เกมพลิกสลับข้างรุกรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735231


ปรากฏการณ์เบียดชิงพื้นที่ข่าว กลบกระแสกันอุตลุด

ตามสถานการณ์ที่ปมร้อนๆว่าด้วยเรื่องของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. กำลังเผชิญมรสุมข่าวโหมประจานพฤติกรรม “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของเมียกับลูกชาย

ตกอยู่ในวงล้อม “ตำบลกระสุนตก”

ถึงขนาดที่พี่ชายอย่าง “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องช่วยกัน “อุ้ม” ฝ่าดงระเบิด เสียงโห่ดังๆจากสังคมเรื่องมาตรฐานความโปร่งใส

แต่ก็ไม่กล้าเอาตัวเข้าการันตีกันเต็มๆ

และในจังหวะช่างบังเอิญพอดิบพอดี กับคิวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ปลุกผีคดีบริหารจัดการน้ำผิดพลาดทำให้น้ำท่วมใหญ่

ปี 2554 มาไล่บี้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แบบไม่ทันได้ตั้งหลัก

ชนิดที่เจ้าตัวถึงกับโอดครวญ นั่งอยู่เฉยๆก็เหมาคนเดียว 15 คดีไปแล้ว

และต่อเนื่องกันเลยกับคิวที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว แถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการ

“เช็กบิล” ค่าทำเจ๊งจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์คนเดียวเพียวๆ 3.5 หมื่นล้านบาท

“น้องปู” คนสวยกลับมาเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แทน

และก็ทันเกมกันอีกเหมือนกัน ในเหลี่ยมเชิงการเมืองเขี้ยวๆ แบบที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ชิงตีปี๊บดักคอ “นายกฯลุงตู่” วอนขอให้ใช้หลักยุติธรรมมาตรฐานเดียวกันในการดำเนินการกับตนเอง

เหมือนอย่างที่หัวหน้า คสช.ปกป้องน้องชาย

เกมชิงกระแสเฉพาะหน้า ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำ

เมื่อ “จันทร์โอชา” ยังห่วงพี่น้องได้ ฝั่ง “ชินวัตร” ห่วงพี่ห่วงน้องก็ไม่แปลกเหมือนกัน

แต่แน่นอน ว่ากันตามเกมในระยะยาวย่อมเป็นฝ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทยที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากกว่าหลายเท่า

วิบากกรรมเก่าตามล้างตามเช็ดจนหายใจหายคอไม่ทัน

โดยเงื่อนสถานการณ์คดีสำคัญมาถึงจุดเข้าด้ายเข้าเข็มตามโปรแกรมของกระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เข้าเงื่อนของอำนาจพิเศษมาตรา 44

ในจังหวะเข้าทางเกม “ล็อก” แบบหนีไม่ออก

ตามเส้นทางโหดๆที่เห็นตรงหน้า เค้าลางมาแล้วกับการโดนตั้งแท่นยึดทรัพย์

แต่นั่นยังไม่น่าลุ้นเท่ากับการขยับเข้าสู่โซนลุ้นโทษจำคุกในลำดับต่อไป

ในบรรยากาศชวนเสียววาบอย่างที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที “นำร่อง” เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ รับโทษจากคดีใช้อำนาจโดยไม่สุจริตเอื้อ “นายใหญ่”

วัดตามมาตรฐานคำตัดสินของศาล ถึงตรงนี้ใครก็ติดคุกได้ทั้งนั้น

และก็เป็นอะไรที่เห็นๆกัน กับสภาพของลูกข่าย “ทักษิณ” โฟกัสในส่วนของอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไล่ตั้งอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ที่โดนเรียกเช็กบิลค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้าน แถมไล่เบี้ยเรื่องบริหารน้ำผิดพลาด

ขณะที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ นายภูมิ สาระผล 2 อดีตรัฐ-มนตรีกระทรวงพาณิชย์ โดนทวงค่าเสียหายการทุจริตขายข้าวแบบจีทูจี ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนาสังคมฯ ก็โดน ป.ป.ช.จ่อเชือดคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร

หันไปที่เครือข่ายกลุ่มเสื้อแดง นปช. ล่าสุดก็เป็นฉากสถานการณ์ ที่ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. พร้อมแกนนำรวม 19 คน ต้องเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปราม

เพื่อรายงานตัวในคดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป กรณีร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

โดยกระแสพลิกกลับ สลับข้าง สถานการณ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับช่วงปีแรกของรัฐบาล คสช.ที่ต้องเผชิญเหลี่ยมโคตรเซียนการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ” ตีกินกระแสเสียฟอร์มตลอด

แต่เวลาเนิ่นนานออกไป ในจังหวะคดีสำคัญไหลเข้าเหลี่ยมโดยอัตโนมัติ

ทีมท็อปบูตก็ได้เปลี่ยนจากรับเป็นรุก

ทีม “ทักษิณ” ต้องปรับจากรุกเป็นรับ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ถึงยุคเปลี่ยนถ่ายอำนาจ : เอกซเรย์โครงสร้างกกต.อาการน่าเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/733564


โปรดตามลุ้นระทึกช็อตต่อไป

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะถูก “เซ็ตซีโร่” หรือถูก “รีเซ็ต”

หลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ กำหนดให้มี กกต. 7 คน จากเดิมมีเพียง 5 คน กกต. 5 คนแรกมาจากคณะกรรมการสรรหาจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ

อีก 2 คนมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เลือกจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษาหรือไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี

และต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญฉบับเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยกำหนดไว้ด้วย

คงพอเห็นเค้าโครงและโฉมหน้า กกต.ที่จะเข้ามาทำงานในอนาคตอันใกล้

ที่ผ่านมาตั้งแต่มี กกต.ชุดแรก จนถึงชุดที่สี่ยุคปัจจุบัน ล้วนถูกฝ่ายต่างๆวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่

และมี กกต.บางชุดบางคนถึงขั้นถูกศาลพิพากษาให้จำคุกในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมาแล้ว

ในจังหวะที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมาย กกต. ถูกโฟกัสอยู่ในลำดับต้นๆ

เพราะเป็นด่านคัดกรองนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดย “สุจริต-เที่ยงธรรม” และ “ชอบด้วยกฎหมาย”

สภาพปัญหาการทำหน้าที่และกลไกภายในสำนักงาน กกต. และอำนาจหน้าที่ของ กกต. จะต้องแก้ไขอย่างไร หรือ “เซ็ตซีโร่” และเปิดทางให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาทำหน้าที่แทน

ตามติดกับ นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยมอง กกต.เปรียบเหมือนเป็นองค์กรกระสุนตก ทุกคนทั้งที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์

ต่างเล็งมาที่ กกต. แม้ในยุคเริ่มต้นมีองค์กรนี้ มองกันว่าทำหน้าที่ได้ดีมาก ความจริงในช่วงนั้นยังไม่มีใครรู้ว่า กกต.มีความสำคัญอย่างไร

พอผลัดเปลี่ยนเป็นชุดที่สอง ฝ่ายการเมืองเริ่มเห็นความสำคัญ ต้องการดึงเอาเข้าเป็นพวก เพราะมีอิทธิพลต่อการเป็น ส.ส.ที่จะเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลได้

จนเกิดความรู้สึกว่า กกต.เป็นพวกของใครของมันตั้งแต่ยุคนี้

เริ่มจับผิดว่า กกต.วินิจฉัยไม่ถูกต้อง มีอคติต่อว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีความเที่ยงธรรม ที่สำคัญ ในองค์กรนี้มีบุคลากรมาจากกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยังมีบุคลากรที่มาจากเอ็นจีโออีกบางส่วน

“ตำรวจ” ทำงานกับ “มหาดไทย” ประสานกันไม่ได้ ทัศนคติมาจากคนละฝั่งฝา มีความรู้สึกว่าฉันก็แน่เธอก็แน่

สุดท้ายการทำงานมีปัญหา โดยเฉพาะด้านสืบสวนสอบสวน

5 เสือ กกต.ดูมีอำนาจมาก แต่มีอำนาจแค่ในนาม บางครั้งสั่งงานคนไม่ได้เลย ท่ามกลางถูกการเมืองเล่นงานทั้งจากเสื้อสองสี

ขณะที่การทำงานของ กกต. ที่แบ่งงานกันทำแต่ละด้าน สุดท้ายต้องรู้งานทุกด้าน เช่น งานด้านสืบสวนสอบสวน เพราะจะต้องอ่านสำนวนก่อนลงมติในที่ประชุม กกต.โดยเฉพาะในช่วงก่อนประกาศผลการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 1 เดือนก่อนมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก และหลังจากนั้นจะต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี

ขอบอกว่า กกต.มีอำนาจ แต่ไม่มีเครื่องมือ

เช่น การสืบสวนต้องให้ตำรวจออกหมายเรียก พอไม่มาให้การหลายครั้ง สำนวนทำไม่เสร็จ หรือสำนวน 100 เรื่อง สอบได้ 10 เรื่อง ต้องปล่อยผีไปก่อนให้ได้ ส.ส. 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปิดประชุมสภานัดแรกให้ได้

ฉะนั้น กกต.ต้องติดดาบ มีเครื่องมือช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และการสืบสวนสอบสวนได้รวดเร็ว

การทำสำนวนเป็นงานที่หนัก เขียนชุ่ยๆเพื่อให้ทันเวลาไม่ได้ และจะต้องทำสำนวนส่งไปถึงศาลด้วย ซึ่งสำนวนที่ส่งศาล 50 เปอร์เซ็นต์จะยกฟ้องหมด

เพราะ กกต.ยึดหลักแค่ถ้ามีหลักฐาน “อันควรเชื่อ” ได้ว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แต่ศาลฟัง “น้ำหนักพยาน” เป็นหลัก

ฉะนั้นมีข้อเสนอว่าไม่ควรจะไปเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งนักการเมืองตลอดชีวิต เพราะ กกต.ยึดหลักแค่อันควรเชื่อได้ว่าแล้วไปเพิกถอนเขาก็น่าเห็นใจ

และถ้ายังให้ กกต.ทำงานด้านสืบสวนอยู่ จะต้องมีความชัดเจน โดยจะต้องมีกฎหมายวิธีพิจารณาความของ กกต. ต้องมีอำนาจให้เขามาให้ถ้อยคำได้อย่างรวดเร็ว หากสำนวนที่ กกต.ล่าช้า ซึ่งเกิดจากเจ้าหน้าที่ กกต.บกพร่อง ไม่มีประสิทธิภาพจุดไหนจะต้องให้ออกไป ไม่ใช่ประคองกันไปอย่างนี้

พร้อมกับเพิ่มหน่วยงานต่างๆ ที่เคยอยู่กับหน่วยงานอื่นต้องมาอยู่กับ กกต. โดยเริ่มจากงานที่ กกต.ต้องพึ่งกระทรวงมหาดไทย เช่น ระบบไอทีทะเบียนราษฎร ที่จัดส่งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึงเจ้าบ้าน

ยิ่งมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเกิดขึ้นใหม่ ควรเชื่อมงานไอทีของทุกกระทรวงให้เป็นระบบเดียวกัน และ กกต.ต้องปรับปรุงระบบไอทีทั้งหมด

การแบ่งเขตการเลือกตั้งต้องกำหนดให้มีหน่วยงานที่ กกต.ควบคุมดูแล ถ้ายังเขียนแบบนี้โดยอยู่ในมือกระทรวงมหาดไทย กกต.ย่อมไม่พ้นความรับผิดชอบ

ขณะที่ กกต.แต่ละด้านจะต้องหมุนเวียนงานกันดูแลคนละ 1 ปี เพราะในที่สุดงานทุกด้านจะนำเข้าลงมติในที่ประชุม กกต. โดยเฉพาะงานจัดการเลือกตั้งเป็นงานที่หนักมาก

ส่วน กกต.จังหวัดที่ขณะนี้มีแนวคิดจะตัดออก เพราะมีปัญหาในหลายจังหวัด ถูกตั้งข้อครหาว่าไม่เป็นกลางจริง บางคนเป็นเถ้าแก่ เป็นนักเลงใหญ่ เป็นหัวคะแนนนักการเมือง

และมีอิทธิผลต่อการให้ใบเหลือง ใบแดง ก่อนส่งเรื่องให้ กกต.กลาง แล้วไปเปิดเผยว่าตัวเองให้ใบอะไรไป เปิดช่องให้วิ่งเต้น ฉะนั้นไม่ควรมี กกต.จังหวัด และให้ ผอ.กกต.จังหวัดทำหน้าที่ส่งเรื่องให้ กกต.กลาง

แล้วข้อเสนอของ กกต.ในการแจกใบเหลือง ใบแดง ใบดำ และใบส้ม มีความเหมาะสมอย่างไร นางสดศรี บอกว่า กกต.มีอำนาจแจกแค่ใบเหลืองและใบแดงก็เต็มที่แล้ว

หากจะให้มีอำนาจแจกใบส้มตัดสิทธินักการเมืองโดยไม่ต้องขึ้นศาล

ฎีกาแผนกเลือกตั้ง ไม่ได้ ถ้าจะแจกใบส้ม ต้องกำหนดลักษณะให้ชัดเจนและต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ซึ่งใช้ระยะเวลาการพิจารณาไม่เกิน 6 เดือน

ข้อเสนอเหล่านี้มีการสื่อสารไปถึง กรธ. 2 ท่านที่เคยเป็นอดีต กกต.อย่างไร นางสดศรี บอกว่า เชื่อว่าประสบการณ์การเป็น กกต. ของท่านทั้ง 2 คนมีมาก แต่จะกล้าพูดในที่ประชุม กรธ.หรือไม่

และ กรธ.ควรเชิญ กกต.ชุดแรกที่นักการเมืองชื่นชมมาเป็นทีมทำงานยกร่างกฎหมายลูกด้วย

ที่สำคัญ กกต.ชุดปัจจุบันไม่ควรเคลื่อนไหวอะไรมากนัก การเคลื่อนไหวอาจจะทำให้ถูกเซ็ตซีโร่เร็วยิ่งขึ้น

ส่วนข้อเสนอของ กกต.ชุดปัจจุบัน ต้องเปิดเผยความจริงว่าขอติดดาบทำไม ไม่เช่นนั้นจะถูกมองว่าอยากมีอำนาจมากขึ้น ควรอธิบายและพูดกับนักการเมืองให้ชัดว่า เรื่องนี้ไม่ได้ทำลายนักการเมือง แต่ต้องการทำงานให้

นักการเมืองได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็ว และเป็น ความปลอดภัยของนักการเมือง

สุดท้ายหากปล่อยให้องค์กรตกอยู่ในสภาพนี้ต่อไป กลัวว่าจะไม่มีอนาคตและถูกรื้อแน่นอน

แต่การถูกรื้อหรือการเซ็ตซีโร่ กกต.ไม่ใช่การแก้ปัญหา เว้นแต่จะเอาคนของตัวเองเข้ามา

ขอแนะนำว่าการออกกฎหมายเข่นฆ่านักการเมืองคงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง การจะทำให้นักการเมืองหมดไปคงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย การลงโทษนักการเมืองที่เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษไม่ใช่เรื่องง่าย

กกต.ต้องให้ความเป็นธรรมแก่นักการเมืองที่ประชาชนเลือกเข้าไปบริหารประเทศ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มาถึงวันนี้ยังมีความจำเป็นต้องมีองค์กรชื่อว่า กกต.อยู่หรือไม่ นางสดศรี บอกว่า ต้องมี แต่ต้องติดอาวุธให้ด้วย โดยมีหน่วยงานต่างๆมาขึ้นตรงต่อ กกต. และกำหนดให้ชัดเจนว่า กกต.มีอำนาจแค่ไหน

ตอนนี้เท่าที่ฟังนักการเมืองเห็นด้วยที่จะให้ กกต.จัดการเลือกตั้ง แต่ไม่เห็นด้วยที่จะติดดาบให้ เพราะเป็นห่วงว่าจะกลับไปเหมือนเดิม

ความจริงมันไม่ใช่ ขอให้ดูข้อเท็จจริงว่า กกต.ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ มีแค่องค์กร แต่ทำงานไม่ได้

ฉะนั้น กกต.ไม่ควรอาย ขอให้บอกไปเลยว่า กกต.ขอติดดาบ แต่ถ้าไม่ติดดาบให้ กกต.

ขอให้เอางานจัดการเลือกตั้งให้กระทรวงมหาดไทยทำเถอะ.

ทีมการเมือง

 

มลพิษผู้นำ ทำกองเชียร์สะอึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732635


ผลประโยชน์บริวาร “ทับซ้อน” บั่นทอนเรตติ้ง “ลุงตู่”

“We love you uncle Tu”

ตามฉากที่กองเชียร์ แม่ยก พ่อยกชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ถือป้ายสนับสนุนรอให้การต้อนรับคณะของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่เดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

แสดงให้เวทีโลกได้เห็นการยอมรับในตัวผู้นำรัฐบาลทหารของไทย

ซึ่งนั่นก็เป็นอะไรที่สวนทางกับกระแสกดดันจากต่างชาติที่มีต่อรัฐบาลจากการรัฐประหาร โดยสภาพการณ์สะท้อนอารมณ์คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบฝรั่ง

ตรงกันข้าม กลับมอง “นายกฯลุงตู่” เป็นความหวัง

ในการลุยล้างปมหมักหมมที่ฉุดให้ประเทศไทยอยู่ในวังวนของวิกฤติ ช่วยนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่เป้าหมายปลายทางในการปฏิรูปครั้งใหญ่

แบบที่อุปมาเหมือน “ตีเช็คเปล่า” ให้

โดยสถานการณ์ของกระแสภายหลังการประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ “นายกฯลุงตู่” สามารถยกระดับการใช้อำนาจพิเศษผ่านดาบ ม.44 ได้อย่างชอบธรรม

ประชาชนเห็นดีเห็นงาม พร้อมเอาตามด้วย

ยิ่งเป็นอะไรที่ “นายกฯลุงตู่” ได้ประกาศบนเวทียูเอ็นล่าสุด รัฐบาลไทยจะยึดหลักการส่งเสริมธรรมาภิบาล ขจัดคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไป

สำทับกับการที่เจ้าตัวได้แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานความโปร่งใส อย่างที่ผ่านมา 2 ปีในตำแหน่งผู้นำรัฐบาล คสช.ไม่มีปมเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบโดยส่วนตัว

หรือในส่วนของ “อาจารย์น้อง” นางนราพร จันทร์โอชา ภริยาของนายกฯ ก็ยิ่งเข้ม วางตัวอยู่ในจุดที่คนอื่นเข้าถึงยาก ว่ากันถึงขนาดไม่รับแม้แต่โทรศัพท์จากเพื่อนที่เคยร่วมเรียนหลักสูตรต่างๆด้วยกันมา

ล็อกประตูแน่นหนาทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน

เป็นที่ยอมรับกันทุกวงการ ทั้งวงนอกและวงในพูดตรงกันเลยว่า “นายกฯไม่เอา”

หัวนิ่งไม่มีอาการส่ายให้เห็นเลย

และโดยรูปการณ์ก็เป็นแรงส่งให้การเดินหน้าสะสางคดีทุจริตคอร์รัปชัน ในจังหวะที่ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.เร่งเคลียร์ปมตกค้างมาจากอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ไล่ตั้งแต่การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ต่อเนื่องกับการมอบอำนาจให้นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ลงนามแทนนายกรัฐมนตรี ในหนังสือบังคับทางปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย กรณีทุจริตขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

และตามรูปการณ์ที่คาดกันว่า จะเป็นรูปแบบเดียวกัน ในการเดินหน้าเช็กบิล เรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาลจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

กระบวนการเคลียร์คดีสำคัญมีความก้าวหน้าอย่างเห็นเนื้อเห็นหนัง

ตามเงื่อนไขที่เอ่ยอ้างเหตุยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อสะสางปมคอร์รัปชัน

ขณะเดียวกันก็มีปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการยกระดับมาตรฐาน “ธรรมาภิบาล”

ตามคิวที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายรัฐบาล คสช. เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเข็นกฎหมาย 4 ชั่วโคตรออกมาบังคับใช้

โดยอยู่ระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกาปรับแก้ไขถ้อยคำและกระบวนการ คาดว่าจะส่งร่างให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาออกเป็นกฎหมายในขั้นต่อไป

ซึ่งสาระสำคัญเป็นกฎหมายว่าด้วยการขัดกัน ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวม มีการระบุชัดห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ ครอบคลุม

ตั้งแต่ ตัวเอง พ่อ แม่ ลูก เมีย

ล็อกหลายชั้น เป็นหลักประกัน ไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน

มันก็ทำให้ประชาชนคนทั่วไปยิ่งมั่นอกมั่นใจในความจริงใจ คิดไม่ผิดที่ฝากความหวัง กับ “นายกฯลุงตู่” ให้เป็น กัปตัน คุมเกมไปสู่ธงปฏิรูปประเทศไทย

ตามภาพของผู้นำที่อยู่ในภาวะ “ผ่องใส” เต็มที่

แต่มันก็ต้องสะดุดอย่างจัง กับปรากฏการณ์ “ฝายแม่ผ่องพรรณ”

กับประเด็นร้อนแรงที่ “น้องสะใภ้นายกฯ” อย่างนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยาของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายในสายเลือดของ พล.อ.ประยุทธ์

โดน “จุดพลุ” แฉประจานอย่างหนัก เริ่มจากเครือข่ายโลกโซเชียลฯของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล คสช. ก่อนขยายผลปมฉาวในสื่อกระแสหลัก

กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งติดต่อกันทุกวัน

โดยประเด็นการใช้อำนาจหน้าที่สามีเอื้อประโยชน์ในทางไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นปมการสร้างฝายโดยตั้งเป็นชื่อตัวเอง การใช้เครื่องบินทหาร กำลังพลกองทัพไปในภารกิจเดียวกัน

และแนวโน้มส่อว่าจะไม่หยุดแค่นั้น

ตามสถานการณ์กระแสไหล ปมร้อนลามจากแม่ไปถึงลูกชายที่โดนขุดคุ้ยประเด็นการเอาบริษัทที่ตัวเองถือหุ้นเข้าประมูลงานก่อสร้างของกองทัพภาคที่ 3 ได้งานไป 2 โครงการ

ฟันงบประมาณมูลค่ากว่า 155 ล้านบาท

ซึ่งนั่นก็ไม่พลาด ปมร้อนไหลเข้าเหลี่ยมจอมร้องเรียน

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เข้ายื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบทั้งกรณีของ “ฝายแม่ผ่องพรรณ” และกรณีของลูกชาย พล.อ.ปรีชา ประมูลงานกองทัพภาคที่ 3

ตามเหตุผลที่ระบุเลยว่า เป็นเรื่องอยู่ในความคลางแคลงใจของสังคม

โดนร้อง ป.ป.ช.เช็กบิลทั้งลูกทั้งเมีย

ตามสถานการณ์ของ พล.อ.ปรีชา เหมือนอยู่ในตำบลกระสุนตก

ในอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องต่อสาย

ข้ามทวีปจากประเทศสหรัฐฯ มาบอกน้องชายให้เงียบๆไว้ก่อน ระมัดระวังตัวในการเคลียร์ประเด็นร้อนให้ดีๆ

นั่นก็เพราะโดยรูปการณ์มันต้องมีคนวงในร่วมปล่อยข้อมูล “เจาะยาง”

สะท้อนอาการหมั่นไส้คนนามสกุล “จันทร์โอชา” ไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะฝ่ายต่อต้านด้านนอกเท่านั้น

แต่งานนี้ก็เป็น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ออกหน้ามาการันตี กรณีลูกและเมียของ พล.อ.ปรีชาไม่ผิดแต่อย่างใด

อุ้มน้องชายแทน “บิ๊กตู่” เต็มที่

เรื่องของเรื่อง มันยังกระตุกปมค้างเก่าของ พล.อ.ปรีชาที่ก่อนหน้าก็เคยมีประเด็นมาแล้ว ทั้งการโยกเงินของกองทัพ 3 มาอยู่ในบัญชีภรรยา ถัดมาก็เป็นการใช้สิทธิให้ลูกชายคนเล็กเข้ารับราชการทหารในกองทัพด้วยวิธีพิเศษ

แต่ละเคส แต่ละกรณี หมิ่นเหม่ทั้งนั้น

มันจึงเป็นอะไรที่ถูกครึ่งไม่ถูกครึ่ง กับการที่ พล.อ.ปรีชาพยายามชี้แจงว่า กรณีของตัวเองที่ตกเป็นเป้าถล่มอย่างหนัก เพราะเป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์

เป็นจุดให้ถูกลากไปเป็นเหยื่อกระแสหมั่นไส้พี่ชาย

อย่างไรก็ดี อีกมุมหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ออก ทุกปมทุกกรณีของเมียและลูกของ “บิ๊กติ๊ก” มันก็เป็นปรากฏ-การณ์ที่มีการดำเนินการตามท้องเรื่องจริงๆ

ไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมากล่าวหากันลอยๆแต่อย่างใด

ทั้งนี้ทั้งนั้น ณ จุดนี้ยังสรุปอะไรไม่ได้ โดยข้อกฎหมายจะผิดหรือไม่ต้องพิสูจน์กันต่อไป เพราะจะว่าไปไม่ว่าจะเป็นกรณี “ฝายแม่ผ่องพรรณ” หรือลูกชายเข้าประมูลงานของหน่วยทหาร

มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติใน สังคมอุปถัมภ์แบบไทยๆ

ในอารมณ์แบบ ที่ว่าใครเขา ก็ทำกันทั้งนั้น

แต่ปัญหามันอยู่ในเชิงของจริยธรรม ในมุมของความ เหมาะสมต่างหากที่อันตราย

มันเป็นเรื่องท้าทายความรู้สึกสังคม

เทียบอารมณ์กันง่ายๆ กับตระกูลดังทางการเมืองบางตระกูลที่โดนโจมตีปมโคตรโกง โกงทั้งโคตร

ประทับตราบาปสลัดยังไงก็ไม่หลุด

และเชื้อคอร์รัปชันของบริวารใกล้ตัว ก็เป็นเหตุให้อดีตผู้นำก่อนหน้าโดนทหารใช้เป็นเหตุในการโค่นอำนาจล้มกระดานถึง 2 ครั้ง 2 คราว ตั้งแต่รัฐบาลของพี่ชาย จนมาถึงรัฐบาลของน้องสาว

แล้วมาถึงวันนี้ก็ไม่วาย เชื้อร้ายที่ว่ายังมาเกิดขึ้นกับบริวารใกล้ตัวของผู้นำอำนาจพิเศษ

ผู้ที่มีภารกิจแบกความคาดหวังของประชาชนคนไทยทั้งประเทศในการพาเมืองไทยก้าวผ่านวังวนอุบาทว์ที่ถ่วง ความเจริญของประเทศชาติมานานหลายชั่วอายุคน

ในอารมณ์ที่คนไทยส่วนใหญ่มอบความไว้วางใจให้ “นายกฯลุงตู่” ผู้โปร่งใส ลุยกวาดโกงให้สิ้นซาก

เจอแบบนี้ไป แน่นอนมันทำให้กองเชียร์สะอึก

ความหวังอยากเห็นประเทศไทยในฝันชักเริ่มใจแป้ว

ในเมื่อมันส่อแววเลยว่า ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน ของบริวาร ปมร้อนๆของน้องชายและครอบครัวจะเป็นแผลที่สะกิดเรียกเลือดจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้ตลอดเวลา

ยิ่งในภาวะเกมอำนาจกำลังเข้มข้น เครือข่ายฝ่ายต่อต้าน “นายกฯลุงตู่” โดนไล่บี้ไล่ต้อน

ถอนรากถอนโคนจากปมทุจริตคอร์รัปชัน

มันหนีไม่พ้นเสียงเย้ย “ลูบหน้าปะจมูก” ย้อนมาพันคอ.

“ทีมการเมือง”

 

ปิดประตูทุบกระดอง “ปู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732455


เกาะฟลอร์ปั่นแต้มอยู่บนเวทีโลก

ตามจังหวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยืดอกให้คำมั่นกลางเวทีประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ตอกย้ำจุดยืนคืนเวทีประชาธิปไตยปลายปี 2560 ตามโรดแม็ปที่วางไว้ พร้อมลดระดับกฎเหล็ก ยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร ผ่อนปรนบรรยากาศภายในประเทศ

ได้เคลียร์ใจผู้นำเวทีโลกให้เข้าใจสถานการณ์ภายในประเทศไทย ล้างภาพลักษณ์เผด็จการรัฐบาลทหาร

ควบคู่ไปกับกระแสตอบรับจากเสียงเชียร์ “ลุงตู่สู้ๆ” ของคนไทยในต่างแดน เติมกำลังใจเต็มเปี่ยมให้เดินหน้าการทำงานในช่วงเวลาที่เหลือต่อไป

“บิ๊กตู่” ถือโอกาสตีกิน เพิ่มแต้มเนียนๆในต่างแดน

สวนทางกับเรื่องภายในประเทศ ที่กำลังมีประเด็นล่อแหลมทางจริยธรรมของคนใกล้ตัวนายกฯ ที่กระทบชิ่งใส่ผู้นำ คสช.ให้พลอยเสียรังวัดไปด้วย

กรณีน้องชาย “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ตกที่นั่งตำบลกระสุนตก โดนล่อเป้ารุมถล่มประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน

จากกรณีการจับผิดเรื่องการตั้งชื่อฝาย “แม่ผ่องพรรณ” จ.เชียงใหม่ ตรงกับชื่อ “ผ่องพรรณ จันทร์โอชา” ภริยา “บิ๊กติ๊ก” พอดิบพอดี และขยายวงไปถึงการนำเครื่องบินหลวงไปให้คณะภริยาของน้องชายนายกฯใช้ระหว่างลงพื้นที่ไปที่ฝายแม่ผ่องพรรณ

บานปลายไปถึงกรณีที่บริษัทของบุตรชายได้รับงานประมูลในหลายโครงการก่อสร้างของกองทัพภาคที่ 3

ปลุกกระแสสังคมให้คาใจ กระหน่ำคำถามเรื่อง “ธรรมาภิบาล” ใช้สถานะนามสกุลของตัวเองมาเอื้อประโยชน์กันหรือไม่

คนใกล้ตัวเรียกแขก กลายเป็น “สายล่อฟ้า” สะเทือนไปถึงภาพลักษณ์ “ปราบโกง” ของผู้นำ คสช.ให้สะดุด ไม่สามารถอ้าปากพูดเรื่องความโปร่งใสได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

โดนฝ่ายตรงข้ามตั้งแท่นขยี้ปมจริยธรรม “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง”

แต่ที่อาการหนัก ตกที่นั่งลำบากมากกว่า หนีไม่พ้น “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังตกอยู่ในโซนกระสุนตก ถูกถล่มใส่ไม่ยั้งมือ ณ เวลานี้

ตามรูปการณ์ที่ตกอยู่ในสถานะถูกรุกไล่จากเครือข่ายฝ่ายอำนาจพิเศษให้จนกระดานมากขึ้นเรื่อยๆ

จากสถานการณ์ที่ถูกขึ้นบัญชีดำ มีคดีติดตัวอยู่ในชั้นการพิจารณาของ ป.ป.ช.ยาวเป็นหางว่าวถึง 15 คดี

อาทิ กรณีแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทในการบริหารจัดการน้ำ

ล่าสุด ยังถูกตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีบริหารงานผิดพลาดในการเก็บกักและระบายน้ำ เป็นเหตุให้เกิดมหาอุทกภัยปี 2554

ปมน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศที่ทำให้ “อดีตนายกฯปู” เสียศูนย์ ถูกรุมด่าทั่วเมืองเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา กลับมาหลอน “ยิ่งลักษณ์” อีกรอบ

มีโจทก์เก่าอย่าง “สุภา ปิยะจิตติ” กรรมการ ป.ป.ช. อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา ที่เคยฝากรอยแผลคดีโครงการจำนำข้าว นั่งหัวโต๊ะคุมการไต่สวนถึง 6 คดี

ยังไม่รวมถึงกรณีโครงการจำนำข้าวในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่งวดเข้ามาเรื่อยๆ ได้ลุ้นว่าจะแหย่ขาเข้าตะรางหรือไม่

หรือการตั้งแท่นจ่อเรียกเงิน 3 หมื่นล้านบาท กรณีสร้างความเสียหายในโครงการจำนำข้าว ที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลังจะสรุปผลเร็วๆนี้

“อดีตนายกฯหญิง” เจอวางตั๋วเช็กบิลทั่วสารทิศ ดูทรงแล้ว ดิ้นสู้อย่างไร ก็รอดลำบาก

ทำได้แค่โอดครวญ เรียกร้องคะแนนความเห็นใจจากฝั่งแม่ยก

อำนาจพิเศษเดินหมากปิดประตูทุบกระดองปูไว้ทุกทาง ขณะที่เครือข่ายนายใหญ่ ระดับหัวแถวและปลายแถวต่างถูกเด็ดปีกออกจากสารบบการเมืองอย่างต่อเนื่อง

และอีกหลายคดีต่อคิวขึ้นเขียงรอวันตัดสินชะตากรรม

หัวขบวนและหางแถวส่อแววร่วงระนาวก่อนถึงช่วงเลือกตั้งปลายปี 2560

ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างอะไรจากการถูกเซ็ตซีโร่ทั้งเป็น!!!

ทีมข่าวการเมือง

 

เงื้อดาบแล้วมีชะงัก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731348


ในคิวกล่าวถ้อยแถลงของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติฯที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ช่วงหนึ่งกล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศ

นอกจากยืนยันโรดแม็ปเลือกตั้งปลายปี 2560 โปรแกรมหน้าคัมมิ่งซูน

ยังระบุ รัฐบาลได้เน้นแก้ไขปัญหาความมั่นคง การทุจริต การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมต่างๆที่เป็นปัญหาที่เรื้อรัง และแก้ไขปัญหาที่ต้นตอเป็นการวางรากฐานการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

“รวมทั้งการส่งเสริมธรรมาภิบาล”

“บิ๊กตู่” ยังกล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “ประเทศไทย 4.0” ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย พัฒนา ปรับปรุงกฎระเบียบให้เป็นสากล

รวมทั้งขจัดปัญหาคอร์รัปชัน

ตัวแทนอำนาจพิเศษประเทศไทยประกาศยึดหลักธรรมาภิบาล ขจัดคอร์รัปชัน

ไม่วายถูกโฟกัสโยงสถานการณ์ในไทย ห้วงปม “ความไม่โปร่งใส” ในคนใกล้ชิดผู้นำโผล่

เป็นประเด็นร้อนสะเทือนอำนาจพิเศษ

เรื่องเกี่ยวกับคนในครอบครัว “จันทร์โอชา” ในส่วนของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม จากจุดเริ่มปมเล็กๆ เปิดโพยตั้งชื่อ “ฝายแม่ผ่องพรรณ” ที่เชียงใหม่ โยงชื่อภรรยาของ “บิ๊กติ๊ก”

ขยายวงไปถึงการขอใช้บริการเครื่องบินกองทัพ ขนแม่บ้านท็อปบูตไปงาน และที่สื่อออนไลน์เปิดเอกสารรายละเอียดการประมูลโครงการในกองทัพภาคที่ 3 ของบริษัทลูกชาย “ปลัดติ๊ก”

ลูก-เมียของน้องชาย “บิ๊กตู่” ติดหลายเงี่ยง เส้นสายอำนาจและผลประโยชน์

ล่าสุด นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบ “บิ๊กติ๊ก” ไปจนกระทั่งแม่ทัพและอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง

กรณีใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์บริษัทบุตรชาย พล.อ.ปรีชาให้ได้รับงานก่อสร้าง

ไฟชักลาม

ลำพัง “นายกฯลุงตู่” ต่อสายตรงมาถึงน้องชายให้ระวังตัวก็คง “ดับไฟ” ไม่อยู่ หรือ “บิ๊กป้อม” พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม การันตี ก็ยังล้างประเด็นที่สังคมสงสัย “คาใจ” ไม่ได้

ทั้งหมดทั้งปวง ก็ไม่แน่ใจถึงคิวกลับไทย “บิ๊กตู่” จะช่วยเบรกกระแสกันได้แค่ไหน

เพราะคิวนี้ กระทั่งองค์กรตรวจสอบยังถูกจับจ้องดึงเกมยาวเหนื่อย

แล้วแน่นอน คิวนี้ย่อมสะเทือนไปถึงโจทย์หลัก “ล้างโกง” ของคสช.อย่างมิต้องสงสัย

กระทั่งถึงแม้จะมี “เรื่องใหญ่” ทั้งปมตรวจสอบความเสียหาย ไล่บี้เรียกเฉ่งเจ๊งจำนำข้าวจาก “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ปมระบายข้าวจีทูจีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พร้อมพวก

กระทั่งล่าสุด นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนาย “อดีตนายกฯปู” ระบุ ป.ป.ช.ยังได้ส่งหนังสือเพื่อแจ้งให้ทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงข้อกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

มีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในเหตุมหาอุทกภัยปี 2554

ตามที่นายนรวิชญ์ระบุ เป็นอีก 1 ใน 15 คดีเกี่ยวกับอดีตนายกฯหญิง

ชนักจ่อคิวอื้อ

แต่มาเจอปมร้อน “เครือญาติผู้นำ” ทำเอาคิวบี้สะดุดเหมือนกัน

เช่นเดียวกับกรณี ศาลอาญาสั่งจำคุก 3 ปีไม่รอลงอาญานายแทน เทือกสุบรรณ ลูกชาย “ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ” และนายบรรเจิด เหล่าปิยะสกุล อดีตเลขาฯนายสุเทพ ในคดีบุกรุกที่เขาแพงกว่า 31 ไร่

โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัว หาช่องสู้ปลดชนักต่อ

ตามรูปการณ์น่าจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องจากที่ผู้นำประเทศ ให้คดีที่เกี่ยวโยง “นักการเมือง” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถึงขั้นเตรียมเสนอกฎหมาย “เอาผิดโกง 4 ชั่วโคตร”

ตามเป้าหมาย “ล้างทุจริต” จัดระเบียบบ้านเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน

แต่เมื่อคนใกล้ชิด “อำนาจพิเศษ” ถูกลากชื่อเข้าข่าย

“ดาบเชือดโกง” หลายเล่มเงื้อฟันก็คงชะงักไปเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ถึงกับต้องต่อสายตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730125


เหตุเกิดช่วงกัปตันทีมไม่ได้อยู่คุมเกมในประเทศพอดี

ประเมินจากข่าวที่ระบุว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องต่อสายตรงข้ามทวีปจากสหรัฐอเมริกามาสั่งการใน 2 จุดใหญ่ๆ

ในอารมณ์พะว้าพะวงเป็นห่วงสถานการณ์ร้อนแรง

จุดแรกเลยคือการโทรศัพท์สายตรงสั่ง “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม ให้เงียบๆ ระวังตัวในการชี้แจงเรื่องร้อนๆเกี่ยวกับลูกเมียที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมตำบลกระสุนตก

โดนแฉหนักปมผลประโยชน์ทับซ้อน

สถานการณ์ร้อนๆ กระแสลามเร็ว จากจุดเริ่มในโลกโซเชียลฯที่ “เจ๊ผ่อง” นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ถูกขุดคุ้ยปมใช้งบหลวงทำฝายตั้งชื่อตัวเอง ใช้สิทธินั่งเครื่องบินทหารไปต่างจังหวัด พฤติกรรมหมิ่นเหม่ไม่เหมาะสม มาถึงลูกชายเอาบริษัทเข้าประมูลงานกับกองทัพภาคที่ 3

ตามจังหวะลูกไหลเข้าทางฝ่ายต้าน “นายกฯลุงตู่” ตีปี๊บประจานธรรมาภิบาล

ย้อนศร เทียบมาตรฐานกับ “ตระกูลชินฯ” ที่โดนด่าโกงทั้งโคตร

โดยมีคนที่รับอาสาเป็น “โจทก์” ตามไล่ฟ้องดะ ก็คือนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ล่าสุดได้เข้ายื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบกรณีลูกชาย พล.อ.ปรีชาประมูลงานกองทัพภาคที่ 3

ตามเหตุเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชนเป็นการทั่วไปว่า หากไม่มีการใช้อำนาจ พิเศษเพื่อประโยชน์ในการเสนอราคาประมูลงานต่างๆดังกล่าวแล้ว บริษัทหน้าใหม่ที่มีทุนจดทะเบียนเล็กน้อย จะสามารถชนะการประมูลงานของรัฐที่มีมูลค่านับสิบนับร้อยล้านได้อย่างไร

กรณีดังกล่าวเชื่อว่าน่าจะมีการกระทำอันเข้าข่ายพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ประกอบมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช.2542 แก้ไขเพิ่มเติม และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 152

โดนร้อง ป.ป.ช.ตามเช็กบิลทั้งเมียทั้งลูก

ตามสถานะคนถูกล็อกเป้า อยู่ท่ามกลางสายตาสังคมจับจ้อง ในอาการแบบที่ พล.อ.ปรีชา เป็นประธานในพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์หน้าศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม

โดยมีการผูกผ้าสามสีและคล้องพวงมาลัยปืนใหญ่โบราณ 40 กระบอก

เจ้าตัวก็ยังไม่วายต้องบอกปัดคำถามนักข่าว การทำพิธีครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ เพราะพิธีครั้งนี้มีแผนการดำเนินงานมานานแล้ว

ส่อแววหนีสถานะ “บ่อน้ำมัน” ไม่ออก

“บิ๊กติ๊ก” คือจุดอ่อนไหวที่ฝ่ายตรงข้ามจ้องกระแทกชิ่งไปถึงพี่ชายอย่าง “บิ๊กตู่”

เรื่องของเรื่อง ในมุมของฝ่ายต่อต้านก็ไม่น่าแปลกอะไร แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า โดยปรากฏการณ์ลักษณะที่เป็นข้อมูลวงในหลุดออกมาประจาน

มันต้องเป็นคนกันเองปล่อยเตะตัดขา

ปรากฏการณ์ถล่ม พล.อ.ปรีชา สะท้อนเลยว่า อาการหมั่นไส้คนนามสกุล “จันทร์โอชา” ไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะฝ่ายต่อต้านด้านนอก

“บิ๊กตู่” ถึงต้องรีบต่อสายข้ามทวีปบอกน้องชายให้ระวังตัวดีๆ

ขณะที่อีกช็อตหนึ่ง “บิ๊กตู่” ได้ต่อสายตรงถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ว่าด้วยปมของการลุยปราบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ”

นายกฯแสดงความเป็นห่วงจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในวงกว้าง

โดยสั่งการให้ พล.อ.ประวิตร รีบเคลียร์ให้จบภายใน 1 เดือน ไม่ให้กระเทือนภาพพจน์การท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่

มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจนว่า คิวของทัวร์ศูนย์เหรียญส่งผลสะเทือนรุนแรง

เบื้องหน้าเบื้องหลังรายการนี้จะมีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน นอกเหนือไปจากยุทธศาสตร์ คสช.ที่ต้องการจัดระเบียบสังคมและเศรษฐกิจหรือไม่ หรือจะโยงไปถึงกลุ่มทุนสปอนเซอร์ใคร

เพราะจากท่าทีผู้นำที่ต้องต่อสายตรงมาสั่งการ แสดงว่าเดิมพันต้องสูง

ที่แน่ๆเลยการท่องเที่ยวคือช่องทางหารายได้หลักที่เหลืออยู่ในยามเศรษฐกิจฝืดเคืองเต็มที

“บิ๊กตู่” ถึงต้องจี้ให้รีบเคลียร์จบเกมเร็ว.

ทีมข่าวการเมือง

 

เขี่ยเชื้อรอภูมิคุ้มกันลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729004


ระทึกกันทั้งทำเนียบรัฐบาล สถานการณ์แทรกคิวเงียบๆช่วงท่านผู้นำไม่อยู่

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถเครนก่อสร้างขนาดใหญ่ บริเวณก่อสร้างอาคารรับรองหลังตึกไทยคู่ฟ้า ล้มทับอาคารสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำให้มีคนบาดเจ็บและรถยนต์เสียหาย 3 คัน

นั่นก็ทำให้นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องลงมาตรวจดูพื้นที่เกิดเหตุ และได้รีบรายงานให้ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ติดตาม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปประชุมสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกา รับทราบ

พร้อมยอมรับว่า อาคารดังกล่าวเพิ่งทำบุญไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่อยากให้คิดมาก เพราะเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น

เรื่องของเรื่อง ถ้าเป็นช่วงรัฐบาลกำลังอยู่ในอาการไม่สู้ดี เหตุการณ์แบบนี้หนีไม่พ้นถูกตีความเป็น “ลางร้าย” ทำนายทายทักเป็นสิ่งบอกเหตุไม่สู้ดีนัก

แต่บังเอิญ ณ ห้วงนี้ ผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ กำลังขาขึ้น ต้นทุนหน้าตักยังหนา

ตามฉากแบบที่แม่ยกชาวไทยในนครนิวยอร์ก ใส่เสื้อ “We love you uncle Tu” บอกรัก“นายกฯลุงตู่” ส่งเสียงเชียร์ให้สู้ๆ ก่อนเตรียมเข้าร่วมประชุมยูเอ็น

เป็น “ตัวช่วย” ประคองแรงกดดันบนเวทีโลกต่อผู้นำรัฐบาลทหารของไทย

โดยสภาพเงื่อนไขภายนอกที่ “นายกฯลุงตู่” เคลียร์ยังไงก็ไม่ขาด ตามฟอร์มนานาชาติไม่มีทางยอมรับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร

ตรงกันข้ามกับแรงเงื่อนไขภายในประเทศที่เริ่มคุมเกมได้อยู่หมัด

“นายกฯลุงตู่” จัดการเคลียร์ “ทุ่นระเบิด” ทางการเมืองได้ตามยุทธศาสตร์

แบบที่ล่าสุดนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้ยอมเซ็นลงนามแทนนายกรัฐมนตรี ในหนังสือบังคับทางปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากนักการเมืองและข้าราชการ กรณีทุจริตขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เป็นเงินจำนวน 2 หมื่นล้านบาท

และเป็นที่คาดกันว่า นี่จะเป็นแบบฟอร์ม “นำร่อง”

ในการดำเนินการ “เช็กบิล” เรียกร้องค่าเสียหายจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว มูลค่ามหาศาล

ตามรูปการณ์ “ต้อน” อดีตผู้นำหญิงเข้ามุมอับเข้าไปทุกขณะ

โดยจังหวะที่ล้อกันไปกับคิวที่ขาป่วนท็อปบูต คสช.อย่าง “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ก็ต้องเดินทางเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

กรณีที่มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนายวัฒนา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จากข้อกล่าวหาเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการเอกชนในการจัดซื้อ จัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติในยุครัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

โดนชนักปักหลัง จอมเฮี้ยวยี่ห้อ “วัฒนา เมืองสุข” ก็ขยับตัวลำบาก

และก็ท่าจะรอดยากเหมือนกัน กับคิวที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้มีคำสั่งทบทวนการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ นายวรชัย เหมะ กับพวกรวม 40 ราย กรณีร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ เข้าข่ายใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ

วิบากกรรมเครือข่ายพรรคเพื่อไทย โดนตัดแขน ตัดขา สลายกำลังจนแทบไม่เหลือ

แนวรบ “ทักษิณ” อ่อนล้าลงทุกที สวนทางกับอาการแข็งแกร่งของ “นายกฯลุงตู่”

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ มันก็มีสัญญาณอันตรายแทรกเข้ามา กับปรากฏการณ์ที่น้องชายในสายเลือด “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม ต้องตกอยู่ในวงล้อม “ตำบลกระสุนตก”

ตามจังหวะ “กระแสไหล” จากเมียที่ถูกแฉใช้อำนาจโดยมิชอบ ลามถึงลูกชายถูกแฉเอาบริษัทเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างของกองทัพภาคที่ 3

จริงอยู่ ณ วันนี้ยังจัดว่าไม่อันตราย เพราะมีต้นทุนหน้าตักหนาๆของ “นายกฯลุงตู่” ช่วยอยู่

แต่การ “เขี่ยแผล” เชื้อโกง กระตุกโรคคอร์รัปชันผลประโยชน์ทับซ้อนเครือญาติ

ถ้าภูมิคุ้มกัน “บิ๊กตู่” ลดลงเมื่อไหร่ อาการลุกลามได้ทันที.

ทีมข่าวการเมือง

 

‘เทคโนแครต’ กับทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727875


เข็มนาฬิกาวนมาครบรอบ 10 ปีเต็ม เหตุการณ์ “19 กันยายน” ทหารโค่นอำนาจรัฐบาลของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร นำมาซึ่งมหกรรม “กีฬาสีประเทศไทย”

วิกฤติ “แตกแยก” รุนแรง จนเกือบเข้าสู่ภาวะ “รัฐล่มสลาย”

ณ วันนี้เกมอำนาจผ่านมาอยู่ในมือของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่กำลังอยู่ในภาวะขึ้นหม้อ ได้รับการต่อโปรโมชั่นอำนาจพิเศษแบบยาวๆ

นั่นก็เพราะ “จุดเด่น” แบบที่พูดกันทั้งวงนอกวงใน “นายกฯไม่เอา”

ตามสถานะของผู้นำที่สร้าง “เกราะกำบัง” ให้เข้าถึงตัวยาก โดยเฉพาะหลังบ้านอย่าง “อาจารย์น้อง” นางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกฯ ยิ่งวางตัวอยู่ในจุดที่เจาะเข้าหาลำบาก

มาตรฐาน “โปร่งใส” อยู่ในขั้นไร้ช่องโหว่ทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน

แต่นั่นก็ทำให้ระเบิดไปตกข้างๆบ้าน ตามปรากฏการณ์ของกระแส “หมั่นไส้” ล็อกเป้าโจมตีไปที่ “น้องสะใภ้นายกฯ” อย่างนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยาของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์

โดนฝ่ายต่อต้านขุดคุ้ยปมร้อนๆแฉประจานอย่างหนักในโลกโซเชียล

ถึงขั้นที่ “จอมร้อง” อย่างนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ตั้งแท่นยื่นร้องเรียนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบพฤติการณ์ของนางผ่องพรรณ ลากโยงไปพันกับ พล.อ.ปรีชา

เรื่องของเรื่อง “ทักษิณ ชินวัตร” พังเพราะญาติพี่น้อง

“ประยุทธ์” ก็ต้องถูกเขี่ยจุดอันตรายจากเครือข่ายในครอบครัว ล้อกันไป

แต่ ณ ห้วงนี้ต้นทุนส่วนตัว “นายกฯลุงตู่” ภูมิคุ้มกันยังปึ้ก ปิด “จุดตาย” ไว้ได้แน่น

ที่ต้องโฟกัสจริงๆ ก็คือสถานการณ์ในเชิงการบริหาร ที่ชักจะเกิดรายการเหยียบตาปลากันถี่ๆ สะท้อนจังหวะ “ขัดลำ” ภายในรัฐบาล หลายปรากฏการณ์ชัดๆ

บ่งบอกอาการอึดอัดระหว่างทีมรัฐมนตรีท็อปบูตกับ “เทคโนแครต” มืออาชีพ

ตามแรงบีบที่เกิดกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

ไม่ว่าจะเป็นอาการแบบที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ทีมงานสายตรงของนายสมคิด ออกลีลาอิดออดไม่กล้าลงนามในคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายคดีทุจริตโครงการจำนำข้าว ในส่วนของการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท

กลัวพลาดติดเงี่ยงกฎหมาย โดนย้อนเกล็ดเอาคืนในภายหลัง

พอโยนให้ข้าราชการประจำ ก็ชิ่งเผือกร้อนกันพัลวันระหว่างปลัดกระทรวงพาณิชย์คนเก่าที่กำลังจะเกษียณกับว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

ถึงขั้นมีข่าววงในหลุดออกมา ถ้าโดนบังคับให้เซ็นก็จะลาออก

ที่แน่ๆ อาการแหยงเช็กบิลจำนำข้าว มันขัดกับยุทธการแบบทหารที่ต้องเร่งปิดจ๊อบเร็ว

กระทรวงพาณิชย์ ทีมงาน “สมคิด” ไม่เล่นตามเกม สถานการณ์โยงไปถึงคิวของนายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.ไอซีที ที่ลาออกจากตำแหน่งเพราะเงื่อนไขข้อกฎหมาย พ.ร.บ.การจัดตั้งกระทรวงใหม่ และล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ได้เซ็นคำสั่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

เป็นคำตอบที่บ่งบอกนัย ไม่ตั้งกลับมานั่งเก้าอี้เดิม

เรื่องของเรื่อง แม้จะมีข่าววงใน พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดกับนายสมคิดเป็นเชิงว่า ขอเวลาพิจารณาคืนโควตาให้นายอุตตมในการปรับ ครม.ช่วงเดือนตุลาคม

แต่สุดท้ายเลยก็เป็นฝ่ายของนายสมคิดที่ “ดีดลูกคิด” แล้ว คืนโควตาให้ทหารดีกว่า เพราะยื้อเอาไปก็มีแต่เสียกับเท่าทุน ตามสถานะของ “เทคโนแครต” ที่มีสายสัมพันธ์กับภาคธุรกิจ การคุมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หนีไม่พ้นข้อหาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน

“สมคิด” ออกอาการเกร็ง กลัวทหารไม่ไว้วางใจ

ในอีกมุมก็คุยกับทหารไม่รู้เรื่อง แบบที่ต้องโดนจับแยกคู่กับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เพื่อนรักของนายกฯ เพราะปัญหามาจากความไม่เข้าใจในเศรษฐกิจรากหญ้า มืออาชีพระดับนายสมคิดมองว่า การเอาแต่จ่ายเงินให้ชาวนาทีละ 1–2 พัน ไม่ได้ผล

แต่ไม่รู้จะบอกกันตรงๆยังไง เพราะทหารคุยยาก

“สมคิด” ออกปากบ่นเลยว่า “เหนื่อยมาก”.

ทีมข่าวการเมือง

 

ห้อยโหนหรือของจริง : ปักธงการเมืองใหม่ไล่การเมืองน้ำเน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/726525


ล้างบางการเมืองยุคเก่าเข้าสู่การเมืองยุคปฏิรูปเป็นบทบาทของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง (กมธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ออกมาโยนหินถามต่อสังคมเป็นระยะๆ

แต่ละประเด็นที่ปรากฏออกมาสู่สาธารณะ ถูกฝ่ายการเมืองตั้งคำถามกลับไปว่า มี “ธง” หรือ “รับงานมา” หรือ “มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง” อย่างไร

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ขอเฉลยคลายข้อสงสัย ผ่านการให้สัมภาษณ์ทีมข่าวการเมือง ว่า ข้อเสนอของ สปท.เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง ผลโพลออกมาเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย

แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับฝ่ายการเมืองที่ออกมาคัดค้าน

มันเป็นตัวชี้วัดแบบหนึ่งว่าประชาชนต้องการอะไรในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอให้กระทรวงมหาดไทย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาช่วยดูแลความเรียบร้อย ป้องกันการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ล่าสุดการ “เซ็ตซีโร่” หรือ “ล้างไพ่พรรคการเมือง” กมธ.เสนอขึ้นมาโดยดูประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ภายใต้หลักตั้งพรรคการเมืองง่าย แต่ยุบพรรคตามเหตุผล

ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคทำผิด แล้วไปยุบพรรค น่าจะไม่ชอบด้วยเหตุและผล

ที่ผ่านมาพรรคการเมืองทำผิดกฎหมาย ผ่านกระบวนการของคณะกรรมการบริหารพรรค พอพรรคการเมืองถูกยุบจากการทำผิด พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ก็เกิดคำถามตามมาว่าไปยุบพรรคทำไม

สมัยก่อนพรรคการเมืองถูกมองเป็นของ “นักการเมือง” ไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองของ “ประชาชน” เพราะเกิดจากนักการเมืองรวมตัวกัน เพื่อระดมกลุ่มทุนเข้ามาลงทุนทางการเมือง ให้ได้อำนาจบริหารประเทศ เปรียบเหมือนการค้าขาย มีการลงทุน มีกำไร และหารายได้ตอบแทน

ฉะนั้นเมื่อคนใดคนหนึ่งที่เป็นกรรมการบริหารพรรคทำผิด ต้องโดนเหมาเข่ง

แต่รากเหง้าพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ไม่ได้ล้มหายตายจากไปจริง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยุบพรรคอย่างไรก็ไร้ผล ซ้ำยังส่งคนตั้งพรรค การเมืองใหม่ มีนอมินีเข้าไปบริหารพรรค

และการลงโทษบางทีคนอื่นที่ไม่ได้ทำผิด แต่คนถูกลงโทษ พอพ้นโทษ 5 ปีที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ก็กลับมาในนามพรรคการเมืองใหม่และเข้ามาเป็นรัฐมนตรีอีก อยู่ในวังวนแบบนั้นอีก สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการยุบพรรคแก้ปัญหาไม่ได้

เมื่อสภาพปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวพรรคการเมือง ไม่ควรไปเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง

แต่ปัญหาอยู่ที่บรรดานักการเมืองเข้าไปเป็นเจ้าของพรรค พรรคการเมืองจะดำรงอยู่ได้ต้องมีรายจ่าย

ทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย

เมื่อมีรายจ่ายย่อมต้องหารายได้จากการระดมทุนผ่านการรวมตัวของคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม คือ นายทุน กลายเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มทุน ไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองของประชาชน

ปัญหาอยู่ที่ “ตัวบุคคล-กลุ่มทุน”

ขณะเดียวกันพรรคการเมืองที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์แบบ ต้องมีสมาชิกพรรค 5 พันคน มี 4 สาขาพรรคเป็นอย่างน้อย กลายเป็นรูปแบบที่พรรคการเมืองจะต้องหาสมาชิกพรรคให้ครบตามเกณฑ์

สมาชิกจะสมัครใจ หรือสมัครด้วยระบบอุปถัมภ์ แต่โดยจิตวิญญาณไม่ได้ไปด้วยกับพรรคการเมือง

ฉะนั้นถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงการเมือง ได้นักการเมืองที่ดี เป็นตัวแทนของประชาชน จะต้องเปิดประตูให้มีสมาชิกพรรคตัวจริงตามความสมัครใจ เพื่อนำไปสู่จุดหมายสำคัญให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพรรคการเมือง

ขณะเดียวกันจะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลสมาชิกพรรคทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตรวจสอบไม่ให้บุคคลเป็นสมาชิกหลายพรรคการเมือง

เพราะจะมีผลต่อการจ่ายค่าธรรมเนียมสมาชิกพรรค ซึ่งกำหนดเอาไว้ไม่เกิน 200 บาทต่อปี และห้ามผู้ใดจ่ายเงินแทนสมาชิกพรรค ใครฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษจำคุก 1 ปี

พรรคการเมืองใดเก็บเงินค่าสมาชิกได้เท่าไหร่ ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณสมทบจำนวนเท่ากับเงินที่สมาชิกชำระในแต่ละปี

เมื่อการเมืองเดินมาถึงจุดนี้ผู้สมัคร ส.ส.อาจจะต้องมีการเลือกกันเองภายในพื้นที่ หรือไพรมารีโหวต ไม่ปล่อยให้กลไกนายทุนพรรคหรือกลุ่มภายในพรรคคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.

วันนี้ระบบไพรมารีโหวตยังไม่ถูกตีตกไป ยังเป็นข้อเสนอต่อ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อยู่ บางคนมีข้อเสนอไปไกลถึงขนาดให้ไพรมา–รีโหวตหัวหน้าพรรคกันเลย

ข้อเสนอของ สปท.กลับไปกลับมา ล่าสุดหยุดเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง แต่เซ็ตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองทุกพรรค ทำไมข้อเสนอของ สปท.ถอยแผ่วเบาลงไป นายเสรี บอกว่า เดิมตั้งเป้าจะล้างไพ่ใหม่หมด

แต่มีข้อเสนอที่มีเหตุผลว่าถ้าล้างทั้งหมดจะไปกระทบต่อคนที่สุจริต จึงกำหนดให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรค และนายทะเบียนพรรคจะต้องรับผิดชอบรับรองการเป็นสมาชิกพรรคเก่าก็จบ

หากการยืนยันมาเป็นเท็จ ต้องรับผิดตามบทลงโทษ

มาถึงคิวของผู้สมัคร ส.ส. สปท.เสนอให้ผู้ที่จะลงสมัครต้องผ่านกระบวนการแสดงตนก่อนการเลือกตั้งอย่างน้อย 1 ปี เพื่อคัดกรองคนเข้าสู่เวทีการเมือง ถ้าไม่ทันการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็เอาใช้กับการเลือกตั้งครั้งต่อๆไป

เมื่อได้คนที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนของประชาชน สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ มาตรการภาษีสังคม เดิมกฎหมายบังคับเฉพาะในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ห้ามทำบุญ ใส่ซองบริจาค แต่หลังจากเป็น ส.ส.แล้วไม่ห้าม

สปท.ได้เสนอให้เข้มข้นขึ้นว่า ขณะดำรงตำแหน่ง ส.ส.ห้ามใส่ซองทำบุญ งานบวช งานแต่ง โกนจุก

หากไม่ห้ามจะเปิดโอกาสให้คนมีเงินมากกว่า สร้างศรัทธาและความน่าเชื่อถือได้มากกว่า เกิดระบบอุปถัมภ์สร้างเป็นคะแนนเสียงต่อไปจะไม่มีคนที่เสียสละจริงเข้ามาเป็นนักการเมือง

เชื่อว่าในใจลึกๆของนักการเมืองชอบกติกาแบบนี้ แม้ออกมาพูดให้ดูโก้ พูดหาคะแนนว่าจะไปห้ามไม่ได้ เพราะกลายเป็นประเพณีไปแล้ว

ถ้าปล่อยให้ประเพณีแบบนี้มีอยู่ต่อไป บางคนบอกเป็นเรื่องเล็ก ผมขอบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่

เพราะการจ่ายภาษีสังคมแค่ซองละ 500-1,000 บาท เฉลี่ยวันละ 10 รายเป็นเงิน 1 หมื่นบาท หนึ่งเดือนเป็นเงิน 3 แสนบาท เงินเดือน ส.ส. แค่ 1 แสนกว่าบาท “ถ้าไม่โกงจะเอาเงินจากไหน”

นอกจากนี้ ยังจะปลูกฝังให้เอาเงินจากนายทุนของพรรค เมื่อกลับมาเป็น ส.ส.คนนั้นก็เป็นฐานให้กับนายทุน เอื้อประโยชน์ผ่านโครงการต่างๆ สุดท้ายไม่ว่าจะออกกฎหมายหรือคลอดโครงการอะไร ประชาชนได้ประโยชน์นิดเดียว ส่วนใหญ่เอื้อต่อนายทุน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า กติกาเข้มๆที่ สปท.เสนอ แต่สุดท้ายทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง จะมีเงินนอกระบบหอบเข้าไปซื้อเสียงในพื้นที่แต่ละเขตได้ทุกคราวไป จะป้องกันอย่างไร นายเสรี บอกว่า สปท.ถึงเสนอให้ลงโทษจำคุก
คนซื้อเสียง 10 ปี เพื่อให้คนกลัว

และเสนอให้ คสช.เข้ามาดูแลการเลือกตั้งครั้งแรก เพื่อป้องกันการโกงเลือกตั้ง พอเสนอไปก็ถูกกล่าวหาว่าไปเอาใจ คสช.

มันมีเรื่อง คสช.จะสืบทอดอำนาจ จึงถูกฝ่ายการเมืองต่อต้าน นายเสรี บอกว่า คิดกันไปเอง

ทั้งที่ประชาชนไม่ไว้ใจนักการเมือง แต่ไว้ใจ คสช. เห็นได้จากผลการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แบบนี้มันจะสืบทอดอำนาจได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นเสียงของมหาชน

ที่พูดไม่ได้เอาใจ คสช. เพราะ สปท.มีต้นกำเนิดจาก คสช. ไม่จำเป็นต้องไปเอาใจ

และขณะนี้ สปท.กำลังศึกษาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พร้อมศึกษาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ดี

ก่อนเสนอต่อ คสช.ให้ออกเป็นกฎหมาย เพื่อสร้างจิตสำนึกแก่นักการเมือง ให้มีความรับผิดชอบเหมือนนักการเมืองของประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

รัฐมนตรีที่ทำผิดหรือถูกกล่าวหาว่าทำผิด จะต้องแสดงสปิริตลาออกโดยไม่ต้องรอผลการตรวจสอบ

เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่

และพลิกโฉมหน้าการเมืองไทย.

ทีมการเมือง

 

พิสูจน์ภาวะผู้นำ แทนคุณประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725440


โรดแม็ปปีครึ่ง “ประยุทธ์” ถือดุลอำนาจพิเศษครบเครื่อง

ได้เวลาโลดแล่นบนเวทีระดับโลก

อีกคิวใหญ่ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 18-23 ก.ย.นี้

ในฐานะผู้นำประเทศไทย และประธานกลุ่มความร่วมมือประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มจี 77

ยืนเทียบเคียงกับผู้นำนานาชาติบนเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

และต้องถือเป็นคิวร่วมเวทีนานาชาติครั้งที่ 3 ในรอบไม่ถึง 1 เดือน ถัดจากการประชุมผู้นำกลุ่มจี 20 ที่ประเทศจีน และประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศลาว

โดยตามโปรแกรมในการประชุมยูเอ็น “บิ๊กตู่” จะกล่าวถ้อยแถลงบนเวที ถึงท่าทีของประเทศไทย และทำให้ประชาคมระหว่างประเทศได้เห็นบทบาทของไทยในฐานะสมาชิกยูเอ็น และในฐานะประธานกลุ่ม จี 77

ไม่เท่านั้น ผู้นำของไทยยังได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านผู้ลี้ภัยที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ริเริ่ม และมีนายบัน คีมูน เลขาธิการยูเอ็น เป็นเจ้าภาพร่วม

ได้รับเชิญโชว์ตัวบนเวทีโลกต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ก่อนร่วมวงยูเอ็น “บิ๊กตู่” เพิ่งจะออกคำสั่งหัวหน้า คสช. โดยใช้มาตรา 44 ยกเลิกการนำคดีความมั่นคง 4 ประเภทขึ้นศาลทหาร ดึงคดีกลับสู่ศาลปกติ

ก็น่าจะเป็นไปตามเหตุผล เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ ลดแรงกดดันจากนานาชาติ

ในประเด็นจับจ้องกระบวนการยุติธรรม และปมสิทธิมนุษยชนยุครัฐบาลท็อปบูต

ลดกฎเหล็กคุมเข้ม ห้วงที่ “บิ๊กตู่” กำลังอยู่ในจุดที่มีความมั่นใจสูง หลังจากคิวประชามติประชาชน 10 กว่าล้านเสียง เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคำถามพ่วง เปิดช่อง ส.ว.สรรหาลงมติเลือกนายกฯ

เป็นแรงหนุนแนวทางตามสัญญาณ “อำนาจพิเศษ”

อีกมุมหนึ่ง ก็มองได้ว่าประชาชน 10 กว่าล้านเสียงเปิด “ไฟเขียว” ให้โอกาส “บิ๊กตู่” เดินหน้าต่อตาม

โรดแม็ป เอ่ยอ้างได้ถึงฉันทามติ โยงถึงประเด็นได้รับ “ความชอบธรรม”

“ดุลอำนาจ” ที่ไหลมาอยู่ในมือของ “บิ๊กตู่” เต็มๆ

จนผู้นำมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ในการใช้อำนาจในวาระต่างๆ ทั้งการจัดทำ “บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายของกองทัพ” ชื่อของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็น ผบ.ทบ. ขณะที่ พล.ท.อภิรัชต์ คง-สมพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1

นายทหารสาย “นักรบหมวกแดง-รบพิเศษ” ได้จ่อเป็นจ่าฝูง ทบ.คนใหม่

ขณะที่ท็อปบูตสาย “วงศ์เทวัญ” ขึ้นเป็นขุนทัพคุมกำลังหลัก

โผพลิกจากสาย “บูรพาพยัคฆ์” ที่คาดว่าจะวางตัวสืบต่ออำนาจกันยาว

จุดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นอำนาจและภาวะการนำของ “บิ๊กตู่” ในการพูดคุยเจรจาในหมู่พี่ๆน้องๆ คีย์แมนวงอำนาจพิเศษ รวมทั้ง ผบ.เหล่าทัพ

จนปรับพลิกโผ ตามเหตุผลและความต้องการ

เห็นได้จาก คิวที่บรรดานายทหารระดับสูงที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น ผบ.เหล่าทัพ ตบเท้าเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำเนียบฯ พร้อมดอกไม้พวงมาลัยแสดงความขอบคุณ และรับนโยบายตรง

สะท้อนภาพ “ผู้ถือดุลอำนาจ” ตัวจริงเสียงจริง

ที่ต้องจับตา คิวต่อไปในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับชั้นนายพลประจำปี คงไม่พ้น “บิ๊กตู่” คือส่วนสำคัญในการจัดทำโผบิ๊กสีกากี เช่นเดียวกันกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือน

ในห้วงที่ “ถนนทุกสายมุ่งสู่ศูนย์กลางอำนาจ”

ผู้ถือดุลหลักอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะคุมคิวได้หมด

เช่นเดียวกับแนวคิดการส่งรัฐมนตรีลงไปบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อลดขั้นตอนกระบวนการตัดสินใจในพื้นที่ เสมือน “ครม.ส่วนหน้า” เชื่อมต่อ ครม.ส่วนกลาง รายงานตรงถึงผู้นำ

เป็นไปตามแนวคิดของ “บิ๊กตู่” ตั้งแต่ครั้งเป็น ผบ.ทบ.

ยังไม่รวมเรื่องที่ “บิ๊กตู่” โชว์ความเป็นผู้นำร่วมถือธงรณรงค์ “เปิดไฟไล่โกง-กรรมสนองโกง” ในวันต่อต้านคอร์รัปชัน ไปจนกระทั่งส่งสัญญาณแก้ปัญหาหมักหมมต่างๆ อาทิ ปมทัวร์ศูนย์เหรียญ ปัญหาจราจรใน กทม. ฯลฯ

แม้แต่ที่กำลังเสนอไอเดียฟุ้งกระจายในกระบวนการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ เกี่ยวกับการเลือกตั้งตามโรดแม็ปปี 2560 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สปท.ปั้นสูตรหนึ่ง-กกต.ชงอีกสูตรหนึ่ง

สารพัดยาขมคุมเข้ม กลั่นกรองคนที่จะเข้าสู่การเมือง โยนหินถามทางเป็นรายวัน

เชื่อว่าบทสรุปไม่พ้น ต้องเป็นเรื่องที่แม่น้ำสายหลักอย่าง คสช.ตัดสินใจ

คิวสำคัญอยู่ที่ “บิ๊กตู่” จะ “เคาะ” ออกมาอย่างไร

และที่กำลังเพิ่มดีกรีตามลำดับ กับคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับล่าสุด เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด

โดยสรุปคือการมอบอำนาจให้ “กรมบังคับคดี” ออกคำสั่งทางปกครองเรียกค่าสินไหมคดีโครงการรับจำนำข้าว พ่วงโครงการแทรกแซงมันสําปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

และยังคุ้มครองทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ

เป็นการใช้อำนาจพิเศษของผู้นำ รองรับกระบวนการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว ที่กำลังไล่บี้ปมความเสียหาย ในคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

สัญญาณ “ยึดทรัพย์” ไฮไลต์ช่วงซีรีส์จำนำข้าวใกล้ได้บทสรุป

สรุปโดยภาพรวม ผลงานของรัฐบาลในห้วงครบรอบ 2 ปี ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ นำทีมรองนายกฯแถลงต่อสื่อล่าสุด ก็คงไม่เกินเลยที่จะพูดว่า เป็นผลงานที่มาจากการนำของ พล.อ.ประยุทธ์เอง

โชว์ผลงาน 2 ปี ในการเรียกความเชื่อมั่น หยุดวิกฤติขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมือง “คืนรอยยิ้มสยาม” บริหารประเทศ จนองค์กรระหว่างประเทศประเมินตัวเลขและจัดอันดับหลายๆด้านดีขึ้น

กระนั้นก็ดี “บิ๊กตู่” ระบุว่า ขณะนี้เข้าสู่ห้วงโรดแม็ป ระยะที่ 2 คือการเริ่มต้นปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง ปฏิรูปการบริหารราชการ และการจัดทำแผนที่นำทางไปสู่อนาคต มีภารกิจสำคัญรออยู่อีกมาก

และต้องทำก่อนส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดใหม่

รัฐบาลที่คาดหมายกันว่า “บิ๊กตู่” จะเดินสู่เส้นทาง “ผู้นำ” ในระบบ

ทั้งนี้ จากแต้มสนับสนุนจากประชาชนท่วมท้น

ผลโพลสำรวจความเห็นของประชาชน คะแนนนิยมส่วนตัวของ “บิ๊กตู่” พุ่งสุดขีด ในห้วงผ่านพ้น 2 ปีแรก

หน้าตักแต้มต่อเต็มพิกัด ชนิดทำได้ทุกอย่างที่อยากจะทำ

ได้เครื่องมือกรุยทางสู่ดวงดาว “ผู้นำสง่างาม” ครบครัน

และถือว่า 2 ปีที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” ย่อมได้รับรู้รับปัญหา และอุปสรรคต่างๆ มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งในจังหวะที่กำลังได้แรงหนุนจากชาวบ้าน จนถือดุล “อำนาจเบ็ดเสร็จ”

ฉะนั้น ในห้วงเวลาตามโรดแม็ปเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชนภายในปี 2560 นั่นก็เท่ากับว่าเหลือเวลาอีก 1 ปีกว่าๆ เป็นระยะเวลาที่จะพิสูจน์ พล.อ.ประยุทธ์เต็มๆ ว่าจะนำพารัฐบาล คสช.ไปสู่เป้าหมายการยึดอำนาจ ในการเข้ามาจัดระเบียบบ้านเมือง แก้ไขปัญหาด้านต่างๆได้มากน้อยแค่ไหน

“คืนความสุขให้ประชาชน” ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่

แน่นอน สำหรับตัว “บิ๊กตู่” ผู้คนอาจให้ความไว้วางใจ เชื่อว่าจะนำพาประเทศต่อไปได้ แต่สิ่งที่หลายเสียงเห็นสอดคล้อง ตั้งข้อสงสัยถึงทีมงานรัฐบาลที่จะรับภารกิจหนักในห้วงต่อไป ไหวหรือไม่

เพราะต้องยอมรับ รัฐมนตรีบางกระทรวงผลงานยังไม่เข้าตา หลายรายอยู่ในข่าย “โลกลืม”

ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ ผลงานไม่ชัด จนผู้นำออกโรงแทนหลายเรื่อง

บางครั้งต้องงัดกระบองยักษ์มาเป็น “ตัวช่วย” ขับเคลื่อนงาน

ไม่เพียงเท่านั้น หลายจุดมีปมปัญหารัฐมนตรีขบเหลี่ยม ปีนเกลียว ทำงานไม่เข้าขา โดยเฉพาะในกระทรวงด้านเศรษฐกิจ มีอาการสะสมไข้ “เกาเหลา” เรื้อรังในรัฐบาล

กระแสข่าวที่ออกมา จุดหลักๆเป็นรัฐมนตรีในเครือข่าย “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีสายตรงผู้นำ ทั้ง “เพื่อนพ้องน้องพี่” ของ พล.อ.ประยุทธ์เอง

ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงคมนาคม มีกระแสข่าว “งัดข้อ” ออกมาเป็นระยะๆ

จนกระทั่งเกิดผลกระทบกับ “งาน” ทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การระบายสินค้าการเกษตร ความล่าช้าในโครงการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ประสานการทำงาน

ปมเกาเหลา ทำงานไม่เข้าขา ทำให้งานสะดุด

ทั้งหมดเป็นที่มาของคำถาม ภาพรวมการทำงานของรัฐมนตรีชุดนี้ มีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ ถ้ามั่นใจเดินหน้าต่อไป ก็เป็นเดิมพันของ พล.อ.ประยุทธ์

หากผลงานไม่เข้าเป้า ล้มเหลว ก็เลี่ยงความรับผิดชอบไม่พ้น

เพราะฉันทามติ 10 กว่าล้านเสียง มาพร้อมกับความคาดหวัง มอบโอกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์เดินหน้าขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาของประเทศ

ถึงแม้จะแลกกับการ “ถอยห่าง” จากประชาธิปไตยไปบ้าง

แต่อย่าลืมว่า จุดแข็งจากเสียงของประชาชนสนับสนุน จนดุลอำนาจ “เต็มมือ” ผู้นำนั้น คงไม่สามารถใช้ไปได้ตลอดกาล

เพราะ “แต้มต่อ” และ “ความชอบธรรม” ย่อมมีวันหมดอายุ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็น่าจะรับรู้ และคงต้องพิสูจน์ภาวะผู้นำ โชว์ศักยภาพนายกฯอำนาจพิเศษ ในช่วง 1 ปีครึ่งนับจากนี้

นอกจากสร้างโอกาสให้กับตัวเอง บนเส้นทางสู่เก้าอี้ผู้นำหลังการเลือกตั้ง

ยังต้องเร่ง “ทดแทนคุณประชาชน”.

“ทีมการเมือง”