกูดมายากมาก การสร้างรีสอร์ทเราสองคนต้องออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้ามืด มาถึงตราดนั่งสปีดโบ๊ตมาที่เกาะ ตอนเย็นกลับกรุงเทพฯ ช่วงก่อสร้างก็มีปัญหาน้ำท่วม เรือที่ขนของใช้ในโรงแรมล่ม เราเคยกอดคอร่วมทุกข์กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะฉะนั้นเรามั่นใจได้ว่าเขาจะสนับสนุนเราไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

ชีวิตติดสายน้ำของ…‘ทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411900

ชีวิตติดสายน้ำของ...‘ทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา’

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ก่อนหน้าที่กลุ่ม “เจ.เอส.พี.ฯ” จะกลายเป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เจ.เอส.พี.ฯ เป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กที่เริ่มต้นจากการพัฒนาโครงการจัดสรรและอาคารพาณิชย์ย่านฝั่งธนบุรีมายาวนาน และเติบโตมาจากการพัฒนาอาคารพาณิชย์เป็นหลัก และหนึ่งในโครงการที่ปัจจุบันคนเริ่มรู้จักมากขึ้น นั่นคือ “ตลาดน้ำสำเพ็ง 2” อยู่ฝั่งด้านซ้ายของถนนสาทร-กัลปพฤกษ์ มุ่งหน้าสู่ถนนกาญจนาภิเษก

ทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะมาเป็นตลาดน้ำสำเพ็ง 2 มีโครงการที่เป็นสำเพ็ง 2 เซ็นเตอร์ทางฝั่งมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนสาทรก่อน ที่ได้แนวคิดมาจากย่านสำเพ็ง​ ซึ่งเป็นย่านการค้าขายสำคัญของกรุงเทพฯ มีร้านค้าปลีก ค้าส่งจำนวนมากที่คนค้าขายทั่วประเทศมาติดต่อซื้อสินค้า แต่ด้วยการจราจรที่ติดขัดทำให้การเดินทางไปซื้อสินค้าที่สำเพ็งยากขึ้น จึงเกิดแนวคิดว่าหากมีการพัฒนาย่านการค้าใหม่ๆ ให้คล้ายกับสำเพ็ง ก็จะเป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ของคนค้าขาย

โดยส่วนตัวของซีอีโอค่าย เจ.เอส.พี.ฯ ชอบใช้เวลากับตลาดน้ำหลายแห่ง เพราะถือว่าเป็นวิถีค้าขายเก่าแก่ในแบบของคนไทย เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ไม่เพียงแต่คนไทยหลงใหลแต่ชาวต่างชาติก็ชื่นชอบในวิถีชีวิตริมน้ำ โดยหลายครั้งการใช้เวลาพักผ่อนกับบรรยากาศริมน้ำ หรือตลาดน้ำ ก็ทำให้ได้ไอเดียในการทำธุรกิจหลายอย่าง ทั้งเห็นการค้าขาย การเดินทางของคน การมาท่องเที่ยว เห็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนได้ถึงภาพรวมเศรษฐกิจขนาดย่อมๆ ว่าในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร คึกคักหรือเงียบเหงา

จากความชื่นชอบกับการผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับสายน้ำ ทำให้เกิดไอเดียในการสร้างตลาดน้ำขึ้นมา เป็นผลให้พื้นที่ฝั่งตรงข้ามสำเพ็ง 2 พื้นที่กว่า 70 ไร่ที่กลุ่ม เจ.เอส.พี.ฯ มีแผนจะพัฒนาอยู่แล้ว ถูกเนรมิตให้เป็น “ตลาดน้ำสำเพ็ง 2” ศูนย์รวมแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ย่านฝั่งธนบุรี เป็นอาคารชั้นเดียวที่ออกแบบให้มีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมจีนและเอกลักษณ์ของชุมชน มีร้านค้ากว่า 300 ร้าน ตั้งเรียงรายขนาบสองฝั่งคลองบางโคลัดที่มีความยาวกว่า 1 กิโลเมตร

 

“ผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่รักในความเป็นไทย อาหารไทย วัฒนธรรมไทย วิถีการค้าขายทางน้ำ จึงนำประสบการณ์จากการสัมผัสสิ่งเหล่านี้มาถ่ายทอดในตลาดน้ำสำเพ็ง 2 ให้ทุกส่วนออกมาในรูปแบบของพหุวัฒนธรรมไทย-จีน สถาปัตยกรรมจีน แต่วิถีชีวิตไทย” ทนงศักดิ์ พูดถึงแรงบันดาลใจ

นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าตลาดน้ำสำเพ็ง 2 ยังมีองค์หล่อจำลองสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าโครงการเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องจากโดยส่วนตัวมีความเคารพและศรัทธาในองค์พระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ไทยเชื้อสายจีน ผู้ทรงกอบกู้เอกราชคืนจากพม่า องค์หล่อจำลองสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงนั่งบัลลังก์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูง 8 เมตร หน้าตักกว้าง 5 เมตร หล่อด้วยทองเหลืองและด้านล่างของฐานได้ทำเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเป็นข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว

ทนงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ย่านนี้เป็นชุมชนขนาดใหญ่ และการที่ที่ดินแปลงนี้มีคลองบางโคลัดไหลผ่าน ประกอบกับความชอบเรื่องราวเกี่ยวกับตลาดน้ำ จึงนำที่ดินแปลงนี้มาสร้างเป็นตลาดน้ำสำเพ็ง 2 เพื่อเป็นแหล่งธุรกิจ แหล่งการค้า เป็นตลาดน้ำทางการเกษตรที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตของชาวบ้านละแวกนี้ที่มีความใกล้ชิดธรรมชาติ รักในอาชีพ ขนบธรรมเนียมประเพณี ตอนเช้าจะมีพระบิณฑบาตทางเรือ ชาวบ้านยังคงใช้เรือเป็นยานพาหนะในการสัญจรเดินทาง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ของชุมชนที่หาสัมผัสได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

 

เอกชัย วรรณแก้ว เกิดมาเท่ากันความต่างนั้นคือใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411888

เอกชัย วรรณแก้ว เกิดมาเท่ากันความต่างนั้นคือใจ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

รอยเท้าเล็กๆ บนพื้นน้ำแข็งของชายผู้พิการแขนทั้งสองข้างและขาที่ผิดปกติจากการคลอดก่อนกำหนดด้วยอายุครรภ์เพียง 6 เดือน เป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ของ เอกชัย วรรณแก้ว ศิลปินพิการที่ลุล่วงภารกิจเดินขึ้นยอดเขาคิลิมันจาโร เพื่อวาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา

ก่อนออกเดินทางหลายคนปรามว่า “เป็นไปไม่ได้”

เอกชัย เป็นจิตรกร จบการศึกษาปริญญาตรีคณะจิตรกรรมสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เพาะช่าง ปัจจุบันอายุ 37 ปี หารายได้จากการเขียนรูปขาย และเป็นวิทยากรสร้างแรงบันดาลใจเขากล่าวว่า แค่คำพูดมันสู้ลงมือทำไม่ได้ จึงคิดอยากปีนเขาเพื่อวาดภาพ โดยแรงสำคัญที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้สำเร็จคือ หนึ่ง–วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกที่ไปชูธงชาติไทยบนยอดเขาเอเวอเรสต์ เขาบอกเอกชัยว่า ถ้าจะปีนจริงต้องทำให้ยิ่งใหญ่ และสำหรับคนไทยคงไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าในหลวง เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ยอดเขา แต่อยู่เหนือเกล้าของคนไทยทุกคน

 

“ผมเป็นวิทยากรมา 3 ปีแล้ว ผมเห็นปัญหาของคนไทยดีว่า ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่การศึกษา แต่ปัญหาที่เด่นชัดและมีมากที่สุดคือ กำลังใจ ตอนนี้เวลาเจอปัญหา เขาจะท้อ และชอบบอกกับตัวเองว่าทำไม่ได้ เหนื่อย ยาก ทั้งที่จริงๆ เขาทำมันเต็มที่แล้วหรือยัง ผมเลยตัดสินใจปีนเขาเพื่อทำให้เขาเห็นว่า ผมคิดแล้วผมก็ทำ ทำให้เห็น ทำมันให้เต็มที่”

ยอดเขาคิลิมันจาโร อยู่ในประเทศแทนซาเนีย เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา ใช้เวลาเดินขึ้น 4-5 วัน ท่ามกลางอากาศหนาว ลบ 25 องศาเซลเซียส หลังจากค้นหาข้อมูล สิ่งที่เอกชัยกังวลมีอยู่อย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องจะไปถึงยอดหรือไม่ แต่กังวลว่าจะไปเป็นภาระทีมงานหรือเปล่า เขาจึงฝึกซ้อมอย่างหนัก 3 เดือนก่อนออกเดินทาง โดยการเดินขึ้นตึก 63 ชั้น “วันแรกผมแทบตาย แต่พอเดินวันที่สองวันที่สามรู้สึกว่ามันใกล้ขึ้น” จากนั้นไปฝึกเดิน 2-3 กม. ที่สวนลุมฯ เกือบทุกอาทิตย์ ควบคุมการหายใจ ควบคุมการกินอาหาร จนรู้สึกมีความมั่นใจ”

 

กระทั่งถึงวันเดินทาง ทีมงานไปถึงแทนซาเนียวันที่ 26 พ.ย. 2558 โดยมีแผนจะเดินขึ้นเขาวันที่ 28 พ.ย. และไปถึงยอดวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเอกชัยจะเขียนภาพพ่อหลวงในวันพ่อแห่งชาติ

“ผมเกือบถอดใจวันที่สาม” เขาเล่า “ตอนนั้นอยู่จุดพักที่ความสูง 4,500 เมตร ผมเดินเร็วเกินไปทำให้ร่างกายปรับความดันอากาศไม่ทัน ปวดหัวจนนอนไม่หลับ จากนั้นอาเจียนตั้งแต่ 6 โมงเย็นยันตี 5 อาเจียนจนไม่มีแรง จนต้องกินยาแก้ปวดอย่างแรงให้นอน พอตื่นขึ้นมาก็เดินต่อ แต่เดินได้เพียงชั่วโมงเดียวก็เดินไม่ไหว ต้องเปลี่ยนมานอนในเปลสนามแล้วให้ลูกหาบแบก ตอนนั้นในใจคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้คงไม่ไหวแน่ เราไม่อยากเป็นภาระ” แต่ไม่ว่าอย่างไร เอกชัยก็ผ่านจุดนั้นไปได้ เพื่อมาเผชิญกับสิ่งท้าทายถัดไป

 

“พี่หนึ่งคิดมาแล้วว่าจุดไหนผมควรเดิน จุดไหนอย่าดื้อ เพราะบางช่วงหิมะสูงเท่าเข่า แต่สำหรับผมมันสูงเท่าเอว ซึ่งตลอดเวลาที่เดินเจอกับสภาพอากาศแปรปรวนตลอดเวลา โดยเฉพาะวันที่จะเดินไปถึงยอดเขา วันนั้นอากาศเลวร้ายมาก ฝนตก หิมะตก อากาศปิดมองไม่เห็นอะไรเลย ในใจคิดอย่างเดียวว่าพอไปถึงจะเขียนภาพได้ไหม เพราะทุกอย่างมันมืดไปหมดเลย” เขายังกล่าวด้วยว่า การไม่ได้ขยับตัวและถูกกระแทกบนเปลสนามตลอดเวลา บางวันยาวนานถึง 7 ชั่วโมง ไม่ใช่ความสบายอย่างที่เห็น

เอกชัยถูกแบกขึ้นไปถึงยอดคิลิมันจาโรพร้อมกับวิทิตนันท์ และลูกหาบที่เดินมาถึงก่อนทีมงานคนอื่นๆ บนจุดนั้นลูกหาบเตือนว่าอยู่ได้ไม่เกิน 10 นาที เพราะอากาศเบาบางและหิมะลงหนัก หนักเสียจนไม่ปรานีศิลปินพิการที่ดั้นด้นขึ้นมากว่า 6,000 เมตร

 

“เทวดาครับ” ไม่ใช่เสียงของเอกชัย แต่เป็นวิทิตนันท์ที่กำลังขอร้องดินฟ้า เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้ว “ผมมาที่นี่เพื่อในหลวง ผมอยากให้น้องเอกได้เขียนภาพ” ในขณะที่ลูกหาบก็พูดว่า เป็นไปไม่ได้ และเร่งเร้าให้ทุกคนลง แต่สิ่งที่เขาเรียกว่า ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น

“ลูกหาบตะลึง” เอกชัยกล่าวแบบนั้น “เชื่อไหม อยู่ดีๆ ท้องฟ้าก็เปิดเหมือนมีคนไปเปิดสวิตช์ไฟ แสงอาทิตย์ส่องลงมาที่ผม และสาดไปที่ทีมงานที่เดินอยู่ข้างล่าง เหมือนมีคนฉายสปอตไลต์ พี่หนึ่งชูภาพในหลวงที่เตรียมมาขึ้นเหนือหัว แล้วผมกับเขาก็ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ร้องตะโกนให้คนข้างล่างได้ยิน ร้องทั้งน้ำตา”

 

จากนั้นเมื่อทุกคนขึ้นมาถึงยอด เอกชัยก็เริ่มวาดภาพ เขาถอดเสื้อหนาวออกหลายชั้นเหลือเพียงเสื้อ 2 ตัว เพราะต้องใช้คอจับพู่กัน แต่ที่เขายังแปลกใจตัวเองอยู่คือ ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส ทำไมเขาไม่รู้สึกหนาวจนกระทั่งเขียนภาพเสร็จ

“เชื่อไหม พอทุกคนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเก็บของทุกอย่างเสร็จ อากาศกลับมาปิดอีกครั้ง หิมะตก หมอกมา แล้วดูท่าจะหนักกว่าเดิม” เอกชัยเรียกมันว่าปาฏิหาริย์ครั้งที่สอง “สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดผมว่ามันคือเรื่องมหัศจรรย์ ผมเชื่อว่ามันคือพลังความตั้งใจของพวกเราทั้ง 11 คน ที่ตั้งใจทำเพื่อในหลวงของเราจริงๆ”

 

ในวันที่สัมภาษณ์ เอกชัยใส่เสื้อสกรีนลาย Impossible Dream เหมือนกับการเดินทางครั้งนั้นที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่เขาสามารถทำได้สำเร็จ และเมื่อทีมงานทุกคนกลับมายังประเทศไทย พวกเขาไม่เพียงนำพาความภาคภูมิใจกลับบ้าน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจครั้งสำคัญให้คนไทยทุกคน

เอกชัย กล่าวว่า ความสุขของเขาคือการเห็นทุกคนทำได้ เห็นทุกคนไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และเห็นทุกคนไม่ทิ้งความฝันของตัวเอง เพราะครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยสิ้นหวัง แต่นั่นก็เป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้นสู้

เอกชัย เกิดในครอบครัวชาวนา แต่ชอบงานศิลปะ ตัดสินใจเรียนด้านนี้ตั้งแต่มัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัย แต่มาเจอปัญหาครั้งใหญ่ตอนเรียนปี 3 ตอนนั้นเขาทำงานแทบไม่มีเวลาพัก พอเรียนเสร็จต้องไปนั่งรับจ้างเขียนรูปที่สะพานพุทธ นอนวันละไม่ถึง 3 ชั่วโมง บางวันไม่มีแม้แต่เงินกินข้าว และต้องเครียดว่าอาจารย์จะสั่งงานอะไร และจะต้องซื้ออุปกรณ์อะไรเพิ่มอีก

“ผมสู้มาเกือบ 3 ปี มันเหนื่อยเกินไป ผมรู้สึกไม่ไหว ถึงแม้ว่าผมจะเคยลำบาก แต่ไม่เคยลำบากมากขนาดนี้ อย่างน้อยถ้าเรากลับบ้านเรายังมีข้าวกิน จึงตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าจะไม่เรียนต่อแล้ว แต่ตอนที่จะโบกรถเมล์กลับบ้าน หัวผมมันเหมือนเทปคาสเซตย้อนกลับไปตอนที่ผมจะออกจากบ้านเข้ากรุงเทพฯ คนข้างบ้านพูดกับแม่ผมว่า ส่งลูกเรียนทำไม ส่งไปก็เรียนไม่จบ จบมาก็หางานทำไม่ได้” คำพูดนั้นมันก้องวนอยู่ในหัว “ถ้าเรากลับบ้านไปตอนนี้ สิ่งที่เราต่อสู้มา 3 ปีมันเท่ากับศูนย์เลยนะ ลองดูซิถ้าสู้อีกปีกว่าแล้วมันจะตายก็ให้มันรู้ไป” ว่าแล้วกระเป๋าเสื้อผ้าก็ถูกนำมาวางไว้ที่เก่าส่วนเขาเหมือนโชคชะตาเข้าข้าง รายการคนค้นฅนติดต่อมาทำสารคดี และได้ทุนเล่าเรียนจนจบปริญญาตรี

คำโปรยบนปกหนังสือ ใจเปลี่ยนโลก เขียนโดย เอกชัย วรรณแก้ว พิมพ์ไว้ว่าอย่ามองแต่สิ่งที่ขาด จนพลาดในสิ่งที่มี “ทุกคนเกิดมาเท่ากัน ที่มีไม่เท่ากันคือใจ” เขาก้มศีรษะไปที่อกข้างซ้าย “คนที่ไม่ประสบความสำเร็จคือคนที่ถอดใจ ทุกคนสามารถเรียนรู้กันได้ คนที่เขาทำสำเร็จคือคนที่พยายามมากกว่าเราเท่านั้นเอง”

เป้าหมายต่อไป เอกชัยอยากเปิดทอล์กโชว์ 4 ภาค เพื่อไปชาร์จพลังใจให้คนที่รู้สึกท้อแท้ และฉุดคนที่กำลังล้มให้ลุกขึ้นมา นอกจากนี้เขายังส่งมอบแรงบันดาลใจทุกวันในเฟซบุ๊ก เอกชัย วรรณแก้ว หรืออ่านกันยาวๆ ในหนังสือของเขาเรื่องใจเปลี่ยนโลก

 

ศิลปะไทยในกระแสเปลี่ยนผ่าน ‘ฉันจะไม่ยอมให้ถูกกลืนหาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411886

ศิลปะไทยในกระแสเปลี่ยนผ่าน ‘ฉันจะไม่ยอมให้ถูกกลืนหาย’

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

เจ้าของธุรกิจอายุน้อยร้อยล้าน ดารานักแสดงดาวรุ่ง นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ที่กำลังโลดแล่นอยู่บนสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กยุคใหม่ตั้งเป้าหมายในชีวิต ต้องการไปสู่จุดสูงสุดหรือประสบความสำเร็จเฉกเช่นเขาเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว

แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับอาชีพสายงานนาฏศิลป์ ดนตรีไทยและ ประติมากรรม ที่ต้องอาศัยประสบการณ์บ่มเพาะฝีไม้ลายมือมายาวนานจนเป็นที่ยอมรับ ความอดทนหมั่นเพียรคือกุญแจสำคัญ และนั่นอาจเป็นกำแพงที่สกัดกั้นจนทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสนใจกับแขนงวิชาเหล่านี้

สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ฉายภาพปัญหาเส้นทางอาชีพนักแสดงนาฏศิลป์ไม่เป็นที่ปรารถนาของนักศึกษายุคใหม่เหมือนเมื่อก่อน ซึ่งเกิดจากการขาดความพยายามในการสนับสนุนศิลปะของชาติอย่างจริงจัง เพราะทุกวันนี้รายการโทรทัศน์ วิทยุ ไม่มีช่วงเวลาใดที่เสนอเรื่องของศิลปะนาฏศิลป์ เผยแพร่ความงดงามของประวัติศาสตร์ชาติไทย

 

“มีแต่รายการเกมโชว์สร้างรายได้มหาศาล แตกต่างกับรายการเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรีไทย นาฏศิลป์ กวี ประติมากรรม ที่ไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุน เมื่อไม่มีรายได้เจ้าของรายการก็บอกว่าจะทำไปทำไม ทำแล้วขาดทุน สุดท้ายไม่มีเวทีให้นักแสดงได้โชว์ฝีไม้ลายมือฉายภาพความงดงามสู่สายตาประชาชน”

อธิการบดีผู้นี้ยกตัวอย่างเช่นในปัจจุบันเพลงสากลที่เปิดให้ฟังตามโทรทัศน์และวิทยุตลอดทั้งวันทำให้คนรู้จักชื่อเพลงกันทั้งบ้านทั้งเมือง เพลงจึงดังเป็นที่รู้จัก แต่ไม่มีเลยที่เพลงจากเครื่องดนตรีไทยจะถูกเปิดให้ฟังบ้าง เป็นเรื่องน่าน้อยใจที่ไม่มีแม้แต่การประยุกต์ดนตรีไทยเข้ากับแนวเพลงสมัยใหม่ การจะหาฟังก็ไม่มีที่ไหนให้แสดงออก ครั้นจะในโรงเรียนก็ไม่ได้มาตรฐาน แม้แต่ขั้นพื้นฐานยังไม่ได้ไม่ทันจะหยิบจับเครื่องดนตรีไทยดีดสายให้เป็นเสียงก็หมดชั่วโมงเรียนแล้ว หรือหาศึกษาตามยูทูบก็ไม่มากพอให้เป็นแหล่งเรียนรู้สร้างความน่าสนใจได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจำนวนคนฟังดนตรีไทยจะน้อยลง หรือแทบไม่รู้จัก

“เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หากปล่อยละเลยไว้การรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติ เป็นเรื่องยาก เพราะแม้แต่รัฐบาล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวต่อเหล่านักแสดงโขนเมื่อครั้งเคยไปแสดงโชว์ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าให้ช่วยกันรักษาศิลปะของชาติเช่นนี้ไว้เพื่อแสดงต่อสายตาของชาวต่างชาติ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการจัดนโยบายอะไรที่ช่วยส่งเสริมให้โขนได้แสดง”

 

อาจารย์สิริชัยชาญ บอกว่า ทุกวันนี้ศิลปะการรำวงประเทศไทยตามหลังประเทศลาวแล้ว เวลาประเทศลาวมีงานอะไรเขาจะจัดเวทีรำวงให้สำหรับทุกคนขณะที่คนไทยรำวงไม่เป็นด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าอยากให้ธำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมของชาติไว้ให้ได้ คนไทยต้องให้ความสนใจมากกว่านี้

“คนมักจะถามว่าเรียนนาฏศิลป์แล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร เต้นๆ รำๆ ร้องๆ อย่างนี้จะมีงานทำหรือ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่คำถามเช่นนี้ไม่เห็นมีใครไปถามภาควิชาอื่นบ้าง เช่น เรียนวิทย์-คณิต แล้วไปประกอบอาชีพอะไร”สิริชัยชาญ กล่าว

เขาเล่าอีกว่า แม้ว่าจำนวนนักศึกษาที่เข้ามาสมัครเรียนนาฏศิลป์ของสถาบันไม่ได้น้อยลง เพราะรับสมัครจำนวน 500 คน/ปี ซึ่งจะเป็นจำนวนที่มีคุณภาพคัดความสามารถมาจากทั่วประเทศ เด็กหนุ่มมักมีความนิยมในการแสดงโขนส่วนเด็กผู้หญิงสนใจเล่นเครื่องดนตรีไทย

 

“เส้นทางการศึกษานาฏศิลป์สามารถต่อยอดต่อไปได้ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอก สำหรับเส้นทางอาชีพผู้ที่สำเร็จการศึกษาสามารถประกอบอาชีพครูนาฏศิลป์ดนตรี หรือมุ่งมั่นเป็นศิลปินระดับสูงของประเทศได้ ทั้งยังเข้าทำงานหลากหลายอาชีพเช่น ธนาคารการประชาสัมพันธ์ หรืองานที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปวัฒนธรรมผสมผสาน”

อย่าตั้งโจทย์ชีวิตด้วยเงิน

บุญพาด ฆังคะมะโน ผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลป กล่าวว่า อาชีพประติมากรรมสามารถสร้างรายได้และมีชื่อเสียงแต่กว่าจะได้มาต้องอดทนพิสูจน์ตัวเองให้ผู้คนได้เห็นก่อน มูลค่าถึงจะเกิด เด็กยุคใหม่มักตั้งราคาก่อนว่าจะได้เงินเท่าไหร่ถึงพอใจถูกจ้างทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ควรทำในงานด้านศิลปะอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะงานด้านประติมากรรม จิตรกรรม ทั้งที่ความจริงแล้วมูลค่าของชิ้นงานจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตัวผู้ปั้น ผู้วาดงานนั้นๆ ผ่านประสบการณ์ ผ่านกระบวนการคิดเรื่องราวต่างๆ มามากน้อยเพียงใด ดังนั้นอย่าเริ่มต้นด้วยการตีราคาเป็นตัวเลขจำนวนเงินก่อนลงมือทำ หากยังไม่ได้แสดงฝีมือ

“เริ่มต้นชีวิตผมเองที่ฝึกปั้นงานมา ฝึกออกแบบเหรียญ มีคนมาจ้างด้วยราคาที่ต่ำมาก แตกต่างจากงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง ทำงานแบบเดียวกันแต่มีราคาสูงกว่า แต่เมื่อไม่ท้อตั้งใจฝึกฝนมาเรื่อยๆ มีฝีมือ งานดีมากขึ้น สังคมรับรู้มากขึ้น มูลค่าของชิ้นงานก็จะมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อมาเป็นอาจารย์ได้เห็นนักเรียนนักศึกษารุ่นใหม่เริ่มต้นด้วยการพูดถึงกำไร ขาดทุนเป็นอันดับแรก ถ้าไปนึกถึงมูลค่าก่อน คุณค่าก็จะไม่เกิด เมื่อคุณค่าไม่เกิดแล้วจะไปเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้นได้อย่างไร ถ้างานเราดีจริงไม่มีใครหรอกที่มาซื้อในราคาถูกๆ”

 

ดังนั้น นักศึกษาต้องอดทนอย่างถ่อมตัว บางคนตอนอยู่ว่างๆ ก็ไม่คิดจะฝึกฝน เพราะไม่รู้จะฝึกไปทำไมไม่เห็นจะมีรายได้ แต่พอตอนคิดหารายได้ ก็ไปตั้งราคาว่าจะให้เท่าไหร่มีค่าจ้างเท่าไหร่ ถ้าคิดแบบนี้คือการดูถูกคนที่เขามาจ้าง เพราะถ้าเราไม่แสดงฝีมือให้เขาเห็น ไม่พยายามบ่มเพาะความเชี่ยวชาญให้กับตัวเอง แล้วใครจะมาเชื่อถือเชื่อมั่นเราได้อย่างไร มันก็เหมือนการเล่นกีฬาชกมวย มันต้องซ้อมต้องฝึกฝน ทั้งที่ลงแข่งขันไม่กี่นาที แต่ทำไมนักมวยต้องฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวัน

เขาเจาะจงไปที่ระบบการศึกษากำลังบ่มเพาะให้ต้องเรียนเพื่อจบแล้วไปทำงานทำให้ขาดการทดลองใช้ความรู้ที่เรียนมาซึ่งงานประติมากรรมต้องเรียนแล้วทดลองใช้ความรู้ไปพร้อมกัน บ่อยครั้งที่บอกกับนักเรียนว่า พวกเราเป็นคนสำคัญมากๆ ศิลปะที่เรากำลังเรียนอยู่นี้จะเป็นสิ่งที่ติดตัวไปชั่วชีวิต และช่วยดูแลศิลปวัฒนธรรมของเราต่อไป ไม่ใช่แค่ประกอบอาชีพได้เท่านั้น

ว่าไปแล้วหากเรียนได้จะไปทำอาชีพไหนก็ได้ทั้งนั้น เพราะงานประติมากรรมถือเป็นงานหนัก ต้องหมั่นเรียนรู้ ขัดเกลาฝีมือจนกระทั่งชำนาญ อย่างการปั้นพระพุทธรูป หรือทำแบบเหรียญ ทั้งหมดมีกระบวนการคิดคำนวณคณิตศาสตร์ การใช้ภาษาไทย-อังกฤษ เรียนสังคมประวัติศาสตร์ วิชาทุกแขนงคือสิ่งที่หล่อหลอมขึ้นเป็นประติมากรรม 1 ชิ้น มันจึงยากและไม่ได้มาโดยง่าย แต่ด้วยความยากจึงทำให้นักเรียนหลายคนล้มเลิกและหายหน้ากันไปพอสมควร ถ้าคิดอยากจะเอาดีทางด้านนี้ ต้องมุ่งมั่นตั้งใจและทำทุกอย่างเพื่อให้ไปสู่จุดหมาย

บุญพาด กล่าวว่า ปัญหาด้านหนึ่งของวงการศิลปะคือไม่ค่อยได้รับการถ่ายทอดจากแม่แบบบุคคลสำคัญ ตัวอย่างเช่น นักกีฬาไทยคนหนึ่งเข้ารอบไปชิงแชมป์โลก ทันใดนั้นชื่อเสียงของนักกีฬาจะเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่ว ทำให้ผู้ปกครองต่างพากันส่งลูกหลานเข้าไปเรียนกีฬาชนิดนั้นๆ เป็นจำนวนมาก แตกต่างจากบุคคลทางด้านงานศิลป์ ทั้งที่ความจริงแล้วมีอยู่หลายท่าน ซึ่งบุคคลทำงานศิลปะมักไม่ค่อยมีคำอธิบาย หรือการเสนอตัวออกไปให้สังคมรับรู้กันสักเท่าไหร่

“มีบ้างที่ศิลปินคนหนึ่งจะเปิดงาน ทำให้ดูฟู่ฟ่าขึ้นวันหนึ่งคนที่ไปร่วมแสดงความยินดีก็เป็นพรรคพวกเดียวกัน จากนั้นก็เงียบหายไป จึงไม่ค่อยมีการเผยแพร่ จุดประกายความฝันออกไปสู่คนรุ่นใหม่ที่ไม่มีความรู้ทางด้านศิลปะ ทั้งที่ควรได้รับรู้ จุดประกายจินตนาการ ซึ่งไม่มีใครทำหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง เป็นเพราะคนทำงานศิลปะมักเป็นคนไม่ค่อยพูด”

ยิ่งไปกว่านั้น การขาดความเชื่อมโยงของศิลปินกับคนในสังคม ยังส่งผลร้ายมากขึ้นต่อการรักษาศิลปะของชาติให้คงอยู่ ไม่อยากให้คนรุ่นใหม่มองแค่ว่าเรียนไปแล้วจะมีรายได้เท่าไหร่ สุดท้ายกลายเป็นละเลยเรื่องของการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยที่สวยงาม เรื่องเช่นนี้เหล่าอาจารย์ ศิลปินหลายท่านกำลังเป็นห่วงอย่างมาก เพราะไม่มีลูกศิษย์รุ่นใหม่ให้ความสนใจ อดทนมากพอจะสืบสานต่อ

ขณะที่ความพยายามในการปรับโฉมงานศิลปะไทยให้ทันสมัยใหม่ แม้จะเข้าดูโมเดิร์นได้รับการตอบรับอยู่บ้าง แต่ศิลปะงานเก่าทรงคุณค่าดั้งเดิมกลับไม่ถูกสืบสานต่อ หรือสร้างตัวตนให้เป็นผู้รู้แจ้งในงานศิลป์ไทยอย่างถ่องแท้ จากปัจจัยหลายอย่างจึงกำลังทำให้งานศิลปะไทยทุกแขนงกำลังถูกละเลยลงจนหลงลืมว่ารากเหง้าความเป็นไทยมีรูปแบบอย่างไร หากขาดเด็กรุ่นใหม่ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง

“แม้สิ่งที่มองเห็นเป็นภูเขาอยู่ข้างหน้า หากค่อยๆ ไต่ขึ้นไป ยอดเขาก็จะใกล้เข้ามาทีละนิดจนถึงในที่สุด แต่ถ้านั่งอยู่เฉยๆ แล้วอยากกระโดดขึ้นไปบนยอดเขาเลย มันทำอย่างนั้นไม่ได้” ผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลป กล่าวทิ้งท้าย

มุมมองจากคนรุ่นใหม่ ขอเป็นครูถ่ายทอดมรดกไทย

ท่ามกลางความเชี่ยวกราดและหลากหลายของกระแสวัฒนธรรมในสังคมปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดกลุ่มวัฒนธรรมยิบย่อยต่างๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมเกาหลี นับได้ว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงกระแสนิยมทางสังคมของคนไทย

หากจะกล่าวว่าคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยรู้จักกระแสแนวเพลง “เคป๊อป” (K-pop) จากประเทศเกาหลี มากกว่าการแสดง“โขน” ซึ่งเป็นนาฏศิลป์ไทยอันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยก็คงจะไม่ผิดนัก

ความอยู่รอดของวงการนาฏศิลป์ไทยท่ามกลางความหลากหลายของกระแสนิยมในยุคปัจจุบัน กลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่เลือกเดินบนเส้นทางสายนี้ มุมมองระหว่างกลุ่มนักศึกษาที่เลือกเรียนนาฏศิลป์เพื่อไปเป็นศิลปินและกลุ่มที่เลือกเรียนเพื่อไปเป็นครู คำบอกเล่าของพวกเขาในฐานะคนรุ่นใหม่ ผู้สานต่อลมหายใจให้นาฏศิลป์ของไทยคงพอสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมที่เกิดขึ้นกับมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าเหล่านี้

กัญรวี ทรัพย์ทวี นักศึกษาคณะศิลปนาฏดุริยางค์ สาขานาฏศิลป์ไทย ชั้นปีที่ 3 สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เล่าว่า สาเหตุที่เลือกศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เพราะสนใจในนาฏศิลป์ไทยตั้งแต่เด็ก เวลาเห็นพ่อแม่มานั่งดูเราแสดงแล้วมีความสุขและรู้สึกภาคภูมิใจ

“หนูไม่ได้เรียนนาฏศิลป์เพื่อนำไปถ่ายทอด แต่เรียนเพื่อสืบสาน สายครูจะเน้นสอบวิชาการ เน้นรูปแบบในการนำเสนอและถ่ายทอดตามแบบแผน แต่ศิลปินจะเน้นศิลปะการแสดงเราสืบสานนาฏศิลป์ด้วยบทบาทและอารมณ์ที่แสดงออกมามันต้องครีเอทงานมากว่า คือเราต้องสร้างความน่าสนใจและแปลกใหม่อยู่เสมอ เสน่ห์มันอยู่ตรงนี้”

เมื่อเรียนจบหลักสูตรระดับปริญญาตรีแล้ว กัญรวี มองว่าการสร้างความมั่นคงจากโอกาสในการทำงานในวงการนาฏศิลป์นั้นก็มีหลากหลายแนวทางของแต่ละคน บางคนก็ไปเป็นครูสอนนาฏศิลป์ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในกรมศิลปากร รวมทั้งจากการเป็นนักแสดงตรงนี้ เนื่องจากรายได้จากการแสดงนาฏศิลป์นั้นจะมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวกับทางสำนักพระราชวัง หรืออีกโขนพระราชทาน รวมทั้งงานแสดงตามที่ต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยรัฐบาล และงานแสดงในต่างประเทศ

“จริงๆ คนจบที่นี่สามารถทำงานได้หลายอย่าง เพราะเรามีทุนคือการมีบุคลิกภาพที่ดี มีมารยาทอ่อนน้อมถ่อมตนเราจะโดนปลูกฝังในเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด อีกทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะวิชานาฏศิลป์เพียงอย่างเดียว วิชาพื้นฐานใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ เราก็ต้องเรียนเช่นกัน ฉะนั้นเราไม่ได้มีแต่รำเพียงอย่างเดียว แต่วิชาการเราก็ไม่น้อยหน้าใคร อย่างรุ่นพี่หนูหลายคนเมื่อเรียนจบแล้วไปเป็นแอร์โฮสเตสก็มี หรืออาจไปเป็นพนักงานธนาคารก็ได้ คือเราทำได้หมด”

สถานการณ์ของนาฏศิลป์ไทยในปัจจุบัน และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเป็นอย่างไร กัญรวี เล่าว่า นาฏศิลป์ไทยไม่มีวันที่จะหายไป ทุกประเทศมีวัฒนธรรมประจำชาติเป็นของตนเอง ประเทศไทยก็มีนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกของชาติเราด้วยเช่นกัน เพราะถึงอย่างไรเชื่อว่าคนไทยก็ยังคงต้องการอยู่

“เราอาจจะเป็นแค่ 10% ของวัยรุ่นไทยทั้งหมด เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ในสังคม แต่เป็น 10% ที่แข็งแกร่งเพราะเราเหนียวแน่นมากพอที่จะไม่ปล่อยให้นาฏศิลป์ไทยถูกกลืนหายไป”

“…แม้ตอนนี้อาจจะไม่ได้รับความนิยมเหมือนในอดีต แต่เราก็ต้องปรับตัวให้ทันกับยุคสมัยมากขึ้น ปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น คือของเดิมก็ต้องทำให้มันอยู่ ต้องรักษาเอาไว้ แต่บางอย่างก็ต้องมีการพัฒนาและก้าวต่อไป เพื่อไม่ให้มันถูกกลืนไปกับสังคม”

ดลกนก หลำโต นักศึกษาคณะศิลปนาฏดุริยางค์ สาขานาฏศิลป์ไทยศึกษา ชั้นปีที่ 4 สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์กล่าวว่า ไม่อยากให้สังคมมองว่าวงการนาฏศิลป์เป็นอาชีพที่เต้นกินรำกิน แต่อยากให้เปลี่ยนมุมมองใหม่เพราะหน้าที่ของเราคือการถ่ายทอด สืบสาน และแสดงให้สังคมรับรู้ถึงคุณค่าในความเป็นไทย

“ที่เลือกเรียนในสาขานาฏศิลป์ไทยศึกษาตรงนี้เพราะอยากเป็นครูที่ถ่ายทอดมรดกความเป็นไทยตรงนี้ให้คงอยู่ การเรียนเพื่อไปเป็นครูได้เปรียบตรงที่เราได้รู้ลึกในเรื่องนาฏศิลป์กว่าคนอื่น ทำให้เรานำไปถ่ายทอดได้อย่างถูกต้อง และโอกาสในการสอบในด้านอื่นๆ ก็มีมากกว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือการรักษามรดกของชาติ สังคมควรเปิดใจรับและสร้างพื้นที่ให้พวกเรามากกว่านี้ เพราะทุกครั้งที่มีการแสดงนาฏศิลป์เหมือนเราแสดงให้กันเอง สื่อก็ต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้ ทุกคนในสังคมต้องช่วยกันมันถึงจะมั่นคงและยั่งยืน” ดลกนก กล่าว

สำหรับความคาดหวังในฐานะคนนาฏศิลป์รุ่นใหม่ ดลกนกเล่าว่า เป้าหมายชีวิตในตอนนี้ยังไม่ได้ให้คำตอบกับตัวเองว่าหลังจากเรียนจบจะไปประกอบอาชีพอะไร เพราะในขณะที่เรียนอยากพยายามเก็บเกี่ยวทุกอย่างให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ แต่หวังว่าอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดและสืบสานสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้คงอยู่การเรียนนาฏศิลป์ต้องคลุกคลี ต้องอยู่ด้วยกันตลอด ถ้าใจไม่รักจริงๆ คงจะอยู่ตรงนี้ไม่ได้

“สิ่งที่คาดหวังในตอนนี้คืออยากเห็นคนไทยกลับมาดูโขน กลับมาชื่นชมนาฏศิลป์ไทยให้มากขึ้น บ่อยครั้งที่สื่อปลูกฝังค่านิยมความกลัวแบบผิดๆ เกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทยมาโดยตลอด เพราะที่ผ่านมาภาพยนตร์หลายเรื่องนำเสนอนาฏศิลป์ไทยแต่ในมุมที่ค่อนข้างเป็นลบ ปลูกฝังเรื่องผีๆ ทั้งที่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย เราเรียนนาฏศิลป์ได้ก็เพราะมีครู สิ่งเหล่านี้สอนให้เรารู้จักความกตัญญู เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลเลยที่ครูจะมาทำร้ายเรา น้อยคนที่จะมีโอกาสได้แสดงโขนต่อหน้าพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระราชินี ซึ่งหนูก็มีโอกาสได้แสดงตรงนั้นมาแล้วหลายครั้ง นับว่าเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตเลยก็ว่าได้” ดลกนก กล่าว