หัวเว่ยเปิดตัว 5 โครงการใหม่กรุยทางสู่การเปลี่ยนโฉมสู่ระบบดิจิตอลของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอนและปักกิ่ง–17 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เปิดกว้าง ประสานความร่วมมือ และแบ่งปันความสำเร็จเพื่ออุตสาหกรรมอันสดใส

หัวเว่ย เปิดตัว 5 “โครงการริเริ่มขนาดใหญ่ (Big Initiatives)” ของบริษัทสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิตอล นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้รับรองแพลตฟอร์มแบบเปิดสำหรับการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมประสบความสำเร็จไปพร้อมๆกัน และยังเปิดตัวโซลูชั่นนวัตกรรมสำหรับ 4.5G อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) วิดีโอ 2K/4K และ Safe City โครงการริเริมขนาดใหญ่และโซชูชั่นนวัตกรรมเหล่านี้ถือเป็นพันธกิจในระยะยาวของหัวเว่ยเพื่อสร้างโลกที่มีการเชื่อมโยงที่ดีกว่าผ่านการทำงานร่วมกันภายในวงการ

หัวเว่ยคาดว่า ตลาดอุตสาหกรรมวิดีโอจะมีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดคลาวด์สำหรับองค์กรจะมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การเชื่อมต่อของ IoT คาดว่า จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า และยังก่อให้เกิดโอกาสอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคม โครงการริเริ่มขนาดใหญ่ของหัวเว่ยได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ โดยทั้ง 5 โครงการริเริ่มขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วย บิ๊กวิดีโอ-จากทุกที่, บิ๊กไอที-ความเป็นไปได้,บิ๊กโอเปอเรชั่น-ความคล่องตัว, บิ๊กอาร์คิเทคเจอร์-ความยืดหยุ่น, บิ๊กไปป์-มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

การเปลี่ยนโฉมไปสู่ดิจิตอลนับเป็นกลไกใหม่สำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และยังจะเพิ่มอำนาจด้านนวัตกรรมให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ” วิลเลียม ซู ผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การตลาดเชิงกลยุทธ์ของหัวเว่ยในลอนดอนกล่าว “หัวเว่ยจะเดินหน้าเปิดศักยภาพใหม่ๆของแพลตฟอร์มต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมมีศักยภาพในการสร้างระบบนิเวศแบบเปิด ให้ความร่วมมือระหว่างกัน และเป็นอุตสาหกรรมแบบวิน-วิน เพื่อเร่งการเปลี่ยนโฉมไปสู่ระบบดิจิตอล”

หัวเว่ยได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการแบบเปิดร่วมกับพันธมิตรเพื่อร่วมมือกันสร้างสรรค์นวัตกรรม สนับสนุนการให้บริการใหม่ๆในเชิงพาณิชย์ โดยห้องปฏิบัติการมากกว่า 10 แห่งทั่วทั้งจีน ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆได้นำมาซึ่งพันธมิตรกว่า 600 ราย สำหรับกลุ่มนักพัฒนานั้น หัวเว่ยได้สร้างแพลตฟอร์ม eSDK ที่นำเสนอเครื่องมือพัฒนาที่มีความยืดหยุ่นและใช้งานง่ายตลอดจนบริการสนับสนุน บริษัทยังได้เปิดตัวโปรแกรมสนับสนุนนักพัฒนามูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่อำนวยความสะดวกต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม สำหรับการเปลี่ยนโฉมไปสู่ระบบดิจิตอลของอุตสาหกรรมในแนวตั้งนั้น หัวเว่ยได้ร่วมมือกับที่ปรึกษาและพันธมิตรด้านซอฟต์แวร์ในการสร้างระบบนิเวศเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมบางประเภท เพื่อจัดหาโซลูชั่นที่ครบวงจรให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การขนส่ง พลังงาน ภาครัฐ และการเงิน หัวเว่ยยังสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับทั้งพันธมิตรต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อช่วยให้พันธมิตรเหล่านี้สามารถปรับตัวเข้ากับแนวโน้มด้านโทรคมนาคมแบบใหม่ เช่น การปฏิบัติการของ 5G, SDN/NFV และระบบดิจิตอล

หัวเว่ยได้พัฒนาโซลูชั่นแพลตฟอร์มแบบเปิดสำหรับวิดีโอ 2K/4K ซึ่งรวบรวมคอนเทนท์และสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมในบริการด้านวิดีโอ ส่วนในระบบบคลาวด์คอมพิวติ้งนั้น หัวเว่ยได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพื่อนำเสนอบริการคลาวด์ โดยกลยุทธ์เกี่ยวกับคลาวด์ของหัวเว่ยจะเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรในการสร้างระบบนิเวศคลาวด์แบบเปิด โดยหัวเว่ยจะเน้นไปที่การสร้าง IaaS, การดำเนินการให้ PaaS ใช้งานได้ และ รวบรวม SaaS เพื่อมอบอำนาจให้กับพันธมิตรของเราในการสร้างมูลค่าด้วยแอปพลิเคชั่นและการสร้างมูลค่าในระดับสูงด้วยการผลักดันจากข้อมูล

หัวเว่ยให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักของบริษัทและมุ่งมั่นเรื่องการเพิ่มอำนาจให้กับการเปลี่ยนโฉมไปสู่ระบบดิจิตอลของผู้ให้บริการโทรคมนาคมด้วยการลงทุนด้านกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าความพยายามในการเน้นไปที่กลยุทธ์ระยะยาวและความมุ่งมั่นจะนำไปสู่ความสำเร็จครั้งใหม่” ไรอัน ติง ผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการและประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชันของหัวเว่ยในปักกิ่งกล่าว

ในงาน Mobile World Congress (MWC) ที่กำลังจะมีขึ้น หัวเว่ยจะนำเสนอนวัตกรรมต่างๆ อาทิ 4.5G, IoT, และโซลูชั่น Safe City ของบริษัท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลกและธุรกิจอื่นๆบรรลุเป้าหมายเรื่องความคล่องตัว การเร่งการเปลี่ยนแปลง และการประสบความสำเร็จทางธุรกิจในยุคดิจิตอล

4.5G จะนำเสนออัตราข้อมูลบรอดแบนด์ไร้สายที่อัตราความเร็วถึง 1,000 Mbit/s ซึ่งช่วยให้สามารถส่งข้อความเสียงความชัดเจนสูง วิดีโอ 2K/4K HD และประสบการณ์เสมือนจริงได้จากทุกที่ นอกจากนี้ 4.5G ยังจะช่วยทำให้ IoT มีความเป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น และช่วยให้บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมต่างๆขยายตัวไปสู่ตลาดอุตสาหกรรม  ในขณะที่ GigaRadio ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของหัวเว่ยที่จะเปิดตัวในงาน MWC ปีนี้เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับ 4.5G โดย GigaRadio จะถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นวงกว้างในปี 2559 และจะช่วยเร่งการใช้งาน 4.5G ไปทั่วโลก

โซลูชั่น IoT ของหัวเว่ยจะช่วยผลักดันการเปลี่ยนโฉมไปสู่ระบบดิจิตอลของบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับครัวเรือนของผู้ให้บริการโทรคมนาคมได้ด้วยการทำให้ระบบบ้านอัจฉริยะกลายเป็นจริง ส่วนเทคโนโลยี Narrow Broadband IoT (NB-IoT) บนพื้นฐาน LTE ของหัวเว่ยจะช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถนำเสนอ IoT ผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ในทุกที่ เทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆในเรื่องเครื่องมือวัดแบบอัจฉริยะ การติดตามทางโลจิสติกส์ และเมืองอัจฉริยะ

โซลูชั่น Safe City ของหัวเว่ยใช้เทคโนโลยี IoT และระบบเคลื่อนที่ความเร็วสูง (MBB) ล่าสุดในการนำเสนอระบบการรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะบนพื้นฐานวิดีโอสำหรับเมืองต่างๆ ระบบเหล่านี้จะช่วยให้ภาครัฐและเจ้าหน้าที่เทศบาลสามารถป้องกันวิกฤตและปรับปรุงเรื่องการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดีขึ้น ปัจจุบัน โซลูชั่น Safe City ของหัวเว่ยได้รับการติดตั้งในกว่า 100 เมืองในกว่า 30 ประเทศ

ข้อมูลจากการคาดการณ์ระบุว่า ภายในปี 2568 จำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์รายใหม่ๆจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 พันล้านราย และอุปกรณ์ต่างๆกว่า 1 แสนล้านชิ้นจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบดิจิตอล และการบริโภคข้อมูลต่อบุคคลจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 500 เท่า โลกดิจิตอลและโลกความเป็นจริงจะรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคจะต้องการประสบการณ์แบบ ROADS (Real-time, On-demand, All-online, DIY, และ Social) เป็นบรรทัดฐานใหม่

เพื่อให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมสามารถนำเสนอประสบการณ์ ROADS และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้นั้น อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเหล่ายี้ จะต้องเพิ่มวิสัยทิศน์ของตัวเอง เปิดช่องทาง ข้อมูล และบริการใหม่ๆให้กับพันธมิตร นำโครงการริเริ่มขนาดใหญ่มาใช้ในการเปลี่ยนโฉมไปสู่ดิจิตอล และแบ่งปันทรัพยากรต่างๆผ่านการสร้างความร่วมมือ

ในงาน MWC 2016 หัวเว่ย รวมถึงผู้ให้บริการโทรคมนาคม และลูกค้าองค์กรของหัวเว่ย จะร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกอันมีค่า เกี่ยวกับการเปลี่ยนโฉมไปสู่ดิจิตอลภายในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

งาน MWC 2016 จะจัดขึ้นที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ในระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ บู๊ทจัดแสดงของหัวเว่ยจะอยู่ใน Fira Gran Via ของฮอลล์ 1และ ฮอลล์ 3 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.huawei.com/en/mwc2016

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ยเป็นผู้จัดหาโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ชั้นนำระดับโลก โซลูชั่นนวัตกรรมไอซีที ผลิตภัณฑ์ และบริการของเราถูกนำไปใช้ในกว่า 170 ประเทศและภูมิภาค และให้บริการแก่หนึ่งในสามของจำนวนประชากรทั่วโลก สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของหัวเว่ยได้ที่ www.huawei.com

เอเชีย ลิเบอร์ตี้ ฟอรัม เปิดฉาก 18-20 ก.พ.นี้ มุ่งท้าทายการเข้าถึงเสรีภาพและความมั่งคั่งจากพื้นฐานความคิดของผู้ประกอบการแนวใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

วอชิงตัน— 17 ..–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

การประชุมเอเชีย ลิเบอร์ตี ฟอรัม (The Asia Liberty Forum) #AsiaLF16 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท แอ็ทลาสเน็ตเวิร์ก พร้อมด้วยสถาบันกิจการเพื่อประชาธิบไตยและเศรษฐกิจ (IDEAS) ซึ่งเป็นเจ้าภาพผู้จัดงาน และพันธมิตรประจำภูมิภาคอย่างศูนย์ประชาสังคม (CCS) การประชุมครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันของผู้ที่มีความเป็นเลิศและอัจฉริยภาพสูงสุดในเอเชีย เพื่ออภิปรายและแลกเปลี่ยนวิธีการผลักดันการส่งเสริมเสรีภาพและการปฏิรูปตลาดเสรีในภูมิภาค

 Asia Liberty Forum / Asia Liberty Forum #AsiaLF16, Feb. 18-20, 2016, sponsored by Atlas Network with organizing host, the Institute for Democracy and Economic Affairs (IDEAS), and regional partner, Centre for Civil Society (CCS), is a gathering of the best and the brightest in Asia to discuss and exchange solutions that promote liberty and free-market reforms in the region. (PRNewsFoto/Atlas Network)

Asia Liberty Forum #AsiaLF16, Feb. 18-20, 2016, sponsored by Atlas Network with organizing host, the Institute for Democracy and Economic Affairs (IDEAS), and regional partner, Centre for Civil Society (CCS), is a gathering of the best and the brightest in Asia to discuss and exchange solutions that promote liberty and free-market reforms in the region. (PRNewsFoto/Atlas Network)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160216/333709)

อะไร: การประชุมเอเชีย ลิเบอร์ตี ฟอรัม ได้รับการสนับสนุนโดย บริษัท แอ็ทลาส เน็ตเวิร์ก พร้อมด้วยสถาบันกิจการเพื่อประชาธิบไตยและเศรษฐกิจ(IDEAS) ซึ่งเป็นเจ้าภาพผู้จัดงาน และพันธมิตรประจำภูมิภาคอย่างศูนย์ประชาสังคม (CCS)

เมื่อไหร่: 18-20 ก.พ. 2559

เมื่อไหร่: 18-20 กุมภาพันธ์ 2559

 

ที่ไหน: โรงแรมเรเนซองส์ (Renaissance Hotel) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ บริเวณหัวมุมของจาลัน สุลต่าน อิสเมล และจาลัน อัมปาง 50450 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

 

สื่อมวลชน กรุณาติดต่อ: แดเนียล แอนโทนี Daniel.Anthony@AtlasNetwork.org หรือโทร (202) 449-8441 หรือสื่อมวลชนท้องถิ่นในมาเลเซีย ติดต่อได้ที่: อาซรุล โมห์ด คาลิบ azrul@ideas.org.my หรือโทร (+6013) 348-6470

 

อย่างไร: ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมงานหรือต้องการจัดสัมภาษณ์ จะต้องติดต่อคุณ อาซรุล โมห์ด คาลิบ ล่วงหน้า azrul@ideas.org.my หรือโทร (+6013) 348-6470

 

ไฮไลท์ในการประชุม เอเชีย ลิเบอร์ตี ฟอรัม

 

            – การอภิปรายโดยผู้ชำนาญพิเศษ: หน้าตาแห่งอิสรภาพในเอเชีย

            – ข้อตกลงการค้า: ข้อตกลงการค้าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาหรือไม่?

            – บทบาทของอินเทอร์เน็ต: ความท้าทายต่อเสรีภาพบนโลกออนไลน์

            – ฟรีดอม ดินเนอร์ และการแสดงวิดีทัศน์ของการประกาศรางวัลเอเชีย ลิเบอร์ตี อวอร์ด

            – การแสดงสารคดี: India Awakes

            – การประชุมเรื่องวิกฤตทางการเงินในจีนและผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชีย

            – การนำเสนอโดย ดร. ทอม จี. ปาล์มเมอร์ ดร. แอมอนน์ บัตเลอร์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  ดร. ไบชาลี บอมจัน และ ดร. วาน ซายฟุล วาน จาน

            สามารถดูกำหนดการณ์ทั้งหมดได้ที่นี่ [http://ideas.org.my/asia-liberty-forum-2016-3/]

เกี่ยวกับแอ็ทลาส เน็ตเวิร์ก

แอ็ทลาส เน็ตเวิร์ก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่วอชิงตัน เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร โดยมีภารกิจในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่ออิสระภาพทั่วโลก ด้วยการสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรกว่า 450 ราย ใน 97 ประเทศ ผู้มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการแบ่งปันโลกที่มีความเป็นอิสระ มั่งคั่ง และสงบสุข ซึ่งรัฐบาลจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยในการควบคุมกฎหมาย, ทรัพย์สินส่วนบุคคล และตลาดการค้าเสรี http://atlasnetwork.org/

เกี่ยวกับ IDEAS

IDEAS เป็นหน่วยงานด้านวิชาการแห่งแรกของมาเลเซีย ซึ่งอุทิศตนเพื่อผลักดันแนวทางในการแก้ปัญหาซึ่งอิงตลาดเป็นหลัก เพื่อที่จะรับมือกับความท้าทายของนโยบายจากภาครัฐ IDEAS เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ในฐานะที่เป็นหน่วนงานด้านวิชาการที่มองข้ามการแบ่งพวก จุดประสงค์ของ IDEAS คือ การเติมเต็มประสิทธิภาพขององค์ประกอบโดยอิงตลาดเป็นหลัก อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่ไม่ผูกพันกับพรรคการเมืองใด ๆ เชื้อชาติใด ๆ หรือ ศาสนาใด ๆ http://ideas.org.my/

เกี่ยวกับ CCS

ศูนย์ประชาสังคม (CCS) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลี เป็นผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยการใช้นโยบายสาธารณะ ภารกิจของ CCS ในด้านการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ และการฝึกอบรมด้านนโยบายถือเป็นการผลักดันทางเลือกและความโปร่งใสในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สำหรับการนำนโยบายมาใช้ในทางปฏิบัตินั้น CCS ได้มีส่วนร่วมกับผู้บริหารด้านนโยบายและความคิดเห็นผ่านการทำวิจัย โครงการนำร่อง การสนับสนุน http://ccs.in/

Spire TalentSHIP(R) คว้าตำแหน่ง “Best Technology in HR Analytics” ในงาน World HRD Congress ครั้งที่ 24 ประจำปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซานฟรานซิสโก–17 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

– Spire TalentSHIP(R) คือเทคโนโลยี Agile บนคลาวด์ที่ทำงานร่วมกับระบบ HRIS/HCM/HRMS ได้ทั้งหมด และสามารถปรับแต่งได้ไม่มีขีดจำกัด

 

– Spire TalentSHIP(R) เติมเต็มความสมบูรณ์ให้แก่แพลตฟอร์มต่างๆ โดยนำเสนอประสิทธิภาพ 3 ขั้น ได้แก่ การประหยัดต้นทุน การประหยัดเวลา และประสิทธิภาพการทำงานที่เป็นเลิศ เพื่อมอบประสบการณ์การบริหารทรัพยากรบุคคลแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

Spire Technologies บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน contextual search & intelligence คว้ารางวัลจากการสร้างสรรค์สุดยอดเทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ทรัพยากรมนุษย์ (Best Technology in HR Analytics) ในงาน World HRD Congress ครั้งที่ 24 ที่มุมไบ โดยได้รับมอบรางวัลจาก Dr. Sanjay Muthal กรรมการบริหารบริษัทRGF Management Search

 Spire TalentSHIP� recognized as the �Best Technology in HR Analytics� at the 24thWorld HRD Congress, 2016 / Spire receiving award for 'Best Technology in HR Analytics' at 24th World HRD Congress, 2016, Mumbai

Spire receiving award for ‘Best Technology in HR Analytics’ at 24th World HRD Congress, 2016, Mumbai

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160216/790763)

Spire TalentSHIP� recognized as the �Best Technology in HR Analytics� at the 24thWorld HRD Congress, 2016 / SPIRE LOGO

SPIRE LOGO

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160216/790763-a)

 

ตลาดเทคโนโลยีบริหารทุนมนุษย์ (HCM) ทั่วโลก มีมูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และโตขึ้น 8% ทุกปี เพราะบรรดาองค์กรต่างทุ่มทุนในส่วนนี้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้มีเพียงระบบอัตโนมัติในการทำงานเท่านั้น จึงเกิดปัญหาขั้นตอน HR ที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่ปัญหานี้จะหมดไปเพียงใช้เทคโนโลยีที่สามารถประมวลข้อมูล HR ไร้โครงสร้างได้ ซึ่ง Spire ก็ประสบความสำเร็จในจุดนี้ด้วยการสร้างสรรค์เทคโนโลยี contextual intelligence ที่มาพร้อม 3 ประสิทธิภาพในด้านHR ได้แก่ การประหยัดต้นทุน การประหยัดเวลา และประสิทธิภาพการทำงานที่เป็นเลิศ

 

Saurabh Jain ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Spire Technologies กล่าวว่า โลกเริ่มเข้าสู่ยุค Web 3.0 ระบบองค์กรอัตโนมัติและเครื่องจักรอัจฉริยะจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และระบบคัดสรรทรัพยากรบุคคลก็ได้รับผลดีจากความฉลาดของอัลกอริธึมตามไปด้วย Spire TalentSHIP(R) ทำให้ข้อมูล HR ชาญฉลาดขึ้น

 

Spire TalentSHIP(R) พิสูจน์แล้วว่าแนวคิดเครื่องจักรอัจฉริยะไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่สามารถเพิ่มศักยภาพการทำกำไรได้จริงด้วยประสิทธิภาพ HR ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ Spire TalentSHIP(R) ถูกนำไปใช้ในบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง ทั้งในอุตสาหกรรมไอที เฮลธ์แคร์ และธนาคาร

 

ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

 

– รายได้เพิ่มขึ้น 9%

– ประหยัดต้นทุนมากขึ้น 7%

– กำไรเพิ่มขึ้น 5.4%

 

ผลลัพธ์ด้าน HR

 

ประหยัดเวลามากขึ้น 40%

            – ประหยัดต้นทุนมากขึ้น 60%

            – ประสิทธิภาพในการคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมเพิ่มขึ้น 70%

เกี่ยวกับ Spire Technologies

 

Spire ก่อตั้งขึ้นในปี 2550 ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่สามารถสร้างความหมายเชิงบริบทได้จากคอนเทนต์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นข้อความ เสียง หรือวิดีโอ ทั้งที่มีโครงสร้างหรือไร้โครงสร้าง แพลตฟอร์ม contextual search & intelligence ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท เป็นเทคโนโลยีที่นำเสนอประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูล ความเร็ว และความแม่นยำแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าส่งผลต่อการประกอบธุรกิจ โดยนำเสนอศักยภาพอันโดดเด่น 2 ประการ ได้แก่ ความแม่นยำ 95% ในการค้นหาเชิงบริบท และความแม่นยำ 80% ในการจับคู่อุปสงค์-อุปทาน

1) การประมวลข้อมูลไร้โครงสร้าง

2) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบริบท

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.spiretechnologies.com

ติดต่อเราได้ที่ engage@spire2grow.com

แหล่งข่าว: Spire Technologies

กรมการแพทย์แนะวิธีดูแล”หัวใจ” เลี่ยง!!4ปัจจัยทำร้ายสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201971

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 10.29 น.
อธิบดีกรมการแพทย์เผยโรคหัวใจติด 1 ใน 4 ของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย แนะหลักดูแลตัวเองเพื่อความแข็งแรงของหัวใจ คือ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ความอ้วน ความเครียด แอลกอฮอล์ หันมาควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์เปิดเผยว่า กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและของโลก จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า โรคดังกล่าวเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิตของประชากรโลก สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ.2554-2556 ) พบผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งในปี พ.ศ.2556 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 54,530 คน เฉลี่ยเสียชีวิตวันละ 150 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน สะท้อนให้เห็นว่าโรคกลุ่มโรคหัวใจ และหลอดเลือดเป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ดังนั้นการดูแลสุขภาพตนเองในเบื้องต้น เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ โดยหลักการง่ายๆที่ประชาชนสามารถปฎิบัติได้เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคดังกล่าว คือ

หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันประเภทอิ่มตัว เช่น ไขมันจากเนื้อสัตว์ อาหารฟาสต์ฟู้ด เนยและผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่พร่องไขมัน เพราะอาหารที่มีไขมันสูง จะทำให้เกิดการสะสมไขมันในผนังหลอดเลือด โดยหันมารับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นในแต่ละมื้อ

หลีกเลี่ยงความอ้วน ซึ่งหากมีน้ำหนักตัวมาก หัวใจจะทำงานหนักขึ้นเพื่อส่งโลหิต ออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ซึ่งหากเปรียบเทียบการทำกิจกรรมประเภทเดียวกัน หัวใจของคนที่มีน้ำหนักตัวมากจะทำงานหนักกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้นควรควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำ  อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 -3 ครั้ง จะช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆ

หลีกเลี่ยงอารมณ์เครียด เพราะความเครียดจะมีผลต่อสุขภาพร่างกายในหลายๆ ด้าน เช่นปวดศีรษะไปจนถึงขั้นหัวใจวายได้ ดังนั้น จึงควรทำจิตใจให้แจ่มใส รู้จักควบคุมอารมณ์ หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิดความเครียด โดยให้หากิจกรรมนันทนาการ เช่น ปลูกต้นไม้ ฟังเพลง เล่นกีฬา เพื่อให้ผ่อนคลาย

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นเวลานานจะทำให้ปริมาณไขมันในเลือดมีระดับสูง ทำให้ไปลดสมรรถภาพของหัวใจในการสูบฉีดเลือดไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย นอกจากนี้หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมระดับโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าบุคคลทั่วไป

สำหรับอาการที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ จุกแน่นหน้าอก จะมีอาการจุกบริเวณยอดอกตรงกลางมักเป็นในขณะออกกำลังกาย หลังจากหยุดออกกำลังกายอาการจะดีขึ้น มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ และอาการเจ็บนี้จะปวดร้าวไปที่หัวไหล่ซ้ายหรือไปที่กราม ถ้าอาการเจ็บหน้าอกนี้ป็นนานเกินกว่า 5 นาที พักแล้วไม่ทุเลาหรืออาการเจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อยๆต้องรีบพบแพทย์ มีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะเวลาทำงาน หัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะการเต้นของชีพจร มีสะดุดหรือไม่สม่ำเสมอ ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวให้รีบพบแพทย์และควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันโรคหัวใจที่อาจเป็นภัยเงียบทำให้เสียชีวิตได้

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา เชิญผู้เชี่ยวชาญร่วมเสวนา ‘กว่าจะเป็นโขนพระราชทาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201898

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559 พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (Queen Sirikit Museum of Textiles-QSMT) ได้จัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง “กว่าจะเป็นโขนพระราชทาน” ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของงาน QSMT Celebration ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองปีมหามงคลนี้

กิจกรรมเสวนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรรับเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและเครื่องแต่งกายโขน ได้แก่ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ และ ดร.สุรัตน์ จงดา ร่วมให้ความรู้พร้อมประกอบการแต่งกายด้วยเครื่องโขน ณ ห้องประชุม พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ


ดร.อนุชา ทีรคานนท์


ดร.สุรัตน์ จงดา

ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่สำคัญของชาติ หนึ่งในนั้นคือ นาฏกรรมโขน ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์และสืบสานอยู่คู่แผ่นดินไทย ดังพระราชปรารภที่ว่า “ทุกวันนี้ประชาชนชาวไทย ไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นการแสดงโขนตามโบราณราชประเพณี เริ่มต้นจากการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน ทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น

“ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี ที่ได้ทำงานสนองพระราชเสาวนีย์ในเรื่องโขน ต้องถือว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลมากในการนำโขนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะการฟื้นฟูโขนนั้น ไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้นฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายแขนง หลายสาขาที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านงานประณีตศิลป์ของไทยนับร้อยคนให้คืนกลับมา ทั้งยังทำให้เกิดสกุลช่างในรัชกาลปัจจุบันในเรื่องของพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกาย มี อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องการออกแบบ และดูแลช่างที่เป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ช่วยกันตัดเย็บเครื่องแต่งกายและทอผ้าเพื่อใช้การแสดงโขนโดยเฉพาะ”

 

(กลาง) ณัฏฐวรรณ ตันหยงมาศ รองผอ.ฝ่ายบริหาร
และพัฒนาพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ

ดร.อนุชา ได้กล่าวอีกว่า รามเกียรติ์กับงานวิจิตรศิลป์นั้นได้หลอมรวมกันในงานแสดงโขน โดยวรรณกรรมรามเกียรติ์ ซึ่งปรากฏทั้งในงานจิตรกรรมบริเวณระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และงานประติมากรรมที่ประกอบรอบพระอุโบสถและพระอาราม ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของประติมากรรม เครื่องแต่งกายที่ประกอบ รวมทั้งการใช้สี ล้วนมีความเกี่ยวเนื่องกับการแสดงโขนและเป็นต้นแบบที่นำมาใช้ในการฟื้นฟูโขนในเวลาต่อมา

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของเครื่องโขนคือ สัดส่วนที่ลงตัว ดังนั้น โขนพระราชทานจึงมีพัสตราภรณ์ หรือเครื่องแต่งกายที่แตกต่างไปจากพัสตราภรณ์ของโขนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อินทรธนู ห้อยหน้า ห้อยข้าง รวมทั้งความกว้างของผ้าสนับเพลาต่างๆ ที่สร้างความแตกต่างของสุนทรียภาพ ตลอดจนองค์ประกอบของถนิมพิมพาภรณ์ต่างๆ ที่ล้วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระเครื่องต้นของพระมหากษัตริย์ รวมถึงความรุ่มรวยของสีไทย ที่มิได้มีเพียงสีเขียว แดง เหลือง แต่ยังมีสีอื่นๆ ที่เป็นสีหลักและสีรอง ในการออกแบบ
พัสตราภรณ์เครื่องโขนพระราชทาน ทำให้เกิดความรุ่มรวยของสีและการผสมผสานของสีที่ละลานตาอยู่บนเวที ทำให้เกิดเป็นความงามที่แปลกตาออกไป จึงทำให้ผู้ที่ได้ชมโขนพระราชทานได้ซึมซับทั้งในเรื่องฉากพัสตราภรณ์ ระบบสีไทย ไปพร้อมกัน

ถนิมพิมพาภรณ์

ปัจจุบันโขนได้กลายเป็นสิ่งที่เชื่อมคนในยุคสมัยต่างๆ และสร้างความสัมพันธ์อันดีของครอบครัวในสังคมไทย ปีนี้จะมีการเสนอ “โขน”ให้เป็นมรดกโลก สาขามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เพื่อให้โขนได้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่งโขนคือรสชาติแบบไทยๆ ที่บรรพบุรุษของเราพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน และด้วยพระบารมีของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทำให้คนไทยสามารถอวดอ้างกับทั่วโลกได้ว่า มีความงามแบบไทยที่มาหลอมรวมอยู่ในงานแสดงโขนและพร้อมให้ผู้คนทั่วโลกได้ชื่นชมเฉกเช่นในวันนี้

ดร.สุรัตน์ จงดา ศิลปินและครูนาฏศิลป์กล่าวว่า โขนมิใช่เป็นเพียงการแสดงที่ดูสนุกเพียงเท่านั้น แต่เป็นการสร้างงานศิลปะให้อยู่คู่กับแผ่นดิน พร้อมย้อนความเป็นมากว่าจะเป็นโขนพระราชทาน ว่า “หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 โขนที่เคยเป็นเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์ ได้โอนย้ายไปอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลคณะราษฎร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายจากการโอนย้ายข้าราชการกองมหรสพ กรมวังนอก ไปอยู่กรมศิลปากรทั้งหมด รวมทั้งให้ฝึกเล่นดนตรีสากลตามรัฐนิยมใหม่ ซึ่งบางส่วนก็ได้ลาออกไปประกอบอาชีพอื่นๆ เช่น ครูลิเก เป็นต้น

“การแสดงโขนนั้น เป็นหนึ่งในการแสดงเพื่อต้อนรับพระราชอาคันตุกะเป็นประจำทุกปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถถึงสถานการณ์การแสดงโขน ซึ่งทุกวันนี้มีคนชมน้อยลงทุกทีและหานักแสดงโขนได้ยาก สมเด็จพระบรมราชินีนาถจึงทรงรับสั่งว่า “ถ้าไม่มีใครดู แม่จะดูเอง” และทรงนำการแสดงโขนไปแสดงเพื่อเป็นการขอบคุณ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชน ในโอกาสเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปสถานที่ต่างๆ อีกทั้งพระราชทานเงินจำนวน 3 แสนบาท ให้กรมศิลปากรนำไปจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนตามแนวพระราชดำริ เพื่อปรับปรุงให้เครื่องแต่งกายโขนมีความงดงามประณีตมากยิ่งขึ้น ใน พ.ศ.2547 มีพระราชเสาวนีย์ให้ฟื้นฟูการแสดงโขน และในปีนั้นกรมศิลปากรได้ทำนิทรรศการเรื่องเครื่องแต่งกายโขน ตามพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ”

สาธิตการแต่งกายด้วยพัสตราภรณ์ ถนิมพิมพาภรณ์ ศิราภรณ์ เครื่องโขน

ดร.สุรัตน์ กล่าวด้วยว่า ด้วยระบบราชการที่ต้องมีขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ที่ต้องใช้ระยะเวลา ดังนั้น อ.สมิทธิ ศิริภัทร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้านศิลปะของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงได้ทรงขอพระราชทานพระราชานุญาตสร้างเครื่องแต่งกายโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่ง เมื่อได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จึงเริ่มดำเนินการในปีพ.ศ.2549 ได้เริ่มตั้งคณะกรรมการเรื่องแนวทางสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นมาใหม่ และกำหนดแนวทางการแสดงเฉลิมพระเกียรติ ตอนพรหมาศ ประกอบวงแตรวงจากกองทัพบก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาใน พ.ศ.2550

“ต่อมาใน พ.ศ.2549 เริ่มมีการออกแบบฉาก ซึ่ง อ.สมิทธิ ได้เชิญ อ.สุดสาคร มาออกแบบฉากตอนพรหมาศ ส่วน อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย และเริ่มฝึกซ้อมการแสดงโดยมีเวลาซ้อมเพียง 2 สัปดาห์ ก่อนทำการแสดงครั้งแรกในเดือนธันวาคม พ.ศ.2550 ซึ่งจัดแสดงเพียง 3 รอบ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯไปทอดพระเนตรเป็นปฐมฤกษ์

“จากนั้นหยุดการแสดงใน พ.ศ.2551 เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ ปีต่อมาจึงได้จัดแสดงโขนตอนพรหมาศ ฉบับปรับปรุงใหม่ เป็นครั้งที่ 2 โดยมีวงดนตรีสากล และวงดนตรีไทยเล่นประกอบโขน จัดแสดง 6 รอบต่อมาได้มีการเพิ่มรอบในภายหลังตามคำเรียกร้องของผู้ชม และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯไปทรงเปิดนิทรรศการโขนพระราชทาน ในงานเปิดหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร และเป็นครั้งแรกที่ได้พระราชทานการแสดงโขนในปีต่อไปคือ ตอนนางลอยจึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อจากโขนเฉลิมพระเกียรติ เป็น “โขนพระราชทาน”อันเป็นการแสดงที่พระราชทานลงมาให้แก่ปวงชนชาวไทยได้ชมนั่นเอง

การแสดงโขนพระราชทาน

“สำหรับตอนนางลอยนั้น ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยมีการจัดแสดงถึง 2 ช่วง ในเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายน พ.ศ.2553 ทั้งยังเป็นปีแรกที่เปิดคัดเลือกนักแสดงรุ่นใหม่ รวมทั้งเริ่มมีการสร้างฉากที่วิจิตรตระการตา และเพิ่มเทคนิคต่างๆ เพื่อดึงดูดใจผู้ชมมากขึ้น และการแสดงโขนพระราชทานที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนั้นได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนจนต้องเพิ่มรอบการแสดงขึ้นทุกปี ใน พ.ศ.2554 มีการแสดงโขนพระราชทาน ชุดศึกมัยราพณ์ ต่อมามีการแสดงโขนพระราชทาน
ชุดจองถนน ใน พ.ศ.2555 การแสดงโขนพระราชทาน ชุดศึกกุมภกรรณตอนโมกขศักดิ์ ใน พ.ศ.2556 การแสดงโขนพระราชทานชุด ศึกอินทรชิต ตอนนาคบาศ ใน พ.ศ. 2557 และการแสดงโขนพระราชทาน ชุดศึกอินทรชิต ตอนพรหมาศ ใน พ.ศ.2558”

ก่อนจบการเสวนา ดร.อนุชา ได้กล่าวถึงรายละเอียดของนิทรรศการเครื่องโขน ที่จะจัดขึ้นในห้องจัดแสดงที่ 3 และห้องจัดแสดงที่ 4 ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ในเดือนมิถุนายน 2559 ที่จะถึงนี้ว่า “เรื่องราวทั้งหลายนี้จะถ่ายทอดผ่านนิทรรศการเครื่องโขน ซึ่งจะมีการนำเสนอในรูปแบบใหม่ โดยจัดแสดงชุดสะสมส่วนบุคคลของผู้ที่เชี่ยวชาญด้านโขน รวมทั้งมีการใช้สื่อกึ่งมัลติมีเดียต่างๆ ที่จะทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าใจโขนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีการนำเสื้อผ้าอาภรณ์รวมทั้งพัสตราภรณ์ของหลวงที่เก็บรักษามาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปีนำมาจัดแสดงควบคู่ เพื่อให้เห็นถึงวิวัฒนาการเครื่องแต่งกายโขนนั้นมีที่มาจากเครื่องต้น ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ในเวลาที่มีพระราชพิธีต่างๆ นั่นเอง”

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมครั้งต่อไป ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่ เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/qsmtthailand อินสตาแกรม @queensirikitmuseumoftextiles

คุณแหน : 12 กุมภาพันธ์ 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201895

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
 ll เป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ผลงานปรับปรุงพันธุ์พืชผัก 2 ชนิด คือ ถั่วแขก และมะเขือเปราะ ของ ผศ.ฉันทนา วิชรัตน์ และคณะในคณะผลิตกรรมการเกษตรได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี…“พันธุ์ถั่วแขกเหลืองเทพรัตน์เบอร์ 1”และ“พันธุ์มะเขือเปราะพวงหยกจักรพันธ์”…

ll ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เชิญประชุมคณะกรรมการจัดหาทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราชินี มูลนิธิโรงพยาบาลเด็กฯ พฤหัสฯที่ 18 ก.พ. 10.00 น. …คุณหมอธนะรัตน์ ลยางกูร รักษาราชการแทน ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร) ออก จม.เชิญและทำหน้าที่ดูแลรับรอง…

ll “สาละวัน”ไม่ได้เตี้ยลง เมื่อท่านทูต นภดล เทพพิทักษ์ มอบอาคารโรงเรียนมัธยมสมบูรณ์พระสงฆ์สาละวัน ในนาม 3 หน่วยงานไทยเพื่อเป็นที่เรียนของสามเณรลาว แขวงสาละวัน…ในอนาคต พระลาวอาจเป็นที่พึ่งได้อีกแหล่งธรรมะ…สาธุ…

ll หน้าหนาวทีไร พิมสวาท วัฒนศิริโรจน์ ได้ทำหน้าที่กระบอกเสียงกิตติมศักดิ์ของโครงการดอยตุงฯ ตั้งแต่ชักชวนไปสัมผัสความหนาวหรืออุดหนุนผลิตภัณฑ์“ดอยตุง”ฯลฯ ไม่เพียงเพราะลูกสาวคนสวย พิมพรรณ ไปเป็นสะใภ้ของ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานฯ หากยังมีใจจงรักภักดีเหมือนพสกนิกรที่ไม่ลืม“สมเด็จย่า”…“เจ้านาย”ที่มีพระมหากรุณาธิคุณ…

ll ลูกศิษย์ลูกหาพากันตื่นเต้นเมื่อ ครูดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล เปิดร้านกาแฟทันสมัย BACINO ในซอยสวนพลู…“ครูดุษ”ได้ชื่อเป็น“คนปั้นคอรัสไทยสู่เวทีโลก”รับรางวัลเหรียญทองโอลิมปิกด้านเพลง…จะชงกาแฟรับรางวัล Barista ระดับโลกหรือเปล่า…ต้องไปลอง…

ll มงคล วัชรางค์กุล เกษียณ ตัวเองไปๆ มาๆ กรุงเทพฯ-แอลเอ อาศัยประสบการณ์ชีวิตหลากหลายผ่านต่างแดนทั่วโลก เขียนหนังสือน่าอ่านลงทั้งนิตยสารสุดสัปดาห์ดังของไทยและหนังสือชุมชนไทย-ลาวที่ฮอลลีวู้ด…เร็วๆ นี้จะจัดทัวร์ไปอินเดียดูพระสารีริกธาตุแท้…ใครที่ไม่อยากนั่งรถภารตะโขยกสิบๆ ชั่วโมง…ต้องไปทัวร์“ม้ามงคล”ใช้เครื่องบิน Domestic ล้วน…

ll ชาตรี ศิริพานิชกร ดีใจที่หลานตาได้เข้าโรงเรียนดี นัดเลี้ยงเพื่อนเก่าห้องคิงส์สวนกุหลาบ ระลึกถึงความหลัง…แขกรับเชิญพิเศษที่ไม่ได้อยู่ห้องเก่ง แต่รวยกว่าอย่าง อรรถพล สุนทรวิเนตร์ เดินเข้างานอย่างภาคภูมิใจ…ที่ไม่ได้อยู่ห้องดีเพราะลาออกไปทำมาหากินช่วยครอบครัว…เป็นพี่ชายแสนดีที่เสียสละ..

ll สุทิน ลิมโปดม นักธุรกิจบุกเบิกการส่งออกผลิตภัณฑ์เกษตรจากไปก่อนวัยอันควร…ลูกสาวคนเก่ง เมษา มารับหน้าที่แทน นำ“องศาบางกอก”หาเงินตราเข้าประเทศต่อ…เห็น“น้องเม”ติดตามคุณพ่อไปงานแสดงสินค้าโลกหลายประเทศตั้งแต่เด็กแล้ว
หายห่วง…

ll สนามบาสดั้งเดิมของ“มาแตร์”(ปี 2509) ถูกปิดไปแล้ว แต่ตำนานรักของนักบาสสาว อัสนียา ยูปานนท์ (MD37) ที่เล่นประเดิมสนามกับหนุ่มอัสสัม ชูศักดิ์ สุวรรณศิริกุล ที่หลงเข้ามาเชียร์…ยังสืบสานต่อถึงลูกสาว MD63 และหลานรุ่นอนาคตอันใกล้…
ให้เพื่อนๆ ได้ชื่นชม…ll

ภิญญ์สิรี

ทานอาหาร’มื้อดึก’มีแต่ผลเสีย!! ก่อโรคร้ายทำร่างกาย-สุขภาพพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201878

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 17.02 น.
การทานอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ซึ่งการทานอาหารแต่ละชนิดแต่ละมื้อเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจ รวมไปการหักห้ามใจให้ไม่ทานมื้อดึกด้วย เพราะมื้อดึกเป็นมื้อที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย ยิ่งยิ่งให้ผลเสียมากกว่าผลดี

วันนี้เราจึงมี 7 ผลเสียเมื่อคุณทานมื้อดึก มานำเสนอ เพื่อให้คุณได้ทราบผลเสียที่จะตามมาและหันมาทานอาหารอย่างตรงเวลากัน

1. นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย : รู้หรือไม่ว่า สาเหตุที่ทำให้คุณนอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท หนึ่งในนั้นมาจากการที่คุณทานมื้อดึกนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อคุณทานอาหารที่มีไขมันสูง อย่างเช่นอาหารฟาสฟู้ดเพราะอาหารจำพวกไขมัน เป็นอาหารที่ร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยนาน ดังนั้นเมื่อคุณทานแล้วเข้านอนในทันที จึงทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานอย่างยาวนานจนไปรบกวนการพักผ่อนของร่างกายนั่นเอง

2. ฮอร์โมนทำงานผิดปกติ : การที่คุณทานมื้อดึกแล้วเข้านอนในทันที นอกจากจะทำให้คุณนอนหลับได้ไม่สนิทแล้วนั่น ยังมีผลกระทบที่เกิดจากการนอนไม่พอเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดย 2 ฮอร์โมนสำคัญในร่างกายอย่าง ฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมนที่ทำงานได้ดีเมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะถูกรบกวนจากการพักผ่อนน้อยและส่งกระทบให้กับร่างกายในภายหลัง ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ร่างกายได้รับผลเสียคุณควรเลี่ยงทานมื้อดึก และเข้านอนให้ตรงเวลาจะดีที่สุด

3. น้ำตาลในเลือดสูง : ใครที่ชอบทานอาหารมื้อดึก โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้งหรืออาหารที่มีไขมันสูงต้องรีบปรับเปรียบตัวเองด่วน!! เพราะการทานอาหารประเภทนี้มากเกินไปจะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง ทำให้คุณเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวานและโรคร้ายอื่นๆ

4. น้ำหนักเกิน : การทานอาหารตอนดึก ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้หนักขึ้นและไม่สามารถเผาผลาญแคลลอรีได้ทั้งหมด ทำให้ร่างกายของคุณสะสมไขมัน ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย ยิ่งทำให้คุณอ้วนได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น ถ้าคุณไม่อยากมีรูปร่างไม่สมส่วน เลี่ยงทานมื้อดึกแล้วออกกำลังกายจะให้ผลดีมากกว่า

5. กรดไหลย้อน : การที่คุณทานอาหารแล้วเข้านอนเป็นประจำ อาจทำให้คุณป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ เพราะในขณะที่คุณนอนนั้น น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะเทตัวย้อนกลับมาถึงหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก จุกแน่น สร้างความทรมานให้กับคุณ และยังทำให้ระบบย่อยอาหารแปรปรวนอีกด้วย

6. โรครุมเร้า : การทานอาหารมื้อดึกมีแต่ผลเสีย ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายรวน ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง และยังทำให้โรคต่างๆ ตาม เช่น โรคความดันสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคหัวใจ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโรคร้ายที่รักษายาก ดังนั้นถ้าคุณยังอยากมีร่างกายแข็งแรง การทานอาหารอย่างตรงเวลา จะส่งผลดีต่อตัวคุณมากที่สุด

7. อย่างดมื้อเช้า : มื้ออาหารที่สำคัญที่สุดอย่างมื้อเช้า เป็นมื้อที่ไม่ควรงดมากที่สุด เพราะร่างกายจะเผาผลาญและใช้พลังงานจากอาหารมื้อนี้ ดังนั้นหากคุณทานมื้อดึกอาจส่งผลให้คุณยังคงรู้สึกอิ่มอยู่ในตอนเช้า จนทำให้คุณเลิกทานอาหารมื้อเช้าได้ และทำให้ร่างกายได้รับผลเสียตามมา

ที่มา : healthkapook

เปิดเล่มย้อนวันวาน ‘ได้รู้จัก คือได้รัก…มาแมร์ รากแก้วของมาแตร์เดอีฯ’ ฉลองครบรอบ 88 ปี โรงเรียนมาแตร์เดอีฯ สุดอบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201868

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เดินทางกันมายาวนานถึง 88 ปีแล้ว สำหรับ “โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย” ที่เรียกว่าเป็นสถานที่รวมความรู้ และอัดแน่น
ด้วยบุคลากรคุณภาพหลายต่อหลายรุ่น ล่าสุด วิวรรณ สารกิจปรีชา นายกสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงเป็นแม่งานใหญ่จัดงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ “ได้รู้จัก คือได้รัก…มาแมร์รากแก้วของมาแตร์เดอีฯ” เพื่อเฉลิมฉลอง
ครบรอบ 88 ปี โรงเรียนมาแตร์เดอีฯ โดยมีนักเรียนเก่ามาแตร์ฯ อาทิ ศ.ดร.รัศมีดารา หุ่นสวัสดิ์, ทมยันตี โปษยานนท์, เจิดศิริ
สุขเสริม, อรนุช โอสถานนท์, อรนุช ว่องปรีชา,ปรารถนา เกลียวปฏินนท์,วิภาดา โทณวณิก, จินตนา บุญรัตน์, พรพรรณ พรประภา,
สินีนารถ เองตระกูล, ณวิภา เอี่ยมอมรพันธ์, วิทิดา ตรังอดิศัยกุล, วรินดา เธียรอัจฉริยะ, จิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์, ศรีชนก วัฒนศิริ
ฯลฯ เดินทางมาร่วมรำลึกความหลังกันอย่างอบอุ่น ณ หอประชุม โรงเรียนมาแตร์เดอี วิทยาลัย เมื่อวันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์
2559คริสตศาสนจักรคาทอลิก ได้กำหนดให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันเฉลิมฉลองการถวายกุมารในพระวิหาร และยังกำหนดประเพณีการเสกและแห่เทียนในวันฉลองนี้ บันทึกการก่อตั้งโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ระบุว่า “เช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์
คริสตศักราช 1928 พระสังฆราชแปร์รอส ได้มาถึงมาแตร์เดอีฯในเวลา 6 นาฬิกา เพื่อทำพิธีเสกอาคารและที่ดินของคณะอุร์สุลิน ต่อมามีการเสกเทียนและแจกเทียนแก่ผู้ร่วมชุมนุมกัน ณ ที่นั้น หลังจากนั้นท่านสังฆราชได้ประกอบพิธีมิสซาแรกที่มาแตร์เดอีฯ
นับเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อต้อนรับนักเรียนมาแตร์เดอีฯ กลุ่มแรก 45 คน ที่จะมาเรียนในอีก 4 วันต่อมาคือ วันที่ 6 กุมภาพันธ์”

อรนุช โอสถานนท์ (รุ่น 25) เล่าถึงประสบการณ์ในโรงเรียนว่า “เราได้มาแมร์ต่างชาติมาทำการสอน สอนให้เราได้เรียนรู้เทคนิคที่ยอดเยี่ยมมากๆ แม้แต่วิชาคำนวณก็ยังสอนให้รู้จักได้ด้วยภาษาอังกฤษ และวิชาอื่นๆ ทั้งในห้องและนอกห้องเรียนมาแมร์
ก็จะพูดและสั่งสอนด้วยภาษาอังกฤษ มาแมร์จะสอนให้เราเป็นคนที่มีคุณธรรมมีจิตอาสา เป็นภาพที่เห็นประจำเวลาเลิกเรียน ก็จะเห็นนักเรียนมาแตร์ฯเดินไปส่งคุณครูถึงห้องพัก และตอนเช้าเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติมาแมร์ก็จะเริ่มต้นขึ้นร้องเพลงชาติเพื่อให้เรารักชาติ เป็นความสัมพันธ์ของเรากับโรงเรียนทำให้เรามีอุดมการณ์ มาแมร์ให้วิชาคู่กับคุณธรรม

ปรารถนา เกลียวปฏินนท์ กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 88 ปี ของโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ทั้ง อ.สุมิตรา พงศธร ผู้จัดการฝ่ายบุคลากรและจิตตาภิบาลและนักเรียนเก่า ได้ร่วมกันจัดทำหนังสือ “ได้รู้จัก คือได้รักมาแมร์ รากแก้วของมาแตร์เดอีฯ”ขึ้น เพื่อให้ทั้งนักเรียนเก่าและนักเรียนปัจจุบัน ได้รำลึกถึงความเป็นมาและความผูกพันของนักเรียนและมาแมร์มากขึ้น ซึ่งได้รับเกียรติจากนักเรียนเก่ามาแตร์ฯที่เป็นคณะผู้จัดทำหนังสือได้เล่าถึงความเป็นมาและประสบการณ์ในรั้วโรงเรียนด้วย”

ศ.ดร.รัศมีดารา หุ่นสวัสดิ์ (รุ่น 33) กล่าวว่า “มีความภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นนักเรียนของโรงเรียนมาแตร์ฯ และยังคงรำลึกถึงมาแมร์ทุกท่านที่ท่านเสียสละ และมอบความรู้ให้กับนักเรียนทุกคนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้แล้วดิฉันยังได้มีส่วนร่วมในการเป็นบรรณาธิการหนังสือ ได้รู้จัก คือได้รัก…มาแมร์ รากแก้วของมาแตร์เดอีฯ ในครั้งนี้ด้วย”

ด้าน ทมยันตี โปษยานนท์ (รุ่น 34)ผู้เรียบเรียงหนังสือฯ กล่าวว่า “ยินดีและดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ ได้รู้จัก คือได้รัก…มาแมร์ รากแก้วของมาแตร์เดอีฯ เพราะเวลาที่เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ก็ทำให้ได้รำลึกถึงความหลังและความสุขในรั้วโรงเรียนอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ ช่วงเวลาหนึ่ง จึงได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตในวัยเยาว์ของตัวเองลงไป พร้อมทั้งคำสอนของมาแมร์แต่ละท่านที่ยังติดตรึงใจและนำมาใช้จนทุกวันนี้ เลยอยากให้เด็กนักเรียนรุ่นใหม่ได้รับทราบถึงประวัติความเป็นมาของทั้งโรงเรียนและมาแมร์อย่างลึกซึ้ง”

เจิดศิริ สุขเสริม ได้กล่าวถึงประสบการณ์ รุ่น 37 ว่า “เป็นรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลง มีการตั้งสภานักเรียน มีการระดมทุนสร้างสนามบาสเกตบอลให้กับโรงเรียน และได้เรียนกับคุณแม่บุญประจักษ์ ทรรทรานนท์ ได้รับการสั่งสอนที่ดีและนำมาใช้เป็นแนวทางในการทำงานและการใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างมีความสุขจวบจนทุกวันนี้”

อรนุช ว่องปรีชา กล่าวถึงความรู้สึกในรั้วโรงเรียนว่า “ช่วงเวลาที่เป็นนักเรียนประจำ มาแมร์จะสอนให้รุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง คุณแม่บุญประจักษ์ ทรรทรานนท์ และมาแมร์ ท่านได้ปลูกฝังทางการศึกษา มีการอบรมศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรมของคำว่า “เซอร์เวียม”
คือ การรับใช้สังคมตามศักยภาพที่เราทำได้เพื่อให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ”

สำหรับมาแมร์ทุกท่านแล้ว การที่นักเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยจะเป็นคนเก่งเป็นสิ่งที่ดียิ่ง แต่ที่สำคัญกว่าและเป็นที่ปรารถนามากกว่านั้น คือ เป็นคนดี มีศักดิ์ศรี มีความซื่อสัตย์ มีจุดยืนทางคุณธรรมที่มั่นคง และสำคัญที่สุดคือ มี “เซอร์เวียม” ในจิตใจ

หนังสือ “ได้รู้จัก คือได้รัก…มาแมร์ รากแก้วของมาแตร์เดอี” มีวางจำหน่ายที่ MD Shop สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-2514043 Line ID : nanuja

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

คนดังอัพเดทนวัตกรรมผิวขาวแบบมีออร่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201866

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สรัญรัชต์ สุทธินาค, นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ, วิภาวี ทับสกุล,
ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต, นาตาลี เกอร์ชไตน์ เคอโรวดี้,
นวลพรรณ ชัยนาม, จุฑาวรรณ ไกรฤกษ์

ลอรีอัล ปารีส แบรนด์ความงามอันดับหนึ่งของโลกที่ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความงามอย่างต่อเนื่อง นำโดย นาตาลี เกอร์ชไตน์ เคอโรวดี้ ผู้จัดการทั่วไปแผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค-บริโภค และ วิภาวี ทับสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ลอรีอัล ปารีส ร่วมกับวัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย จัดงาน“L’Oreal Paris White Perfect Clinical…The Specialist Touch-ลอรีอัล ปารีสไวท์ เพอร์เฟคท์ คลินิคอล ผู้ชำนาญการด้านผิวขาวราว 3 ทรีทเม้นท์ระดับคลินิก” เชิญเหล่าเซเลบริตี้มาสัมผัสกับอีกขั้นของนวัตกรรมเพื่อความขาวจาก “ลอรีอัล ไวท์เพอร์เฟคท์ คลินิคอล” อย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สาวฮอตตลอดกาล ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ณ เซ็นทรัลคอร์ท ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์

วิภาวี ทับสกุล กล่าวว่า “ลอรีอัล ปารีส ไวท์ เพอร์เฟคท์ คลินิคอล” เป็นการรวมทั้ง 3 แนวคิดทรีทเม้นท์ระดับคลินิกอย่าง IPL ช่วยลดเลือนจุดด่างดำ, Peeling ช่วยให้รูขุมขนเล็กลง และ Gluta เทคโนโลยีความงามเพื่อผิวดูเปล่งปลั่งมาไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว เพื่อตอบโจทย์สาวๆ ที่อยากจะมีผิวขาวเพอร์เฟกท์ โดยไม่ต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายราคาแพงจากการเข้าคอร์สคลินิก นับเป็นการดูแลผิวระดับผู้เชี่ยวชาญที่สาวๆ สามารถทำได้เองที่บ้านทุกวันแบบไม่ต้องเจ็บตัว และมีผิวขาวเพอร์เฟกท์ระดับคลินิคอล”

นาตาลี เกอร์ชไตน์ เคอโรวดี้ กับ วิภาวี ทับสกุล

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่มาช่วยเสริมความรู้เรื่องเทคโนโลยีการดูแลผิวหน้าในคลินิกของผู้หญิงในปัจจุบัน ทั้ง Peeling, Gluta และ IPL ว่า “วิธีการทำให้ผิวกระจ่างใสที่เก่าแก่ที่สุดคือเทคโนโลยีที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก หรือ Peeling จะช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนกระจ่างใส แต่ถือว่าได้รับความนิยมน้อยลงมาก เพราะปัจจุบันมันมี laser, IPL ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะด้วยสารเคมีที่ใช้นั้นแรงจนเกินไปจนทำให้เกิดการแพ้สารเคมี แต่ถือว่าเป็นวิธีที่ค่าใช้จ่ายไม่สูง สำหรับการฉีดกลูต้านั้น ถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งขาวออร่าที่นิยมมากพอๆ กันซึ่งดีตรงที่เห็นผลเร็วที่สุด แต่ก็อาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ไปทำลายเม็ดสีในอวัยวะอื่น ซึ่งต้องฉีดต่อเนื่อง อีกทั้งยังไม่ผ่าน อย.ถือว่าเป็นวิธีที่ต้องใส่ใจอย่างละเอียดนะครับ

สำหรับวิธีสุดท้ายคือเทคโนโลยี IPL Depigmenting Laser ช่วยลดเลือนจุดด่างดำและทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส ถือว่าเป็นเทรนด์ที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นผลเร็วและช่วยแก้ปัญหารอยหมองคล้ำจากฝ้ารอยแดงจากสิว แต่ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ค่าใช้จ่ายสูงมากเช่นกัน และยังต้องทำอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งทุกวิธีการนั้นล้วนแต่มีข้อดีข้อเสีย ควรเลือกทำอย่างพอเหมาะไม่มากจนเกินไป”

พรีเซ็นเตอร์คนใหม่ของลอรีอัล ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต

ด้านพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของลอรีอัล ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ได้เผยว่า “การที่ชมได้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของลอรีอัล ทำให้ชมได้มีโอกาสทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงตัวไวท์ เพอร์เฟคท์ คลินิคอล ด้วยรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์นี้มันล้ำก้าวทันเทคโลยีทางการแพทย์ขนาดนี้เลยเหรอ ตัวชมเองรู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ได้คือ มันเห็นผลดีมาก รูขุมขนกระชับขึ้นและยังได้ความกระจ่างใส อีกอย่างคือเราสามารถทำได้เองที่บ้าน ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย ไม่เสียเวลาและที่สำคัญไม่เจ็บตัว”

ด้าน 3 เซเลบริตี้สาวคนสวย ร่วมเผยเทคนิคถึงการดูแลผิวให้กระจ่างใสเป็นธรรมชาติ เริ่มที่เจ้าสาวคนสวยหมาดๆ จุฑาวรรณ
ไกรฤกษ์ ที่เชื่อว่าการดูแลผิวให้สุขภาพดีต้องมาจากการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยปกติจะให้ความสำคัญกับการดูแลผิวหน้าเป็นพิเศษ เพราะเป็นคนผิวแห้งถึงแห้งมาก จะเพิ่มเรื่องง่ายๆ อย่างการดื่มน้ำบ่อยๆ ให้ผิวชุ่มชื่น หลบเลี่ยงแสงแดดหรือมลภาวะที่ก่อให้เกิดปัญหารอยหมองคล้ำ

“ตอนนี้มีแพลนจะไปฮันนีมูนที่ รัฐอริโซน่าสหรัฐอเมริกา ซึ่งขึ้นชื่อว่าสภาพอากาศค่อนข้างร้อนและแห้งแล้งมากๆ การดื่มน้ำหรือทากันแดดอย่างเดียวคงไม่พอ คงต้องใช้ตัวช่วยอย่างครีมบำรุงผิวที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือครีมบำรุงที่รวมส่วนผสมหลักทั้งดูแลผิวให้สุขภาพดีและให้ความกระจ่างใสมาเติมเต็ม ซึ่งถือว่าเป็นการดูแลผิวได้ง่ายๆ พกพาสะดวกไม่ยุ่งยากอีกด้วย

เซเลบริตี้สาวสวย จุฑาวรรณ ไกรฤกษ์, สามสรา เอี่ยมเอกตุลย์,
อลิสา หะริณสุต, สรัญรัชต์ สุทธินาค

สาวสวยรักสุขภาพ และชื่นชอบกีฬากลางแจ้งอย่าง พิ้งค์-สรัญรัชต์ สุทธินาค บอกว่า “ชอบไปทะเลและชอบอาบแดดมากๆ เพราะฉะนั้นกิจกรรมในช่วงวีคเอนด์ คือหมดไปกับทะเล หรือทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ กลางแจ้ง เช่น ว่ายน้ำหรืออาบแดด ซึ่งมองว่ามันทำให้เราดูสุขภาพดี มีสีผิวที่สวย ซึ่งใครๆ มักจะมองว่าผิวอาจจะเสียและทำให้ผิวหมองได้ง่าย แต่เปล่าเลย เพราะครีมทาผิวในปัจจุบันมีส่วนผสมของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เสริมสร้างการดูแลผิวง่ายในขั้นตอนเดียว และเห็นผลเร็วมาก รวมถึงไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาของผิวหน้ายามเจอแสงแดดบ่อยๆ นอกจากนี้ ก่อนออกแดดจะเพิ่มการบำรุงด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ และใช้ผ้าสะอาดๆ ปิดบริเวณใบหน้า ลดแสงแดดสัมผัสผิวหน้าโดยตรงยามอาบแดดนานๆ ซึ่งเป็นเทคนิคที่พิ้งค์อยากแนะนำสาวๆ ที่รักผิว แต่ก็ชอบแสงแดดแบบพิ้งค์ค่ะ

ท้ายสุดคุณแม่คนสวย ออม-ธัญชนก วัชโรทัย เผยว่า การทำงานกับแสงแดดก็สามารถผิวขาวกระจ่างใสได้ง่ายๆ ถ้าเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและสามารถดูแลผิวหน้าของตัวเองง่ายๆ ได้ที่บ้าน

“ออมช่วยสามี (ฐิตวัฒน์ วัชโรทัย)ทำธุรกิจให้บริการเช่าเรือยอชต์ ซึ่งหน้าที่หลักๆ คือพบลูกค้า ประสานงานในที่กลางแจ้งตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นออมจะเจอกับแสงแดดบ่อยๆ การดูแลผิวของออมจึงค่อนข้างพิเศษและใส่ใจมากๆ ออมเชื่อว่าการดูแลผิวมันต้องมาจากองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทั้งการกิน พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย หรือการดูแลตัวเองแต่ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์เรื่องการดูแลผิวหน้ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยเรื่องการดูแลผิวหน้าให้ขาวใสง่ายๆ ตอบโจทย์ผู้หญิงวัยทำงานอย่างเรา ซึ่งบางผลิตภัณฑ์รวมหลายคุณลักษณะของเทคโนโลยีการดูแลผิวที่ช่วยฟื้นฟู ซ่อมแซม ลดเลือน พร้อมเติมเต็มความกระจ่างใสที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ท้ายสุดแล้วออมเชื่อว่า หน้าที่หลักของคนรักสุขภาพและผิวพรรณอย่างผู้หญิงเราควรหมั่นดูแลตัวเองจากภายใน และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพซึ่งมันเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ผิวสุขภาพดีในระยะยาวค่ะ”

 

‘คิลเลี่ยน’ศิลปะแห่งน้ำหอมจากฝรั่งเศสเปิดตัวในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201863

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ขจรภพ ตั้งทวีธรรม, มร.ซิลแวง ฟูร์ริแยร์, มาดามอลิซาเบธ – มร.คิลเลี่ยน เฮนเนสซี่, มร.วิโนจ พัสราม ดาร์ทลานิ

มร.วิโนจ พัสราม ดาร์ทลานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพรสติกโพรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย “คิลเลี่ยน” (Kilian) แบรนด์น้ำหอมชั้นสูงชื่อดังจากประเทศฝรั่งเศส จัดงานเปิดตัวน้ำหอม “คิลเลี่ยน” อย่างเป็นทางการในไทย โดยได้รับเกียรติจาก มร.คิลเลี่ยน เฮนเนสซี่ เจ้าของและผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่รังสรรค์เสน่ห์น้ำหอมแต่ละกลิ่นขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์ ภายใต้ความเชื่อว่าน้ำหอมเป็นศิลปะ เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ที่ล้ำลึกแห่งความสมบูรณ์แบบของความสง่างามและความหรูหราอย่างแท้จริง ด้วยหลักปรัชญา “หรูหรา-รักษ์สิ่งแวดล้อม” (Eco-luxe) ที่ขวดน้ำหอมแต่ละขวดสามารถนำมาเติมและเก็บไว้ได้ชั่วชีวิต ทั้งยังช่วยลดปริมาณขยะให้กับโลก บินลัดฟ้ามาร่วมงานด้วย โดยมี มร.ซิลแวง ฟูร์ริแยร์ ที่ปรึกษาอันดับหนึ่งสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธี ณ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย

มร.คิลเลี่ยน เฮนเนสซี่ เจ้าของและผู้ก่อตั้งแบรนด์“คิลเลี่ยน” กล่าวถึงการสร้างสรรค์“คิลเลี่ยน” ว่า เริ่มแรกน้ำหอมจะต้องมีเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ ก่อนที่จะกลายเป็นความสวยงามกลมกลืนกันของกลิ่นหอม เช่นเดียวกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่จะต้องเขียนบทภาพยนตร์ก่อนที่จะเริ่มการถ่ายทำ และนี่คือสิ่งที่เขาทำเสมอเวลาพัฒนาแต่ละคอลเลคชั่น ในทางตรงกันข้ามกับคู่แข่งมากมายที่ตั้งชื่อน้ำหอมของพวกเขาจากส่วนประกอบหลักหนึ่งชนิด แต่เขาเลือกที่จะทำสิ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง โดยเลือกที่จะตั้งชื่อน้ำหอมแต่ละกลิ่นด้วย “ชื่อหลัก” และ “คำบรรยาย”เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่ว่าแต่ละกลิ่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันแท้จริงที่ยังไม่เคยถูกเล่าขาน มีความซับซ้อนมากขึ้นแต่ก็เพิ่มความล้ำลึกอย่างมากให้กับแต่ละกลิ่นหอม

พริดา ลิมปานนท์ และคิลเลี่ยนกลิ่นโปรด

“น้ำหอมทุกกลิ่นของผมสามารถใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผมสร้างสรรค์น้ำหอมที่แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกตามแต่ละชื่อ ไม่มีสิ่งใดที่ดึงความสนใจผมได้ไปมากกว่าการทำให้ความรู้สึกนั้นเหมือนจริงมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แน่นอนว่าขั้นตอนการสร้างสรรค์ของแต่ละคอลเลคชั่นใหม่นั้นเป็นขั้นตอนที่มีความยาวนานซึ่งใช้เวลา 18 ถึง 24 เดือน ซึ่งผมผ่านช่วงเวลานั้นมาอย่างมีความสุขตลอดช่วงที่สร้างสรรค์คอลเลคชั่น จนกระทั่งมาถึงวันนี้ที่ทุกอย่างลงตัว หลังจากนั้น คือ ความภูมิใจที่ได้เฝ้ามองทุกคนใช้น้ำหอมของคิลเลี่ยนและชื่นชอบมัน”

มร.คิลเลี่ยน กล่าวต่อว่า หลักปรัชญาแบบหรูหรา รักษ์สิ่งแวดล้อมของ “คิลเลี่ยน” เชื่อว่าในขณะที่น้ำหอมนั้นมีความเป็นศิลปะ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ด้วยเหตุผลนี้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของแบรนด์นี้สามารถเติมได้และนำมาใช้ใหม่ได้ ขวดน้ำหอมที่คุณซื้อคือขวดที่คุณจะเก็บไว้ชั่วชีวิต คอลเลคชั่นตลับของ “คิลเลี่ยน” สามารถนำกลับมาใช้เป็นกล่องเครื่องประดับ กระเป๋าราตรี หรือตลับซิการ์

In The Garden of Good & Evil หนึ่งใน
คอลเลคชั่นของ คิลเลี่ยน

“สำหรับผมผลิตภัณฑ์ที่มีความหรูหราเลอค่าอย่างแท้จริง ใน DNA หรือยีนส์ของผลิตภัณฑ์นั้น จำเป็นจะต้องมีความสามารถ
ที่จะส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังได้ ผลิตภัณฑ์อันเลอค่าไม่ควรที่จะต้องถูกทิ้งขว้าง”

สัมผัสน้ำหอมชั้นสูงอันทรงคุณค่า ทั้ง 27 กลิ่น จาก 5 คอลเลคชั่น ได้แก่ L’Oeuvre Noire, Addictive State of Mind, Arabian Nights, Asian Tales และIn The Garden of Good & Evil ของ “คิลเลี่ยน”ได้แล้ววันนี้ ที่ชั้น M บิวตี้ฮอลล์ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-0036428หรืออัพเดทความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ได้ที่ http://www.bykilian.com/fr หรือ https://www.facebook.com/ByKilian