วอยซ์ทีวีปรับกลยุทธ์ สู้ธุรกิจดิจิตอล เลิกจ้างพนักงาน57อัตรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579754

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 17:12

 

บริษัทวอยซ์ทีวี ผู้ดำเนินการทีวีดิจิตอล ช่อง 21 ทำหนังสือแจ้งสื่อมวลชน ปรับกลยุทธ์และโครงสร้างองค์กร เพื่อความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจทีวีดิจิตอล โดยปรับลดพนักงาน 57 อัตรา พร้อมชดเชยพนักงานที่ถูกเลิกจ้างด้วยความเป็นธรรม ตามกฎหมายแรงงาน  …

วันที่ 19 ก.พ.59 นายพยุงศักดิ์ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท วอยซ์ทีวี จำกัด ลงนามในประกาศเรื่อง การปรับกลยุทธ์การบริหารและโครงสร้างองค์กร ปี 2559 ซึ่งมีการปรับลดพนักงานจำนวน 57 อัตรา เพื่อให้องค์กรมีขนาดที่เหมาะสมต่อการทำงานในภาวะการแข่งขันอย่างสูงมากในธุรกิจทีวีดิจิตอล

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มีการสื่อสารกับพนักงานทั้งหมดให้เข้าใจเป้าหมายและนโยบายต่างๆ เพื่อก้าวสู่การพัฒนาคุณภาพเนื้อหารายการให้มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดูแลและชดเชยพนักงานที่ถูกเลิกจ้างด้วยความเป็นธรรม ตามกฎหมายแรงงานทุกประการ ขณะเดียวกัน ยังมีแผนงานส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรตามโครงสร้างองค์กรปี 59 อีกกว่า 300 คน มุ่งสู่การเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้อย่างมั่นคง

สำหรับนโยบายปรับโครงสร้างองค์กรนั้น ก็เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการเป็นหนึ่งในผู้นำของผู้ผลิตสื่อยุคใหม่ภายใต้แนวคิด “Cross Platform Content Provider” ทีวีสื่อสารครบทุกช่องทาง ที่ต้องการผลิตเนื้อหารายการทีวีคุณภาพสูงและส่งตรงถึงผู้รับสื่อยุคใหม่ครบทุกช่องทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับชมผ่านสื่อออนไลน์ที่เป็นอนาคตของการสื่อสารนั่นเอง

วอยซ์ ทีวี ปรับลดพนักงาน สู้ศึกทีวีดิจิตอล

 

กองสลาก เชื่อหวยยังขายได้ ไม่ลดพิมพ์เพิ่ม ช่วยกระจายผู้ค้ารายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579648

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 14:10

 

โฆษกกองสลาก เผย พิมพ์สลากเพิ่มช่วยผู้ค้ารายย่อยได้กำไร เกิดประโยชน์กับ ปชช. มองปัญหาสลากเหลือ เป็นช่วงตลาดเข้าสู่สมดุล ระบุ การสั่ง-จองล่วงหน้าหมดเกลี้ยง ถือว่าตลาดยังขายได้ ระบุ ต้องประเมินความต้องการผู้ซื้อต่อเนื่อง…

วันที่ 19 ก.พ.59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” หลังจากที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พิมพ์สลากเพิ่มอีก 10 ล้านฉบับคู่ หรือ 20 ล้านฉบับ โดยให้นำสลากที่เพิ่มขึ้น มาทำเป็นสลากซื้อของงวดวันที่ 16 ก.พ.2559 ทำให้ปริมาณการพิมพ์สลากออกจำหน่ายเพิ่มขึ้นจาก 100 ล้านฉบับต่องวด เป็น 120 ล้านฉบับต่องวด เพื่อให้การจัดสรรสลากเพียงพอกับความต้องการของผู้ขาย ส่งผลให้ สลากกินแบ่งรัฐบาลเหลืออยู่ในแผงขายมากกว่าทุกงวดที่ผ่านมา

“สลากที่เหลือ เป็นไปได้ว่า เพิ่งผ่านพ้นช่วงเทศกาลตรุษจีน วาเลนไทน์ ซึ่งประชาชนอาจจะนำเงินไปใช้ในส่วนนั้น ประเด็นต่อมา คือ เป็นการประเมินผิดพลาด แต่เมื่อมองอีกมุม จากการเปิดสั่งซื้อ-จอง สลากในส่วนนั้นก็หมดเกลี้ยง จึงยังถือว่าตลาดยังขายได้อยู่”

นายธนวรรธน์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การซื้อสลาก เป็นการซื้อของผู้ที่มีความต้องการในการซื้อจริงๆ ซึ่งการพิมพ์สลาก จะปรับลดไปตามคนจอง โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะติดตามข้อมูลว่าพิมพ์สลากเกินจำนวนไป หรือว่าความต้องการของผู้ซื้อหายไป

ทั้งนี้ ยังต้องประเมินความต้องการผู้ซื้อ แต่ตอนนี้ เชื่อว่าตลาดปรับเข้าสู่สมดุลแล้ว ข้อสำคัญ คือ แต่ละร้านได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ลดราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ถูกกว่าราคาเดิม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ขายรายย่อย จะช่วยให้ผู้ขายรายย่อยมีกำไรมากขึ้น และเป็นประโยชน์กับประชาชนผู้ซื้อสลากมากขึ้นด้วย.

หนุนเอสเอ็มอี กทม. จับคู่เอสเอ็มอีเขต ศก.พิเศษ ขยายตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579641

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 13:48

 

กสอ. หนุนผู้ประกอบการ 10 จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ จับคู่เอสเอ็มอีจากส่วนกลาง เชื่อมโยงตลาดประเทศเพื่อนบ้าน…

นายวศิน มหัตนิรันดร์กุล นายกสมาคมเครือข่ายบริการวิศวการ กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ถือเป็นอีกยุทธศาสตร์ที่จะใช้เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถใช้เป็นกลไกสนับสนุน และเชื่อมโยงกับเครือข่ายการผลิตของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีภารกิจหลักในการพัฒนาและส่งเสริมเอสเอ็มอี มีหน่วยงานในพื้นที่ถูกกำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ 12 แห่ง ครอบคลุม 10 จังหวัด ประกอบด้วย ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด สงขลา เชียงราย กาญจนบุรี หนองคาย นครพนม และนราธิวาส โดยสมาคมเครือข่ายบริการวิศวการได้รับหมอบหมายให้จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยได้คัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากส่วนกลางจำนวน 30 กิจการ เพื่อนำไปสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับธุรกิจเอสเอ็มอีในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จะเริ่มนำร่องที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก เป็นแห่งแรก

นายวศิน กล่าวต่อว่า สำหรับการจับคู่เชื่อมโยงธุรกิจร่วมกันนั้นคาดว่า จะเกิดความร่วมมือไม่ต่ำกว่า 20 กิจการ ขณะเดียวกันสมาคมเครือข่ายบริการวิศวการได้เก็บข้อมูลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีเขตเศรษฐกิจบริเวณชายแดนติดต่อกัน ทั้งในส่วนของรายชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี ความต้องการของตลาดและสินค้าในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยใช้เป็นข้อมูลในการทำแผนธุรกิจ เพื่อเจาะตลาดใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ สมาคมเครือข่ายบริการวิศวการได้รับมอบหมายให้ทำโครงการนี้ต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว มีเอสเอ็มอีที่อยู่ในเครือข่ายประมาณ 400 ราย กระจายอยู่ใน 16 กลุ่มธุรกิจ มีการเติบโตของปริมาณเครือข่ายประมาณ 15% ต่อปี แต่ปีนี้คาดว่าจะมีการขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 30% เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นอย่างมาก โดยในปีนี้สมาคมฯ มีเป้าหมายที่จะสร้างเครือข่ายระหว่างเอสเอ็มอีไทย
กับเอสเอ็มอีเพื่อนบ้าน เพื่อส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยมีตลาดที่กว้างมากขึ้น โดยตั้งเป้าว่า ภายใน 2 ปี จะเริ่มเห็นเอสเอ็มอีไทย มีการเชื่อมโยงทางธุรกิจกับเอสเอ็มอีเพื่อนบ้านมากขึ้น ส่วนธุรกิจที่มีศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มอาหาร กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มบริการ เป็นต้น.

อิเกียปักธงอาเซียน ลุยสร้างสาขาที่ 2 ในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579625

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 11:51

 

นายลาเซีย เชอร์ล็อค หัวหน้าโครงการค้าปลีกอิเกีย บริษัท อิคาโน่ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ภายใต้ชื่อ “อิเกีย” (IKEA) เปิดเผยว่า บริษัทฯได้รับสิทธิ์ขยายธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ โดย 7 ปีนับจากนี้ วางแผนขยายสาขาให้ได้ 12 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่ 5 สาขา กระจายตัวอยู่ใน 3 ประเทศดังกล่าว พร้อมมีแผนพัฒนาเป็นช็อปปิ้งเซ็นเตอร์, ศูนย์บริการสั่งซื้อและรับสินค้า, ศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน และมิกซ์ยูชด้วย

ส่วนการขยายธุรกิจในประเทศไทย ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ มีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน “อิเกีย” ได้มากถึง 3-4 แห่ง หลังจากเปิดสาขาแรก ที่บางนา มาเกือบ 5 ปี และเดือน มิ.ย.59 นี้ จะเริ่มก่อสร้างโครงการอิเกียแห่งที่ 2 ติดกับบริเวณศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ภายใต้งบลงทุนกว่า 6,300 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2560 โดยสาขานี้ มีพื้นที่ 50,278 ตารางเมตร มีที่จอดรถ 1,900 คัน โดยมีพื้นที่จัดแสดงเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้ง อิเกียคาเฟ่ 2 แห่ง แห่งแรกอยู่บนชั้นลอยเหนือโชว์รูม อีกแห่งอยู่บนชั้น G คาดว่าปีแรกจะมีลูกค้าแห่เข้ามาใช้บริการไม่น้อยกว่าสาขาบางนา หรือประมาณ 3 ล้านคนต่อปี

“ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้ เพื่อพัฒนาโครงการใหม่ในย่านบางนา ซึ่งอาจเป็นทำเลเดิมติดกับที่ตั้งของสาขาบางนาหรืออาจเป็นโครงการมิกซ์ยูช ที่รวมเอาโรงแรมและช็อปปิ้งเซ็นเตอร์มาไว้ด้วยกัน”

นายลาเซียกล่าวว่า สำหรับรูปแบบของศูนย์บริการสั่งซื้อและรับสินค้า ซึ่งได้เปิดให้บริการไปแล้วที่ จ.ภูเก็ต เมื่อเดือน พ.ย.58 ที่ผ่านมา ได้ผลตอบรับดีมาก ซึ่งมีโอกาสขยายสาขาเพิ่มได้อีก อย่างไรก็ตาม แม้สภาพเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจะชะลอตัวไปบ้าง แต่ผลประกอบการของบริษัทฯ จากการดำเนินธุรกิจสาขาบางนา ยังเติบโตได้ 3% ต่อเนื่อง ปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโตได้ไม่ต่างจากปีก่อน.

ทองไทยพุ่ง ปรับขึ้น 350 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579548

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 10:01

 

ราคาทองปรับขึ้น 350 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600 ขายออกบาทละ 20,700 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,299.24 ขายออกบาทละ 21,100…

วันที่ 19 ก.พ. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ปรับขึ้น 350 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,600.00 บาท ขายออกบาทละ 20,700.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,299.24 บาท ขายออกบาทละ 21,100.00 บาท.

กระดุมเม็ดที่หนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578055

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 19 ก.พ. 2559 09:30

 

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมเป็นกรรมการตัดสินในรอบสุดท้ายของงานประกวดแผนธุรกิจ “Marketing Plan Competition” ครั้งที่ 8 จัดโดยชมรมนักธุรกิจรุ่นใหม่หอการค้าจังหวัดลำปาง (YEC ลำปาง) ในงานนี้มีทีมผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากจากหลากหลายสถาบันการศึกษาในพื้นที่จังหวัดลำปาง โดยในรอบสุดท้ายเป็นการแข่งขันด้วยการนำเสนอระหว่าง 8 ทีมที่เข้ารอบ สำหรับโจทย์ในการแข่งขันครั้งนี้ก็น่าสนใจมากครับ คือสร้างแผนธุรกิจที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดลำปาง

ในความเห็นของผมสิ่งที่น้องๆ ทำได้ดีคือรูปแบบการนำเสนอและความคิดสร้างสรรค์ที่มีความเข้มข้น น่าตื่นตาตื่นใจ รวมถึงรูปแบบการทำแผนธุรกิจที่มีข้อมูล และมีความรัดกุมซึ่งต้องชื่นชมทั้งทีมน้องๆ นักศึกษา และอาจารย์ที่กำกับดูแลทีม

แต่อย่างไรก็ตามเกือบทุกทีมที่เข้าแข่งขันมีจุดอ่อนเรื่องหนึ่งเหมือนกันหมด ซึ่งก็คือการตอบคำถามที่สำคัญที่สุดของธุรกิจที่พลาดไปไม่ได้ นั่นก็คือเรื่องการวางแผน “Product/Market Fit” หรือถ้าพูดกันง่ายๆ คือ การมองหาตลาดที่ดีพร้อมกับนำเสนอสินค้าที่เหมาะสมนั่นเอง

Product/Market Fit

ถ้าจะให้เข้าใจเรื่องของ Product/Market Fit ได้ดีขึ้น ผมขอเริ่มต้นนึกภาพคำว่า “ติดตลาด” การที่สินค้าตัวหนึ่งจะติดตลาดได้นั้น ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าต้องสามารถระบุตลาดเป้าหมาย (target market) ที่มีอุปสงค์ความต้องการสินค้าหรือบริการอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างรุนแรง และในขณะเดียวกันธุรกิจของผู้ประกอบการนั้นก็มีความสามารถในการผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเป้าหมายได้พอดิบพอดี เมื่อตลาดเป้าหมายและสินค้าที่มีในมือนั้นตรงกัน สินค้าก็ “ติดตลาด” และผู้ประกอบการก็สามารถสร้างเงินล้านได้ไม่ยาก

เลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้เหมาะสม

การระบุตลาดเป้าหมาย หรือการวาง Market Segmentation เป็นเบสิกพื้นฐานที่ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจทุกคนควรทำเป็นอันดับแรกๆ แต่สิ่งที่ผมเห็นจากการให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการจำนวนหลายราย รวมทั้งนักศึกษาในการแข่งขันนี้คือการที่ทุกคนล้วนมองข้ามความสำคัญในจุดนี้ไป และมักให้ความสนใจไปในเรื่องการโฆษณา ทำการตลาดสินค้าที่เรามีอยู่มากกว่าการมองตลาดให้ออกว่า สินค้าของเรามีพื้นที่ยืนตรงไหน การมองข้ามจุดนี้ไปจะทำให้สินค้าของเราขายไม่ออก หรือมีสินค้าที่ดีแต่ไม่มีใครซื้อ

การเลือกตลาดหรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้น อาจมองดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายแต่มีความสำคัญมาก ถ้าผู้ประกอบการเลือกตอบโจทย์ตลาดที่กว้างไป หรือกลุ่มลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ที่แต่ละกลุ่มมีความต้องการหรือการใช้งานที่หลากหลาย ก็เป็นการยากที่เราจะออกแบบสินค้าหรือบริการให้ตรงใจกับลูกค้าทุกกลุ่ม

ในขณะเดียวกัน ถ้าเราเลือกตอบโจทย์ตลาดที่มีขนาดเล็กหรือเฉพาะเกินไป สินค้าที่เราผลิตและคิดค้นขึ้นมาก็อาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค้าในการลงทุน รวมถึงโอกาสที่บริษัทจะเติบโตเพิ่มยอดขายนั้นมีความเป็นไปได้ยาก

พูดง่ายๆ คือ ถ้ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความเฉพาะเจาะจงเกินไป ผลตอบแทนจากการขายก็อาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่ถ้ากลุ่มลูกค้ามีความกว้างมากเกินไป สินค้าของเราก็อาจตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มใดไม่ได้เลย

ทำไมต้องเป็นสินค้าของเรา?

การหา Product/Market Fit นั้น นอกจากคำถามที่ว่า “เราขายอะไร” และ “เราขายให้ใคร” แล้วอีกหนึ่งคำถามที่ควรเพิ่มต่อเข้าไปคือ “แล้วทำไมต้องเป็นสินค้าของเรา”

ถ้าเราสามารถตอบได้บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกส่วนตัวว่า เพราะอะไรที่ลูกค้านั้นต้องเลือกสินค้าของเราเหนือคู่แข่งในตลาดได้ นั่นแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในตลาดเป้าหมายและสินค้าอย่างแท้จริง สินค้าของเราอาจดีกว่าคู่แข่งเพราะมีคุณภาพที่ดีกว่า หรือมีข้อได้เปรียบ (unfair advantage) ที่รายอื่นๆ ในตลาดไม่มี หรืออาจเป็นเรื่องของการกระจายสินค้าเข้าถึงมือลูกค้าได้ดีกว่า คำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวเชื่อมระหว่าง “Product” กับ “Market” ให้มา “Fit” กันลงตัว

กระดุมเม็ดที่หนึ่ง

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า เรื่องการเลือกตลาดและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานของการเริ่มธุรกิจและการทำการตลาด และด้วยความที่เป็นพื้นฐานที่กล่าวมานี้ จึงทำให้ผู้ประกอบการล้วนมองข้ามความสำคัญของสิ่งนี้ไป และไปเน้นเรื่องการใช้เครื่องมือทางการตลาด ลดราคา หรือลอกเลียนแบบคู่แข่ง แทนที่การค้นหาความต้องการของตลาดที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองและปรับสินค้าของเราให้เข้ากับความต้องการนั้นๆ

การข้ามขั้นตอนและคำถามที่สำคัญที่สุดในการเริ่มธุรกิจในเรื่องของ Product/Market Fit ก็เปรียบได้เหมือนการใส่เสื้อครับ ถ้าเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดที่เหลือเราก็ติดผิดหมด บ่อยครั้งกว่าเราจะรู้ตัวก็เสียเวลาติดผิดจนมาถึงเม็ดสุดท้าย แต่ถ้าเราให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นที่ดี แม้ระหว่างทางจะติดช้า หรือติดกระดุมผิดไปบ้างแต่เราก็ยังมาถูกทางแล้วนั่นเอง

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและเทคโนโลยี เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์
http://www.facebook.com/SMECompass

ข้อมูล ศก.สหรัฐฯ อ่อนแอ ฉุดทองนิวยอร์กพุ่ง! 14.9 ดอลลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579542

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 09:28

 

ทองคำนิวยอร์กปิดพุ่ง! ขึ้น 14.9 ดอลลาร์ ที่ระดับ 1,226.30 ดอลลาร์/ออนซ์ จากข้อมูล ศก.สหรัฐฯ ที่อ่อนแอ กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำ…

เมื่อคืนวันที่ 18 ก.พ. สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้น โดยสัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือน เม.ย. ปิดพุ่งขึ้น 14.9 ดอลลาร์ หรือ 1.23% ที่ระดับ 1,226.30 ดอลลาร์/ออนซ์ ภายหลังนักลงทุนกลับเข้าซื้อทองคำอย่างคึกคัก หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลง 0.25% เมื่อคืนนี้ เนื่องจากแรงขายทำกำไร หลังจากที่ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นแข็งแกร่งติดต่อกัน 3 วันทำการก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ ยังกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย เปิดเผยว่า ดัชนีภาวะธุรกิจในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ขยับขึ้นสู่ระดับ -2.8 ในเดือน ก.พ. จากระดับ -3.5 ในเดือน ม.ค. แต่ดัชนียังคงติดลบเป็นเดือนที่ 6 ในเดือน ก.พ. ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอ และการแข็งค่าของดอลลาร์ รวมทั้งการดิ่งลงของราคาน้ำมัน จากสต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์ที่แล้ว

หุ้นสหรัฐฯ ร่วงตามราคาน้ำมัน-ผิดหวังแนวโน้มยอดขายวอลมาร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579504

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 06:30

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพฤหัสบดี ยุติการเพิ่มขึ้นติดต่อกันไว้ที่ 3 วัน หลังจากราคาน้ำมันลดลงอีก และหุ้นบริษัทค้าปลีก วอล-มาร์ต ร่วงหนัก จากความผิดหวังในแนวโน้มยอดขายของบริษัท…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 18 ก.พ. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 40.40 จุด หรือ 0.25% ปิดที่ 16413.43 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 8.99 จุด หรือ 0.47% ปิดที่ 1917.83 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 46.53 จุด หรือ 1.03% ปิดที่ 4487.54 จุด

ราคาน้ำมันเบลนต์ของสหรัฐฯ ลดลงอีกในวันพฤหัสบดี หลังจากพบว่าน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียประกาศจะไม่ตัดลดกำลังการผลิตน้ำมันลง ส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทกลุ่มน้ำมัน

ด้านบริษัทวอล-มาร์ต หุ้นร่วง 3.0% หลังลดแนวโน้มยอดขายในปี 2017 ลง เนื่องจากเงินดอลลาร์แข็งค่าและการปิดสาขาร้านต่างๆ ของบริษัท นอกจากนี้หุ้นกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีก็ลดลงเช่นกัน.

กระหึ่มอุตสาหกรรมบริการและโลจิสติกส์ นำร่องเขตเศรษฐกิจสระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579474

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 06:15

 

กรมธนารักษ์จับมือ กนอ.ผุดนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว เน้นอุตสาหกรรมบริการและโลจิสติกส์ เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจทางใต้ตั้งแต่เวียดนาม กัมพูชา ไทย และเมียนมา กนอ.มั่นใจเปิดให้บริการปี 2561 คุยลั่นเอกชนแห่จองพื้นที่แล้ว

นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้ลงนามกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามนโยบายของรัฐบาล โดยให้ กนอ.เช่าที่ราชพัสดุ 650 ไร่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็นเวลา 50 ปี คิดค่าเช่าตลอดสัญญา 32,000 บาทต่อไร่ต่อปี โดยมีส่วนลดพิเศษให้แก่ กนอ.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐในอัตรา 30% หรือจ่ายจริง 70%ของราคาเช่าที่ทำสัญญา

“การลงนามกับ กนอ.ในครั้งนี้ ถือเป็นโครงการแรกที่กรมสามารถรวมรวบโฉนดจากที่ราชพัสดุที่กระจายอยู่หลายแปลงให้มาเป็นโฉนดเพียงใบเดียว ทำให้นำที่ดินดังกล่าวมาให้ กนอ.เช่าได้สำเร็จ ส่วนที่ดินแปลงอื่นๆ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมโฉนดให้เป็นแปลงเดียวกัน ซึ่งในจำนวนนี้ จะทั้งเปิดให้เอกชนและให้ กนอ.เช่า”

สำหรับเขตเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลมีทั้งหมด 6 เขต ประกอบด้วย 1.สระแก้ว 2.ตาก 3.มุกดาหาร 4.ตราด 5.หนองคาย 6.สงขลา โดยในจำนวนนี้ กรมธนารักษ์จะเปิดให้ กนอ.เช่าทั้ง หมด 3 แปลงประกอบด้วย จ.สระแก้ว จ.ตาก และ จ.สงขลา และเปิดให้เอกชนเช่า 4-5 แปลงที่ จ.ตาก จ.มุกดาหาร จ.ตราด และ จ.หนองคาย โดยได้กำหนดค่าเช่าที่ดินเรียบร้อยแล้ว เช่น จ.สระแก้ว 32,000 บาทต่อไร่ต่อปี จ.ตราด 36,000 บาทต่อไร่ต่อปี จ.มุกดาหาร 24,000 บาทต่อไร่ต่อปี และ จ.สงขลา 40,000 บาทต่อไร่ต่อปี เป็นต้น

นายจักรกฤศฎิ์ กล่าวว่า หลังจากที่กรมธนารักษ์ลงนามกับ กนอ.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไป กนอ.ก็จะเข้าไปจัดสรรที่ดินเพื่อทำประโยชน์ต่อไป โดยจะต้องลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเช่นถนน ระบบไฟฟ้า น้ำประปาและทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จังหวัดสระแก้วเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคาดว่า กนอ.จะใช้เวลาในการพัฒนาที่ดินดังกล่าวและพร้อมเปิดให้เอกชนเช่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ส่วนที่ราชพัสดุอีก 5 จังหวัดที่เหลือจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับการรวบรวมโฉนดเพราะพื้นที่บางแปลงมีการบุกรุกจากประชาชน จึงเปิดให้มีการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อยุติ เช่น จ.สงขลา 1,096 ไร่ มีประชาชนอาศัยอยู่บางส่วนซึ่งในตอนแรกกรมธนารักษ์คาดว่าที่ดินแปลงนี้ จะสามารถเปิดตัวได้เป็นโครงการแรกแต่หลังจากเจรจากับประชาชนแล้ว ยังไม่มีข้อยุติจึงจำเป็นต้องเลื่อนออกไป ส่วนที่ จ.ตากน่าจะมีความชัดเจนในเดือน เม.ย.นี้

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ขณะนี้ กนอ.ได้ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และความเหมาะสมเชิงลึก การออกแบบ การจัดแผนแม่บทการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค.หรือ เม.ย.ปีนี้ และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างนิคมฯ ได้ภายในปีงบประมาณ 2560 และพร้อมเปิดดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2561

โดยพื้นที่ของจังหวัดสระแก้วที่เปิดเป็นนิคมฯมีความเหมาะสมที่จะเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจทางใต้จากประเทศเวียดนาม กัมพูชา ไทย มุ่งสู่ท่าเรือแหลมฉบังและขึ้นไปทวายประเทศเมียนมาออกสู่มหาสมุทรอินเดีย โดยจะเน้นทางด้านอุตสาหกรรมบริการและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่การค้าและการลงทุนข้ามแดนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการขนาดกลาง โดยคาดว่าจากพื้นที่ทั้งหมด 650 ไร่ เมื่อหักการลงทุนทางด้านระบบสาธารณูปโภคเรียบร้อยแล้ว จะเหลือพื้นที่เปิดให้เช่าประมาณ 60-65% โดยจะเปิดให้เช่าราคา 120,000-150,000 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งขณะนี้มีเอกชนติดต่อขอใช้พื้นที่นิคมแล้ว 5-6 ราย

“เอกชนที่สนใจมีทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ แสดงความสนใจเข้าลงทุน เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และเครือเอสซีจี ที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและก่อสร้าง รวมทั้งมีบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้า คลังกระจายสินค้า อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม โดยสามารถแบ่งพื้นที่เช่าได้ 60 แปลง คาดว่าจะมีเอกชนเช่า 50 ราย เชื่อว่าจะมีเงินลงทุน 5,000 ล้านบาท และทำให้ กนอ.มีรายได้ 4,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างแรงงาน ในพื้นที่ 4,000 คน”

สำหรับอัตราค่าเช่าขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งจะมีการเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) กนอ.พิจารณาในเดือน มี.ค.นี้ เบื้องต้นคาดว่าค่าเช่าจะอยู่ในอัตราไร่ละ 160,000 บาทต่อไร่ต่อปี ขณะที่ กนอ.มีต้นทุนในการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ กนอ.เฉลี่ยไร่ละ 1.2-1.5 ล้านบาท หลังจากนี้ กนอ.ก็จะมีการลงนามร่วมกับกรมธนารักษ์ในการเช่าพื้นที่ราชพัสดุเพื่อพัฒนาเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มอีก 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา พื้นที่ 1,196 ไร่ จังหวัดตาก พื้นที่ 836 ไร่.

‘นักลงทุน-สถาบัน’ ร่วมกดดัน ซีพีออลล์ตระหนักธรรมาภิบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579468

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 06:05

 

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคม บลจ.) เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับนักลงทุนสถาบัน ทั้งผู้จัดการกองทุน ผู้บริหาร บลจ. กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และบริษัทประกันชีวิต เพื่อร่วมกันแสดงจุดยืนและมาตรการดำเนินการกับ บมจ.ซีพีออลล์ (CPALL) กรณีผู้บริหารใช้ข้อมูลภายในหาผลประโยชน์ในการซื้อขายหุ้น บมจ.แม็คโคร (MAKRO) ในช่วงที่ CPALL เข้าไปเจรจาซื้อหุ้น MAKRO ว่า การประชุมได้ข้อสรุปตรงกันคือนักลงทุนสถาบันทั้งหมด จะไปใช้สิทธิ์ในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น CPALL เพื่อทำหน้าที่ในฐานะผู้ถือหุ้น โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการและเจ้าของกิจการตระหนักถึงเรื่องธรรมาภิบาล (CG) ของผู้บริหาร และดำเนินการกับผู้บริหารที่มีปัญหา เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดผลกระทบเฉพาะตัวบุคคล หรือเฉพาะบริษัท แต่กระทบถึงภาพตลาดทุนและประเทศไทยโดยรวม ซึ่งนักลงทุนต่างชาติก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

“เราไม่ต้องการเอาชนะคะคาน แต่หน้าที่เราต้องรักษาผลประโยชน์ในฐานะผู้ถือหุ้น รักษาประโยชน์ในสิ่งที่ได้ลงทุนไป ตัวกิจการของบริษัทถือว่าเป็นกิจการที่ดี แต่เราเรียกร้องให้มีการจัดการที่ดีกว่านี้ในเรื่อง CG ประเด็นที่ติดใจคือ เรายังสามารถลงทุนต่อในบริษัทนี้ได้หรือไม่ หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารที่ยังมีประเด็นอยู่ เสียงโหวตของเราอาจเล็กกว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือเถ้าแก่ใหญ่ แต่เราต้องทำหน้าที่ในฐานะเจ้าของกิจการ คาดหวังว่าบริษัทจะเข้าใจ และมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้น ซึ่งหากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารที่มีปัญหา ถ้ายอมถอยอย่างนั้นได้ ก็จะเป็นเรื่องดีกับทุกฝ่าย นอกจากนี้ นักลงทุนสถาบันในฐานะผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ (ถือหุ้นกู้) ได้แสดงจุดยืนร่วมกันว่าจะไม่ลงทุนเพิ่มในหุ้นของ CPALL หากบริษัทยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ปัญหาธรรมาภิบาล”.