ทองเปิดตลาดร่วง 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578099

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2559 09:42

 

ราคาทองเปิดตลาดลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,905.08 ขายออกบาทละ 20,700 บาท…

วันที่ 16 ก.พ. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200.00 บาท ขายออกบาทละ 20,300.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,905.08 บาท ขายออกบาทละ 20,700.00 บาท.

สบน.กู้เงินชดเชยขาดดุลพรวด 700%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577980

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2559 06:15

 

นายธีรัชย์ อัตนวานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ 31 ธ.ค.58 ราว 6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 44.36% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมูลค่าจีดีพีปี 58 เท่ากับ 13 ล้านล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือน ธ.ค.58 เพิ่มขึ้นสุทธิ 29,358.39 ล้านบาท โดยการเปลี่ยนแปลงของหนี้สาธารณะมีรายละเอียด ดังนี้ หนี้ของรัฐบาล 4.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 31,365 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 57,133 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นการลงทุนไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 59 (ต.ค.-ธ.ค.58) ทำให้การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ สบน.ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลมากขึ้น โดยมีอัตราการเพิ่มมากกว่า 700%

อีกทั้งยังมีการกู้เงินเพื่อการลงทุนจากแหล่งเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศ 6,784.83 ล้านบาท โดยมีรายการดังนี้ 1.การกู้เงินเพื่อให้กู้ต่อ 1,573.83 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1,394.44 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีเขียว และสายสีม่วง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 174.85 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงทางรถไฟที่ไม่ปลอดภัย 8 เส้นทาง และรถไฟชานเมืองสายสีแดง และกรมทางหลวง 4.54 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร 2.การกู้เงินบาททดแทนการกู้เงินตราต่างประเทศ 5,211 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังมีการชำระหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 47,771 ล้านบาท การชำระหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ โดยใช้เงินจากบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 11,291.86 ล้านบาท ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 323 ล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 532,268.78 ล้านบาท ลดลง 2,203.27 ล้านบาท.

แก๊งโกงข้าวจีทูจีไม่รอด ฟ้องเรียกค่าเสียหายไม่หมดอายุความ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577979

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2559 06:01

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้กระทรวงฯได้รับแจ้งจากสำนักงานอัยการสูงสุด ถึงความคืบหน้าคดีการทุจริตขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 22 รายแล้ว โดยยืนยันว่าคดีความในส่วนของเอกชน 15 ราย สามารถการฟ้องอาญาพ่วงแพ่งได้เลย และคดีทางแพ่งจะไม่หมดอายุความ เพราะต้องรอให้การพิจารณาคดีอาญาเสร็จสิ้นก่อน ซึ่งจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะนัดไต่สวนนัดแรกวันที่ 2 มี.ค.นี้ นำไปประกอบไว้ในสำนวนด้วย

สำหรับการเรียกร้องค่าเสียหายในการทุจริตขายข้าวจีทูจีได้คำนวณแล้ว โดยมีมูลค่าที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนักการเมือง เอกชน และข้าราชการ ราว 20,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังมีระเบียบในการคิดคำนวณว่าจะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้ง 22 คนในอัตราคนละเท่าใด แต่ที่แน่ๆนายบุญทรง น่าจะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายมากที่สุด ส่วนรายอื่นๆ ค่าเสียหายจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นตัวหลัก และได้รับประโยชน์จากการทุจริตในครั้งนี้ และเมื่อกระทรวงการคลังกำหนดค่าเสียหายที่จะฟ้องร้องจากแต่ละบุคคลแล้ว กรมการค้าต่างประเทศ จะตั้งคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เพื่อเรียกชดใช้ค่าเสียหาย หากผู้ที่ถูกฟ้องร้องเห็นว่าไม่ถูกต้อง สามารถอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้ ล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้ว่าจ้างสำนักงานกฎหมายและทนายความชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ ให้ช่วยต่อสู้ในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูก ป.ป.ช. กล่าวหาว่า ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวจนเกิด ความเสียหาย และคดีการทุจริตขายข้าวจีทูจี เพราะขณะนี้ทั้ง 2 คดีเริ่มเข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว.

ไม่รีบเลิกแก๊สโซฮอล์ 91

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577973

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2559 05:45

 

พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วย รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า วันที่ 24 ก.พ.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยวาระสำคัญที่จะมีการพิจารณากำหนดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ประจำเดือน ก.พ. ภายหลังประกาศให้ลอยตัว ราคาแบบมีเงื่อนไข

ด้านนายวิฑูรย์ กุลเจริญรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า นโยบายกระทรวงพลังงานที่ทำส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ให้แตกต่างจากแก๊สโซฮอล์ 91 ขณะนี้เพียง 0.42 บาทต่อลิตร เพื่อปูทางในการยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 เพื่อลดหัวจ่ายน้ำมันกลุ่มเบนซินลงมานั้น

ทางผู้ค้าน้ำมันมองว่า ปั๊มน้ำมันในประเทศไทยมีหัวจ่ายมากผิดปกติ ล่าสุดพบว่าผู้ประกอบการบางราย อาทิ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัท เชลล์ ในประเทศไทย จำกัด ได้จำหน่ายน้ำมันเกรดพรีเมียม ราคาสูงกว่า 3 บาทต่อลิตร จึงชี้ให้เห็นว่าหัวจ่ายน้ำมันมีเพียงพอ นโยบายการยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการแต่อย่างใด โดยควรปล่อยให้เป็นกลไกเสรี ส่วนการนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ล่าสุด ปตท.ได้ทำหนังสือมาหารือเพื่อการนำเข้าแอลพีจีเข้ามาแล้วขอส่งออกไปต่างประเทศ เพราะขณะนี้คลังแอลพีจีส่วนขยายของ ปตท. กำลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือน เม.ย.นี้ ที่มีความสามารถนำเข้า 250,000 ตันต่อเดือน ในขณะที่การนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ ขณะนี้มีปริมาณลดลง.

ตลาดหลักทรัพย์มีเป้าไว้พุ่งชนปี 63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577972

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2559 05:30

 

เพิ่มมาร์เก็ตแคป 150% ของจีดีพี ยอดซื้อขาย 1 แสนล้านบาทต่อวัน

นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภายในปี 2563 ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าว่าจะมีขนาดมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมอยู่ที่ 150% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) จากปัจจุบันที่มาร์เก็ตแคปอยู่ราว 94% ของจีดีพี หรือราว 12.18 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราที่ปรับตัวลดลงจากปีก่อน ที่มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวขึ้นไปสูงสุดถึง 120% ของจีดีพีเมื่อช่วงต้นปี 58 ซึ่งมีมูลค่ามาร์เก็ตแคป 15.03 ล้านล้านบาท ซึ่งการปรับตัวลดลงดังกล่าวเป็นไปตามภาวะตลาดหุ้นไทยที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนดัชนีปรับตัวลงจาก 1,650 จุด ลงมาเหลือที่ 1,300 จุดต้นๆ แม้จะมีบริษัทจดทะเบียนใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นแต่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปไม่มาก

“พันธกิจของเราคือ ภายในปี 2020 ตลาดหลักทรัพย์จะต้องมีมูลค่ามาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นเป็น 150% ของจีดีพี หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งระดับดังกล่าวก็น่าจะต้องมียอดซื้อขายหรือวอลุ่มเทรดราว 100,000 ล้านบาทต่อวันตลาดหลักทรัพย์จึงต้องวางแผนให้สามารถไปถึงเป้าหมาย”

นายสันติกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าใหม่ปี 59 ราว 30-40 บริษัท โดยช่วงปลายไตรมาส 1 ปีนี้น่าจะเริ่มมี บจ.ใหม่เข้ามาระดมทุนมากขึ้น สาเหตุที่ช่วง 1-2 เดือนแรกของปียังไม่มี บจ.ใหม่เข้ามา

เนื่องจากภาพรวมของเศรษฐกิจและภาวะตลาดหุ้นยังคงชะลอตัว อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าสถานการณ์ต่างๆจะค่อยๆคลี่คลาย และมั่นใจว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะมีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปมากกว่า 20,000 ล้านบาท เข้ามาจดทะเบียน เนื่องจากบริษัทเหล่านี้เริ่มอยู่ในกระบวนการบ้างแล้ว

“ตอนนี้เรามี บจ.จำนวน 633-634 บริษัท แต่การเพิ่มจำนวน บจ.ไม่สำคัญเท่ากับการเพิ่มมาร์เก็ตแคป ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่ามาร์เก็ตแคปของเราปรับตัวลดลงตามภาวะตลาด ส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกไป ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนการลงทุนหรือการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยเพียง 30% ถือว่าน้อยที่สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งคงไปห้ามการเคลื่อนย้ายเงินทุนไม่ได้ แต่เราก็ต้องทำให้ตลาดเรามีสินค้าที่น่าสนใจลงทุน สามารถสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ดี”.

‘ภาษีบุหรี่’ ปรับขึ้นเต็มเพดาน ช่วย ‘สิงห์อมควัน’ ลด-ละ-เลิก ได้จริงหรือ?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577675

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2559 05:30

 

บรรดาสิงห์อมควันต้องกระอัก! หลังจาก ราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้กฎกระทรวงขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่จาก 87% เป็น 90% โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบัน และเป็นการสนับสนุนนโยบายควบคุมการบริโภคยาสูบของรัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่า ภาษีที่เก็บจากบุหรี่ หรือที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “ภาษีบาป” นั้น คืออะไร? และ มีที่มาอย่างไร? วันนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” จะมาไขข้อข้องใจเรื่องดังกล่าว…

ภาษีบาป (Sin tax) เป็นคำเรียกอย่างไม่เป็นทางการของภาษีที่จัดเก็บจากสุราและยาสูบ อันเป็นกิจกรรมที่รัฐบาลหลายๆ ประเทศไม่ต้องการสนับสนุน และอยากให้ประชาชนละเลิก หรือลดอบายมุขดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ใช้ไม้แข็งถึงขั้นสั่งให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพียงแต่กำหนดให้เป็นมาตรการห้ามปรามแบบเบา

สำหรับประเทศไทย มีความพยายามที่จะควบคุมยาสูบมาตั้งแต่ ปี 2532 จากการตั้งคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ และตั้งสำนักควบคุมยาสูบ กระทรวงสาธารณสุขในอีก 2 ปี ถัดมา ก่อนจะออกกฎหมายควบคุมโฆษณา และส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ และการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะในปี 2535

แต่ปัญหาที่พบ คือ กระทรวงสาธารณสุข ขาดงบประมาณจัดสรรเพื่อนำมาควบคุม จนกระทั่งได้แนวคิดที่จะนำภาษียาสูบ มาเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมยาสูบและส่งเสริมสุขภาพในเรื่องอื่นๆ ประกอบกับเมื่อปี 2539 กระทรวงการคลังได้ริเริ่มนโยบายการเงินการคลังเพื่อสังคม จึงมีแนวคิดให้หลักประกันสุขภาพเมื่อประชาชนเจ็บป่วย บวกกับการจัดตั้งองค์กรอิสระ เพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. นั่นเอง

ตามกฎหมายได้กำหนดให้บริษัทบุหรี่และสุรา จ่ายภาษีสรรพสามิตเพิ่มอีกร้อยละ 2 ทุกครั้งที่เสียภาษี เพื่อนำเข้า สสส. หรือถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพ คือ ถ้าปกติเก็บอยู่ 100 บาท ก็จะเก็บเพิ่มอีก 2 บาท รวมเป็น 102 บาท ซึ่งเงิน 2 บาท ก็จะเข้าสู่ สสส. ขณะที่รัฐก็รับ 100 บาทเท่าเดิม

จนมาถึงยุคของรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีการตั้งสถานีวิทยุไทยพีบีเอส ขึ้นมา และบวกค่าภาษีในส่วนนี้เพิ่มอีก 1.5% เพื่อนำเข้าสู่สถานีวิทยุดังกล่าว และล่าสุดในรัฐบาลยุคนี้ได้จัดการตั้งกองทุนกีฬาขึ้นมา พร้อมผ่านกฎหมายเพิ่มค่าเก็บภาษีไปอีก 2% เพื่อสนับสนุนทุนกีฬาอีกด้วย

ภาษีเพิ่มพูน ลดจำนวนสิงห์อมควัน จริงหรือ?

เห็นได้ว่า เมื่อปี 2524 ภาษีบุหรี่ได้มีการปรับขึ้นไปอีกหลายเท่า ซึ่งเป็นผลมาจากช่วงเริ่มต้นการรณรงค์ควบคุมการบริโภคยาสูบในไทย ในปี 2525 บุหรี่มีราคาเฉลี่ยจากซองละ 7 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 10 บาท และเป็น 12 บาท ภายในเวลา 2 ปี และผลที่ได้คือยอดจำหน่ายบุหรี่ลดลงจาก 1,493 ล้านซอง เป็น 1,037 ล้านซอง แสดงให้เห็นถึงอัตราคนสูบบุหรี่ที่ลดลง

ต่อมา ระหว่างปี 2526-2529 ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยตกต่ำอย่างหนัก ยอดขายบุหรี่ก็โดนผลกระทบไปไม่น้อยเช่นกัน แต่หลังจากที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว นับตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา ยอดจำหน่ายบุหรี่ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตาม ถึงแม้ในปี 2533 จะมีการปรับราคาบุหรี่ เพิ่มขึ้นเป็นซองละ 13 บาท

ขณะที่ ในปี 2534 จำนวนผู้สูบบุหรี่เอง ก็มีค่าเฉลี่ยการสูบต่อวันเพิ่มขึ้น เป็นวันละ 12 มวน จากเดิมวันละ 10 มวน และมีจำนวนร้อยละ 60 สูบ ที่สูบต่ำกว่าวันละ 10 มวนต่อวัน

ระยะหลัง ยอดจำหน่ายบุหรี่ที่ผลิตโดยโรงงานยาสูบ มีอัตราการเติบโตที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลขึ้นภาษี เมื่อช่วงปลายปี 2536 จนถึงกลางปี 2537 ประกอบกับ บุหรี่ต่างประเทศได้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปอีกส่วนหนึ่ง ทำให้โรงงานยาสูบเริ่มหันไปจับตลาดบุหรี่ต่างประเทศ เพื่อรองรับบุหรี่ไทยในยุโรปตะวันออกและประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

กระทั่ง ในวันที่ 9 ก.พ.2559 ได้มีการประกาศใช้ กฎกระทรวง กําหนดอัตราค่าแสตมป์ยาสูบ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในช่องรายการและช่องอัตราภาษีของ (1) ในรายการ 2 ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าแสตมป์ยาสูบ พ.ศ. 2555 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(1) บุหรี่ซิกาแรต 90 หนึ่งกรัม เศษของหนึ่งกรัมให้นับเป็นหนึ่งกรัม 1.10”

ข้อ 2 กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

พร้อมทั้งได้มีการปรับภาษีทั้งสองขา คือ ในส่วนการคิดภาษีจากราคา จากเดิมคิดที่ 87% ก็ขึ้นเต็มเพดานที่ 90% และการคิดภาษีในส่วนปริมาณ จากเดิมเก็บ 1 บาทต่อกรัม ขึ้นเป็น 1.1 บาทต่อกรัม ซึ่งจะส่งผลให้บุหรี่ที่ขายในประเทศปรับขึ้นราคาอีก 5-10 บาทต่อซอง เช่น บุหรี่กรองทิพย์ปัจจุบันขายอยู่ 60 บาทต่อซอง และการปรับครั้งนี้มีผลให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นอีก 10 บาทต่อซอง หรือราคาจะอยู่ที่ 70 บาทต่อซอง ส่วนบุหรี่ที่นำเข้าจากจีน ที่มีราคาขาย 20-30 บาทต่อซอง จะปรับขึ้นประมาณ 5-10 บาท

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยกับ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ด้วยว่า หลักการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่นั้น เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการให้ผู้บริโภคลดจำนวนการสูบลง โดยเฉพาะจำนวนผู้สูบหน้าใหม่ ส่วนรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นผลพลอยได้ คาดว่า จะได้รายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.2 หมื่นล้าน ถึง 1.5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้การขึ้นภาษีบุหรี่ในครั้งนี้ จะสร้างรายได้ให้กรมสรรพสามิตถึงหมื่นกว่าล้านบาท แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า? รัฐบาลต้องจ่ายปีละกว่าแสนล้านบาท สำหรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีต้นเหตุมาจากบุหรี่ ซึ่งไม่ว่าจะคิดมุมไหน ก็ดูเป็นตัวเลขที่ก็หาคำว่า “คุ้มค่า” ไม่เจอ

ฉะนั้นแล้ว ยิ่งทำให้คนเลิกสูบบุหรี่ หรือสูบน้อยลงได้มากเท่าไร ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ส่งผลดีต่อสุภาพคนไทย ช่วยลดความสูญเสียจากภัยของบุหรี่มากขึ้นเท่านั้น.

อ่านเพิ่มเติม

ครม.ไฟเขียวขึ้นภาษีบุหรี่ 90% ทำราคาขยับซองละ 5-10 บาท มีผล 10 ก.พ.นี้

สรรพสามิต ยัน ยังไม่ขึ้นภาษีเหล้า-เบียร์ หลัง รัฐเก็บภาษีบุหรี่เพิ่ม

สรรพสามิต ไม่พบกักตุนบุหรี่ ผู้ค้า โอด ศก.ไม่ดี แย่หนักปรับขึ้นราคา

ธปท.ชี้เช็คเด้งลดวูบเหลือแค่ 5.7 หมื่นใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577966

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2559 05:15

 

ส่งสัญญาณเศรษฐกิจประเทศเริ่มฟื้นตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ธปท.ได้รายงานการเรียกเก็บเงินตามเช็คทั่วประเทศ ในเดือน ม.ค.59 ว่า มีปริมาณเช็คเรียกเก็บรวม 5.34 ล้านใบ ลดลง 428,000 ใบจากเดือนก่อนหน้า หรือลดลง 7.42% มีมูลค่ารวม 2.93 ล้านล้านบาท ลดลง 334,000 ล้านบาท หรือลดลง 10.23% ในจำนวนนี้มีปริมาณเช็คเด้งรวม 57,000 ใบ ลดลง 6,491 ใบ หรือลดลง 10.23% มีมูลค่าเช็คเด้งรวม 8,650 ล้านบาท ลดลง 810 ล้านบาท หรือ 8.56% โดยแบ่งเป็น เช็คเด้งในกรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุด 30,100 ใบ คิดเป็นสัดส่วน 0.8% ของเช็คเรียกเก็บรวม มีมูลค่า 5,630 ล้านบาท คิดเป็น 0.2% ของเช็คเรียกเก็บรวม ตามด้วยเช็คเด้งข้ามเขตจังหวัด 18,000 ใบ คิดเป็น 2.2% มูลค่า 1,580 ล้านบาท คิดเป็น 2.0% และเช็คเด้งในเขตภูมิภาค 8,762 ใบ คิดเป็น 1.0% มูลค่า 1,430 ล้านบาท คิดเป็น 0.5%

สำหรับปริมาณและมูลค่าเช็คที่ลดลงนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น เพราะสัดส่วนเช็คเด้งต่อเช็คเรียกเก็บรวมยังต่ำ สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของภาวะเศรษฐกิจ แม้สาเหตุส่วนหนึ่งที่เช็คเด้งลดลงเป็นเพราะปริมาณการใช้เช็คลดลงเมื่อเทียบกับการชำระเงินช่องทางอื่น คาดว่าหากเศรษฐกิจปีนี้ฟื้นตัวได้ แนวโน้มเช็คเด้งจะลดลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี

หากเปรียบเทียบเช็คเด้งเดือน ม.ค.59 กับเดือน ม.ค.58 พบว่าปริมาณเช็คเด้งลดลง 7,062 ใบ หรือ 11.03% จาก 64,000 ใบ เหลือ 57,000 ใบ ส่วนมูลค่าเช็คลดลง 420 ล้านบาท หรือ 4.63% จาก 9,070 ล้านบาท เหลือ 8,650 ล้านบาท.

ดัชนีเศรษฐกิจ 16/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577940

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2559 05:01

 

ลุ้นไปต่อ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577945

โดย อินเด็กซ์ 51 16 ก.พ. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 15 ก.พ.59 ปิดที่ 1,288.40 จุด เพิ่มขึ้น 11.91 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 30,612.43 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 307.88 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด TASCO ปิด 22 บาท ลบ 4.90 บาท, PTT ปิด 235 บาท บวก 5 บาท, PTTEP ปิด 58 บาท บวก 2.50 บาท, TOP ปิด 59 บาท บวก 1 บาท และ ADVANC ปิด 167 บาท บวก 0.50 บาท

หุ้นไทยปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่รีบาวน์กลับตัวขึ้นมาแรง แต่มูลค่าการซื้อขายยังคงเบาบางเพราะนักลงทุนมีความระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น โดยยังคงเป็นการเลือกเข้าซื้อหุ้นรายตัวที่มีข่าวดีหรือมีปัจจัยบวกเข้ามาหนุน

บล.เคทีซีมิโก คาดหุ้นไทยมีโอกาสบวกต่อได้ แต่ยังต้องดูทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศเป็นหลัก แนะกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น แนะเก็งกำไรสั้นในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก พร้อมกับประเมินแนวรับ 1,274 จุด แนวต้าน 1,300 จุด แนวต้านถัดไป 1,313 จุด

ปิดท้ายมีข่าว “เกศรา มัญชุศรี” ผู้จัดการตลาดหุ้นมองแนวโน้มหุ้นไทยปีนี้น่าจะผันผวนน้อยกว่าปีก่อน มองการลงทุนระยะยาวยังน่าลงทุน หลังบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ยังมีสภาพคล่อง และมีการขยายธุรกิจโดยเข้าซื้อกิจการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างประเทศ ที่เข้ามากระทบการลงทุน ขณะที่มองว่าค่าเงินบาทปีนี้น่าจะผันผวนอ่อนค่าน้อยลงกว่าปีก่อน หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่วนปัญหาสถาบันการเงินในยุโรป กรณีปัญหาฐานะของธนาคารดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) ที่อาจไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ด้อยสิทธิได้ น่าจะกระทบต่อค่าเงินยูโร ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโร

ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงเป็นผลประกอบการรวมงวดปี 58 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยออกมาในช่วงนี้ โดยหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ออกมาถือว่า ไม่เลวร้าย ส่วนหุ้นกลุ่มน้ำมันไม่ค่อยดีนัก จากการขาดทุนสต๊อกน้ำมันที่ราคาลดลง อย่างไรก็ตาม แนะนำนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนช่วงนี้ ต้องเน้นลงทุนระยะยาว โดยเน้นหุ้นปันผลเป็นหลัก

ด้าน “สันติ กีระนันทน์” รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เผยว่า มาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ที่ 94% ของจีดีพี หรือมีมูลค่า 13 ล้านล้านบาท โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท/ขณะที่ปี 60 คาดมาร์เก็ตแคปจะแตะ 120% ของจีดีพีได้ ภายใต้การเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น มองเสถียรภาพการเมืองในประเทศ หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงปีหน้า จะช่วยหนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามากขึ้น!!

อินเด็กซ์ 51

คปภ.จับตากลุ่มรับจ้างเคลมประกันภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577962

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2559 05:01

 

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจประกันชีวิต เพื่อดูแลประชาชนที่ทำประกันชีวิต จึงต้องการให้ภาคธุรกิจร่วมมือกับ คปภ.ในการแก้ไขปัญหา

ปัญหาดังกล่าวมี อาทิ กรณีที่มีกลุ่มบุคคลรับจ้างทำเคลมค่าสินไหมประกันภัย ด้วยการอาศัยช่องทางของกฎหมาย และความยุ่งยากของการเคลมประกันภัย มาทำธุรกิจคิดค่าคอมมิชชั่นจากความเดือดร้อนของชาวบ้าน การรับจ้างทำเคลมบ่อยครั้งจนผิดปกติ อาจจะเข้าข่ายการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีการควบคุมขบวนการเหล่านี้ จะเป็นตัวกัดเซาะอุตสาหกรรมประกันภัยทั้งระบบให้ได้รับความเสียหาย ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในระบบประกันภัย ทำให้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง และในส่วนของ คปภ. กำลังจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด.