มรดกข้าว ชาวอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2558 เวลา 12:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/400679

มรดกข้าว ชาวอีสาน

โดย…โจ เกียรติอาจิณ  ภาพ จิม ทอมป์สัน

ร่วมวงเสวนา “มังมูน บุญข้าว” ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา โดยผู้สันทัดด้านวัฒนธรรมอีสาน เล่าผ่านประเพณีและวิถีชีวิต “ฮีตสิบสอง” ทำให้รู้ว่าชาวอีสานนั้นผูกพันกับข้าวและท้องนา

เด่นชัดคือ “งานบุญ” เชื่อมโยงท้องนากับผู้คน หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียว ในบริบทต่างๆ ทั้งกุศโลบายและเชิงสัญลักษณ์ เป็นสิริมงคล นำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์และความเชื่อให้แต่ละถิ่นฐานคงไว้ซึ่งเรื่องราวได้เว้า (พูด) ต่อไม่รู้จบ

“มังมูน” หมายถึง “มรดกพรั่งพร้อม” ที่ปู่ย่าตายายถือปฏิบัติจากรุ่นสู่รุ่น แม้คนรุ่นนั้นจะล้มหายตายจากไป แต่มันยังปรากฏอยู่และถูกรักษาโดยคนรุ่นหลัง เมื่อนำมารวม “บุญข้าว” ที่มีตลอดทั้งปี จึงเชื่อสนิทใจว่าข้าวเป็นดั่งมูนมังของชาวอีสาน

 

เจ้าอาวาสวัดไชยศรี อ.เมือง จ.ขอนแก่น “พระครูบุญชยากร” สะท้อนเรื่องราวข้าวในวัยเยาว์ ยามใดปั้นข้าวเหนียว ข้าวเหนียวติดมือ นั่นละเนื้อแท้ความผูกพันข้าวกับคน ข้าวเหนียวติดมือห้ามสลัดทิ้ง ต้องเก็บกินทีละเม็ด คนเฒ่าคนแก่สอน แสดงถึงความเคารพต่อเมล็ดข้าวและพระแม่โพสพ แม่เคี้ยวข้าวเหนียวในปาก ห่อใส่ใบตอง นำไปหมกไฟ ความหอมและความหวานของข้าวเหนียวหมกไฟคือความรักที่แม่มีให้ลูก

งานบุญที่เกี่ยวกับข้าว พระครูบุญชยากรว่าเป็นโอกาสอันดีที่เด็กๆ จะได้รื่นเริง เช่น บุญข้าวจี่ ได้นั่งชมหมอลำ บุญแจกข้าว ได้ชมหนังกลางแปลง นอกจากนั้นตามจารีต 12 เดือน (ฮีตสิบสอง) ชาวอีสานยังยึดเอาความเชื่อเรื่องการทำบุญข้าวเป็นวาระสำคัญ

“บุญคูณลาน” (บุญเดือนยี่ หรือเดือนสอง) มี “พิธีลอมข้าว” (นำข้าวมากองรวมกัน) บ้างก็เรียก “สู่ขวัญข้าว” หรือ “ปลงขวัญข้าว” บูชาพระแม่โพสพ เฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์ ทำก่อนจะมีการตีข้าว บางหมู่บ้านยังนำข้าวไปรวมที่วัด ตกแต่งเป็นปราสาทข้าว เพื่อทำ “บุญกุ้มข้าวใหญ่” (บุญกองข้าวใหญ่)

 

“บุญข้าวจี่” (บุญเดือนสาม) ทำหลังวันมาฆบูชา ชาวบ้านนำข้าวเหนียวนึ่งสุกปั้นเป็นก้อนชุบไข่ชุบน้ำอ้อย จี่กับไฟร้อนๆ เหลืองหอมกรอบนอกนุ่มใน นำไปถวายพระสงฆ์ ในพุทธประวัติมีเรื่องเล่าว่าข้าวจี่นี้ หญิงยากจน (นางปุณณทาสี) ไม่มีอาหารถวายพระพุทธเจ้า จึงจี่ข้าวถวาย จนเกิดเป็นอานิสงส์ ข้าวจี่เหลือจากการถวายพระสงฆ์ นำมาแบ่งปันกันกิน ได้บุญยิ่งนัก

ชาวอีสานกับงานบุญเกี่ยวกับข้าว ยังรวมถึง “บุญผะเหวด” (บุญเดือนสี่) “บุญบั้งไฟ” (บุญเดือนหก) “บุญข้าวประดับดิน” (บุญเดือนเก้า) “บุญข้าวข้าวสาก” (บุญเดือนสิบ) ทุกๆ บุญจะใช้ข้าวเป็นสัญลักษณ์

บุญผะเหวด ชาวบ้านปั้นข้าวก้อนเพื่อบูชากัณฑ์เทศน์ (บุญมหาชาติ) ไปวัดฟังเทศน์มหาเวสสันดรชาดร 13 กัณฑ์ บุญบั้งไฟ บูชาพระยาแถน ให้ฝนตกก่อนเริ่มทำนา บุญข้าวประดับดิน นำข้าวปลาอาหารหวานคาวและหมากพลูห่อใบตอง แขวนตามกิ่งไม้ หรือวางตามโคนต้นไม้ อุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ตายและบูชาพระแม่ธรณี ช่วยให้ข้าวงอกงาม บุญข้าวสาก (สลากภัต) อุทิศส่วนกุศลให้คนตายหรือเปรต จัดอาหารใส่ “ห่อข้าวน้อย” เขียนสลากลงบาตรพระสงฆ์ จับได้ชื่อใครก็นำไปถวายพระสงฆ์รูปนั้น

 

แน่นอน อาหารที่ทำมาจากข้าวก็หลั่งไหลมาไม่ขาด คนทำอิ่มใจ คนกินอิ่มแปล้ มีในงานบุญก็ได้บุญทั้งคนทำคนกิน

“ข้าวจี่” ปั้นข้าวเหนียวนึ่ง ต้องปั้นให้ได้ขนาด ใหญ่ไปเล็กไปไม่ดี ต้องพอเหมาะพอคำ ปั้นให้แน่น กดลงฝ่ามือให้แบนนิดๆ ทาเกลือ ชุบไข่ จี่ไฟให้ไข่สุก ชอบเกรียมก็จี่ไฟต่อ รับรองยั่วน้ำลายไม่น้อย

“ข้าวตอก” หรือ “ป๊อปคอร์นอีสาน” ไม่คล้ายก็ชวนให้นึกถึงป๊อปคอร์นตอนกินในโรงหนัง ข้าวเปลือกโยนใส่หม้อดิน คั่วไฟอ่อนๆ สักพัก ข้าวเปลือกโดนความร้อนจะแตก อย่าลืมปิดฝาหม้อ เดี๋ยวข้าวจะกระเด็น เสียงดังตอกแตกเป็นที่มา “ข้าวตอกแตก” กินเปล่าๆ ก็ได้ นำไปทำ “กระยาสารท” ก็อร่อย

 

“ข้าวแดกงา” อาจจะไม่สุภาพ แต่ทำเสร็จใหม่ๆ อร่อยไม่น่าเชื่อ แดกมาจาก “กระแทก” หรือ “ตำ” นำข้าวเหนียวนึ่งใส่ครกตำขณะยังร้อน ก่อนจะเหยาะน้ำตาลอ้อยกับงาคั่วลงไป ตำให้เข้ากัน ข้าวเหนียวนั้นมีทั้งข้าวเหนียวขาวกับข้าวเหนียวดำ ได้ความเหนียวหนึบหอมหวาน

“ข้าวเม่า” นำข้าวเปลือกที่ยังไม่แก่จัดคั่วไฟอ่อนๆ ระวังอย่าให้ไหม้ ไม่เช่นนั้นข้าวเม่าจะไม่หอม คั่วได้ที่ เทใส่ครกกระเดื่อง ตำให้เปลือกข้าวออกจากเมล็ด ข้าวเม่าที่ดีต้องหอมและนิ่ม ไม่แข็งกระด้าง คลุกมะพร้าวขูดกับน้ำตาลทราย หรือต้มน้ำกะทิกับน้ำตาลอ้อย เรียกว่า “ข้าวเม่าเปียก”

“ข้าวเขียบ” สูตรอีสานต้องมีน้ำแช่เถาตดหมา เพิ่มความพองความหอมให้แป้งข้าวเขียบ ข้าวเขียบชั้นเลิศ รีดเป็นแผ่น จี่ไฟอ่อนๆ เดี๋ยวเดียวแป้งก็พอง ส่งกลิ่นหอม บิกินอร่อยเพลินๆ

“ข้าวปุ้น” หรือ “ขนมจีน” เส้นข้าวปุ้นแป้งสดสีขาวจากข้าวใหม่ รสและกลิ่นไม่เปรี้ยวเหมือนข้าวปุ้นแป้งหมัก เส้นเหนียวนุ่ม กินกับน้ำยา ใส่ส้มตำ กลายเป็น “ตำซั่ว” แซบหลาย

ผู้เชี่ยวชาญศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน “ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ” เล่าให้ฟัง ข้าวปุ้นถือเป็นเมนูจากข้าวที่บ่งชี้ถึงการร่วมแรงร่วมใจของชาวอีสานและมักมีในงานบุญงานมงคล

“ปุ้นน่าจะมาจากคำว่าปล้น เพราะมีนิทานอีสานบอกไว้ ยุคหนึ่งมีการปล้นเกิดขึ้น ชาวบ้านต้องนำข้าวมาตำเป็นแป้ง เพื่อไม่ให้คนปล้นข้าว จากข้าวปล้นก็เพี้ยนมาเป็นข้าวปุ้น” ความอร่อยจากข้าวรอให้ลิ้มรสอยู่ในงานบุญปีนี้ของจิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์ เชิญสัมผัสกันได้ระหว่างวันที่ 5 ธ.ค. 2558-10 ม.ค. 2559 โทร. 02-762-2566, 08-5660-7336

 

อร่อยกล้วยๆ กล้วยปิ้งอบน้ำผึ้ง สุขุมวิท 48

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/400677

อร่อยกล้วยๆ กล้วยปิ้งอบน้ำผึ้ง สุขุมวิท 48

โดย…โจ เกียรติอาจิณ

ไม่มีชื่อร้าน ป้ายบอกเพียงว่า “กล้วยปิ้งอบน้ำผึ้ง” แต่ขาประจำรู้จักในนาม “กล้วยปิ้งพี่กล้วย” อยู่ปากซอยสุขุมวิท 48 หน้าร้านทองแม่กิมเตียง ขายตั้งแต่ 7 โมงเช้า ราวบ่าย 3 โมงครึ่ง ทุกอย่างก็หายวับ

ความอร่อยอยู่ที่การเลือกกล้วย ลูกไม่ใหญ่ สุกพอห่าม เสียบไม้แหลมคู่ ปิ้งบนเตาถ่าน กลับไปกลับมา เพื่อให้กล้วยน้ำว้าเหลืองเกรียมนิดๆ จากนั้นก็พักไว้ ใครสั่งก็นำไปอุ่นซ้ำ ทับให้แบน ตักน้ำเชื่อมราด

หลายคนชอบน้ำเชื่อม สีออกน้ำตาลเข้ม รสชาติหวานมันและหอมน้ำผึ้ง เข้ากันดีกับกล้วยที่ไม่สุกมาก จะให้อร่อยแนะนำทิ้งกล้วยในน้ำเชื่อมสัก 5 นาที น้ำเชื่อมจะค่อยๆ ซึมเข้าเนื้อกล้วย รับรองว่าอร่อยล้ำ

ใครที่ซื้อกลับบ้าน แยกน้ำเชื่อมแยกกล้วย อาจไม่อร่อยเท่าราดน้ำเชื่อมไปเลย เคยลองมาแล้ว กล้วยจะกระด้าง ทางที่ดีราดน้ำเชื่อม ถ้าไม่รีบกิน เก็บเข้าตู้เย็น วันรุ่งขึ้นอยากจะลิ้ม ก็ยังอร่อยเหมือนเดิม

แต่อย่างว่า กล้วยปิ้งต้องกินร้อนๆ ออกจากเตา ทับให้แบน ราดน้ำเชื่อม ทิ้งไว้ให้น้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อกล้วย อร่อยนักหนา ได้ความสดใหม่ แถมราคาก็จ่ายเบาๆ เริ่มต้นที่ 20 บาท อิ่มกำลังดี จะซื้อมากกว่านี้อยู่ที่ความพอใจ เจ้าของจัดได้ 40 บาท 50 บาท ว่ากันไป

มีโอกาสผ่านไปแถวนั้น ต้องห้ามพลาด กล้วยปิ้งพี่กล้วย ไม่มีสาขา ไม่รับงานนอก ไม่ออกงานแฟร์ เปิดขายทุกวัน แต่เพื่อความชัวร์ โทรสอบถามดีกว่า 08-9981-1390

 

Spaghetti Kitchen สปาเกตตี ไข่หอยเม่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 18:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/399866

Spaghetti Kitchen สปาเกตตี ไข่หอยเม่น

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

สำหรับเมนูนี้ผู้เขียนต้องออกตัวก่อนว่าไม่รู้รายละเอียดรายการอาหารที่บ้านเราเลย เพราะไม่ได้เข้าคิวรับประทานในครั้งนี้ แต่เคยมีโอกาสได้ไปชิมร้านของเชฟ Robuchon มาหลายร้าน มีเมนูที่ถูกใจในรสชาติหลากหลายเมนู โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่ถือได้ว่าเป็นสาขาใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมาก แถมเมนูน่าสนใจมี “Creation” ที่ใช้วัตถุดิบญี่ปุ่นตามฤดูกาลเข้ามาผสมผสาน หรืออย่างสาขาในฮ่องกง ที่คล้ายคลึงกับในบ้านเรา มีเมนูเด็ดเป็น “สปาเกตตีไข่หอยเม่น” ที่รสชาติกลมกล่อม สั่งมาชิมแล้วรู้สึกได้ว่ารสชาติเข้มข้นแต่ไม่ซับซ้อน เลยถือโอกาสแกะสูตรมาไว้ใน Spaghetti Kitchen ในฉบับนี้

ถึงแม้ว่าจะมี “Look” หรูหรา จริงๆ แล้วง่ายและมีส่วนผสมไม่มาก ก็สามารถทำให้อร่อยได้ไม่ยาก หัวใจของความอร่อย คือ ไข่หอยเม่น รสหวานหอมตามธรรมชาติ ตอนนี้สามารถหาซื้อไข่หอยเม่นได้ไม่ยาก ต้องวางแผน สั่งล่วงหน้าไว้สักนิด เพราะหลายๆ ร้านไม่ได้สต๊อกของไว้ เนื่องจากไข่หอยเม่นเก็บได้ไม่นาน บางเจ้ามีส่งให้ถึงบ้านด้วย ถือว่าสะดวกมาก

ไข่หอยเม่นสำหรับการปรุงอาหารแบบ “บ้าน” ของเรา นำมาปรุงโดยใช้เป็นวัตถุดิบในสปาเกตตี ไม่ต้องเอาชนิดที่ “เว่อร์วัง” มาก เพราะไม่ได้รับประทานสดๆ 100% แบบพวกซูชิ ขอให้สดใหม่สังเกตจากสีสัน ต้องไม่ด้าน ไม่แห้ง ดูชุ่มฉ่ำ นอกจากนั้นกลิ่นยังสำคัญ ดมดูแล้วต้องไม่มีกลิ่นคาว เพราะไข่หอยเม่นที่สดๆ กลิ่นคล้ายน้ำทะเล จะต้องไม่มีกลิ่นคาวรุนแรงเด็ดขาด

 

สำหรับโทนสีของไข่หอยเม่น ซึ่งถือเป็นส่วนของต่อมอวัยวะสืบพันธุ์ มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย มีทั้งสีออกส้มๆ ไปจนถึงเหลืองเข้ม เหลืองอ่อน สำหรับการเลือกใช้มาในสูตรนี้ สีสันของไข่หอยเม่นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ฤดูกาลและน่านน้ำเป็นสำคัญ ขอเพียงว่าไข่หอยเม่นดูแล้วมาทั้งชิ้นเป็นยวงติดกัน ไม่รุ่งริ่งหลุดลุ่ย

ทีนี้มาถึงส่วนผสมอื่นๆ ในสูตรนี้ ซอสครีมเป็นเพียงแค่ครีมสด เติมเกลือปรุงรสลงไปเล็กน้อย สูตรเรียบง่ายแบบนี้ ใกล้เคียงกับไอเดียของชาวประมงในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่างผู้เขียนเคยไปเจอสูตรเรียบง่ายแบบนี้ ทั้งที่ Capri และ Sicily ในอิตาลี แถบนั้นร้านอาหารชาวประมงมักมีของดีเก็บไว้ให้ลูกค้า เป็นไข่หอยเม่นสดๆ ผัดสปาเกตตีมาง่ายๆ กับน้ำมันมะกอก พอมาถึงโต๊ะ ตักไข่หอยเม่นสดๆ จากเปลือกโปะลงบนพาสต้าร้อนๆ เคล้าไปมา น่ารับประทานเป็นที่สุด

นี่จึงเป็นไอเดียที่ผู้เขียนอยากนำมาเสนอให้คุณผู้อ่านลองปรุงรับประทานเองที่บ้าน เพราะถ้าหาไข่หอยเม่นได้ สูตรสปาเกตตีเรียบง่ายแต่อร่อยแบบนี้ ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือไป

หวังว่าคุณผู้อ่านจะยังไม่ท้อที่ลองปรุงเมนูชิมเองที่บ้าน รับรองว่าอร่อยได้ไม่แพ้เชฟโรบูชองเลย

 

ผัดไทย เทเวศร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/399712

ผัดไทย เทเวศร์

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ผัดไทย-หอยทอด เมนูธรรมดาหากินได้ทั่วไป ใครจะไปคิดว่า จะได้ลิ้มลองความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ที่ย่านใจกลางพระนคร ภายใต้ร้านที่เป็นห้องแถวเล็กๆ และเก้าอี้ข้างถนน ที่พบเจอโดยบังเอิญ เมื่อท้องเกิดร้องหิวในเวลาค่ำระหว่างทางกลับบ้าน

พอเดินไปถึงหน้าร้านก็ต้องแปลกใจ เมื่อวัตถุดิบมากมายเต็มไปหมด อย่าง ปูอัด หมึกสด หมึกกรอบ มันกุ้ง กั้ง เขาเอามาทำอะไร …มาถึงบางอ้อเมื่อดูเมนู ร้านนี้ผัดไทยมีหลากหลายประเภทมาก ราคาผัดไทยมาตรฐาน 40 บาทแต่พอเพิ่มเครื่องอื่นๆ ราคาอัพขึ้นไปเกิน 100 บาท

เห็นราคาแล้วอึ้ง แต่ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว ขอลองสักหน่อยว่า มันดียังไง ทำไมราคาถึงพุ่งไปกว่าร้านอื่นมากนัก

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็สั่งเต็มสตรีม ผัดไทยมันกุ้ง+กุ้งสดผสม 2 เมนูเข้าไปด้วยกัน โดนไปจานละ 160 บาท พอขอไม่เอาถั่วงอกต้องจ่ายเพิ่มอีก 10 บาท เพราะต้องผัดกระทะใหม่ ถึงกับผงะเล็กน้อยรวมแล้ว 170 บาท แต่ไหนๆก็ไหนๆ เอาก็เอา จากนั้นก็สั่งหอยนางรมทอด เมนูนี้ 70 บาทและสั่งผัดไทยธรรมดามาลองด้วย

เมื่อจานมาวางถึงกับอุทาน “อู้หูววว” คือ เครื่องเยอะมาก

ผัดไทยมันกุ้ง+กุ้งสด มันกุ้งพูนจานแทบปิดเส้นผัดไทยมิด กุ้งแม่น้ำที่หัวกุ้งมันเยิ้ม 2 ตัวใหญ่ๆ ด้านล่างเห็นไข่ซ้อนทับกันชัดเจน ส่วนหอยนางรมทอด หอยเยอะมากและตัวใหญ่ด้วย ขณะที่ผัดไทยธรรมดา ก็อย่างที่เห็นกันทั่วไป แต่เยอะเมื่อเทียบกับราคา 30 บาท ที่สำคัญไปกว่าอื่นใด คือ ทั้ง 3 จานรสชาติดีมาก

 

นรศิษฏ์ ติรวณิชวงศ์ วัยเกือบ 60 ปี เจ้าของร้านเล่าว่าผัดไทยเทเวศร์ ๓๕๙ เป็นร้านเก่าแก่เปิดขายมากว่า 70 ปีแล้วสืบทอดร้านมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ที่ย้ำว่า หลักที่ทำให้ขายดีเพราะชูจุดเด่น “แปลก ใหม่ และดี”

แรกเริ่มเดิมทีที่นี้เป็นเตาถ่านและขายเพียง 3 อย่าง คือ ผัดไทย หอยทอด และขนมผักกาด มาตลอด กระทั่งมามีการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี 2545 ที่เติมวัตถุดิบใหม่มาประยุกต์ผัดไทย หอยทอด ออกมาหลากหลายเมนู นำความเป็นตะวันออกและตะวันตกมาผสมผสาน สร้างความโดดเด่นให้ผัดไทยและหอยทอดเป็นที่ติดอกติดใจ ชวนให้ลูกค้าลิ้มลองส่วนผสมใหม่ๆ

“พอมารับช่วง เราเพิ่มเติมหอยเป็น 18 ชนิด จากแหล่งในประเทศและต่างประเทศมาทำเป็นหอยทอดให้ลูกค้าลอง จากปกติมีแค่หอยแมลงภู่ก็ลองใช้หอยนางรม หอยกะพง หอยหวาน หอยเชลล์ หอยหลอด ฯลฯ สาเหตุเพราะเราต้องการสลับแหล่งวัตถุดิบตามฤดูกาล ซึ่งบางที่มีบางที่ไม่มี และด้วยเราชอบทดลองอะไรใหม่ๆ ด้วย แต่ที่เกินความคาดหมายคือ ลูกค้าชอบกันมาก”

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้วัตถุดิบอาหารทะเลลดลงตามสภาพอากาศ ทำให้ประเภทหอยลดลง จึงเริ่มมองหาเนื้อสัตว์อื่นมาทำเมนูใหม่ๆ ด้วย อย่างเช่น มันกุ้ง พูดได้เลยว่า
มีที่นี่ที่แรก หรือเบคอน ซึ่งลูกค้าตอบรับดีมาก

ลูกค้าที่ไม่รู้จักที่นี่มาก่อน เมื่อมานั่งที่ร้านและดูเมนูอาจจะตกใจกับราคาบ้าง เพราะบางเมนูราคาจานละ 150 บาทแต่พอได้เห็นเครื่องเคราที่ประโคมใส่เข้าไปในจาน และสัมผัสรสชาติ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสิ่งที่ได้คุ้มค่ามากกับราคาที่จ่าย เพราะอย่างเช่น ผัดไทยกุ้งสด เราใช้กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ให้เลย 2 ตัว หรือผัดไทยมันกุ้ง เราใส่มันกุ้งให้เป็นทัพพี ปลาหมึกใส่เป็นกำมือไม่มีหยิบใส่

“ราคาอาจจะดูแพงต่างจากผัดไทยร้านอื่นๆ แต่พูดเลยว่าคุณภาพเราดีกว่ามาก เราให้เยอะและใหญ่ ซึ่งสิ่งที่เรายึดหลักทำร้านนี้คือ ทำเหมือนกินเองที่บ้าน เราอยากกินของดี อยากกินของอร่อย นั่นแหละเราใช้จุดนั้นทำให้ลูกค้ากิน บางคนมาจากเมืองนอกนั่งที่ร้าน สั่งพิเศษทุกอย่างเราบอกถ้าอย่างนั้น 500 นะ เขายืนยันจะเอา เราก็ทำให้ อย่างนี้ก็มี”

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผัดไทยเทเวศร์ ใช้โปรตีนเกษตร มาแทนกากหมู ซึ่งแรกเริ่มมาจากการขายอาหารเจในช่วงกินเจทุกปีที่ใช้โปรตีนเกษตรมาใส่แทน ประกอบกับเข้าใจว่าลูกค้าผู้หญิงต้องมีกลัวความอ้วนบ้าง เลยใช้ในเมนูปกติด้วยเลย แต่ถ้าใครอยากกินกากหมูก็มีขายแยกออกมาขายเหมือนกัน

ร้านผัดไทยเทเวศร์ตั้งอยู่ที่แยกเทเวศร์ เปิดวันอังคารถึงวันอาทิตย์ หยุดเฉพาะวันจันทร์ตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น.ลองไปชิมกันได้

 

หลากรส… วันขอบคุณพระเจ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2558 เวลา 18:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/399606

หลากรส... วันขอบคุณพระเจ้า

โดย…คีตะ

และวันขอบคุณพระเจ้า หรือ Thanksgiving Day ก็เวียนมาถึงอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ 26 พ.ย.นี้

ย้อนกลับไปในอดีต ทุกๆ ปีหลังสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว ชาวยุโรปที่อพยพมาอาศัยในทวีปอเมริกาเหนือจะแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้าที่มอบอาหารอันอุดมสมบูรณ์มาให้ จึงกลายเป็นวันขอบคุณพระเจ้าขึ้นมา เดิมทีเป็นเทศกาลที่เกี่ยวกับคริสต์ศาสนา แต่ในปัจจุบันวันขอบคุณพระเจ้าเป็นวันหยุดที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งคนทุกศาสนาเฉลิมฉลองกันในสหรัฐและแคนาดา โดยในสหรัฐจะตรงกับวันพฤหัสบดีที่สี่ของเดือน พ.ย. ขณะที่แคนาดาจะตรงกับวันจันทร์ที่สองของเดือน ต.ค.

ในวันขอบคุณพระเจ้า ชาวอเมริกันจะใช้เวลากับครอบครัวรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ในวันนี้ที่นิวยอร์ก ห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง เมซีส์ จะจัดให้มีขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่ที่มีคนสนใจไปชมเป็นจำนวนมาก และถ้าจะพูดถึงอาหารจานยอดนิยมของเทศกาลขอบคุณพระเจ้านั้นจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากไก่งวง ขณะที่ของหวานนิยมอย่างเช่นพาย ไม่ว่าจะพีแคนพาย พัมพ์กินพาย ฯลฯ

 

อาหารวันขอบคุณพระเจ้านั้นเน้นความหลากหลาย แต่มีสิ่งที่เชื่อมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคือ สีสัน อาหารแห่งเทศกาลนี้มักเน้นสีขาว (เช่น มันฝรั่งบด หรือครีมอันเนียน เป็นต้น) และสีน้ำตาล (ซึ่งก็คือ ไก่งวง ไส้ไก่งวง พาย เกรวี่ เป็นต้น) สีขาวกับสีน้ำตาลจะเรียกว่าเป็นสีแห่งเทศกาลก็ได้ เพราะสื่อถึงผลผลิตทางการเกษตรจากดินที่มนุษย์ปลูกและเก็บเกี่ยวมารับประทาน หากสีขาวกับน้ำตาลดูจืดชืดไป สีแดงก็ถูกเลือกมาแต่งเติมผ่านแครนเบอร์รี่ซอส หรือจะเป็นสีเหลืองส้มของพายฟักทอง หรือสีเขียวของผักและซอสเพื่อทำให้อาหารน่าสนใจขึ้น

ไม่เพียงแค่สี อาหารของวันขอบคุณพระเจ้ายังต้องแสดงถึงเทกซ์เจอร์ที่แตกต่าง มีทั้งผักซึ่งเป็นเครื่องเคียงในลักษณะครีมมี่ก็ควรมีของย่างหรือคาราเมลไลซ์ผสมผสานเข้าไปบ้าง ส่วนรสชาตินั้นบรรดาเชฟมักเตรียมเมนูที่มีรสจัดไว้เพื่อตัดเลี่ยน อย่างเช่นมันหวานที่มีเครื่องชูรสเครื่องเทศผสมผสาน หรือจะเป็นผักดองรสเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ อย่างพิคคาลิลลี หรือจะเป็นเครื่องปรุงรสจากอินเดียอย่างชัตนีย์ เป็นต้น

 

วันขอบคุณพระเจ้าถึงแม้จะเป็นประเพณีจากฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐและแคนาดา แต่คนไทยเราเองก็ไม่ละเว้นที่จะมีส่วนร่วมเฉลิมฉลองไปด้วย

ที่ห้องอาหารฟีสท์ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ก็ร่วมรำลึกฤดูเก็บเกี่ยวด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์มื้อพิเศษด้วยไก่งวงอบสมุนไพร ซุปฟักทอง พายฟักทอง แฮมอบน้ำผึ้ง มันบด ฯลฯ ทั้งยังมีบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติที่รวมซูชิ-ซาชิมิสดๆ อาหารไทยรสจัด อาหารยุโรป อาหารทะเลสดใหม่ และเบเกอรี่แสนอร่อยไว้ด้วยกัน เอร็ดอร่อยในวันขอบคุณพระเจ้า มื้อกลางวัน 790 บาท++/ท่าน และมื้อค่ำ 1,090 บาท++/ท่าน สมาชิกบัตรสตาร์วู้ด พรีเฟอร์ เกสต์ (Starwood Preferred Guest) รับสิทธิพิเศษทันที ส่วนลด 20% เฉพาะค่าอาหาร เพียงคุณกดเช็กอินและแชร์ภาพอาหารหรือบรรยากาศห้องอาหารแบบสาธารณะบนเฟซบุ๊ก บริการเรือรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินถึงโรงแรมฟรีทุกครึ่งชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-266-9214 หรืออีเมล : events.rosh@sheraton.com

ห้องอาหารไฟร์เพลส กริลล์ แอนด์ บาร์ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ก็ร่วมเฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารในวันขอบคุณพระเจ้า ด้วยหลากหลายเมนูซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษด้วยวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม เป็นเมนูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งแปลกใหม่และคงรสชาติดั้งเดิมไว้ ไม่ว่าจะเป็น สลัดหัวผักกาดแดงอบ กับเนยแข็งนมแพะ ซุปข้นฟักทอง เนื้ออกไก่งวงอบ เสิร์ฟกับซอส
แครนเบอร์รี่และซอสเกรวี่ ก่อนปิดท้ายด้วยเมนูของหวานสุดคลาสสิก พายฟักทองและถั่วพีแคน อิ่มอร่อยในราคาเพียง 3,200 บาท++/ท่าน รวมเครื่องดื่มชาหรือกาแฟ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร. 02-656-0444 ต่อ 5505 หรือ www.bangkok.intercontinental.com

การเฉลิมฉลองวันขอบคุณพระเจ้าที่ห้องอาหารร่มไทร โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ เหมาะสำหรับการรวมตัวของครอบครัว เพื่อร่วมรับประทานอาหารมื้อใหญ่ทั้งพิเศษและหลากหลาย อย่างเช่น ไก่งวงอบ พายชนิดต่างๆ เช่น พายแอปเปิ้ล พายฟักทอง และพายพีแคน ระหว่างวันที่ 26-29 พ.ย.นี้ ในมื้อบรันช์วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-15.00 น. ราคา 1,900 บาท/++ท่าน มื้อค่ำวันเสาร์ เวลา 18.00-10.30 น. ราคา 1,800 บาท++/ท่าน และมื้อค่ำวันอาทิตย์ เวลา 18.00-10.30 น. ราคา 1,500++ บาท/ท่าน ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 02-679-1200

 

อิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์พิเศษฉลองวันขอบคุณพระเจ้าที่ห้องอาหารอัพแอนด์อะบัฟ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 พ.ย. กับเมนูปลาหิมะคาปาชิโอ ซุปถั่วกับหอยเชลล์ทะเล กะหล่ำปลีแดงตุ๋นไส้กรอก และเมนูจานเด่นของเทศกาลนี้ที่ขาดไม่ได้ คือ ไก่งวงตัวโตอบ ให้บริการพร้อมซอสแครนเบอร์รี่รสกลมกล่อม และเครื่องเคียงทั้งมันบด ถั่วลันเตาอบเนย นอกจากนี้ยังมีอาหารนานาชาติและขนมหวานน่ารับประทานอีกหลายรายการให้เลือกรับประทานอย่างไม่จำกัด บุฟเฟ่ต์พิเศษฉลองวันขอบคุณพระเจ้ามื้อกลางวัน ราคาท่านละ 1,300 บาท++ และสำหรับท่านที่ต้องการรับประทานอาหารพร้อมเครื่องดื่มไม่จำกัด ราคาท่านละ 2,300 บาท++ ให้บริการตั้งแต่เวลา 12.00-14.30 น. รายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ 02-687-9000 หรือ upandabove@okurabangkok.com

มื้อค่ำวันขอบคุณพระเจ้าที่เทรเดอร์ วิคส์ โรงแรมอนันตรา กรุงเทพฯ ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา นำเสนอเมนูคลาสสิกในวันขอบคุณพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นขนมปังฟักทองพร้อมดิปสูตรพิเศษ ตามด้วยเทอร์รีนตับห่าน ไก่งวงพร้อมด้วยแครนเบอร์รี่ชัตนีย์ เกรวี่ เชสนัท มันฝรั่งและของหวานคือ พายฟักทอง อิ่มอร่อยในราคา 1,599 บาท++ สอบถามโทร. 02-476-0022

ใครมีโอกาสไปฉลองเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าที่พัทยาก็แวะชิมขนมหวานเเสนอร่อยที่วิสตัส ล็อบบี้เลานจ์ เซ็นทาราแกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา ตลอดเดือน พ.ย.นี้ สุดยอดพ่อครัวขนมหวานจัดเตรียมทั้งเมนูพายฟักทองเพื่อสุขภาพ พายถั่วพีเเคนรสชาติกลมกล่อม ทาร์ตช็อกโกเเลต ทาร์ตส้มเเบบดั้งเดิม ฯลฯ ไว้ให้ลิ้มลองในราคาเริ่มต้นเพียง 110 บาท++ ทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-22.00 น. พิเศษ อร่อย 1 แถม 1 ทุกวัน ตั้งแต่ 19.00 น.เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ 038-714-981

และวันขอบคุณพระเจ้าก็เวียนมาถึงอีกครั้ง พร้อมกับความเอร็ดอร่อยของอาหารมื้อใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองซึ่งรอคอยอยู่

 

รัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น “มีชัย” ผูกเงื่อนวิกฤต ท่อต่อเผด็จการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 10:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/413386

รัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น "มีชัย" ผูกเงื่อนวิกฤต ท่อต่อเผด็จการ

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แถลงรัฐธรรมนูญร่างแรกไปเรียบร้อยแล้ว และถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนมีการคัดค้านมากพอสมควรว่าไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะจากฝั่งนักการเมือง

“โพสต์ทูเดย์” สัมภาษณ์พิเศษ จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นการสะท้อนมุมมองและท่าทีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์

จาตุรนต์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการวางระบบที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบที่เอาอำนาจไปจากประชาชน ทำให้ประชาชนไม่มีอำนาจในการกำหนดการปกครอง การบริหารประเทศ ตามหลักการการปกครอง การบริหารประเทศ คือ 3 อำนาจอธิปไตย ประกอบด้วย บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังจะมีอำนาจที่ 4 ที่เป็นกึ่งๆ อำนาจอธิปไตย นั่นคือองค์กรอิสระที่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับขององค์กร ซึ่งบุคคลในองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่มีความเชื่อมโยงประชาชน

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จาตุรนต์ เห็นว่า นอกจากการวางระบบแล้ว ยังได้สร้างเงื่อนไขไว้เพื่อนำไปสู่การปกครองโดยมีรัฐบาลที่เปิดให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรีได้ สร้างเงื่อนไขให้เกิดแรงจูงใจและส่งเสริมให้เกิดวิกฤต เพื่อที่จะเกิดภาวะที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยตีความให้นำระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาใช้และอาจจะใช้ได้นาน

การเชื่อมโยงระบบแบบนี้มันคือการรับรองระบบเผด็จการโดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านจนบังคับใช้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นเผด็จการมากที่สุด และมีผลต่อเนื่องไปยาวนานที่สุด เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ผูกปมเอาไว้ว่า เมื่อใช้แล้วจะไม่สามารถจะแก้ไขได้เลย ไม่มีใครแก้ไขได้

“แต่ถ้าจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงมีทางเดียวคือ การฉีกรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าเป็นการผลักดันให้ประเทศเกิดวิกฤต จะมีการแก้รัฐธรรมนูญด้วยวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และทำให้เกิดวิกฤตที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นแบบต่อเนื่องและยาวนาน” แกนนำพรรคเพื่อไทยวิเคราะห์

จาตุรนต์ มองว่า เจตนารมณ์ของผู้มีอำนาจต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า ทั้ง กรธ. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน และผ่านไปโดยจะไม่มีการแก้ไขในสาระสำคัญ

“สำหรับผมแล้วหากร่างนี้ไม่ผ่านจะมีผลดีกว่าผ่าน ผลเสียจะน้อยกว่า อาจจะเสียเวลาบ้าง แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านจริงๆ สังคมจะเรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยเร็วขึ้น จะทำให้เกิดการเลือกตั้งเร็วกว่าที่กำหนด

“ตอนนี้จะพูดว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังโบกธงให้ทุกกลไกต้องปฏิบัติตาม เพื่อผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านก็ว่าได้ แม้จุดมุ่งหมายการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่ได้ต้องการให้เกิดวิกฤตความขัดแย้ง หรือความเสียหายต่อเนื่อง แต่มันคือผลพวงที่เกิดขึ้นเองอัตโนมัติ

“ทั้งที่จริงแล้วจุดมุ่งหมายเขาคือ การบริหารปกครองประเทศอยู่ภายใต้อำนาจขององค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ต้องการให้มีนายกฯ คนนอกได้มาบริหารประเทศ เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเกิดวิกฤตได้ง่าย

“ซึ่งสิ่งที่จะตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจอยากจะให้เกิดคือ วิกฤตความเสียหาย ความล้าหลัง การชะงักงันของการพัฒนาและการเจริญเติบโตของประเทศ สร้างเงื่อนไขให้เป็นวิกฤต และผูกปมเอาไว้ไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญจึงนำไปสู่วิกฤตที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่า” อดีต รมว.ศึกษาธิการรัฐบาลเพื่อไทย ระบุ

จาตุรนต์ เปรียบเทียบประเทศอื่นๆ ที่ใช้รัฐธรรมนูญในการปกครองว่า ประเทศที่ต้องการมีรัฐธรรมนูญนั่นเพราะเขาต้องการมีหลักประกันว่า การบริหารปกครองประเทศต้องเป็นอำนาจของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ความแตกต่างทางความคิด

โดยเฉพาะความคิดเกี่ยวกับการบริหารปกครองบ้านเมือง ซึ่งต้องตัดสินโดยกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตย เช่น ให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตย หรือสำหรับคนมีความเห็นขัดแย้งแตกต่างกันในเรื่องกฎกติกา

เช่น ถ้าเห็นว่ากฎหมายไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็ให้ผู้ที่มาจากประชาชน หรือรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งมาแก้ไขปรับปรุง หรือเสนอกฎหมายใหม่ และหากมีความเห็นแตกต่างขัดแย้งเรื่องรัฐธรรมนูญก็ให้มีการแก้ไขโดยรัฐสภา

ในทางตรงกันข้าม จาตุรนต์ เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่กำลังจะมีขึ้นกลับไม่มีในสิ่งนั้น

ถามว่า เหตุผลที่พรรคการเมืองเคลื่อนไหวล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเป็นร่างฉบับปราบโกงนักการเมืองจึงกลัวหรือไม่ แกนนำพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า ความพยายามบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับป้องกันการทุจริตมากที่สุด เป็นเรื่องหลอกลวง เพราะไม่ได้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงระบบและโครงสร้าง เพียงแค่ทำให้ดูขึงขังเท่านั้น เพื่อที่จะเอามาพูดว่าต้องการจะป้องกันการทุจริตของนักการเมือง แล้วก็โยนมาบอกว่าใครที่ค้านเพราะกลัว

จาตุรนต์ ยอมรับว่า นักการเมืองคือตัวแสดงหนึ่งที่สำคัญ แต่ต้องดูพลังส่วนใหญ่ในสังคมด้วย ไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมือง แต่การที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเป็นโอกาสให้สังคมได้ออกมาช่วยกันหาทางออกกับประเทศ เพราะกระบวนการจากนั้นจะต้องมาพูดกันเรื่องว่าจะร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ให้มีเลือกตั้งเมื่อไหร่

“ถ้าเขาจะหาเหตุให้ยืดออกไปอีกบ้างก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เมื่อเทียบกับการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เพราะจะเท่ากับเป็นการรับรองว่าเราจะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างถาวรจะได้รัฐบาลที่อ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ และในที่สุดก็จะนำไปสู่วิกฤตที่ทำให้ได้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเลย ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้” 

จาตุรนต์ ย้ำจุดยืนการแสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่า ต้องการเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย จึงจะพยายามทำหน้าที่ในฐานะเป็นนักการเมืองที่เป็นปากเสียงประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องประจำตัวที่นักการเมืองแต่ละคนพึงจะกระทำ จะพยายามทำหน้าที่ไปให้ดีที่สุด

“การแสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ก็ถือว่ารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ด้วยการแสดงความเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ที่ทำได้ ผมเชื่อว่ากระบวนการจากนี้ไปเมื่อใกล้จะมีการทำประชามติ ทาง คสช.และรัฐบาลจะหาทางปิดกั้น ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเห็นคัดค้านกับร่างรัฐธรรมนูญนี้มากขึ้น

“จึงขอเรียกร้องให้ คสช.และรัฐบาลไม่ปิดกันการแสดงความคิดเห็น เรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างแล้วใช้มาตรการดำเนินต่างๆ ของ คสช.มาพยายามปิดกั้น นักการเมืองหลายคนก็โดนกันมามากแล้ว ผมก็โดนมาจนครบทุกมาตรการ หรือเกินกว่ามาตรการปกติไปแล้ว

“แต่ไม่ว่าจะใช้มาตรการอะไรเพื่อมาปิดปาก ผมเชื่อว่าก็ไม่มีทางปิดปากประชาชนทุกคนได้ เรื่องความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องถือเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยกัน” จาตุรนต์ ย้ำจุดยืน

แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ประเมินท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ประกาศเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งตามโรดแมปในกลางปี 2560 ว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช.เจอแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรู้ว่า การที่ไม่มีความชัดเจนหรืออึมครึมต่อไปอีกจะเป็นผลเสีย

ขณะเดียวกัน การบริหารงานในประเทศเวลานี้มีปัญหารุมเร้ามากขึ้น และ พล.อ.ประยุทธ์ คงจะรู้ดีว่าการบริหารประเทศอย่างที่ทำอยู่ นับวันจะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจึงต้องออกมายืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมป

แต่พอประกาศไปอย่างนั้นกลับเห็นถึงความไม่สอดคล้องกันของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรธ.พูดว่าอาจจะต้องยืดโรดแมปออกไป อีกทั้งแม้จะยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งแน่ แต่ไม่รู้ว่าจะโดยวิธีไหน ไม่เปิดเผยว่าจะเลือกตั้งอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญในกรณีที่ร่างนี้ไม่ผ่าน ทั้งสวนทางกันและสร้างความอึมครึมสับสนมาก

“วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะไม่ได้คิดหรือยังคิดไม่ถึงว่าต่อไปก็จะมีเสียงเรียกร้อง เพราะใครๆ ก็รู้ว่าการปกครองแบบไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วไม่มีการเลือกตั้งเสียที มันส่งผลเสียต่อการส่งออก การลงทุน การคบค้าสมาคมกับต่างประเทศ

“การที่จะไปชี้แจงกับต่างประเทศในกรณีที่ถูกตรวจสอบ ถูกเข้มงวดจากมาตรการต่างๆ ที่เป็นมาตรการองค์กรระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นการที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แล้ว คสช.หรือรัฐบาลจะทำอะไรตามใจชอบแบบไปเรื่อยๆ แล้วแต่อยากจะทำมันคงไม่ง่ายอย่างที่คิด

“อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีความหวังอยู่ เพราะเป็นห่วงว่าประเทศนี้จะชะงัก ล้าหลัง สูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ไปอีกหลายปี ซึ่งสังคมไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่แตกต่างทางความคิด โดยกฎกติกาภายใต้รัฐธรรมนูญได้เลย” จาตุรนต์ ตอกย้ำจุดยืน

ร่าง รธน.ผูกเงื่อนคว่ำรัฐบาล

จาตุรนต์ ยกตัวอย่างบางมาตราในร่างรัฐธรรมนูญที่เล็งเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่และมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีนัยทางการเมือง เช่น ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ถือเป็นระบบการเลือกตั้งที่บิดเบือนหลักการของการเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เสียง ในเขตละคน ซึ่งระบบแบบนี้เป็นระบบสากล เพราะในกรณีที่เขามีระบบบัญชีรายชื่อเข้ามา ที่ให้ความสำคัญเสียงของพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เพื่อนำมาถ่วงดุลกันบ้าง

“แต่ร่างรัฐธรรมนูญของไทยในเวลานี้กลับนำเอาระบบสัดส่วนผสมมามีน้ำหนักมากกว่า 1 คน 1 เสียง ที่ให้คนมีสิทธิเท่ากัน ระบบแบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งจากเสียงเลือกตั้ง กลายเป็นเสียงข้างน้อยอัตโนมัติ เท่ากับว่าเป็นการบิดเบือนระบบ ซึ่งอาจจะเป็นจุดมุ่งหมายเพื่อขัดขวางบางพรรคและเพื่อสนับสนุนบางพรรค”

จาตุรนต์ อธิบายอีกว่า เรื่องระบบเลือกตั้งยังมีความสับสนที่ใช้บัตรใบเดียวเลือก 3 อย่าง คือ สส.เขต บัญชีรายชื่อ และการเสนอชื่อนายกฯ 3 คน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนมีผลกระทบต่อกัน เวลาคนไปเลือกอาจจะเน้นตัวบุคคล แต่เมื่อมีเรื่องของบัญชีรายชื่ออยู่ด้วย เมื่อคนไปเลือกนาย ก. มากในเขตเลือกตั้งของตัวเอง ก็กลายไปมีผลทำให้ผู้สมัครบัญชีรายชื่อที่ไม่ได้รับความสนใจเลยได้รับการเลือกตั้ง

“ถือว่าแปลกประหลาด เช่น พรรคเล็กๆ ต้องไปหาผู้สมัครให้ครบทุกเขต แล้วไม่ได้รับเลือกตั้งต้องนำเอาคะแนนไปให้บัญชีรายชื่อ เพื่อได้เป็นผู้แทน เท่ากับลงคะแนนให้อีกคน แต่ได้กับอีกคนหนึ่ง นอกจากนี้ประเด็นที่สำคัญคือการเสนอชื่อนายกฯ 3 คน เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุมีผล เพราะจริงๆ แล้วมันคือเจตนาแอบแฝงที่ต้องการเปิดช่องให้คนนอกมาเป็นนายกฯ โดยฝากชื่อไปกับพรรคการเมืองบางพรรค”

แกนนำพรรคเพื่อไทยขยายความด้วยว่า เรื่องนายกฯ คนนอกในภาวะปกติเกิดขึ้นยาก แต่ครั้งนี้นายกฯ คนนอกจะมาภาวะวิกฤต ซึ่งจะชี้ขาดโดยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นภาวะวิกฤตจะเกิดขึ้นและตีความได้ง่าย

“เช่น ถ้าจะยุบสภาเลือกตั้ง การขัดขวางการเลือกตั้งก็ทำง่ายมาก ไม่ต้องใช้กำลังไปยึด ไปบุกหน่วยเลือกตั้ง เพียงแค่พรรคการเมืองบางพรรคประกาศไม่ส่งผู้สมัครในบางเขต แล้วรณรงค์ให้โหวตโน จนสุดท้ายเกิดสุญญากาศ ไม่มี สส.เพียงพอต่อการประชุมสภา การเลือกตั้งก็เป็นโมฆะ

“แล้วก็ฉายหนังซ้ำแบบเดิมนำเข้าสู่วิกฤตต้องมีนายกฯ หรือแม้กรณีที่นายกฯ ยุบสภาไปแล้ว หรือถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลทั้งๆ ที่ไม่ผิดก็ได้ จึงกลายเป็นวิกฤตที่ต้องการมีรัฐบาล หรือตีความง่ายๆ คือต้องการให้วุฒิสภาทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร แล้วเอาคนมาจากไหนไม่น่าเกลียด นั่นคือเอาคนที่เคยถูกเสนอชื่อมา แต่เป็นคนนอก แบบนี้ง่ายๆ อยู่แล้ว

“การให้มีคนนอกเป็นนายกฯ ได้เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการแทรกแซงอำนาจนอกระบบ และอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะแตกต่างจากอดีตคือองค์กรในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากกว่าในอดีต

“ทั้งหมดนี้ปัญหาคือระบบมันผิดเพี้ยนไม่สามารถที่จะอธิบายหลักเหตุผลอะไรได้ เขาพยายามที่จะแถไปจนกระทั่งเพื่อให้มีช่องทางให้คนนอกมาเป็นนายกฯ” แกนนำพรรคเพื่อไทยกล่าว

จาตุรณต์ ยกตัวอย่างปัญหาที่ กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจกับองค์กรอิสระ ว่า การให้ 3 องค์กร คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มาทักท้วงตักเตือนรัฐบาลได้ขัดกับหลักการประชาธิปไตย

ทั้งนี้ เพราะจะมีผลเท่ากับการระงับยับยั้งต่อการตัดสินใจในการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การทักท้วงของ 3 องค์กรนั้น จะพบปัญหาในเรื่องความเข้าใจต่อหลักการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตย

“เช่น ความเห็นแตกต่างทางนโยบายมันไม่สามารถทักท้วงกันได้ เป็นเรื่องรัฐสภา และประชาชน องค์กรเหล่านี้จะมาทักท้วงนโยบายนี้ดีกว่านโยบายนั้นไม่ได้ แล้วองค์กรเหล่านี้จะเข้าใจหรือไม่ รัฐธรรมนูญนี้จะเขียนกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร ว่าจะเสียหายหรือไม่เสียหาย นโยบายใดจะเกิดผลดีหรือผลเสียต่อประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้องค์กรซึ่งไม่มีความเข้าใจมาคอยถ่วงดุลไม่ได้

“การใช้กติกานี้เป็นการสร้างเงื่อนไขในการล้มรัฐบาลมากกว่า เพื่อไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะอ้างว่าได้มีการตักเตือนแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม ดังนั้นแนวความคิดนี้เกิดจากไม่ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งที่ผมพูดไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ แต่ต้องดำเนินไปตามระบบและกลไก แต่จะถ่วงดุลเรื่องอะไร อย่างไร แต่เวลานี้กลับเอามาปะปนกันหมด” จาตุรนต์ กล่าว

การปรองดองปิดปาก-ใคร?เลี้ยงไข้ความขัดแย้ง

จุดประสงค์หลักการเข้ายึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือการเริ่มต้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ ด้วยก่อนการก่อรัฐประหารครั้งนี้มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง แต่แล้วการใช้ “อำนาจกองทัพ” ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตให้สัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลาอันสั้น

จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย สะท้อนว่า การสร้างความปรองดองขึ้นในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพียงแต่รู้สึกเสียดายเวลากว่าปีครึ่งที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารประเทศของ คสช. กระบวนการปรองดองไม่ได้เริ่มต้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการให้ความสนใจเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดจาก คสช.และรัฐบาลนี้ เวลาที่เสียไปกว่าปีครึ่ง ที่ คสช.ดำเนินการต่างๆ วางระบบต่างๆ นอกจากจะไม่นำไปสู่การปรองดองแล้ว กลับกำลังทำให้มีความขัดแย้งเพิ่มขึ้น และจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

“พอพูดถึงการปรองดองทีไร นายกฯ ประยุทธ์ก็จะบอกว่าให้มารับโทษก่อน เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน แล้วก็รับโทษ แล้วค่อยพูดถึงการให้อภัยหรือนิรโทษกรรม นั่นแสดงว่านายกฯ ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องปรองดองเลยแม้แต่น้อย

“การปรองดองไม่ใช่การนิรโทษกรรม นิรโทษอาจจะเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการปรองดองเท่านั้น ในเวลานี้การนิรโทษกรรมก็เป็นประเด็นที่ยากเกินไปสำหรับสังคมไทยที่คิดมาทำกัน รวมทั้งไม่มีผลอะไรมากต่อกระบวนการปรองดองเลย

“การปรองดองหมายถึงการที่จะทำให้สังคมหมดปัญหาความขัดแย้งที่แตกต่างกันทางความคิด ด้วยการอาศัยกฎกติกาที่เป็นธรรม แต่ถ้าในกรณีที่ขัดแย้งกัน เห็นแตกต่างกันในเรื่องของกฎกติกาก็ต้องสามารถแก้กฎกติกาหรือเขียนกฎกติกาใหม่ได้ ด้วยกระบวนการที่เป็นธรรม

“ไม่ว่าความขัดแย้งในสังคมจะมีกี่คู่ก็ตาม จะต้องสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ โดยอาศัยกฎกติกาที่เป็นธรรมมาแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่อาศัยกระบวนการที่นอกกฎกติกา หมายความว่า ไม่ใช่มุ่งเข้าห้ำหั่นกันด้วยทุกวิธี และไม่ต้องพึ่งกฎกติกา

“ถ้าจะทำอย่างนี้ก็ต้องมาดูว่าความขัดแย้งที่ผ่านมาในรอบ 10 กว่าปี เกิดจากอะไร ทำไมมีหลายครั้งที่คนไม่พึ่งกฎกติกา หันไปทำนอกกฎกติกา และมีคนทำผิดกฎหมายมากมาย” จาตุรนต์ ตั้งคำถาม

แกนนำพรรคเพื่อไทย บอกว่า ที่ผ่านมาบ้านเราแก้ปัญหาโดยการมิชอบด้วยกฎหมายซ้ำเติมเข้าไป ไม่เป็นประชาธิไตย ถามว่ามีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรองดองมากมายในสังคมนี้ ทั้งการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาพูดจาแลกเปลี่ยนความเห็นก็มีการทำแล้ว ข้อเสนอต่างๆ เหล่านั้นก็ยังอยู่

“แต่ คสช.และรัฐบาลนี้ไม่เคยสนใจที่จะดูเลย และยังไม่เคยพูดถึงการปรองดองที่จะทำให้เห็นถึงความเข้าใจเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นการปรองดองจึงไม่ได้เกิดขึ้น ถ้าไปถาม คสช.หรือรัฐบาลนี้ หรือไปบอกว่าท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับการปรองดองเลย

คำตอบก็จะบอกว่า เราได้จัดเวทีการปรองดองมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเป็นการจัดให้เล่นกีฬาบ้าง เล่นเพลงด้วยกันบ้าง มันไม่มีสาระ ยิ่งพูดยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนพูดนี้ไม่ได้เข้าใจเรื่องการปรองดองเลยแม้แต่น้อย”

จาตุรนต์ ระบุว่า ที่ผ่านมา คสช.เคยเชิญนักการเมือง นักวิชาการ หรือสื่อมวลชนบางส่วนไปประชุมเกี่ยวกับการปรองดอง โดยตนเองเข้าร่วมทุกครั้ง มีหัวข้อเกี่ยวกับการปรองดอง เสร็จแล้วให้แสดงความเห็นเรื่องโน้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ตอนท้ายของการประชุมก็จะบอกว่าท่านทั้งหลายพูดกันที่นี้แล้วออกไปข้างนอกขออย่าแสดงความเห็น

“ถามว่าเจตนาจริงๆ ไม่ได้ประชุมกันเพื่อการปรองดองใช่หรือไม่ แต่เป็นการประชุมเพื่อการปิดปาก การปรองดองจะเกิดขึ้นก็คือการให้ผู้ที่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งหรือแตกต่างกันในสังคมมานั่งพูดกันได้อย่างเท่าเทียม มีผู้ฟังและฟังเขาอย่างให้ความเคารพ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่เคยพูดจากันอย่างเท่าเทียม เป็นการเชิญไปคุยเหมือนกับอยู่ภายใต้การควบคุมของอีกฝ่ายและก็คิดว่าที่เชิญผู้ขัดแย้งทั้งหลายไปคุย

“ต้องตั้งคำถามว่า ผู้ขัดแย้งอยู่ที่ไหนบ้าง เป็นใครบ้าง ก่อนหน้านี้เขาก็นึกถึงพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเป็นสีก็เป็นสีเหลืองกับแดง ถ้าเป็นองค์กรก็เป็น กปปส.กับ นปช. ตอนนี้บริบทความขัดแย้งทางการเมืองก็เปลี่ยนไปมาก

คสช.ซึ่งเคยอ้างตัวว่าเป็นคนกลางเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่ขณะนี้ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของของความขัดแย้ง อยู่ในคู่ขัดแย้งไปเรียบร้อยแล้ว รู้ตัวหรือเปล่า ถ้าจะคุยก็ต้องมาหาคู่ที่อยู่ในความขัดแย้งเหมือนกัน แล้วมาถามกัน ข้อเสนอที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ในอดีต หรือคณะอื่น มีข้อสรุปหรือข้อเสนอที่ตรงกันหรือคล้ายกันอยู่หลายข้อ

“หนึ่งในนั้นคือการปฏิรูปกระบวนการยุติกรรม จนถึงวันนี้ไม่ว่าจะเป็นใน สปช. สปท. สนช.หรือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครพูดถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเลย แล้วคุณจะแก้อย่างไร”จาตุรนต์ ย้อนถาม

แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อไปว่า อย่ามาถามตนเองว่าทำไมไม่มีข้อเสนออะไร เพราะที่ผ่านมาได้ไปร่วมประชุมตามคำเชิญทุกครั้ง ให้ทำข้อเสนอเกี่ยวกับปรองดองเป็นเปเปอร์ก็ทำให้ไปแล้ว โดยได้รวบรวมความเห็นของผู้ที่มีความรู้มีประสบการณ์

“ช่วยกันคิด ทำส่งไป สุดท้ายก็เก็บเข้าลิ้นชักหมด เพราะฉะนั้นที่อ้างว่ายึดอำนาจมาเพื่อที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงไม่ได้ทำจริงเลย แล้วขณะนี้เรายังไม่เห็นวี่แววของการที่จะป้องกันหรือแก้ปัญหาความขัดแย้งหลังเลือกตั้งเลยด้วย”

ถามว่า การตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกในการสร้างกระบวนการปรองดอง ปฏิรูปประเทศ ไม่มีความหมายเลยใช่หรือไม่ จาตุรนต์ บอกว่า ไม่ถึงขนาดนั้น แต่หลักใหญ่ใจความจริงๆ อยู่ที่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ยุติธรรม สร้างเงื่อนไขให้เกิดวิกฤตความขัดแย้ง เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่จะกลบเรื่องคณะกรรมการที่จะมาทำอะไรเกี่ยวกับการปรองดองไปหมด

อย่างไรก็ตาม การมุ่งไปที่จะให้มีคณะกรรมการต่างๆ มาดูแลเรื่องการปรองดองหลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับการเริ่มกระบวนการปรองดองมาตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่ง และอาจจะไม่ได้มีการทำอะไรไปอีกปีครึ่ง จาตุรนต์ เห็นว่า เป็นการสะท้อนถึงความไม่มีวิสัยทัศน์ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการปรองดองของ คสช.และรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งแม่น้ำทั้ง 5 สาย ด้วย

จาตุรนต์ อธิบายว่า นั่นหมายความถึง ปัญหาความขัดแย้งถูกสะสมและสร้างเงื่อนไขให้เกิดเป็นความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น หลังจากรัฐธรรมนูญนี้ถูกใช้บังคับ ต้องตั้งคำถามว่าแล้วใครจะได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง และนั่นก็เป็นคำตอบในตัวที่ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ การปรองดองไม่เกิดก็เพราะจะมีผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง รวมถึงการที่สังคมไม่มีความปรองดองด้วย

 

“พิทักษ์ ศิริวงศ์” อาจารย์ผู้พลิกกระแสลูกเทพเป็นเครื่องมือกระตุ้นนศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/412714

"พิทักษ์ ศิริวงศ์" อาจารย์ผู้พลิกกระแสลูกเทพเป็นเครื่องมือกระตุ้นนศ.

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง

เป็นที่ฮือฮาในสังคมออนไลน์ เมื่อ รศ.พิทักษ์ ศิริวงศ์ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า อนุญาตให้ นักศึกษา สามารถนำตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาในห้องเรียนได้ แต่ต้องตอบคำถามทำการบ้านส่งเหมือนนักศึกษาปกติ ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และหากลูกเทพทำวิจัยไม่สำเร็จ นักศึกษาต้องรับผิดชอบในฐานะผู้เลี้ยงลูกเทพ

โพสต์ทูเดย์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ รศ.พิทักษ์ ถึงแนวคิดที่อนุญาตให้นักศึกษานำตุ๊กตาลูกเทพเข้าห้องเรียน ซึ่ง รศ.พิทักษ์ระบุว่า จุดมุ่งหมายในเรื่องนี้ก็คือ “อยากให้ลูกศิษย์มีสมาธิการการเรียน และตั้งใจทำงานวิจัยมากขึ้น”

“เราคงจะไปบอกให้นักศึกษาเลิกนับถือและมีความเชื่อกับตุ๊กตาลูกเทพก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้ในความเป็นอาจารย์ของผมก็คือการเปิดใจและไม่กีดกันกับสิ่งเหล่านี้ การที่ผมอนุญาตให้เด็กนำลูกเทพเข้ามาทำวิจัยได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าผมต้องการให้นักศึกษาพากันงมงายนำตุ๊กตามาทำงานวิจัย แต่จุดมุ่งหมายผมอยากให้ลูกศิษย์มีสมาธิการการเรียน และตั้งใจทำงานวิจัยมากขึ้น โดยเราต้องหากลวิธีใหม่ๆเพื่อดึงเค้าขึ้นมา เป็นการปราบลูกเทพทางอ้อม”เจ้าของไอเดียอนุญาตให้นำลูกเทพเข้าห้องเรียนได้ระบุ

รศ.พิทักษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายคนนำตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาเรียนในห้องเรียน ซึ่งบ่อยครั้งเด็กจะไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียน เพราะต้องกังวลกับตุ๊กตา เราจึงเกิดแนวคิดบางอย่างขึ้นมาเพื่อทำให้เด็กกลุ่มนี้สนใจและมีสมาธิกับการเรียนมากขึ้น โดยอนุญาตให้นำตุ๊กตาเข้ามาเรียนและทำงานวิจัยได้ เป็นมาตรการป้องกันเพื่อรับมือกับกระแสนิยมตุ๊กตาในอนาคตลูกเทพของนักศึกษา โดยไม่กีดกันกับความเชื่อที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

นักศึกษาที่นี่ค่อนข้างจะมีฐานะ ทำให้มีการเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพกันอย่างแพร่หลาย หลายคนเมื่อนำตุ๊กตาเข้ามาในห้องเรียนมักจะไม่ค่อยสนใจฟังในสิ่งที่ผมพูด โดยรายวิชาที่สอนเป็นวิชาระเบียบวิจัยทางธุรกิจ ทั้งในระดับปริญญาตรี และ ปริญญาโท มันค่อนจะยากอยู่พอสมควร นักศึกษาต้องทำการวิจัย ประกอบกับการที่มหาวิทยาลัยมีนโยบายสนับสนุนให้เด็กนำเสนอผลงานวิจัยของตนเองในเวทีระดับนานาชาติมาโดยตลอด ฉะนั้นการที่จะทำงานวิจัยออกมาได้สักชิ้นหนึ่งมันต้องใช้เวลาและใช้ความทุ่มเทพอสมควร หากมัวแต่มากังวลในเรื่องอื่นโดยเฉพาะเรื่องตุ๊กตาลูกเทพ มันก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำวิจัย”

แนวคิดของคณบดีรายนี้คือ นักศึกษาที่ต้องการอุ้มลูกเทพ มานั่งเรียนในวิชาระเบียบวิธีวิจัยที่สอน จะไม่ปิดกั้นใดๆในการกระทำดังกล่าว และอนุญาตให้นักศึกษานำบรรดาลูกเทพที่เลี้ยงดูกันอยู่เข้าเรียนได้ แต่ลูกเทพต้องตอบคำถาม และทำการบ้านส่ง เหมือนนักศึกษา และต้องทำรายงาน เสนอในที่ประชุมวิชาการระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ เป็นรายลูกเทพเช่นเดียวกับนักศึกษาคนอื่นๆ ทั้งนี้ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และลูกเทพต้องเข้ารับคำปรึกษา ปรับแก้งานวิจัยตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา ภายใต้การดูแลของนักศึกษาผู้นั้น นั่นหมายความว่า หากเขาต้องการจะนำลูกเทพเข้ามาเรียนด้วยจริงๆ เขาก็ต้องมั่นใจด้วยว่าจะสามารถทำงานวิจัยส่งทั้งเขาและลูกเทพพร้อมกันไหว

ตรงนี้มันเป็นกลยุทธ์ ถ้าหากเขาสามารถทำได้จริงก็เป็นผลดีต่อทั้งตัวเขาเองและต่อมหาวิทยาลัย เพราะจริงๆแล้วลูกเทพที่เขานำมาทำวิจัยก็คือตัวเขาเอง ผมมองว่าการที่เราเปิดใจยอมรับและไม่ได้กีดกันในความเชื่อของนักศึกษา มันจะกลายเป็นกลยุทธ์ที่กระตุ้นให้พวกทำงานวิจัยออกมาได้ดี คือเราต้องป้องกันไว้ก่อน

“ล่าสุดผมได้โพสต์รูปตุ๊กตาเน่าๆตัวหนึ่งโดยเก็บมาจากกองขยะ เป็นตุ๊กตาสุขใจซึ่งเป็นของที่ระลึกจาก ททท.เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมเรียกมันว่าน้องกะหล่ำดอก ผมจะโพสต์เลียนแบบสวนกระแสกับการเลี้ยงตุ๊กตารูปเทพ จุดมุ่งหมายตรงนี้ผมต้องการให้สังคมได้เกิดการตั้งคำถามกับกระแสที่เป็นอยู่ในตอนนี้นี้ว่าจำเป็นหรือที่เราจะต้องมีความสุขกับตุ๊กตาแพงๆ ตุ๊กตาจากถังขยะเก่าๆเน่าๆตัวนี้ผมก็สามารถมีความสุข และสามารถนำเสนอเรื่องราวของมันได้  โดยไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือยตามกระแส

ตุ๊กตาน้องกะหล่ำดอก

“บางรูปผมโพสต์ไว้ว่าน้องกะหล่ำดอก เป็นตัวอย่างของลูกที่ดี วันนี้นางรับจ๊อบ ช่วยแม่เก็บแบบสอบถามงานวิจัย ได้สตางค์มา นางใส่ออมสินน้องลิงของนาง ฉันถามว่าจะเก็บตังไปทำอะไร นางบอกว่าโตขึ้นจะได้เป็นทุนผ่านม เอ๊ยไม่ใช่ ทุนเล่าเรียนของนาง นางเห็นแม่นางเรียนมาสูงเลยอยากเรียนตามแม่บ้างจะได้มีอนาคตดีๆ หลังจากลูกศิษย์และผู้คนในเฟสบุ๊คมาเห็นก็พากันหัวเราะ ทั้งกดไลน์กดแชร์กัน คือจริงๆแล้วมันเป็นวิธีการสอนลูกศิษย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยการแทรกซึมคำสอนผ่านตัวละครของน้องกะหล่ำดอกที่เราตั้งขึ้นมา เพราะเขายังอยู่ในสถานะนักศึกษา ยังไม่มีรายได้ ไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือยซื้อตุ๊กตาในราคาตัวละเป็นหมื่น” รศ.พิทักษ์ กล่าว

รศ.ดร.พิทักษ์ กล่าวว่า กระแสที่มันกำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ คล้ายกับปรากฏการณ์จตุคามรามเทพหรือตุ๊กตาเฟอร์บี้ที่เกิดขึ้นมาเดี๋ยวสักพักก็หายไป แต่ทั้งนี้เคารพในความเชื่อส่วนตัวของแต่ละบุคคล เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงควรจะคิดหาวิธีเพื่อที่จะทำอย่างไรให้คนอยู่ด้วยกันและทำตามกติกาของสังคม ท่ามกลางกระแสความเชื่อที่แตกต่าง แบบนี้น่าจะดีกว่า

 

“โรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป” พาประเทศพ้นรัตติกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 14:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/412147

"โรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป" พาประเทศพ้นรัตติกาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวสู่ระยะที่สองตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองแล้วเสร็จไปกว่า 90% เส้นทางการ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” ยังขมุกขมัวจับต้องได้ยาก จนหลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงว่า “รัฐประหาร” ครั้งนี้จะเสียของหรือไม่ ​กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่นานก่อนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2560

สุรินทร์ พิศสุวรรณ​ อดีตเลขาธิการอาเซียน ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ มองสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ว่าเป็นห่วงกับการให้ความสนใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโครงสร้างทางอำนาจของแผ่นดิน ในรูปของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จนอาจไม่ให้ความสำคัญพอกับปัญหาระยะยาวของประเทศ​ ทั้งที่เป็นปัญหาที่พูดมาก่อนการรัฐประหาร

ที่สำคัญปัญหาระยะยาวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม นำไปสู่การเผชิญหน้า ทั้งเรื่องความไม่เท่าเทียมในสังคม และสะท้อนออกมาในรูปของ “ภูมิภาค” ​กับ “กรุงเทพฯ”​ มีคนออกมาบนถนนเป็นแสน เป็นล้านคน เป็นเวลาต่อเนื่องจนทำให้ประเทศสูญเสียทิศทาง สูญเสียความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ และสูญเสียความสามารถที่จะแข่งขัน ​

“ผมอยู่อาเซียนมา 5 ปี ทำงานกับนายกฯ​ ไทย 5 คน ทำให้เรื่องระยะยาว กระบวนการตัดสินใจ นโยบายที่จะเข้าร่วมเตรียมตัวแข่งขันกับคนอื่น ในกรอบประชาคม ไม่ได้คิดได้ทำ ไม่ได้ให้ความสนใจต่อเนื่องเพราะรัฐบาลไม่ต่อเนื่อง คนมีอำนาจตัดสินใจไม่ต่อเนื่อง นโยบายไม่ต่อเนื่อง ​บุคลากรส่วนใหญ่มาจากระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะคิดอะไรยาวได้

…ผมเคยพูดออกมาค่อนข้างตรงไปตรงมาว่า วันนี้วิ่งได้ซีแปด พรุ่งนี้ก็วิ่งขอซีเก้า โดยไม่มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเต็มความรู้ความสามารถแบบที่เรียกว่า มืออาชีพ ให้สมกับตำแหน่งงานที่เพิ่งได้มา มันจึงเป็นระบบราชการที่ไม่สามารถดูแลผลประโยชน์ของประเทศ​ ในเวที
ที่กว้างขึ้นต้องแข่งขันกับคนอื่นที่เขาต่อเนื่อง มีความรู้สามารถประสบการณ์​ในประเด็นต่างๆ”​

สุรินทร์ เปรียบเทียบว่า ความไม่ต่อเนื่องทำให้เราไม่สามารถเลี้ยงลูกไปยิงจนเข้าประตูได้ เราไปล้มกลางทาง เราไปเปลี่ยนคนกลางทาง ไม่มีกำลังวิ่งต่อ เพราะมันเป็นเส้นสายที่ส่งลงไปเอาลูกหลานลงมาเล่น ไม่ใช่มืออาชีพไม่มีทางสู้เขาได้ แต่บนเวทีภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศเวลานี้ มืออาชีพมาเล่นอย่างต่อเนื่อง และเขาซ้อมมาอย่างโชกโชน

สุรินทร์ อธิบายว่า การที่เราให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไปจนลืมปัญหาระยะยาวของประเทศ ​เช่น ระบบบราชการ ​ทั้งการรวมศูนย์และระบบอุปถัมภ์จนอึดอัดหายใจไม่ออก เรื่องการศึกษา การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ​นวัตกรรม คอร์รัปชั่นซึ่งก็มาจากระบบอุปถัมภ์ มาจากระบบการเล่นพรรคเล่นพวก มาจากกระบวนการไม่โปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ​ถ้าตัวบุคคลผู้กำหนดนโยบาย และตัวผู้ปฏิบัติเป็นบุคคลเดียวกันจะนำไปสู่คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย เพราะคิดแต่นโยบายที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่า​นโยบายที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ​เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการแข่ง​ขัน

“ผมคิดว่าการแก้ปัญหาระยะยาว​ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งในขณะนี้​ ที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ทำให้ประชาชนมีโอกาสจนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเกิดการปฏิรูป ​ถ้าหากทำไม่ได้ ​ปัญหาเหล่านี้ก็จะกลับมาอีก แถมปัญหาเหล่านี้จะสะสมต่อไปจนหมักหมมและแก้ยากยิ่งขึ้น”​

หนึ่งในปัญหาใหญ่คือเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เป็นปัญหารุนแรงที่นำไปสู่ความขัดแย้ง จากข้อมูลพบว่า คนไทย 10 ล้านคน ยังอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน คือคนที่รายได้ต่อหัวต่อวันต่ำกว่า ​2 เหรียญหสรัฐ ​หรือประมาณ 70 บาท ​ยังไม่รวมกับคนที่มีรายได้ 3-4 เหรียญหสรัฐ ​ใกล้เส้นความยากจนอีก 14-15 ล้านคน จากทั้งหมด 70 ล้านคน

ขณะที่ในการถือครองทรัพย์สินต่างๆ มีข้อมูลที่น่ากลัวคือ ​80% ของที่ดินถือครองโดยคน 20% ขณะที่คน 20% ต่ำสุดถือครองที่ดินเพียง 0.3% เพราะฉะนั้นที่ดินอีกประมาณ 19% แย่งกันอยู่ตรงกลางคือ 60% ที่เหลืออีกด้านหนึ่ง คน 20% เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติ 13 ล้านล้านบาท 51% ขณะที่คนจนสุด 20% เป็นเจ้าของแค่ 4% อีก 60% แย่งส่วนตรงกลางคือ 45% ส่วนคนมีบัญชีเกิน 10 ล้านบาท มี 1.11 แสนบัญชี แค่ 0.01% ของบัญชีธนาคารทั้งหมด แต่ว่าคิดเป็นเงิน 49% ของเงินฝากทั้งหมด

ปรองดองเกิดยากถ้าไม่แก้เหลื่อมล้ำ

อดีตเลขาธิการอาเซียน มองว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องพัฒนาการศึกษา การมีส่วนร่วมและการพัฒนาอาชีพที่ดีขึ้น เรื่องนี้จำเป็นต้องคิดถึง “โรดแมปหลังโรดแมป” เพราะโรดแมปขณะนี้คิดว่าจะทำอย่างไรถึงประคองประเทศให้พ้นถึงการเลือกตั้ง แต่หลังการเลือกตั้งต้องคิดว่าจะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้ ​ทั้งเรื่องคอร์รัปชั่น ระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม การศึกษา

“ส่วนตัวคิดว่าความปรองดองเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าหากว่าเรายังติดอยู่กับผลประโยชน์และความขัดแย้งในปัจจุบัน เราต้องเขียนวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องการจะทำคืออะไร สะท้อนวิสัยทัศน์ของสังคมไทย 10-20 ปีหลังจากนี้ ปี 2579 จะเป็นไง เอาวิสัยทัศน์นั้นมาให้คนทั้งประเทศ​ วิพากษ์วิจารณ์ มีส่วนเป็นเจ้าของ และบอกว่าจากนี้เราจะเดินไปสู่วิสัยทัศน์​สร้างสังคมใหม่”

การสร้างสังคมใหม่จะต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ทั้งการศึกษา ระบบราชการ การกระจายรายได้ พัฒนาอาชีพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แทนที่จะดีไซน์ระบบเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบัน เราอาจจะต้องก้าวให้พ้นไปสู่วิสัยทัศน์ หรือตุ๊กตา ระบบสังคมไทย 20 ปีหลังจากนี้ โดยให้คนทั้งประเทศมีส่วนร่วมที่จะเดินไปสู่จุดนั้นอย่างเป็นระบบ โดยมีคณะทำงานที่ชัดเจนในแต่ะละเรื่อง

สำหรับกระบวนการสร้างความ “ปรองดอง” ที่ผ่านมาเรายังติดอยู่กับภาพของปัจจุบัน มีเรื่องอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ สี ค่าย เกาะเราอยู่ในขณะนี้ เราต้องก้าวพ้นจากตรงนี้​ ต้องโฟกัสไปที่อนาคต เพราะอำนาจขณะนี้ไม่ใช่อำนาจปกติ แต่เกิดจากอุบัติเหตุทางการเมือง ดังนั้นจำเป็นต้องโฟกัสไปข้างหน้า ดึงทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม

“ผมไม่ทราบว่าองค์กรที่ตั้งขึ้นมาตรงนี้ เช่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ​ คิดเรื่องนี้อย่างไรให้ทะลุขั้นตอนวิธีการ แต่ละก้าวย่างที่จะนำไปสู่ภาพใหม่ของสังคมในอีก 20 ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างสหประชาชาติ เขามีแผน 2030 อีก 15 ปีหลังจากนี้ประชาคมโลกจะเดินไป มี 17 ขั้นตอน ของเราอาจจะต้องคิดถึงภาพนั้นของเราเอง เพราะภูมิภาคไม่รอ เพื่อนบ้านเราไม่รอ ประชาคมโลกเดินไปข้างหน้า”​

อดีตเลขาธิการอาเซียน ประเมินว่า คนทั้งประเทศต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติ แต่ระบบรวมศูนย์อำนาจ ไม่อนุญาตให้เขาได้ริเริ่มเสนอทางออกอะไรใหม่ๆ วิธีคิดก็กระจุกอยู่ตรงนี้ การเลือกคนที่รู้จักมาแก้ปัญหาไอเดียก็อยู่ในกรอบที่เรารู้จัก แถมเราอาจจะชี้นำไปด้วยซ้ำ มันก็จะไม่มีทางแก้ปัญหาที่ครอบคลุมได้ ​

ถามว่าจะสามารถตั้งความหวังกับ “โรดแมปหลังโรดแมป” นี้ได้มากน้อยขนาดไหน สุรินทร์ อธิบายว่า ประเด็นสำคัญคือต้องปลุกให้ประชาชน 68 ล้านคน ตื่นขึ้นมาบอกว่าประเทศนี้เป็นของฉัน เท่าที่ทำอยู่ในเวลานี้ยังเป็นแค่เพียงคนกลุ่มน้อยที่ได้อำนาจมา ดังนั้นทางเดินข้างหน้าโรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป ต้องเปิดกว้างกว่านี้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากว่านี้ ให้ทุกจังหวัด อำเภอ มีส่วนแสดงออกมากกว่านี้

มองอนาคต​สำคัญกว่าอดีต ก้าวพ้นกับดักตัวเอง

ส่วนจะถึงขั้นต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจนหรือไม่นั้น สุรินทร์ เห็นว่า ไม่ควรไปวางกรอบจำกัดตัวเองมากเกินไป ควรวางเป็นกรอบกว้าง โดยสามารถเริ่มกระบวนการไปได้เลย แทนที่จะบอกประชาชนว่ารอก่อน เพราะเรื่องเหล่านี้ทำได้เลยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการเลือกตั้ง ต้องหาวิธีที่ทำยังไงให้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แทนที่จะอยู่แบบอ้อยอิ่งไม่กระตือรือร้น เพราะคนอื่นตัดสินใจ

“เราติดกับปัญหาปัจจุบัน เราคิดที่จะวางโครงสร้างอำนาจไม่ให้ทะเลาะกัน แต่สาเหตุสิ่งที่ทะเลาะกันกลับยังไม่ได้พูด เรายังไม่ได้พูดเรื่องความล้ำ ความไม่มีโอกาส โรดแมปต้องไม่ใช่โรดแมปเพื่อที่จะนำประเทศไปสู่เลือกตั้ง แต่คิดต่อไปว่าหลังการเลือกตั้งจะมีโรดแมปอะไร และผมคิดว่าต้องมีทิศทางองค์กร สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนพร้อมที่จะเข้ามามีส่วน มากกว่าที่จะพาสซีฟเหมือนเดิม

…เราเบลมการเมืองแต่เราไม่มีอะไรทดแทน และไม่มีทางหลีกเลี่ยง สุดท้ายก็ต้องเข้ามาสู่กระบวนการการเมืองอยู่ดี ทำอย่างไรให้อย่างน้อยๆ เราเห็นทิศทางข้างหน้าว่าประชาชนเขารู้สึกตื่นตัวตื่นเต้น อยากเป็นเจ้าของและเห็นอนาคตสำคัญกว่าปัจจุบัน เห็นอนาคตสำคัญกว่าอดีต ทำอย่างไรให้ก้าวพ้นกับดักตัวเองที่ติดอยู่ในขณะนี้”​

สัญญาประชาคมทุกภาคส่วน ร่วมกำหนดอนาคต

ถามว่ารัฐบาลหน้าจะสามารถสานต่อภารกิจนี้ไปจนถึงจุดหมายได้หรือไม่ สุรินทร์ ​กล่าวว่า อาจจะต้องมี​ “สัญญาประชาคม” ที่ต้องมาร่วมกันคิดว่า เราจะละวางความขัดแย้งในอดีต โฟกัสไปข้างหน้า และจะร่วมกันแก้ไขปัญหาประเทศชาติเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เฉพาะพรรค เฉพาะกลุ่มพวกที่เคยเป็นปัญหาในอดีต แต่จะต้องโฟกัสไปที่ปัญหาใหญ่ๆ

“พูดง่ายๆ ว่าปลุกให้พี่น้องตื่นขึ้นมารุ่งสาง แล้วเขารู้ว่าเขาจะเดินต่อไปอย่างไร ขณะนี้เหมือนอยู่ในภาวะ ฝันร้ายมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ​อยู่ในภาวะรัตติกาล อะไรมันขมุกขมัว ไม่ชัดมันก็ต้องบอกเขาว่าตื่นขึ้นมา คุณจะมีโอกาส มีบทบาท มีทิศทาง มีลายแทง ผมคิดว่าต้องไปถึงจุดนั้น อาจจะต้องเริ่มต้นโดยมีสัญญาประชาคมระหว่างพรรคการเมือง​กลุ่มการเมือง​ องค์กรสำคัญๆ สื่อ ภาคประชาสังคม ต้องดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมในสัญญาประชาคมเพื่อที่จะเขียนโรดแมป กำหนดทิศทาง

…หากไปเขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ​ถึงที่สุดก็จะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้มาก ดังนั้นต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ​เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดว่าความเจ็บปวดความขัดแย้ง ความแตกแยกเหล่านั้น เราต้องก้าวพ้น เมื่อเขาอยากก้าวพ้น อะไรคือเส้นทาง ทิศทางให้เขาเดิน มันต้องมีขั้นตอนกระบวนการ โซเชียลคอนแทรกต์เพื่อที่จะกำหนดอนาคต ดิส อิส โรดแมป อาฟเตอร์​ โรดแมป”​

รธน.ละเอียดเกินไป เสี่ยงมุมอับ

สำหรับเรื่องเฉพาะหน้าอย่างเรื่องรัฐธรรมนูญ และระบบเลือกตั้งนั้น อดีตเลขาธิการอาเซียนเห็นว่าอะไรก็ตามแต่ที่พยายามไปกำหนดในรายละเอียดมากเกินไป จะทำให้เกิดความรู้สึกคับแคบ ถ้าเราตั้งหลักกว้างๆ ว่าเรายึดโยงกับประชาชน ให้ถือหลักว่าการได้มาซึ่งเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ คือการสร้างความชอบธรรม และความชอบธรรมนั้นยืนบนพื้นฐานความถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม หากไปกำหนดรายละเอียดมากนักจะปฏิบัติยาก และสร้างปัญหาโดยที่เราไม่คาดคิด ดังนั้นควรจะทำให้ความสมดุลของอำนาจในระบบที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนพรรคเล็กๆ มีอำนาจมากกว่าพรรคใหญ่ๆ เพราะพรรคเล็กเป็นตัวต่อรองตัดสิน ซึ่งก็จะนำไปสู่การได้มาซึ่งกลุ่มคณะบุคคลและรัฐบาลที่ไม่สะท้อนความต้องการประชาชนส่วนใหญ่

“เขียนรายละเอียดมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความคับแคบในการแก้ปัญหา และอย่าพยายามให้เสียงส่วนน้อยไปกำหนดทิศทางประเทศ ไม่เช่นนั้นประเทศก็จะเสียหลักคนส่วนใหญ่ที่เลือกมา เขาจะไม่มีโอกาสบริหารจัดการประเทศ​เพราะเสียงส่วนน้อยไปเป็นตัวรักษาความเสมอภาค สมดุล ในสมการ

…จะกลายเป็นช่องทางการเข้ามาขององค์กรอื่นๆ ผ่านกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กลายเป็นอำนาจต่อรองสูงด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ซึ่งคิดอะไรก็ตาม ถ้าลงในรายละเอียดมากเกินไปจะเกิดความคับแคบในทางปฏิบัติ และก็จะนำไปสู่จุดมุมอับได้ในอนาคต”​ ​

สุรินทร์ ​กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เราพูดถึงโรดแมปตรงนี้เท่านั้นนั่นเองในภาวะรัตติกาล ที่ช็อกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ​ตื่นขึ้นมาต้องมีอะไรใหม่ มีหวังอะไรบ้าง​ มีวิสัยทัศน์ มีทิศทาง ประเด็นสำคัญคือ อยากให้ก้าวพ้นภาวะความขัดแย้งในปัจจุบัน และภวังค์ ต้องโฟกัสไปข้างหน้ากับประชาชน ให้พื้นที่ บทบาท ความหวัง ให้ความเป็นเจ้าของประเทศเขา สร้างความเข้าใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ไทยชกต่ำกว่าน้ำหนักตัวเอง

ในฐานะที่ทำงานคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงต่างประเทศมาต่อเนื่องยาวนาน สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ประเมินสถานการณ์ประเทศไทยเวลานี้ว่าทุกดัชนีสะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังตามหลังประเทศอื่นๆ

“คำที่ผมใช้คือเราชกต่ำกว่าน้ำหนักของตัวเอง ประเด็นคือเราอยู่รุ่นเฮฟวีเวตในภูมิภาค แต่เรามาชกรุ่นแบนตัมเวต เหตุผลเพราะเราไม่ได้ซ้อม ไม่ได้รักษาความเป็นเลิศเหล่านั้นเอาไว้เลย น้ำหนักหมัดเราเลยต่ำกว่าน้ำหนักตัว

…เรามีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการ มีปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา คุณภาพบุคลากร ดัชนีทุกตัวจึงอยู่หลังคนอื่น และอยู่หลังคนอื่นมากขึ้น และคนอื่นจะไม่รอ เขาเดินหน้าต่อ”

สุรินทร์ อธิบายว่า ไทยใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียนจากระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่า 4 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ/ปี หรือประมาณ 13 ล้านล้านบาท ขณที่อินโดนีเซีย 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ประเทศเขามี 1.7 หมื่นเกาะ 250 ล้านคน เพราะฉะนั้นเขาใหญ่จริงแต่หากคำนวณต่อหัวยังน้อยกว่าเรา ที่สำคัญเรามีความหลากหลายที่สุด เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทั่วโลกสนใจ มีโอกาสเยอะขึ้น ทุกกิจกรรมมาหาได้ในประเทศไทย

“ผมถึงถามว่าเราจะเอายังไงกับความเป็นเลิศที่เรามีอยู่ ทั้งความเป็นเลิศด้านการเกษตร ความเป็นเลิศการผลิตอาหาร ความเป็นเลิศด้านการท่องเที่ยว ความเป็นเลิศด้านการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้านการเแพทย์ สิ่งเหล่านี้คือความเป็นเลิศที่เรามีอยู่ไม่มีใครแย่งมาจากเราไปได้ง่าย

…นอกจากเราจะสูญเสียไปเองเพราะเราไม่เต็มที่ ไม่ต่อเนื่อง เพราะเรามีความขัดแย้งภายใน เพราะได้คนไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นเราจะเอาอย่างไรกับความเป็นเลิศของประเทศไทยที่มีอยู่ ที่สั่งสมจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน”

ถามว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเราได้อะไรเสียอะไร อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับประเทศไทย เพราะไทยมีความพร้อมที่สุดในระบบเศรษฐกิจ ในแง่ความหลากหลาย ความเป็นเลิศ อีกนานกว่าคนอื่นจะแย่งไปได้ เพียงแต่เราจะรักษา และประคองความเป็นเลิศนี้ไว้ได้อย่างไร

ทั้งนี้ จะเห็นว่าภาคเอกชนเขาค่อนข้างเข้มแข็ง แต่เขาต้องการนโยบายต่อเนื่อง ต้องการกรอบที่ชัดเจน เขาต้องการทิศทางที่ชัดเจน ทำอย่างไรให้กิจกรรมด้านเศรษฐกิจทั่วประเทศ พวก SMEs ตื่นตัวสามารถยกระดับตัวเองจากสมอลไปเป็นมีเดียม จากมีเดียมไปเป็นระดับภูมิภาค เหมือนผึ้งออกจากรัง เข้ารัง ดังลั่นตลอดเวลา

“ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์​ของเราสุดยอดไม่มีใครแย่งไปได้ จะเอายังไงกับความเป็นเลิศกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นี้ เรื่องอินฟราสตรัคเจอร์ เหนือ ใต้ ออก ตก เสริมความสามารถการแข่งขันให้ตัวเอง ทั้งเรื่องโลจิสติกส์จะเอาอย่างไร จะรักษาความเป็นเลิศทางความได้เปรียบอย่างไรอยู่ที่เรา คนอื่นตามหลังเรามา แต่เราภาษาอังกฤษเรียก ‘you shoot yourself in the foot’ เดินไปเดินมาง่อยเอง”​

ถามว่าช่วงปีกว่าหลังจากรัฐประหารที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศจะเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น นั้นเห็นความคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน

สุรินทร์ มองว่า สิ่งเดียวที่อยู่ในอำนาจแล้วทำได้คือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ตกลงกันว่าจะใช้ 2-3 แสนล้านบาท คือสิ่งทำได้ไม่ต้องพึ่งคนอื่น แต่การส่งออกทำไม่ได้ เพราะดีมานด์ตลาดข้างนอกน้อยลง การบริโภคภายใน หนี้สินครัวเรือน ใส่เงินไปเท่าไหร่ก็ต้องไปจ่ายค่าหนี้หมด

อีกด้านหนึ่งการลงทุนจากข้างนอกก็ลดลง บริษัทรถยนต์ใหญ่ๆ อยากเข้ามา โฟล์คสวาเกนอยากเข้ามาก แต่เขาต้องรอ ขยายสิ่งที่มีอยู่ แต่ของใหม่ไม่เข้ามา การลงทุนจากต่างประเทศ ทุกคนยังรอ การเพิ่มความสามารถแข่งขันให้กับธุรกิจก็ยังไม่มีการลงทุน โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยซึ่งเป็นของต่างประเทศ ทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี การผลิตของเราเองยังน้อยอยู่

อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ​เศรษฐกิจไทย 6 ทศวรรษที่ผ่านมา หนึ่งทุนมาจากข้างนอก เทคโนโลยีจากข้างนอก ผู้บริหารโรงงานก็มาจากข้างนอก สิ่งที่ผลิตแล้วก็เอาออกไปส่งขายข้างนอกเราคือฐานผลิต ถ้าจะไปดูการแสดงสินค้าที่เขาทำกันในดูไบสิ่งที่จะเห็นคือสินค้าสปา สินค้าครัวเรือน โอท็อป เครื่องตกแต่งบ้าน เราผลิตอะไรเยอะกว่านี้ไม่ได้หรือ

“เจ้าของบริษัททั้ง นิสสัน โตโยต้า​ ฮอนด้าเขาทำเอง เราคือส่วนหนึ่งของโกลบอลเน็ตเวิร์กของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของเรา ซึ่งเป็นเรื่องวิกฤตมาก ถ้าไม่ลงทุน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม อีกสิบปีข้างหน้าเราจะตามหลังเขา การลงทุนด้านนี้ยังน้อยมาก ต้องทำ รีบเร่งมากกว่านี้ เพราะเราคือเศรษฐกิจ ใหญ่อันดับสองของอาเซียน เพราะเรามีฐานที่ดีอยู่แล้ว เพราะเราล้ำหน้ากว่าคนอื่นอยู่หลายเรื่อง”

ถามย้ำว่าปีกว่าที่ผ่านมาทำให้หลายอย่างหยุดชะงักลงไปหรือไม่ สุรินทร์​ ตอบว่า ไม่แน่ใจว่าบรรยากาศอย่างนี้จะทำอะไรได้มาก เพราะระบบการศึกษาเหมือนเดิม ระบบราชการก็ยังเหมือนเดิม ภาคเอกชนเขาแน่แกร่งมีความสามารถในการแข่งขันจริง แต่ต้องออกไปสร้างตลาดเพิ่ม

“ผลผลิตก็ไม่ใช่ของใหม่ ในเมื่อเทคโนโลยีข้างนอกไม่เข้า เจ้าของธุรกิจไม่ยอมลงทุนเพิ่มก็ได้เท่านี้ เราก็กลายเป็นแค่ฐานการผลิต เวลาปีครึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรม จะทำอะไรได้ นอกจากวางทิศทางให้ถูกต้องตรงนั้นสำคัญที่สุด”​

สุรินทร์ มองว่า ที่สุดทิศทางการปฏิรูปหลายอย่างก็ยังอยู่กับราชการ ระบบก็ยังอุ้ยอ้ายอยู่กับเงินเดือนที่ต้องไปเลี้ยงระบบราชการ แทนที่จะไปคิดเรื่องของใหม่วิสัยทัศน์ไปข้างหน้า

ถามว่าในมุมมองที่สัมผัสกับเวทีนานาชาติ ภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยลดลงไปหรือไม่ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า โดยหลักพื้นฐานทั่วไป อำนาจใดก็ตามแต่ที่ไม่มีการตรวจสอบ อำนาจนั้นเสี่ยงที่จะใช้ไปในทางที่ผิด เสี่ยงที่จะใช้ไปในทางลำเอียงหาประโยชน์​เข้าตัวจะเป็นใครกลุ่มไหนก็ตามแต่ นี่เป็นหลักพื้นฐานสากล

“ถามว่าดีขึ้นหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงน้อยลง แต่คนที่เขาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็คือคนเดิมๆ ผู้รับเหมาเดิม ก็ยังบอกเหมือนเดิมครับท่าน แต่ที่จะมาตีแผ่นั้นน้อยลง ส่วนคนที่ทำงานในพื้นที่ ผู้รับเหมาก็บอกไม่ได้ดีขึ้น”

อดีตเลขาธิการอาเซียน มองว่า สำหรับโครงการใหญ่ระดับประเทศ บางเรื่องเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่มีการเปิดสัมปทาน ทำให้คนตระหนักว่า “คลื่น” มีค่า ปัญหาคือแล้วจะเอาแค่ขายคลื่นหรือ แล้วความโปร่งใสที่อยู่ในระบบจะทำให้โปร่งใสหรือไม่ ทั้งเรื่องการกำหนดกฎเกณฑ์ เลือกตัวผู้ที่จะมาขอสัมปทาน ผลประโยชน์​มีอีกมากมาย

การที่เราตระหนักว่าคลื่นมีค่า สองคลื่นรวมกันสองแสนกว่าล้านในระยะเวลา15 ปี นั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้น เพราะทรัพย์สินของรัฐยังมีอีกมากมายที่ไม่ใช่วัตถุ โอกาสนี้จะจัดการอย่างไร รัฐวิสาหกิจจะจัดการอย่างไร หรือสิ่งที่ให้ไปแล้วโดยไม่มีการแข่งขัน จะเอาอย่างไร มีเวลาจำกัดหรือเปล่าเมื่อไหร่จะเรียกคืน ยังมีอีกมากมาย

“ผมคิดว่าโอกาสนี้น่าจะใช้กล้องจุลทรรศน์ ศึกษา สำรวจ ส่อง เอกซเรย์ทุกพื้นที่ ตรวจทุกโครงการ เอกซเรย์ทุกสัญญา สัมปทาน ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ซ่อนเร้นตรงไหน ดูว่ารัฐวิสาหกิจตั้งบริษัทลูก มากมาย ไปแอบซ่อนหรือรั่วไหลหรือไม่ ต้องทำเพราะมีอำนาจพอที่จะทำ”

สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลักของผมก็คือต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ต่างจังหวัดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ต้องกระจายอำนาจให้เขามากขึ้น ให้เขามีส่วนกำหนดชะตาชีวิตมากขึ้น ขณะนี้รวมศูนย์เกินเวลาแล้ว แก้ปัญหาของเราสมัยสู้กับอังกฤษ ฝรั่งเศส นี่มันเป็นร้อยปี แล้วที่เคยต้องรวมประเทศเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศ แต่ระบบเดิมมันยังอยู่ยังรวมศูนย์อยู่ อำนาจตัดสินใจของประชาชนเขาก็ไม่มีส่วน”

 

กระตุ้นศก.ให้ถูกทาง ต้องรู้รากเหง้าปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 09:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/411871

กระตุ้นศก.ให้ถูกทาง ต้องรู้รากเหง้าปัญหา

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ความเป็นอยู่ปากท้องของคนในประเทศยังเป็นประเด็นให้หลายฝ่ายติดตามทิศทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะดำเนินการเพื่อให้เกิดแสงสว่างปลายอุโมงค์ได้อย่างไร

“เกียรติ สิทธีอมร” อดีตผู้แทนการค้าไทย และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนถึงนโยบายแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในภาพรวม ซึ่งน่าผิดหวังจากการประเมินของธนาคารโลก ปีนี้โตเพียง 2% คือ ไทยเป็นที่โหล่ในอาเซียน

ทั้งนี้ จำเป็นต้องนั่งวิเคราะห์ปัญหาเพื่อแก้ให้ถูกจุด ที่ผ่านมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ เข้ามาและมีนโยบายประคองไม่ให้ถอย แต่ปัญหารากเหง้ามันอยู่ตรงไหน และได้แก้หรือยัง ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้ คือ หนี้ภาคประชาชน

เกียรติ ระบุว่า สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของธนาคารโลกในเรื่องนี้ และเมื่อหันมาดูปัจจัยพื้นฐาน คือ น้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนของทุกเรื่อง ทั้งขนส่ง การบริโภค ภาคอุตสาหกรรม เมื่อเวลาที่น้ำมันโลกดิ่งลงมาเร็ว ทำไมน้ำมันในประเทศถึงลงและช้ามาตลอด

“ผมพยายามตามดูที่ลงช้ามันมาจากตรงไหน ปกติในอดีตเคยฟังอ้างอิงราคาตลาด ราคาสิงคโปร์ เมื่อไปไล่ดูกับสิงคโปร์ตอนนี้ ทำไมไทยถึงแพงกว่าสิงคโปร์ ราคาหน้าโรงกลั่นไม่ได้พูดถึงภาษีต่างๆ แพงมาตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึง 20% เมื่อผมทักก็มีการถอยลงมาทีนึง เดี๋ยวก็กลับขึ้นไปไหม่ เป็นอย่างนี้มาตลอด วันนี้ก็ยังแพงกว่าสิงคโปร์”

เกียรติ บอกว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2543 และ 2547 ไทยเคยเจอสองครั้งราคา 30 กว่าเหรียญ/บาร์เรล แต่ไทยขายดีเซลหน้าปั๊ม 14 บาทกว่า แต่ทำไมวันนี้ 20 บาทกว่า เพิ่งลดลง 19 บาทกว่า ไปดูภาษีสรรพสามิต วันนี้เก็บเยอะกว่าปีนั้นถึง 2 บาท เป็น 16 บาท

อย่างไรก็ตาม เบนซิน 95 เมื่อปี 2543 และ 2547 ซึ่งยังไม่มีแก๊สโซฮอล์ ก็เอามาเทียบกันกับตอนนั้นแค่ 19 บาท ทุกวันนี้ 30 บาท ต้องตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้น เมื่อไปไล่ย้อนดูกำไรค่าการกลั่น เพิ่มขึ้น 100 กว่าเปอร์เซ็นต์ ค้าปลีกมีค่าการตลาดสูงกว่าเดิม 30% กำไรโรงกลั่นเพิ่มขึ้นเยอะ

วันนี้ต้องถามน้ำมันโลกลดแล้วประเทศไทยไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยถึงประชาชนและอุตสาหกรรม เกิดอะไรขึ้น ก็ต้องบริโภคของแพง ค่าใช้จ่ายการดำรงชีวิตแพงเกินกว่าความจำเป็น ส่วนอุตสาหกรรมอย่าบอกว่าไม่กระทบ เช่น ค่าขนส่ง วัตถุดิบเกือบทุกสาขา รวมถึงพนักงาน ค่าจ้าง แล้วไทยแข่งไม่ได้ ที่บอกว่าส่งออกไม่ได้ ติดขัด ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาตัวเองหรือไม่ ค่าไฟ ส่วนหนึ่งผลิตจากการใช้น้ำมันเตา ต้นทุนทุกอย่างอยู่ที่พลังงาน

เกียรติ บอกด้วยว่า ทุกวันนี้ไม่เห็นด้วยเลยกับการขึ้นค่าแก๊ส หากยังไม่มีการเปิดต้นทุนปากหลุม แล้วมาบอกว่าขึ้นเพราะตลาดโลกมันแพง แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่มีในประเทศ แล้วส่วนต่างอยู่ในมือใคร รัฐบาลหรือไม่ เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่

“ถ้าไม่ มันไปตกที่ใคร และควรหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ให้ประชาชนใช้ของตามต้นทุนบวกค่าใช้จ่าย ซึ่งหลายประเทศก็ทำแบบนั้น ประเทศที่มีพลังงานอย่างแก๊ส น้ำมัน ส่งออก ประชาชนเขาใช้ถูก ไม่ได้อุดหนุน คือ ประชาชนใช้ลักษณะมีต้นทุนเท่าไหร่ก็บวกค่าบริหารจัดการ แต่แก๊สขึ้นไม่มีคำอธิบายผมไม่เห็นด้วย เพราะกฎหมายไทยระบุว่าประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรในดิน ถึงต้องมีระบบสัมปทาน ไม่เช่นนั้น คุณไปซื้อที่ดินแล้วขุดเจออะไรแล้วเป็นเจ้าของหมด มันไม่ใช่ ซึ่งเหมือนกับหลายประเทศ และไม่ใช่เรื่องแปลก แต่วันนี้ข้อมูลความโปร่งใสมันไม่มี”

ทั้งหมดคนที่ต้องอธิบาย เกียรติ บอกว่า คือ กระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพราะเป็นคนดูราคาน้ำมัน แก๊ส และพลังงาน ที่ขึ้นลง ยังไม่บอกว่าใครผิด แต่ดูตัวเลขกระทรวงเห็นชัดผิดปกติมาหลายเดือน เป็นปี และไม่ใช่ครั้งแรกที่มาทวงถามในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ

เกียรติ ประเมินว่า จากตัวเลขที่พูดมาทั้งหมดคนที่ได้ประโยชน์จากการไม่ลดราคา คือ ผู้ค้าทั้งหมด ซึ่งแสดงว่ามีปัญหาเรื่องบริหารจัดการ ต้องจำไว้ว่าตลาดพลังงานไม่ใช่อ้างอิงกลไกตลาด เพราะว่าคนเป็นเจ้าของ เช่น ตะวันออกกลางหรือประเทศที่มีเป็นคนกำหนดราคา แต่เมื่อไหร่ราคาลงประชาชนต้องได้เต็มๆ ไม่ใช่ได้เฉพาะบางคน ไม่เช่นนั้นแข่งไม่ได้ ตรงนี้คิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องตอบประชาชนให้ได้

เกียรติ ระบุด้วยว่า เมื่อน้ำมันลดหลายคนพยายามโยงไปถึงเรื่องสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ขายไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะยางสังเคราะห์อิงกับราคาน้ำมัน เมื่อน้ำมันลงราคายางสังเคราะห์ก็ลดลงตาม ซึ่ง
ควรเป็นปัจจัยให้ใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น เพราะมันมีหลายสินค้าที่ใช้ยางสังเคราะห์ไม่ได้ เช่น ถุงมือยางที่ใช้ในการผ่าตัด เป็นต้น ซึ่งมันมีอีกเยอะ

เกียรติ ตั้งข้อสังเกตว่า ยางดิบผู้ผลิตมี 3 ประเทศ แต่ผู้ซื้อยางดิบส่วนใหญ่มีไม่กี่บริษัท ทุกครั้งที่ยางดิบราคาลงถามว่ายางรถยนต์ถูกลงหรือไม่ ตรงนี้คือจุดที่ต้องแก้ เมื่อวัตถุดิบถูกลง แต่ทำไมราคาผลิตภัณฑ์ไม่ถูกตาม ถามว่าใครได้ใครเสีย มันมีการฮั้วกันระหว่างผู้ซื้อหรือไม่ ถ้ามีผิดร้องเรียนได้ เพราะมีกลไก องค์การการค้าโลก แต่ไม่เคยมองตรงนั้น

ทั้งนี้ ในแง่สินค้าเกษตรโดยเฉพาะยางมันมีหลายเรื่องที่เอามาใช้ได้ เช่น ผสมทำถนน ขณะเดียวกันการแปรรูปทำน้อยมาก ปล่อยให้คนอื่นทำ ควรทำจริงเสียที ผลิตภัณฑ์ที่เป็นวัสดุก่อสร้างที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบมีเยอะมากในประเทศไทย ณ วันนี้ที่เห็นอยู่มีไม่ถึง 10% ที่มีในโลก ทำไมไม่คิดตรงนี้

เกียรติ มองว่า มีหลายเรื่องที่น่าจะทำได้มากกว่านี้ เพราะถ้าเมื่อทำทุกอย่างแล้วไม่ดีขึ้น ในที่สุดก็ต้องมาดูให้ละเอียด ในตลาดยาง ยกตัวอย่าง เกษตรกร 75% ผลิตแค่ 25% และที่เหลือที่ผลิต 75% คือขาใหญ่ ผลิตน้อยลงกำไรน้อยลง ไม่ตายหรอก อยู่ได้ แต่ขาเล็กแค่ 25% ของผลผลิต แต่มัน 75% ของประชากรชาวสวนยาง ถ้าช่วยแค่นี้ใช้เงินไม่เยอะ

ดังนั้น ต้องเลิกคิดช่วย แล้วต้องช่วยทุกคนไม่ใช่ ไปดูในทุกประเทศได้เลย นโยบายทั้งหมดถ้าช่วยรายเล็กรายน้อยได้ จบแล้ว เขาอยู่ได้ ถ้ามันทำแล้วไม่ขยับในแง่ของตัวราคา ซึ่งมันมีหลายมาตรการ ตอนนี้ยังไม่ลองทั้งหมด ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จ ก็ไปดูรายได้ แล้วประกันรายได้ แต่เป็นชั่วคราว ไม่ใช่ประกันรายได้ทั้งชีวิต แต่ที่ทำชั่วคราวเพื่อให้มีเวลาเข้าไปจัดการกับระบบ

“ใครตอบผมได้บ้างว่าทำไมวันนี้ราคายางรถยนต์ถึงไม่ลดพอมันไม่ลดคุณทำอะไรได้บ้าง ต้องถามตรงนี้ ซึ่งตอบโจทย์ได้ชัดที่สุด และที่บางประเทศไปปลูกอีกประเทศเป็นล้านๆ ไร่ ใน 2-3 ปี ก็จะมีปัญหาอีก ไม่จบแค่วันนี้ ซัพพลายจะออกมาอีก แล้วไทยวางยุทธศาสตร์ไว้อย่างไร ไม่ใช่ยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาขณะนี้ แต่ต้องมองไปข้างหน้าด้วย ถึงเวลานั้นจะทำยังไง การบริโภคไม่ได้นิ่งตามซัพพลายที่เพิ่มขึ้น ไทยเสี่ยงสูงในอนาคต”

สำหรับจุดอ่อนเศรษฐกิจ เกียรติ ฉายภาพว่า มี 4 อย่าง คือ ลงทุน บริโภค การค้า และท่องเที่ยว ด้านลงทุน ไม่ดีใจกับตัวเลขบีโอไอ ถ้าบอกสั้นๆ รีบมายื่นนะ ยื่นหมด แต่ไม่เริ่ม ทำยังไงให้เริ่ม ตรงนี้คิดว่านโยบายบีโอไอทั้งหมดต้องซับซ้อนมากขึ้น เก่งขึ้น มียุทธศาสตร์มากขึ้น ไม่ใช่โซนนิ่ง วันนี้ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าเก่ง ต้องมีธุรกิจและอุตสาหกรรมอะไร ต้องมีความชัดเจนในเรื่องยุทธศาสตร์ ซึ่งยังไม่มี การลงทุน มีตัวเลขดูเหมือนดี แต่ชะลอ จะทำอย่างไรให้ลงจริง

ด้านการค้าระหว่างประเทศ ในปีที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนไป 20% ควรจะช่วยได้เยอะ การเจาะตลาด เช่น จีน อยากค้ากับเขาเดินไปหารัฐบาลกลางอย่างเดียวไม่ได้ รัฐบาลท้องถิ่นมณฑลต่างๆ มีอำนาจในการซื้อ ค้าขาย โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากรัฐบาลกลาง เดินเข้าไปหาหรือไม่ ก็ยังไม่ได้เดินไปหา

“ผมเคยคุยกับรัฐบาลท้องถิ่น เขาพร้อมที่จะซื้อข้าวถุงไทย ไม่ใช่กระสอบ ข้าวถุง ถ้าราคามันได้ ซึ่งถ้าเทียบราคาจริงๆ ไปได้ แต่ยังไม่มีคนเสนอ และไม่รู้มีกี่มณฑล แต่ละมณฑลประชากรประมาณ 30 ล้านคน 50 ล้านคน ตรงนี้ยังไม่ทำ ตลาดละตินอเมริกาก็ยังไม่ได้ทำ ตะวันออกกลางยุทธศาสตร์คืออะไร ก็ยังไม่ได้ทำ”

เกียรติ บอกว่า สมัยเป็นประธานผู้แทนการค้าได้มีการลงนามไว้แล้ว แต่ไม่ได้ทำต่อ เพราะหมดเวลาไปก่อน เขาพร้อมที่จะตั้งศูนย์สำรองอาหาร เกษตร สำหรับตะวันออกกลางไว้ที่บาห์เรน ซึ่งหมายความว่าไทยจะขายได้ปีละ 3 หมื่นล้านบาท สินค้าเกษตร ข้าว น้ำตาล แป้ง เลือกที่ไว้แล้ว แต่เรื่องนี้ดับไป เพราะหมดวาระไปแล้ว แต่ข้อตกลงยังอยู่แต่ไม่มีใครสานต่อ การค้าขายไม่ใช่นั่งรอ

ถ้านั่งรอก็เจอคนไปช็อป เลือกของถูกมากกว่าของดี มากกว่าการให้ราคา การค้าระหว่างประเทศต้องบุก กำลังซื้อประชาชน น้ำมันแพง แก๊สแพง ท่องเที่ยวตัวเลขดีขึ้นยอมรับ คุณภาพได้หรือไม่ ยินดีและดีใจที่ตัวเลขขึ้น แต่จากการฟังผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นมาจากตลาดจีน แต่กำลังซื้อไม่เยอะ ดังนั้นเมื่อเห็นตัวเลขนี้แล้ว มักจะกินแต่ไม่ซื้อ

นอกจากนี้ ก็มีผู้ประกอบการที่ตั้งเองเพราะรองรับนักท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร ร้านนวด รับทัวร์ตัวเอง จัดการยังไง ไม่ถูกกฎหมาย ตรงนี้ให้ได้เต็มเม็ดต้องดูในรายละเอียด แล้วใครได้ กระเป๋าใคร ซึ่งกรณีนี้ไม่ถูก จะจัดการยังไง อย่าดีใจกับตัวเลขอย่างเดียว แหล่งท่องเที่ยวพัฒนาเพิ่มหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ ไทยไม่ควรเป็นที่โหล่

“ปี 2016 เออีซี ซึ่งเป็นกำแพงภาษีในลาว เขมร เวียดนาม เป็นศูนย์ส่วนใหญ่ ถามว่าเป้าการค้าชายแดนต้องเพิ่มหรือไม่ ซึ่งต้องเพิ่มเยอะด้วย แล้วตอนนี้ที่งงที่สุด คือ จีน สิงคโปร์ กว้านซื้อที่ดินติดชายแดนหมดเลย ผมไม่ได้หวง แต่ทำไมเราทำ ส่งเสริมคนของเราให้ทำ ทำให้เร็ว ทำให้รองรับ ซึ่งเรายังขาดยุทธศาสตร์ภาพรวมในการเอาประโยชน์ เออีซีเพิ่มตัวเลขการค้า การลงทุน”

ส่วนการพยายามทำเขตเศรษฐกิจ พิเศษ ไม่ผิดในเรื่องนี้ ส่วนตัวก็คิด แต่วิธีทำอาจไม่เหมือนกัน มันมีรายละเอียด แต่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะไม่เวิร์กเลย หากหน่วยงานรัฐทั้งหมดไม่ไปตั้งอยู่ตรงนั้น ระบบรัฐต้องตามไปกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระบบสนับสนุน ระบบการเงินต้องตามไป ถ้าไม่ตามไปโลจิสติกส์มีไหม ไม่มีใครมาตั้ง ถ้าไม่ขยับ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์เชิงรุกที่สำคัญ จะทำให้การค้าขายไทยเก่งขึ้น ลงทุนมียุทธศาสตร์มากขึ้น ต้นทุนต่ำลง ยังไม่ขยับ

“ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้กล่าวหา แต่ผลที่ตามมาเห็นอยู่ แต่เขาอยู่ชั่วคราว ก็ทำกติกาให้มันจบๆ แล้วเมื่อเข้าสู่ภาวะปกติก็เป็นอีกเรื่อง แต่เวลาอยู่ต้องทำให้เต็มที่ ติดขัดอะไรบอกมาก็พร้อมคุยทุกอย่าง”

 

วุฒิชาติ : เร่งรถไฟเร็วสูง หัวหิน-กรุงเทพฯ-ระยอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/411637

วุฒิชาติ : เร่งรถไฟเร็วสูง หัวหิน-กรุงเทพฯ-ระยอง

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

เป็น 3 โครงการลงทุนยักษ์ใหญ่ระดับหลักแสนล้านบาท/ต่อโครงการ ที่น่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนภายในปีนี้

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร (กม.)/ชั่วโมง จำนวน 2 เส้นทาง คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน มูลค่าลงทุนเบื้องต้น 9.46 หมื่นล้านบาท และเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง มูลค่าลงทุนเบื้องต้น 1.55 แสนล้านบาท รวมทั้งโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด ความเร็วสูงสุด 180 กม./ชั่วโมง มูลค่าลงทุน 4-5 แสนล้านบาท

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ว่า รฟท.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมและรูปแบบการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเส้นกรุงเทพฯ-หัวหิน และเส้นกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งผลการศึกษาจะเสร็จเดือน มี.ค.นี้

จากนั้น รฟท.จะเสนอผลศึกษาและแนวทางการลงทุนโครงการไปให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการพีพีพี) ที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

“เราเริ่มขั้นตอนเสนอโครงการตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2556 แล้ว โดยได้ว่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาและวิเคราะห์โครงการ เช่น รูปแบบการเปิดให้เอกชนร่วมทุน การเปรียบเทียบต้นทุนและความคุ้มค่า ผลกระทบและความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งผลศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือน มี.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการพีพีพีเห็นชอบ โดยทั้ง 2 โครงการจะอยู่กลุ่มโครงการพีพีพี ฟาสต์แทร็กด้วย” วุฒิชาติ กล่าว

วุฒิชาติ ระบุว่า หากคณะกรรมการพีพีพีเห็นชอบแล้ว รฟท.จะตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ พิจารณาแนวทางการคัดเลือกเอกชนมาร่วมลงทุน โดยยืนยันว่า รฟท.จะไม่ใช้วิธีเจรจาตรงกับเอกชนบางรายหรือบางกลุ่มแน่นอน เพราะมีข้อจำกัดมาก แต่จะใช้วิธีเปิดประมูลเป็นการทั่วไป

“เราจะออกประกาศเชิญชวน (ทีโออาร์) ว่ามีใครสนใจลงทุนบ้าง ไม่จำเป็นต้องมีแค่ไทยเบฟ หรือ ซีพี นักลงทุนเยอรมนีและเกาหลีใต้ก็สนใจ ส่วนกลุ่มที่มีศักยภาพและไม่เผยตัวน่าจะมีอีก” วุฒิชาติย้ำ

ขณะที่รูปแบบการเปิดประมูลนั้น วุฒิชาติ กล่าวว่า รฟท.จะให้เอกชนที่สนใจเสนอแนวทาง รูปแบบ และเงื่อนไขการลงทุนเข้ามาให้คณะกรรมการคัดเลือกฯ พิจารณา เช่น รูปแบบการร่วมทุน องค์ประกอบที่เอกชนต้องการให้ภาครัฐสนับสนุน และระยะเวลาการให้สัมปทานที่เหมาะสม ซึ่งทำให้การลงทุนมีความคุ้มค่า โดย รฟท.จะใช้ผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาเป็นกรอบ และว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินมาร่วมพิจารณาข้อเสนอเอกชนด้วย

“เราอยากจะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้ง 100% โดย รฟท.มีหน้าที่สนับสนุนเขตทางในการลงทุน ซึ่งจะคู่ขนานไปกับแนวรถไฟเดิม แต่อาจมีการเวนคืนที่ดินบ้างในบางจุดที่ตัดผ่านชุมชน ในขณะที่เงื่อนไขที่เอกชนเสนอมาทุกฝ่ายต้องรับได้ คือ นักลงทุนเขาก็ต้องมีกำไร แต่กำไรต้องไม่เวอร์ รฟท.ก็ต้องได้ประโยชน์ และประชาชนต้องสะดวก อย่างไปหัวหินจะใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว แทนที่จะขับรถซึ่งใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ค่าตั๋วต้องไม่แพงไป เพราะถ้าแพงคนก็ไม่ขึ้น สุดท้ายก็เจ๊ง”

วุฒิชาติ ระบุว่า รถไฟความเร็วสูงเฟสแรกกรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-ระยอง จะต้องเกิดให้ได้ จากนั้นจะเป็นการลงทุนส่วนต่อขยายในอนาคต เช่น ขยายรถไฟความเร็วสูงไปถึงหาดใหญ่ เพราะเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนเต็มตัวในอนาคต เชื่อว่าปริมาณผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมาก แต่ในระหว่างนี้ก็จะใช้รถไฟทางคู่ราง 1 เมตรไปก่อน

ในส่วนความคืบหน้าการเจรจารถไฟไทย-จีน วุฒิชาติ ระบุว่า ขณะนี้แบบก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 80-90% แต่ยังต้องปรับลดแบบบางรายการ เช่น สถานีบางแห่งจีนออกแบบใหญ่เกินไป ซึ่งต้องเจรจาลดขนาดลงมา รวมทั้งค่าจ้างแรงงานที่จีนเสนออัตราค่าแรงมา 800-900 บาท/วัน ในขณะที่บ้านเราค่าแรง 300 บาท/วัน ก็ได้ขอให้ลดลงมา ส่วนเรื่องดอกเบี้ยก็ตกลงกันได้แล้ว ดังนั้น โครงการก็น่าจะเริ่มต้นลงทุนได้ในไม่ช้า

วุฒิชาติ กล่าวว่า สำหรับรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-สระแก้ว ในวันที่ 27 ม.ค.นี้ จะมีการเปิดเดินรถขนส่งสินค้านำร่องช่วงกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุนระหว่าง รฟท.-ญี่ปุ่น-เอกชนไทย ขณะที่บริษัทร่วมทุนอาจทำหน้าที่ขยายการลงทุนรถไฟทางคู่ตลอดแนวเส้นทาง ซึ่งตรงนี้รัฐบาลไทยกำลังเจรจากับญี่ปุ่นอยู่ว่าใครจะลงทุน