ผลการดำเนินงานที่สำคัญของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 
ระหว่างวันที่ 10-17 กุมภาพันธ์ 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579293

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 06:01

 

• ด้านกิจกรรมประชารัฐ ผลการดำเนินงานภายใต้นโยบายประชารัฐ การร่วมมือกันระหว่างเกษตรกรและประชาชน ส่วนราชการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ดำเนินกิจกรรม ดังนี้

1. การจัดพื้นที่ตลาด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้า ทั้งพืชผลทางการเกษตร และสินค้าชุมชน โดยสำนักงานพาณิชย์ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินงานตามมาตรการความช่วยเหลือของรัฐบาลในการปรับเปลี่ยนการผลิตแบบเดิมไปสู่ความยั่งยืนให้มีตลาดรองรับผลผลิตที่ชัดเจน ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดพื้นที่ตลาด ดังนี้

– การจัดกิจกรรมตลาดนัดสีเขียว ใน จ.อุบลราชธานี และ จ.หนองคาย

– การเปิดตลาดประชารัฐเพื่อชุมชน ใน จ.ลพบุรี

2. การเชื่อมโยงตลาด

– จ.ร้อยเอ็ด จัดกิจกรรมเจรจาการค้าข้าวหอมมะลิ ในงานเทศกาลวันข้าวหอมมะลิโลก 
ปี 2559 เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มจังหวัดให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ

– จ.น่าน ขยายช่องทางการตลาด “กลุ่มผักปลอดภัย ตลาดสีเขียวน่าน” โดยการเชื่อมโยงตลาดกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย 7 กลุ่ม รวมเกษตรกรจำนวน 956 ราย ร่วมกับตัวแทน
ห้างแม็คโครของจังหวัด

• การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง จากสถานการณ์ภัยแล้ง กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาวิกฤติแล้ง ตามนโยบายรัฐบาล ดังนี้

การจำหน่ายสินค้าธงฟ้าช่วยภัยแล้ง มีแผนดำเนินการรวม 400 ครั้ง ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 240 ครั้ง อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 160 ครั้ง โดยจังหวัดที่ดำเนินการแล้วรวมทั้งสิ้น 22 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ตาก นครปฐม นครนายก นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สุโขทัย อ่างทอง อุตรดิตถ์ และกรุงเทพฯ มียอดจำหน่ายสินค้ารวม 26.15 ล้านบาท ซึ่งสามารถลดค่าครองชีพให้ประชาชนจำนวน 87,183 คน มูลค่า 17.44 ล้านบาท (ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559)

การพัฒนาและส่งเสริมศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) เพื่อให้เกษตรกรมีสถานที่จำหน่ายสินค้า และมีการเชื่อมโยงสินค้าระหว่างศูนย์เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในศูนย์ฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมใน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม และกาญจนบุรี

การอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางการผลิตให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 
ปี 2558/59 โดยถ่ายทอดความรู้ในเรื่องทิศทางของตลาดสินค้าเกษตร การพัฒนาตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรในวิชาอาชีพเกษตรทางเลือกที่เหมาะสม และมีอนาคตทางการตลาด ขณะนี้ทุกจังหวัดอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยได้เริ่มการอบรมเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 และกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาการอบรมวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 มีเป้าหมายเกษตรกรรวมทั้งสิ้น 185,220 ราย จาก 882 อำเภอ ใน 76 จังหวัด

• การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

– การควบคุมการขนย้ายหัวมันสำปะหลังสดและมันเส้น

จากการดำเนินมาตรการการควบคุมการเคลื่อนย้ายมันสำปะหลัง ไม่ให้มีการขนย้ายมันสำปะหลังหรือมันเส้นนำเข้ามาผิดกฎหมาย หรือบรรทุกน้ำหนักเกิน ส่งผลให้เกษตรกรที่ปลูกมันในประเทศได้รับผลกระทบด้านราคาที่ไม่เหมาะสม สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ตรวจสอบพบรถพ่วงบรรทุกมันสำปะหลังขนย้ายเกินกำหนด 12.83 ตัน จึงได้นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

– การขนย้ายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรม

การขนย้ายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมของบริษัท ว.ธนทรัพย์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดราชบุรี มีการขนย้ายจากคลังกลางในหลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครปฐม นครศรีธรรมราช พิษณุโลก และสุรินทร์ มีปริมาณขนย้ายสะสม ตั้งแต่วันที่ 5-16 กุมภาพันธ์ 2559 จำนวน 3,258.17 ตัน คิดเป็นปริมาณ 15% ของยอดรวม

คนถูกหลอกเงินผ่านเฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579446

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 05:45

 

ธปท.เผยยอดรับร้องเรียนทางการเงินพุ่งทะลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ได้ออกรายงานผลการดำเนินการในการให้ข้อมูล คำปรึกษา และรับเรื่องร้องเรียนปี 2558 พบว่า ประชาชนติดต่อเข้ามาทั้งสิ้น 59,595 ราย จำนวน 47,063 รายการ ส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลและคำปรึกษาบริการทางการเงิน เรื่องหลักๆ คือ สอบถามสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และขอให้ช่วยประสานงานกับสถาบันการเงินเรื่องปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงการขอลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการชำระหนี้ก่อนกำหนด

นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินและเอาต์ซอร์ส รวมถึงการขายผลิตภัณฑ์อื่นนอกเหนือจากการทำธุรกิจตามปกติ (ครอส เซล) และปัญหาการเงินให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มประกันชีวิตและกองทุนต่างๆ เช่น ต้องการขายประกันโดยแจ้งว่าเป็นการออมทรัพย์ระยะยาว ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดเงื่อนไขของสินเชื่อ นอกจากนี้ การเสนอขายผลิตภัณฑ์ก่อให้เกิดความรำคาญ รวมถึงบังคับซื้อประกันหรือผลิตภัณฑ์อื่นร่วมกับผลิตภัณฑ์หรือบริการอื่นๆ เช่น ตู้นิรภัย หุ้นกู้ หน่วยลงทุน เป็นต้น อีกทั้งผลกระทบการปิดสาขาก็ถูกร้องเรียนเข้ามาเช่นกัน

ส่วนเรื่องภัยทางการเงินมี 775 รายการ ลดลง 234 รายการจากปีก่อน เป็นการหลอกลวงทางโทรศัพท์มากที่สุด เช่น อ้างว่าโทร.มาจากธนาคารกลางจะอายัดบัญชี เพราะบัญชีมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ รองลงมาเป็นปัญหาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่น เกิดจากบัตรเครดิตถูกขโมยไปใช้งานก่อนที่เจ้าของจะอายัดบัตร ซึ่งเป็นปัญหาเดียวที่มีจำนวนเรื่องเพิ่มขึ้นในกลุ่มภัยทางการเงินถึง 33% จากปีก่อน อีกทั้งพบว่าเรื่องที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุดถึง 5 ล้านบาท และ 2.3 ล้านบาทต่อราย เกิดจากการถูกหลอกลวงทางเฟซบุ๊กว่าจะได้รับเงินจากต่างประเทศ แต่ต้องโอนเงินค่าธรรมเนียมชำระไปก่อน ซึ่งผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้หลายครั้ง ส่วนการแจ้งเบาะแสมียอดขยับเป็น 136 รายการ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาการอนุมัติสินเชื่อซอฟต์โลน พฤติกรรมการทวงหนี้ที่ไม่เหมาะสม และปัญหา แก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็น ธปท. เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวและโอนเงินไปให้.

ททท.เพิ่มกลยุทธ์ดึงกลุ่มท่องเที่ยวผจญภัย พบไทยติดโผยอดนิยมกลุ่มประเทศเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579443

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 05:30

 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการที่ไทยได้รับคัดเลือกจากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (พาต้า) เป็นเจ้าภาพจัดงาน “PATA Adventure Travel and Responsible Tourism” ที่ จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 17-19 ก.พ.นี้ ซึ่งมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวด้านการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย (แอดเวนเจอร์) เข้าร่วมกว่า 200 คน เตรียมสร้างการรับรู้ด้านตลาดต่างประเทศต่อยอดจากเวทีนี้ เพื่อสร้างฐานตลาดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยเพิ่มเติม จากในปีที่ผ่านมาพบว่าตลาดยุโรป ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของตลาดนี้โดยเฉพาะ ยังมีสัดส่วนเพียง 15% แต่สถิติของสมาคมการค้าท่องเที่ยวเชิงผจญภัย หรือ Adventure Travel Trade Association (แอตต้า) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2553-2555 ตลาดนี้มีมูลค่าการใช้จ่ายเติบโตถึง 65% อีกทั้งจุดหมายทั่วโลกที่เริ่มได้รับความนิยมสำหรับตลาดนี้ มีพื้นที่เอเชียนำโดยจีน เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มน่าจับตามองที่สุด ขณะที่ในกลุ่มประเทศเอเชียชั้นนำในตลาดนี้ มีไทยติดกลุ่มร่วมกับจีน เนปาล ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และเกาหลีใต้ ดังนั้น ต่อไป ททท.จะจัดทำกลยุทธ์เพื่อขยายฐานตลาดนี้มากขึ้น

ด้านนางเหม่ย จาง ผู้ก่อตั้งบริษัทไวลด์ ไชน่า เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดจีนที่ให้ความสนใจกับการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์และผจญภัย รวมถึงกลุ่มที่มีความต้องการเข้าถึงการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาก และจากการสำรวจเส้นทางในไทยพบว่ามีศักยภาพในการสร้างแพ็กเกจทัวร์ในลักษณะนี้เสนอให้กับตลาดจีนได้.

ถอดบทเรียน ‘นกแอร์’ ผ่าวิถี ‘สไตรก์’ โลกการบิน VS ไทยแลนด์โอนลี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579248

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 05:30

 

“ทุกเที่ยวบินมีรอยยิ้ม” ครับ…นี่คือสโลแกนของสายการบินนกแอร์ ที่ให้คำมั่นกับผู้โดยสารว่าจะให้บริการด้วยความประทับใจ แต่…ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อจู่ๆ นักบินเกิด “ป่วย” พร้อมกัน! คำมั่นที่ให้ไว้ยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือไม่ แล้วจะกอบกู้ศรัทธาคืนมาอย่างไร…?

ในวันนี้ “อาสาม ไทม์แมชชีน” อาสาย้อนเวลา ดูพฤติกรรม ของเหล่ากัปตัน นางฟ้า เทวดา อาชีพยอดฮิตที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่เมื่อได้มาทำงานจริง บางคนอาจรู้สึกไม่โสภา จนต้องออกมาประท้วง ซึ่งผู้ให้บริการสายการบินในโลกหล้านี้ เขาเจออะไรบ้าง วิธีการเรียกร้องขอสิ่งต่างๆ เขาใช้วิธีการแบบนี้ วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอไล่เรียงให้ได้ทราบกัน!

ยกเลิกนับสิบเที่ยวบิน คนนับพันกระทบ “นกแอร์” ระส่ำ ซีอีโอ วิวาทะ นักบิน

ก่อนจะเริ่มย้อนเรื่องราวในอดีต “อาสามฯ” ขอปูพื้น “นกแอร์” เสียก่อน…

เรื่องของเรื่องเริ่มต้นเมื่อช่วงค่ำวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ เหตุการวุ่นวาย ณ สนามบินดอนเมืองเริ่มปะทุ จู่ๆ สายการบิน “นกแอร์” ก็ถูกยกเลิกใน 9 เที่ยวบิน ผู้โดยสารนับพันค้างเติ่ง ท่ามกลางอารมณ์งุนงง และฉุนเฉียว นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่เกิดมาจากสาเหตุนักบิน 10 คน ประท้วงหยุดบิน เนื่องจากไม่พอใจที่ทางบริษัท มีการปรับเพิ่มมาตรฐานการ Audit การบริหารงานของฝ่ายบิน โดยอิงมาตรฐานของเอียซ่า

พาที สารสิน สวมบทผู้นำการแก้ปัญหา

เอียซ่า…ที่ว่ามานี้ นายพาที บอกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา กำลังเดินหน้ายกระดับให้ไปถึง เอียซ่า และ ไอโอซ่า (หน่วยงานตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการบิน) จึงได้เชิญหน่วยงานที่เป็นพันธมิตรของนกแอร์ มาช่วยตรวจสอบ และพบว่า มีหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานการบิน พบว่า มีการใช้อำนาจผิดรูปแบบ เช่น ฝ่ายปฏิบัติการของนกแอร์ จะทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง จึงได้รับการแนะนำว่าฝ่ายตรวจสอบจะต้องเป็นฝ่ายอื่น ไม่ใช่ฝ่ายที่บิน ไม่ใช่แบบตัวเองตรวจสอบตัวเอง…นี่เป็นที่มาของปัญหา คือ กลุ่มนักบินไม่พอใจที่จะให้ฝ่ายอื่นมาตรวจสอบ ซึ่งนักบินบางคน ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ มีหน้าที่ตรวจสอบ จึงมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้ นักบิน มีหน้าที่ “บินอย่างเดียว” ไม่ต้องมาทำหน้าที่ “จัดการ”…

หลังสิ้นเสียงสัมภาษณ์ มาตรการเด็ดขาดก็ถูกงัดมาใช้ด้วยการสั่งสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ที่โดนหนักสุดมีเพียงรายเดียว คือ “ไล่ออก” คือ นายศานิต คงเพชร นักบินผู้ควบคุมอากาศยานสายการบินนกแอร์ ผู้ถูกกล่าวหาว่า “ตัวป่วน” 

การบริหารงานสายการบิน “ความเชื่อมั่น” เป็นสิ่งสำคัญ

จากพนักงานกลายเป็นอดีต นายศานิต ก็ออกมาลากไส้ในทันที โดยกล่าวหา นกแอร์ กลับว่า ทางนกแอร์ บีบบังคับให้กัปตัน องค์กรบังคับให้ครูการบินรายหนึ่ง ปล่อยมาตรฐานการบินให้กับนักบิน 1 คน ขึ้นเป็นกัปตัน ทั้งที่ครูการบินยัง “ไม่เห็นสมควร” แต่กลับรีบเร่งให้เป็นกัปตันขึ้นบินในส่วนที่ขาดหาย เนื่องจากที่ผ่านมามีนักบินลาออกมาก

ขณะที่ข้อกล่าวหาจาก ซีอีโอ นกแอร์ ปม “ทุบหม้อข้าว จงใจหยุดบิน” นายศานิต ระบุแต่ว่า หากนักบินอึดอัดใจขึ้นบินไม่ได้…อึดอัดใจ เครียด ป่วย ขึ้นบินไม่ได้ กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้จงใจ แต่เขาอึดอัดใจ ให้ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ…เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การประท้วง หรือ สไตรก์ หากจะประท้วงต้องหยุดบิน 130 เที่ยวบิน!

สิ่งที่เกิดขึ้น เหตุผลแท้จริงแล้วคืออะไร คงต้องรอให้มีการสอบสวนกันภายในไปก่อน การไล่ออก ของนกแอร์ เป็นธรรม กับ นายศานิต หรือไม่ คงต้องให้สังคมตัดสิน และดำเนินคดีทางกฎหมายกันเอง

มองย้อนอดีต ความขัดแย้งภายใน ทำเที่ยวบินดีเลย์ 4 ชั่วโมง!

แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีต เรื่องวุ่นๆ ของเหล่านางฟ้า สจ๊วต หรือ นักบิน  ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ในปี พ.ศ.2544 เกิดความขัดแย้งระหว่าง นักบิน กับ ลูกเรือ ที่มีตำแหน่งใน สหภาพแรงงานการบินไทย ครั้งนั้น 2 ฝ่ายงัดกันโดยใช้ผู้โดยสาร 300 คน ในเที่ยวบิน TG 401 ที่จะเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 24 ส.ค. เวลา 19.20 น. มาต่อรอง โดยนักบิน เลือกที่จะลาป่วยแบบกะทันหัน ทั้งที่มีกฎว่า นักบินสามารถให้ลูกเรือคนดังกล่าวลงจากเครื่องได้ แต่กัปตันกลับเลือกที่จะลาป่วย

ตารางการบิน ที่ผู้โดยสารสามารถเช็กได้ก่อนขึ้นเครื่อง

เรื่องนี้ร้อนไปถึง นายสุเทพ สืบสันติวงศ์ รองกรรมการใหญ่ฝ่ายบริการลูกค้า (ขณะนั้น) ต้องมาสะสางเรื่องนี้เอง โดยได้เรียกกัปตันและผู้ช่วยนักบินสำรอง นอกจากน้ี ได้ขอให้ลูกเรือดังกล่าวงดบิน ซึ่งกว่าจะเสร็จสิ้นก็กินเวลาดีเลย์ไป 4 ชม.!!

ถ้าตอนนั้น มีโซเชียลมีเดียเข้าถึงมือทุกคนอย่างเช่นปัจจุบัน ไม่รู้ว่า “ผลลัพธ์” อาจจะแตกต่างไปจากเดิมก็เป็นได้

นักบิน ลูกเรือ ต่างชาติ ก็ สไตรก์ แต่จะนัดล่วงหน้า!

ในขณะที่มุมของต่างประเทศก็มีเช่นกัน วันที่ 23 ก.พ.53 พนักงานควบคุมหอการบินของสนามบิน 2 แห่ง ในปารีส คือ ชาร์ลส์ เดอ โกล และ ออร์ลี ได้หยุดงานประท้วง กรณีการท่าอากาศยานแห่งฝรั่งเศส มีแผนจะควบคุมการจราจรทางอากาศกับเบลเยียม เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก และสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้สหภาพแรงงานเกรงว่าจะเสียสถานะการเป็นลูกจ้างของรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งการหยุดงานเที่ยวนี้ ทำให้เที่ยวบินถูกยกเลิกจำนวนมาก…

ในช่วงเดียวกันนี้ พนักงานที่ทำหน้าที่บนเครื่องบินสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ของอังกฤษ​ ก็ได้นัดล่วงหน้าเกือบ 1 เดือน ว่าจะ “ผละงาน” ประท้วง หลังจากต้นสังกัดมีแผนที่จะลดจำนวนพนักงานบนเครื่องบิน รวมทั้งจะไม่มีการขึ้นเงินเดือน ซึ่งผลก็เป็นดังนั้นจริงๆ เมื่อกลุ่มพนักงานสายการบินดังของอังกฤษ ได้นัดสไตรก์ หยุดงานเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งจากการประเมินของนักวิเคราะห์ คาดว่าสูญเสียเงินครั้งนี้กว่า 1,200 ล้านบาท

งานหินที่รออยู่ตรงหน้า ท้าทายความสามารถในฐานะ “ผู้นำ”

นอกจากนี้ สายการบินของเยอรมนี ก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน เมื่อนักบินของ สายการบินลุฟท์ฮันซา ออกมา “ขู่” ว่าจะหยุดงานเป็นเวลา 4 วัน ในอีก 4 วันข้างหน้า เพื่อเรียกร้องเรื่องสวัสดิการและความมั่นคงในการทำงาน ส่งผลให้สายการบินต้องงดเที่ยวบิน 2 ใน 3 หรือ รวม 3,200 เที่ยว ซึ่งการหยุดงานครั้งนี้ส่งผลให้สูญเสียเงินประมาณ 4 พันล้านบาท

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การดำเนินธุรกิจสายการบินเป็นเรื่อง “ไม่ง่าย” ต้องเจอปัญหาการรวมตัว “ประท้วง” กันเป็นระยะ แต่ของเมืองนอกนั้นเลือกวิธีที่จะบอกล่วงหน้า เพื่อให้ผู้โดยสารเตรียมตัว แต่สำหรับบ้านเรา หากสิ่งที่เกิดขึ้นคือ “การจงใจละทิ้งหน้าที่” แล้วแบบนี้จะมี “ความเชื่อมั่น” ได้อย่างไรกับธุรกิจการบิน

สิทธิ ‘กัปตัน’ กับความปลอดภัยทางการบิน

นายปิยะ ตรีกาลนนท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ จำกัด หรือบีเอซี บริษัทที่ผลิตนักบินชื่อดังในประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่กัปตันศานิต ย้ำว่าหากกัปตัน เครียด ป่วย ขึ้นบินไม่ได้ เพราะอาจจะพาผู้โดยสารไปตายได้ว่า อาชีพนักบิน เป็นอาชีพที่พิเศษ ไม่ว่าจะป่วยทางกาย ทางใจ ก็สามารถแจ้งลากับสายการบินได้ไม่จำกัดครั้ง ถ้ากำลังจะขึ้นบินแล้ว ตื่นมาชงนมให้ลูกกลางดึก แล้วพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็สามารถปฏิเสธขึ้นบินได้ เนื่องจากความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นเรื่องสำคัญ

ส่วนกรณี นักบินมีการลาพร้อมกัน ลักษณะคล้ายกับการประท้วง จนทำสายการบินได้รับความเสียหาย สายการบินก็จะมีการสอบสวนว่าเหตุมาจาก “ความจงใจ” หรือ “ความบังเอิญ” หากตรวจสอบแล้วพบว่า เกิดจากความจงใจ สายการบินก็สามารถทำโทษผู้ประท้วงได้ โดยหลักการลงโทษจะขึ้นอยู่กับสายการบินว่ามีกฎแบบใด พักงาน หรือ ไล่ออก ก็แล้วแต่สายการบิน

อาสาม ไทม์แมชชีน ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน…

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ 
สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

‘อาคม’ สั่งตรวจซ้ำปัญหานกแอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579440

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 05:15

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 ก.พ.2559 สายการบินนกแอร์ได้ส่งรายงานการยกเลิกเที่ยวบินเมื่อวันที่ 14 ก.พ.มาให้แล้ว ดังนั้น ทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะต้องเข้าไปตรวจสอบรายละเอียด โดยใช้เวลาตรวจคำชี้แจงจากนกแอร์ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 ก.พ. เพื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้า จากนั้นหาก กพท.ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้ขอจากสายการบินนกแอร์ และสรุปข้อมูลทั้งหมดให้เสร็จภายใน 1 เดือน หากพบว่านักบินกระทำผิดจริง นักบินคนดังกล่าวจะต้องได้รับโทษทางอาญา และโทษทางปกครองด้วยตามประกาศของกรมการบินพลเรือน ปี 2552-2553 โดยปรับไม่เกิน 50,000 บาท และขณะเดียวกัน หากเป็นไปตามข่าวที่ออกมาว่า นักบินนกแอร์บินเกินชั่วโมงบินมาตรฐาน จะต้องมีการปรับลดเที่ยวบิน และหากพบข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายความผิด สายการบินต้องได้รับโทษเช่นกัน คือ ขั้นแรก ตักเตือน ขั้นสอง พักใบอนุญาตการบิน และขั้นที่สาม เพิกถอนใบอนุญาตการบิน

ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงที่สายการบินนกแอร์รายงานเข้ามานั้น กพท.ต้องเข้าไปตรวจสอบชั่วโมงบินของนักบินทุกคนว่านกแอร์ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือไม่ เป็นไปตามข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ข้อ 85 เกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของสายการบินเรื่องความปลอดภัย และข้อ 86 เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานการบินต่อประชาชนเหมาะสมหรือไม่ และเป็นไปตามประกาศกรมการบินพลเรือนปี 2552-2553 หรือไม่ ซึ่งต้องขอข้อมูลว่าสิ่งที่นกแอร์ดำเนินการกับนักบินทั้งที่ให้ออกและอยู่ระหว่างสอบสวนมีความผิดละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยเรื่องนี้นกแอร์ต้องชี้แจงความผิดว่านักบินไม่ปฏิบัติตามวินัยอย่างไร

“สิ่งที่ต้องพิจารณาให้สัมพันธ์กัน คือนักบินและจำนวนเที่ยวบินสอดคล้องกันหรือไม่ มิฉะนั้นอาจส่งผลต่อเครื่องบินดีเลย์ จำเป็นต้องสั่งลดเที่ยวบิน และการจัดการบริหารต้องมีการกำหนดตัวชี้วัด ว่า ต่อไปจะดีเลย์ไม่เกินเท่าไร นักบินต้องมีชั่วโมงบินเท่าไร ซึ่งมาตรฐานสากลกำหนดไว้อยู่แล้ว ส่วนแผนที่นกแอร์ส่งมาต่อไปอาจจะต้องเป๊ะตามนั้น นอกจากนั้น ให้ กพท.ไปตรวจสอบโรงเรียนการบินเอกชนว่ามีศักยภาพมากน้อยเพียงใด ขาดนักบินหรือไม่อย่างไร เนื่องจากธุรกิจการบินเติบโตขึ้นมาก”.

ไทยพาณิชย์ลั่น 6 แบงก์ ค้ำประกัน ‘ทรู’ จ่าย 4 จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579431

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 05:05

 

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไทยพาณิชย์มีความพร้อมเข้าเป็น 1 ใน 6 ธนาคารพาณิชย์ ที่เข้าร่วมออกหนังสือค้ำประกันทางการเงินให้กับบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) เพื่อนำไปชำระค่าใบอนุญาตชนะการประมูล 4 จี คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ วงเงิน 76,298 ล้านบาท โดยการออกหนังสือค้ำประกันครั้งนี้มาจากธนาคารพาณิชย์จีน 1 แห่ง และธนาคารพาณิชย์ของไทยอีก 5 แห่ง

“การออกหนังสือค้ำประกันฯ ธนาคารจากจีนมีสัดส่วนมากสุด ส่วนที่เหลือ 5 ธนาคารจากไทยจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะให้สินเชื่อได้เมื่อไร เพราะต้องรอผู้ชนะประมูลอีกรายหนึ่งด้วยว่าจะมีความพร้อมแค่ไหน รวมถึงรอคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าจะมีท่าทีอย่างไรหากการประมูลเกิดปัญหาขึ้น จะต้องมีการเปิดประมูลใหม่หรือไม่ การที่ทรูได้ชนะการประมูลครั้งนี้ มองว่าเป็นความได้เปรียบที่จะช่วยตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ครบทุกคลื่นความถี่”.

ดัชนีเศรษฐกิจ 19/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579399

 

ฝรั่งซื้อต่อ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579406

โดย อินเด็กซ์ 51 19 ก.พ. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 18 ก.พ.59 ปิดที่ 1,294.59 จุด เพิ่มขึ้น 6.12 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 46,993.39 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,245 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด PTT ปิด 250 บาท บวก 7 บาท, PTTEP ปิด 66.50 บาท บวก 1.75 บาท, AOT ปิด 400 บาท บวก 4 บาท, PTTGC ปิด 53.75 บาท บวก 0.25 บาท และ SCC ปิด 430 บาท บวก 8 บาท

บล.โกลเบล็กประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูงมีปัจจัยบวกจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบหน้า เดือน มี.ค. เนื่องจากกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและการดีดตัวขึ้นของราคาน้ำมันโลก ที่มีความคืบหน้าจากความร่วมมือของประเทศผู้ผลิตน้ำมันในการช่วยกันรักษาเสถียรภาพราคา

ส่วนปัจจัยที่กดดันหุ้นไทย คือ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ภาคเอกชนชะลอการลงทุน รวมทั้งการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศหลัก คือกลุ่มยูโรโซน ญี่ปุ่น จีน สวนทางกับสหรัฐฯ

ขณะที่ “ชัยยศ จิวางกูร” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็กประเมินว่าตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในการประชุมวันที่ 10 มี.ค.นี้ รวมถึงแรงซื้อหุ้นเพื่อดักเก็งกำไรงบการเงินและปันผลปี 58 ที่ทยอยประกาศออกมา

คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบ 1,270-1,315 จุด แนะกลยุทธ์การลงทุนเลือกซื้อหุ้นรายตัว ในกลุ่มที่มีปัจจัยบวกและซื้อสะสมหุ้นที่งบการเงินเติบโตได้ดี แนะนำ FSMART-TVT-BEAUTY-EA-SYNEX-SPALI-ORI และ UBIS หุ้นกลุ่มที่มีปันผลสูง แนะนำ INTUCH-ADVANC- KTB และหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากธุรกิจเข้าสู่ช่วง High season คือการท่องเที่ยว ผนวกกับต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวลงแนะนำ AOT-BA และ AAV

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ “สุทธิพงษ์ ศรีพรประเสริฐ” นักวิเคราะห์การลงทุน บล.โกลเบล็ก ระบุว่า ราคาทองคำเริ่มย่อตัวลงหลังปรับขึ้นแรงช่วงสัปดาห์ก่อน จากแรงขายทำกำไรหลังราคาทองปรับขึ้นมามาก บวกราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัว

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังปรับขึ้นจากการที่นักลงทุนคลายกังวลปัญหาสถาบันการเงิน หลังดอยช์แบงก์ประกาศจะเข้าซื้อคืนหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์ของธนาคารจำนวนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนลดการลงทุนในทองคำและกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง หรือตลาดหุ้นมากขึ้น!!

อินเด็กซ์ 51

หอการค้า คาด อานิสงส์ 4G ดัน จีดีพีโตเพิ่ม 0.5-1%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579298

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 21:26

 

หอการค้าไทย คาด ปีนี้ เงินลงทุน 4จี-ค้าขายออนไลน์ สะพัด 3 แสนล้าน ดัน จีดีพีเพิ่มขึ้นอีก 0.5-1% ศก.ไทยขยายตัว 3-3.5%…

วันที่ 18 ก.พ.59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจ “เศรษฐกิจดิจิตอล:ทางรอดเศรษฐกิจประเทศไทย” ว่า ในปี 59 คาด จะมีเม็ดเงินจากโครงการ 4 จี และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 300,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ระบบ 4จี 100,000-200,000 ล้านบาท และเงินสะพัดจากการทำธุรกิจผ่านระบบออนไลน์อีก ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.5-1% และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 59 ขยายตัว 3-3.5%

สำหรับผลของการขับเคลื่อนระบบ 4จี เชื่อว่า ภาคเอกชนจะให้ความสำคัญในการทำธุรกิจ และขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพื่อสร้างความสะดวกและจูงใจลูกค้าเข้ามาใช้บริการ จากปัจจุบันที่พบว่าประชาชนมีการใช้จ่ายในการสั่งซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตในวงเงินที่เริ่มสูง และหลากหลายสินค้า เช่น การจองตั๋วออนไลน์ (ภาพยนตร์, เครื่องบิน) เฉลี่ยเงินที่ซื้อ 2,759 บาท, การซื้อมือถือ 2,147 บาท, เครื่องใช้ไฟฟ้า 1,915 บาท, ชำระค่าสินค้า/บริการรายเดือนต่างๆ 1,739 บาท, ซื้อเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ 1,443 บาท, ซื้ออาหารและเครื่องดื่ม 917 บาท, ซื้อหนัง/ซื้อเพลง 348 บาท, ซื้อเกมส์ออนไลน์ 364 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ อานิสงส์ของ 4จี ทำให้ผู้ค้าแข่งขันจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านออนไลน์มากขึ้น ปัจจุบันการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ 2,857 บาท โดยกลุ่มที่จะซื้อสินค้าผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้นจะเพิ่มเงินในการซื้ออีก 1,246 บาท เพราะเห็นว่าราคาถูกกว่าร้านค้า บริการส่งถึงที่ สะดวกรวดเร็ว ไม่มีเวลาออกไปซื้อของ สินค้าได้ตรงตามความต้องการ ส่วนกลุ่มที่ซื้อของออนไลน์ลดลง เพราะมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี ถูกโกง สินค้าไม่เหมือนในรูปโฆษณา ไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าได้

พณ. ห้าม สินค้าคว่ำบาตรมติยูเอ็น 8 ชนิด นำผ่านเข้ามาในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579332

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 20:57

 

พาณิชย์ ประกาศ ห้ามสินค้า 8 ชนิด-สินค้าภายใต้การคว่ำบาตรของยูเอ็น เข้ามาในไทย ฝ่าฝืนมีโทษ ทั้งจำและปรับ ขณะที่ สินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหว ยังอยู่ระหว่างการออกประกาศกระทรวง กำหนดมาตรการจัดระเบียบการผ่านแดน…

วันที่ 18 ก.พ.59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า หลังจากที่ พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค.58 กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกประกาศ 2 ฉบับ เพื่อกำหนดรายการสินค้าห้ามนำผ่านเข้ามาในประเทศไทย 2 ฉบับ โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ก.พ.59 ประกาศกระทรวงพาณิชย์ทั้ง 2 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว ส่งผลให้สินค้า 8 รายการ ได้แก่ สินค้าปลอมหรือเลียนแบบเครื่องหมายการค้า, สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์, บารากู่และบุหรี่ไฟฟ้า, เครื่องเล่นเกม, ช้าง, โบราณวัตถุ เทวรูปและพระพุทธรูป, สารกาเฟอีน และสินค้าที่มีมาตรการคว่ำบาตรตามมติสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ห้ามขนส่งผ่านแดนประเทศไทยอีกต่อไป

“สินค้า 8 รายการดังกล่าว และสินค้าที่มีมาตรการคว่ำบาตรตามมติยูเอ็นนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน และเห็นพ้องกันว่าจำเป็นต้องห้ามนำผ่าน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ชีวิต สุขภาพ และศีลธรรมอันดีของประชาชน ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล หากผู้ใดฝ่าฝืน โดยนำผ่านสินค้าต้องห้ามนำผ่านเข้ามาในประเทศไทย จะมีโทษทั้งจำ และปรับ อีกทั้งจะถูกริบสินค้า รวมทั้งสิ่งที่ใช้บรรจุ และยานพาหนะด้วย”

สำหรับสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง ข้าว ไม้ และสินค้าที่ต้องเปิดตลาดตามข้อผูกพันองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) เช่น น้ำมันปาล์ม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หอมหัวใหญ่ กระเทียม นม เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่สินค้าห้ามนำเข้า หรือห้ามส่งออก และโดยหลักการควรนำผ่านได้นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณากลั่นกรองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการที่กำกับดูแลแต่ละชนิดสินค้าเพื่อกำหนดมาตรการจัดระเบียบการนำผ่านที่เหมาะสม เช่น ต้องมีใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หนังสือรับรองสุขอนามัยพืช การกำหนดด่าน เป็นต้น ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ และออกประกาศบังคับใช้ต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้การนำผ่านเป็นช่องทางในการลักลอบนำเข้า และส่งออกสินค้าเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ประกาศกระทรวงพาณิชย์เพื่อกำหนดมาตรการจัดระเบียบการนำผ่านสินค้าเกษตรสำคัญยังไม่มีผลบังคับใช้นั้น การนำผ่านสินค้าสามารถดำเนินการได้ตามปกติภายใต้การกำกับดูแลของกรมศุลกากร โดยจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในประกาศกรมศุลกากรว่าด้วยการถ่ายลำและการผ่านแดนอย่างเคร่งครัด และเมื่อมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ออกมาบังคับใช้ การนำผ่านสินค้าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ประกาศกระทรวงพาณิชย์กำหนดด้วย

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำผ่านสินค้า สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ โทร 1385 หรือwww.dft.go.th